เปิดใจให้ไบโพลาร์ ร่วมส่งต่อพลังบวก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/649376

วันที่ 01 เม.ย. 2564 เวลา 08:33 น.เปิดใจให้ไบโพลาร์ ร่วมส่งต่อพลังบวกไบโพลาร์ ทำดัชนีการสูญเสียสุขภาวะด้านความพิการสูงเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มโรคจิตเวช และเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย รณรงค์สร้างความเข้าใจและส่งต่อพลังบวกให้ผู้ป่วยไบโพลาร์ ในงาน World Bipolar Day “เปิดใจ ให้ไบโพลาร์”

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ระบุว่าโรคไบโพลาร์ หรือโรคอารมณ์แปรปรวนเป็นโรคที่มีดัชนีการสูญเสียสุขภาวะด้านความพิการ (disability-adjusted life years) สูงเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มโรคจิตเวชและยังพบว่ายังมีความเสี่ยงสูงต่อการฆ่าตัวตายมากกว่าโรคจิตเวชอื่นๆ โดยพบความชุกชั่วชีวิต (lifetime prevalence) ของการพยายามฆ่าตัวตายของผู้ป่วย อยู่ที่ร้อยละ 25.6 – 42 และร้อยละ 10 – 20 จะเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ซึ่งพฤติกรรมพยายามฆ่าตัวตายมีความสัมพันธ์กับระดับความรุนแรงของภาวะซึมเศร้า และจำเป็นต้องได้รับการรักษาและการบําบัดที่ถูกต้อง โดยทุกวันนี้สังคมไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค และมีผู้ป่วยเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่เข้ารับการรักษา ซึ่งยังเป็นปัญหาของสังคมไทยที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งหาแนวทางในการบริหารจัดการโรคจิตเวช รวมถึงโรคไบโพลาร์ ควบคู่ไปกับสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ภาคประชาชน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธาน ในพิธี กล่าวว่า “ปัญหาด้านสุขภาพจิตในปัจจุบันถือเป็นปัญหาที่ทุกคนควรหันมาให้ความสนใจ โดยเฉพาะวันไบโพลาร์โลกปีนี้ให้ใช้เป็นโอกาสในการทำความเข้าใจกับโรคไบโพลาร์ สำหรับผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ ถือว่าเป็นบุคคลที่มีความสามารถที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าคนอื่น เพราะฉะนั้นการที่ทุกคนมองผู้ป่วยไบโพลาร์ไม่ต่างจากผู้ป่วยโรคอื่นๆ ที่สามารถรักษาได้ ก็จะช่วยให้คนที่เป็นไบโพลาร์เข้าสู่กระบวนการรักษาและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขเช่นเดียวกับคนทั่วไป”

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า “กรมสุขภาพจิตมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้ผู้ป่วยทางจิตเวชสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้ปกติ โรคไบโพลาร์หรือโรคอารมณ์แปรปรวนหรือโรคอารมณ์สองขั้วเป็นโรคที่พบได้ประมาณร้อยละ 1.5 ถึง 5 โดยสาเหตุหลักของโรคไบโพลาร์ เกิดมาจากสารสื่อประสาทในสมองทำงานผิดปกติ และอาจเกิดในผู้ที่มีความเครียดสะสม ทำให้อาการเปลี่ยนแปลงไปจากนิสัยหรือบุคลิกเดิมของคนๆ นั้น ลักษณะอาการเด่นของโรคนี้คืออารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมาระหว่างช่วงที่อารมณ์ดีมากกว่าปกติ (mania หรือ hypomania) สลับกับอาการอารมณ์ซึมเศร้า (major depressive episode) หรืออาจมีอาการแมเนียเพียงอย่างเดียวก็ได้ โดยอาการในแต่ละช่วงอาจเป็นอยู่นานเป็นสัปดาห์ หรือหลายๆ เดือนก็ได้ ซึ่งการรักษาอย่างต่อเนื่องคือหัวใจของการควบคุมอาการและการลดอัตราการกลับมาเป็นซ้ำ ทั้งนี้ ครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยให้ใช้ชีวิตปกติในสังคมได้ อีกทั้งยังเป็นปัจจัยส่งเสริมให้ผู้ป่วยปฏิบัติตามแผนการรักษา รวมทั้งหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการกำเริบ ดังนั้น ญาติผู้ป่วยและบุคคลรอบข้างจึงมีความสำคัญอย่างมากที่จะต้องได้รับการสนับสนุนให้มีความเข้าใจและความสามารถในการดูแลผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งจะช่วยผู้ป่วยให้สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในชุมชนและสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพและมีความสุขต่อไป”

นางมารีน คินยาร์ค สตูยาโนวิช ผู้จัดการใหญ่ ซาโนฟี่ ประเทศไทย กล่าวว่า “ซาโนฟี่ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งและขอขอบคุณสำหรับโอกาสที่ได้ร่วมมือกับกรมสุขภาพจิต และสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ในการจัดงาน World Bipolar Day ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการรณรงค์และส่งเสริมให้ภาคประชาชนมีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคจิตเวชและโรคไบโพลาร์ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญในการช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างดี ภายใต้การเปิดใจ ยอมรับ และให้ความเข้าใจจากครอบครัวและบุคคลรอบข้างในสังคม”

ศ.นพ. ชวนันท์ ชาญศิลป์ นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “พบคนไทยมีปัญหาสุขภาพจิตประมาณ 10 ล้านคน เป็นผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ถึง 1 ล้านคน แต่เข้ามารับการบำบัดรักษาเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ทั้งนี้ โรคไบโพลาร์จะเริ่มแสดงอาการเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น แต่คนไม่รู้ และคิดว่าเป็นเพียงอารมณ์แปรปรวนตามประสาวัยรุ่น หรือบางรายที่มีอารมณ์ซึมเศร้าเด่นกว่าแมเนีย ก็มักจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งทำให้เสียโอกาสในการวินิจฉัยและส่งผลต่อการรักษาที่ล่าช้าไปเฉลี่ยถึง 11 ปี ซึ่งอัตราการเกิดโรคครั้งแรกพบบ่อยที่สุดที่ช่วงอายุ 15-19 ปี และรองลงมา คือ อายุ 20-24 ปี โดยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยจะมีอาการครั้งแรกก่อนอายุ 20 ปี อีกทั้งโรคอารมณ์แปรปรวน ถือเป็นโรคที่มีการดำเนินโรคในระยะยาวเรื้อรัง และเป็นโรคที่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้สูง ประมาณร้อยละ 70-90 ประเทศไทยยังจำเป็นต้องเร่งพัฒนาด้านการจัดการสุขภาพจิตอย่างเป็นระบบ รวมถึงมุ่งเน้นการศึกษาในการพัฒนาศักยภาพเพื่อการจัดการกับอาการของตนเองด้วยตัวผู้ป่วยจิตเวชเองที่ชัดเจน โดยปัญหาและอุปสรรคที่ผ่านมา ยังพบว่าการดูแลช่วยเหลือยังขาดเรื่องการติดตามและการกระตุ้นให้ใช้ทักษะต่างๆ ในสถานการณ์จริงอย่างต่อเนื่อง และขาดแหล่งข้อมูลความรู้ที่ช่วยในการสนับสนุนผู้ป่วยขณะเผชิญปัญหาเมื่ออยู่ที่บ้าน จึงทําให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการปฏิบัติตัวที่ไม่ถูกต้อง เสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงของอาการที่มากขึ้น และเกิดการกลับมาเป็นซ้ำของผู้ป่วยได้ ”

จากการศึกษาในต่างประเทศ พบว่า การฝึกให้ผู้ป่วยมีความสามารถในการแก้ไขปัญหา ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถปรับปรุงและพัฒนาความรับผิดชอบต่อหน้าที่ตนเอง และทําให้ผู้ป่วยมีความรุนแรงของอาการลดลงได้ ที่สำคัญ ครอบครัวต้องดำเนินการแก้ไขโดยมีครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วม เพราะหากคนในครอบครัวเข้าใจและลดการแสดงออกทางอารมณ์ที่สูงในครอบครัว ก็จะช่วยลดความรุนแรงของอาการผู้ป่วยได้ สำหรับแนวทางการรักษาโรคจิตเวช และโรคไบโพลาร์ อันเป็นที่ยอมรับแล้ว คือ วิธีรักษาด้วยการใช้ยา ร่วมกับการบําบัดทางจิตสังคม (Psychosocial therapy) เช่น จิตบําบัดปรับความคิดและพฤติกรรม จิตบําบัดเพื่อสัมพันธภาพระหว่างบุคคล สุขภาพจิตศึกษา และการบําบัดที่เน้นครอบครัว และจากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า การให้สุขภาพจิตศึกษา

ร่วมกับการรักษาด้วยยามีประสิทธิภาพในการช่วยลดความรุนแรงของอาการและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้ดี อีกประเด็นที่ควรเฝ้าระวังคือ การนำคำว่า “ไบโพลาร์” มาพูดเล่นเชิงติดตลก จะเห็นได้ตามสื่อละครหรือรายการโทรทัศน์ที่มักจะนำส่วนหนึ่งของอาการมาพูดเล่นออกอากาศบ่อยครั้ง รวมถึงในระดับบุคคลทั่วไปที่การใช้คำและอาการ “ไบโพลาร์” มาเปรียบเปรยหรือล้อเล่น นับเป็นการสร้างความเข้าใจผิดๆ ให้แก่ผู้รับสื่ออีกด้วย

ด้านประสบการณ์ตรงของ ดีเจเคนโด้-เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร ในฐานะที่เคยป่วยเป็นไบโพลาร์ มาแชร์เพื่อเป็นกำลังใจและจุดประกายให้กับคนที่กำลังเผชิญกับโรคไบโพลาร์ ภาวะซึมเศร้า รวมถึงจิตเวชอื่นๆ ว่า “ไม่ต้องอายที่จะไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง เพราะโรคนี้สามารถควบคุมได้ ซึ่งในตอนแรกจริงๆ ผมก็ไม่รู้ว่าป่วยเป็นไบโพลาร์ เพราะช่วงแรกยังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการของโรค อารมณ์จะเป็นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งคนที่เป็นระยะแมเนีย (mania) จะออกแนวล้นๆ มีพลังเหลือเฟือ ไม่หลับไม่นอน แต่พออยู่ในระยะซึมเศร้า (depression) อาการก็ค่อยๆ ลง รู้สึกห่อเหี่ยว ไม่อยากทำอะไร จนวันหนึ่งเริ่มรู้ตัวว่าอาการหนัก เพราะใช้อารมณ์แค่ชั่ววูบทำร้ายตัวเอง ถึงแม้จะรู้ตัวแต่ก็ห้ามตัวเองไม่ได้ เพราะคิดอย่างเดียวว่าไม่อยากอยู่ ไม่มีคุณค่า หลังจากนั้นผมก็รีบปรึกษาจิตแพทย์ และเข้ารับการรักษาต่อเนื่องประมาณ 5 ปี จนสามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ อยากเรียกร้องให้สังคมและภาครัฐทำความเข้าใจกับโรคนี้ให้มากขึ้น ปรับทัศนคติว่าผู้ป่วยไม่ใช่บุคคลอันตราย และร่วมกันเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้กลับมาใช้ชีวิตได้ต่อไป”

ปัจจุบัน เราสามารถจัดการให้ความรู้หรือติดตามผลของการรักษาผ่านสื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว บุคลากรทางการแพทย์ ผ่านการพูดคุย แสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ หรือปรึกษาแพทย์ทาง Telemedicine ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งทุกวันนี้เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาททางการแพทย์และมีส่วนช่วยในการติดตามผู้ป่วยด้านจิตเวชได้มากขึ้น นอกเหนือจากการควบคุมอาการด้วยยาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม ทุกปัจจัยล้วนเป็นความท้าทายในการรักษาโรคไบโพลาร์ในอนาคต ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากตัวผู้ป่วยเอง ครอบครัวผู้ป่วย ภาคีเครือข่าย รวมถึงภาคประชาชน ในการสร้างทัศนคติที่ดีต่อผู้ป่วยโรคไบโพลาร์

‘ชาอู่หลง’ เครื่องดื่มทางเลือก ‘เบากาย-สบายอารมณ์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/649265

วันที่ 31 มี.ค. 2564 เวลา 08:02 น.‘ชาอู่หลง’ เครื่องดื่มทางเลือก ‘เบากาย-สบายอารมณ์’รู้จักกับหนึ่งในเครื่องดื่มทางเลือกเพื่อคนรักสุขภาพที่ถูกพูดถึงมากที่สุด อย่าง ‘ชาอู่หลง’ ดูคุณประโยชน์ดีๆ อย่าง ‘OTPP’ ที่ช่วยให้เบากาย สบายอารมณ์ ปิดท้ายที่วิธีการเลือกดื่มชาอู่หลงที่ปริมาณเหมาะสมและส่งผลดีต่อสุขภาพ

วิถีชีวิตทุกวันนี้ที่ผู้คนต่างยุ่งกับการหาเลี้ยงชีพ และเร่งรีบเพื่อก้าวให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนบางครั้งอาจไม่มีเวลาดูแลสุขภาพของตนเอง และเกิดความตึงเครียดโดยไม่รู้ตัว จนเกิดเป็นกระแสเรียกร้องให้ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพร่างกายมากขึ้น หนึ่งในกระแสที่แพร่หลายอย่างกว้างขวาง คือกระแสการออกกำลังกายให้พอเหมาะ และรับประทานอาหารที่ดีควบคู่กันไป  

โดยปัจจุบันคนไทยเริ่มตระหนักถึงการคัดสรรอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ รวมถึงเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ การดื่ม “ชา”…เครื่องดื่มที่เป็นที่รู้จักในด้านสุขภาพจึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และหนึ่งในตัวเลือกที่ถูกพูดถึงมากที่สุดก็คือ “ชาอู่หลง” ซึ่งเป็นชาประเภทกึ่งหมักที่ผ่านการหมักเพียงบางส่วน ทำให้มีสี กลิ่นหอม และรสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยกระบวนการหมักที่ไม่เหมือนใครนี้ ยังทำให้ชาอู่หลงอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมายที่จะช่วยให้วันที่ยุ่งเหยิงของคนยุคใหม่กลายเป็นวันเบาๆ สบายๆ ที่สุขภาพดีได้

‘เบากาย’ ด้วย OTPP (โอทีพีพี)

Oolong Tea polymerized-polyphenols สารธรรมชาติกลุ่มโพลีฟีนอล (Polyphenol) ที่มีในชาอู่หลงชนิดเดียวเท่านั้น สาร OTPP ที่ทำให้ชาอู่หลงมีความพิเศษแตกต่างจากชาชนิดอื่นนั้น เกิดจากกรรมวิธีการแปรรูปใบชาโดยการบ่มแบบกึ่งหมัก (Semi-fermentation) คือการนำใบชามาผึ่งแห้งด้วยแสงอาทิตย์เพื่อให้ใบชาคายน้ำ หลังจากนั้นจึงนำไปผึ่งในที่ร่มภายใต้การควบคุมอุณหภูมิและความชื้น เรียกว่า “การหมักบางส่วน” เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) 

จากผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายฉบับ พบว่า การดื่มชาอู่หลงที่มี OTPP สามารถลดการดูดซึมไขมัน โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไลเปส (Lipase) ที่มีหน้าที่สลายไขมันให้แตกตัวและดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ไขมันถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้น้อยลง จากการทดลองพบว่า ผู้เข้าร่วมการทดลองที่ดื่มชาอู่หลงติดต่อกัน 3 วัน มีการดูดซึมไขมันเข้าสู่กระแสเลือดน้อยลง ไขมันถูกขับออกทางอุจจาระเพิ่มขึ้น รวมถึงมีรอบเอวเล็กลง ที่สำคัญขั้นตอนการหมักชาแบบพิเศษนี้ยังทำให้ชาอู่หลงมีรสชาติที่เข้มข้นไม่เหมือนชาชนิดอื่น และสามารถช่วยแก้เลี่ยนจากการรับประทานเนื้อสัตว์ติดมัน ชาอู่หลงจึงถือเป็นเครื่องดื่มคู่ใจสำหรับผู้ที่ชอบรับประทานอาหารมันๆ เป็นอย่างยิ่ง

OTPP กับชีวิตประจำวัน

ชาอู่หลงที่มีสาร OTPP จะช่วยให้รู้สึกเบาสบาย ผ่อนคลายทั้งใจและกาย ด้วยรสชาติที่กลมกล่อมและกลิ่นหอมที่ลงตัวของชาอู่หลง จะช่วยให้สัมผัสถึงความสดชื่น สาร OTPP ในชาอู่หลงจะช่วยให้ลิ้มรสอาหาร ได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลกับไขมันหรือน้ำมัน

‘สบายอารมณ์’ ด้วยกลิ่นหอมละมุนและรสชาติกลมกล่อม 

เพราะชาอู่หลงที่ผ่านกระบวนการกึ่งหมักแล้วจะถูกนำไปอบแห้งทำให้เกิดรสชาติที่อยู่ระหว่างชาสดและชาบ่ม และยังจัดได้ว่าเป็นชาที่กลมกล่อมที่สุดในบรรดาชาเพราะให้รสชาติที่เข้มกว่าชาเขียว แต่ฝาดน้อยกว่าชาดำ จึงเกิดเป็นรสชาติที่ลงตัว กลิ่นหอมที่ได้ก็แตกต่างจากชาอื่น เพราะเป็นการผสานระหว่างกลิ่นใบชาคั่วและกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ การจิบชาอู่หลงเย็นๆ ที่อุดมไปด้วยวิตามินและสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ซึ่งช่วยกระตุ้นสมอง พร้อมกลิ่นหอมละมุนชวนผ่อนคลายในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญการทำงานอันยุ่งเหยิง จะช่วยให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า และผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยตึงเครียดได้ดี ชาอู่หลงจึงเป็นเครื่องดื่มที่เป็นตัวช่วยสำหรับมนุษย์วัยทำงานเป็นอย่างยิ่ง

วิธีการเลือกดื่มชาอู่หลงเพื่อสุขภาพที่ดี

การเลือกดื่มชาอู่หลงที่ปริมาณเหมาะสมและส่งผลดีต่อสุขภาพ คือควรเลือกดื่มชาอู่หลงที่มีปริมาณ OTPP 70 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอสำหรับประสิทธิภาพการลดการดูดซึมไขมัน และส่งผลดีต่อร่างกายมากที่สุด การดื่มชาอู่หลง ไม่ควรดื่มเกิน 2 แก้วต่อวัน เพราะหากบริโภคมากเกินไปอาจส่งผลต่อการดูดซึมธาตุเหล็กของร่างกายได้

การดื่มชาอู่หลงเป็นประจำจึงเป็นตัวช่วยที่เหมาะเป็นอย่างยิ่งกับวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ที่ต้องทุ่มเทพละกำลังกาย และกำลังสมองอย่างหนักในการทำงานตลอดทั้งวัน จนไม่ค่อยมีเวลาให้กับตัวเอง เพื่อมอบช่วงเวลาที่ผ่อนคลาย เบากาย และสบายใจ ในทุกๆ วันของชีวิต และยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย หากอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ OTPP เพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ https://bit.ly/3qtdvs9

‘สิว’ ปัญหาที่ไม่ใช่เรื่องสิวๆ ของทุกช่วงวัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/649205

วันที่ 30 มี.ค. 2564 เวลา 11:35 น.'สิว' ปัญหาที่ไม่ใช่เรื่องสิวๆ ของทุกช่วงวัยแพทย์ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสิว เผยปัจจัยที่เป็นสาเหตุหลักของคนแต่ละช่วงอายุ พร้อมบอก Tips ในการดูแลผิวที่เป็นสิว

‘สิวๆ’ ในภาษาไทย คำนี้บางคนใช้เป็นสแลงที่มีความหมายถึงเรื่องง่ายๆ กระจอกๆ แต่สำหรับใครหลายๆ คน การเป็นสิวไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเค้าเลย จริงอยู่ว่าสิวอาจจะไม่ได้เป็นโรคที่ร้ายแรง แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ การเป็นสิวส่งผลกระทบทางด้านจิตใจ เพราะมีผลต่อภาพลักษณ์ หลายครั้งทำให้สูญเสียความมั่นใจ ทุกครั้งที่ต้องเห็น สิวเม็ดเล็กเม็ดใหญ่ สลับกันขึ้นไม่หยุดหย่อน

พ.ญ.พนิดา จรรย์ศุภรินทร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสิว ดังนี้

สิวคืออะไร?

สิวคืออาการทางผิวหนังชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจาการที่รูขุมขน มีน้ำมัน หรือเซลล์ผิวที่ตายแล้วมาอุดตัน ซึ่งอาจทำทำให้เกิดสิวอุดตัน สิวอุดตันหัวดำๆ ที่เราอาจเรียกกันว่าสิวเสี้ยน และถ้าหากมี แบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวร่วมด้วย อาจลามไปจนเป็นสิวที่มีลักษณะอักเสบ และกลายเป็นหนอง สิวสามารถเป็นได้ในผิวทุกส่วนในร่างกายที่มีต่อมไขมัน (Sebaceous Glands) ไม่ใช่เฉพาะบริเวณผิวหน้าเท่านั้น ในหลายๆ ครั้ง เราพบว่าบางคนมีสิวเรื้อรังที่บริเวณแผ่นหลัง หรือหน้าอกก็ได้เช่นกัน

สาเหตุของการเกิดสิว

แต่ละคนมีลักษณะสิวที่แตกต่างกัน ไม่มีใครสามารถบ่งบอกสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวได้แน่นอนและชัดเจน แต่มักจะมีปัจจัยหลายประการที่อาจส่งเสริม ทำให้เกิดสิว ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่

1. สาเหตุที่มาจากปัจจัยภายใน เช่น กรรมพันธุ์ เราพบว่าเด็กที่ พ่อหรือแม่มีประวัติมีปัญหาเรื่องสิวเยอะ มีแนวโน้มที่จะมีสิวเยอะได้เช่นกัน แต่ก็ไม่เสมอไป, เรื่องของฮอร์โมน เช่น ในช่วงวัยรุ่น หรือช่วงก่อนหรือหลัง มีประจำเดือน, ปัจจัยจากความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งอาจไม่ใช้สาเหตุหลักของการเกิดสิว แต่อาจทำให้สิวแย่ลง หรือรุนแรงมากขึ้น , การรับประทานอาหารบางชนิด, ภาวะท้องผูกหรือการขับถ่ายไม่ดี

2. สาเหตุที่มาจากปัจจัยภายนอก เช่น การใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับผิว, การเล่นกีฬา เหงื่อออก, การทำความสะอาดผิว, การกินยาบางชนิด สามารถทำให้เกิดสิวได้ เช่น ยาที่ส่วนผสมของสเตียรอยด์ เป็นต้น การสูบบุหรี่, การเผชิญกับฝุ่นควัน หรือมลภาวะ เป็นต้น

สิวในทุกช่วงวัย

หลายคนอาจคิดว่า สิวมักจะเป็นแต่เฉพาะในช่วงวัยรุ่น จริงๆ แล้วสิวเป็นอาการทางผิวหนังที่สามารถเกิดได้ทุกช่วงวัย

· ในเด็กวัยแรกเกิด ก็มีสิวได้เช่นกัน เราพบว่า ร้อยละ 20-40 ของเด็กวัยแรกเกิด ในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก จะพบเป็นสิวเม็ดเล็กๆที่บริเวณหน้าผาก จมูก หรือคางโดยสิวในเด็กแรกเกิดส่วนใหญ่มีปัจจัยมาจากฮอร์โมนของแม่ที่มาสู่ลูก และมักจะหายไปเอง ภายใน 3-4 เดือน

· ในช่วงวัยรุ่น ปัจจัยหลักๆ ก็จะมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน จากวัยเด็ก เข้าสู่วัยหนุ่มสาว ซึ่งในวัยนี้เป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย ในเด็กผู้หญิง ก็จะเริ่มมีประจำเดือน ส่วนในเด็กผู้ชายก็จะเริ่มยืดตัว สูงขึ้น เสียงเริ่มแตกหนุ่ม ซึ่งเป็นลักษณะที่บ่งบอกว่าเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น สิวในวัยนี้ส่วนใหญ่จึงมีความรุนแรงกว่าในวัยอื่นๆ ได้ ในบางคน อาจไม่ได้เป็นสิวเฉพาะที่หน้า สิวยังสามารถขึ้นที่หลัง หน้าอก ได้อีกเช่นกัน

· ในวัยทำงาน ในช่วงวัยทำงาน สาเหตุหลักของการเกิดสิวอาจต่างไปจากในช่วงวัยรุ่น อาจมีในเรื่องของ ความเครียด การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ หรือปัจจัยในที่ทำงาน การเผชิญมลพิษ ฝุ่นควันต่างๆ การแต่งหน้า เครื่องสำอางทั้งหลาย ทำให้ในบางคนก็ยังสามารถเป็นสิวเรื้อรังได้

· ในวัยผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่แล้วในวัยผู้ใหญ่สิวอาจไม่ได้มีความรุนแรงมาก อาจเป็นได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการดูแลรักษารอยแผลเป็น หลุมสิวที่เกิดขึ้นมาแล้วมากกว่า

Tips ในการดูแลผิวที่เป็นสิว

· ไม่ควรล้างหน้าบ่อยจนเกินไป บ่อยครั้งที่บางคนคิดว่าเราเป็นสิวเพราะผิวเราสกปรก จริงๆแล้วเราควรทำความสะอาดผิวให้เหมาะสม เพราะการรบกวนผิวด้วยการล้างหน้าบ่อยๆ หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่รุนแรงเกินไป จะเป็นการทำลายเกราะป้องกันผิวที่มีอยู่ตามธรรมชาติ อาจส่งผลเสียมากกว่าผลที่ดีนะคะ

· อย่าบีบสิว เพราะหลายๆครั้งการบีบสิวด้วยมือหรือเครื่องมือที่ไม่สะอาดอาจเป็นการนำพาเอาเชื้อโรคที่ไม่พึ่งประสงค์กลับเข้าไปในผิว สิวอาจลุกลาม ลึกและแย่กว่าเดิม

สุดท้ายนี้ หากเราพยามยามทำความเข้าใจผิวของเรา ดูแลผิวให้ถูกวิธี ปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการรักษา เพียงเท่านี้เรื่องสิว ก็จะเป็นแค่เรื่องเล็กๆ สิวๆ เท่านั้นเอง

8 อาการปวดหัวที่น่ากลัวจนอยากให้ไปปรึกษาแพทย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/649024

วันที่ 28 มี.ค. 2564 เวลา 10:15 น.8 อาการปวดหัวที่น่ากลัวจนอยากให้ไปปรึกษาแพทย์อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท เผยอาการปวดหัวเป็นประจำอาจนำไปสู่โรคเรื้อรังและร้ายแรง รวมทั้งอาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้ หากไม่รีบรักษา

ปวดหัว อาการที่ใครๆ ต่างก็เคยเป็น และหลายคนอาจมองว่าเป็นอาการปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ กินยาแก้ปวดเดี๋ยวก็หาย ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ความจริงแล้วอาการปวดหัวนั้นมีหลายชนิด อาการบางอย่างสามารถบ่งบอกถึงโรคร้ายแรงได้ โดยเฉพาะการปวดหัวที่มาพร้อมกับอาการผิดปกติอื่นๆ

แพทย์หญิงจุฑาทิพย์ รัตนพันธ์ อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า อาการปวดหัวที่อันตรายและเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง แบ่งออกเป็น 8 อาการ ดังนี้ 

1. ปวดหัวรุนแรงแบบเฉียบพลัน ปวดขึ้นมาทันทีทันใดหรือปวดจนหมดสติ ไม่รู้สึกตัว อาจเกิดจากการมีเลือดออกในสมอง เช่น หลอดเลือดสมองแตก หลอดเลือดสมองโป่งพอง ซึ่งพบได้บ่อย 

2. ปวดหัวร่วมกับคอแข็งเกร็ง มีไข้ อาจเกิดจากมีภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือมีสมองอักเสบร่วมด้วย ซึ่งอาจเป็นการติดเชื้อที่รุนแรง จนทำให้เสียชีวิตได้ 

3. ปวดหัวร่วมกับมีอาการทางระบบประสาทผิดปกติ เช่น แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ชาครึ่งซีก ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด เวียนศีรษะ เดินเซ เห็นภาพซ้อน เป็นต้น อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคเนื้องอกในสมอง โรคหลอดเลือดสมองตีบตันซึ่งเป็นได้ทั้งชนิดหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำอุดตัน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้อัมพฤกษ์ อัมพาตได้ 

4. ปวดหัวร่วมกับมีอาการชักเกร็งหรือกระตุก อาจเกิดจากโรคหลอดเลือดสมองตีบตันใกล้บริเวณผิวสมอง เป็นได้ทั้งชนิดหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำอุดตัน หรือโรคเส้นเลือดขอดในสมอง ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำบางตำแหน่งในสมองเชื่อมต่อกันผิดปกติ 

5. ปวดหัวบริเวณท้ายทอย บางครั้งปวดจนตาพร่ามัวหรือชักเกร็ง อาจเกิดจากความดันโลหิตสูงหรือภาวะความดันในกระโหลกศีรษะสูงผิดปกติ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ 

6. ปวดหัวมากขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่าทาง เช่น นั่ง ยืน นอน อาจเกิดจากภาวะน้ำคั่งในโพรงสมองมากกว่าปกติ หรือ ภาวะความดันในกระโหลกศีรษะสูงหรือต่ำผิดปกติ 

7. ปวดหัวในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น เนื้องอกในสมอง โรคไต โรคความดันโลหิตสูง โรคติดเชื้อบางชนิด เช่น HIV โรคทางภูมิคุ้มกันบกพร่องบางชนิด เช่น SLE 

8. ปวดหัวตลอดเวลาและไม่ตอบสนองต่อการรักษา อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ จำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติม 

นอกจากนี้ ยังมีอาการปวดหัวแบบที่ไม่เป็นอันตราย แต่อาจเป็นสัญญาณของโรคเรื้อรังได้ นั่นคือการปวดหัวข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ แต่ปวดแบบเป็น ๆ หาย ๆ โดยสาเหตุที่พบบ่อยมักเกิดจากโรคไมเกรนหรือการตึงตัวของกล้ามเนื้อ ซึ่งไม่อันตรายแต่เป็นโรคเรื้อรังและรบกวนคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ อาการปวดหัวจากไมเกรนสามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยารักษาชนิดรับประทานหรือชนิดฉีดใต้ผิวหนัง หรือการรักษาทางเลือกด้วยการฉีดโบทูลินัม ท็อกซิน เพื่อป้องกันอาการปวดหัวไมเกรน ร่วมกับหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น ส่วนอาการปวดหัวจากกล้ามเนื้อตึงตัวหรือออฟฟิศซินโดรม สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาร่วมกับการกายภาพบำบัด ซึ่งอาการปวดหัวเหล่านี้หากไม่ได้รับการรักษาจะเรื้อรังและรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดโรคร่วมอื่น เช่น ภาวะซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน นอนไม่หลับ เป็นต้น

เพราะฉะนั้น อาการปวดหัวจึงไม่ใช่อาการเพียงเล็กน้อยที่เราจะมองข้ามได้ แม้ว่าจะปวดไม่มากแต่ถ้าเกิดขึ้นเป็นประจำหรือมีอาการร่วมดังกล่าว ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพื่อรักษาให้ตรงโรค ตรงจุดและทันท่วงที

เรามีสุขภาพช่องปากที่แย่ลงเพราะโควิด-19 จริงหรือ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/648934

วันที่ 26 มี.ค. 2564 เวลา 16:34 น.เรามีสุขภาพช่องปากที่แย่ลงเพราะโควิด-19 จริงหรือ?จีเอสเค เผยสถิติใหม่ โควิด-19 ส่งผลกระทบสุขภาพช่องปากที่แย่ลง พร้อมแนะคนไทยปรับพฤติกรรมการดูแลช่องปาก และพบหมอฟันให้มากขึ้น

เชื่อหรือไม่ว่า การระบาดของโรคโควิด-19 มีผลต่อการบริโภคขนมขบเคี้ยวและอาหารที่มีน้ำตาลและเป็นกรดมากขึ้น แต่คนส่วนใหญ่กลับยังคงมีวิธีดูแลสุขภาพช่องปากในรูปแบบเดิมๆ และพบทันตแพทย์น้อยลง

ผลสำรวจล่าสุดจาก จีเอสเค คอนซูเมอร์ เฮลธ์แคร์ ซึ่งจัดทำโดยบริษัทสำรวจและวิจัยตลาด อิปซอส เปิดเผยว่า การระบาดของ โรคโควิด-19 ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้บริโภคอย่างชัดเจน โดยมีการสำรวจความคิดเห็นออนไลน์กับผู้บริโภคจำนวน 4,500 คน ซึ่งมีอายุมากกว่า 18 ปี จาก 5 ประเทศในยุโรป (ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร สเปนและรัสเซีย) และ 4 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย)

ข้อค้นพบที่สำคัญของผู้บริโภคในประเทศไทยจากผลสำรวจ มีดังนี้

ผู้บริโภคในประเทศไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าการมีปัญหาสุขภาพช่องปาก อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ตามมา แต่ยังไม่มีแนวทางดีพอในการจัดการสุขภาพช่องปากให้ดีขึ้น

การแพร่ระบาดของโรคของโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคในประเทศไทยเปลี่ยนแนวทางการดำเนินชีวิต มาตรการล็อคดาวน์ในหลายพื้นที่ทำให้ผู้คนใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการบังคับให้ต้องทำงานจากที่บ้าน ดังนั้น จากผลการศึกษาจึงสังเกตเห็นได้ว่า การเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวันและพฤติกรรมของผู้บริโภคอาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพช่องปากโดยรวมของพวกเขา

ในประเทศไทย ผู้บริโภค 9 ใน 10 คน หรือกว่า 92% กล่าวว่า การดูแลสุขภาพช่องปากที่ดีจะส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม 63% เชื่อว่าการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดีสามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ 85% เชื่อว่าการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดีสามารถส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีได้ และ 66% เชื่อว่าการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดีจะส่งผลดีต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหรือการจัดการกับโรคเบาหวานได้ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ผู้บริโภคในประเทศไทยส่วนใหญ่ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากการดูแลสุขภาพช่องปากที่ไม่ดี แต่ผลสำรวจก็ชี้ให้เห็นว่าพวกเขายังมีแนวทางในการจัดการสุขภาพช่องปากที่ไม่ดีพอ ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตโดยรวม

ในบรรดาผู้ที่เผชิญปัญหาเกี่ยวกับช่องปากอย่างน้อยหนึ่งอาการ พบว่ามีผู้บริโภคในประเทศไทยเพียง 38% เท่านั้นที่ระบุว่ามีการใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะทางเพื่อดูแลช่องปาก และมีเพียง 6% เท่านั้นไปเข้ารับการตรวจเช็คหรือทำความสะอาดช่องปากกับผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรมเป็นประจำเพื่อรักษาปัญหาดังกล่าว ถึงแม้มีข้อเท็จจริงที่ระบุว่า 79% ของผู้บริโภคในประเทศไทยอ้างว่าตนเองมีปัญหาเสียวฟัน โดย 68% กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้วรู้สึกเจ็บฟันเมื่อรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่ม ผลสำรวจเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติของคนไทยที่ไม่กระตือรือร้นในการรักษาสุขภาพช่องปากโดยรวม แม้หลายคนจะเผชิญกับปัญหาสุขภาพช่องปากอย่างน้อยหนึ่งอาการอยู่แล้วก็ตาม

การเพิกเฉยต่อการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดำเนินไปในระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อภาวะสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้บริโภคและอาจจะเกิดความเสี่ยงอื่นๆ ตามมา

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในช่วงของการระบาดของโควิด-19 ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ซึ่งส่งผลให้สุขภาพช่องปากโดยรวมแย่ลงเช่นกัน

ผู้บริโภคในประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงระหว่างการระบาดของโควิด-19 พวกเขารับประทานขนมขบเคี้ยวเพิ่มขึ้น 20% กาแฟหรือชา 22% ขนมที่มีส่วนประกอบของไอศกรีม 19% น้ำผลไม้บรรจุกล่อง 21% และน้ำดื่มอัดลม 12% การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มประเภทนี้ที่เพิ่มขึ้นส่งผลชัดเจนต่อสุขภาพช่องปาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นปัจจัยที่เข้าไปเร่งการสึกหรอของสารเคลือบฟันซึ่งร่างกายไม่สามารถฟื้นฟูได้ตามธรรมชาติ

ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ผู้บริโภคในประเทศไทยประสบปัญหาสุขภาพช่องปากที่แย่ลงอยู่แล้ว ซึ่งเกิดจากการบริโภคอาหารและดื่มเครื่องดื่มดังกล่าว 79% ระบุว่ามีอาการเสียวฟัน 47% ระบุว่ามีปัญหาฟันเหลือง และ 60% ระบุว่ามีปัญหาคราบหินปูน และนี่คือ 3 ปัญหาหลักเกี่ยวกับช่องปากที่ผู้บริโภคในประเทศไทยกำลังเผชิญ

เมื่อสำรวจความคิดเห็นว่าพวกเขามีแนวทางในการจัดการกับปัญหาช่องปากของตนเองอย่างไร 26% ระบุว่าหนึ่งในแนวทางสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหา คือการแปรงฟันเป็นประจำ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการขาดเป้าหมายและแนวทางเฉพาะในการดูแล

สุขภาพช่องปากของผู้บริโภค นอกจากนี้ มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 14% เท่านั้นที่เข้าไปรับการตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำกับทันตแพทย์เพื่อจัดการกับสภาวะสุขภาพช่องปากของพวกเขาอย่างกระตือรือร้น

โควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคในประเทศไทยเกิดความลังเลที่จะไปพบทันตแพทย์ 

67% กังวลกับการไปพบทันตแพทย์ด้วยตนเอง เนื่องจากเหตุผลที่ต้องการยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 34% ของผู้ตอบแบบสอบถามในประเทศไทยลดหรือหยุดการไปพบทันตแพทย์ในทันที ในบรรดาผู้บริโภคที่อ้างว่ารู้สึกกังวลหรือค่อนข้างกังวลที่จะไปพบทันตแพทย์ด้วยตนเอง 39% ระบุว่า ด้วยจำนวนคนในคลินิกทันตกรรมที่มากเกินไป จึงเกรงว่าจะไม่ได้ปฏิบัติตนตามมาตรการในการเว้นระยะห่างทางสังคมได้ 45% กล่าวว่า กลัวจะติดเชื้อโควิด -19 จากการสัมผัสอุปกรณ์ทันตกรรม และ 36% ระบุว่า ไม่มั่นใจว่าคลินิกทันตกรรมได้มีการฆ่าเชื้อและทำความสะอาดอย่างทั่วถึงและเรียบร้อยดีแล้วหรือไม่

คีธ ชอย หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ธุรกิจคอนซูเมอร์ เฮลธ์แคร์ กล่าวว่า “การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนและแนวทางการดูแลสุขภาพอย่างเห็นได้ชัด แต่เป็นสิ่งที่น่ายินดีว่าในขณะนี้มีการรับรู้อย่างกว้างขวางในหมู่ผู้บริโภคเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากปัญหาสุขภาพช่องปาก อย่างไรก็ดี เราจำเป็นต้องเร่งดำเนินงานเพิ่มเติมหลายอย่าง เพราะการดูแลสุขภาพช่องปากให้ดีมีความสำคัญต่อการดูแลตนเองและสุขภาพโดยรวมในระยะยาว ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพช่องปาก จีเอสเค คอนซูเมอร์ เฮลธ์แคร์ พร้อมเข้าไป

ช่วยเหลือผู้บริโภคในการจัดการและพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพช่องปากโดยรวม ผ่านความเข้ารู้ความเข้าใจที่ได้รวบรวมมาเกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภคผสานกับนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์”

“ปัจจุบันผู้บริโภคกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพช่องปากมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคราบหินน้ำลายที่สะสมหรืออาการเสียวฟันขณะรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่ม ปัญหาเหล่านี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ความกังวลในการไปพบทันตแพทย์เป็นเหตุให้ได้รับการรักษาที่ล่าช้าส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ ดังนั้น การพบทันตแพทย์เพื่อรับการรักษาเป็นประจำและการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากอย่างดีเป็นสิ่งจำเป็น การแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพช่องปากที่ดี” รศ.ทพ.ยสวิมล คูผาสุข ทบ. ประกาศนียบัตรบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิก (ปริทันตวิทยา) ปริญญาโท (ปริทันตวิทยา) กล่าว

มะเร็งต่อมลูกหมาก ตรวจง่าย ตรวจพบเร็ว รักษาหายขาดได้ไม่ต้องตัดอัณฑะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/464522

มะเร็งต่อมลูกหมาก ตรวจง่าย ตรวจพบเร็ว รักษาหายขาดได้ไม่ต้องตัดอัณฑะ

22 เมษายน 2564 – 15:02 น.

มะเร็งต่อมลูกหมากโรคร้ายสำหรับชายไทยที่มาพร้อมกับวัยที่เพิ่มมากขึ้นเป็นโรคที่ไม่สามารถป้องกันการเกิดขึ้นได้เพราะสาเหตุของโรคเป็นปัจจัยที่ไม่อาจควบคุมนั่นคืออายุเชื้อชาติและพันธุกรรมผู้ชายในวัย50ปีขึ้นไปทุกคนจึงเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งชนิดนี้

ผศ.นพ.กมล  ภานุมาตรัศมี หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า แต่เดิมนั้น อุบัติการณ์ผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในไทยมีไม่มากนักเพราะการตรวจโรคยังน้อย จึงถูกจัดอยู่ในอันดับท้ายๆ ของกลุ่มโรคมะเร็งที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของชายไทย แต่ในปัจจุบันมีการตรวจคัดกรองโรคมากขึ้น เพราะประชาชนเริ่มมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งต่อมลูกหมากจึงมีความตระหนักและใส่ใจในสุขภาพตนเองเพิ่มขึ้น  การตรวจก็ทำได้เร็วขึ้นด้วยเพราะเทคโนโลยีการแพทย์มีความทันสมัย ใช้วิธีการตรวจที่ง่ายเพียงการตรวจเลือดและการตรวจคลำต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนักก็จะทราบว่ามีความเสี่ยงในการเป็นโรคหรือไม่

มะเร็งต่อมลูกหมาก ตรวจง่าย ตรวจพบเร็ว รักษาหายขาดได้ไม่ต้องตัดอัณฑะ

ด้วยปัจจัยที่กล่าวมา ทำให้ประเทศไทยตอนนี้พบจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นชัดเจน โรคมะเร็งต่อมลูกหมากจึงขยับขึ้นมาเป็นโรคร้ายอันดับต้นๆ ที่เป็นสาเหตุคร่าชีวิตชายไทย ทั้งยังมีแนวโน้มการเกิดโรคในอัตราเพิ่มมากขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง และคาดการณ์ว่าในอนาคตจะยิ่งตรวจพบมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นแนวโน้มเช่นเดียวกับประเทศทางตะวันตก อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา ที่โรคนี้เป็นมะเร็งอันดับหนึ่งที่ตรวจพบในผู้ชาย

“เป็นโรคร้ายที่เกิดขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น วิธีรับมืออย่างเดียวคือ เมื่อเป็นแล้วต้องรักษา แต่ส่วนใหญ่ของผู้ที่มีอาการของโรคและมาพบแพทย์ จะพบว่าเป็นกลุ่มอาการในระยะลุกลามไปแล้ว การรักษาจึงเป็นไปเพื่อการประคับประคอง ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้  ดังนั้น วิธีดีที่สุดคืออย่ารอให้มีอาการแล้วมารักษา แต่ควรมารับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งต่อมลูกหมากแต่เนิ่นๆ เมื่ออายุคุณถึง 50 ปีไปแล้วก็ให้เริ่มมาตรวจคัดกรองโรคทุกๆ ปี เพราะการตรวจคัดกรองจะทำให้พบอาการของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะเริ่มต้น ก็จะมีโอกาสสูงในการรักษาให้หายขาดได้”  ผศ.นพ.กมล  กล่าว 

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากมักจะมาพบแพทย์เมื่อเป็นโรคในระยะลุกลาม เป็นเพราะโดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะไม่พบอาการผิดปกติใดๆ ในระยะที่เริ่มเป็นโรค อีกทั้งมีระยะดำเนินโรคค่อนข้างนาน จึงจะเริ่มมีอาการผิดปกติที่สังเกตเห็นชัด อย่างเช่น   ปัสสาวะพุ่งไม่แรงต้องเบ่ง  ปัสสาวะบ่อยครั้งขึ้น หรือในบางรายพบปัสสาวะเป็นเลือดเพราะต่อมลูกหมากที่โตขึ้นไปเบียดท่อปัสสาวะให้แคบลง บางรายอาจมีอาการปวดกระดูกหรือขาบวมเพราะมะเร็งแพร่กระจายไปที่กระดูก ต่อมน้ำเหลืองในเชิงกราน หรืออวัยวะภายในอื่นซึ่งเป็นอาการของมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะลุกลามไปแล้ว​

ปัจจุบัน การรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก หากตรวจพบว่าเป็นในระยะเริ่มต้น  หรือในระยะไม่ลุกลาม มีโอกาสสูงมากที่จะรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกไปหรือรักษาด้วยการฉายรังสี และไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเอาอัณฑะออกไป  ดังนั้น การมาตรวจคัดกรองโรคมะเร็งต่อมลูกหมากจึงเป็นแนวทางที่ช่วยให้การรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมากมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพราะสามารถตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

มะเร็งต่อมลูกหมาก ตรวจง่าย ตรวจพบเร็ว รักษาหายขาดได้ไม่ต้องตัดอัณฑะ

วิธีการตรวจคัดกรอง ทำได้ง่ายและใช้เวลาไม่นาน  ด้วยการตรวจเลือดหาค่า PSA (Prostate Specific Antigen) คือสารที่ใช้คัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากในเลือด  ซึ่งสารนี้จะถูกตรวจพบมากกว่าปกติในคนที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก  โดยหากเป็นโรคระยะเริ่มต้น และพบว่าค่า PSA สูงไม่มาก ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้  การตรวจคัดกรองอีกวิธีคือการคลำต่อมลูกหมากผ่านทางรูทวารหนักเพื่อตรวจหาก้อนมะเร็งและดูความยืดหยุ่นของต่อมลูกหมาก

ผู้ที่ประสงค์เข้ารับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งต่อมลูกหมากที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สามารถติดต่อขอรับบริการได้โดยไม่ต้องเตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษ เช่น ไม่ต้องอดน้ำอดอาหารก่อนรับการเจาะตรวจเลือด   ทั้งนี้ หากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็สามารถเข้ารับการรักษาได้ในขั้นตอนกระบวนการตามระยะของโรคและแพทย์จะเป็นผู้เลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมที่สุดกับผู้ป่วย เช่น การผ่าตัด การฉายรังสี  การใช้ฮอร์โมนบำบัด ที่สำคัญ ในการรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมากนั้น  ประชาชนสามารถเข้ารับการรักษาได้ตามสิทธิ์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทั้งสิทธิ์บัตรทอง สิทธิ์ประกันสังคม และสิทธิ์ข้าราชการ  ถือเป็นสวัสดิการสุขภาพจากภาครัฐที่ครอบคลุมเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ช่วยลดภาระทางการเงินเพื่อดูแลสุขภาพคนไทย

ถอดรหัสเส้นทางหมื่นล้าน กว่าจะเป็น “มาดามแอน” ผู้ชุบชีวิต NEW18 เป็น JKN18 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/464516

ถอดรหัสเส้นทางหมื่นล้าน กว่าจะเป็น “มาดามแอน” ผู้ชุบชีวิต NEW18 เป็น JKN18

22 เมษายน 2564 – 14:45 น.

ถอดรหัสเส้นทางหมื่นล้าน กว่าจะเป็น “มาดามแอน” ผู้ชุบชีวิต NEW18 เป็น JKN18 ปั้นขึ้น TOP10 ทีวีดิจิทัลไทย

จากการแถลงข่าวในงาน JKN Phenomenon 2021 “แอน จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ JKN ได้ประกาศอย่างเป็นทางการในฐานะเจ้าของใหม่ 100% ของช่อง NEW18 ที่ตอนนี้เธอพลิกโฉมจากสถานีข่าวเป็นสถานีแห่งสาระและความบันเทิงเต็มรูปแบบพร้อมเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น JKN18 และให้คำมั่นสัญญาว่าเธอจะชุบชีวิต และพาช่อง JKN18 นี้ก้าวขึ้นติด Top10 หรือติดเรตติ้ง 10 อันดับแรกที่ได้รับความนิยมสูงสุดของทีวีดิจิทัลในบ้านเราภายในปีนี้แน่นอน

ถอดรหัสเส้นทางหมื่นล้าน กว่าจะเป็น "มาดามแอน" ผู้ชุบชีวิต NEW18 เป็น JKN18

แอน จักรพงษ์ หรือ มาดามแอน เธอคือซีอีโอในบริษัททุนตลาดหลักทรัพย์ที่มีคาแรกเตอร์ฉีกไม่เหมือนใคร ทั้งพูดจาฉะฉาน ชัดเจน ตรงประเด็น วิสัยทัศน์แหลมคม และตอบทุกประเด็นคำถามอย่างแจ่มชัด สร้างความฮือฮาจากคนทั้งประเทศมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน จุดนี้จึงเป็นที่มาของการรวบรวมเส้นทางชีวิตสู่ความสำเร็จหมื่นล้านของเธอ เพื่อบอกเล่าทุกเรื่องราวในการสร้างแรงบันดาลใจ
 
คว้า 10 ล้านในวัย 21 ปี จากอดีตอาตี๋ลูกคนโตแห่งศูนย์เช่าวิดีโอสู่เซียนคอนเทนต์แห่งอาเซียน เธอมาจากอาตี๋ ครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนที่ครอบครัวดำเนินธุรกิจเปิดร้านเช่าวิดีโอ เธอเริ่มต้นธุรกิจในวัยเพียง 21 ปี และมีมุมมองในการเฟ้นหาคอนเทนต์ เรียกว่า สายตาแหลมคมประหนึ่งเทพ คว้าสารคดี Walking With Dinosaurs มาผลิตในรูปแบบดีวีดีจัดจำหน่ายในบ้านเรา สร้างรายได้ก้อนแรกให้กับเธอมากถึง 10 ล้านบาท และส่งผลให้เธอเป็นนักค้าคอนเทนต์อันดับหนึ่งของประเทศไทยและอาเซียน ณ ปัจจุบัน
 
คว้าหลักร้อยล้านในวัย 25 ปี จากการนำเสนอขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ที่นำเข้ามาให้กับช่องทีวีในยุคนั้นๆ รวมแล้วน่าจะเกือบทุกช่องที่จะต้องซื้อคอนเทนต์ของเธอเพื่อมาออกอากาศเรียกคนดูและโกยเรตติ้งท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง
 
คว้าพันล้านในวัย 38 ปี กล้าแตกต่างและเห็นช่องทางตลาดใหม่ในธุรกิจซื้อขายคอนเทนต์ ลงทุน ลงแรง บริหารเองกับมือ ทำให้อาณาจักรคอนเทนต์ JKN เติบโตจนสามารถเดินหน้าเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในปี 2560 สร้างความฮือฮาให้กับแวดวงนักลงทุนเป็นอย่างมาก เป็นข่าวดังใหญ่โตเพราะเธอสามารถสร้างให้หุ้นของ JKN นั้น ติด Ceiling ต่อเนื่อง 4 วัน และ เช่นกัน โควิดก็ทำอะไรเธอไม่ได้ ดังคำที่เธอเคยบอก “อะไรก็ฆ่าฉันไม่ตาย”นอกจากนี้เธอยังยกระดับ JKN ย้ายเข้า SET ในช่วงโควิดที่ทุกธุรกิจกระทบเป็นวงกว้างแต่ JKN กลับโตสวนกระแสและทำกำไรอย่างมหาศาล
 
ตั้งเป้าคว้า 10,000 ล้าน ในวัย 42 ปี ประกาศแผนลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของ JKN ด้วยการเข้าซื้อกิจการช่อง NEW18 หวังชุบชีวิตฟื้นคืนช่องทีวีดิจิทัล พร้อมเปลี่ยนชื่อทางการใหม่เป็น JKN18 ตั้งเป้าดันขึ้น TOP10 ทีวีดิจิทัลชั้นนำในเมืองไทย

ถอดรหัสเส้นทางหมื่นล้าน กว่าจะเป็น "มาดามแอน" ผู้ชุบชีวิต NEW18 เป็น JKN18

ทั้งหมดนี้ล้วนมาจากวิสัยทัศน์ การวางแผน การบริหารจัดการที่ก้าวไกล และมาจากแนวคิดกลยุทธ์การตลาดที่สุขุม นุ่มลึก ซึ่งได้รวบรวมมาไว้เป็นแนวทาง ดังนี้

1. มองขาดเรื่อง Content is King

2. ใช้สื่อที่มีในมืออย่างชาญฉลาดทั้ง JKN TV และ JKN CNBC สื่อสารสร้างให้ผู้ชมเกิดการเสพติดทางสายตาอย่างแยบยล

3. มองไกลในกลุ่มคอนซูมเมอร์โปรดักส์ ใช้ Superstar Marketing การันตีด้วยการสร้างยอดขายหลายสิบล้านในชั่วข้ามคืน

4. CEO Branding ความกล้านำเสนอตัวตนอย่างชัดเจน เด่น และแตกต่าง ในทุกพื้นที่สื่อของไทย และนำเสนอเรื่องราวใหม่ๆในพื้นที่คอนเทนต์ของเธอเอง ใช้ชื่อรายการว่า “Real Anne” ที่ปัจจุบันออกอากาศผ่านทางยูทูป JKN Official ซึ่งซีซั่น 1 มีทั้งหมด 30 ตอน ซึ่งมียอดผู้ชมรวมมากกว่า 30 ล้านวิว และกำลังก้าวเข้าสู่ ซีซั่นที่ 2 ซึ่งจะออกอากาศให้ได้ชมตอนแรกในวันศุกร์ที่ 30 เมษายน 64 นี้

5. วางหมากขุนพลที่จะมาช่วยขับเคลื่อนกระบวนทัพของธุรกิจ JKN ได้อย่างมือฉมัง

6. นำเสนอโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ก่อนใครด้วยการขึ้นแท่นเป็น Content – Commerce – Company (3C) ที่ให้ข้อมูลว่าพร้อมเติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 5,000 ล้านบาท ในปี 67

ถอดรหัสเส้นทางหมื่นล้าน กว่าจะเป็น "มาดามแอน" ผู้ชุบชีวิต NEW18 เป็น JKN18

จะเรียก “มาดามแอน” สตรีข้ามเพศที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประเทศไทย ก็คงไม่ผิดนัก เพราะเธอได้ก้าวขึ้นสู่สตรีข้ามเพศคนแรกที่ถือได้ว่าทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในวงการสื่อทีวีของประเทศไทยและเป็นเจ้าแม่อาณาจักรหมื่นล้านได้อย่างเต็มภาคภูมิ

Special edition of Laughter for Sale provides tips on protection against Covid #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40000104

Special edition of Laughter for Sale provides tips on protection against Covid


The World Health Organisation and its partners have launched a special edition of the popular Thai comic magazine “Kai Hua Ror” or Laughter for Sale offering a humorous rendition of how families can protect themselves from Covid-19.

Special edition of Laughter for Sale provides tips on protection against Covid

Since March, the magazine has also been translated and made available in English, Burmese, Khmer and Laos in a bid to reach a wider group of people in Thailand, including foreigners.

The aim is to use cartoons and humour to show people how they can reduce the risk of infection for themselves and their communities by respecting basic social etiquette such as washing hands frequently, coughing and sneezing safely, avoiding touching their mouth and nose and maintaining a safe distance – one to two metres – from others.

The cartoons also take on sensitive topics in simple, easy-to-understand terms, such as showing people how to reduce stigma against Covid-19, providing information on vaccines and raising awareness on rising domestic violence as a result of lockdowns.

Copies of the special edition will be distributed for free nationwide through village administration offices, village health volunteers, provincial halls, primary and secondary schools, public libraries, state-run hospitals and health centres, embassies and international agencies.

Published : April 22, 2021

By : The Nation

Sinovac can provide up to 99.4% immunity, says specialist citing study #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40000100

Sinovac can provide up to 99.4% immunity, says specialist citing study


The Sinovac vaccine provides as much as “99.4 per cent immunity against Covid-19 a month after the second dose”, Chulalongkorn University virology specialist and chief of the Centre of Excellence in Clinical Virology Dr Yong Poovorawan said in a Facebook post on Thursday.

Sinovac can provide up to 99.4% immunity, says specialist citing study

He was citing a study on immunity by the centre and Banphaeo General Hospital in Samut Sakhon. Researchers studied the immunity of people before and after they received two doses of the Chinese vaccine, administered three weeks apart.

“We found that a person’s immunity greatly increased on receiving the vaccine. A month after the second jab, immunity then increased, similar to immunity in patients who had already been infected for 4-8 weeks,” he explained.

The Sinovac vaccine provides as much as “99.4 per cent immunity against Covid-19 a month after the second dose”, Chulalongkorn University virology specialist and chief of the Centre of Excellence in Clinical Virology Dr Yong Poovorawan said in a Facebook post on Thursday.

“People who received the vaccine have 99.4 per cent immunity against the Covid-19 spike protein, while it was 92.5 per cent for patients who had already been infected,” he said.

Yong said the centre is conducting a long term study on immunity in a bid to predict the chance of Covid-19 infections.

“We already know that patients who have been cured can be infected by Covid-19 again, but the severity is likely to be less than the first time,” he said.

“In the long term, this study will tell us whether it is necessary to administer a third Covid-19 jab and if so then when should it be administered,” he added.

Published : April 22, 2021

By : The Nation

Temporary paralysis suffered by six medics in Rayong linked to Sinovac jab #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40000075

Temporary paralysis suffered by six medics in Rayong linked to Sinovac jab


Doctors have linked the temporary paralysis suffered by six health workers in Rayong to the Sinovac jabs they had received. The vaccine had apparently created blood clots within 30 minutes of administration, but it was temporary as the problem was solved fairly quickly with medication.

Temporary paralysis suffered by six medics in Rayong linked to Sinovac jab

Medical authorities say it is not necessary to stop administering Sinovac shots, because none of the 300,000 people or so who have received the jab so far have experienced any adverse effects.

Dr Taweesap Siraprapasiri, a consultant to the Department of Disease Control, said details of the adverse reactions suffered by the six medics had been sent to the vaccination committee.

Six people suffered temporary paralysis between five to 30 minutes after receiving the Sinovac shot from Lot No J202103001m6dik.

The jabs had been administered between April 5 and 9. One of the medics has cancer and another has cholesterol and is overweight. The other four have had a history of taking oral contraceptives.

“So far, 600,000 doses of Sinovac have been administered, and every recipient has been closely monitored. Any sign of a severe or abnormal reaction will be investigated,” Dr Taweesap said.

Prof Dr Kulkanya Chokephaibulkit, professor of Paediatric Infectious Diseases and director of the Siriraj Institute of Clinical Research, said there was little sign of neurological damage among the six patients and the symptoms were temporary and disappeared within three days. Health officials have still not been able to pinpoint the problem because MRI scans found nothing.

“Since the victims suffered drowsiness and numbness, it can be considered a neurological symptom. The first thing the committee did was check the quality of the vaccines in the lot, but no abnormalities were found. Vaccines from this lot had been sent to other parts of the country too. Some 500,000 doses have already been administered to more than 300,000 recipients and nobody has suffered this problem. We will continue monitoring the situation,” she said.

The six medics will take their second jab as scheduled, though the final decision will be left up to them.

This matter will also be reported to the Beijing-based pharmaceutical company that makes the vaccine so it can take the required steps.

Published : April 22, 2021

By : The Nation