แพทย์ย้ำอาหารและพฤติกรรม ตัวการเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/631951

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 12:13 น.แพทย์ย้ำอาหารและพฤติกรรม ตัวการเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้แพทย์แนะวิธีเลี่ยง “มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง” ย้ำเลี่ยงอาหารไขมันสูง ฟาสต์ฟู้ด ปิ้งย่างไหม้เกรียม น้ำมันทอดซ้ำ เนื้อสัตว์แปรรูป และปรับพฤติกรรมก่อนสาย พร้อมแนะนำเรื่องการตรวจและการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

กรมการแพทย์ โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ชี้สัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับต้นๆ ของหลายประเทศทั่วโลก ด้วยวิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป แนะเลี่ยงอาหารไขมันสูง อาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารปิ้งย่างไหม้เกรียม อาหารจากน้ำมันทอดซ้ำ และเนื้อสัตว์แปรรูป

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงพบได้บ่อยเป็นอันดับ 3 ในเพศชาย และอันดับ 2 ในเพศหญิง ส่วนปัญหาอุปสรรคของการรักษาโรคมะเร็งคือ โรงพยาบาลส่วนใหญ่มีจำนวนเตียงไม่เพียงพอ ผู้ป่วยที่ต้องได้รับยาเคมี จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลทุกครั้ง บางครั้งทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาไม่เป็นไปตามรอบการให้ยาและขาดความต่อเนื่อง กรมการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี พร้อมโรงพยาบาลต่างๆ ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงได้ร่วมผลักดัน นโยบายเรื่องการให้ยาเคมีบำบัดที่บ้าน (Home chemotherapy) เป็นชุดสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563 ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาตรงเวลา มีประสิทธิภาพ ให้ผลลัพธ์ต่อสุขภาพร่างกาย และจิตใจที่ดีกว่า อีกทั้งยังพบว่าการให้ยาเคมีบำบัดที่บ้าน มีต้นทุนต่ำกว่าการบริการยาเคมีที่โรงพยาบาลอีกด้วย การรักษาด้วยวิธี Home chemotherapy จัดเป็นการพัฒนารูปแบบบริการการแพทย์วิธีใหม่ หรือเรียกว่า “New Normal of Medical Service” สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง

นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่าปัจจุบันวิถีชีวิตของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมากโดยเฉพาะพฤติกรรมการบริโภค เช่น อาหารไขมันสูง อาหารฟาสต์ฟู้ดต่างๆ ได้รับความนิยมมากขึ้น การกินอาหารปิ้งย่างไหม้เกรียม อาหารจากน้ำมันทอดซ้ำ และเนื้อสัตว์แปรรูป ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดโรค 

อีกทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การขาดการออกกำลังกาย การมีภาวะอ้วน น้ำหนักเกิน ตลอดจนการมีประวัติครอบครัวหรือตนเองเป็นติ่งเนื้อในลำไส้ เป็นต้น สำหรับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เริ่มจากการเกิดติ่งเนื้อในลำไส้ (polyp) และพัฒนาจนเป็นมะเร็งโดยใช้ระยะเวลาประมาณ 10-15 ปี

อาการของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงมักจะไม่มีอาการในระยะเริ่มแรกของโรค อาการจะแสดงก็ต่อเมื่อโรคลุกลามมากขึ้นจนถึงระยะสุดท้าย ส่งผลทำให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ซึ่งอาการของโรคที่พบบ่อย ได้แก่

อย่างไรก็ตาม มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นมะเร็งที่สามารถตรวจคัดกรองเพื่อค้นหามะเร็งในระยะเริ่มแรกได้ ส่งผลให้การรักษาได้ผลดีและมีโอกาสหายจากโรคสูง ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรรับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง โดยการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระปีละครั้ง หากผิดปกติควรได้รับการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ กรณีพบติ่งเนื้อหรือความผิดปกติในลำไส้ใหญ่ แพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อบริเวณดังกล่าวเพื่อวินิจฉัยต่อไป

ด้านข้อมูลโดย ศ.พิเศษ นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวัฒโนสถ แนะนำเรื่องการตรวจและการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่  ดังนี้

การตรวจโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้น ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค ได้แก่

การผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ข้อดีของการผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ (Laparoscopic Surgery)คือแผลเล็ก เสียเลือดลดลง เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว ลดการเกิดผลแทรกซ้อนจากการผ่าตัด เช่น การติดเชื้อที่แผล ทำให้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น แต่ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ควรจะเข้ารับการผ่าตัดแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์เป็นสำคัญเพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดีและเหมาะสมกับคนไข้แต่ละบุคคล โดยกล้องที่ใช้ในการผ่าตัด เป็นกล้องที่สร้างขึ้นเพื่อใช้งานทางการแพทย์ ซึ่งจะมีประสิทธิภาพความละเอียดและความคมชัดสูง และสามารถสร้างภาพให้เป็นภาพ 3 มิติ ทำให้ศัลยแพทย์เห็นภาพได้ชัดเจน การผ่าตัดสามารถทำได้อย่างแม่นยำและช่วยลดโอกาสการเกิดผลแทรกซ้อนหลังผ่าตัด

วิธีลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ทวารหนัก (Colonoscopy) แนะนำให้ตรวจเป็นประจำทุกๆ 5-10 ปี ตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป จะช่วยให้สามารถรับมือได้ทันท่วงที แต่ถ้าหากมีคนในครอบครัวเคยป่วยด้วยโรคนี้ แนะนำให้มาตรวจตั้งแต่อายุ 45 ปีขึ้นไป เพื่อตรวจหาความผิดปกติของลำไส้ใหญ่

อีกวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร พยายามหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง อาหารที่ผ่านกรรมวิธีแปรรูป เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ หันมาให้ความใส่ใจกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ การรับประทานผักและผลไม้ รวมถึงการออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวันร่วมกับการทำจิตใจให้บริสุทธิ์ สิ่งเหล่านี้ที่มีส่วนสำคัญช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและห่างไกลจากโรคมะเร็ง

น้ำด่าง ความแตกต่างที่ดีต่อสุขภาพจริงหรือ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/631948

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 11:20 น.น้ำด่าง ความแตกต่างที่ดีต่อสุขภาพจริงหรือ?รู้หรือไม่! น้ำดื่มปกติมีค่ากรดด่างเป็น 7 แต่น้ำด่างมีค่ากรดด่างเป็น 8 หรือ 9 ส่วนเลือดของเรามีค่ากรดด่าง 7.35-7.45 ซึ่งเป็นด่างเล็กน้อย และเมื่อน้ำถูกเปลี่ยนส่วนประกอบทางเคมีจะส่งผลดีต่อสุขภาพจริงๆ หรือ?

รู้เท่าทันการดื่มน้ำด่าง นิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เผยแพร่เรื่องราวดีๆ ผ่านเฟซบุ๊กประเด็น “รู้เท่าทันการดื่ม #น้ำด่าง”  ระบุ ปัจจุบันมีกระแสการส่งเสริมให้ดื่มน้ำด่างกันอย่างกว้างขวาง เรามารู้เท่าทันน้ำด่างกันดีกว่า

น้ำด่าง หรือน้ำไอออนที่ส่งเสริม ก็คือน้ำที่ทำให้มีสภาพเป็นด่างด้วยเครื่องไอออนไนเซอร์ ซึ่งมีขายกันทั่วไปราคาหลักหมื่น เครื่องนี้จะเปลี่ยนส่วนประกอบทางเคมีของน้ำทำให้น้ำเป็นด่าง น้ำดื่มปรกติมีค่ากรดด่างเป็น 7 แต่น้ำด่างมีค่ากรดด่างเป็น 8 หรือ 9 เลือดของเรามีค่ากรดด่าง 7.35-7.45 ซึ่งเป็นด่างเล็กน้อย

ฝ่ายที่สนับสนุนและธุรกิจจำหน่ายเครื่องทำน้ำด่างกล่าวอ้างว่า น้ำด่างเป็นน้ำที่มีชีวิต มีพลังในการหล่อเลี้ยงร่างกายเหมือนพืชผักที่สด ดูดซึมได้ดีกว่าน้ำทั่วไป และทำหน้าที่เหมือนสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันเซลล์เสื่อม

ดังนั้น จึงมีการกล่าวอ้างถึงประโยชน์ของน้ำด่างไว้มากมาย ตั้งแต่รักษาโรคหรืออาการที่เกิดจากภาวะเป็นกรดมาก เช่น ข้ออักเสบ มะเร็ง เบาหวาน เนื่องจากมีเกลือแร่ในน้ำด่าง ช่วยให้กระดูกดูดซึมเกลือแร่เหล่านี้และนำไปใช้ ทำให้กระดูกบางตัวช้าลง

โมเลกุลของน้ำด่างจะเล็กกว่าน้ำทั่วไป ทำให้ดูดซึมเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ของร่างกายได้เร็วกว่า และช่วยขับสารพิษและกรดออกจากเซลล์ได้ดีขึ้น

กระทรวงสาธารณสุขไทยเคยทำการวิจัยน้ำไอออนยี่ห้อหนึ่งที่ขายในเมืองไทย โดยนำมาใช้กับผู้ป่วยเอดส์ในปี พ.ศ.2554 และอ้างว่าทำให้ภูมิต้านทานดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อทำการทบทวนการศึกษาทางวิชาการใน Cochrane Library จากเอกสารทั้งสิ้น 907,144 บทความ ไม่พบว่ามีบทความการทบทวนน้ำด่างเกี่ยวกับหัวข้อประโยชน์ต่อสุขภาพดังกล่าว และใน PubMed ก็ไม่พบการทบทวนเกี่ยวกับหัวข้อนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งแสดงว่า ยังไม่มีการวิจัยที่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้พอว่า น้ำด่างมีประโยชน์ต่อสุขภาพดังที่กล่าวอ้างมา

ข้อมูลโดย นพ.ประพจน์ เภตรากาศ ระบุ เมื่อประมวลความเห็นในเว็บไซต์ต่างๆ ที่เห็นค้านการกล่าวอ้างประโยชน์ของน้ำด่าง มีดังนี้

สรุปคือยังขาดหลักฐานทางการแพทย์ที่จะยืนยันประโยชน์ของการดื่มน้ำด่างว่าดีต่อสุขภาพ

“ตาล้า” สร้างปัญหาตามมามากกว่าที่คิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/631873

วันที่ 31 ส.ค. 2563 เวลา 12:30 น.“ตาล้า” สร้างปัญหาตามมามากกว่าที่คิด#ยิ่งล้ายิ่งพัง เช็กลิสต์ดวงตาว่าเริ่มมีอาการบ่งชี้ที่เกิดจากกล้ามเนื้อตาล้าบ้างหรือยัง พร้อมรู้วิธีแก้ก่อนปัญหาจะมาถึง

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น ทั้งการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ตลอดเวลา โดยเฉพาะสมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพตาของเรา ปัญหากล้ามเนื้อตาล้า จึงกลายมาเป็นโรคยอดฮิตของคนยุคดิจิทัลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สาเหตุหลักของกล้ามเนื้อตาล้าเกิดจากการใช้งานดวงตามากจนเกินไป 

โดยจะมีอาการบ่งชี้ที่เกิดจากกล้ามเนื้อตาล้าแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่

ซึ่งอาการเหล่านี้หากปล่อยทิ้งไว้นาน ก็อาจกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันได้ เพราะการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อดวงตาสามารถก่อให้เกิดความตึงเครียดของร่างกาย ซึ่งจะกระทบเชื่อมโยงไปถึงอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อของร่างกายในบริเวณอื่น ๆ เช่น ใบหน้า กราม และขมับ นำไปสู่อาการอ่อนล้าสะสมและอาจส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการทำงาน หรือก่อให้เกิดความผิดพลาดในการทำงานได้ ยิ่งไปกว่านั้นหากละเลยไม่ยอมดูแลสุขภาพดวงตา อาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคดวงตาอื่น ๆ เช่น ต้อกระจก ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม หรือกล้ามเนื้อตาเกิดการเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควรอีกด้วย

วิธีแก้ปัญหาตาล้า

วิธีแก้ปัญหากล้ามเนื้อตาล้ามีอยู่ด้วยกันหลายวิธี เช่น

หากปรับพฤติกรรมและหมั่นดูแลสุขภาพของดวงตาให้กล้ามเนื้อตาแข็งแรง ความพังที่จากอาการตาล้าจะไม่เกิดขึ้นอีกแน่นอน ผู้ที่สนใจ “Lens Zeen” สามารถเข้ารับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้ที่ร้านหอแว่นทุกสาขาทั่วประเทศ หรือที่ Facebook แฟนเพจ https://th-th.facebook.com/HawvanFAN/

ถ่ายเป็นเลือด สัญญาณเตือนโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/631874

วันที่ 31 ส.ค. 2563 เวลา 12:20 น.ถ่ายเป็นเลือด สัญญาณเตือนโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เผยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง พบมากเป็นอันดับ 3 ในเพศชาย และอันดับ 4 ในเพศหญิง แต่ละปีจะมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 12,000 คน

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีสาเหตุมาจากวิถีชีวิตของคนไทยที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะพฤติกรรมการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานเนื้อแดง เนื้อแปรรูปเป็นประจำ อาหารกากใยน้อย อาหารปิ้งย่าง รมควัน ตลอดจนขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น

สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เผยแพร่ข้อมูลสัญญาณเตือนหรืออาการของโรคที่พบบ่อย ได้แก่

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงส่วนหนึ่งสามารถป้องกันได้จากการปรับพฤติกรรมการดำรงชีวิตและหมั่นสังเกตตัวเองว่าการขับถ่ายเป็นปกติดีหรือไม่ หากพบความผิดปกติให้รีบปรึกษาแพทย์ นอกจากนี้มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงยังสามารถตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกด้วยวิธีการตรวจหาเม็ดเลือดแดงแฝงในอุจจาระ

องค์กรไม่ยั่งยืน เพราะขาดผู้นำการเปลี่ยนแปลง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/631849

วันที่ 31 ส.ค. 2563 เวลา 06:30 น.องค์กรไม่ยั่งยืน เพราะขาดผู้นำการเปลี่ยนแปลงการรับมือกับปัญหาไวรัสโควิด 19 เชิงองค์รวม : องค์กรไม่ยั่งยืน เพราะขาดผู้นำการเปลี่ยนแปลง

โดย : ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

เพราะองค์กรคือชีวิต มนุษย์ต้องการการยอมรับ ในขณะที่เรากำลังติดต่อสื่อสารด้วยกิริยาท่าทางอยู่นั้น โลกภายในทั้งสองก็กำลังดำเนินไปในลักษณะที่ว่า “ใครก็ตามเห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน” แต่หากใครไม่เห็นฉันมีค่าไม่ว่าเธอจะตะโกนดังแค่ไหนฉันก็ไม่ได้ยินเรื่องใดๆก็ยากไปหมดนี่คือเงื่อนไขสำคัญที่สุดของการสร้างภาวะผู้นำ

ความท้าทายของผู้นำองค์กร

โลกสังคมเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไม่แน่นอนคลุมเครือและซับซ้อนส่งผลกระทบอย่างเป็นวงกว้างในทุกภาคส่วนระบบเดิมล่มสลายการปรับตัวเป็นไปอย่างรุนแรงทั้งด้านสังคมเศรษฐกิจความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิต

เมื่อพิจารณาถึงความเป็นองค์กร บุคลากรขาดความสามารถในการแข่งขัน ไม่สามารถพัฒนาศักยภาพและขับออกมาได้อย่างเต็มที่ ไม่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ แรงขับเคลื่อนภายใน ไม่สามารถนำตนเองได้ นอกจากนี้ บุคลากรยังขาดความเข้าใจในแนวคิดเชิงระบบ จึงขาดกระบวนการเรียนรู้ ขาดองค์ความรู้ จึงแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนไม่ได้ อีกทั้งขาดมุมมองเชิงองค์รวม จึงขาดความคิดสร้างสรรค์ ไม่สามารถสร้างนวัตกรรมที่แตกต่าง ที่แปลกใหม่ ไม่สามารถสร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น บุคลากรขาดศรัทธา ไม่เปิดใจกว้างรับฟัง ไม่เข้าใจกัน ทีมงานจึงไม่เข้มแข็ง ขาดการเสริมพลังร่วม ขาดความร่วมมือ เล่นไม่เป็นทีม ไม่สอดคล้องไปในแนวเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ องค์กรจึงต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อความอยู่รอดและยั่งยืน และการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องการผู้นำการเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อพิจารณาถึงประเด็นด้านผู้นำการเปลี่ยนแปลง เราพบว่ามักมีอาการปัญหาดังต่อไปนี้

1. ตนในฐานะตำแหน่งผู้นำองค์กรที่มีประสบการณ์มากกว่าตนจึงพยายามสอนและถ่ายทอดให้ทุกอย่าง

แม้ให้ผลตอบแทนอย่างดี แต่ทำไมเวลาสั่งการอะไรลงไป กลับไม่มีใครฟัง พวกเขาไม่เคยทำตาม รับปากไปก็เท่านั้น เล่นก็ไม่เป็นทีม ไม่ไปในแนวเดียวกัน ขาดการมีส่วนร่วม ไม่ทุ่มเท ไม่เกื้อกูล ไม่ยืนมือ ไม่เสียสละ ไม่ช่วยเหลือกัน 

นั่นเป็นเพราะว่าผู้นำองค์กรขาดความเข้าใจว่าคนคือมนุษย์มนุษย์มีชีวิตที่ต้องการคุณค่าและความหมายพวกเขาต้องการการยอมรับต้องการกำลังใจต้องการความเข้าใจต้องการการมอบอำนาจความเชื่อใจไว้วางใจต้องการการเห็นคุณค่าแต่ผู้นำไม่ค่อยให้ความสำคัญยิ่งไกว่านั้นผู้นำยังยึดติดอยู่กับตำแหน่งและคิดว่าตนสามารถสั่งการหรือทำอะไรก็ได้ทุกอย่างตามที่ตนต้องการซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิดแต่เมื่อเขาไม่ได้รับการยอมรับมันเหมือนกับว่าผู้นำไม่เห็นเขามีค่าดังนั้นเขาจึงไม่เห็นคุณค่าในตัวผู้นำด้วยจึงไม่เกิดการยอมรับกันหนักเข้าก็แบ่งฝักแบ่งฝ่ายการทำงานจึงไปคนละทิศคนละทางไม่เป็นหนึ่งเดียว

2. ตนในฐานะผู้นำองค์กรตนก็พยายามผลักดันทุกอย่างทำงานอย่างหนักเพื่อเป็นแบบอย่างแต่ทำไมทุกคนดูเฉื่อยชาขาดความมุ่งมั่นทุ่มเทขาดความกระตือรือร้น

นั่นเป็นเพราะว่า แม้ตนจะเข้าใจว่าบุคคลมีศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายในอย่างเหลือเฟือ แต่ไม่รู้ว่าจะพัฒนาเพิ่มเติมได้อย่างไร เพราะไม่เข้าใจถึงธรรมชาติของศักยภาพที่แท้จริงว่าคืออะไร มันอยู่ในรูปของอะไร และก็ไม่รู้ว่าจะขับมันออกมาใช้อย่างเต็มที่ได้อย่างไร

3. ตนในฐานะผู้นำองค์กร มีวิสัยทัศน์กว้างไกล องค์กรมีทิศทาง มีเป้าหมายและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน มีค่านิยมร่วม แต่ทำไมบุคลากรเล่นไม่เป็นทีม ยังสับสน เดินไปคนละทิศคนละทาง ไม่สอดคล้องไปในแนวเดียวกัน

นั่นเป็นเพราะว่า บุคลากรขาดเป้าหมายร่วม มองคนละภาพ เข้าใจคนละแบบ ต่างคนต่างทำ แยกส่วน ขาดความเชื่อมโยง ไม่เสริมกัน ขาดพลังร่วม ยิ่งไปกว่านั้น ตนในฐานะผู้นำองค์กรยังขาดความเข้าใจมุมมองเชิงระบบ ไม่สามารถโน้มน้าวและเชื่อมโยงให้บุคลากรมองภาพเดียวกัน และขับศักยภาพนั้นออกมาเพื่อผลักดันยุทธศาสตร์ให้เป็นแนวปฏิบัติที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันได้

ทางออกของปัญหา 

การแก้ปัญหาผู้นำการเปลี่ยนแปลงในทุกวันนี้ องค์กรส่วนใหญ่มักเน้นแต่การพัฒนาด้านทักษะการบริหารจัดการ ระเบียบโครงสร้าง และขั้นตอนการทำงาน ซึ่งถือว่ายังไม่ตรงประเด็น  แล้วอะไรคือรากของปัญหา ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ในขณะที่บุคคลกำลังมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในรูปของพฤติกรรมนั้น

ในขณะนั้น โลกภายในก็กำลังก้องสะท้อนระหว่างกันอยู่ โลกภายในนี้คือตัวตน ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย ดังนั้น ในขณะที่เรากำลังติดต่อสื่อสารด้วยกิริยาท่าทางอยู่นั้น โลกภายในทั้งสองก็กำลังดำเนินไปในลักษณะที่ว่า “ใครก็ตามเห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน” แต่หากใครไม่เห็นฉันมีค่าไม่ว่าเธอจะตะโกนดังแค่ไหนฉันก็ไม่ได้ยินเรื่องใดๆก็ยากไปหมด

นี่คือเงื่อนไขสำคัญที่สุดของการสร้างภาวะผู้นำ และส่งผลเป็นความสำเร็จขององค์กร หากเงื่อนไขดังกล่าวไม่ได้รับการตอบสนองแล้ว อาการของปัญหาก็ปรากฏตามที่กล่าวข้างต้น 

ดังนั้น อาการปัญหาต่างๆในรูปของความสัมพันธ์ล้วนเป็นเรื่องปลายเหตุเบื้องลึกของเหตุแห่งปัญหาที่แท้จริงจึงเป็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ภายในระหว่างบุคคลหากคุณค่านี้ได้รับการตอบสนองแล้วอะไรๆก็ง่ายไปหมด

คุณสมบัตินี้สำคัญอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงภาวะผู้นำ เพราะภาวะผู้นำนี้มิได้วัดกันด้วยตำแหน่ง แต่วัดกันที่พฤติกรรมการแสดงออกว่า สะท้อนถึงความมีคุณค่าของบุคคลที่เราสัมพันธ์ด้วยมากน้อยเพียงใด

ดังนั้น ผู้นำนอกจากจะเป็นผู้นำโดยตำแหน่งแล้วยังต้องแสดงออกถึงคุณค่าและความหมายของผู้ตามด้วยเพราะองค์กรคือชีวิตเมื่อบุคคลได้รับการยอมรับได้รับความไว้วางใจเมื่อนั้นบุคคลจึงรู้สึกเข้มแข็งเกิดความเชื่อมั่นสามารถพัฒนาและขับศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่สามารถนำตนเองได้เกิดความมุ่งมั่นกระตือรือร้นเล่นเชิงรุกจากจุดนี้จะเป็นก้าวสำคัญนำไปสู่การเห็นคุณค่าในความแตกต่างใจจึงเปิดกว้างรับฟังเกิดความเข้าใจกันไว้วางใจกันเกิดศรัทธาเชื่อมั่นและยอมรับซึ่งกันและกันทั้งหมดนี้จึงนำไปสู่ภาวะผู้นำที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงสร้างทีมงานอย่างมีสวนร่วมเกิดการเชื่อมโยงที่สอดคล้องไปในแนวเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพองค์กรจึงมีความเข้มแข็งมั่นคงยั่งยืน

วอนช่วยเหลือ น้องเอ ครอบครัวดอยโอกาส ขาดรายได้ แม่พิการเป็นใบ้ หาเลี้ยง 3 ชีวิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

วอนช่วยเหลือ น้องเอ ครอบครัวดอยโอกาส ขาดรายได้ แม่พิการเป็นใบ้ หาเลี้ยง 3 ชีวิต

วอนช่วยเหลือ น้องเอ ครอบครัวดอยโอกาส ขาดรายได้ แม่พิการเป็นใบ้ หาเลี้ยง 3 ชีวิต

31 สิงหาคม 2563 – 14:21 น.

วอนผู้ใจบุญช่วยเหลือครอบครัวน้องเอ ฐานะยากจน แม่พิการเป็นใบ้ประทังเลี้ยง 3 ชีวิต น้องเอตอนนี้ไม่ได้เรียนหนังสือเพราะทางบ้านมีฐานะยากจน

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่บ้านแม่แจ๋ม ม.1 ต.แจ้ซ้อน อ.เมืองปาน จ.ลำปาง ซึ่งเป็นบ้านของน้องเอ อายุ 15 ปี อาศัยอยู่ภายในกระต๊อบบนดอย ซึ่งมีสภาพเก่าใกล้ทรุดโทรม ทุกวันนี้ครอบครัวมีรายได้จากการรับจ้างทำงานของพ่อเพียงคนเดียว โดยรับจ้างเก็บใบเหมี้ยงและรับจ้างทั่วไปภายในหมู่บ้าน ได้ค่าจ้างประมาณวันละ 200-300 บาท วันไหนไม่มีงานก็ไม่มีรายได้ ส่วนแม่พิการเป็นใบ้ตั้งแต่กำเนิดไม่ได้ไปทำงานที่ไหน อยู่บ้านคอยหุงหาอาหารให้พ่อและน้องเอ ในส่วนของน้องเอตอนนี้ไม่ได้เรียนหนังสือเพราะทางบ้านมีฐานะยากจน ก่อนหน้านั้นได้บวชเรียนในตัวเมืองลำปางและได้ทำการสึกออกมาได้เมื่อไม่นานมานี้

หลังทราบข่าวความลำบากของน้องเอได้มีตัวแทนพรรคพลังประชาธิปไตย โดยคุณพลพงศ์ พงษ์สุพัฒน์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 2 ลำปาง เป็นตัวแทนพรรคพลังประชาธิปไตย นำเงินไปมอบให้ส่วนหนึ่งเพื่อช่วยเหลือในเบื้องต้นและจะหาทางช่วยเหลือในเรื่องความเป็นอยู่ของน้องเอและครอบครัวต่อไป

จากการสอบถาม ผู้ใหญ่สมบัติ ปาแก้ว ผู้ใหญ่บ้านบ้านแม่แจ๋ม หมู่ 1 ต.แจ้ซ้อน อ.เมืองปาน จ.ลำปาง ได้ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่าครอบครัวของน้องเอ มีฐานะยากจนจริงๆ ทุกวันนี้มีพ่อเป็นคนหาเงินเลี้ยงครอบครัวทั้งหมด ส่วนแม่ก็ไม่ได้ทำงานอะไรเพราะพิการเป็นใบ้ สื่อภาษาไม่รู้เรื่อง อยู่แต่ภายในบริเวณบ้าน ทำงานบ้านและทำอาหารให้ครอบครัว ส่วนน้องเอก็ช่วยงานพ่อเล็กๆน้อยๆจะมีงานบ้างตามโอกาส ช่วงเย็นจะช่วยพ่อนำใบเหมี้ยงที่นึ่งสำเร็จแล้วไปส่งให้ร้านค้าภายในหมู่บ้าน ตนเองในฐานะพ่อบ้านจึงฝากวิงวอนท่านผู้ใจบุญ ที่มีจิตศรัทธาอยากช่วยเหลือครอบครัวน้องเอ สามารถบริจาคได้ตามบัญชีของธนาคาร ชื่อบัญชี นางสาวเจียมใจ แซ่ลิ้ว เลขบัญชี 020018197864 ธนาคาร ธกส. หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามมาได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 098-8022339 ซึ่งเป็นเบอร์โทรศัพท์ของผู้ใหญ่สมบัติได้ตลอดเวลา

วอนช่วยเหลือ น้องเอ ครอบครัวดอยโอกาส ขาดรายได้ แม่พิการเป็นใบ้ หาเลี้ยง 3 ชีวิต

อัมรินทร์ วะนะวิเชียร ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดลำปาง

นักท่องเที่ยว ตื่นตา ฝูงนกเงือกบินโชว์ ที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ พบมากสุดในรอบ 10 ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

นักท่องเที่ยว ตื่นตา ฝูงนกเงือกบินโชว์ ที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ พบมากสุดในรอบ 10 ปี

นักท่องเที่ยว ตื่นตา ฝูงนกเงือกบินโชว์ ที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ พบมากสุดในรอบ 10 ปี31 สิงหาคม 2563 – 11:48 น.

นักท่องเที่ยว ตื่นตา ฝูงนกเงือกบินโชว์ เผยพบมากสุดในรอบ 10 ปี ที่ช่องเย็นกลางม่านหมอก นกบินว่อน นักท่องเที่ยวแห่ดูนก และนอนนับดาว เดินส่องสัตว์ สัมผัสอากาศหนาว ที่ช่องเย็น ขุนน้ำเย็น อุทยานแห่งชาติแม่วงก์

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2563 ที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มี นกเงือก จำนวนมากในรอบ10 ปี บินผ่านมาบริเวณช่องเย็น ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่นิยมกันมากางเต้นท์นอน สร้างความตื่นเต้นแก่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เนื่องจาก ฝูงนกเงือกดังกล่าว ไม่มีอาการตื่นกลัว และบินเข้ามาในระยะใกล้ๆ นับเป็นอีกหนึ่งสีสันของการท่องเที่ยวผืนป่าตะวันตกมีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอปางศิลาทองจังหวัดกำแพงเพชรและอำเภอแม่วงก์และอำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็น แหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร ตามเทือกเขาสูงชันก่อกำเนิดเป็นน้ำตกที่สวยงาม 4-5 แห่ง มีแหล่งท่องเที่ยว ที่ขุนน้ำเย็นและช่องเย็น มีลานกางเต้นท์ มีคำนิยามที่กล่าวว่าไม่ว่าประเทศไทยจะร้อนสักเพียงใด แต่ที่ช่องเย็นจะมีอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี มีวิวให้ถ่ายรูปสวยๆแบะจุดที่เป็นไฮไลท์คือ จุดชมวิวภูสวรรค์ ทางขึ้นเขาราวๆ 300 เมตร ชมพระอาทิศขึ้นและพระอาทิตย์ตกที่สวยงามที่สุดและเป็นแหล่งดูนกที่สำคัญแห่งหนึ่ง ของเมืองไทย ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของนกหลากหลายชนิด มีจุดดูนกอยู่ตามถนนสายคลองลาน-อุ้มผาง ในช่วงนี้ เป็นช่วงที่มีนกนานาชนิดบินผ่าน โดยนกชนิดที่เด่น และเป็นที่สนใจของนักส่องนกมากๆ คือ นกเงือกคอแดง (Rufous necked Hormbill) เป็นนกที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของรักแท้ เป็นนกนักปลูกป่า และเป็นนกที่ใช้เป็นตัวชี้วัดถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ปัจจุบันนกชนิดนี้หาพบได้ยากและใกล้สูญพันธุ์

นอกจากนี้ ยังมีนกอีกชนิดหนึ่ง ที่มีความเด่นและเป็นที่สนใจไม่แพ้กัน คือ นกเงือกกรามช้าง (Wreathed Hornbill) รวมทั้งนกชนิดอื่นที่ตอนนี้นักท่องเที่ยวบันทึกได้แล้วกว่า 300 ชนิด นายอาทิตย์ นิมา นักถ่ายภาพพัฒนาเมือง จ.นครสวรรค์ ผู้ถ่ายภาพนกเงือกได้ ช่วงเวลา 8.45 น.บริเวณป้ายช่องเย็น กล่าวว่า วันนี้อากาศที่ป่าขุนน้ำเย็นและช่องเย็น ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ดีมากประกอบโชคดีมากๆ สมกับความตั้งใจที่ได้วางแผนเอาไว้ก่อนถ่ายภาพ ได้เห็นแบบระยะใกล้ๆ เป็นนกเงือกกรามช้างรวมฝูงถึง 30 ตัว ที่บริเวณช่องเย็น ซึ่งในรอบ 10 ปี ที่ได้เห็นเป็นฝูงๆ 30 ตัว ไม่ใช่จะได้พบเห็นบ่อยๆ ขณะที่นกเหงือกฝูงนี้อยู่ในผืนป่าตะวันตก บินผ่านร่องเขาช่องเย็น บินข้ามไปทางอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า

นักท่องที่อยู่ในบริเวณลานกางเต็นท์ที่ช่องเย็น ต่างตะลึงที่เห็นนกเงือกฝูงใหญ่ นกเงือกกรามช้าง(Wreathed Hornbill)สวยงามมากๆ รีบลุกเงยหน้ามองบนท้องฟ้าตอนที่นกฝูงนี้บินผ่าน เสียงปีกกระทบอากาศ ทำให้เกิดเสียงดังไปทั่วบริเวณผืนป่าแม่วงก์ ซึ่งในฝูงกว่า30ตัว ส่วนใหญ่จะเป็นนกเหงือกหนุ่ม (เพศผู้) ส่วนนกเหงือกสาว (เพศเมีย) เห็นอยู่มีประมาณ 3 ตัว บินรวมๆกันมา โดยนกเหงือกกรามช้างจะมีขนาดความยาวจากหัวถึงหางประมาณ 75-100 ซ.ม. (1 เมตร) จะมีงอยปากยาว มีโหนกเป็นลอนหยัก บริเวณด้านบนของปาก ปากด้านข้างเป็นรอยสัน เพศเมีย มีถุงใต้คอสีฟ้า ส่วนเพศผู้ถุงใต้คอสีเหลือง ทั้ง 2 เพศ มีขีดดำ 2 ข้าง ลำตัวสีดำปอด หางมีสีขาว เหมือนๆกัน ทั้งนี้ ฤดูกาลที่จะดู ในเดือนสิงหาคม ถึงเดือนกันยายน โดยเฉพาะที่ช่องเย็นเป็นที่นิยมของนักดูนกทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ เหมาะแก่การชมที่สุด

นายกิติพัฒน์ ธาราภิบาล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแม่วงก์กล่าวว่า จากการ Mr. Artid Nima นักพัฒนาเมือง และนักถ่ายภาพ จากจังหวัดนครสวรรค์ และนักท่องเที่ยวพบนกนานาชนิดรวมฝูงและฝูงนกเงือกกรามช้าง รวมเกือบ 30 ตัว บินไปทั่วป่าขุนน้ำเย็น ช่องเย็น และนักท่องเที่ยวยังสามารถถ่ายภาพนกเหงือกคอแดง ที่เกาะอยู่ตามต้นไม้ในป่าได้ สื่อให้เห็นถึงการวิวัฒนาการการคัดเลือกโดยธรรมชาติ การที่พบนกเงือกจำนวนมากในวันเดียว ในรอบ 10 ปี ที่เพิ่งได้เห็นนกเหงือกที่บินผ่านมาเป็นฝูงใหญ่ บ่งบอกว่านกเงือกออกหากินผลไม้ และบินสำรวจเส้นทาง รวมทั้งบินรวมกลุ่มหาคู่ครองผสมพันธ์ โดยเป็นสัตว์ที่มีความสามารถในการแข่งขันตามธรรมชาติสูง ดังนั้นถ้าเขาไม่ถูกรบกวนจากมนุษย์ เขาจะสามารถดำรงพันธุ์ได้ต่อเนื่องอีกยาวนาน

ขณะเดียวกันนกเงือกยัง เป็นนักปลูกป่าที่ช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์ไม้ไปทั่วพื้นป่า เป็นนกที่เบ่งบอกถึงดัชนีชี้วัดบอกความสมบูรณ์ของพื้นป่า และ สื่อให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าของอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่นอกจากจะมีสัตว์ป่าที่หลากหลายและชุกชุมแล้ว ผืนป่าก็ยังเป็นผืนป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ และคงความอุดมสมบูรณ์สูงด้วยสำหรับนกเงือกกรามช้าง เป็นนกในวงศ์นกเงือกมีความลำตัวหัวถึงหางยาว 75–100 ซม. เพศผู้หนัก 1.8-3.65 กก. เพศเมียหนัก 1.36-2.7 กก. มีงอยปากด้านข้างเรียบมีสีแดง ทั้งสองเพศมีหางสีขาว ตัวผู้หน้าและคอมีสีขาว กระหม่อมสีน้ำตาลแดง ถุงใต้คอสีเหลือง ตัวเมียมีสีดำทั้งหัว คอและตัว ถุงใต้คอสีฟ้า ปกตินกเงือกกรามช้างปากเรียบจะอยู่กันเป็นฝูง ฝูงละ 6-20 ตัว นอกฤดูทำรังอาจรวมฝูงขนาดใหญ่จำนวนหลายร้อยตัวบินเก่งสามารถบินหากินได้เป็นระยะทางไกลๆ เสียงร้องคล้ายเสียงเห่า แหบๆ สั้นๆ จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวมาเที่ยวช่องเย็นกลางม่านหมอก นกบินว่อน และนอนนับดาว เดินส่องสัตว์ สัมผัสอากาศหนาว ที่ช่องเย็น โดยขุนน้ำเย็น มีกิจกรรมให้ผู้ชื่นชอบธรรมชาติได้มีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ พาชมดาวทางช้างเผือก ส่องสัตว์กลางคืน เช้าเดินท่องธรรมชาติชมน้ำตกธาราภิบาล ด้วย

วิทยา จตุรภาค ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดกำแพงเพชร

ลมรั่วในเยื่อหุ้มปอดอันตราย…อาจถึงเสียชีวิตได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ลมรั่วในเยื่อหุ้มปอดอันตราย…อาจถึงเสียชีวิตได้

ลมรั่วในเยื่อหุ้มปอดอันตราย...อาจถึงเสียชีวิตได้31 สิงหาคม 2563 – 09:45 น.

ลมรั่วในเยื่อหุ้มปอดอันตราย…อาจถึงเสียชีวิตได้

         
ภาวะลมในเยื่อหุ้มปอดที่เกิดขึ้นเอง (spontaneous pneumothorax) หรือเรียกว่าโรคปอดรั่ว เป็นภาวะที่ถุงลมที่พองผิดปกติในปอดจนเกิดการแตกขึ้นมา ทำให้ลมมีการสะสมในช่องเยื่อหุ้มปอดจนส่งผลทำให้กดเบียดเนื้อปอดบางส่วน และบางรายสามารถเบียดไปยังหัวใจและอาจส่งผลทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งจำเป็นต้องรีบรับการรักษาอย่างเร่งด่วน เพราะถ้ารักษาเร็วจะสามารถลดความอันตรายถึงแก่ชีวิตที่จะเกิดได้ โดยกลุ่มโรคนี้จะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม 


กลุ่มแรก คือ ภาวะลมในเยื่อหุ้มปอดที่เกิดขึ้นเองแบบปฐมภูมิ (Primary spontaneous pneumothorax ; PSP) ซึ่งมักพบในกลุ่มวัยรุ่น โดยอุบัติการณ์โรคที่จะเกิดในเพศชายและเพศหญิง คือ 24 และ 10 ราย จากจำนวน 100,000 รายต่อปี โดยกลุ่มนี้มีความเสี่ยงอาจเกิดจากการสูบบุหรี่ ทั้งยังมีรายงานการศึกษาถึงความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ที่ส่งผลต่อภาวะลมรั่วในเยื่อหุ้มปอด  ซึ่งในบางรายอาจพบผู้ป่วยที่เกิดจากภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ ( Endometriosis) หรือ ลมรั่วตามประจำเดือน  ( catamenial pneumothorax ) โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เกิดในช่วงที่มีประจำเดือนควบคู่กัน โดยในกลุ่มแรกการรักษาด้วยการผ่าตัดค่อนข้างเข้ามามีบทบาทค่อนข้างสูงและได้ผลลัพธ์ที่ดีและสามารถลดอาการได้
              

กลุ่มที่สอง คือ ภาวะลมในเยื่อหุ้มปอดที่สัมพันธ์กับโรคอื่น (Secondary pneumothorax) โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้มักเป็นผู้สูงอายุ และมีโรคประจำตัวร่วมด้วย เช่น ถุงลมโป่งพองเรื้อรัง หรือ โรคทางปอดอย่างอื่น  โดยส่วนใหญ่อาการของผู้ป่วยที่มีภาวะลมรั่วในเยื่อหุ้มปอดอาจมีอาการตั้งแต่เจ็บแน่นหน้าอกฉับพลัน หายใจหอบเหนื่อยและในรายที่มีอาการมาก อาจเกิดภาวะที่เรียกว่า Tension pneumothorax โดยผู้ป่วยจะมีอาการอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นและมีความดันโลหิตต่ำ โดยภาวะนี้เกิดจากลมรั่วจากถุงลมในเยื่อหุ้มปอดมีปริมาณมากจนไปกดเบียดหลอดเลือดดำใหญ่ที่เข้าที่หัวใจ ส่งผลทำให้หัวใจไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้อย่างปกติ และอาจทำให้เสียชีวิตได้ 


การรักษาลมรั่วในเยื่อหุ้มปอด ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมาพบแพทย์ เมื่อมีอาการแน่นหน้าอกอยู่แล้ว เมื่อแพทย์ได้ทำการเอกซเรย์และวินิจฉัยว่ามีลมรั่วในเยื่อหุ้มปอดแล้ว ในกรณีที่ลมรั่วมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์  ผู้ป่วยจำเป็นต้องใส่สายระบายทรวงอก เพื่อระบายลมที่รั่วออกมา โดยขั้นตอนถัดไป คือการตรวจหาสาเหตุของโรค  ในปัจจุบันการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ( CT scan ) ได้เข้ามามีบทบาทค่อนข้างมากในการหาตำแหน่งและจุดที่เกิดการรั่ว และสาเหตุของลมรั่วในเยื่อหุ้มปอด ในกรณีที่ผู้ป่วยตรวจเจอว่ามีถุงลม (subpleural bleb) กลุ่มนั้นมีโอกาสเสี่ยงที่จะกลับมาเป็นซ้ำมากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์  
             

การผ่าตัดภาวะลมรั่วในเยื่อหุ้มปอดนั้น ในปัจจุบันแนวทางในการรักษาภาวะลมรั่วในเยื่อหุ้มปอด สามารถทำได้โดยการผ่าตัดผ่านการส่องกล้อง (Video Assisted Thoracoscopic surgery; VATS) ซึ่งเป็นการผ่าตัดแผลเล็กขนาด 2-3 เซนติเมตรบริเวณซี่โครง โดยเป้าหมายของการผ่าตัดรักษา คือ การจัดการกับสาเหตุของลมรั่วในปอด โดยการตัดถุงลม (blebs, bullae) ที่แตกร่วมกับการสร้างพังผืด(surgical pleurodesis) ระหว่างเยื่อหุ้มปอด เพื่อลดอัตราการกลับมาเป็นซ้ำ โดยข้อดีของการผ่าตัดส่องกล้องนั้น   คือสามารถลดภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้น ลดอาการปวดจากการผ่าตัด รวมไปถึงลดระยะเวลาการนอนพักรักษาโรงพยาบาลหลังการผ่าตัด สอบถามรายละเอียดการรักษาได้ที่ เฟซบุ๊กผ่าตัดหัวใจและผ่าตัดส่องกล้อง คณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล  

โดย นพ. ศิระ  เลาหทัย
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หน่วยศัลยศาสตร์ทรวงอกและหัวใจ 
ภาควิชาศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล

นักท่องเที่ยวแห่ชมทะเลหมอก “อัยเยอร์เวง” กันอย่างคึกคักช่วงวันหยุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

นักท่องเที่ยวแห่ชมทะเลหมอก “อัยเยอร์เวง” กันอย่างคึกคักช่วงวันหยุด

นักท่องเที่ยวแห่ชมทะเลหมอก "อัยเยอร์เวง" กันอย่างคึกคักช่วงวันหยุด

31 สิงหาคม 2563 – 09:32 น.

นักท่องเที่ยวแห่ชมทะเลหมอก “อัยเยอร์เวง” กันอย่างคึกคักช่วงวันหยุด ที่มีความสวยงามอย่างสมบูรณ์ไม่แพ้ยอดดอยต่างๆในภาคเหนือ


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท) นำคณะผู้สื่อข่าวสำรวจและทดสอบสินค้าท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส-ปัตตานี-ยะลา โดยในเช้าวันนี้ได้นำคณะเข้าเที่ยวชมจุดชมวิวทะเลหมอกอัยเยอร์เวง ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของ อ.เบตง ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดชมทะเลหมอกที่สวยที่สุดของภาคใต้  ซึ่งพบว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาตั้งแต่เวลา 05.00 น.เพื่อรอชมแสงแรกของวันใหม่และทะเลหมอกที่มีความสวยงามอย่างสมบูรณ์ไม่แพ้ยอดดอยต่างๆในภาคเหนือ บนระดับความสูง 2,038 ฟุต จากระดับน้ำทะเล 

นักท่องเที่ยวแห่ชมทะเลหมอก "อัยเยอร์เวง" กันอย่างคึกคักช่วงวันหยุด
นักท่องเที่ยวแห่ชมทะเลหมอก "อัยเยอร์เวง" กันอย่างคึกคักช่วงวันหยุด

สำหรับจุดชมวิวทะเลหมอกอัยเยอร์เวงนั้น ขึ้นชื่อในเรื่องของการชมพระอาทิตย์ขึ้นรับแสงแรกของวัน ควบคู่ไปกับการชมทะเลหมอกอันงดงาม ซึ่งสามารถเห็นทะเลหมอกได้ตลอดทั้งปี นอกจากนี้ก็ยังมีวิวทิวทัศน์ของผืนป่าฮาลา-บาลา มีบรรดานกเงือกบินอวดโฉมให้ผู้มาเยือน มีวิวทะเลสาบเขื่อนบางลาง รวมถึงเมื่ออากาศเปิดสามารถมองไปไกลได้ถึงเขตพื้นที่ประเทศมาเลเซียเลยทีเดียว ทำให้หลังจากการปลดล็อกให้มีการเดินทางท่องเที่ยวกันในประเทศ ทำให้มีบรรดานักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอเบตง จ.ยะลากันอย่างคึกคักโดยเฉพาะช่วงวันหยุด
 

นักท่องเที่ยวแห่ชมทะเลหมอก "อัยเยอร์เวง" กันอย่างคึกคักช่วงวันหยุด
นักท่องเที่ยวแห่ชมทะเลหมอก "อัยเยอร์เวง" กันอย่างคึกคักช่วงวันหยุด
นักท่องเที่ยวแห่ชมทะเลหมอก "อัยเยอร์เวง" กันอย่างคึกคักช่วงวันหยุด

อช.แม่ปืม พร้อมภาคีปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

อช.แม่ปืม พร้อมภาคีปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ

อช.แม่ปืม พร้อมภาคีปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ

30 สิงหาคม 2563 – 17:33 น.

จ.พะเยา อช.แม่ปืม จับมือ อปท สถานศึกษาและอาสาสมัครพิทักษ์อุทยานฯ ปลูกป่าถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพัน

วันนี้ ( 30 สิงหาคม 2563 ) ที่พื้นที่ป่าอุทยานหางชาติแม่ปืม บริเวณป่าบ้านไร่อ้อย ม.5 ต.บ้านเหล่า อ.แม่ใจ จ.พะเยา นายมงคล  แพ่งประสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติแม่ปืม (PAC) นายวุฒิพงษ์ ดงคำฟู หน.อุทยานแห่งชาติแม่ปืม หน่วยดับไฟป่าแม่ปืม อปท.ฝ่ายปกครอง อาสาสมัครพิทักษ์อุทยานและนักเรียบน ร.ร.แม่ใจวิทยาคม และชมรม “ฮักบ้านเกิด” อ.แม่ใจ รวมทั้งบสิ้นกว่า 100 คนได้พร้อมใจกันปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพนะชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2563

นายวุฒิพงษ์ เปิดเผยว่า อุทยานแห่งชาติแม่ปืมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทีทรงมีต่อการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จึงได้จัดกิจกรรมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ ขึ้น โดยได้ปลุกป่าในพื้นที่จำนวน 5 ไร่ ประกอบด้วยไม้ ประดู่ ไม่ยางนา ไม่มะค่า มะขามป้อมและไม้สัก จำนวนกว่า 500 ต้น เพื่อฟื้นฟูสภาพป่า ต้นน้ำ ลำธารที่เสื่อมโทรมให้กลับคืนความอุดมสมบูรณ์  ปลุกจิตสำนึกเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า เพื่อให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐ เอกชน และประชาชน ร่วามกันบำเพ็ญกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ อันเป็นการสนองพระราชดำริด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า

ด้านนายมงคล เปิดเผยว่า เนื่องจากตนเองมีบทบาททั้งการทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติแม่ปืม และเป็นครูสอนที่ ร.ร.แม่ใจวิทยาคม จึงได้นำนักเรียนจิตอาสาของทางโรงเรียนเข้าร่วมกิจกรรมการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ ในครั้งนี้ เพื่อฝึกให้เด็กๆเยาวชนได้รู้จักการทำงานร่วมกับชุมชน การฝึกบำเพ็ญประโยชน์และเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ซึ่งจะเป็นพื้นฐานติดตัวนร.เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต 

นพพร ทาทาน ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.พะเยา