กมธ.ลงพื้นที่นครพนม รับฟังความเห็นและข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน (จังหวัดพันธุ์ใหม่) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กมธ.ลงพื้นที่นครพนม รับฟังความเห็นและข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน (จังหวัดพันธุ์ใหม่)

กมธ.ลงพื้นที่นครพนม รับฟังความเห็นและข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน (จังหวัดพันธุ์ใหม่)23 กรกฎาคม 2563 – 10:14 น.

คณะกรรมาธิการลงพื้นที่นครพนม รับฟังข้อคิดเห็นและข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน (จังหวัดพันธุ์ใหม่)

วันที่ 22 กรกฎาคม 2563 ที่ห้องประชุมพระธาตุพนม ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดนครพนม พลเอก อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ เป็นประธานนำคณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา ลงพื้นที่จังหวัดนครพนม เพื่อติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ เกี่ยวกับการดำเนินการตามแผนปฏิบัติปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน โดยมีนายรังสรรค์ คัมภิรานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม และคณะหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด หัวหน้าหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคและนายอำเภอต่าง ๆ ร่วมให้การต้อนรับ ให้ข้อมูลและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน (จังหวัดพันธุ์ใหม่) เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป้าหมายในการปรับเปลี่ยนภาครัฐสู่การเป็นภาครัฐของประชาชน เพื่อประชาชน ตามยุทธศาสตร์ชาติที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

นอกจากนี้คณะกรรมาธิการการ ฯ ยังได้มีการติดตามเกี่ยวกับการประกอบกิจการให้เช่าที่พักในพื้นที่จังหวัดนครพนม เพื่อรับทราบถึงปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะ รวมทั้งการดำเนินการตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 6/2562 เรื่องมาตรการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการประกอบธุรกิจโรงแรมบางประเภทในพื้นที่จังหวัดนครพนม และประเด็นเกี่ยวกับการดำเนินงานตามภารกิจของการประปาส่วนภูมิภาคในการให้บริการประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ในช่วงบ่ายคณะกรรมาธิการฯ จะมีการลงพื้นที่เยี่ยมชมโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่หนองกะตึจังหวัดนครพนม

สำหรับการบริหารราชการแผ่นดิน (จังหวัดพันธุ์ใหม่) จะเป็นการขับเคลื่อนจังหวัดที่มีความคล่องตัวทั้งในการบริหารระบบงาน ระบบเงินและระบบกำลังคน ซึ่งระบบงานจะใช้กลไกคณะกรมการจังหวัดเพื่อพิจารณาเรื่องสำคัญหรือแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของพื้นที่ มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่สนับสนุนการจัดทำแผนยุทธศาสตร์จังหวัดของกระทรวงมหาดไทยที่มีอยู่แล้วให้เป็นปัจจุบัน และมีการยกระดับศูนย์ดำรงธรรมอำเภอให้เป็นศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ ส่วนระบบเงิน คือแผนงานและงบประมาณ ก็ให้นำแนวทางตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยเรื่องการทำแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ในระดับอำเภอและตำบลมาขับเคลื่อน มีการมอบอำนาจให้จังหวัดในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงโครงการตามแผนจังหวัดแทนส่วนกลาง รวมทั้งให้มีการปรับกรอบวงเงินของกระทรวง กรมมาให้จังหวัดบางส่วนเพื่อให้จังหวัดเสนอโครงการที่เป็นความต้องการของพื้นที่ และด้านระบบกำลังคน ให้มีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ว่าราชการจังหวัดให้มีความสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ กำหนดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างน้อย 4 ปี และขอความร่วมมือให้หัวหน้าส่วนราชการของหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคมอบอำนาจการบริหารงานบุคคลให้ผู้ว่าราชการจังหวัด

ข่าว/ภาพ ประทีป วชิระธัญญากุล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.นครพนม

ผกก.ไอเดียเจ๋ง เปิดพื้นที่โรงพักให้เซลฟี่ แถมมีห้องอาบน้ำ จุดกางเต็นท์ให้ปชช.ผู้เดินทาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ผกก.ไอเดียเจ๋ง เปิดพื้นที่โรงพักให้เซลฟี่ แถมมีห้องอาบน้ำ จุดกางเต็นท์ให้ปชช.ผู้เดินทาง

ผกก.ไอเดียเจ๋ง เปิดพื้นที่โรงพักให้เซลฟี่ แถมมีห้องอาบน้ำ จุดกางเต็นท์ให้ปชช.ผู้เดินทาง22 กรกฎาคม 2563 – 21:57 น.

ผกก.ไอเดียเจ๋ง เปิดพื้นที่โรงพักให้เซลฟี่ แถมมีห้องอาบน้ำ จุดกางเต็นท์ให้ปชช.ผู้เดินทาง ซึ่งโรงพักหนึ่งเดียวในภาคตะวันออก เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ชมความงดงามของโรงพักโบราณอายุกว่า 50 ปี เซลฟี่กับวอลเปเปอร์โขลงช้างป่ามูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด

โรงพักหนึ่งเดียวในภาคตะวันออก ผกก.สภ.บ่อทอง บริการนักท่องเที่ยวกางเต็นท์-ห้องอาบน้ำ-ในโรงพัก เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ชมความงดงามของโรงพักโบราณอายุกว่า 50 ปี เซลฟี่กับวอลเปเปอร์โขลงช้างป่ามูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด

ผู้สื่อข่าวได้รับข้อมูลจากประชาชนชาวบ่อทอง และนักท่องเที่ยวที่ได้เดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่ อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี ว่าในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ว่าโรงพักบ่อทอง ถูกปรับให้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนชาวบ่อทอง รวมไปถึงเป็นจุดพักรถ จุดพักนอนของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่มาจากต่างถิ่นหรือที่สัญจรผ่านไปมา ยังเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมเข้ามาถ่ายภาพโรงพักโบราณ มาใช้บริการห้องน้ำ และกางเต็นท์เพื่อพักผ่อนในช่วงวันหยุด จึงได้เดินทางไปยัง สภ.บ่อทอง จ.ชลบุรี เพื่อขอทราบข้อมูลกับ พ.ต.อ.กุลชาต กุลชัย ผกก.สภ.บ่อทอง พบว่าภายใน สภ.บ่อทอง ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงพักนั้นมีพื้นที่ประมาณ 10 ไร่

โดย พ.ต.อ.กุลชาต ได้ปรับภูมิทัศน์รอบโรงพักด้วยการปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่ ทำให้บรรยากาศร่มรื่นลมพัดเย็นสบาย ด้านข้างของโรงพักเป็นจุดจอดรถประชาชนที่มาติดต่อราชการ สนามฟุตบอล ด้านหน้าโรงพักนอกจากจะสร้างศาลาเพื่อให้ประชาชนได้ใช้นั่งพักผ่อนแล้ว ลานด้านข้างยังปรับพื้นที่ไว้ให้เป็นลานกางเต็นท์นักท่องเที่ยวได้จำนวนกว่า 20 เต็นท์ 

ภายในโรงพักมีโซนเซลฟี่กับรูปภาพของโขลงช้างป่ามูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด นอกจากนี้ยังมีการสร้างโซนห้องอาบน้ำ ห้องสุขา ไว้บริการไว้สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว รวมถึงห้องอาบน้ำ ห้องสุขาสำหรับคนพิการ  จุดไฮไลท์สำคัญเป็นบริเวณด้านข้างโรงพัก ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงพักโบราณอายุกว่า 50 ปี ก่อสร้างสมัยทหารอเมริกันได้เข้ามาตั้งฐานทัพในจังหวัดชลบุรี  โดยโรงพักโบราณแห่งนี้เป็นโรงพักแห่งเดียวในภาคตะวันออก ที่ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ พ.ต.อ.กุลชาต ได้ทำการบูรณะและอนุรักษ์ไว้ให้เป็นสมบัติของแผ่นดินและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พ.ต.อ.กุลชาต ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “โรงพักบ่อทอง จะมีชาวบ้าน พ่อค้าแม่ค้าที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดมาขอพักอาศัย เขาจะมาขอพักผ่อน ขอนอนค้างคืนกันที่บริเวณศาลาหน้าโรงพัก นักท่องเที่ยวก็มาขอกางเต็นท์หน้าโรงพัก ผมก็เลยมีแนวคิดว่าเราน่าจะสร้างห้องอาบน้ำ ห้องสุขาเพื่อบริการพวกเขา จึงได้ร่วมหารือกับ กต.ตร.โรงพัก หาทุนมาสร้างห้องอาบน้ำ ห้องสุขา เบื้องต้นสร้างไว้ 2 ห้องเพื่อบริการประชาชนและนักท่องเที่ยว และยังได้สร้างห้องอาบน้ำ ห้องสุขา ไว้บริการคนพิการอีก 1 ห้องด้วย

พ.ต.อ.กุลชาต กล่าวอีกว่า ขณะนี้พื้นที่อำเภอบ่อทอง มีความเจริญ ในช่วงวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก เป็นแนวแอดแวนเจอร์ แนวทำบุญ แนวเที่ยวชมธรรมชาติ จะเยอะมาก อำเภอบ่อทอง มีแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ๆ หลายแห่ง อาทิ เขาระเบิด บ่อทองบุรี บ้านแม่หญิงสุภากาญจน์ ก็อยากจะเชิญชวนให้มานักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวกัน   

ส่วนโรงพักโบราณ สภ.บ่อทอง นี้สร้างเมื่อประมาณปี 2517 สมัยที่ทหารอเมริกันเข้ามาตั้งฐานทัพอยู่ในประเทศไทย ซึ่งพื้นที่ไหนที่มีคอมมิวนิสต์อยู่ทหารอเมริกันก็จะสร้างโรงพักไว้ โดยจะเอาไม้ในพื้นที่มาปลูกสร้าง ห้องขังก็ยังคงเป็นลูกกรงขังเป็นแบบดั้งเดิม  

ตอนนี้ก็มีนักท่องเที่ยวก็เริ่มเข้ามาชม มาถ่ายรูปกัน กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นใน สภ.บ่อทอง พี่น้องประชาชนสามารถมาถ่ายภาพได้ ส่วนภายในโรงพักผมก็จัดเอาพื้นที่ด้านในซึ่งเป็นจุดบริการประชาชน ติดวอลเปเปอร์รูปโขลงช้างที่ได้บันทึกภาพมาเป็นโขลงช้างที่อยู่ในมูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัดที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานมูลนิธิอยู่ สามารถมาเซลฟี่กับภาพโขลงช้างได้ในโรงพักได้ ผมก็อยากจะเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวอำเภอบ่อทอง แต่ขอให้ศึกษาเส้นทางถ้าจะไปเที่ยวเขาระเบิดก็ต้องเตรียมพร้อมในเรื่องรถยนต์ รถจักรยานยนต์ที่จะต้องขึ้นภูเขา เพราะเป็นการท่องเที่ยวแนวแอดแวนเจอร์ ในส่วนด้านความปลอดภัยและการบริการนั้น ตำรวจ สภ.บ่อทอง ดูแลเต็มที่ 


ธนา ธรรรมวาที/เจียรพรรณ สุรนันท์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

คุณยาย 100 ปี ปลื้มใจ​คนเข้าออกให้กำลังใจเยอะ หลังเป็นข่าวใช้ชีวิตลำพังด้วยเบี้ยยังชีพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

คุณยาย 100 ปี ปลื้มใจ​คนเข้าออกให้กำลังใจเยอะ หลังเป็นข่าวใช้ชีวิตลำพังด้วยเบี้ยยังชีพ

คุณยาย 100 ปี ปลื้มใจ​คนเข้าออกให้กำลังใจเยอะ หลังเป็นข่าวใช้ชีวิตลำพังด้วยเบี้ยยังชีพ22 กรกฎาคม 2563 – 16:07 น.

หลังจากข่าวออกไปว่าพบคุณยายอายุร้อยปีใช้ชีวิตลำพัง ใช้เงินผู้สูงอายุ 1,000 บาท ดำรงชีพ ปลื้มใจ​คนเข้าออกให้กำลังใจเยอะ

หลังจากข่าวออกไปว่าพบคุณยายอายุร้อยปีใช้ชีวิตลำพัง ใช้เงินผู้สูงอายุ 1,000 บาท ดำรงชีพ ปลื้มใจ​คนเข้าออกให้กำลังใจเยอะ คือคุณยายโสพิน รสหอม หญิงชราในวัย 100 ปี พักอาศัยอยู่ภายในบ้านหลังน้อยตามลำพังภายในซอยแกรก 4/2 ม.4 ต.หนองปลาไหล อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยอาศัยเพียงเบี้ยยังชีพคนชรา เดือนละ 1,000 บาท เพื่อประคองชีวิตยังชีพอยู่ในปัจจุบัน ตัวบ้านไม้สังกะสีที่เจ้าของพื้นที่นั้นให้ปลูกบ้านพักอาศัย ส่วนบ้านมีพนักงานเมืองพัทยามาปลูกให้นานกว่า 10 ปีแล้ว ส่วนตนก็ใช้เงินคนชรา 1,000 บาท มาจ่ายค่าน้ำไฟเดือนละ 200 บาท

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่อีกครั้ง​พบว่ามีประชาชนและหน่วยงานต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือกันเป็นจำนวนมาก​ และในวันนี้​ นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง สาธารณสุข​ได้ส่งตัวแทนนำ​ สิ่งของจำเป็นพวกข้าวสาร​อาหารแห้ง​ รถเข็นคนพิการ​ และเงินอีกจำนวนหนึ่งมามอบให้​ เพื่อเป็นขวัญ​และกำลังใจ พร้อมทั้งนำเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลบางละมุง​มาตรวจสุขภาพ​ และทางเทศบาลหนองปลาไหลก็ส่งเจ้าหน้าที่ อสม. มาดูแล​ พร้อมทั้งจะส่งเจ้าหน้าที่กองช่างมาทำการปรับปรุง​ผิวทาง​ ทำท่อน้ำให้ยายใหม่เพื่อให้คุณยายสามารถไปเข้าห้องน้ำได้อย่างสะดวก

จากการสอบถามเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียง​ได้บอกว่าตอนนี้ยายโสพิน รสหอม มีกำลังใจขึ้นมากเพราะมีประชาชนหน่วยงานต่างๆ เข้ามาดูแลเป็นจำนวนมากพร้อมทั้งนำสิ่งของจำเป็น​ มามอบให้​ จนทำให้ยายมีกำลังใจสู้ต่อไป

ภาพข่าว​ อนันต์​ สุข​วัฒนะ​/เอกชัย​ สุข​วัฒนะ​ ผู้​สื่อข่าว​จ.ชลบุรี

ชาวนาระทม ชัยนาทแล้งหนักนาข้าวเสียหาย ซ้ำได้เงินสินไหมภัยแล้งไม่ครบ บุกร้อง คปภ. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ชาวนาระทม ชัยนาทแล้งหนักนาข้าวเสียหาย ซ้ำได้เงินสินไหมภัยแล้งไม่ครบ บุกร้อง คปภ.

ชาวนาระทม ชัยนาทแล้งหนักนาข้าวเสียหาย ซ้ำได้เงินสินไหมภัยแล้งไม่ครบ บุกร้อง คปภ.22 กรกฎาคม 2563 – 14:14 น.

ชาวนาชัยนาท ร้อง คปภ. ได้เงินค่าสินไหมไม่ครบจำนวนทุนประกัน หลังซื้อประกันภัยข้าวนาปีกับ ธ.ก.ส. เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงจากภัยแล้ง

ชาวนาในอำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท จำนวน 63 ราย เข้าร้องเรียน สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยจังหวัดชัยนาท (คปภ.ชัยนาท) เพื่อขอความช่วยเหลือ หลังได้รับความเดือดร้อน จากการซื้อประกันภัยข้าวนาปีกับ ธ.ก.ส. สาขาหันคา แต่เมื่อเกิดภัยพิบัติแล้ง ทำให้นาข้าวได้รับความเสียหาย กลับได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย ไม่ครบตามจำนวนทุนประกัน อีกทั้งเมื่อร้องเรียนกับ ธ.ก.ส. ชาวนาบางรายยังพบว่า ข้อมูลตัวเลขพื้นที่นาข้าว ที่ตนได้แจ้งความเสียหายจากภัยแล้ง ที่ส่งไปยัง ธ.ก.ส., กรมส่งเสริมการเกษตร, และบริษัทประกันภัย ไม่ตรงกัน จึงเข้าร้องเรียนกับ คปภ.ชัยนาท ให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงมาชี้แจง และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าว

น.ส.กฤษณา เกษดี อายุ 56 ปี ชาวนา ต.เด่นใหญ่ บอกว่า ตนมีพื้นที่ทำนาทั้งหมด 42 ไร่ ซึ่งเมื่อปี 2562 ได้ซื้อประกันภัยข้าวนาปี ผ่านทาง ธ.ก.ส.สาขาหันคา ไว้ทั้งหมด 42 ไร่ แต่เมื่อเกิดภัยพิบัติแล้ง เมื่อช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมา ทำให้พื้นที่ปลูกข้าวได้รับความเสียหายทั้งหมด จึงได้แจ้งความเสียหาย ไปยัง ธ.ก.ส. สาขาหันคา และ เกษตรอำเภอหันคา เพื่อขอรับเงินค่าสินไหมทดแทน ซึ่งต่อมาในเดือนเมษายน 2563 ได้มีเงินค่าสินไหม โอนเข้ามาบัญชีธนาคารของตน แต่ได้ไม่ครบตามจำนวนทุนประกันที่ทำไว้ จากที่คาดว่าจะได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนไร่ละ 1,500 บาท เป็นเงินจำนวน 63,000 บาท  แต่กลับได้รับมาเพียง 30,000 กว่าบาทเท่านั้น เมื่อแจ้งไปยัง ธ.ก.ส.หันคา ตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 เจ้าหน้าที่ได้รับเรื่องไว้ แต่เรื่องก็เงียบหายไป จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ออกมาชี้แจง ว่าเป็นเพราะเหตุใด

ขณะที่ นางฉวีวรรณ หงส์ทอง อายุ 47 ปี ชาวนา ต.หันคา บอกว่า ทำประกันภัยข้าวนาปีไว้ทั้งหมด 132 ไร่  โดยได้แจ้งพื้นที่เสียหายจากภัยแล้ง จำนวน 86 ไร่  แต่กลับได้รับค่าสินไหมทดแทน มาเพียง 40 ไร่เท่านั้น ได้รับเงินมา 60,000 บาท ส่วนความเสียหายอีก 46 ไร่ที่เหลือ กลับไม่ได้รับค่าสินไหม จึงต้องเข้ามาร้องเรียนให้ สำนักงาน คปภ.ชัยนาท ช่วยเหลือ เพราะตั้งใจว่าจะนำเงินค่าสินไหมดังกล่าว ไปซื้อพันธุ์ข้าวมาปลูกข้าวชดเชยที่เสียหายไป แต่กลับได้รับเงินไม่ครบจำนวน

เช่นเดียวกับชาวนาอีกหลายราย  ต่างได้รับเงินค่าสินไหมทดแทน ไม่ครบตามจำนวนทุนประกัน และชาวนาบางราย ยังพบว่า ข้อมูลตัวเลขพื้นที่ความเสียหายของตนเอง ที่ได้แจ้งไปยัง ธ.ก.ส. กับ หน่วยงานเกษตร เพื่อส่งไปยังบริษัทประกันภัย มีการบันทึกลงในฐานข้อมูลไม่ตรงกัน มีความคลาดเคลื่อนในเรื่องตัวเลขพื้นที่ความเสียหาย เช่น  บางคนแจ้งพื้นที่ความเสียหายไป 40 ไร่  แต่กลับถูกบันทึกลงในฐานข้อมูลเพียงแค่ 30 ไร่เท่านั้น   จึงขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบออกมาชี้แจง

ทั้งนี้ น.ส.วราภรณ์ แกล้วเกษตรกรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยจังหวัดชัยนาท (คปภ.ชัยนาท) ได้ประสานให้เจ้าหน้าที่จาก สมาคมประกันวินาศภัยไทย, ธ.ก.ส.สาขาหันคา และสำนักงานเกษตรอำเภอหันคา ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว โดยหลังจากได้พูดคุยและสอบถามข้อเท็จจริงกับเกษตรกรแล้ว

น.ส.กัลยา จุกหอม ผู้ช่วยผู้อำนวยการบริหารสายงานวิชาการ สมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่สอบถามข้อเท็จจริงกับเกษตรกรแต่ละราย พบว่าปัญหาดังกล่าว ส่วนใหญ่เกิดจากความไม่เข้าใจในรายละเอียดของการทำประกันภัยข้าวนาปี จึงได้ชี้แจงทำความเข้าใจ ว่าเงินค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับนั้น เป็นการจ่ายตามความเป็นจริง และเฉลี่ยตามสัดส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ส่วนรายที่พบว่า ข้อมูลตัวเลขความเสียหายที่แจ้งไป ไม่ตรงกับข้อมูลที่บริษัทประกันภัยได้รับนั้น เจ้าหน้าที่จะลงไปตรวจสอบในรายละเอียดอีกครั้ง ตั้งแต่การทำประชาคม ว่ามีการแจ้งความเสียหายจริงไว้จำนวนเท่าใดกันแน่ จากนั้นถึงจะมาชี้แจงให้เกษตรกรได้รับทราบต่อไป

ข่าว/ภาพ  ชฎารัฐ จันทร์พาหิรกิจ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.ชัยนาท

สารภาพสิ้น กองทุน อบต.นาหว้า เจ๊งไม่เป็นท่าเพราะบริหารงานหละหลวม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สารภาพสิ้น กองทุน อบต.นาหว้า เจ๊งไม่เป็นท่าเพราะบริหารงานหละหลวม

22 กรกฎาคม 2563 – 09:13 น.

สารภาพสิ้น กองทุน อบต.นาหว้า เจ๊งไม่เป็นท่าเพราะบริหารงานหละหลวม อดีตนายกฯ ปากแข็งอ้างใช้หนี้หมดแล้ว ชาวบ้านจ่อแจ้งความผู้เกี่ยวข้อง

จากกรณี ประชาชนชาวบ้านตาล หมู่ 9 ต.นาหว้า อ.นาหว้า จ.นครพนม ร้องเรียนว่า องค์การบริหารส่วนตำบลนาหว้า (อบต.นาหว้า) ยุบกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลนาหว้าอย่างกะทันหัน โดยอ้างว่าขาดทุนไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ เนื่องจากมีผู้เสียชีวิตสูงเกินไป ทำให้ชาวบ้านจำนวน 1,700 คน ที่ส่งเงินสะสมวันละบาท ในนามชื่อ”กองบุญเพื่อสวัสดิการฯ” ได้รับความเดือดร้อน เช่น บางรายส่งเงินเข้ากองทุนมานานถึง 12 ปี เพราะได้เงินคืนเพียง 600 บาท  บางคนเพิ่งส่งไม่กี่ปีก็ได้เงินคืนแค่ 9 บาท เป็นต้น ตามที่เสนอข่าวไปแล้ว

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง ผวจ.นครพนม สั่งสอบกองทุน อบต.นาหว้า แจ้งความดำเนินคดีกรรมการยกชุด

ล่าสุด ณ ศาลาประชาคม อบต.นาหว้า มีชาวบ้านผู้ที่ได้รับความเดือนร้อนมารอฟังคำอธิบายจากคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ (ชุดใหม่) โดยนายทินกร ขันแก้ว นายอำเภอนาหว้า ได้เชิญคณะกรรมการชุดปัจจุบันมาให้รายละเอียดในห้องประชุมก่อนที่จะออกไปพบกับชาวบ้านที่นั่งรออยู่ในศาลาประชาคม ซึ่งมี น.ส.แสงดาว อารีย์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครพนม (พมจ.ฯ) ร่วมประชุมด้วย เพราะถือว่า พมจ.ฯ เป็นส่วนหนึ่งในการจัดสรรเงินอุดหนุนตามนโยบายของรัฐบาล ขณะเดียวกัน อบต.นาหว้า ได้เชิญนายสนั่น บุตรจันทร์ อดีตนายก อบต.นาหว้า เข้าชี้แจงกรณีขณะดำรงตำแหน่งประธานกองทุนฯ ได้มีการนำเงินออกจากบัญชีไปใช้ส่วนตัวด้วย 

เบื้องต้น นายหนูเกณฑ์ ศรีบัว เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการชุมชนอาวุโส สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (พอช.ฯ) เล่าถึงความเป็นมาของกองทุนดังกล่าวที่ก่อตั้งเมื่อปี 2551 รวมทั้งจัดสรรเงินอุดหนุนเข้าบัญชีกองทุนฯ จำนวน 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 914,320 บาท ในเวลาเดียวกันทาง อบต.นาหว้า ก็สมทบให้อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งชาวบ้านก็รวมกลุ่มเป็นสมาชิกประมาณ 1,700 คน เพราะเห็นแผ่นปลิวโฆษณาของ อบต.นาหว้า ระบุว่าแค่ออมเงินวันละบาท สามารถช่วยเหลือเพื่อนร่วมชุชนฯ โดยการตั้งกองทุนฯเป็นสวัสดิการและให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามเกิด แก่ เจ็บ ตาย และให้ความร่วมมือช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ ตลอดจนเป็นทุนกู้ยืมเพื่อการประกอบอาชีพ กู้ยืมเพื่อการศึกษา ฯลฯ ภายหลังเกิดการทุจริตเพราะผู้มีอำนาจในขณะนั้นยักยอกเงินออกจากบัญชีไปกว่า 1 ล้านบาท กระทั่งกลายเป็นปัญหาเพราะขาดการบริหารจัดการที่ดี

ด้าน นายสิรวิชญ์ ไชยโคตร หัวหน้าสำนักปลัด อบต.นาหว้า ได้กล่าวว่าตนเข้ามารับไม้ต่อในช่วงที่กองทุนมีปัญหาแล้ว สิ่งที่ต้องรีบทำด่วนที่สุดคือแจ้งไปยังธนาคารเพื่อการเกษตรฯ (ธกส.) สาขานาหว้า ระงับการเบิกจ่ายเงินในบัญชีกองทุน ที่มีนายสนั่น บุตรจันทร์ นายก อบต.นาหว้า และรองนายกฯอีก 2 คน มีอำนาจในการเบิกถอนเงินในบัญชี ซึ่งในตอนหนึ่งนายสิรวิชญ์ฯพูดว่า ถ้าไม่ระงับไว้เงินในบัญชีจะไม่เหลือแม้แต่บาทเดียว

ภายหลังตามบัญชีดังกล่าวกลับมาได้ จึงตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาแทน แต่เห็นว่ากองทุนคงเดินหน้าต่อไปไม่ได้ จึงปรึกษากับคณะกรรมการเห็นควรยุบกองทุน แล้วนำเงินที่เหลือกว่า 8 แสนบาท เฉลี่ยคืนชาวบ้านทั้ง 1,700 คน แต่ชาวบ้านเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงร้องเรียนผ่านสื่อดังกล่าว ซึ่งนายสิรวิชญ์ยอมรับว่าการบริหารจัดการหละหลวมมาก การตั้งผู้มีอำนาจเบิกจ่ายก็มีเพียงข้าราชการการเมือง ไม่มีข้าราชการประจำเข้าไปมีส่วนร่วม ดังนั้นการถอนเงินออกจากบัญชีจึงง่าย และเท่าที่ทราบมีอดีตนายกฯ กับอดีตรองนายกฯ รวม 2 คน ที่สมรู้ร่วมคิดแอบยักยอกเงินออกจากบัญชีไปใช้ส่วนตัว

ด้าน นายสนั่น บุตรศรี อดีตนายก อบต.นาหว้า ที่อยู่ในห้องประชุมด้วย ยอมรับว่านำเงินออกจากบัญชีจริง โดยอ้างเหตุผลถึงสาเหตุจำเป็น แต่ได้ทยอยใช้หนี้จนหมดแล้ว แต่นายสิรวิชญ์งัดหลักฐานการใช้หนี้ขึ้นมาแย้งว่า นายสนั่นยังมีหนี้ค้างชำระอีก 4 แสนกว่าบาท ถ้านายสนั่นมีหลักฐานหักล้างก็นำมาเปิดเผยต่อที่ประชุม ซึ่งนายสนั่นตอบว่าไม่มี

นายทินกร ขันแก้ว นายอำเภอนาหว้า ได้กล่าวในที่ประชุมว่าการที่คณะกรรมการมีหนังสือถึงสมาชิกกองทุนฯ ตอบแบบสอบถามว่าเห็นควรยุบหรือไม่ยุบกองทุนฯนั้น ในระเบียบไม่ได้ระบุไว้ จึงถือว่าแบบสอบถามดังกล่าวโมฆะ จึงแนะนำคณะกรรมการชุดปัจจุบันเชิญสมาชิกทั้งหมดมาประชุมสามัญใหญ่ โหวตด้วยการออกเสียง แต่ถ้าไม่สามารถเชิญมาประชุมได้เป็นกลุ่มใหญ่ เนื่องจากสมาชิกกระจัดกระจายอยู่หลายหมู่บ้าน แนะให้ซอยย่อยด้วยการให้คณะกรรมการออกไปพบชาวบ้านในแต่ละหมู่ แล้วนำผลประชามติมาสรุปต่อไป

จากนั้นก็ออกมาพบกับชาวบ้านที่ศาลาประชาคม ซึ่งทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนฯ ขึ้นมาเมื่อปี 2551 ไม่เคยมีการเชิญประชุมหารือ หรือมีหนังสือแจ้งถึงบ้านแม้แต่ครั้งเดียว พอได้รับหนังสือครั้งแรกก็บอกว่ากองทุนเจ๊งแล้ว พร้อมให้ติดตามเงินที่อดีตนายกฯ นำไปใช้ส่วนตัว เชื่อทำคนเดียวไม่ได้แน่นอน จึงจะไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องที่ สภ.นาหว้า ส่วนจะเป็นวันไหนต้องหารือกับสมาชิกอีกครั้งหนึ่ง

โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2551 โดยมีสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดสรรเป็นเงินอุดหนุนตามนโยบายของรัฐบาล นำมาให้แต่ละชุมชนบริหารจัดการกันเอง อบต.นาหว้าในขณะนั้นมีนายสนั่น บุตรจันทร์ เป็นนายกฯ ได้เชิญชวนชาวบ้านในเขตตำบลนาหว้า จำนวน 15 หมู่บ้าน มาร่วมกันสะสมเงินวันละ 1 บาท มีระเบียบดังนี้หากสมาชิกเสียชีวิตจะได้รับเงินฌาปนกิจศพตามขั้นบันได เช่น เป็นสมาชิกน้อยกว่า 3 เดือน ได้รับเงินช่วยเหลือ 300 บาท เป็นสมาชิกครบ 8  ปี ได้รับเงิน 20,000 บาท แต่ถ้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินถึง 30,000 บาท เป็นต้น หรือถ้าเจ็บป่วยต้องนอนโรงพยาบาล ก็จะได้เงินตอบแทนวันละ 100 บาท แต่ไม่เกิน 1,000 บาท ฯลฯ ในทุกๆเดือนจะมีเจ้าหน้าที่มาเก็บเงินถึงบ้าน ปัจจุบันมีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 1,700 คน และด้วยไม่มีการบริหารจัดการที่ดี กลายเป็นช่องว่างให้มีการยักยอกเงินในบัญชีออกไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งนายสนั่นไม่ยอมเปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการชุดแรกให้ในที่ประชุมทราบ อ้างจะขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น

ข่าว/ภาพ ทวี อภิสกุลชาติ ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครพนม

ผู้ว่าฯศรีสะเกษ ประกาศผ่อนผันคนเข้า-ออกด่านชายแดนช่องสะงำ หลังปิดร่วม 4 เดือน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ผู้ว่าฯศรีสะเกษ ประกาศผ่อนผันคนเข้า-ออกด่านชายแดนช่องสะงำ หลังปิดร่วม 4 เดือน

21 กรกฎาคม 2563 – 17:45 น.

ศรีสะเกษ ผู้ว่าฯประกาศผ่อนผันคนเข้า-ออกที่ด่านชายแดนช่องสะงำชายแดนไทย–กัมพูชา หลังจากปิดนานร่วม 4 เดือน

เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จุดผ่านแดนถาวรไทย – กัมพูชาช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ตามที่ จ.ศรีสะเกษ ได้มีคำสั่งระงับการใช้ช่องทางการเข้า-ออกของบุคคล ยานพาหนะและสิ่งของ ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2563 ตามมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) นั้น เนื่องจากว่าขณะนี้การควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศไทยได้ผลดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับนายกรัฐมนตรีได้มีข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ. 2548 (ฉบับที่12) ผ่อนผันการใช้ช่องทางเข้ามในราชอาณาจักรเฉพาะเพื่อการขนส่งสินค้าเพื่อบรรเทาผลกระทบและขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าชายแดน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 35 (1) แห่ง พระราชบัญญัติโรคติดต่อพ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบกับข้อ 5 ของข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 12) และมติคณะกรรมการโรคติดต่อศรีสะเกษ

ผวจ.ศรีสะเกษ กล่าวต่อไปว่า ตนจึงได้มีคำสั่งดังต่อไปนี้ 1. ให้ผ่อนผันการใช้ช่องทางสำหรับการนำเข้า- ส่งออก ขนส่งสินค้าและสินค้าผ่านแดน  ณ จุดผ่านแดน ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ 2. ให้ผ่อนผันการใช้ช่องทางสำหรับการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรของบุคคล ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อ.ภูสิงห์  จ.ศรีสะเกษ 2.1 ผู้มีสัญชาติไทย 2.2 ผู้มีเหตุยกเว้นหรือเป็นกรณีที่นายกรัฐมนตรีหรือหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน กำหนดอนุญาตหรือเชิญให้เข้ามาในราชอาณาจักรได้ตามความจำเป็นโดยอาจกำหนดเงื่อนไขและเงื่อนเวลาได้ 2.3 บุคคลใดในคณะทูต คณะกงสุล องค์การระหว่างประเทศหรือผู้แทนรัฐบาล หรือหน่วยงานของรัฐต่างประเทศ ซึ่งมาปฏิบัติติงานในประเทศไทยหรือบุคคลในหน่วยงานระหว่างประเทศอื่นตามที่กระทรวงการต่างประเทศอนุญาตตามความจำเป็น ตลอดจนคู่สมรส บิดามารดา หรือบุตรของบุคคลดังกล่าว 2.4 ผู้ขนส่งสินค้าตามความจำเป็น แต่เมื่อเสร็จภารกิจแล้วให้กลับออกไปโดยเร็ว 2.5 ผู้ควบคุมยานพาหนะหรือเจ้าหน้าที่ประจำยานพาหนะซึ่งจำเป็นต้องเดินทางเข้ามาตามภารกิจ และมีกำหนดเวลาเดินทางออกนอกราชอาณาจักรชัดเจน 2.6 ผู้ไม่มีสัญชาติไทยซึ่งเป็นคู่สมรส บิดามารดา หรือบุตรของผู้มีสัญชาติไทย

ผวจ.ศรีสะเกษ กล่าวต่อไปว่า   2.7 ผู้ไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งมีใบสำคัญถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรหรือได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร 2.8 ผู้ไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งมีใบอนุญาตทำงานหรือได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานในราชอาณาจักรตามกฎหมาย  ตลอดจนคู่สมรสหรือบุตรของบุคคลดังกล่าว  2.9 ผู้ไม่มีสัญชาติไทย  ซึ่งเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาของสถานศึกษาในประเทศไทย ที่ทางการไทยรับรอง ตลอดจนบิดามารดา หรือผู้ปกครองของบุคคลดังกล่าว  ยกเว้นนักเรียนหรือนักศึกษาของโรงเรียนนอกระบบตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนหรือของสถานศึกษาอื่นของเอกชนที่มีลักษณะคล้ายกันดังนี้ 2.9.1 นักเรียนหรือนักศึกษาของสถาบันศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนประเภทนานาชาติหรือมหาวิทยาลัยในหลักสูตรนานาชาติ  ทั้งนี้ให้รวมถึงบิดามารดา หรือผู้ปกครองของบุคคลดังกล่าว 2.9.2 นักเรียนของโรงเรียนหรือสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือในสังกัดหน่วยงานอื่นของรัฐทั้งนี้ไม่รวมถึงบิดามารดาหรือผู้ปกครองของบุคคลดังกล่าว 2.9.3 นักเรียนของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนหรือโรงเรียนของสังกัดอื่นที่มีภารกิจในลักษณะเดียวกันทั้งนี้ไม่รวมถึงบิดามารดาหรือผู้ปกครองของบุคคลดังกล่าว 2.10 ผู้ไม่มีสัญชาติไทยซึ่งมีความจำเป็นต้องเข้ามารับการตรวจรักษาพยาบาลในประเทศไทยและผู้ติดตามของบุคคลดังกล่าวแต่ต้องไม่เป็นกรณีเข้ามาเพื่อการรักษาพยาบาลโรคโควิด-19 ทั้งนี้เฉพาะผู้มีความจำเป็นต้องเข้ามารับการตรวจรักษาพยาบาลในประเทศไทยที่เดินทางโดยทางอากาศโดยให้จำกัดจำนวนผู้ติดตามได้ไม่เกิน 3 คนและให้เข้ารับการกักกันในสถานพยาบาลเดียวกันรวมถึงต้องมีระยะเวลาที่อยู่ในราชอาณาจักรไม่น้อยกว่า 14 วัน

ผวจ.ศรีสะเกษ กล่าวต่อไปว่า  2.11 ผู้ไม่มีสัญชาติไทยซึ่งได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรตามข้อตกลงพิเศษ (Special  Arrangement) กับต่างประเทศ 2.11.1 ระยะยาวทั้งนี้ให้มีการกำหนดโควต้าจำนวนผู้เดินทางจากประเทศที่มีข้อตกลงพิเศษโดยกระทรวงการต่างประเทศเสนอขอความเห็นชอบจากศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) 2.11.2 ระยะสั้นทั้งนี้ให้มีการกำหนดโควต้าจำนวนผู้เดินทางจากประเทศที่มีข้อตกลงพิเศษโดยกระทรวงการต่างประเทศเสนอขอความเห็นชอบจากศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (โควิด-19) 3. ให้ผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคสำหรับผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  แนบท้ายคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ 7/2563 ลงวันที่ 30 มิถุนา 2563  ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง  ณ วันที่ 15 ก.ค. 2563

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ต่อมา นายอรรถพล อรรคบุตร นายอำเภอภูสิงห์ ได้มอบหมายให้นายสรศิริ จันดีบุตร ปลัดอำเภอภูสิงห์ ฝ่ายความมั่นคงนำสมาชิก อส.ภูสิงห์ที่ 19 ไปร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรช่องสะงำ เจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.๓ และ เจ้าหน้าที่ด่านควบคุมโรคติดต่อฯ ร่วมกันนำป้ายประกาศ คำสั่งจังหวัดศรีสะเกษที่ 2962/2563 เรื่อง การผ่อนผันการใช้ช่องทางเข้ามาในราชอาณาจักร ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์  จังหวัดศรีสะเกษ ลงนามโดย นายวัฒนา พุฒิชาติ ผวจ.ศรีสะเกษ สั่ง ณ วันที่ 15 ก.ค. 2563 ไปติดตั้งเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ที่บริเวณประตูเหล็กจุดผ่านแดนถาวรไทย – กัมพูชา ช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไปแล้ว

ผู้ว่าฯศรีสะเกษ ประกาศผ่อนผันคนเข้า-ออกด่านชายแดนช่องสะงำ หลังปิดร่วม 4 เดือน

ศิริเกษ   หมายสุข  ผู้สื่อข่าวภูมิภาคประจำ จ.ศรีสะเกษ

Holiday for Heroes ทริปเที่ยวฟรี&สิทธิพิเศษขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Holiday for Heroes ทริปเที่ยวฟรี&สิทธิพิเศษขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์

Holiday for Heroes ทริปเที่ยวฟรี&สิทธิพิเศษขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์21 กรกฎาคม 2563 – 15:08 น.

รัฐบาลโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตอบแทนความทุ่มเท เสียสละของเหล่าบรรดาฮีโร่ นักรบในสงครามต่อสู้กับไวรัสโควิด ผ่านโครงการ Holiday for Heroes ด้วย 4 โปรแกรมของขวัญสุดพิเศษ เที่ยวฟรีพร้อมสิทธิพิเศษอีกมากมาย

รัฐบาลโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ตอบแทนความทุ่มเท เสียสละของเหล่าบรรดาฮีโร่ นักรบในสงครามต่อสู้กับไวรัสโควิด ผ่านโครงการ Holiday for Heroes ด้วย 4 โปรแกรมของขวัญสุดพิเศษ เที่ยวฟรีพร้อมสิทธิพิเศษอีกมากมาย พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ตลอดจนประชาชนร่วมมอบของขวัญให้ฮีโร่บุคคลากรทางการแพทย์และพยาบาล คาดช่วยปลุกกระแสท่องเที่ยวในประเทศหลังผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ให้กลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวถึง โครงการ Holiday for Heroes ว่า “เป็นความตั้งใจของรัฐบาล โดย ททท. ที่ต้องการแสดงความขอบคุณ ตอบแทน และมอบกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลทั้งในโรงพยาบาลและสถาบันทางการแพทย์ที่ดูแลและรักษาคนไข้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งรัฐและเอกชนทั่วประเทศ ได้ออกไปท่องเที่ยวพักผ่อนหลังจากต้องทำงานอย่างหนักไม่ได้หยุดพักมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ของขวัญชุดใหญ่สำหรับมอบให้กับเหล่า “ฮีโร่” ผู้เสียสละในสงครามโควิดมี 4 โปรแกรม 

Holiday for Heroes ทริปเที่ยวฟรี&สิทธิพิเศษขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์


โปรแกรมที่ 1 ที่เป็นไฮไลต์สำคัญของโครงการนี้ คือ โปรแกรม ทริปเที่ยวฟรี สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาล จำนวน 5,000 คน โดยแต่ละท่าน จะได้รับของขวัญ 3 รายการ รวมมูลค่า 8,000 บาท ประกอบไปด้วย วอชเชอร์บัตรโดยสารเครื่องบิน ไป-กลับ 1 ใบ ,วอชเชอร์โรงแรมที่พัก 4-5 ดาว 1 คืน ,และ วอชเชอร์แพ็กเกจทัวร์หรือกิจกรรมท่องเที่ยว 1 ใบ ทั้งนี้ บุคคลากรทางการแพทย์และพยาบาล”ฮีโร่” จะต้องลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม ลุ้นรับสิทธิ์ทริปเที่ยวฟรี ผ่านทาง http://www.holiday-forheroes.com ระหว่างวันที่ 23 – 30 กรกฎาคม 2563 โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือกและเป็นผู้โชคดี 5,000 คน จะสามารถเข้าไปเลือกรับสินค้าและบริการท่องเที่ยวฟรี ได้ระหว่างวันที่ 11-15 สิงหาคม 2563 

Holiday for Heroes ทริปเที่ยวฟรี&สิทธิพิเศษขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์


นอกจากทริปท่องเที่ยวฟรีแล้ว บุคลากรทางการแพทย์และพยาบาล “ฮีโร่” ทั้ง 5,000 คนดังกล่าวข้างต้น ยังได้รับสิทธิพิเศษใน  โปรแกรมที่ 2 สำหรับซื้อสินค้าและบริการท่องเที่ยวในหมวดต่างๆ อาทิ โรงแรมที่พัก ตั๋วเครื่องบิน แพ็กเกจทัวร์ สปา ร้านอาหาร รถเช่า ให้กับครอบครัว ญาติพี่น้อง ฯลฯ ในราคาสุดพิเศษ Special discount ลดสูงสุดถึง 20-50% “ฮีโร่”สามารถเลือกซื้อสินค้าผ่านทาง http://www.forfamily.holiday-forheroes.com โดยเริ่มซื้อสินค้าได้ระหว่างวันที่ 11 -31 สิงหาคม 2563 

Holiday for Heroes ทริปเที่ยวฟรี&สิทธิพิเศษขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์


โปรแกรมที่ 3 เป็นโปรแกรมสำหรับประชาชนทั่วไปที่ต้องการเข้าร่วมตอบแทน แสดงความขอบคุณ บุคลากรทางการแพทย์และพยาบาล “ฮีโร่” ด้วยการซื้อวอชเชอร์สินค้าและบริการ ในราคาสุดพิเศษ Special discount ลดสูงสุดถึง 20-50% เพื่อมอบให้กับบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาล “ฮีโร่” โดยประชาชนทั่วไปสามารถเลือกซื้อสินค้าและบริการท่องเที่ยวให้กับ“ฮีโร่” ผ่านทาง http://www.foragift.holiday-forheroes.com ตั้งแต่วันที่ 11-31 สิงหาคม 2563 

และโปรแกรมที่ 4 สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ต้องการมอบของขวัญสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวให้กับบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาล“ฮีโร่”โดยกรอกข้อมูลสินค้าและบริการที่ต้องการมอบผ่านทาง https://forms.gle/xhgqRineFcmTtD7u7 ร่วมมอบของขวัญได้ตั้งแต่วันที่ ตั้งแต่วันที่ 11-31 สิงหาคม 2563”
สำหรับคุณสมบัติของบุคคลากรทางการแพทย์และพยาบาล“ฮีโร่” ที่เข้าร่วมกิจกรรม ลงทะเบียนเพื่อลุ้นรับสิทธิเที่ยวฟรี 5,000 คน จะต้องเป็นผู้ถือสัญชาติไทย มีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และทำงานอยู่ในโรงพยาบาลหรือสถาบันทางการแพทย์ที่ดูแลและรักษาคนไข้ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ โดยมีบัตรข้าราชการ บัตรพนักงาน หรือบัตรประจำตัวที่ออกโดยโรงพยาบาลต้นสังกัด

Holiday for Heroes ทริปเที่ยวฟรี&สิทธิพิเศษขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์


ขั้นตอนและวิธีการคัดเลือก บุคคลากรทางการแพทย์และพยาบาล“ฮีโร่” ผู้โชคดีจำนวน 5,000 คน (สำรอง 500 คน) นั้น ททท. จะคัดเลือกด้วยวิธีการจับฉลากหาผู้โชคดี ในวันที่ 4 สิงหาคม 2563 จากนั้นจะดำเนินการตรวจสอบข้อมูลความถูกต้อง ก่อนแจ้งข้อความยืนยันสิทธิ์ให้กับผู้โชคดีที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว ส่งลิงค์ Log-in เพื่อสามารถเข้าระบบเลือกซื้อสินค้าและบริการฟรี ตามรอบวันและเวลาที่โครงการแจ้ง ผ่านช่องทาง SMS และ Email ภายในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2563 นี้ 
ติดตามข้อมูลข่าวสารและรายละเอียดการเข้าร่วมโครงการ Holiday for heroes 
ได้ที่ http://www.holiday-forheroes.com 
Facebook: https://www.facebook.com/holidayforheroesthailand/

วิธีง่ายๆ ดูแลชุดว่ายน้ำของดีไซเนอร์สาว แองจี้ – แอนเจลิส บาเลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

วิธีง่ายๆ ดูแลชุดว่ายน้ำของดีไซเนอร์สาว แองจี้ – แอนเจลิส บาเลก

วิธีง่ายๆ ดูแลชุดว่ายน้ำของดีไซเนอร์สาว แองจี้ - แอนเจลิส บาเลก21 กรกฎาคม 2563 – 13:09 น.

วิธีง่ายๆ ดูแลชุดว่ายน้ำของดีไซเนอร์สาว แองจี้ – แอนเจลิส บาเลก รีเอทีฟไดเร็คเตอร์ แบรนด์ AB. Angelys Balek มาฝาก เพื่อให้สาวๆ ได้สวมใส่ชุดว่ายน้ำตัวโปรดตลอดฤดูกาล

“ชุดว่ายน้ำ” แฟชั่นไอเท็มชิ้นสำคัญของสาวๆ ที่ต้องมีติดตู้เสื้อผ้าไว้และเชื่อว่าสาวๆ หลายคนต้องเคยพบกับปัญหา ชุดว่ายน้ำตัวโปรดเสื่อมสภาพ ยืดย้วย ทำเอาทริปทะเลในฝันเป็นอันต้องล่ม วันนี้มีคำแนะนำการดูแลชุดว่ายน้ำจากดีไซเนอร์สาวผู้รักทะเล แองจี้ – แอนเจลิส บาเลก ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ แบรนด์ AB. Angelys Balek มาฝาก เพื่อให้สาวๆ ได้สวมใส่ชุดว่ายน้ำตัวโปรดตลอดฤดูกาล

คุณแองจี้ – แอนเจลิส แนะนำว่า 
•ควรทาครีมกันแดดก่อนใส่ชุดว่ายน้ำ หรือ ทาครีมกันแดดอย่างระมัดระวังไม่ให้สัมผัสกับเนื้อผ้าโดยตรง เพราะอาจทำลายเนื้อผ้าได้

วิธีง่ายๆ ดูแลชุดว่ายน้ำของดีไซเนอร์สาว แองจี้ - แอนเจลิส บาเลก

•ก่อนลงเล่นน้ำ ไม่ว่าจะน้ำทะเลหรือน้ำในสระว่ายน้ำ อย่างเพิ่งใจร้อนกระโดดลงน้ำทันที เพราะชุดว่ายน้ำจะซึมซับน้ำทะเล (ที่มีความเค็ม) และ สารคลอรีน โดยตรง สิ่งเหล่านี้มีผลต่อเนื้อผ้า แม้ว่าชุดว่ายน้ำของ   แบรนด์ AB. Angelys Balek จะใช้วัตถุดิบรีไซเคิลถึง 50% ซึ่งมาพร้อมกับคุณสมบัติพิเศษด้านความยืดหยุ่นกระชับรูปร่างเวลาสวมใส่ แห้งไว และตัดเย็บในโรงงานประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นโรงงานที่ผลิตให้กับแบรนด์ดังๆ มากมาย แต่ น้ำทะเลและคลอรีจะทำปฏิกิริยากับเส้นใย ส่งผลต่อความยืดหยุ่น ดังนั้นก่อนลงเล่นน้ำควรอาบน้ำให้ชุดว่ายน้ำเปียกเพื่อลดการดูดซึมน้ำทะเลและสารคลอลีน 

วิธีง่ายๆ ดูแลชุดว่ายน้ำของดีไซเนอร์สาว แองจี้ - แอนเจลิส บาเลก


•มาถึงวิธีทำความสะอาดชุดว่ายน้ำ สาวคนไหนที่คิดจะโยนชุดว่ายน้ำเข้าเครื่องซักผ้า แม้เครื่องซักผ้ารุ่นใหม่จะมีโปรแกรมถนอมผ้าก็ตาม แต่โปรดท่องไว้ว่า ห้ามทำเด็ดขาด!! ควรนำชุดว่ายน้ำไปแช่ในน้ำสะอาดอุณหภูมิปกติและบีบน้ำออกอย่างเบามือ ทำซ้ำ 3 – 4 ครั้ง แต่ใครที่กังวลเรื่องความสะอาดก็สามารถใช้ ผลิตภัณฑ์น้ำยาซักชุดว่ายน้ำ หรือ สบู่อ่อนๆ แช่และบีบอย่างเบามือในน้ำแรก และล้างด้วยน้ำสะอาดอีก 3 – 4 รอบ ที่สำคัญมากคือ ห้ามซักชุดว่ายน้ำด้วยน้ำอุ่น ห้ามขยี้ ห้ามบิดผ้าเด็ดขาด เพราะการบิดผ้าจะทำให้เส้นใยเกิดความเสียหาย ชุดว่ายน้ำจะยืดย้วยเร็วขึ้น และถ้าเป็นชุดว่ายน้ำที่มีการปักประดับเลื่อม ลูกปัด ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น

วิธีง่ายๆ ดูแลชุดว่ายน้ำของดีไซเนอร์สาว แองจี้ - แอนเจลิส บาเลก

•แสงแดด วายร้ายตัวฉกาจของชุดว่ายน้ำ ดังนั้นควรตากชุดว่ายน้ำในที่ร่มมีลมโกรก และก่อนจะเก็บชุดว่ายน้ำต้องตรวจเช็คให้แน่ใจก่อนว่า ชุดว่ายน้ำนั้นแห้งสนิทจริงๆ เพราะหากยังไม่แห้งสนิท ความชื้นเพียงเล็กน้อยก็อาจก่อให้เกิดเชื้อราและกลิ่นไม่พึงประสงค์ 

วิธีง่ายๆ ดูแลชุดว่ายน้ำของดีไซเนอร์สาว แองจี้ - แอนเจลิส บาเลก


•วิธีเก็บชุดว่ายน้ำมีหลากหลายวิธี บางรายอาจใส่ในถุงซิปล็อกแล้วนำไปแช่ตู้เย็น แต่สำหรับ แองจี้ – แอนเจลิส บาเลก แนะนำให้ แขวนชุดว่ายน้ำ เหมือนเสื้อผ้าปกติ เพราะช่วยให้ชุดว่ายน้ำคงรูปทรง และควรเก็บในห้องที่ไม่มีแสงแดดส่อง เพราะความร้อนที่สะสมในห้องจะทำให้ตู้เสื้อผ้าร้อน ส่งผลต่ออายุการใช้งานของชุดว่ายน้ำ อีกทั้งการพับชุดว่ายน้ำแล้วเก็บในตู้หรือลิ้นชักอาจทำให้เกิดความเสียหายของยางยืดและเนื้อผ้าได้ สาวๆ คนไหนมองหาชุดว่ายน้ำดีไซน์เริ่ดๆ ของแบรนด์ AB. Angelys Balek ก็สามารถแวะมาชมได้ที่ ชั้น G ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี  หรือ https://www.angelysbalekshop.com/ และ Instagram: @angelysbalekth 
#AB #ABWorld #ABAngelysBalek

กรี๊ดลั่นสนั่นเวที กองประกวด มิสแกรนด์ 2 จังหวัด ศรีสะเกษ – อุบลราชธานี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรี๊ดลั่นสนั่นเวที กองประกวด มิสแกรนด์ 2 จังหวัด ศรีสะเกษ – อุบลราชธานี

กรี๊ดลั่นสนั่นเวที กองประกวด มิสแกรนด์ 2 จังหวัด ศรีสะเกษ - อุบลราชธานี21 กรกฎาคม 2563 – 09:48 น.

กองเชียร์ทั้งจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี กรี๊ดสนั่นลั่นกองประกวด มิสแกรนด์ไทยแลนด์ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ผู้ชนะเลิศทั้ง 2 จังหวัด จะเป็นตัวแทนเข้าประกวดมีสแกรนประเทศไทยเดือนกันยายน นี้

วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 ที่ โรงแรมศรีพฤทธาลัยราชภัฏสัมมนาคาร ภายในมหาวิทยาลัยราภัฏศรีสะเกษ ได้มี นายสมชัย คล้ายทับทิม รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับ นายสถิตย์ ปัทมวัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มงาน ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุบลราชธานี ผู้แทน ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานในการเปิดการประกวด “มิสแกรนด์ไทยแลนด์ ประจำจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดศรีสะเกษ ปี 2020” โดยมี นายอวิรุทธ์ อรรคบุตร Provincial Director มิสแกรนด์ศรีสะเกษ และมิสแกรนด์อุบลราชธานี 2563 กรรมการบริหาร บริษัท เซิ้ง โปรดักชั่น แอนด์ ออร์แกไนเซอร์ จำกัด (SERNG PRODUCTION & ORGANIZER CO.,LTD) ผู้ผลิตภาพยนตร์ไทบ้านเดอะซีรีส์ และผลิตสื่อบันเทิงที่เชิดชูวัฒนธรรมความเป็นอีสาน เป็นผู้ดำเนินการประกวด เพื่อคัดเลือกสาวงาม ทั้งจากจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี เข้าไปประกวด มิสแกรนด์ในระดับประเทศ ในเดือนกันยายน 2563 นี้ ซึ่งวันนี้เป็นรอบตัดสิน หลังจากเก็บตัวมา 1 เดือนเต็ม ในการส่งเสริมด้านวัฒนธรรม ประเพณี และแหล่งท่องเที่ยวของทั้ง 2 จังหวัด โดยมีกองเชียร์สาวงามที่ติดตามมาชม มาเชียร์กันแน่น

การประกวด มีสแกรนด์ไทยแลนด์ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี เริ่มต้นขึ้นท่ามกลางบรรดากองเชียร์ที่ติตามมาชม และเชียร์กันอย่างเนื่องแน่น เริ่มจากการเปิดตัวสาวงามด้วยชุดรับรอง ของสาวงามจากจังหวัดศรีสะเกษ ที่เข้ารอบมา จำนวน 15 คน และสาวงามจากจังหวัดอุบลราชธานีที่เข้ารอบมา จำนวน 12 คน จากนั้นเปิดตัวสาวงามด้วยการแนะนำตนเองให้คณะกรรมการได้รับทราบ พร้อมโชว์หุ่นสาวๆ ด้วยชุดว่ายน้ำ ก่อนที่จะเปลี่ยนไปที่ชุดราตรีที่สายงดงาม สมกับเวทีของ มิสแกรนด์

ก่อนที่คณะกรรมการจะคัดเลือกเลือกสาวงามตัวแทนจากจังหวัดศรีสะเกษ 5 คน จากอุบลราชธานี 5 คน เพื่อมาตอบคำถาม ดูไหวพริบปฎิพาน ความฉลาด มีภูมิ จากนั้นก็ได้ทำการประกาศ รองทั้ง 4 คน และประกาศชื่อสาวงาม ท่ามกลางเสียงกรี๊ดของบรรดากองเชียร์เสียงดังสนั่นห้อง และผู้ที่ได้ครองตำแหน่ง มีสแกรนด์จังหวัดศรีสะเกษ คือ ผู้เข้าประกวดหมายเลข 14 น้อง มิลค์ นางสาว จันทิมา สายยศ ส่วนสาวงามที่ครองตำแหน่งมีส แกรนด์ จังหวัดอุบลราชธานี คือ ผู้เข้าประกวด หมายเลข 5 น้อง พิ้งค์ นางสาว ชุติยา เจียรกุล ซึ่งสาวงามทั้งสองคนก็จะเข้าสู่การเก็บตัว เพื่อเข้าร่วมการประกวด มีสแกรนด์ไทยแลนด์ ในเดือนกันยายน 2563 ที่ กรุงเทพมหานคร โดยจะมีการตัดเย็บชุดประจำจังหวัดเพื่อเข้าร่วมประกวดด้วย โดยจังหวัดศรีสะเกษ ชื่อชุด “ราชินี 4 ชนเผ่า” ส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ชื่อชุด “ก๋วยจั๋บอุบล” ที่เป็นชุดไทยทั้งสอง

ภาพ/ข่าว นายพงษ์พัฒน์ ไตรพิพัฒน์ / ศรีสะเกษ

น้ำไม่ไหลทั่วเมือง เทศบาลเมืองโคราชวิกฤตหนักชาวบ้านรวมตัวประท้วง เร่งแจกจ่ายน้ำด่วน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

น้ำไม่ไหลทั่วเมือง เทศบาลเมืองโคราชวิกฤตหนักชาวบ้านรวมตัวประท้วง เร่งแจกจ่ายน้ำด่วน

น้ำไม่ไหลทั่วเมือง เทศบาลเมืองโคราชวิกฤตหนักชาวบ้านรวมตัวประท้วง เร่งแจกจ่ายน้ำด่วน21 กรกฎาคม 2563 – 09:18 น.

เทศบาลเมืองโคราชวิกฤตใหญ่น้ำไม่ไหลทั่วเมืองชาวบ้านรวมตัวประท้วงขอเร่งแจกจ่ายทางด่วน หลังต้องซื้อน้ำใช้คันละ 800 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หน้าสำนักงานประปาเทศบาลนครราชสีมา นางละอองแก้ว ธรรมจักร อายุ 58 ปี พร้อมด้วยชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนกรณีน้ำประปาไม่ไหลนานนับเดือน ต้องซื้อน้ำใช้ บริเวณชุมชนโพธิ์ทอง หลังโรงพยาบาลเซนต์เมรี่ ซอย 15 กว่า 300 ครัวเรือน สร้างความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก โดยมีนายทวีศักดิ์ พันธ์วิเศษศักดิ์ ปลัดเทศบาลนครนครราชสีมา เป็นผู้รับเรื่องราวร้องทุกข์ดังกล่าว

นางละอองแก้ว ชาวบ้านผู้ได้รับความเดือดร้อน เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยเพื่อนบ้านหลายร้อยครัวเรือนได้รับความเดือดร้อนน้ำประปาไม่ไหลนานนับเดือน ต้องซื้อน้ำไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภค เฉลี่ยคันละ 800 บาท เพื่อมาใช้ในยามวิกฤตภัยแล้ง โดยทางประปาเทศบาลนครนครราชสีมา ไม่ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน แจกจ่ายน้ำก็ไม่ทั่วถึง อ้างเพียงแต่ว่ารถบรรทุกน้ำ ไม่มีงบประมาณในการซ่อมบำรุง ต้องรอผู้บริหารอนุมัติในการซ่อมรถ เหลือรถบรรทุกน้ำเพียง 1 คัน ในการกระจายช่วยเหลือบรรเทาทุกพี่น้องประชาชน ส่วนอีก 6 คันนั้นจอดอยู่ที่สำนักงานไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ จึงสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน เกี่ยวกับการแก้ปัญหาของคณะผู้บริหาร อีกครั้งโทรไปแจ้งข้อมูลสายตรงกับทางหน่วยงานเทศบาลก็ไม่มีใครรับโทรศัพท์จึงทำให้ชาวบ้านไม่มีที่พึ่ง แต่พอเวลาเก็บค่าน้ำ จะมีเจ้าหน้าที่มาตรงตามเวลาทุกเดือน ทั้งที่น้ำไม่ไหล จึงรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมและความต้องการที่จะช่วยเหลือชาวบ้านอย่างแท้จริง จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการในการช่วยเหลือบรรเทาทุกพี่น้องประชาชนอย่างเร่งด่วน

นายทวีศักดิ์ พันธ์วิเศษศักดิ์ ปลัดเทศบาลนครนครราชสีมา เปิดเผยว่า ในช่วงนี้เทศบาลประสบปัญหาวิกฤตภัยแล้งอย่างหนัก อีกทั้งยังพบว่ามีการขยายตัวของบ้านเมืองประชาชนเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ขนาดของท่อน้ำที่จะจ่ายแจกไปให้ชาวบ้านไม่เพียงพอ แนวทางการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น ให้ระดมรถน้ำจำนวน 7 คัน เร่งจ่ายแจกน้ำตามบ้านเรือนประชาชนเพื่อบรรเทาทุกข์ ส่วนโครงการระยะยาว ได้มีการงบประมาณจำนวน 8 ล้านบาท ขยายท่อเพิ่ม เพื่อเป็นการเพิ่มจำนวนน้ำให้เพียงพอกับพี่น้องประชาชน ในส่วนของการซื้อน้ำใช้ของประชาชนในช่วงนี้ ตนก็รู้สึกเป็นห่วงเป็นใย เพราะประชาชนเดือดร้อนเป็นบริเวณกว้าง แต่รถส่งน้ำมีจำนวนแค่ 7 คันไม่เพียงพอต่อความต้องการอย่างแน่นอน แต่ทางเทศบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามหาน้ำเข้ามาช่วยเหลือในช่วงวิกฤตแบบนี้

ภาพ/ข่าว ณัฐพงศ์ อรชร ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดนครราชสีมา