รู้หรือยัง..วิธีช่วยผู้ได้รับ “สารพิษ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473384

รู้หรือยัง..วิธีช่วยผู้ได้รับ”สารพิษ”

8 กรกฎาคม 2564 – 08:37 น.

หากคุณเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ที่มีคนได้รับ”สารพิษ” จะมีวิธีช่วยคนที่ตกเป็น”เหยื่อ”ได้อย่างไร

สารพิษ(Poisons) หมายถึงสารเคมีที่มีสภาพเป็นของแข็ง ของเหลวหรือก๊าซซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายโดยการรับประทาน การฉีด การหายใจหรือการสัมผัสทางผิวหนังแล้วทำให้เกิดอันตรายต่อโครงสร้างและหน้าที่ของร่างกาย ด้วยปฏิกิริยาทางเคมี อันตรายจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับคุณสมบัติ ปริมาณและทางที่ได้รับสารพิษนั้น

ชนิดของสารพิษ

สารพิษที่ทำให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์มาจากหลายแหล่งด้วยกันอาจเป็นพิษจากสัตว์เช่น งูพิษ ผึ้ง แมลงป่อง พิษจากพืช เช่น เห็ดพิษ  พิษจากแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น ตะกั่ว ฟอสฟอรัส สารหนูและพิษจากสารสังเคราะห์ต่างๆ เช่นยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช ยาอันตรายรวมทั้งสารสังเคราะห์ที่ใช้ในครัวเรือนเช่น น้ำยาฟอกขาว น้ำยาขัดห้องน้ำ  

สารพิษสามารถจำแนกตามลักษณะการออกฤทธิ์ได้ 4 ชนิด ดังนี้

-ชนิดกัดเนื้อ(Corrosive ) สารพิษชนิดนี้จะทำให้เนื้อเยื่อของร่างกายไหม้ พอง ได้แก่ สารละลายพวกกรดและด่างเข้มข้น น้ำยาฟอกขาว

-ชนิดทำให้ระคายเคือง(Irritants ) สารพิษชนิดนี้จะทำให้เกิดอาการปวดแสบ ปวดร้อนและอาการอักเสบในระยะต่อมาได้แก่ ฟอสฟอรัส  สารหนู อาหารเป็นพิษ  ซัลเฟอร์ไดออกไซด์

-ชนิดที่กดระบบประสาท(Narcotics ) สารพิษชนิดนี้จะทำให้หมดสติ หลับลึก ปลุกไม่ตื่น ม่านตาหดเล็ก ได้แก่ ฝิ่น  มอร์ฟีน พิษจากงูบางชนิด

-ชนิดที่กระตุ้นระบบประสาท (Dililants) สารพิษชนิดนี้จะทำให้เกิดอาการเพ้อคลั่ง ใบหน้าและผิวหนังแดง ตื่นเต้นชีพจรเต้นเร็ว ช่องม่านตาขยายได้แก่  ยาอะโทรปีน ลำโพง 

การประเมินภาวะการได้รับสารพิษ

การได้รับสารพิษ เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการปฐมพยาบาลที่รีบด่วนและเฉพาะเจาะจง ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือ จะต้องประเมินจำแนกให้ได้ว่าอาการผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยนั้นว่าเกิดจากสารพิษใด

นอกจากประเมินอาการแล้วยังจำเป็นต้องสังเกตสภาพการณ์ สิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยร่วมด้วย ดังนี้

-การคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง น้ำลายฟูมปากหรือมีรอยไหม้นอกบริเวณริมฝีปาก มีกลิ่นสารเคมีบริเวณปาก

-เพ้อ ชัก หมดสติ  มีอาการอัมพาตบางส่วนหรือทั่วไป  ขนาดช่องม่านตาผิดปกติ อาจหดหรือขยาย

-หายใจขัด หายใจลำบาก มีเสมหะมาก มีอาการเขียวปลายมือปลายเท้าหรือบริเวณริมฝีปาก ลมหายใจมีกลิ่นสารเคมี

-ตัวเย็น เหงื่อออกมาก มีผื่นหรือจุดเลือดออกตามผิวหนัง

สภาพการณ์หรือสิ่งแวดล้อมที่บ่งชี้ถึงภาวะการได้รับสารพิษ

-เกิดอาการผิดปกติขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน โดยที่ผู้ป่วยเป็นคนที่แข็งแรงสมบูรณ์มาก่อน

-เกิดอาการขึ้นกับคนหลาย ๆ คน  หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน

-ในบริเวณที่พบผู้ป่วยมีภาชนะบรรจุสารพิษหรือเป็นแหล่งของสัตว์มีพิษเช่น งูพิษ แมงป่อง แมงกะพรุนไฟ

-มีปัญหาทางด้านจิตใจ ได้แก่ เป็นโรคเรื้อรังรักษาไม่หาย มีประวัติพยายามฆ่าตัวตาย ผิดหวังในชีวิตหรือการทำงาน มีศัตรูปองร้าย

การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพิษ

จำแนกตามวีถีทางที่ได้รับ 3 ทาง ดังนี้

-การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพิษทางปาก
-การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพิษทางการหายใจ
-การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพิษทางผิวหนัง

การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพิษทางปาก

ผู้ช่วยเหลือต้องทำการประเมินผู้ที่ได้รับสารพิษก่อนแล้วจึงพิจารณาดำเนินการช่วยเหลือ ดังนี้

-ทำให้สารพิษเจือจาง  ในกรณีรู้สึกตัวและไม่มีอาการชักโดยการดื่มน้ำชาซึ่งหาได้ง่ายแต่ถ้าได้นมจะดีกกว่าเพราะว่าจะช่วยเจือจางสารพิษแล้ว ยังช่วยเคลือบและป้องกันอันตรายต่อเยื่อบุทางเดินอาหาร

-นำส่งโรงพยาบาล  เพื่อทำการล้างท้องเอาสารพิษออกจากกระเพาะอาหาร

-ทำให้ผู้ป่วยอาเจียนเพื่อเอาสารพิษออกจากกระเพาะอาหารในกรณีที่ต้องใช้เวลานานในการนำส่งผู้ป่วย เช่น ใช้นิ้วล้วงคอ ใช้ไม้พันสำลีกวาดคอซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้รู้สึกอยากขย้อน อยากอาเจียน

ข้อห้ามในการทำให้ผู้ป่วยอาเจียน

-หมดสติ
-ได้รับสารพิษชนิดกัดเนื้อ เช่น กรด ด่าง
-รับประทานสารพิษพวก น้ำมันปิโตรเลียม เช่น น้ำมันก๊าด เบนซิน
-มีสุขภาพไม่ดี เช่น โรคหัวใจ

-ให้สารดูดซับสารพิษในระบบทางเดินอาหารเพื่อลดปริมาณการดูดซึมสารพิษเข้าสู่ร่างกาย 

สารที่ใช้ได้ผลดีคือ Activated charcoal มีลักษณะเป็นผงถ่านสีดำใช้ 1 ช้อนโต๊ะ ละลายน้ำ 1 แก้วให้”ผู้ป่วย”ดื่ม ถ้าหาไม่ได้อาจใช้ไข่ขาว 3 -4 ฟองตีให้เข้ากัน ให้”ผู้ป่วย”รับประทานซึ่งควรใช้ในกรณีดังต่อไปนี้

-รับประทานสารพิษเข้าไปเกินครึ่งถึง 1 ชั่วโมงเพราะสารพิษผ่านกระเพาะอาหารลงไปยังลำไส้แล้ว การให้อาเจียนอาจไม่ได้ผล

-หลังจากทำให้อาเจียนแล้วไม่แน่ใจว่าสารพิษจะถูกขับออกมาหมดโดยการอาเจียน

-ไม่สามารถทำให้ ผู้ป่วยอาเจียนได้

-นำส่งโรงพยาบาลเมื่อให้การปฐมพยาบาลแล้วขณะนำส่งให้สังเกต อาการและอาการแสดง ตลอดเวลาและให้การช่วยเหลือถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้นโดยการนวดหัวใจและการผายปอด

การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับ”สารกัดเนื้อ” (Corrosive substances )

กรด ด่าง เป็นสารเคมีที่พบในชีวิตประจำวันซึ่งนำมาใช้ในครัวเรือนและโรงงานอุตสาหกรรม เช่น กรดซัลฟริก  กรดไฮโดรคลอริก  โซเดียมคาร์บอเนต

อาการและอาการแสดง

ไหม้พอง  ร้อนบริเวณริมฝีปาก  ปาก  ลำคอและท้อง  คลื่นไส้ อาเจียน กระหายน้ำและมีอาการภาวะช็อค ได้แก่ ชีพจรเบา ผิวหนังเย็นชื้น

การปฐมพยาบาล

-ถ้ารู้สึกตัวดีให้ดื่มนม
-อย่าทำให้อาเจียน
-รีบนำส่งโรงพยาบาล

การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพวกน้ำมันปิโตรเลียม

เป็นผลิตภัณฑ์ที่พบได้ทั้งในบ้านและโรงงานอุตสาหกรรม สารพวกนี้ได้แก่ น้ำมันก๊าด เบนซิน ยาฆ่าแมลงชนิดน้ำมัน เช่น DTT

อาการและอาการแสดง

แสบร้อนบริเวณปาก คลื่นไส้ อาเจียนซึ่งอาจสำลักเข้าไปในปอดทำให้หายใจออกมามีกลิ่นน้ำมันหรือมีกลิ่นน้ำมันปิโตรเลียม อัตราการหายใจและชีพจรเพิ่ม อาจมีอาการขาดออกซิเจนซึ่งอาจรุนแรงมาก มีเขียวตามปลายมือ ปลายเท้า

การปฐมพยาบาล

-รีบนำส่งโรงพยาบาล
-ห้ามทำให้อาเจียน
-ระหว่างนำส่งโรงพยาบาล ถ้าผู้ป่วยอาเจียนให้จัดศีรษะต่ำเพื่อป้องกันการสำลักน้ำมันเข้าปอด

การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับยาแก้ปวด ลดไข้

ยาแอสไพรินและพาราเซตามอล พบบ่อยในเด็กที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์และผู้ที่มีปัญหาทางด้านจิตใจ

อาการและอาการแสดงของผู้ที่ได้รับยาแอสไพริน

หูอื้อเหมือนมีเสียงกระดิ่งในในหู การได้ยินลดลง เหงื่อออกมาก ปลายมือปลายเท้าแดง ชีพจรเร็ว คลื่นไส้อาเจียน หายใจเร็ว ใจสั่น

อาการและอาการแสดงของผู้ที่ได้รับยาพาราเซตามอล(ไทรีนอล )

ยานี้จะถูกดูดซึมเร็วมากโดยเฉพาะในรูปของสารละลาย ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ง่วงซึม เหงื่อออกมาก ความดันโลหิตต่ำ สับสน เบื่ออาหาร

การปฐมพยาบาล

-ทำให้สารพิษเจือจาง
-ทำให้อาเจียน
-ให้สารดูดซับสารพิษ ที่อาจหลงเหลือในระบบทางเดินอาหาร
-ให้กำลังใจเพื่อให้ผู้ป่วยสงบ
-นำส่งโรงพยาบาล

การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพิษทางการหายใจ

สารพิษที่เข้าสู่ทางการหายใจได้แก่ ก๊าซพิษซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทดังนี้

-ก๊าซที่ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน เกิดอาการ วิงเวียน หน้ามืด เป็นลมหมดสติถึงแก่ความตายได้ เช่น คาร์บอนมอนนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจน ไนโตรเจน

ปัจจุบันพบว่าก๊าซที่ทำให้เกิดปัญหาค่อนข้างบ่อยได้แก่ คาร์บอนมอนนอกไซด์โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ ที่มีปัญหาการจราจรคับคั่ง อากาศเป็นพิษ

คาร์บอนมอนนอกไซด์ เป็นก๊าซไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของน้ำมันเชื้อเพลิงเมื่อหายใจเข้าไปในร่างกายก๊าซนี้จะแย่งที่กับออกซิเจนในการจับกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงทำให้เม็ดเลือดแดงไม่สามารถไปยังเนื้อเยื่อทั่วร่างกายได้ร่างกายจึงมีอาการของการขาดออกซิเจนซึ่งถ้าช่วยเหลือไม่ทันจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต เช่น ในกรณีที่มีผู้เสียชีวิตในรถยนต์ 

ก๊าซที่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ คอ หลอดลม และปอด ถ้าได้รับในปริมาณมากอาจทำให้ตายได้ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไม่มีสีแต่มีกลิ่นฉุน พบได้ในโรงงานอุตสาหกรรม ใช้ทำกรดกำมะถัน 

ก๊าซที่ทำให้อันตรายทั่วร่างกาย ได้แก่ ก๊าซอาร์ซีน ไม่มีสีกลิ่นคล้ายกระเทียม พบได้ในโรงงานอุตสาหกรรมใช้ทำแบตเตอรี่ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เม็ดเลือดแดงแตก ปัสสาวะเป็นเลือด ดีซ่าน ตาเหลือง ตัวเหลือง

การปฐมพยาบาล

-กลั้นหายใจและรีบเปิดประตู หน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเท มีอากาศบริสุทธิ์เข้ามาในห้อง ปิดท่อก๊าซหรือขจัดต้นเหตุของพิษนั้น ๆ

-นำผู้ป่วย ออกจากบริเวณที่เกิดเหตุไปยังที่มีอากาศบริสุทธิ์

-ประเมินการหายใจและการเต้นของหัวใจ ถ้าไม่มีให้ผายปอดและนวดหัวใจ

-นำส่งโรงพยาบาล

การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพิษทางผิวหนัง

สารพิษที่สามารถเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่พบบ่อย ได้แก่ สารเคมีและสารพิษที่เกิดจากการถูกสัตว์มีพิษกัดหรือต่อย เช่น ต่อ แตน ผึ้ง ตะขาบ แมงป่อง แมงกะพรุนไฟ  งูพิษ

การปฐมพยาบาลเมื่อสารเคมีถูกผิวหนัง

-ล้างด้วยน้ำสะอาดนาน ๆ  อย่างน้อย 15 นาที

-อย่าใช้ยาแก้พิษทางเคมีเพราะความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาอาจทำให้เกิดอันตรายมากขึ้น

-บรรเทาอาการปวดและรักษาช็อค

-ปิดแผลแล้วนำส่งโรงพยาบาล

การปฐมพยาบาลเมื่อสารเคมีเข้าตา

-ล้างตาด้วยน้ำนาน 15นาทีโดยการเปิดน้ำก๊อกไหลรินค่อย ๆ
-อย่าใช้ยาแก้พิษทางเคมีเพราะความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาอาจทำให้เกิดอันตรายมากขึ้น
-บรรเทาอาการปวดและรักษาช็อค
-ปิดตาแล้วนำส่งโรงพยาบาล

ที่มา : กรมแพทย์ทหารเรือ

เช็ค อิน กิน เที่ยว “สวนอินทผลัมคุณแอน” จ.สระแก้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473342

เช็ค อิน กิน เที่ยว “สวนอินทผลัมคุณแอน” จ.สระแก้ว

8 กรกฎาคม 2564 – 06:01 น.

เช็ค อิน กิน เที่ยว “สวนอินทผลัมคุณแอน” จ.สระแก้ว ขายถูก ขายดี ขายไว

สวนอินทผลัมคุณแอน” ที่เคยเป็นข่าวโด่งดังปีที่แล้วขายถูก ขายดี ขายไว” จนหมดสวนมาแล้ว โดยปีนี้เป็นปีที่ 2 คุณแอนเจ้าของสวนอินทผาลัมเล่าให้ฟัง ด้านผลผลิตของอินทผลัมปีนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดี และราคาก็ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น ส่งสั่งซื้อทางออนไลน์ จนแทบไม่พอในปีนี้  ทำให้ชาวสวนมีกำลังใจก็อยากเชิญชวนพี่น้อง มาชิมช็อปกัน ส่วนเรื่องมาตรการ covid 19 เรามีความพร้อม

สวนอินทผาลัมคุณแอน” เรามีการป้องกันอย่างดี โดยมาตรการคัดกรอง ล้างมือสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ช่วงเยี่ยมชม และลงแปลงเยี่ยมชมการปลูกอินทผลัมที่เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรยุคใหม่ ได้อย่างดี”ด้านคุณปาณิสรา หรือแอนเศวตโชติธนากรและคุณสุรเชษฐ์ วัฒนพลพัน เจ้าของสวนอินทผลัม ทางเรามีกลุ่มบริษัทเลิศรส ที่มีการแปรรูปอินทผลัม เป็นน้ำอินทผลัม ทั้งผลสดและผลแห้ง 

เช็ค อิน กิน เที่ยว "สวนอินทผลัมคุณแอน" จ.สระแก้ว

สำหรับการปลูกอินทผลัม ต้องดูแล เอาใจใส่เป็นพิเศษทุกขั้นตอน เนื่องจากอินทผลัมเป็นพืช ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากต่างประทศ ดังนั้น การดูแลจึงต้องดูแลเป็นพิเศษได้ปลูกอินทผลัม มีทั้งพันธุ์บาฮี พันธุ์โคไนซี่และพันธุ์อื่นอีกกว่า 50 สายพันธุ์ และพันธุ์ที่คนไทยกำลังนิยมกินกันในขณะนี้เป็นพันธุ์บาฮี ผลจะมีสีเหลืองกับพันธุ์โคไนซี่ ผลจะมีสีแดง 

นายสุรเชษฐ์ วัฒนพลพันธ์ และคุณแอน กล่าว ปีนี้ผลผลิต ดีกว่าปีที่แล้วก็อยากให้มาเยี่ยมชมและชิมที่สวนเลยครับ ว่ารสชาติเป็นอย่างไร สมคำร่ำลือไหม สำหรับตลาดอินทผลัม ส่วนใหญ่เชื่อว่าตลาดอินทผลัมยังไปอีกไกล และในช่วงนี้มีคนเข้ามาซื้อต่อเนื่อง ก่อนที่จะเปิดตัวเร็วๆนี้” อย่างเป็นทางการ” 

เช็ค อิน กิน เที่ยว "สวนอินทผลัมคุณแอน" จ.สระแก้ว
เช็ค อิน กิน เที่ยว "สวนอินทผลัมคุณแอน" จ.สระแก้ว

สำหรับราคาอินทผลัมตอนนี้ ถ้าเป็นพันธุ์บาฮี อยู่ที่ 400-600 บาทต่อกิโลกรัม ถ้าเป็นพันธุ์โคไนซี่ อยู่ที่ประมาณ 650 บาทต่อกิโลกรัม และที่นี่จะขายต้นพันธุ์ด้วย เป็นต้นพันธุ์เนื้อเยื่อจากต่างประเทศ เรายังไม่สามารถเพาะเองได้ ราคาอยู่ที่ต้นละ 2,000- 2,500 บาท ข้อดีของพันธุ์ที่ได้จากเนื้อเยื่อคือไม่กลายพันธุ์ ดังนั้นต้นพันธุ์ที่นำมาขาย จะรับประกันได้ถึงรสชาติ หวาน กรอบ ถ้าลูกค้าต้องการพันธุ์นำไปปลูก สามารถติดต่อได้ที่ “สวนอินทผลัมคุณแอน”  ก็ตั้งจีพีเอส มาได้เลย หรือติดต่อได้ที่ โทร.084-5985888 สวนอินทผลัมคุณแอน มีเนื้อปลูกทั้งหมด 50 ไร่ ได้ปลูกมาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว มีต้นพันธุ์กว่า 1,000 ตัน ทั้งนี้ อินทผลัมถือว่าเป็นพืชแนวทางใหม่ สร้างรายได้สูงให้แก่เกษตรกร สำหรับพันธุ์ที่ปลูกในประเทศไทย สำหรับกินผลสดและเป็นผลไม้ที่ส่งเสริมสุขภาพ มีกากอาหารเยอะ เป็นน้ำตาลเชิงเดี่ยว ” ไม่ก่อให้เกิดความอ้วน” อีกด้วย

ที่มา..นายยุทธนาพึ่งน้อย ผู้สื่อข่าวจังหวัดสระแก้ว 

เชื่อหรือไม่ว่า การ “เปิดไฟนอน” ขัดขวางเมลาโทนิน เสี่ยงเกิดโรค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473316

เชื่อหรือไม่ว่า การ “เปิดไฟนอน” ขัดขวางเมลาโทนิน เสี่ยงเกิดโรค

8 กรกฎาคม 2564 – 01:05 น.

เชื่อหรือไม่ว่า การทานอาหารมื้อใหญ่ภายใน 3 ชั่วโมงก่อนนอน รวมถึง การ “เปิดไฟนอน” ขัดขวางการหลั่งของสารเมลาโทนิน ทำให้มีความเสี่ยงเกิดโรค

คนที่หัวถึงหมอนแล้ว “หลับสะบาย” จัดได้ว่าโชคดีสะท้อนให้เห็นว่าสุขภาพกายและสุขภาพจิตแข็งแรงดี แต่ควรเปิดไฟนอน หรือควรเปิดเป็น Night Light หรือไฟหรี่ เหล่านี้สำคัญอย่างไรต่อสุขภาพ จริงหรือเปิดไฟนอนขัดขวางการหลั่งสาร “เมลาโทนิน”เสี่ยงเกิดโรค

เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.พญ.นฤชา จิรกาลวสาน กรรมการบริหารศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้ให้ความรู้ในเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพจากการเปิดไฟนอนตอนกลางคืนว่า เป็นการขัดขวางการหลั่งของสารเมลาโทนินซึ่งหลั่งจากส่วนหนึ่งในสมอง มีความสำคัญต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย ดังนั้นผู้ที่เปิดไฟนอนหรือมีการพักผ่อนที่ไม่ดีอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคอ้วน

“เมลาโทนินเป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาในช่วง 2 ชั่วโมงก่อนเข้านอน มีหน้าที่ควบคุมการนอนหลับ และระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ระบบเมตาบอลิซึม ระบบประสาทอัตโนมัติ ความดัน ความจำ เมลาโทนินจะถูกยับยั้งโดยแสง ดังนั้นมีโอกาสที่การนอนเปิดไฟจะส่งผลให้เมลาโทนินถูกกด ส่งผลให้นอนไม่ดี และอาจทำให้เกิดโรคต่างๆได้” รศ.พญ.นฤชา ระบุ

การพักผ่อนที่ดีนั้นช่วยเรื่องความจำและการเรียนรู้ ดังนั้นหากเมลาโทนินถูกขัดขวางการหลั่ง อาจส่งผลต่อระบบความจำ ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ในระยะแรกส่วนหนึ่งพบว่ามีการลดลงของสารเมลาโทนิน

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Internal Medicine ที่ศึกษาในผู้หญิงกว่า 4 หมื่นคน เรื่องการเปิดและปิดไฟนอนที่อาจส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัว หลังจากการติดตามในระยะ 5 ปี พบว่าคนที่เปิดไฟนอนมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นกว่าคนที่ปิดไฟนอน

โดยน้ำหนักเพิ่มขึ้นถึง 5 กิโลกรัม ดังนั้นความสว่างจากการเปิดไฟนอนจึงมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัว

ศ.พญ.นฤชา ให้คำแนะนำว่า ควรปิดไฟให้สนิทก่อนนอน หลีกเลี่ยงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีแสง เช่น โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ ก่อนนอน 1 ชั่วโมง เพราะเป็นการกระตุ้นการตื่นตัวและเป็นการรบกวนการหลั่งสารเมลาโทนิน

ถ้าหากมีความจำเป็นที่จะต้องเปิดไฟนอน ควรเปิดเป็น Night Light หรือไฟหรี่ นอกจากนี้ควรจะเข้านอนและตื่นนอนในเวลาเดียวกับทุกวัน หลีกเลี่ยงการทานอาหารมื้อใหญ่ภายใน 3 ชั่วโมงก่อนนอน

ขอบคุณที่มา: ศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

บอกลา “หน้ามัน” ด้วย 8 วิธีง่ายๆ แบบธรรมชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473345

บอกลา “หน้ามัน” ด้วย 8 วิธีง่ายๆ แบบธรรมชาติ

7 กรกฎาคม 2564 – 21:10 น.

“หน้ามัน” เป็นอาการที่ใบหน้ามีไขมันส่วนเกินเยอะเกินไป ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาไม่มากก็น้อย สำหรับคนผิวมัน เพราะจะทำให้เกิดสิวอุดตัน หน้าหมองคล้ำระหว่างวันได้ง่าย แต่งหน้าไม่ค่อยติด ต้องคอยซับหน้าอยู่เสมอ

ยิ่งสภาพอากาศในบ้านเราที่ร้อนอบอ้าวขนาดนี้ ยิ่งง่ายมากที่จะทำให้ผิวหน้าของเรามันได้ตลอดเวลา ยิ่งแก้ก็เหมือนจะยิ่งเป็นหนักขึ้น ทำให้เสียความมั่นใจกันอย่างมาก โดยสาเหตุหลักๆแล้ว อาการ “หน้ามัน” จะมาจากกรรมพันธุ์เป็นหลัก ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น อารมณ์ ความเครียด อากาศเปลี่ยนแปลง ความร้อน ฮอร์โมน การสัมผัส การใช้สกินแคร์ที่มากเกินความจำเป็น  

 บอกลา "หน้ามัน" ด้วย 8 วิธีง่ายๆ แบบธรรมชาติ

และสำหรับวิธีแก้ “หน้ามัน” สูตรธรรมชาติ แบบง่ายๆ มีอยู่ 8 วิธีด้วยกัน ที่อยากจะแนะนำ โดยใช้วัตถุดิบธรรมชาติใกล้ตัวของเรา และ มีสรรพคุณในการช่วยลดความมันบนใบหน้า ที่สามารถทำได้เองง่ายๆ และ ไม่เป็นอันตรายต่อผิวหน้า ดังนี้

1. “มะเขือเทศ” สรรพคุณจะทำให้ผิวพรรณสดใส ช่วยในเรื่องของการควบคุมความมันบนใบหน้าได้ ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงนำมะเขือเทศสดมาล้างทำความสะอาด หั่นแล้วปั่นให้ละเอียด นำมาพอกให้ทั่วใบหน้าทิ้งไว้ 15- 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ก็จะสามารถลดอาการ “หน้ามัน” ลงได้

 บอกลา "หน้ามัน" ด้วย 8 วิธีง่ายๆ แบบธรรมชาติ

2. “มะละกอสุก” นำมาพอกหน้าจะช่วยลดความมันได้ เพราะในมะละกอสุก อุดมไปด้วยวิตามินซีและอีสูง มีส่วนช่วยในการลดความมันและรอยด่างดำบนใบหน้า ทั้งยังช่วยขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไปด้วย เพียงแค่นำมะละกอสุก 1 ชิ้น มาบดให้ละเอียด แล้วบีบน้ำมะนาวประมาณครึ่งลูกผสมลงไปให้เข้ากัน ใส่น้ำผึ้งอีก 2 ช้อนโต๊ะ คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน นำส่วนผสมที่ได้มาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ต่อด้วยน้ำเย็น ก็จะช่วยได้

 บอกลา "หน้ามัน" ด้วย 8 วิธีง่ายๆ แบบธรรมชาติ

3. “น้ำมะนาว” นำน้ำมะนาวปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ มาผสมกับน้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันแล้วนำสำลีก้อนจุ่มลงไปแล้วนำไปเช็ดหน้าให้ทั่วทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด แนะนำให้ทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะช่วยลดความมันบนใบหน้า

 บอกลา "หน้ามัน" ด้วย 8 วิธีง่ายๆ แบบธรรมชาติ

4. “แตงกวา” จะช่วยในเรื่องเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้า ลดความหมองคล้ำและริ้วรอย แค่นำแตงกวามาหั่นบางๆ แช่ลงในน้ำผึ้ง แล้วนำมาแปะตามใบหน้า ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงแล้วล้างออก ให้ทำอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ก็จะช่วยลดอาการ “หน้ามัน” ได้ดี

 บอกลา "หน้ามัน" ด้วย 8 วิธีง่ายๆ แบบธรรมชาติ

5. “ว่านหางจระเข้” ช่วยลดความมันบนใบหน้า เพียงแค่นำวุ้นว่านหางที่ล้างจนสะอาดไร้ยางแล้ว มาสไลซ์เป็นแผ่นบางๆ แล้ววางให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก เพียงเท่านี้หน้าของคุณจะใสขึ้น นอกจากจะช่วยลดความมันแล้ว ยังช่วยให้หน้าชุ่มชื้นขึ้นอีกด้วย 

 บอกลา "หน้ามัน" ด้วย 8 วิธีง่ายๆ แบบธรรมชาติ

6. “มะขามเปียก” มีวิตามิน AHA กระตุ้นเซลล์ผิว ลดสิว ลดความมัน แค่เรานำมะขามเปียกมาพอกหน้าไว้ก่อนนอนทิ้งไว้ 10-15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น จะช่วยลดอาการ “หน้ามัน” ได้อย่างดี

 บอกลา "หน้ามัน" ด้วย 8 วิธีง่ายๆ แบบธรรมชาติ

7. “แอปเปิ้ล+น้ำผึ้ง” ให้เตรียมแอปเปิ้ล 1 ผล และน้ำผึ้ง 4 ช้อนโต๊ะ นำแอปเปิ้ลมาปอกเปลือกแล้วล้างให้สะอาด และ หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปใส่ในเครื่องปั่น และ ใส่น้ำผึ้งลงไป ปั่นส่วมผสมทั้งสองให้ละเอียด แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด

 บอกลา "หน้ามัน" ด้วย 8 วิธีง่ายๆ แบบธรรมชาติ

8. “หัวไชเท้า” อุดมด้วยวิตามินซี ฟอสฟอรัส และ วิตามินบี ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น เปล่งปลั่ง ฆ่าเชื้อแบคทีเรียบนผิวหน้าได้  เพียงใช้หัวไชเท้าแช่เย็น 2ช้อนชา นมสด 3 ช้อนโต๊ะ แตงกวาปั่น 1ช้อนชา คนให้เข้ากันพอกหน้าไว้ 10 นาที และ ล้างออกทำอาทิตย์ละ 2 ครั้ง จะช่วยลดความมันของหน้าได้

 บอกลา "หน้ามัน" ด้วย 8 วิธีง่ายๆ แบบธรรมชาติ

“5 จุด” ถ่ายภาพฤดูฝน ณ สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473299

“5 จุด”ถ่ายภาพฤดูฝน ณ สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาด

7 กรกฎาคม 2564 – 21:00 น.

ฤดูฝนแบบนี้ผู้เขียน จึงนึกถึงภาพเก่า ๆ ที่ได้ไปทริป สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี อีกหนึ่งที่ท่องเที่ยวที่ควรไปยลสัมผัสวัฒนธรรม ซึ่งช่วงหน้าฝนแบบนี้ใครบอกว่าถ่ายรูปไม่สวย เราเลยชี้พิกัด บอกเป้า 5 จุดถ่ายภาพ มาให้ชมกัน แต่ฤดูฝนนี้น่าจะลำบาก เพราาะติดเรื่องโควิด19

สังขละบุรี” จังหวัดกาญจนบุรี เป็นอีหนึ่งพิกัด สำหรับนักท่องเที่ยวที่ถือเป็นจุดหมายปลายทาง ที่จะได้ใกล้ชิดกับวัฒนธรรมของของคนพื้นถิ่นที่คาบเกี่ยววิถีชีวิตของคน 2 ชนชาติ เพราะเขตแดนของประเทศไทย และเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา ที่มีคนไทยเชื้อสายมอญอาศัยอยู่ ส่งผลให้อารยธรรมที่หลากหลายได้ผนวก ผสานกัน ณ ที่แห่งนี้ กลายเป็นเอกลักษณ์และความน่าพิศมัยของชาวสังขละบุรี ที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ 

อย่างที่ทราบกันดีว่า หากเราตั้งต้นเดินทางจาก กรุงเทพมหานคร ไปยังห่าง สังขละบุรี นะยะทางคร่าว ๆ อยู่ที่กว่า 300 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 5-6 ชั่วโมง ในรูปแบบนักท่องเที่ยว ที่ใช่ขนส่งสาธารณะ จากกรุงเทพฯ ไปยังปลายทาง

"5 จุด"ถ่ายภาพฤดูฝน ณ สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาด

จากประสบการณ์ของผู้เขียนเอง เราเดินทางโดยนั่งรถตู้ “หมอชิต-กาญจนบุรี“ประมาณ 05.30 น. ซึ่งรถจะไปจอดที่ ขนส่งกลางของจังหวัดกาญจนบุรี ในเวลาประมาณ 7.00 น.+ จากนั้นเราต่อรถตู้อีกที จาก”กาญจนบุรี-สังขละบุรี” ที่เขียนบอกไว้ ซึ่งเวลาเกือบ 8 โมง รถตู้คันดังกล่าวจะถึงยังปลาย”สังขละบุรี”ประมาณ 12.00 น.+ กว่าๆ แน่นอนว่าช่วงว่างในการนั่งรถตู้เกือบครึ่งวันนั้น ไม่ต้องทำอะไรหลับได้ยาว ๆ หรือ จะเตรียมเสบียงไว้ก็ได้ แต่อย่าทานเยอะถ้าปวดท้องขึ้นมาลำบากเอาเรื่อง

เมื่อเราถึงที่พักแล้วก็สามารถเช่ามอเตอร์ไซค์ไว้ขับเล่นได้ตามสบาย แน่นอนว่าครึ่งวันหลังใช้เวลาดื่มด่ำกับบรรยากาศตอนเย็น ๆ ของพื้นที่วางแผนเที่ยว หาเสบียงทานตอนกลางคืน เพื่อทริปตอนเช้าดีกว่า ลืมบอกไปว่าทริปนี้เรามาช่วงฤดูฝนพอดี ฉะนั้นภาพที่ออกมาจะดูเย็น ๆ แปลกตาไปอีกแบบ  

หลังจาเมาท์ไปเยอะแล้วเข้าเนื้อหาที่จะนำเสนอเลยแล้วกัน เพราะทริปนี้มีแต่ฝน เราเลยให้ชื่อว่า “ฤดูฝนมนต์ สังขละบุรี”เพราะเชื่อว่าน้อยคนที่อยากถ่ายรูปในช่วงนี้ ในจะกล้องที่ไม่ถูกกับน้ำ ไหนจะชุด หน้าผม นางแบบนายแบบ ไหนจะการเดินทาง 

https://www.facebook.com/PhoenBKK

1. สำหรับจุดแรกที่คุณจะได้ภาพเก๋ ๆ คือ “สถานที่พัก”เพราะเราต้องเปิดข้อมูลตามรีวิวแล้ว ว่าอยากพักแบบไหน ส่วนทริปของผู้เขียนเรานอนแพ ที่ถูกปลูกอยู่ริมเขื่อน บอกเลยฟินมาก 

2. ถัดมาเราต้องไปยัง”สะพานอุตตมานุสรณ์ หรือ สะพานมอญ” ซึ่งเป็นสะพานไม้ยาวที่สุดในประเทศไทยที่มีความยาวมากถึง 850 เมตร แถมแต่ละช่วงก็มีภาพถ่ายของนักท่องเที่ยวให้ชมต่างกันไป 

"5 จุด"ถ่ายภาพฤดูฝน ณ สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาด

3. ถัดมา “วัดวังก์วิเวการาม หรือ วัดหลวงพาออุตตมะ”วัดนี้เดิมเป็นวัดเก่าที่ตั้งใหม่ เพราะวัดเก่าเดิมนั้นโดนน้ำท่วมเนื่องจากการผลของการสร้างเขื่อน ชาวมอญจึงย้ายขึ้นมาสร้างใหม่ในพื้นที่ปัจจุบัน อันนี้เรามาในพื้นที่ทั้งทีต้องเข้าไปกราบไหว้ สักการะสิ่งศักดิ์กันสักหน่อยเพื่อความสบายใจ และสิริมงคล

4. “เจดีย์พุทธคยา”สีทองอร่าม เป็นอีกหนึ่งพิกัดที่สามารถเดินทางไปถ่ายได้ นอกจากมีความสวยงามแล้ว ยังได้เห็นงานพุทธศิลป์รูปแบบวัดในประเทศเมียนมาให้เราได้เรียนรู้กันด้วย ซึ่งด้านหน้าทางเข้าก่อนถึงบันไดขึ้นเจดีย์มีสิงห์ 2 ตัว แบบมอญตั้งอยู่ทางเข้า 

5. สุดท้ายแล้วสำหรับคนมีเวลาน้อย “สังขละบุรี”นอกจากจะต้องล่องเรือแล้ว กิจกรรมยาวเช้าอย่างนุ่งชุดมอญตักบาตร ทานไข่กระทะ ต้องไม่ควรพลาด พลาด เราจะได้เห็นคนพื้นที่ ที่จะแต่งตัวมาต้อนรับ และได้เก็บภาพเป็นความประทับใจไว้ แน่นอนว่านี่คือ “ไฮไลท์”ของทริปเลยก็ว่าได้

"5 จุด"ถ่ายภาพฤดูฝน ณ สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาด
"5 จุด"ถ่ายภาพฤดูฝน ณ สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาด

จริงแล้วผู้เขียนยังได้ไปอีกหลายจุด แต่ขอบอกพิกัดพิเศษ ๆ ที่ต้องไปก็น่าจะเพียงพอ ซึ่ง “สังขละบุรี”ครั้งนี้ภาพรวมแม้ว่าเราจะทำกิจกรรมที่บอกกันอย่างฉุ่มฉ่ำ แต่ก็ถือว่าได้ภาพสวย ๆ อีกแบบที่อยากให้ไปสัมผัสกัน ลองแวะไปปักหมุดเช็คอินตามสไตล์ของแต่ละคนกันได้ 

Fauci says there should be more coronavirus vaccine mandates at the local level #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40003108

Fauci says there should be more coronavirus vaccine mandates at the local level


Anthony Fauci, the White Houses chief coronavirus medical adviser, said there should be more coronavirus vaccine requirements at the local level, though he has continued to insist that the federal government will not mandate them.

“Ihave been of this opinion, and I remain of that opinion, that I do believe at the local level, there should be more mandates. There really should be,” Fauci said Sunday on CNN’s “State of the Union,” when host Jake Tapper asked whether he thought it would be a good idea for businesses and schools to require coronavirus vaccinations.

“We’re talking about life-and-death situations,” Fauci added. “We’ve lost 600,000 Americans already, and we’re still losing more people. There have been 4 million deaths worldwide. This is serious business. So I am in favor of that.”

As he has in recent weeks, Fauci, the nation’s top infectious-disease expert, expressed concern about vaccine hesitancy, even as the coronavirus’s more contagious delta variant becomes dominant in the United States. Fauci also alluded to recent polling that shows such vaccine hesitancy has been driven by Republicans, which he suggested Sunday was because of “ideological rigidity.”

“Why are we having red states and places in the South that are very highly ideological in one way not wanting to get vaccinations? Vaccinations have nothing to do with politics,” Fauci said. “It’s a public-health issue. It doesn’t matter who you are. The virus doesn’t know whether you’re a Democrat, a Republican or an independent . . . And yet there is that divide of people wanting to get vaccinated and not wanting to get vaccinated, which is really unfortunate, because it’s losing lives.”

Fauci has in the past pointed to organizations and “local entities” that would probably require proof of vaccination, including cruise lines and universities.

“So, notwithstanding guidelines from the [Centers of Disease Control and Prevention], there is going to be a situation where there are going to be requirements,” he said in a conversation with The Washington Post in May. “It’s not going to be centrally mandated from the federal government, but almost certainly, individual organizations are going to want to require proof of vaccination before they allow people to come into their establishment without having to wear a mask.”

In recent weeks, some GOP governors have been imploring residents anew to get vaccinated, calling it “a race” against the fast-spreading delta variant. One of those governors, Arkansas’s Asa Hutchison, said Sunday that he plans to travel to six cities in the state next week to promote the vaccines, because the uptake rate there remains lower than the national average.

“There shouldn’t be a partisan divide, first of all,” Hutchinson said on ABC News’s “This Week” on Sunday. “In the Southern states and some rural states, you have that more conservative approach, skepticism about government. And we just have to answer it just like we have all through history, that you overcome skepticism and mistrust by truth. You overcome resistance and obstinance with saying it’s important for our community, and it’s important for the health of our state and nation.”

Still, scenes from the Conservative Political Action Conference in Dallas this weekend indicated that overcoming some Republicans’ refusal to get vaccinated may be a tall hurdle. At one CPAC panel Saturday, Alex Berenson, a former New York Times reporter who has been spreading anti-vaccination and other misinformation about covid on Twitter, falsely proclaimed that masks “do nothing, nothing” to prevent the spread of the coronavirus.

He also scoffed onstage at the government “hoping that they could sort of sucker 90% of the population into getting vaccinated.”

“And it isn’t happening, right?” Berenson asked the audience. Many in the crowd cheered in response.

Showed a clip of that exchange Sunday, Fauci said it was “horrifying.”

“I mean, they are cheering about someone saying that it’s a good thing for people not to try and save their lives,” he told Tapper. “I mean, if you just unpack that for a second, Jake, it’s almost frightening to say, ‘Hey, guess what, we don’t want you to do something to save your life.’ Yay! Everybody starts screaming and clapping. I just don’t get that.”

Rep. Adam Kinzinger, R-Ill., also had strong words Sunday for his Republican colleagues who have been sowing fears about the coronavirus vaccines, including Rep. Marjorie Taylor Greene, R-Ga., comparing those going door to door to encourage people to get vaccinated to “medical brown shirts” from the Nazi era.

“It’s insanity. It’s absolute insanity,” Kinzinger said on CNN’s “State of the Union.” “At no point was anybody saying they’re going to break down your door and jam a vaccine in your arm despite your protests.”

Kinzinger called on House Minority Leader Kevin McCarthy, R-Calif., and every other leader in the GOP to “call out these garbage politicians” playing on vaccine fears “for their own selfish gain,” saying such rhetoric would end in Americans dying if it did not stop.

“This plane is going to crash into the ground,” he said. “Listen, if you are a Republican voter, do not listen to people like Marjorie Taylor Greene. The vaccine is safe. Covid is real. Get vaccinated.”

Published : July 12, 2021

By : The Washington Post · Amy B Wang

“ไม่มีแผ่ว” 4 กลุ่ม “ไม้ใบ” ไม่มีวันตาย ผู้ค้ารายใหม่แห่เข้าตลาด “ไม้ด่าง” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473343

“ไม่มีแผ่ว” 4 กลุ่ม “ไม้ใบ” ไม่มีวันตาย ผู้ค้ารายใหม่แห่เข้าตลาด “ไม้ด่าง”

7 กรกฎาคม 2564 – 20:57 น.

วงการต้นไม้ กระแส “ไม่มีแผ่ว” 4 กลุ่ม “ไม้ใบ” ยอดนิยมราคายังพุ่งสูงขึ้น ดันผู้ค้ารายใหม่แห่เข้าตลาด “ไม้ด่าง”

กระแสต้นไม้ที่กำลังมาแรงในขณะนี้ ที่น่าจับตามอง คือไม้ในร่ม ไม้ด่าง ไม้เลี้ยงในบ้าน อย่างไม้ใบ ในตระกูล Monstera ตระกูลPhilodendron โดยเฉพาะในกลุ่ม Monstera full mint ที่กำลังเป็นที่ฮือฮา มีราคาสูงถึงหลักล้าน ตามติดมาด้วยไม้ในกลุ่ม Alocasia ต่างๆ และกลุ่มกล้วยด่างต่าง ๆ และยังมีแยกย่อยไปอีกเช่น ตระกูล Syngonium หรือตระกูลเงินไหลมา สำหรับเทรนด์ในช่วงนี้ จะไปอยู่ที่ความสวยงาม ด่าง และหยิบต้องได้ กลายเป็นกระแสแทบจะทั้งสิ้น และสิ่งที่ทำให้เกิดเป็นกระแสนิยม มักจะตามมาด้วยเรื่องราวดราม่า ซึ่งนั่น ยิ่งส่งเสริมให้กระแสของต้นไม้ กลายเป็นที่สนใจมากขึ้น 

"ไม่มีแผ่ว" 4 กลุ่ม "ไม้ใบ" ไม่มีวันตาย ผู้ค้ารายใหม่แห่เข้าตลาด "ไม้ด่าง"

ผู้ขายรายหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า สถานการณ์ของโควิด-19 นับเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้วงการต้นไม้ขยายตัวมากขึ้น หลายคนสนใจเพราะชื่นชอบในการปลูกต้นไม้ และมองว่าต้นไม้ราคาแพง เป็นหนึ่งในเครื่องประดับ ที่อวดโฉมความงามในบ้านเรือน ยิ่งไม้ราคาสูง ยิ่งเพิ่มบารมี ในขณะเดียวกัน อีกกลุ่มที่ก้าวเข้ามาในวงการต้นไม้  คือกลุ่มที่มองเห็นหนทางในการสร้างรายได้เสริม จากต้นไม้ที่มีราคาแพงเหล่านั้น ในช่วงเริ่มการระบาดโควิด-19 ระลอกแรก กระแสต้นไม้เริ่มมีมาครั้งแรก ดารามีชื่อเสียงหลายคน ส่งผลให้ราคาต้นไม้พุ่งสูงขึ้น แต่ก็เพียงในกลุ่มเล็กๆไม่กี่กลุ่มเท่านั้น แต่วงการต้นไม้ มีวงจรการหมุนเวียนของกระแสอย่างต่อเนื่อง จากไม้ใบ ไปยังไม้ด่าง มาสู่กล้วย หลายตัวเกิดมาอย่างรวดเร็ว และกระแสตกลงไป แต่มีอยู่เพียง 4 กลุ่มที่ ที่ยังคงมีราคาพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง และยาวนาน ได้แก่

ไม้ในกลุ่มMonstera ที่มียังมีราคาสูงขึ้น ตั้งแต่เริ่มขายใบละ 5 พัน ขยับตัวขึ้นมาถึง ใบละ 3-4 แสนบาท และยังคงมีความนิยมมากในกลุ่มMonsteraด่าง แทบทุกสายพันธุ์ ทั้ง Monstera albo variegata,monsteramint,Monstera Borsigiana Aurea Variegated,monsterawhitemint 

"ไม่มีแผ่ว" 4 กลุ่ม "ไม้ใบ" ไม่มีวันตาย ผู้ค้ารายใหม่แห่เข้าตลาด "ไม้ด่าง"

ไม้กลุ่ม Philodendron  ก็ไม่มีวี่แววว่าราคาจะตกลง ความนิยมยังคงเพิ่มสุงขึ้น และยิ่งเพิ่มมากขึ้น เมื่อมาในกลุ่มฟิโลด่าง เช่น  Philodendron billietiae variegated,Philodendron violin var

"ไม่มีแผ่ว" 4 กลุ่ม "ไม้ใบ" ไม่มีวันตาย ผู้ค้ารายใหม่แห่เข้าตลาด "ไม้ด่าง"

ไม้กลุ่มAlocasia ก็ยังไม่มีวี่แววที่จะแผ่วลง จากที่มีความสวยงามจากใบที่แปลกตา ยังมีความด่าง เข้ามาทำให้ราคาพุ่งขึ้นอีกด้วย เช่น Alocasia serendipity variegated และที่น่าจับตามองอีกนึงกลุ่มคือ Syngonium

"ไม่มีแผ่ว" 4 กลุ่ม "ไม้ใบ" ไม่มีวันตาย ผู้ค้ารายใหม่แห่เข้าตลาด "ไม้ด่าง"

เนื่องด้วยตลาดของต้นไม้ เป็นตลาดที่ไม่มีราคากลาง ขึ้นอยู่กับความต้องการซื้อ และการหายาของต้นไม้แต่ละชนิด ทำให้อำนาจการต่อรองเรื่องราคาขึ้นอยู่กับผู้ขาย ขณะที่จำนวนของใบ ยิ่งมาก ยิ่งราคาสูง เนื่องจากผู้ซื้อไม่น้อยมองเห็นโอกาส ที่จะต่อยอดในการหารายได้พิเศษ ตลาดของต้นไม้ แต่เดิมนิยมส่งออกนอก เพราะได้ราคาดีกว่า แต่วันนี้ราคาในไทยพุ่งสูงขึ้น ทำให้ตลาดในไทยคึกคักมากขึ้น โดยเฉพาะ มอนสเตร่า กับฟิโล ที่สามารถส่งออกขายได้ โดยไม่ติดไซเตส

“วิธีกินให้ผอม” ด้วยการจัดจานที่แสนง่าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473338

“วิธีกินให้ผอม” ด้วยการจัดจานที่แสนง่าย

7 กรกฎาคม 2564 – 20:24 น.

วิธีกินให้ผอม ด้วยการจัดจานที่แสนง่าย ทำร่วมกับ การเลือกกินในปริมาณที่เหมาะสม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ซึ่งในส่วนของการจัดจานก็ไม่ยาก ลองมองจานออกเป็น 3 ส่วน

ส่วนที่ 1 ผักสดและผลไม้หวานน้อย 1:2 ส่วนของจาน

ในส่วนของผักผลไม้ เลือกผักใบเขียว คะน้า บล็อกโคลี่ ปวยเล้ง จะลวก จะผัดน้ำมันน้อย ๆ หรือเน้นผักสด อย่างผักสลัด ผักที่ทานดิบก็ได้ จากนั้นเสริมด้วยผลไม้หวานน้อย ๆ กากใยสูง 5-6 ชิ้น ต่อมื้อ ก็ช่วยให้มื้อนี้ได้วิตามิน และไฟเบอร์ครบถ้วนแล้ว

"วิธีกินให้ผอม" ด้วยการจัดจานที่แสนง่าย

ส่วนที่ 2 โปรตีนดี 1:4 ส่วนของจาน

เลือกกินอกไก่เลาะเอาหนังออก เนื้อปลา เนื้อวัวไม่ติดมัน ต่อมื้อ 120 – 150 กรัม อย่าลืมลดโซเดียมด้วยการปรุงรสอ่อน ๆ แนะนำให้ผัดด้วยน้ำ หรือจี่ไฟปานกลาง แต่ถ้าไม่ถนัด สามารถเลือกผัดด้วยน้ำมัน แต่ใส่เพียงเล็กน้อยพอ

ส่วนที่ 3 คาร์โบไฮเดรตดี 1:4 ส่วนของจาน

เราสามารถเลือกอาหารที่เป็นแป้งแบบไม่ขัดสี อย่างข้าวกล้อง ข้าวไรเบอรี่ ขนมปังโฮวีต  มันม่วง  หรือข้าวโอ๊ตได้ ซึ่งในสัดส่วนของคาร์โบไฮเดรตก็ต้องยอมรับว่า เป็นแหล่งพลังงานที่ร่างกายต้องการ ฉะนั้นไม่ควรมองข้าม หรือละเลย แค่เลือกให้เหมาะสมเท่านั้นก็พอ

สุดท้ายอย่าลืมว่า การกินอาหาร เราต้องกินในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย ซึ่งไม่ใช่แค่สัดส่วน การประกอบอาหารแต่ละประเภทก็สำคัญ ฉะนั้นในคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก แนะนำให้เลือกวิธีการปรุงที่ลดไขมันให้น้อยที่สุด เปลี่ยนมาลวก ต้ม ย่าง แทนการทอด ผัด ก็จะช่วยหลีกเลี่ยงไขมันที่ไม่จำเป็นได้ส่วนหนึ่งเช่นกัน

"วิธีกินให้ผอม" ด้วยการจัดจานที่แสนง่าย
"วิธีกินให้ผอม" ด้วยการจัดจานที่แสนง่าย
"วิธีกินให้ผอม" ด้วยการจัดจานที่แสนง่าย
"วิธีกินให้ผอม" ด้วยการจัดจานที่แสนง่าย
"วิธีกินให้ผอม" ด้วยการจัดจานที่แสนง่าย

23 ก.ค.นี้รู้กัน ใครอยู่เบื้องหลัง “โรคระบาด” จุดเริ่มต้นผีดิบยุคโชซอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473312

23 ก.ค.นี้รู้กัน ใครอยู่เบื้องหลัง “โรคระบาด” จุดเริ่มต้นผีดิบยุคโชซอน

7 กรกฎาคม 2564 – 17:56 น.

ค้นพบที่มา “โรคระบาด” จากสมุนไพรคืนชีพ จุดเริ่มต้น “ผีดิบ” ในยุคโชซอน กับภาคพิเศษของซีรีส์ฟอร์มยักษ์ Kingdom ที่ Netfilx พร้อมให้ชม 23 ก.ค.นี้

Kingdom (ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด) ซีรีส์ซอบบี้เกาหลีทาง Netflix ที่มีแฟน ๆ ในไทย รอคอยตอนต่อไปมากที่สุด ล่าสุดได้ปล่อยทีเซอร์ตัวเต็มอย่างเป็นทางการออกมาแล้วในวันนี้ (8 ก.ค.64)

23 ก.ค.นี้รู้กัน ใครอยู่เบื้องหลัง "โรคระบาด" จุดเริ่มต้นผีดิบยุคโชซอน

ฮือฮามาตั้งแต่ตอนจบแค่ 2 นาทีในซีซั่น 2 ที่เปิดตัว “ชอนจีฮยอน” นางเอกเกาหลีชื่อดังจากภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ My Sassy Girl “ยัยตัวร้ายกับนายเจี๋ยมเจี้ยม” มารับบท “อาชิน” ตัวละครใหม่ของ Kingdom (ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด) ที่น่าจะกุมเบื้องหลัง และเบาะแสที่ทำให้เกิดโรคระบาดคืนชีพกษัตริย์ จนนำหายนะมาสู่แผ่นดินโชซอน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2564 Netflix ได้ปล่อยตัวอย่าง ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด: อาชินแห่งเผ่าเหนือ (Kingdom: Ashin of the North)  ฉบับสั้นเพียงกว่า 20 วินาทีออกมาพร้อมประกาศวันฉายตอนพิเศษ 23 ก.ค.นี้

23 ก.ค.นี้รู้กัน ใครอยู่เบื้องหลัง "โรคระบาด" จุดเริ่มต้นผีดิบยุคโชซอน

ในตัวอย่างตอนพิเศษ เปิดภาพแรกด้วยหนูน้อยอาชินเดินถือคบไฟเข้าไปในถ้ำมืด ภายในถ้ำได้พบสัญลักษณ์แปลก ๆ บนก้อนหิน กับ “สมุนไพรคืนชีพ” ลึกลับ “จะปลุกคนตายให้คืนชีพ มีราคาที่ต้องแลก” จุดระทึกของโรคระบาด โดยทีเซอร์ทางการตัวล่าสุดได้ขยายเรื่องราวที่อาชินวัยเยาว์ได้เข้าไปขอร้องให้ “แก้แค้น” แต่ถูกปฏิเสธจากทางการโชซอน

23 ก.ค.นี้รู้กัน ใครอยู่เบื้องหลัง "โรคระบาด" จุดเริ่มต้นผีดิบยุคโชซอน

ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด: อาชินแห่งเผ่าเหนือ (Kingdom: Ashin of the North) ตอนพิเศษ จะทำให้ผู้ชมได้รู้เรื่องราวมากขึ้น ผ่านตัวละครอาชิน หญิงสาวจากแดนเหนือ ซึ่งน่าจะทำให้ได้รู้ที่มาของการแพร่เชื้อผีดิบในเรื่อง Kingdom ที่ยากต่อการควบคุม แถมระบาดรวดเร็ว

Kingdom: Ashin of the North ได้ “คิมซองฮุน” ผู้กำกับคนเดิมจากซีซั่นแรก และผู้ดูแลภาพรวมในซีซีน 2 กลับมานั่งแท่นผู้กำกับอีกครั้ง ส่วนมือเขียนบท “คิมอึนฮี” ที่ทำให้ทั้ง 2 ซีซั่นของ Kingdom ประสบความสำเร็จยังคงรับหน้าที่นี้เหมือนเดิม

23 ก.ค.นี้รู้กัน ใครอยู่เบื้องหลัง "โรคระบาด" จุดเริ่มต้นผีดิบยุคโชซอน

“โรคระบาด” ที่ไม่ได้มีจุดกำเนิดมาตามธรรมชาติ หรือไวรัสไม่ได้มาเอง แต่เป็นเพราะอะไร… อีกอึดใจเดียวได้รู้กัน 

“ไซฟ่อน” เครื่องชงกาแฟมีคลาสของคอกาแฟ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473310

“ไซฟ่อน”เครื่องชงกาแฟมีคลาสของคอกาแฟ

7 กรกฎาคม 2564 – 17:46 น.

“ไซฟ่อน” เครื่องชงกาแฟมีคลาส ของคอกาแฟ ให้รสสัมผัสนุ่ม ละมุนลิ้น ต้นกำเนิดจากฝรั่งเศส

คอกาแฟหลายคน คงรู้จักเครื่องชงกาแฟแมชชีน ดริป หรือ อีกกระแสที่กำลังมาแรง โมกาพอท แต่มีเครื่องชงกาแฟอีกรูปแบบ ที่พึ่งเริ่มเข้ามาเป็นกระแส คอกาแฟตัวจริง คงพอได้สัมผัสลิ้มลองบ้างแล้ว นั่นคือ เครื่องชงกาแฟแบบ“ไซฟ่อน” ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมากในขณะนี้

"ไซฟ่อน"เครื่องชงกาแฟมีคลาสของคอกาแฟ

เครื่องชงกาแฟ“ไซฟ่อน” คือการต้มกาแฟด้วยกาต้มแบบสูญญากาศ ที่ให้รสชาติกาแฟหอมแบกลมกล่อม นุ่มละมุน เนื่องจากการต้มแบบนี้ ได้สกัดเอาน้ำมันกาแฟออกมาจากเมล็ดกาแฟบดได้อย่างเต็มที่ 

ส่วนสิทธิบัตรที่เก่าแก่ที่สุด ที่เครื่องต้มแบบสุญญากาศ มีการบันทึกไว้ว่า Loeff of Berin เป็นผู้ที่จดทะเบียนคนแรกในปี ค.ศ. 1830 ซึ่งถือเป็นกาสูญญากาศต้นแบบ และต่อมาผู้ออกแบบ และจดสิทธิบัตรเครื่องต้มสุญญากาศที่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1840 เป็นผู้หญิงจากเมืองลียงประเทศฝรั่งเศสที่ชื่อว่า Marie Fanny Amelne Massot เธอเป็นผู้มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันดีในนาม Mme Vassieux ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้ยื่นขอจดสิทธิบัตร

"ไซฟ่อน"เครื่องชงกาแฟมีคลาสของคอกาแฟ

กาต้มของเธอชนิดนี้ ถือเป็นกาต้มที่หรูหราในสมัยนั้น แปลกใหม่ ซับซ้อน มีสไตล์ ให้รสชาติกาแฟที่กลมกล่อมแปลกใหม่ กาแฟที่ชงออกมามีรสชาติ และกลิ่นชัดเจนกว่าเครื่องชงกาแฟแบบอื่น ๆ และแม้กระบวนการชง จะทำยากกว่ากาแฟทั่วไปสักหน่อย แต่การต้มด้วยเครื่องสูญญากาศ ก็กลายเป็นที่นิยมของชนชั้นกลาง – สูง ในยุโรปในเวลาไม่นาน

เครื่องต้มกาแฟแบบไซฟ่อน แพร่หลายอยู่ในยุโรปกว่าครึ่งศตวรรษ จนกระทั้งในปี ค.ศ. 1910 Mrs. Ann Bridges and Mrs. Sutton สองพี่น้องจากรัฐแมสซาชูเซตส์ได้ยื่นจดสิทธิบัตรอุปกรณ์ที่เรียกว่า “Silex” ซึ่งเป็นแก้วสูญญากาศทำจากแก้ว Pyrex ที่ผลิตโดย Corning Glass Works ในนิวยอร์ก และพวกเขาได้รับสิทธิบัตรเครื่องต้ม Silex รวมถึงสัญญาการผลิตให้กับโรงแรมชั้นนำ รวมถึงสถานประกอบการเชิงพาณิชย์อื่น ๆ มากมาย

และนั่นคือต้นแบบของกาต้นแบบ Siphon ก่อนจะแพร่หลายเข้าสู่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงญี่ปุ่น ประเทศนักประดิษฐ์ที่ต่อมาได้พัฒนาสิ่งที่เรียกว่า Japanese Style Siphon ซึ่งออกแบบให้กาต้ม Siphon ต้มได้ง่าย และสะดวกขึ้น พร้อมทั้งให้รสชาติกาแฟชัดเจน ละมุน และดีเยี่ยมในทุกมิตินั่นเอง อ่านประวัติศาสตร์กันแล้ว หลายคนคงนึกอยากดื่มกาแฟดี ๆ สักแก้วกันแล้วใช่มั้ย