New Normal : ส่องไลฟ์สไตล์เสริมความงามของชาวภารตหลังโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629930

วันที่ 05 ส.ค. 2563 เวลา 08:18 น.New Normal : ส่องไลฟ์สไตล์เสริมความงามของชาวภารตหลังโควิดCOVID-19 สร้าง New Normal ให้ชาวอินเดียนิยมเสริมความงามที่บ้าน

ตั้งแต่โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 (COVID-19) แพร่ระบาดในอินเดีย ตัวเลขยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อและสินค้าจำเป็นสำหรับการป้องกันโรคเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และยังมีสินค้าอีกประเภทหนึ่งที่มียอดขายเพิ่มขึ้นเช่นกันคือผลิตภัณฑ์สำหรับการดูแลความงาม ตัดแต่งทรงผม หนวด เคราด้วยตัวเอง หรือที่เรียกว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์กรูมมิ่ง (Grooming) เนื่องจากช่วงล็อคดาวน์และการปิดตัวชั่วคราวของร้านเสริมสวยต่างๆ นั้น ชาวอินเดียจึงต้องหัดดูแลตัวเองที่บ้าน จนกลายเป็นอีกหนึ่ง New Normal ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ข้อมูลจาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงนิวเดลี รายงานว่าตลาดอีคอมเมิร์ซยอดนิยมของอินเดียมียอดซื้อสินค้ากรูมมิ่งเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะสินค้าดูแลผม ผิวหน้า เล็บมือ และเล็บเท้า โดยใน Amazon.in นั้น อุปกรณ์ตัดผม โดยมียอดขายเพิ่มขึ้นมากกว่า 7 เท่าในช่วงสถานการณ์ซึ่งแทบจะถือว่าเป็นเรื่องใหม่ของอินเดียที่ผู้คนตัดผมเองที่บ้าน ส่วนใน Flipkart.com เองก็มีแนวโน้มในการซื้อสินค้ากรูมมิ่งเพิ่มขึ้นทั่วอินเดีย ไม่ใช่แค่ในเมืองใหญ่เท่านั้น แต่เมืองรอง เช่น อินดอร์ อาห์มดาบัด และดิสปูร์ ก็มีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน เห็นได้จากการค้นหาสินค้าเหล่านี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า ซึ่งผู้บริโภคซื้อสินค้ากรูมมิ่งในทุกระดับราคา และสนใจคุณสมบัติของสินค้ามากกว่าแบรนด์

ทั้งนี้ การเติบโตของยอดจำหน่ายสินค้ากรูมมิ่งไม่ได้เพิ่มขึ้นเฉพาะบนร้านค้าออนไลน์เท่านั้น แต่ยังเพิ่มขึ้นในร้านค้าออฟไลน์เช่นกัน โดยเฉพาะในระยะแรกของการล็อคดาวน์ ที่ร้านค้าอีคอมเมิร์ซได้รับอนุญาตให้จัดส่งเฉพาะสินค้าจำเป็นเท่านั้น ผู้คนจึงต้องหันมาพึ่งพิงร้านค้าทั่วไปเป็นหลัก ดังเช่นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ Havelles India คือในช่วงเวลาปกติได้รับคำสั่งซื้อราวร้อยละ 45 จากบริษัทอีคอมเมิร์ซ แต่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัทกลับได้รับความสนใจจากร้านออฟไลน์มากกว่า โดยมียอดขายเครื่องตัดแต่งขน (Trimmer) เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 ส่วนแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างฟิลิปส์ (Phillips) เองก็มียอดขายสินค้ากรูมมิ่งสำหรับผู้หญิงและผู้ชายเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 45-50

อีกหนึ่งแนวโน้มที่น่าสนใจในช่วงโควิด-19 คือสินค้าดูแลผิวพรรณ (Skincare) ได้รับความสนใจมากกว่าเครื่องสำอาง โดยพบว่าผู้คนจากอินเดียเหนือ ตะวันตก และใต้สนใจสินค้าดูแลผิวพรรณมากที่สุด ส่วนผู้บริโภคจากอินเดียตะวันออกนั้นสนใจสินค้าดูแลผมมากกว่า

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า “ในปี พ.ศ. 2562 ประเทศไทยส่งออกเครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณไปอินเดียรวมมูลค่า 118.1 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้าที่อินเดียนำเข้าจากไทยมากที่สุด คือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าหรือบำรุงผิว หัวน้ำหอมและน้ำหอม ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม ผลิตภัณฑ์อาบน้ำดับกลิ่นตัวและที่โกนหนวด สบู่ และผลิตภัณฑ์สำหรับช่องปาก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ตลาดสินค้าความงามและผลิตภัณฑ์กรูมมิ่งในอินเดียมีแนวโน้มที่จะเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่หลายอุตสาหกรรมประสบปัญหา แต่ยอดขายสินค้าบางประเภทอย่างสินค้าดูแลความงามด้วยตัวเองที่บ้าน ยังมีแนวโน้มการเติบโตมากขึ้น ส่วนสินค้าที่มียอดขายลดลง เช่นลิปสติก ก็เป็นเพียงแนวโน้มชั่วคราวเท่านั้น ตลาดอินเดียจึงยังคงเป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับสินค้าความงามและผลิตภัณฑ์กรูมมิ่ง ผู้ประกอบการที่ต้องการขยายตลาดไปอินเดียควรศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งชายและหญิง เพื่อพัฒนาสินค้าให้เข้ากับการใช้งานมากขึ้น โดยอาจติดตามแนวโน้มสินค้าที่เป็นที่นิยมได้จากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซด้านสินค้าดูแลตัวเองของอินเดีย อาทิ Nykaa, Purplle และ NewU เป็นต้น”

ในแต่ละปีอินเดียจะมีงานแสดงสินค้าสำคัญเกี่ยวกับสินค้าความงามจัดขึ้น อาทิ International Beauty & Spa Expo หรือ Professional Beauty India ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าร่วมงานได้ เพื่อขยายตลาดสินค้า สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับธุรกิจ โดยสามารถขอรับการสนับสนุนจากโครงการ SMEs Pro-active ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดขึ้น ศึกษาข้อมูลและหลักเกณฑ์โครงการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page: SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-507-7783 และ 02-507-7786

มะเร็งไทรอยด์ Top 7 มะเร็งร้ายที่พบในเพศหญิง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629964

วันที่ 05 ส.ค. 2563 เวลา 07:35 น.มะเร็งไทรอยด์ Top 7 มะเร็งร้ายที่พบในเพศหญิงเเพทย์เผยมะเร็งต่อมไทรอยด์พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ชี้ตรวจเจอเร็วสามารถรักษาให้หายขาดได้

จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งประเทศไทย นายแพทย์สมศักดิ์ อรรมศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เผยว่า เราพบผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์รายใหม่ประมาณ 2,800 ราย โดยส่วนใหญ่จะพบมะเร็งต่อมไทรอยด์ในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย จัดอยู่ในอันดับ 7 ของมะเร็งทั้งหมดที่พบในเพศหญิง ส่วนในเพศชายแม้จะพบน้อยกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงของการเกิดโรคเช่นกัน มะเร็งไทรอยด์เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในต่อมไทรอยด์ และพัฒนาเป็นก้อนมะเร็งขึ้น และอาจจะขยายโตขึ้นเรื่อยๆ สามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้

ปัจจุบันยังไม่สามารถบอกได้อย่างแน่ชัดว่ามะเร็งไทรอยด์เกิดจากสาเหตุใด แต่มีหลายปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยง เช่น

  • การได้รับรังสีบริเวณลำคอหรือบริเวณต่อมไทรอยด์
  • เคยเป็นโรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์
  • ขาดธาตุอาหารไอโอดีน
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ เป็นต้น

มะเร็งไทรอยด์ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการใดๆ แต่เมื่อเซลล์มะเร็งเจริญเติบโตขึ้น ผู้ป่วยอาจคลำพบก้อนนูนใต้ผิวหนังบริเวณกึ่งกลางลำคอ ซึ่งอาจพบเพียงก้อนเดียวหรือหลายก้อนก็ได้ และอาจพบอาการป่วยอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น เสียงแหบ หายใจลำบากหรือหายใจมีเสียงหวีด กลืนลำบากหรือรู้สึกเจ็บขณะกลืน เจ็บบริเวณลำคอ ต่อมน้ำเหลืองที่ลำคอบวม

ทางด้านผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อผู้ป่วยมีอาการผิดปกติมาพบแพทย์ เบื้องต้นแพทย์จะทำการซักประวัติ โรคประจำตัว และการสัมผัสปัจจัยเสี่ยงต่างๆ รวมถึงการตรวจเลือด และหากสงสัยว่าผู้ป่วยอาจเป็นมะเร็งไทรอยด์ แพทย์อาจวินิจฉัยด้วยวิธีอื่นเพิ่มเติม เช่น การทำอัลตราซาวด์ การตรวจด้วยไอโอดีนรังสี การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ การทำไทรอยด์สแกน และการตรวจชิ้นเนื้อ ผู้ป่วยมะเร็งไทรอยด์จะได้รับการดูแลรักษาจากทีมแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจากสหวิชาชีพ เพื่อวางแผนวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับชนิดและระยะโรคของผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งการรักษามะเร็งไทรอยด์อาจทำได้หลายวิธี เช่น การผ่าตัด การรับประทานไอโอดีนรังสี การรับประทานยาฮอร์โมนไทรอยด์ การฉายรังสี การทำเคมีบำบัด

สำหรับการป้องกันโรคแม้จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดแต่เราสามารถป้องกันโรคได้ จากการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เลือกรับประทานอาหารที่มีไอโอดีนสูง และตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี หากตรวจพบโรคในระยะเริ่มแรกจะทำให้การรักษาได้ผลดีและมีโอกาสหายจากโรคสูง

Midtown Thai เสิร์ฟอาหารไทยโบราณสไตล์โมเดิร์น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/629902

วันที่ 04 ส.ค. 2563 เวลา 14:15 น.Midtown Thai เสิร์ฟอาหารไทยโบราณสไตล์โมเดิร์นชูรสชาติความเป็นไทยในสยามพารากอน “Midtown ThaiI (มิดทาวน์ ไทย)” ปรับโฉมใหม่เน้นรสชาติตำรับไทยแท้ที่ถูกถ่ายทอดความละเมียดละไมจากรุ่นสู่รุ่น

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน รสชาติอาหารไทยก็ยังคงครองใจคนทั่วโลก โพสต์ทูเดย์ รีวิวกินเที่ยวครั้งนี้พาไปกันที่ร้าน Midtown Thai (มิดทาวน์ ไทย) ร้านอาหารไทยสไตล์โมเดิร์นที่นำเสนอรสชาติอาหารแบบไทยแท้ดั้งเดิม ซึ่งมาคอนซ็ปต์ Modern Thai Cuisine with Authentic Thai Tastes โดยบริษัท เดอะ ลักซ์ ฟู๊ด จำกัด นำโดย อัครพงศ์ ดาโลดม ประธานกรรมการ และสวินณา ดาโลดม กรรมการผู้จัดการบริษัท เดอะ ลักซ์ ฟู๊ด จำกัด

ไม่ใช่แค่ความอร่อยที่บรรจงสรรค์สร้างสู่บรรดานักชิมเท่านั้นที่ทำให้ร้านนี้เป็นที่รู้จัก แต่เพราะด้วยการผสานความพิถีพิถันในการคัดสรรวัตถุดิบที่สดใหม่ บวกกับรสชาติอาหารที่สุดแสนกลมกล่อมจากความละเมียดละไมในสูตรที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และราคาที่บอกเลยว่าน่าคบหาสำหรับมื้ออาหารที่ถูกจัดเสิร์ฟบนห้างหรูใจกลางกรุงอย่างสยามพารากอน

ร้านนี้เปิดให้บริการมากว่า 7 ปี เดิมใช้ชื่อ Midtown Thai & International Bistro นำเสนออาหารไทยฟิวชั่นและไวน์คุณภาพสูง และในโอกาสการก้าวสู่ปีที่ 8 ได้ปรับรูปโฉมและคอนเซ็ปต์ใหม่เป็น Modern Thai Cuisine with Authentic Thai Tastes พร้อมทั้งสร้างภาพลักษณ์ที่ชัดเจนขึ้นให้กับแบรนด์ ทางด้านการตกแต่งนำเสนอออกมาในสไตล์ Neo Classic เชื่อมต่อศิลปะสมัยใหม่กับความสวยงามในอดีตผ่านโทนสีเขียว ขาว และทอง ที่มองแล้วรู้สึกสดชื่นผ่อนคลาย ให้บรรยากาศสบายๆ เหมือนนั่งกินข้าวบ้านเพื่อน พร้อมทั้งยังตั้งใจทำในสิ่งที่ถนัดมากที่สุดคือ อาหารไทยโบราณรสชาติดั้งเดิม

สำหรับชื่อร้าน ด้วยสถานที่ตั้งอยู่ใจกลางของกรุงเทพฯ ในศูนย์การค้าสยามพารากอน จึงเลือกที่ใช้ชื่อ  “Midtown Thai” จัดเสิร์ฟอาหารไทยแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ เน้นอาหารภาคกลางเป็นหลัก เพิ่มความหลากหลายด้วยอาหารอีสานรสจัดจ้านเอาใจคนรักความแซ่บ ทุกจานปรุงรสได้เข้าถึงเอกลักษณ์ความเป็นอาหารไทยดั้งเดิมอย่างแท้จริง

ด้านเมนูให้เลือกอิ่มอร่อยกว่าร้อยรายการ เริ่มด้วยเมนูที่ทุกโต๊ะต้องสั่งอย่าง ยำวุ้นเส้นโบราณ (180 บาท) ยำรสเด็ดตำรับโบราณจากสูตรของคุณแม่ เมนูง่ายๆ ที่ต้องผ่านกรรมวิธีหลายขั้นตอนก่อนจะได้รสชาติที่อร่อย จุดเด่นคือการเป็นยำวุ้นเส้นแบบแห้งที่ใส่สารพัดเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นหมูสับคั่วกระเทียม ถั่วลิสงคั่วใหม่ๆ และกุ้งแห้งทอดกรอบที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายเป็นที่สุด

ห้ามพลาดกับอาหารไทยโบราณซิกเนเจอร์ที่ขายดีตลอดกาลอย่าง ซี่โครงย่างมหัศจรรย์ (300 บาท) เมนูที่ผ่านขั้นตอนการทดลองมากกว่า 80 ครั้งกว่าจะได้สูตรที่ลงตัว เลือกใช้ซี่โครงหมูอ่อนชั้นดีหมักด้วยเครื่องปรุงสูตรเฉพาะของทางร้าน ทิ้งไว้นานข้ามวันจนซึมเข้าเนื้อก่อนนำไปย่าง ได้หมูที่นุ่มร่อนออกจากซี่โครง อัพความฟินเมื่อกินคู่กับน้ำจิ้มแจ่ว

อร่อยกันต่อกับสารพันเมนู อาทิ แกงเขียวหวานพริกขี้หนูเนื้อน่องลาย (290 บาท)แกงส้มชะอมกุ้งสด (220 บาท), ไก่สะเต๊ะ (180 บาท)

อิ่มคุ้มอร่อยครบกับชุดเนื้อปูผักพริกขี้หนู+หมูก้อนทอดกระเทียม (180 บาท), ชุดแกงพริกปลากะพง+ห่อหมกเนื้อปู (180 บาท), ส้มตำ-ไก่ย่างเขาสวนกวางครึ่งตัว เสริฟ์พร้อมข้าวเหนียวและผักสด

ปิดท้ายมื้อแห่งความอร่อยด้วยเมนูของหวานและเครื่องดื่ม แนะนำ ข้าวเหนียวมะม่วง, ไอศกรีมกะทิ, บัวลอยไข่หวานหม้อไฟ สำหรับคนรักสุขภาพต้องสั่งสมูทตี้ร้านนี้ที่รสชาติอร่อยถูกปาก เลือกผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อย ใส่ผักใบเขียวเพิ่มประโยชน์ เติมความหวานอย่างระมัดระวัง อาทิ ทรอปิคอลพายแอบเปิลบลูโยเกิร์ต (140 บาท), บลูแพสชั่นกรานิต้า (140 บาท) หรือจะลองเป็น พีชเลมอนกราสเอิร์ทเกรย์ไอซ์ที (120 บาท), ออเร้นท์บิตเตอร์คอฟฟี่ (120 บาท), โรสมัทฉะไอซ์ลาเต้ (120 บาท) ก็รับรองเลยว่าอร่อยถูกใจไม่แพ้กัน

อยากไปลิ้มรสชาติอาหารไทยรสชาติดั้งเดิมของร้าน Midtown Thai (มิดทาวน์ ไทย) สามารถไปกันได้ที่ชั้น 4 โซน Food Passage ศูนย์การค้าสยามพารากอน สอบถามโทร.02-129-4516 เฟซบุ๊ก Midtownthai

บริโภคโซเดียมอย่างไร ไม่ให้ไตทำงานหนัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629904

วันที่ 04 ส.ค. 2563 เวลา 08:44 น.บริโภคโซเดียมอย่างไร ไม่ให้ไตทำงานหนักแพทย์เตือนการบริโภคโซเดียมเกิน 2,400 ม.ก. หรือมากกว่า 1 ช้อนชาต่อวันจะทำให้ไตทำงานหนัก เสี่ยงความดันโลหิตสูง พร้อมแนะวิธีลดปริมาณโซเดียมเพื่อการทำงานที่ดีของไต

กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคทรวงอก เตือนการบริโภคโซเดียมในปริมาณมากเกินกว่า 2,400 มิลลิกรัม หรือมากกว่า 1 ช้อนชาต่อวัน จะทำให้ไตทำงานหนัก เสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูงและยิ่งมีโอกาสพบบ่อยเมื่ออายุมากขึ้น พร้อมแนะวิธีลดปริมาณโซเดียมเพื่อการทำงานที่ดีของไต

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โซเดียมเป็นส่วนประกอบของเกลือ ซึ่งเกลือ 1 กรัม จะมีโซเดียมประมาณ 400 มิลลิกรัม โดยร่างกายมีความต้องการโซเดียมประมาณ 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ถ้าได้รับมากร่างกายจะขับออกทางไตจะทำให้ไตทำงานหนัก ดังนั้น การที่ร่างกายได้รับโซเดียมในปริมาณที่พอเพียงไม่มากไม่น้อยจนเกินไปจะเกิดผลดีต่อการทำงานของไต ส่วนเกลือโซเดียม หรือเกลือแกงเป็นตัวหลักของสารที่ให้ความเค็มในเครื่องปรุงรสที่นิยมใช้ คือ น้ำปลา ซอสถั่วเหลือง ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ เต้าเจี้ยว ฯลฯ และยังใช้ในการถนอมอาหารประเภทหมักดอง เช่น ผักดอง ผลไม้ดอง ไข่เค็ม ปลาร้า ปลาเค็ม เนื้อเค็ม เป็นต้น]

นอกจากนี้ เกลือโซเดียมยังแฝงมากับอาหารอื่นๆ เช่น ขนมอบกรอบ ผงชูรส หากรับประทานอาหารที่เค็มจัดที่มีเกลือโซเดียม หรือเกลือแกงมากกว่า 6 กรัมต่อวัน หรือมากกว่า 1 ช้อนชาขึ้นไป จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะคนที่ไม่ชอบบริโภค ผัก ผลไม้

ทางด้าน นายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในแต่ละวันไม่ควรบริโภคโซเดียมเกินความต้องการของร่างกาย ซึ่งวิธีที่จะช่วยลดปริมาณการบริโภคโซเดียมมีหลายวิธี เช่น

  • หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารรสจัด และอาหารหมักดอง
  • ชิมอาหารทุกครั้งก่อนเติมเครื่องปรุง
  • เลือกบริโภคอาหารสด หรืออาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด
  • หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูป และขนมขบเคี้ยวที่มีเครื่องปรุงรสปริมาณมาก
  • ลดความถี่ของการบริโภคอาหารที่ต้องมีเครื่องปรุงน้ำจิ้ม และลดปริมาณน้ำจิ้มที่บริโภค
  • ทดลองปรุงอาหารโดยใช้ปริมาณเกลือ น้ำปลา ตลอดจนเครื่องปรุงรสอื่นๆ เพียงครึ่งหนึ่งที่กำหนดไว้ในสูตรปรุงอาหาร ถ้ารสชาติไม่อร่อยจริงๆ จึงค่อยเพิ่มปริมาณของเครื่องปรุงรส
  • ควรปลูกฝังนิสัยให้บุตรหลานรับประทานอาหารรสจืด โดยไม่เติมเกลือ ซีอิ๊วขาว น้ำปลา ตลอดจนซอสปรุงรสในอาหารเด็กและทารก
  • ควรบริโภคอาหารที่มีปริมาณโปแตสเซียมสูง เช่น ผักใบเขียวและผลไม้ จะสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้

สร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุธรรมชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629885

วันที่ 04 ส.ค. 2563 เวลา 07:45 น.สร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุธรรมชาติขยะพลาสติกเป็นปัญหาที่ทั่วโลกหาทางแก้ไข นำไปสู่เทรนด์การรักษ์โลกที่มุ่งเน้นการลดปริมาณขยะ ลดการใช้พลาสติก โฟม ทำให้มีแนวโน้มการใช้วัสดุทดแทนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กรมควบคุมมลพิษประมาณการว่า ขยะพลาสติกในไทยมีประมาณปีละมากกว่า 2 ล้านตัน คิดเป็น 12% ของปริมาณขยะมูลฝอยทั้งหมด ถึงแม้ว่าบางส่วนจะถูกกำจัดหรือนำกลับไปใช้ประโยชน์ แต่ก็มีอีกราว 1 ล้านตันที่ถูกทิ้งลงสู่ทะเล และจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยจอร์เจียในปีค.ศ. 2015 พบว่าประเทศไทยจัดเป็นอันดับ 6 ของโลกที่ทิ้งขยะพลาสติกลงสู่ทะเลมากที่สุดคิดเป็นปริมาณ 1.3 ล้านตันต่อปี ต่อมาในปี 2018 ภาครัฐได้กำหนดนโยบายออกมาตรการลดและยกเลิกการใช้พลาสติกเพื่อลดปริมาณขยะภายในประเทศ ซึ่งขยะพลาสติกของไทยที่พบได้มากที่สุดในทะเล ได้แก่ ถุง(13%) หลอด(10%) ฝาพลาสติก(8%) และภาชนะบรระจุอาหาร (8%)

ประเทศไทยมีการรณรงค์ส่งเสริมให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์รักษ์โลกและหลีกเลี่ยงการใช้พลาสติกและ โฟมอย่างต่อเนื่อง ทำให้การออกแบบผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการในยุคนี้ต้องคำนึงถึงปัญหาการกำจัดซากขยะ และการเลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติที่ใช้แล้วสามารถปลูกทดแทนขึ้นมาใหม่ เพื่อรักษาปริมาณทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่อีกทางหนึ่งด้วย

จากปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์รักษ์โลกรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นมามากมาย ที่ผู้ประกอบการไทยคิดค้นผลิตออกมาใหม่เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม และเหมาะสมกับการใช้งาน

บริษัท ตบชวา จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมกันกระแทกที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ ด้วยคุณสมบัติของก้านผักตบชวาที่มีใยฟองน้ำด้านใน สามารถป้องกันสินค้าของคุณจากการกระแทกได้เป็นอย่างดี (ใช้แทนเม็ดโฟม) เหมาะสำหรับการขนส่งวัสดุ อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาขยะทางน้ำ ด้วยการนำ “ผักตบชวา” มาสร้างให้เกิดประโยชน์อีกครั้ง

ตบชวา เริ่มมาจากไอเดียของ วศการ ทัพศาสตร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง สั่งของเล่นจากต่างประเทศเพื่อนำมาขายต่อ แล้ววัสดุกันกระแทกด้านในล้วนแต่เป็นพลาสติกหรือโฟมที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรต่อได้ จึงนึกถึงผักตบชวาที่เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำลำคลอง ซึ่งตบชวารูปลักษณะเป็นป้องและมีใยฟองน้ำด้านใน มีคุณสมบัติในการกันกระแทกที่สามารถนำมาใช้ทดแทนได้ และข้อดีอีกอย่างคือเป็นวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ จากนั้นเลยได้มีการนำผักตบชวามาทดลองแพ็คสินค้า พร้อมจัดส่งจริงในระหว่างกลุ่มเพื่อน และส่งไปให้ทดลองใช้เอง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นเกินคาดและได้รับคำชมมากมาย แต่ก็จะมีข้อเสนอแนะจากกลุ่มเพื่อนบ้างว่าควรปรับตรงไหน และนำข้อเสนอแนะต่างๆนำมาพัฒนาให้ดีที่สุด จนเข้าสู่การสร้างแบรนด์ตบชวา กันกระแทก ณ ปัจจุบัน

ตบชวา ที่มีดีไม่ใช่แค่รักษ์โลก แต่ยังสามารถช่วยเสริมสร้างอาชีพให้แก่ชุมชนอีกมากมาย จุดประสงค์หลักที่มุ่งหวังไว้ คือการสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยการนำผักตบชวาหรือวัชพืชทางน้ำ มาแปรรูปให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์กันกระแทก “ตบชวา” นอกจากนี้แล้ว ยังส่งผลให้แม่น้ำ ลำคลองนั้นดี และใสสะอาดขึ้นตามมาอีกด้วย แม้ประโยชน์เหล่านี้อาจจะไม่ทำให้ลดจำนวนผักตบหมดไปได้ แต่ก็เป็นการใช้วัตถุดิบที่มีต้นทุนน้อย มาทำผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างรายได้ให้กับประชาชนอีกด้วย

คุณสมบัติของผักตบชวา คือสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ โดยการย่อยสลายจะสลายไปเป็นปุ๋ยดินสร้างประโยชน์ให้กับต้นไม้ต่อได้ เป็นวัสดุที่ทำจากธรรมชาติ 100% ไม่เป็นภัยต่อธรรมชาติ หลังการใช้งานเสร็จ ผักตบชวาตากแห้งสามารถนำไปทำประโยชน์ต่อได้อีก ไม่ว่าจะ นำไปเป็น ปุ๋ยต้นไม้, เชื้อเพลิงอัดแท่ง, รองกรงสัตว์เลี้ยง

จากกลยุทธ์การตลาดภายในประเทศเกือบ 1 ปี ได้เห็นโอกาสในการเติบโตของวัสดุกันกระแทกที่ผลิตจากธรรมชาติและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ เดือนละ 1,000 กิโลกรัม และมีการพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ เพื่อการขยายตลาดไปยังต่างประเทศต่อไป

กลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือกลุ่มผู้ประกอบการออนไลน์ที่เล็งเห็นความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสร้างการรับรู้แบรนด์(Brand Awareness) ผ่านกระบวนการการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ทั่วไป ที่มีการใช้ผลิตภัณฑ์กันกระแทกแบบเดิมๆอยู่ก่อนแล้ว ต้องการยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ตนเองให้มากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันเริ่มมีกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ค้ารายใหญ่สอบถามเข้ามามากเนื่องจากเทรนด์สินค้ารักษ์โลกกำลังเป็นที่นิยม

ปัจจุบันกำลังการผลิตผักตบชวาตากแห้ง เพื่อนำมาผลิตเป็นวัสดุกันกระแทกของตบชวานั้นอยู่ที่ ประมาณ 800-1,000 กิโลกรัม และจากการประสานงานผ่านกลุ่มชาวบ้านและเกษตรกรชุมชน ตบชวาสามารถขยายกำลังการผลิตได้ถึง 3,000 กิโลกรัมต่อเดือน ขายในราคากิโลกรัมละ 280 บาท โดยในปัจจุบันตบชวาได้มีจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางออนไลน์ที่หลากหลาย อาทิ www.facebook.com/tobchawa หรือสั่งซื้อออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ www.tobchawa.com รวมถึง E-Commerce platform ยอดฮิตอย่าง Shopee หรือ Lazada

บริษัท ภิญโญวานิช จำกัด ผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์จาก “กาบหมาก” ภายใต้ชื่อ “วีรษา” จานกาบหมากเรียกได้ว่าเป็นภาชนะทางเลือก และตอนนี้ก็กำลังรณรงค์ให้ลูกค้าส่วนใหญ่หันมาใช้สินค้าที่เป็นธรรมชาติให้มากขึ้น แต่ด้วยตลาดในประเทศไทย ยังไม่ให้ความสนใจและยังไม่ได้ผลตอบรับเท่าที่ควร เพราะว่าช่วงที่มีงานจัดกิจกรรม กลุ่มลูกค้าที่ให้ความสนใจกลับเป็นชาวต่างชาติมากถึง 90% ซึ่งการทำการตลาด ทางบริษัทจะตั้งเป้าหมายก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มไหน ในต่างประเทศจะตั้งเป้าหมายของกลุ่มลูกค้าได้ง่ายกว่า เพราะธุรกิจส่วนใหญ่ในต่างชาติจะเป็นธุรกิจที่เน้นธรรมชาติ ทั้งธุรกิจอาหาร โรงแรม หรือการจัดงานอีเวนต์

โดยไอเดียเริ่มมาจากครอบครัว “ภิญโญ” ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดเลี้ยงอาหารแบบขันโตกในงานประเพณีประจำปีของอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ตระหนักถึงการเลือกใช้ภาชนะที่บรรจุอาหาร โดยไม่ต้องการใช้ภาชนะโฟมซึ่งย่อยสลายยาก และก่อให้เกิดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม จึงคัดสรรวัตถุดิบที่สามารถนำมาผ่านกระบวนการผลิต เพื่อให้ได้ภาชนะจากธรรมชาติ 100%

กาบหมาก มีคุณสมบัติตามที่ต้องการ ประกอบกับทักษะการประดิษฐ์เครื่องจักรในการผลิตที่ได้มาตรฐาน ทำให้มีภาชนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้บรรจุอาหารได้อย่างปลอดภัย น้ำหนักเบา ไม่แตกหักเสียหายง่าย สามารถใช้อุ่นอาหารในเตาไมโครเวฟได้ทนต่ออุณหภูมิ 18-200 องศาเซลเซียส สามารถบรรจุของเหลวได้ไม่รั่วซึม ทนความร้อนได้ดี รวมถึงมีกลิ่นหอมและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และที่สำคัญคือ สามารถย่อยสลายได้ตามกระบวนการทางธรรมชาติ

จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว จนถึงปัจจุบัน ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี เราจึงเป็นผู้ผลิตภาชนะจานกาบหมาก 100% เป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย ที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบันกำลังการผลิตจานกาบหมากวีรษาอยู่ที่ 1,500 ใบ/วัน รวม 10 รูปแบบ ขายในราคาใบละ 5-7 บาท ส่วนกลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นกลุ่มคนรักสุขภาพ ผู้จัดงานอีเวนต์ ลูกค้าองค์กร การจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ โรงแรม รีสอร์ต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีลูกค้าตามบ้านที่ต้องการซื้อในจำนวนไม่กี่ใบ สามารถสั่งซื้อได้ในเฟซบุ๊ก ‘จานกาบหมากวีรษา’ ซึ่งอนาคตเตรียมขายปลีกในโมเดิร์นเทรด ‘ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต’

บริษัท กัญจนาพร (สยาม) จำกัด ผู้ผลิตจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูป “หลอดจากพืชตามธรรมชาติ” โดย “สุรพร กัญจนานภานิช” เจ้าของบริษัท มองเห็นปัญหาว่าหลอดชิ้นเล็ก แต่สร้างความเสียหายได้มากมาย โดยเฉพาะกับปัญหาของ สัตว์ในทะเล หลอดกลายเป็นพลาสติกที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาและส่งผลกระทบต่อโลกใบนี้ มากกว่าพลาสติกชิ้นใหญ่ที่สามารถนำมารีไซเคิลใหม่ได้ และที่สำคัญยังได้ช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถขายผลผลิตได้มากขึ้น เพราะส่วนผสมทุกอย่าง เป็นพืชที่เกษตรกรปลูกกันอยู่แล้ว ทำให้สามารถมีอีกช่องทางหนึ่งในการระบายผลผลิตทางการเกษตรในช่วงที่ผลผลิตออกมาล้นตลาด

หลอดทำจากวัสดุธรรมชาติ จึงเป็นทางเลือกใหม่ เพื่อช่วยลดปัญหาพลาสติก ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทย ได้มีการคิดค้นหาผลิตภัณฑ์ที่มาใช้แทนหลอดพลาสติกกันอยู่หลายวิธี และหนึ่งในนั้น คือ หลอดกินได้ ที่ทำจากพืช อย่างมันสำปะหลัง ข้าว ข้าวโพด บุก และพืชอีกหลายชนิดที่สามารถนำมารับประทานได้ โดยผ่านกระบวนการผลิต ที่อยู่ภายใต้งานวิจัย ของหน่วยงานของภาครัฐ และสถาบันการศึกษา จนได้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์หลอดกินได้ สามารถแช่ในน้ำร้อนได้ 35 นาที และแช่ในน้ำเย็น และน้ำอุณหภูมิปกติได้ 6-12 ชั่วโมง โดยที่ยังคงรูปเหมือนเดิม และถ้าปล่อยไว้ให้ย่อยสลายตามธรรมชาติ ใช้เวลาประมาณ30 วัน หรือถ้าจะรับประทาน ต้องแช่น้ำ 3-5 นาที หลอดนิ่มและรับประทานได้ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และดีต่อสุขภาพ ถ้ารับประทานเข้าไป ช่วยเกษตรกรให้ขายผลผลิตทางการเกษตรได้เพิ่มขึ้น

โดยในปีแรก ตั้งเป้าการผลิตไว้ที่ 15 ล้านชิ้นต่อปี หรือ ถ้าคิดเป็นรายได้ประมาณ 27 ล้านบาท ส่วนราคาหลอดตั้งราคาไว้ที่ หลอดละ 1 บาท และที่ตั้งรายได้ไว้ที่ 27 ล้านบาท เพราะเราได้บวกค่าแพคเกจจิ้ง และหลอดในขนาดอื่นๆ ที่ราคาสูงกว่า 1 บาท เข้าไปด้วย

หลังจากที่ทำตลาดในประเทศ ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องขยายตลาดไปต่างประเทศ โดยเริ่มจากประเทศที่ประกาศยกเลิกการใช้หลอดพลาสติกก่อน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในประเทศแถบยุโรป และสหรัฐอเมริกา คาดว่าน่าจะเริ่มทำตลาดส่งออกได้ในปีที่ 3 เพราะด้วยกำลังการผลิตของเรา ไม่ได้มาก ถ้าผู้บริโภคคนไทย ใช้ผลิตภัณฑ์หลอดกินได้ของเราแค่เพียง 5% กำลังการผลิตของเราก็แทบจะเต็มอยู่แล้ว ดังนั้น การทำตลาดต่างประเทศ ในช่วงเริ่มต้น ก็คงจะยังทำไม่ได้เพราะต้องรอ การขยายกำลังการผลิตเพิ่มก่อน

Passion นำเราสู่ความสำเร็จในเป้าหมายของชีวิตได้จริงหรือ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629830

วันที่ 03 ส.ค. 2563 เวลา 10:10 น.Passion นำเราสู่ความสำเร็จในเป้าหมายของชีวิตได้จริงหรือ?“โตขึ้นอยากเป็นอะไร”…แล้วต้องเรียนอะไร? ทำงานแบบไหน? ใช้ Passion ในตัวเองหาคำตอบคือทางออกที่ดีที่สุดใช่หรือไม่!!!

ปัจจุบันการศึกษาภาคบังคับของไทยยังคงเป็นระบบแพ้คัดออก ตีกรอบความคิด สร้างค่านิยมชื่นชมคนเก่ง เน้นผลลัพธ์ด้วยอันดับตัวเลข ส่งผลให้การเรียนรู้ที่เน้น “กระบวนการ” และ “ระบบความคิด” เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ถูกลดทอนความสำคัญลงไป และกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักเรียนนักศึกษาจำนวนมากในปัจจุบันยังไม่รู้ และไม่มีคำตอบเมื่อถูกตั้งคำถามว่า อยากเรียนอะไร? อยากมีอาชีพลักษณะไหน? หรืออยากทำงานอะไร?

จริงๆ แล้ว มีพลังขับเคลื่อนชีวิตและความคิดที่นำพามนุษย์ให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมีจุดมุ่งหมาย นั่นคือ passion ซึ่งหมายถึงแรงผลักดัน หรือความชอบในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างลุ่มหลง เมื่อได้ลงมือทำตาม passion จะสร้างความสุขให้ชีวิต ช่วยให้ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและความล้มเหลว แน่นอนว่าเราสามารถใช้ passion เป็นเครื่องมือในการหาคำตอบให้ตัวเองในการวางแผนการเรียนและกำหนดเส้นทางชีวิตการทำงานของเราในอนาคต

มุมมองที่น่าสนใจจาก ผศ.นพ.วรวุฒิ  เชยประเสริฐ หรือ “หมอวิน” เพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ บอกว่า  passion เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำเราให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จในเป้าหมายของชีวิต เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น แรงผลักดันนี้ทำให้เราลงมือทำในสิ่งที่ชอบซ้ำๆ  ซึ่งเป็นการพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นทักษะที่โดดเด่น สามารถเป็นอาชีพทำรายได้ การออกแบบชีวิตไปตามแรงผลักนี้ต้องขึ้นอยู่กับโอกาส การสนับสนุนจากครอบครัว และระบบการศึกษาที่รองรับ ซึ่งควรเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการสร้างวิธีคิด ขั้นตอนกระบวนการ เพื่อไปถึงผลลัพธ์  

ลองตั้งคำถาม “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” กับเด็กเล็กๆ เราจะพบคำตอบแทบจะทันที  แต่คำถามเดียวกันนี้เรากลับพบความนิ่งเงียบ หรืออาจได้คำตอบไม่ชัดเจนเมื่อถามนักเรียนมัธยม หรือนักศึกษามหาวิทยาลัย เช่นนี้อาจกล่าวได้หรือไม่ว่า นอกจากครอบครัวแล้ว ระบบการศึกษาในช่วงชีวิตที่เด็กเรียนรู้และเติบโตขึ้นมา เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ passion ค่อยๆ เลือนหายไปและยังลดทอนความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ของพวกเขา

“การออกแบบชีวิตไปตามแรงผลักนี้ต้องขึ้นอยู่กับโอกาส ผมมองว่า passion ในตัวเราทุกคนเป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาจนกลายเป็นงานอาชีพได้หากครอบครัวสนับสนุนและมีระบบการศึกษาที่รองรับ”

หมอวิน หมายถึง ระบบการศึกษาที่ต่างไปจากเดิมทั้งกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องมีการสร้างชุดทักษะการทำงาน องค์ความรู้ในหลักสูตร การจัดสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาที่เปิดโอกาสให้ได้แสดงออก รวมถึงบทบาทใหม่ของคณาจารย์ในฐานะผู้ชี้แนะและที่ปรึกษา  

เมื่อพูดถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่การเรียนรู้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนากระบวนการคิด ความชัดเจนที่สังคมไทยรับรู้มาอย่างต่อเนื่องคือ  รูปแบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ  และตอนนี้มหาวิทยาลัยกรุงเทพได้ก้าวสู่บทบาทใหม่ของสถาบันการศึกษาเอกชนชั้นนำที่ส่งเสริมโอกาสให้นักศึกษาค้นหา passion ในตัวเองให้พบและเรียนรู้วิธีการต่อยอด passion เพื่อสร้างแผนที่ชีวิตของตนเองสู่ความสำเร็จ

การเรียนการสอนแบบ Project-based learning ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนคุ้นชินกับการคิดวิเคราะห์มากกว่าท่องจำ รู้จักการหาความร่วมมือและทำงานเป็นทีม ค้นพบความชอบด้วยตัวเอง และไม่ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์  เรียนด้วยการลงมือทำและประสบการณ์การทำงานจากผู้นำมืออาชีพในโลกธุรกิจ  การเรียนรู้จะไม่ถูกจำกัดด้วยชื่อคณะที่เข้ามาถ้าหาก passion ของนักศึกษาต้องอาศัยชุดทักษะและความรู้ข้ามศาสตร์ข้ามสาขา  ก็สามารถออกแบบการเรียนรู้ของตัวเองได้ในแบบเฉพาะตัว  ระบบการเรียนเช่นนี้ ช่วยสร้างนิสัยใฝ่เรียนรู้ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของคนที่ก้าวทันโลกได้ตลอดเวลาอีกด้วย  

เรื่องนี้ทางด้าน อาจารย์เพชร โอสถานุเคราะห์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวไว้ตอนหนึ่งในงานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ปีการศึกษา 2563 ว่าด้วยเรื่อง passion ที่ช่วยกระตุกความคิดให้นักศึกษาว่า การเรียนรู้ในสิ่งที่ชอบเป็นแรงผลักดันที่ดีที่สุดจากตัวเราเอง หากอยากรู้ว่าเรามี passion ในเรื่องใด ให้ใช้เวลาสังเกตตัวเองว่ามีความสนใจเรื่องใดมากที่สุด สนใจมากชนิดที่ว่าไม่ต้องให้ใครมาบังคับหรือมาบอกให้ชอบ และเป็นความสนใจที่เราเองจะหาทางเรียนรู้ในสิ่งนั้นด้วยตัวเองอย่างกระตือรือร้นและลงมือทำอย่างสนุกสนาน

สำหรับการศึกษาในแบบมหาวิทยาลัยกรุงเทพ มุ่งเน้นองค์ประกอบ 3 ส่วนสำคัญคือ ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ความพร้อมใช้เทคโนโลยี (Technology) และความคิดแบบผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) ที่นี่มีกระบวนการเรียนการสอนที่สร้างชุดทักษะจำเป็นรอบด้านเพื่อการทำงานอย่างมืออาชีพ  มีองค์ความรู้ในหลักสูตรทันยุคหลากหลายสาขาวิชา  มีการจัดสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดและผลงานได้เต็มที่  และมีความร่วมมือมากมายจากตัวจริงในแวดวงธุรกิจชั้นนำมาเป็นบันใดให้ผู้เรียนได้พัฒนาตัวเองและต่อยอดความรู้ได้ไม่สิ้นสุด

ไม่ว่า passion ของคุณคืออะไร เราคือที่ที่จะมอบโอกาสให้ได้ต่อยอด Passion ของตัวเองจนแข็งแกร่งด้วยหลักสูตรวิชาที่สอดคล้องกับยุคสมัย  บ่มเพาะความคิดให้เป็นคนรักการเรียนรู้ (Passionate) ทันโลก (Street Smart) มีความคิดสร้างสรรค์ (Creative) ฉลาดในการตั้งคำถามเพื่อเรียนรู้และถ่ายทอดความรู้ต่อไป (Curious) และสามารถประสานความร่วมมือในการทำงานกับหลายภาคส่วนได้อย่างเหมาะสม (Collaborative) ซึ่งเป็น DNAs ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

ชีวิตมิใช่คณิตศาสตร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629832

วันที่ 03 ส.ค. 2563 เวลา 09:45 น.ชีวิตมิใช่คณิตศาสตร์การรับมือกับปัญหาเชิงองค์รวม : ความเป็นองค์รวมคืออะไร แล้วจะพัฒนาอย่างไร อีกความท้าทายขององค์กรที่ทุกคนต้องรู้

เพราะองค์กรมิได้หยุดนิ่ง แน่นอนตายตัว แต่เปลี่ยนแปลงทุกขณะ อีกทั้งมีธรรมชาติของความเป็นองค์รวมซ้อนองค์รวม ปัญหาทับซ้อนปัญหา การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถ fix บางอย่างให้อยู่กับที่ แล้วใส่ตัวแปรลงไปเพื่อหาทางออกได้อย่างตรงไปตรงมา แต่มันต้องเป็นองค์รวม ความเป็นองค์รวมคืออะไร แล้วจะพัฒนาอย่างไร

เรื่องนี้ ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot-การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน ให้ความรู้ไว้ดังนี้

ความท้าทายขององค์กร

การระบาดของไวรัสโควิด 19 ได้สร้างความตระหนักว่าโลกไม่แน่นอน อ่อนไหว ซับซ้อน คลุมเครือ เปลี่ยนแปลงทุกขณะอย่างที่ไม่อาจคาดเดาล่วงหน้าได้ การเตรียมตัวเพื่อรับมือที่ไม่ถูกต้องจะนำไปสู่ความล่มสลาย ประเด็นความท้าทายที่สุดของทุกหน่วยงานไม่ว่าภาครัฐเอกชนวิสาหกิจชุมชนและสังคมในวงกว้าง หรือแม้แต่สถาบันครอบครัวคือความยั่งยืน

เราจึงลงทุนมากมายเพื่อพัฒนาขีดความสามารถเพื่อหวังจะให้รับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ผลที่ได้กลับไม่คุ้มค่า ศักยภาพบุคลากรกลับถดถอย ขาดความสามารถในการแข่งขัน องค์กรไม่บรรลุเป้าหมาย ส่วนรวมก็เสียหาย

การจะพลิกฟื้นกลับมานั้นทำได้ยาก และการที่จะทำให้ดีกว่าเดิมนั้นเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ส่งผลสะท้อนถึงครอบครัวที่ขาดความสุข ขาดความเข้าใจ ความสัมพันธ์ และความเอื้ออาทรค่อยๆ จืดจาง ความเป็นมนุษย์เริ่มห่างไกล คุณภาพชีวิตลดลง ส่งผลให้ทุกองค์ประกอบทางสังคมไม่ยั่งยืน

จอห์น แนช (13 มิถุนายน 1928 – 23 พฤษภาคม 2015) นักคณิศาสตร์เรขาคณิตเชิงอนุพันธ์และสมการเชิงอนุพันธ์แบบแบ่งส่วน นักวิจัยอาวุโสสาขาคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน นักคณิตศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 1994 จากผลงานเรื่องทฤษฎีเกม ได้เคยกล่าวไว้ว่า “ปัญหาชีวิตทุกอย่างสามารถแก้ได้ด้วยสมการทางคณิตศาสตร์ โดยเพียงใส่ตัวแปรลงไปในสมการ ปัญหาชีวิตก็จะสามารถแก้ไขได้”

ความเข้าใจดังกล่าวตั้งอยู่บนฐานคิดที่ว่า ปัญหาชีวิตนั้นมีความคงที่ แน่นอนตายตัว จึงสามารถ fix อะไรบางอย่างให้อยู่กับที่ แล้วใส่ตัวแปรที่แตกต่างลงไป เพื่อหาคำตอบที่หลากหลาย แต่ความเข้าใจดังกล่าวน่าจะสอดคล้องกับความเป็นจริงของชีวิตในบางส่วน เพราะชีวิตมิได้แน่นอนตายตัว แต่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่เคยหยุดนิ่งแม้ขณะใดขณะหนึ่ง อีกทั้งยังมีธรรมชาติของความเป็นองค์รวมซ้อนองค์รวม ระบบซ้อนระบบ ปัญหาทับซ้อนปัญหากันอย่างสลับซับซ้อนและละเอียดอ่อนอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ ดังนั้น ชีวิตจึงไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยสมการคณิตศาสตร์หรือหลักตรรกะเหตุผลเพียงลำพัง ที่ตั้งอยู่บนแนวคิดเส้นตรงเชิงเดี่ยว เห็นองค์ประกอบชีวิตเป็นตัวแปรอย่างแยกส่วน แน่นอนตายตัว เพราะว่าไปแล้วตัวแปรที่เอามาพิจารณานั้นก็ไม่แน่นอน อีกทั้งสถานการณ์ต่างๆ ก็ไม่เคยหยุดนิ่ง การแก้ปัญหาชีวิตด้วยการใช้สมการทางคณิตศาสตร์จึงอาจอธิบายชีวิตได้ในเพียงบางส่วน แต่ก็ยังมีบางแง่มุมที่ควรนำมาพิจารณาเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ชีวิตตามความเป็นจริง จากมุมมองดังกล่าวนำไปสู่ความเข้าใจที่ว่า ชีวิตมิใช่คณิตศาสตร์ที่จะสามารถแก้ไขได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่มันอยู่ที่การปรับตัวอย่างยืดหยุ่นให้สอดคล้องกับธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยพิจารณาถึงทุกมิติชีวิตอย่างครบถ้วนเป็นองค์รวม

ชีวิตองค์รวมคืออะไร

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า เพราะชีวิตคือระบบ การสร้างความมั่นคงยั่งยืนให้กับองค์กร ครอบครัว ชุมชน สังคม จึงต้องพิจารณาอย่างเป็นองค์รวม ครอบคลุมทุกมิติชีวิต อันประกอบด้วย 4 มิติ กล่าวคือ จิตใจ ปัญญา อารมณ์ และพฤติกรรม มองในอีกความหมายหนึ่ง มันคือ กรอบความคิด มุมมองเชิงระบบ ตัวตน และภาวะผู้นำ ทีนี้เรามาดูทีละประเด็น

มิติแรกคือ กรอบความคิด

กรอบความคิดเป็นแหล่งที่มาของศักยภาพภายในที่แท้จริงการที่องค์กรยังไม่สามารถพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนได้ทุกวันนี้ก็เพราะองค์กรส่วนใหญ่ยังมุ่งเน้นแต่การพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการซึ่งมันดีแต่ไม่พอแต่ขาดการพัฒนาศักยภาพที่กรอบความคิดอันเป็นฐานรากชีวิตนี้อย่างควบคู่กันไปโดยเชื่อว่าการปรับเปลี่ยนใดๆต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอด้วยการเปลี่ยนกรอบความคิดตนเองปรับทัศนคติเชิงบวกสร้างแรงบันดาลใจแรงขับเคลื่อนภายในเล่นเชิงรุกสามารถนำตนเองได้ด้วยภาพเป้าหมายและค่านิยมร่วมเพื่อไปในแนวเดียวกัน 

มิติที่สองคือ มุมมองเชิงระบบ

มุมมองเชิงระบบคือที่มาของปัญญา ด้วยความไม่เข้าใจในมุมมองเชิงระบบ ขาดความเข้าใจในมุมมองเชิงองค์รวม จึงจับประเด็นไม่ได้ เชื่อมโยงก็ไม่ถูก จึงไม่สามารถแก้ปัญหาที่ผ่านเข้ามาได้ อีกทั้งขาดความเข้าใจในความเป็นองค์รวมซ้อนองค์รวม จึงไม่สามารถรับมือกับปัญหาเชิงซับซ้อนได้ ยิ่งไปกว่านั้น บุคคลมักจดจำแต่ผลลัพธ์สุดท้าย แต่ขาดกระบวนการเรียนรู้ที่แท้จริง จึงขาดความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่าง ที่แปลกใหม่ ขาดนวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ จึงไม่สามารถพัฒนาองค์กร ครอบครัว ชุมชนไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ได้

มิติที่สามคือ ตัวตน

ตัวตนคือธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ที่ต้องการการยอมรับแต่การที่ไม่เห็นคุณค่าตนเองจึงนำไปสู่ความไม่มั่นคงทางอารมณ์ขาดความเชื่อมั่นหวั่นไหวขาดภูมิต้านทานไม่รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไรเมื่อมีอะไรเข้ามากระทบชีวิตจึงกวัดแกว่งไปตามกระแสสังคมที่ไม่อาจควบคุมได้จึงไม่อาจพัฒนาศักยภาพตนเองและขับออกเพื่อรับมือกับความท้าทายได้อย่างเต็มที่และส่งผลต่อไปถึงการไม่เห็นคุณค่าในบุคคลอื่นไม่เห็นคุณค่าในความแตกต่างจึงเกิดช่องว่างด้านการสื่อสารนำไปสู่การไม่เปิดใจกว้างรับฟังเกิดความไม่เข้าใจกันไม่ไว้วางใจขาดศรัทธาขัดแย้งกันไม่สามารถขับศักยภาพและสร้างพลังร่วมได้อย่างเป็นหนึ่งเดียว

มิติที่สี่คือ ภาวะผู้นำ

ภาวะผู้นำมิใช่ตำแหน่งผู้นำ แต่ภาวะผู้นำสะท้อนมาจากการแสดงออกถึงการเห็นคนเป็นมนุษย์ เห็นคุณค่าของความมีชีวิต แต่เพราะเราไม่เข้าใจถึงธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ที่ต้องการคุณค่าและความหมาย

จึงไม่สามารถพัฒนาภาวะผู้นำที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีส่วนร่วมขาดความร่วมมือไม่สามารถสร้างทีมงานและเครือข่ายให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างเป็นเอกภาพดังนั้นกรอบแนวคิดของการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นองค์กรครอบครัวชุมชนอย่างยั่งยืนจึงต้องเป็นการพัฒนาและปรับตัวอย่างเป็นองค์รวมที่ครอบคลุมทุกมิติชีวิตอย่างสมดุลและต้องตระหนักว่าทุกองค์ประกอบที่กล่าวมานี้โดยตัวมันเองก็มีความไม่แน่นอนอ่อนไหวซับซ้อนไม่นิ่งแม้ในขณะเดียว

หากปรับตัวได้ทั้ง 4 มิติ ก็สมดุล

เมื่อรักษาสมดุลได้ ก็เข้มแข็ง

หากรักษาความเข้มแข็งได้ ก็มั่นคง

หากรักษาความมั่นคงได้ ก็ยั่งยืน

ท่านในฐานะผู้นำองค์กร ท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ด้านทรัพยากรบุคคล เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงองค์กร ครอบครัว ชุมชน ให้สมดุล เข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืนได้อย่างไร ผมมั่นใจว่าหัวข้อที่นำมาแลกเปลี่ยนในครั้งนี้คงจะเป็นประโยชน์นะครับ

รู้จักกับโรคธาลัสซีเมีย มรดกที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629767

วันที่ 03 ส.ค. 2563 เวลา 08:30 น.รู้จักกับโรคธาลัสซีเมีย มรดกที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกคนไทย 24 ล้านคน ไม่รู้ตัวว่าเป็นพาหะโรคธาลัสซีเมีย ตัดวงจร “ธาลัสซีเมีย” วางแผนครอบครัวก่อนแต่งงานมีบุตร ลดการเกิดผู้ป่วยรายใหม่ได้ผล

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ “โรคธาลัสซีเมีย” แต่น้อยคนที่จะเข้าใจว่าโรคนี้เกิดจากอะไร ธาลัสซีเมีย เป็นโรคโลหิตจางที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ทำให้การสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงผิดปกติ ผู้ที่เป็นโรคนี้ จะมีอาการ ซีด เหลือง ในรายที่เป็นชนิดรุนแรงจะมีการเปลี่ยนแปลงของใบหน้า การเจริญเติบโตช้าและมีตับโต ม้ามโตร่วมด้วย

บทความฉบับนี้ ทีมเภสัชกร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย รวมทั้งวิธีปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคธาลัสซีเมีย (อ้างอิงจากบทความ โรคธาลัสซีเมีย คืออะไร รศ.นพ.กิตติ ต่อจรัส สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย)

มรดกที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่มาสู่ลูก

ผู้ป่วยที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย จะต้องได้รับ ยีนธาลัสซีเมียจากทั้งพ่อและแม่ ซึ่งทั้งคู่เป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมีย และถ่ายทอดทางพันธุกรรมมาสู่ลูก สิ่งสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเกิดผู้ป่วยรายใหม่คือ การวางแผนครอบครัว ด้วยการตรวจเลือดก่อนที่จะแต่งงานหรือวางแผนมีบุตร ทำให้แพทย์ทราบว่าคู่สมรสนั้น มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคธาลัสซีเมียหรือไม่ และมีทางเลือกอย่างไรบ้าง ในบางกรณีแพทย์จะแนะนำให้คู่สมรสตรวจเลือดอย่างละเอียดเพิ่มเติมเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตรวจดีเอ็นเอ (DNA) สามารถบอกได้ชัดว่า เป็นธาลัสซีเมียชนิดใด มีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด บางครั้งสามารถทำนายความรุนแรงของโรคธาลัสซีเมียที่อาจเกิดจขึ้นได้อีกด้วย

โรคธาลัสซีเมียตามความรุนแรงของโรคได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

1. กลุ่มอาการรุนแรงมาก ได้แก่ ฮีโมโกลบินบาร์ทโฮดรอพส์ ฟิทัลลิสเป็นชนิดที่รุนแรงที่สุด ส่วนใหญ่เสียชีวิตในครรภ์มารดาหรือภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังคลอด พบว่าทารกมีลักษณะบวมน้ำทั้งตัว คลอดลำบาก ซีด ตับม้ามโต มีรกขนาดใหญ่

2. กลุ่มอาการรุนแรงปานกลาง ได้แก่ โฮโมซัยกัส เบต้า-ธาลัสซีเมียและ เบต้า-ธาลัสซีเมีย/ฮีโมโกลบินอี แรกเกิดปกติ จะเริ่มมีอาการตั้งแต่ภายในขวบปีแรกหรือหลังจากนั้นอาการสำคัญ คือ ซีด อ่อนเพลีย ตาเหลือง ท้องป่อง ตับม้ามโต กระดูกใบหน้าเปลี่ยน โหนกแก้มสูง ดั้งจมูกแบน ฟันยื่น ตัวเตี้ยแคระแกรน ผิวคล้ำ เจริญเติบโตไม่สมอายุ

3. กลุ่มอาการรุนแรงน้อย ได้แก่ ฮีโมโกลบินเอ็ชผู้ป่วยจะมีอาการน้อย เช่น ซีด และเหลืองเล็กน้อย หากมีไข้หรือติดเชื้อผู้ป่วยจะซีดลง

คนไทย 24 ล้านคน ไม่รู้ตัวว่าเป็นพาหะ

ผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียมีประมาณ 600,000 คน หรือร้อยละ 1 ของประชากรไทย แต่มีข้อมูลที่น่าสนใจพบว่า มีผู้เป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมียประมาณ 24 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่าตนเองเป็นพาหะ ซึ่งผู้เป็นพาหะธาลัสซีเมีย คือ ผู้ที่มียีนของโรคธาลัสซีเมียเพียงยีนเดียว บางครั้งเรียกว่า “ธาลัสซีเมียแฝง” ผู้เป็นพาหะคือ คนปกติ จะมีสุขภาพแข็งแรง ไม่ต้องได้รับการรักษาหรือรับประทานยาใดๆ ไม่ติดต่อจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งแต่สามารถถ่ายทอดยีนธาลัสซีเมียไปสู่ลูกได้ ผู้ที่เป็นพาหะจะอยู่กับคนๆนั้นตลอดไปจะไม่กลายเป็นโรคธาลัสซีเมีย

ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นพาหะธาลัสซีเมีย

1. ประชาชนทั่วไปมีโอกาสจะเป็นพาหะของธาลัสซีเมียชนิดใดชนิดหนึ่งถึงร้อยละ 30-40

2. คู่สามี –ภรรยา ที่มีบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมีย แสดงว่าทั้งคู่เป็นพาหะ

3. พี่ – น้องหรือญาติของผู้เป็นโรคหรือพาหะของโรคธาลัสซีเมีย มีโอกาสที่จะมียีนธาลัสซีเมียมากกว่าคนทั่วไป

4. เมื่อผู้เป็นโรคมีบุตร อย่างน้อยลูกทุกคนเป็นพาหะ

วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคธาลัสซีเมีย

การตรวจเลือดเป็นวิธีที่แน่นอนที่สุด โดยสามารถดูได้ว่าเป็นพาหะหรือเป็นโรคธาลัสซีเมียหรือไม่

ผู้ที่ตรวจพบว่าเป็นพาหะโรคธาลัสซีเมีย สามารถใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาใด ๆ แต่ผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียจะมีอาการของโรคแตกต่างกัน บางคนตัวซีดมาก ตับม้ามโตมาก อาจจะต้องได้รับการให้เลือดและยาขับธาตุเหล็กส่วนเกินออกจากร่างกายเป็นระยะ ๆ หรือผ่าตัดม้ามออกเพื่อลดการทำลายเม็ดเลือดแดง ส่วนบางคนจะมีอาการซีดไม่มากจะรักษาตามอาการ สามารถให้รับประทานกรดโฟลิก แต่ไม่จำเป็นต้องให้ยาบำรุงเลือด เนื่องจากมีธาตุเหล็กในร่างกายเกินปกติอยู่แล้วแต่ร่างกายไม่สามารถนำมาสร้างเม็ดเลือดแดงเองได้

‘Maskne’ สิวจากแมสก์ ปัญหาผิวยอดฮิตในยุค New Normal #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629764

วันที่ 02 ส.ค. 2563 เวลา 10:30 น.‘Maskne’ สิวจากแมสก์ ปัญหาผิวยอดฮิตในยุค New Normalสิวจากแมสก์ ‘Maskne’ ปัญหายอดฮิตที่หนุ่มๆ สาวๆ เป็นกันมากที่สุดจนยกให้เป็นสิวแรงแห่งยุค New Normal แพทย์เผยวิธีสังเกตและการป้องกัน

สิวแรงแห่งยุค New Normal ตอนนี้คงหนีไม่พ้น ‘Maskne’ หรือสิวจากแมสก์ ปัญหายอดฮิตที่หนุ่มๆ สาวๆ เป็นกันมากที่สุด มาแรงแซงปัญหาเดิมอย่างสิวฮอร์โมน สิวเครื่องสำอาง และยิ่งเข้าสู่ฤดูฝนด้วยแล้ว ความอับชื้นเยอะขึ้น สิวจากแมสก์ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย พ.ญ. กตมน จิรวีรพัชธ์ แพทย์ผิวหนังและความงามด้านผิวพรรณ จึงขอแนะเคล็ดลับวิธีลดปัญหาสิวที่เกิดจากการใส่แมสก์ในช่วงนี้ เพื่อให้หนุ่มสาวหน้าใสห่างไกลสิว

แพทย์หญิงกตมน จิรวีรพัชธ์ แพทย์ผิวหนังและความงามด้านผิวพรรณ เจ้าของกตมน คลินิกเวชกรรม (Katamon Clinic) เปิดเผยว่า สมัยก่อนสาเหตุแรกๆ ของคนที่มีปัญหาสิวกวนใจจะมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย การแพ้เครื่องสำอาง การแพ้น้ำ หรือปัญหาจากฝุ่นละออง PM 2.5 แต่ปัจจุบันต้นตอสาเหตุของการเกิดสิวที่มาแรงแซงทางโค้งคงหนีไม่พ้น “Maskne” คำที่ใช้เรียกอาการข้างเคียงจากการสวมใส่หน้ากากอนามัยหรือแมสก์เพราะในยุคนิวนอร์มัลนี้เราทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือแมสก์เป็นประจำทุกวัน

วิธีสังเกต “Maskne”

วิธีสังเกตง่ายๆ ว่าเราเป็นสิวจากแมสก์หรือไม่นั้น คือใส่แมสก์ไปสักระยะจะมีสิวขึ้นบริเวณผิวหนังด้านในที่ถูกแมสก์ปิดทับหรือบางรายอาจมีอาการแพ้แมสก์ร่วมด้วย คือ คันบริเวณใบหน้า รอบใบหู มีตุ่มเล็กๆ ขึ้นเป็นผดผื่น โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะพบสิวที่เกิดจากใส่แมสก์มากยิ่งขึ้น เพราะความชื้นในอากาศ ทำให้เกิดเหงื่อและการสะสมของแบคทีเรียมากกว่าปกติ และถ้าหากแมสก์โดนน้ำฝนก็จะทำให้แบคทีเรียเติบโตได้เร็วขึ้น

วิธีการป้องกันไม่ให้เกิด “Maskne”

เริ่มจาก “สำรวจผิว” ลองสำรวจผิวหน้าของเราเองก่อนว่าเคยแพ้ประเภทของผ้าอะไรหรือไม่อาจจะสังเกตจากสวมเสื้อผ้าเช่นถ้าใส่ผ้าฝ้ายแล้วมีอาการคันตามตัวใส่ไม่สบายก็ควรหลีกเลี่ยงหน้ากากอนามัยที่ทำจากผ้าฝ้ายแนะนำให้เลือกผ้านาโนหรือผ้าที่ผลิตจากวัสดุสังเคราะห์จะระบายอากาศได้ดีกว่าหรือบางคนแพ้ยางยืดคล้องหูก็ควรเปลี่ยนสายคล้องหูเป็นผ้าแทนเป็นต้น

“ขนาดของแมสก์” ควรเลือกให้พอดีกับใบหน้า ไม่หลวมหรือแน่นจนเกินไป วิธีสังเกตง่ายๆ คือ เมื่อถอดแมสก์ออกมาใบหน้า ต้องไม่เป็นรอยกดทับของยางรัด เพราะถ้าหากเลือกแมสก์ที่มีขนาดเล็กหรือแน่นจนเกินไป จะทำให้หายใจไม่สะดวกและผิวของผ้าจะเสียดสีกับผิวบนใบหน้า ทำให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย

นอกจากนี้ ควร “เปลี่ยนแมสก์ทุกวัน” การสวมหน้ากากอนามัยควรเปลี่ยนทุกวันเพื่อประสิทธิภาพในการใช้งานหรือหากใช้หน้ากากผ้าควรซักทำความสะอาดทุกวันด้วยน้ำยาซักผ้าเด็กหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาซักผ้าทั่วไปที่จะก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวได้ง่ายจากนั้นนำไปตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อโรค

อีกตัวเลือกง่ายๆ ที่ช่วยได้มากคือ “ลดการแต่งหน้า” เพราะการแต่งหน้าจะเป็นเสมือนการเพิ่มสิ่งปกคลุมบนใบหน้าอีกหนึ่งชั้น ทำให้ผิวหายใจลำบากมากยิ่งขึ้น และเมื่อเครื่องสำอางเจอกับความอับชื้นจากการใส่แมสก์ ก็ง่ายต่อการเกิดสิวได้

สุดท้ายควร “ทำความสะอาด” เมื่อถอดแมสก์ออกควรล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าทันที เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกและแบคทีเรียที่สะสมบนใบหน้าระหว่างวัน โดยทำความสะอาดผิวหน้าทุกครั้งด้วยโฟมล้างหน้า แล้วตามด้วยโทนเนอร์เช็ดย้อนขึ้นตามรูขุมขนอีกครั้ง เพื่อเป็นการทำความสะอาดผิวอย่างล้ำลึก

แพทย์หญิงกตมน แนะนำต่อว่า “ถ้าใครที่มีอาการ “Maskne” หรือเป็นสิวจากแมสก์แล้ว และคาดว่าจะมีอาการลุกลาม ควรรีบมาปรึกษาแพทย์ผิวหนังทันที เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดสิวและแนวทางการรักษา การป้องกันที่ถูกต้อง ไม่ควรใช้วิธีการกดสิวด้วยตัวเอง เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อได้ ที่สำคัญคือจะทำให้ผิวหน้าเสียหาย เกิดเป็นรอยแผลเป็นบนใบหน้า และยากต่อการรักษา”

เบาหวานขึ้นตา ภาวะแทรกซ้อนที่ป้องกันได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629762

วันที่ 02 ส.ค. 2563 เวลา 09:45 น.เบาหวานขึ้นตา ภาวะแทรกซ้อนที่ป้องกันได้โรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ภัยเงียบที่มากับโรคเบาหวาน ผู้เชี่ยวชาญแนะเป็นภาวะป้องกันได้แค่ตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ

ในประเทศไทย โรคเบาหวาน ถือเป็นอีกหนึ่งโรคยอดฮิตที่พบผู้ป่วยมากเป็นอันดับต้นๆ ครอบคลุมทุกเพศทุกวัย รวมถึงผู้ที่ละเลยการดูแลสุขภาพ  ประกอบกับภาวะตึงเครียดในการดำรงชีวิตอยู่เป็นประจำ  ยิ่งทำให้ร่างกายเหนื่อยล้ามากขึ้นจนร่างกายมีการหลั่งฮอร์โมนบางชนิดออกมาจนไปกระตุ้นให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ทำให้เพิ่มโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานได้เช่นกัน  

ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคเบาหวานจำนวนมากถึงห้าล้านคนในประเทศไทย  และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้ หากผู้ป่วยโรคเบาหวานดูแลตัวเองได้ไม่ดีพอ  มักจะส่งผลจนก่อให้เกิดภาวะโรคแทรกซ้อนตามระบบและอวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้ก็คือ “ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา”  (Diabetic Retinopathy: DR) นั่นเอง  ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภัยเงียบที่เกิดจากโรคเบาหวานที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย

เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานส่วนใหญ่มักจะละเลยการตรวจสายตาและการมองเห็นอย่างสม่ำเสมอ  และยิ่งเพิกเฉยเมื่อร่างกายยังไม่ได้แสดงอาการบกพร่องใดๆ โดยเฉพาะการมองเห็น  ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่นำไปสู่ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาได้  ดังนั้นผู้ป่วยและผู้ที่อยู่ใกล้ชิดควรได้รับความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับภาวะเบาหวานขึ้นตา เพื่อเป็นการป้องกันและดูแลอย่างเหมาะสมก่อนที่จะเกิดอาการจนยากต่อการรักษา

รศ.พญ.โสมศิริ สุขะวัชรินทร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจอประสาทตาและม่านตาอักเสบ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า “ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา หรือที่มักเรียกกันว่า ‘โรคเบาหวานขึ้นตา’ คือภาวะแทรกซ้อนทางตาที่เกิดจากโรคเบาหวานทำให้เกิดอาการตามัว และสามารถส่งผลร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นได้ เป็นผลจากการที่ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ โดยเกิดจากตับอ่อนสร้างอินซูลินได้ไม่เพียงพอ ซึ่งอินซูลินมีหน้าที่นำน้ำตาลกลูโคสจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงาน เมื่อมีภาวะขาดอินซูลินทำให้ร่างกายมีระดับน้ำตาลค้างอยู่ในกระแสเลือดเป็นจำนวนมาก ทำให้หลอดเลือดเกิดความผิดปกติ ส่งผลต่ออวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายรวมถึงดวงตา โดยเฉพาะที่จอตา มีการรั่วซึมของเลือดและน้ำเหลืองออกจากหลอดเลือดกระจายทั่วในจอตา มีการอักเสบเกิดขึ้นตามมา จนมีภาวะอุดตันของหลอดเลือด ส่งผลให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ตามปกติ ทำให้เกิดภาวะจอตาขาดเลือด มีการตายของเซลล์จอตา  

ซึ่งจากสถิติผู้ป่วยโรคเบาหวานในประเทศไทย พบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานตั้งแต่อายุน้อยช่วงอายุ 10-15 ปี หรือเบาหวานประเภทที่ 1 มีโอกาสมีภาวะเบาหวานขึ้นตาได้มากถึงร้อยละ 98 และผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป หรือเบาหวานประเภทที่ 2 มีโอกาสมีภาวะเบาหวานขึ้นตาได้มากถึงร้อยละ 60 โดยสามารถพบได้ทั้งเพศหญิงและเพศชายในอัตราเท่าๆกัน

อาการของโรคเบาหวานขึ้นตา

โดยทั่วไปในระยะแรกผู้ป่วยมักจะไม่แสดงอาการ หรืออาจเกิดความผิดปกติในการมองเห็นเพียงเล็กน้อยจึงทำให้ผู้ป่วยละเลยในการควบคุมระดับน้ำตาล  ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการและมาตรวจมักจะพบว่ามีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาเข้าสู่ระยะที่เริ่มมีผลกระทบต่อการมองเห็นแล้ว  อันเป็นผลมาจากภาวะจอประสาทตาเสื่อม  ซึ่งอาการผิดปกติดังกล่าว ได้แก่ มองเห็นจุดหรือเส้นสีดำคล้ายหยากไย่ลอยไปมา มองเห็นภาพบิดเบี้ยว ตามัว  การมองเห็นแย่ลง สายตาไม่คงที่ แยกแยะสีได้ยากขึ้น ภาพที่มองเห็นมืดเป็นแถบๆ และหากผู้ป่วยได้รับการรักษาช้า จะยิ่งส่งผลร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นได้”

ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy: DR) แบ่งระยะความรุนแรงของโรคเป็น 2 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 เบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรก หรือระยะที่ยังไม่มีเส้นเลือดเกิดใหม่ (Nonproliferative Diabetic Retinopathy: NPDR) เป็นระยะที่ผนังของเส้นเลือดที่จอตาไม่แข็งแรง  ส่งผลให้เส้นเลือดโป่งขึ้น  อาจทำให้เลือดหรือของเหลวรั่วออกมาในจอตา  และเส้นเลือดใหญ่ที่จอตาจะเริ่มขยายตัวใหญ่ขึ้นจนผิดปกติ  รวมถึงเส้นใยประสาทของจอตาและจุดภาพชัด (Macula) อาจเริ่มมีอาการบวม  ในระยะเริ่มแรกอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย  แต่หากมีการอุดตันของเส้นเลือดที่เพิ่มมากขึ้น  อาจทำให้อาการรุนแรงได้

ระยะที่ 2 เบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้า หรือระยะที่มีเส้นเลือดเกิดใหม่ (Proliferative Diabetic Retinopathy: PDR) เป็นระยะที่เนื้อเยื่อของชั้นจอประสาทตาเริ่มขาดออกซิเจนและขาดสารอาหารไปเลี้ยง เนื่องจากการไหลเวียนของเลือดไม่ปกติ  ทำให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทน  ซึ่งเส้นเลือดที่สร้างขึ้นใหม่เหล่านี้อาจไม่ได้พัฒนาอย่างเหมาะสม  ทำให้มีเลือดรั่วซึมออกมาที่บริเวณวุ้นตา (Vitreous) และอาจทำให้เกิดพังผืดเกิดการดึงรั้งจอตาซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดจอตาหลุดลอกออกจากด้านหลังของดวงตา  หรือในกรณีที่เส้นเลือดใหม่ที่เกิดขึ้นไปแทรกแซงการระบายน้ำออกจากลูกตา  จะส่งผลให้ความดันตาสูงขึ้น สร้างความเสียหายต่อเส้นประสาทที่ทำหน้าที่ส่งภาพจากดวงตาไปยังสมอง และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต้อหินได้

การรักษาภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา

แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยควบคุมอาหารและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ  หากเริ่มมีอาการทางจอประสาทตาจนถึงระยะที่สอง แพทย์จะรักษาด้วยการยิงเลเซอร์เพื่อกำจัดจอประสาทตาที่ตายแล้วและหลอดเลือดเกิดใหม่  เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลามมากขึ้น  ส่วนกรณีที่มีอาการเลือดออกในน้ำวุ้นลูกตาหรือจอประสาทตาหลุดลอก  อาจจะต้องรักษาด้วยวิธีผ่าตัด  ซึ่งผลของการรักษานั้นไม่แน่นอน  โดยหากผู้ป่วยที่ปล่อยให้มีอาการรุนแรงถึงขั้นนี้แล้ว  มักจะพบว่าสายตาได้รับความเสียหายไปมากแล้ว

“โรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตานับว่าเป็นภัยเงียบที่มากับโรคเบาหวานโดยแท้จริง  ซึ่งในระยะเริ่มแรกอาจไม่แสดงอาการใดๆ เลย  แต่ไม่ควรเพิกเฉยว่าไม่มีอะไรผิดปกติ  แม้แต่กรณีที่ผู้ป่วยพึ่งตรวจพบว่าตนเองเป็นโรคเบาหวาน  ก็ไม่ได้แสดงว่าพึ่งป่วยในระยะเริ่มต้น  เพราะอาจป่วยด้วยโรคเบาหวาน และ/หรือมีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาร่วมด้วยมาระยะหนึ่งแล้วเพียงแค่ไม่แสดงอาการก็เป็นได้  นั่นหมายความว่าเบาหวานอาจเข้าสู่จอประสาทตาของผู้ป่วยไปเรียบร้อยแล้ว  ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลผู้ป่วยด้านนี้จึงแนะนำให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ควรหมั่นตรวจคัดกรองหาภาวะเบาหวานขึ้นตาเป็นประจำทุกปี  อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง  เพื่อให้สามารถรับการวินิจฉัยโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของอาการ  ซึ่งมีโอกาสยับยั้งไม่ให้อาการลุกลามจนยากเกินจะรักษาได้” รศ.พญ.โสมศิริ สุขะวัชรินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ป่วยเบาหวานควรให้ความความใส่ใจคือ  เมื่อทราบว่าป่วยเป็นโรคเบาหวานแล้วควรเข้ารับการตรวจจอประสาทตาโดยเร็วที่สุด  โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวป่วยเป็นโรคเบาหวาน  มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน  มีค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index: BMI) สูงกว่า 25  อยู่ในภาวะตั้งครรภ์และมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินค่าปกติ  ซึ่งจัดเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะเบาหวานขึ้นตา  นอกจากนี้  ภาวะความดันโลหิตสูงและระดับไขมันในเลือดสูงยังเป็นปัจจัยเร่งให้อาการของโรคแย่ลงเร็วขึ้นด้วย  การตรวจคัดกรองและพบความผิดปกติในระยะเริ่มแรกจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาการมองเห็นและดวงตาเอาไว้ได้  เพราะฉะนั้นจึงแนะนำให้ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรขอรับคำปรึกษาและรับการตรวจจอประสาทตาโดยจักษุแพทย์ที่ท่านไว้วางใจเพื่อท่านจะได้มีดวงตาที่มองเห็นได้ชัดเจนอีกยาวนาน