ประเทศไทยกับศักยภาพและความพร้อมรับมือโรคมะเร็ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627940

วันที่ 09 ก.ค. 2563 เวลา 06:00 น.ประเทศไทยกับศักยภาพและความพร้อมรับมือโรคมะเร็งรายงานผลสำรวจเรื่องความพร้อมเพื่อรับมือกับโรคมะเร็งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ระบุออสเตรเลียได้คะแนนสูงสุด ในขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 6 พร้อมเผยไทยมีศักยภาพและความพร้อมด้านการวางแผนรับมือโรคมะเร็ง

รายงานเรื่องความพร้อมเพื่อรับมือกับโรคมะเร็งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก : การขับเคลื่อนสู่มาตรการควบคุมโรคมะเร็งฉบับสากล (Cancer preparedness in Asia Pacific : Progress towards universal cancer control) ซึ่งจัดทำโดย The Economist Intelligence Unit โดยการสนับสนุนจากบริษัท โรช จำกัด ได้เผยผลวิเคราะห์ความพร้อมในด้านต่างๆ ของ 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในการรับมือกับความท้าทายเพื่อดูแลประชาชนและรักษาผู้ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง ซึ่งจะนำไปสู่การผลักดันให้มีมาตรการรองรับและควบคุมฉบับสากล

รายงานฉบับดังกล่าวได้วิเคราะห์ความพร้อมของ 10 ประเทศในเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ ประเทศไทย ออสเตรเลีย จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และเวียดนาม โดยเป็นการสำรวจ เก็บตัวอย่าง และวิเคราะห์ผลโดยผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งและระบบสาธารณสุขจากระดับภูมิภาค ซึ่งเจาะประเด็นใน 3 ด้านสำคัญคือ

  • นโยบายและการวางแผน
  • การให้บริการและรักษา
  • ระบบสุขภาพและการสนับสนุนจากรัฐบาล

โดยผลการสำรวจระบุว่า ประเทศออสเตรเลียได้คะแนนรวมสูงสุด ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 6 จากทั้งหมด 10 อันดับ ผลสำรวจยังระบุลำดับคะแนนที่น่าสนใจจากกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง (upper-middle income) อย่างประเทศไทยและมาเลเซีย ที่ได้คะแนนด้านมาตรการในวางแผนรับมือกับโรคมะเร็งได้ดีมากจนอยู่ในอันดับต้นๆ ของดัชนี อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานตามแผนการที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพยังเป็นปัญหาสำคัญที่หลายประเทศต้องหาทางรับมือ

ดร.ศุลีพร แสงกระจ่าง รองผู้อำนวยการด้านพัฒนาระบบสุขภาพ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่า ตามรายการนี้เห็นได้ว่าปัจจุบันประเทศไทยได้คะแนนสูงซึ่งอยู่ในอันดับ 4 ของการเป็นประเทศที่มีนโยบายและแผนการเตรียมพร้อมรับมือกับโรคมะเร็งดีที่สุด เมื่อมองลึกลงไปถึงที่มาของคะแนน ไทยยังได้รับคะแนนสูงที่สุดจากการเป็นประเทศที่สามารถดำเนินการตามหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งร่วมกับประเทศออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

ต้องยอมรับว่าโรคมะเร็งยังคงเป็นสาเหตุหลักที่คร่าชีวิตของผู้คนจำนวนมากในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทั้งยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตมากเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย โดย Top 5 โรคมะเร็งที่พบมากในประเทศไทย ได้แก่ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งสำไส้ใหญ่และไส้ตรง และมะเร็งปากมดลูก ตามลำดับ

โดยมีการคาดการณ์ว่า อนาคตภายในปี 2573 ภูมิภาคนี้จะมีผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นถึง 35 เปอร์เซ็นต์ และมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคนี้เพิ่มขึ้น 40 เปอร์เซ็นต์  ถึงแม้ว่าจะมีนโยบายการรับมือและสถาบันวิจัยโรคมะเร็งเกิดขึ้นมากมาย แต่อัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นและการตรวจพบโรคมะเร็งเมื่อโรคมีการลุกลามไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายแล้ว ยังเป็นปัญหาสำคัญที่เกือบทุกประเทศในภูมิภาคกำลังประสบอยู่

ปัจจุบันประชาชนคนไทยมีสิทธิได้รับบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคตามสิทธิหลักประกันสุขภาพ ด้วยการตรวจคัดกรองมะเร็งบางชนิด อาทิ ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก การตรวจคัดกรองมะเร็งในผู้สูงอายุ หรือการฉีดวัคซีนต่างๆ สำหรับในช่วงที่เกิดสถานการณ์โรคโควิด จำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งไม่ได้ลดลง ยังคงมีการรักษาอย่างต่อเนื่อง และมีการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไข้ให้ดีขึ้นอย่างเทเลเมดิซีน และการส่งยาให้ผู้ป่วยทางไปรษณีย์ แต่ผู้ป่วยรายใหม่มีจำนวนลดลง

ผลสำรวจของประเทศไทยที่น่าสนใจประจำปี 2563

· ด้านนโยบายและการวางแผน

ประเทศไทยมีแผนการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งแห่งชาติที่เข้มแข็ง ทั้งยังเป็นประเทศที่อยู่อันดับหนึ่งด้านงานวิจัยเรื่องโรคมะเร็งจากการที่มีสถาบันมะเร็งแห่งชาติ มีการจัดทำทะเบียนมะเร็ง มีการสร้างความตระหนักรู้เรื่องการดูแลรักษาสุขภาพและลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในหลายพื้นที่ให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีขั้นตอนการติดตามและประเมินผลของการวางแผนที่มีประสิทธิภาพ

สิ่งที่ประเทศไทยควรให้ความสำคัญมากขึ้นเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด คือการสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางและการจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการสร้างทะเบียนมะเร็งระดับประชากร ซึ่งครอบคลุมสถิติที่เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับการวางแผนการคัดกรองและรักษาในระยะยาวต่อไป

· ด้านการให้บริการและการรักษา

ประเทศไทยมียารักษาโรคมะเร็งที่ส่วนมากถูกบรรจุเข้าไปในระบบ ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงยาและเบิกค่ายาตามสิทธิผ่านระบบสาธารณสุข

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาการรักษาให้มีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางมากขึ้น โดยปัจจุบันประเทศไทยมีคะแนนด้านนี้อยู่ในลำดับที่ 10 ร่วมกับอินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม โดยเน้นด้านการทำนโยบายที่ครอบคลุมถึงการติดตามผลระยะยาว การพักฟื้น และการทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการยกระดับประสิทธิภาพให้แก่เครื่องมือทางรังสีวิทยา และเพิ่มจำนวนรังสีแพทย์ด้านมะเร็งวิทยา และบุคลากรสุขภาพด้านอื่นๆ

ประเทศไทยควรพิจารณามาตรการเพิ่มเติมสำหรับการตรวจคัดกรองแต่เนิ่นๆ ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยพบว่าตนเองมีความผิดปกติที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ดีกว่าการพบว่าเป็นโรคมะเร็งเมื่อโรคลุกลามไปมากแล้ว ซึ่งในรายงานได้แนะนำว่า ประเทศไทยควรมีการให้บริการตรวจคัดกรองมะเร็งเบื้องต้น เช่น การตรวจแมมโมแกรม และการตรวจหาเม็ดเลือดแดงในอุจจาระ ตั้งแต่ในระดับสถานีอนามัย และสร้างความตระหนักด้านการคัดกรองและวิธีการรักษาให้ประชาชนในทั่วทุกพื้นที่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น

· ด้านระบบสุขภาพและการสนับสนุนจากรัฐบาล

หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทยได้รับคำชมและเป็นแบบอย่างให้นานาประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในแง่ของการลดค่าใช้จ่ายเพื่อสุขภาพ ลดอัตราการเสียชีวิตในเด็ก ทั้งยังเพิ่มขั้นตอนการรักษาด้วยยาต้านไวรัสและการบำบัดทดแทนไต และลดอุปสรรคในการทำงานเนื่องจากอาการเจ็บป่วย

ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง แต่กลับมีมาตรการการดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึงแม้มีทรัพยากรจำกัด และมีคุณภาพเทียบเท่ากับประเทศในกลุ่มที่มีรายได้สูง

ทางด้าน นายฟาริด บิดโกลิ ผู้จัดการทั่วไปบริษัท โรช ไทยแลนด์ พม่า กัมพูชา และลาว กล่าวว่า สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญเพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมมากยิ่งขึ้นในการรับมือโรคมะเร็ง คือ การสร้างระบบทะเบียนมะเร็งระดับประชากร การกำหนดงบประมาณและค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุข เพื่อลดช่องว่างให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงความต้องการของผู้ป่วยเป็นสำคัญ โดยปัญหาที่ได้ถูกพูดถึงในรายงานนี้ จำเป็นต้องอาศัยการร่วมมือกันของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ ที่ส่งผลให้งบประมาณด้านสาธารณสุขและการบริการด้านการแพทย์มีค่อนข้างจำกัด ทั้งนี้ โรชมีความตั้งใจที่จะร่วมมือกับรัฐบาลไทยและหน่วยงานด้านสาธารณสุข ในการมุ่งพัฒนานโยบาย รวมไปถึงโครงการทางการแพทย์ เพื่อให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพและได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างยั่งยืน

.

อ้างอิง : รายงานความพร้อมเพื่อรับมือกับโรคมะเร็ง ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก: การขับเคลื่อนสู่มาตรการควบคุมโรคมะเร็งฉบับสากล 

5 ท่าเวิร์คเอาท์แก้ปวดหลัง-ไหล่ ไล่ออฟฟิศซินโดรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627885

วันที่ 08 ก.ค. 2563 เวลา 11:30 น.5 ท่าเวิร์คเอาท์แก้ปวดหลัง-ไหล่ ไล่ออฟฟิศซินโดรมเทรนเนอร์หุ่นเท่แชร์ 5 ท่าออกกำลังกายแบบชิลๆ ที่หนุ่มๆ สาวๆ นั่งทำงานติดโต๊ะ สามารถทำได้ง่ายๆ บรรเทาอาการปวดหลัง ปวดไหล่

โดยเฉลี่ยแล้วคนส่วนใหญ่มักจะนั่งทำงาน 7-8 ชั่วโมงในหนึ่งวันหรือบางคนอาจมากกว่านั้น และเมื่อต้องนั่งทำงานนานๆ ทีไร อาการปวดหลัง ปวดไหล่ก็มาทุกที ซึ่งการนั่งนานๆ โดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถหรือขยับเขยื้อนร่างกายไปทำกิจกรรมอื่นบ้าง อาจทำให้เกิดอาการ “ออฟฟิศซินโดรม” รวมถึงส่งผลเสียต่อสุขภาพและบุคลิกภาพในระยะยาวได้ เช่น อาการปวดหลัง ปวดไหล่ ไหล่ห่อ หลังค่อม

เทรนเนอร์หุ่นเท่จาก ฟิตเนส เฟิรส์ท ประเทศไทยแนะนำเรื่องของการนั่งติดโต๊ะนานๆ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงาน นั่งดูทีวี หรือเล่นโทรศัพท์ อาจทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกและบ่าต้องรับภาระหนัก จึงต้องกระตุ้นให้มีการยืดเหยียดบ้าง ส่วนกล้ามเนื้อหน้าท้อง ก้น และต้นขาด้านหลัง มักจะอ่อนแรงเพราะไม่ค่อยได้ขยับตัว จึงต้องเสริมให้แข็งแรงขึ้น ซึ่ง 5 ท่าเวิร์คเอาท์ชิลๆ ต่อไปนี้จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย ช่วยให้นั่งทำงานสบายขึ้น รวมถึงปรับบุคลิกภาพให้ดูดีโดยใช้เก้าอี้นั่งทำงานนี่แหละเป็นตัวช่วย

ท่าแรก “ยืดกล้ามเนื้อหน้าอก”

เริ่มท่าแรกแบบเบาๆ ด้วยการนั่งบนเก้าอี้ แล้วใช้มือสองข้างประสานกันไว้ที่ด้านหลัง จากนั้นค่อยๆ ยืดหน้าอกขึ้นให้ตึง พร้อมกับหายใจเข้า-ออกอย่างต่อเนื่อง โดยไม่กลั้นหายใจ ควรทำท่านี้อย่างน้อย 2 เซ็ตๆ ละ 20-30 วินาที

ท่าที่สอง “ยืดกล้ามเนื้อบริเวณคอ และบ่า”

นั่งบนเก้าอี้โดยใช้มือข้างใดข้างหนึ่งแตะไปที่บริเวณด้านหลังศีรษะ แล้วค่อยๆ กดศีรษะลงด้านเดียวกับมือข้างที่กด จากนั้นให้นำมืออีกข้างหนึ่งไพล่หลังเพื่อล็อกไว้ โดยให้สายตามองที่พื้น ทำท่านี้ค้างไว้ประมาณ 20 วินาที จะรู้สึกตึงบริเวณไหล่และคอ จากนั้นทำสลับอีกข้างนับเป็น 1 เซ็ต ทำสัก 2-3 เซ็ต จะช่วยให้ร่างกายช่วงบนทั้งหมดผ่อนคลายและรู้สึกสบายขึ้น  

ท่าที่สาม “กระตุ้นกล้ามเนื้อบริเวณหลังส่วนบน”

จัดท่านั่งบนเก้าอี้โดยให้หลังตั้งตรง จากนั้นเหยียดแขนและมือทั้งสองข้างไปด้านหน้า แล้วค่อยๆ ดึงข้อศอกไปด้านหลัง ในระหว่างการดึงต้องพยายามบีบสะบักหรือหลังเข้าหากัน และโฟกัสไปที่กล้ามเนื้อให้ตึงหรือเกร็งไว้ อย่าปล่อยหัวไหล่ลง ทำสัก 15-20 ครั้ง ท่านี้นอกจากจะยืดกล้ามเนื้อช่วงกลางลำตัวแล้วยังช่วยปรับบุคลิกภาพให้ดีขึ้นด้วย

ท่าที่สี่ “บริหารแกนกลางลำตัว”

ท่านี้เป็นการบริหารหน้าท้องที่อ่อนแรงด้วยท่าแพลงก์บนเก้าอี้ เริ่มจากวางแขนทั้งสองข้างไว้บนเก้าอี้ และยืดขา มาด้านหลัง โดยให้ลำตัวและสะโพกอยู่ในแนวเดียวกัน จากนั้นเกร็งสะโพกและหน้าท้องเอาไว้ และที่สำคัญคือ ต้องไม่หย่อนสะโพกลงหรือยกสะโพกสูงเกินไป แต่พยายามให้แกนกลางลำตัวและสะโพกอยู่ในแนวเดียวกัน หายใจเข้า-ออกต่อเนื่อง ทำค้างไว้ประมาณ 20-30 วินาที จะช่วยให้หน้าท้องและสะโพกแข็งแรงขึ้น

ท่าที่ห้า “บริหารกล้ามเนื้อ ก้น สะโพก และต้นขา”

ท่าชิลๆ ท่าสุดท้าย เป็นการเวิร์คเอาท์ด้วยท่าซูโม่ สควอช เพื่อบริหารกล้ามเนื้อ ก้น สะโพก และกล้ามเนื้อต้นขา ให้แข็งแรงขึ้น เริ่มด้วยท่านั่งหลังตรงบนเก้าอี้ งอแขนทั้งสองข้างขึ้น เปิดปลายเท้าออกด้านนอก แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืนพร้อมกับเกร็งช่วงสะโพกไปพร้อมๆ กัน จากนั้นนั่งลงช้าๆ บนเก้าอี้ตามเดิม ระหว่างที่กำลังลุกขึ้นยืนและนั่งท่านี้ ต้องอย่าให้เข่าชิดกัน ทำท่านี้ติดต่อกัน 15-20 ครั้งต่อเซ็ต จำนวน 2-3 เซ็ต

ย้ำกันสักนิดว่า 5 ท่าเวิร์คเอาท์สุดชิลนี้ สามารถทำได้ง่ายๆ ใช้เวลาไม่นาน และไม่ต้องใช้อุปกรณ์มากมาย นอกจากเก้าอี้ตัวเดียวก็ออกกำลังกายได้แล้ว แต่ที่สำคัญ คือ ต้องเลือกเก้าอี้แบบที่ไม่มีล้อเลื่อน เพื่อป้องกันอันตรายจากการเลื่อนไหลของเก้าอี้ด้วย นอกจากนี้อย่ามัวแต่เวิร์คอย่างเดียว แต่ต้องให้เวลากับการเวิร์คเอาท์อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะ Work ที่ไหนก็ยังสุขภาพดี

ทำไมยาแก้แพ้กินแล้วง่วง? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627881

วันที่ 08 ก.ค. 2563 เวลา 11:11 น.ทำไมยาแก้แพ้กินแล้วง่วง?รู้จักกับ “ยาแก้แพ้” ยาที่รักษาอาการโรคภูมิแพ้ โรคที่พบบ่อยในคนไทย ข้อควรระวังของการใช้ยา พร้อมไขข้อสงสัย…ทำไมกินแล้วง่วง?

โรคภูมิแพ้ เป็นโรคที่พบบ่อยในคนไทย เกิดจากการที่ร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไปแล้วกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน และมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารนั้นมากผิดปกติ ภายหลังเมื่อได้รับสารนั้นเข้าไปอีก ภูมิคุ้มกันดังกล่าวก็จะกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ขึ้น ซึ่งจะเกิดอาการเฉพาะในคนที่แพ้เท่านัน แต่ในคนปกติจะไม่เกิดอาการ

อากาศเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดโรคแพ้อากาศได้อย่างไร?

ผู้ป่วยที่เป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ จะมีปัญหาเรื่องการปรับตัวของเยื่อบุจมูก โดยจมูกจะไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอากาศ ไม่ว่าจะเป็นอากาศร้อนหรือเย็น ความชื้นของอากาศ ตลอดจนกลิ่นฉุนหรือสิ่งระคายเคืองต่างๆ จึงมักเรียกกันว่า “โรคแพ้อากาศ” ซึ่งโรคนี้พบได้ทุกเพศทุกวัย ผู้ป่วยจะมีอาการจาม, คัดจมูก, น้ำมูกไหล, คันจมูกจึงมักขยี้จมูกจนเกิดรอยบริเวณสันจมูก, มีเสมหะในคอ, เลือดกำเดาไหลบ่อย, อาจพบอาการคันตา, แสบตา, น้ำมูกไหล, คันหูและหูอื้อได้ เป็นต้น

ยาแก้แพ้แต่ละกลุ่มต่างกันอย่างไร และมีข้อควรระวังอะไรบ้าง?

1. ยาต้านฮีสตามีนกลุ่มดั้งเดิม (conventional antihistamines)

เป็นยาต้านฮีสตามีนรุ่นแรก ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้เช่น คลอเฟนิรามีน (chlorpheniramine), ไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine), ไดเมนไฮดริเนต (dimenhydrinate), ไฮดรอไซซีน (hydroxyzine), ทริโปรลิดีน (triprolidine), บรอมเฟนิรามีน (brompheniramine), คีโตติเฟน (ketotifen) และ ออกซาโทไมด์ (oxatomide)

ยาในกลุ่มนี้สามารถใช้รักษาอาการเยื่อจมูกอักเสบเนื่องจากภูมิแพ้ ที่มีอาการคัน, จาม, นํ้ามูกไหล และมักให้ร่วมกับยาชนิดอื่นตามอาการที่แสดง เยื่อตาขาวอักเสบเนื่องจากภูมิแพ้ที่เป็นตามฤดูกาล ผื่นลมพิษ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง อาการคันผื่นขึ้นเนื่องจากแมลงกัดต่อย สัมผัสพืชพิษ หรือสัมผัสสารเคมีบางอย่าง บรรเทาอาการ นํ้ามูกไหล จาม คันจมูก นอกจากนี้ยังสามารถบรรเทาอาการเมารถ เมาเรือได้

สำหรับคีโตติเฟน และ ออกซาโทไมด์ สามารถใช้ในการรักษาและป้องกันอาการภูมิแพ้ได้ เนื่องจากยาทั้งสองตัวสามารถทำให้เยื่อหุ้มของเซลล์ที่หลั่งฮีสตามีน และสารก่ออักเสบอื่นๆ ทนทาน จึงเป็นการป้องกันการปลดปล่อยสาร ซึ่งการใช้เพื่อป้องกัน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดต้องใช้ยาอย่างสม่ำเสมอก่อนสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ ประมาณ 2 สัปดาห์ 

ยาในกลุ่มนี้สามารถผ่านเข้าสู่สมอง ไปกดระบบประสาทได้ จึงทำให้ผู้ที่ใช้ยามีอาการง่วงซึม แต่บางครั้งในเด็ก คนชรา หรือผู้ที่ได้รับยาขนาดสูง อาจพบอาการกระวนกระวาย อยู่นิ่งไม่ได้ นอนไม่หลับ ส่วนอาการข้างเคียงอื่นๆ เช่นจมูกแห้ง ปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า ไม่สบายทางเดินอาหาร ปัสสาวะคั่ง นํ้าหนักตัวเพิ่ม

เนื่องจากยากลุ่มนี้ทำให้ง่วงซึม จึงควรระวังการใช้ในผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องจักร ขับรถ และห้ามใช้ร่วมกับยากล่อมประสาท ยานอนหลับ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ระวังการใช้ในเด็กเล็ก เพราะอาจทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ยาในกลุ่มนี้อาจทำให้อาการความดันในลูกตาผิดปกติและภาวะปัสสาวะคั่งแย่ลงจึงควรระวังการใช้ในผู้ป่วยบางโรคเช่น ความดันในลูกตาสูง ต้อหินบางชนิด และต่อมลูกหมากโต ระวังการใช้ในผู้ที่อยู่ระหว่างการให้นมบุตรด้วยนํ้านมตนเองเนื่องจากยาสามารถขับออกทางนํ้านมได้ และมียาบางตัวอาจก่อให้ทารกเกิดวิกลรูป (หรือทารกที่คลอดออกมามีความผิดปกติ) ดังนั้นหญิงมีครรภ์ที่ต้องการใช้ยาจึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง

2. ยาต้านฮีสตามีนกลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วงนอน (non-sedating antihistamines)

ยาต้านฮีสตามีนกลุ่มนี้ออกฤทธิ์เช่นเดียวกับยาต้านฮีสตามีนกลุ่มดั้งเดิม แต่ยาในกลุ่มนี้ผ่านเข้าสมองได้น้อยมากจึงทำให้ง่วงซึมน้อยกว่า ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้เช่น เซทิริซีน (cetirizine), เลโวเซทิริซีน (levocetirizine), เฟโซเฟนาดีน (fexofenadine) และ ลอราทาดีน (loratadine) เป็นต้น

ยาต้านฮีสตามีนกลุ่มนี้สามารถใช้รักษาอาการต่างๆ ได้คล้ายกับกลุ่มดั้งเดิมคือ เยื่อจมูกอักเสบเนื่องจากภูมิแพ้ เยื่อตาขาวอักเสบเนื่องจากภูมิแพ้ที่เป็นตามฤดูกาล ผื่นลมพิษ (โดยเฉพาะ เซทิริซีน ให้ผลดีในการลดผื่นลมพิษแบบเฉียบพลัน และลดอาการคันได้เร็วกว่ายาอื่นในกลุ่มเดียวกัน เนื่องจากยาออกฤทธิ์เร็ว) และผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง แต่อาจให้ผลบรรเทาอาการนํ้ามูกไหล อาการเมารถ เมาเรือ ได้ไม่ดีเท่ากลุ่มดั้งเดิม

อาการง่วงซึม จมูกแห้ง ปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า จะพบน้อยกว่ากลุ่มดั้งเดิม ในผู้ที่รับประทานยาอื่นร่วมด้วย ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ เนื่องจากอาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาเมื่อรับประทานร่วมกับยาฆ่าเชื้อบางชนิด ระวังการใช้ในผู้ที่อยู่ระหว่างการให้นมบุตรด้วยนํ้านมตนเองเพราะยังมีข้อมูลน้อย ระวังการใช้ยาในผู้ป่วยโรคตับ โรคไต และผู้ที่มีประวัติคลื่นหัวใจผิดปกติ เพราะอาจต้องปรับขนาดยาลดลง และเนื่องจากมียาบางตัวอาจก่อให้ทารกเกิดวิกลรูปได้เช่นเดียวกับกลุ่มดั้งเดิม ดังนั้นหญิงมีครรภ์ที่ต้องการใช้ยาจึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง

สรุป ยาแก้แพ้ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามผลข้างเคียง ได้แก่

1.ชนิดที่ทำให้ง่วง (ยาแก้แพ้รุ่นเดิม) ใช้รักษาอาการเยื่อจมูกอักเสบเนื่องจากภูมิแพ้ ที่มีอาการคัน, จาม, น้ำมูกไหล ผื่นลมพิษ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง อาการคันผื่นขึ้นเนื่องจากแมลงกัดต่อย สัมผัสพืชพิษ หรือสัมผัสสารเคมีบางอย่าง นอกจากนี้ยังสามารถบรรเทาอาการเมารถ เมาเรือได้  ยานี้มีผลข้างเคียงทำให้ง่วงจึงบรรเทาอาการนอนไม่หลับได้ชั่วคราว ข้อควรระวังในการใช้ยากลุ่มนี้ มีหลายข้อ เช่น

  • ไม่ควรใช้ยาติดต่อกันนานๆ
  • ไม่ควรใช้ในผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องจักร ขับรถ
  • ห้ามใช้ร่วมกับยากล่อมประสาท ยานอนหลับ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • ระวังการใช้ในเด็กเล็ก โดยเฉพาะที่อายุต่ำกว่า 6 ขวบ เพราะอาจทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  • หญิงมีครรภ์ที่ต้องการใช้ยาควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง
  • ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนใช้

2.ชนิดที่ไม่ทำให้ง่วงนอน (ยาแก้แพ้รุ่นใหม่) ยากลุ่มนี้สามารถใช้รักษาอาการต่างๆ ได้คล้ายกับยากลุ่มดั้งเดิม ให้ผลดีกว่าในการลดผื่นลมพิษแบบเฉียบพลัน และลดอาการคันได้เร็วกว่ายาอื่นในกลุ่มเดียวกัน แต่อาจให้ผลบรรเทาอาการน้ำมูกไหล อาการเมารถ เมาเรือได้ไม่ดีเท่ากลุ่มดั้งเดิม

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดอาการแพ้ สิ่งที่สำคัญที่ต้องทำเป็นอันดับแรก คือสังเกตว่าสิ่งใดที่ทำให้แพ้ และหลีกเลี่ยงเมื่อต้องเจอตัวการที่ทำให้แพ้ เลือกใช้ยาแก้แพ้อย่างถูกต้อง หมั่นออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และถ้าต้องการจะใช้ยาเพื่อที่ต้องการจะให้นอนหลับนั้น แต่ในทางที่ถูกต้องนั้น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเมื่อต้องการใช้ยาจะเป็นการดีที่สุด

เรื่องที่คนเบาหวานต้องรู้ How to การควบคุมน้ำตาลในเลือด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627879

วันที่ 08 ก.ค. 2563 เวลา 10:42 น.เรื่องที่คนเบาหวานต้องรู้ How to การควบคุมน้ำตาลในเลือด9 วิธีง่ายๆ ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน How to ที่ต้องรู้ถึงหูคนเป็นเบาหวาน!!

สำหรับผู้ที่มีปัญหาน้ำตาลในเลือดสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน เครือข่ายคนไทยไร้พุง แนะนำ 9 วิธีง่ายๆ ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยใช้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ส่งเสริมให้สุขภาพดีได้อย่างยั่งยืนหากทำได้อย่างต่อเนื่อง 

1.ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ หากร่างกายขาดน้ำ จะส่งผลทำให้เลือดข้น และส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้ การดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพออย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน จะช่วยดับกระหาย และทำให้โอกาสที่เราจะไปเลือกดื่มน้ำหวานลดกระหายน้อยลง  แต่ถ้าหากร่างกายได้รับน้ำเปล่าอย่างเพียงพออยู่แล้ว การดื่มน้ำเปล่าเพิ่มก็ไม่ได้ส่งผลต่อการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แต่จะทำให้เราอิ่มน้ำ และไม่ไปดื่มเครื่องดื่มอย่างอื่นแทนได้

2.ถ้าขาดชา กาแฟ ไม่ได้ ให้ชงเองคุมน้ำตาล หรือสั่งหวานน้อยให้ติดปาก สำหรับผู้ที่ติดการดื่มชา หรือ กาแฟนั้น กรณีชงดื่มเอง ลองสำรวจตัวเองดูว่า เครื่องดื่มที่ตนเองดื่มเป็นประจำนั้น มีการเติมน้ำตาล นมข้นหวาน หรือน้ำผึ้งมากหรือไม่ หากมีปริมาณมากลองลดการเติมจากเดิมครึ่งนึง แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นไม่เติมเพิ่ม แต่ถ้าสั่งซื้อจากร้าน พึงระลึกว่าน้ำตาลในเลือดเราสูงอยู่  ควรสั่งให้ติดปากว่า ขอหวานน้อย หรือ ไม่เติมน้ำตาล/นมข้นหวานเพิ่ม 

3.ก่อนซื้อเครื่องดื่ม อ่านฉลากโภชนาการสักนิด สะกิดตัวเองว่าน้ำตาลเกิน การอ่านฉลากโภชนาการ จะทำให้เราได้รู้ข้อมูลว่าเครื่องดื่มที่เราดื่มอยู่นั้น มีพลังงาน น้ำตาลหรือโซเดียมมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้ว่า จะเลือกกินเครื่องดื่มอะไรแบบไหนได้บ้าง ทางที่ดีก็ควรมองหาเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่น้อยที่สุด  หรือมองหาเครื่องดื่มที่ได้รับเครื่องหมายทางเลือกสุขภาพ

4.กินให้ได้สัดส่วน 2:1:1  หรือจำง่ายๆ กินข้าวเท่ากับเนื้อ กินผักมากกว่าข้าว จานอาหารสุขภาพ 2:1:1 สามารถดูได้ง่ายๆ จากการแบ่งจานอาหารออกเป็น 4 ส่วน โดย 2 ส่วนของจานเป็นผัก (หรือผักครึ่งจาน) 1 ส่วนของจานเป็นกลุ่มข้าวแป้ง และอีก 1 ส่วนของจานเป็นกลุ่มโปรตีน เช่น ปลา หมู ไก่ เต้าหู้ หรือไข่  การกินอาหารตามสัดส่วน 2:1:1 จะช่วยควบคุมให้เราไม่ได้รับอาหารกลุ่มข้าวแป้งในปริมาณที่มากเกินไป และยังช่วยเพิ่มใยอาหารจากผักได้อีกด้วย

5.มองหาข้าวไม่ขัดสี ข้าวไม่ขัดสี  เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ดี ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูงเร็วมากนัก

6.กินผลไม้มื้อละ 1 กำปั้นมือ คือสัดส่วนที่เหมาะสม ผลไม้ เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตอย่างหนึ่ง ที่คนไทยหลายๆ คนมักกินมากเกินไป สำหรับคนที่มีปัญหาน้ำตาลในเลือดสูง สัดส่วนผลไม้ประมาณ 1 กำปั้น เป็นสัดส่วนที่พอเหมาะที่ทำให้ร่างกายไม่ได้รับน้ำตาลจากผลไม้มากจนเกินไป โดยผลไม้ที่แนะนำ ได้แก่ แอปเปิ้ลลูกเล็ก 1 ลูก  ฝรั่งครึ่งลูก แก้วมังกรครึ่งลูก  มะละกอ 4-6 ชิ้นคำ เป็นต้น 

7.เพิ่มกิจกรรมทางกาย  ทำง่ายๆ ด้วยการเดิน การเพิ่มกิจกรรมทางกาย ถือว่าเป็นการเพิ่มการใช้พลังงาน ทำให้ร่างกายไม่สะสมพลังงานส่วนเกินที่ได้รับจากการรับประทานอาหารที่มากเกินไป  ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวานในอนาคตได้  โดยสามารถทำได้ง่ายๆ ได้จากการเดินที่เพิ่มขึ้น เช่น เพิ่มการเดินขึ้นบันได การเดินในระยะทางที่เพิ่มขึ้นแทนการนั่งมอเตอร์ไซค์  นอกจากนั้นยังสามารถทำกิจกรรมอย่างอื่นได้แก่ ทำสวน ทำงานบ้าน ขุดดิน ต่อเนื่องอย่างน้อย 10 นาที 

8.ออกกำลังกายให้ได้ทุกวัน ยืดอายุฉันให้แข็งแรง การออกกำลังกาย เป็นกิจกรรมที่ช่วยทำให้ผู้ที่มีน้ำตาลในเลือดสูงสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยการออกกำลังกายระดับหนักปานกลาง  วัดง่ายๆ ได้จากการพูด (Talk test) คือระดับที่เหนื่อยหอบนิดๆ สามารถพูดได้เป็นประโยคสั้นๆ  สะสมให้ได้อย่างน้อย 150 นาที /สัปดาห์  

9.เสริมกล้ามเนื้อ เล่นเวทวันละนิด สร้างความฟิตเพิ่มการเผาผลาญ ลองออกกำลังกายแบบแรงต้าน เช่น การยกน้ำหนัก ออกกำลังกายด้วยยางยืด ประมาณ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ โดยออกแรงกล้ามเนื้อของขา แขน หลัง และหน้าท้อง 

โลหิตจาง โรคที่อาการไม่น่าวางใจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627806

วันที่ 07 ก.ค. 2563 เวลา 12:12 น.โลหิตจาง โรคที่อาการไม่น่าวางใจแพทย์ระบุภาวะโลหิตจางเกิดจากหลายสาเหตุ จับพิรุธสังเกตอาการอ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ ใจสั่น หน้ามืด เป็นลมง่าย ซ้ำร้ายอาจมีหัวใจโต และเกิดภาวะหัวใจวาย

ภาวะโลหิตจางคืออะไร

ภาวะโลหิตจางหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าภาวะซีด เป็นภาวะที่เกิดจากร่างกายมีเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ  ภาวะนี้พบได้บ่อยในประชากรทั่วไป การจะบอกว่าใครมีภาวะโลหิตจางหรือไม่นั้นอาจดูได้จากอาการที่เกิดขึ้น เนื่องจากเม็ดเลือดแดงมีหน้าที่ในการส่งออกซิเจนไปให้เซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ทั่วร่างกาย การที่เม็ดเลือดแดงลดลงจึงส่งผลให้เกิดความผิดปกติได้หลากหลาย

อาการแรกเริ่ม มีตั้งแต่เหนื่อยง่ายขึ้นกว่าเดิม บางคนอาจรู้สึกว่าเมื่อออกแรงทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งแล้วเหนื่อยมากขึ้น เช่น เดิมขึ้นบันไดสองสามชั้นไม่เหนื่อย ต่อมากลับเหนื่อยมากขึ้น หรือบางคนอยู่เฉยๆ ก็อาจรู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลียก็ได้ บางคนอาจมีความรู้สึกหงุดหงิด ความคิดความอ่านไม่แจ่มใส

หากเป็นโลหิตจางรุนแรง อาจกระทบการทำงานของหัวใจ เกิดภาวะหัวใจทำงานมากขึ้นจนถึงขั้นหัวใจล้มเหลวได้ หรือกระทบกับการทำงานของสมอง ทำให้มีอาการวูบหรือหมดสติ อาการต่างๆ อาจเกิดมากน้อยแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับระดับของเม็ดเลือดแดงในร่างกายและความสามารถในการปรับตัวต่อภาวะโลหิตจาง ในทางเวชปฏิบัติส่วนใหญ่แล้วเราสามารถตรวจพบภาวะโลหิตจางได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ เช่น พบจากการตรวจเลือดเวลาไปบริจาคเลือด หรือตรวจสุขภาพประจำปี

ภาวะโลหิตจางเกิดจากอะไร

การเจอว่าผู้ป่วยมีภาวะโลหิตจางมักจะเป็นผลตามมาจากสาเหตุบางประการ  บางครั้งอาจจะเป็นอาการนำของโรคร้ายแรงก็ได้ ดังนั้น การเจอภาวะโลหิตจางทุกครั้งต้องมีการหาสาเหตุด้วยเสมอเพื่อจะได้วางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม  สาเหตุของภาวะโลหิตจางแบ่งตามกลไกการเกิดได้เป็น 3 สาเหตุใหญ่ๆ ได้แก่

1.การสร้างเม็ดเลือดแดงลดลง  ซึ่งเป็นได้จากหลายสาเหตุ เช่น

  • ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งที่สำคัญ ได้แก่ ธาตุเหล็ก, วิตามินบี 12, กรดโฟลิค
  • โรคไตวายเรื้อรัง ทำให้ขาดปัจจัยในการกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง
  • โรคของไขกระดูก เช่น ไขกระดูกฝ่อ มะเร็งในไขกระดูก การติดเชื้อในไขกระดูก เป็นต้น
  • โรคเรื้อรังบางชนิด เช่น โรคมะเร็ง โรคข้ออักเสบ โรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

2.การทำลายเม็ดเลือดแดงมากขึ้นในร่างกาย  โรคกลุ่มนี้จะเป็นสาเหตุให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายกว่าปกติ  ผู้ป่วยมักจะมีอาการตัวและตาเหลือง (ดีซ่าน) ร่วมด้วย  สาเหตุที่พบบ่อยในประเทศไทย เช่น

  • โรคธาลัสซีเมีย  เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ที่พบบ่อย  ผู้ป่วยโรคนี้มีอาการได้หลากหลาย  อาจมีอาการเพียงเล็กน้อย หรือมีโลหิตจางรวดเร็วเมื่อเวลามีไข้  บางรายอาจมีภาวะโลหิตจางร่วมกับเหลือง ตับม้ามโต เป็นตั้งแต่อายุน้อยๆ
  • โรคเม็ดเลือดแดงแตกง่ายจากการขาดเอนไซม์ G-6PD  เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ มักพบในเพศชาย  ในภาวะปกติผู้ป่วยมักไม่มีอาการ  หากมีการติดเชื้อหรือได้รับยาบางชนิด จะเกิดการกระตุ้นให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายขึ้นจนเกิดอาการโลหิตจางรวดเร็ว ดีซ่าน ปัสสาวะสีน้ำปลา
  • โรคเม็ดเลือดแดงแตกง่ายจากภูมิคุ้มกันของตนเองทำลายเม็ดเลือดแดง  เป็นโรคที่พบมากในเพศหญิงวัยเจริญพันธุ์  อาจพบร่วมกับโรคของระบบภูมิคุ้มกันอื่นๆ
  • การติดเชื้อบางชนิด  เช่น มาลาเรีย, คลอสติเดียม, มัยโคพลาสมา เป็นต้น

3.การเสียเลือด อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เช่น การเกิดอุบัติเหตุ การตกเลือด หรืออาจค่อยๆ เสียเลือดเรื้อรัง เช่น เสียเลือดทางประจำเดือนในผู้หญิง เสียเลือดในทางเดินอาหารในผู้ชายและผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ผู้ป่วยที่เสียเลือดเรื้อรังก็มักจะมีการขาดธาตุเหล็กตามมาด้วย

ทำอย่างไรเมื่อสงสัยว่ามีภาวะโลหิตจาง?

หากมีคนทักว่าซีดลง ตัวเหลือง หรือเคยมีปัญหาตรวจเลือดแล้วพบว่าเม็ดเลือดแดงต่ำกว่าปกติ ควรจะไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจว่าอาการดังกล่าวเกิดจากโลหิตจางจริงหรือไม่ และเกิดจากสาเหตุใด โดยทั่วไปแพทย์จะทำการซักถามประวัติอย่างละเอียด รวมถึงตรวจร่างกายเพื่อเป็นแนวทางในการวินิจฉัยและเลือกการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เหมาะสมเพื่อหาสาเหตุต่อไป

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์  เปิดเผยว่า ภาวะโลหิตจางพบได้บ่อยในประชากรทั่วไปเป็นภาวะร่างกายมีเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติหรือพบว่าปริมาณเม็ดเลือดแดงในเลือดน้อยกว่าปกติทำให้ความสามารถในการนำออกซิเจนไปสู่อวัยวะต่างๆของร่างกายมีประสิทธิภาพลดลง

อาการของโลหิตจางเริ่มตั้งแต่ไม่มีอาการ ถ้าโลหิตจางน้อยๆ จะไม่มีผลต่อสุขภาพ ถ้าบังเอิญเกิดเหตุที่ทำให้เสียเลือดกระทันหัน เช่น อุบัติเหตุรถชนหรือมีการตกเลือดจากเหตุทางโรคภัย เช่น แท้งลูก ท้องนอกมดลูกจะทนทานการเสียเลือดได้ไม่ดี แต่ถ้าโลหิตจางมากมีผลต่อร่างกาย คือทำให้อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ ใจสั่น หน้ามืด เป็นลมง่าย เพราะถ้ามีโลหิตจางมาก ๆ หัวใจต้องทำงานมากขึ้น เพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี่ยงร่างกายให้มากขึ้น อาจมีหัวใจโต เกิดภาวะหัวใจวายได้ หลักการสำคัญในการรักษาโลหิตจาง คือรักษาที่สาเหตุของโลหิตจางให้พบโดยควรได้รับการตรวจวินิจฉัยโรคก่อน เพื่อให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสมตามสาเหตุของโรคที่แท้จริง

นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า การป้องกันภาวะโลหิตจาง ได้แก่ 

  • การรับประทานอาหารครบทั้ง 5 หมู่โดยเฉพาะโปรตีนและอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่ ไข่ ตับ ไต เนื้อสัตว์ เมล็ดธัญพืช เช่น ถั่ว งา เมล็ดฟักทอง ลูกเดือย เป็นต้น
  • ละเว้นการรับประทานอาหารที่ขัดขวางการดูดซึมของธาตุเหล็ก เช่น ชา กาแฟ โอเลี้ยง เป็นต้น
  • ไม่ควรรับประทานยาชุดแก้ปวดเมื่อย แก้อักเสบ ยาหม้อ ยาลูกกลอน เนื่องจากจะทำให้เกิดการระคายกระเพาะอาหารส่งผลให้มีอาการปวดเสียดท้อง ท้องอืด เลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือกระเพาะอาหารทะลุได้
  • หากมีอาการปวดเสียดแน่นท้องขับถ่ายอุจจาระผิดปกติไปจากเดิม ถ่ายดำ หรือมีเลือดปนเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด เลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาออกเรื้อรัง มีจ้ำเลือดออกตามตัว ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

เชา ชวลิต ชวนมิกซ์แอนด์แมทช์เสื้อผ้าผู้ชายสไตล์ MOO #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627809

วันที่ 07 ก.ค. 2563 เวลา 12:00 น.เชา ชวลิต ชวนมิกซ์แอนด์แมทช์เสื้อผ้าผู้ชายสไตล์ MOO หนุ่มตี๋มีสไตล์ เชา-ชวลิต ชิตตนันท์ บุก MOO Pop Up Store พร้อมร่วมมิกซ์แอนด์แมทช์ คีย์ไอเท็มชิ้นโปรดเติมความสนุกให้การแต่งตัวในทุกๆ วันกลายเป็นเรื่อง “หมูหมู”

เมื่อหนุ่มตี๋มีสไตล์ เชา-ชวลิต ชิตตนันท์ บุก MOO Pop Up Store งานนี้ดีไซเนอร์คนดังอย่าง หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา เจ้าของแบรนด์ MOO (หมู) มาดูแลและคอยให้แนะนำอย่างเป็นกันเอง

หนุ่มเชา เล่าว่า ในช่วงที่ผ่านมาชีวิตส่วนใหญ่ก็จะหมดไปกับการทำงานอยู่บ้าน ก็คงจะคล้ายๆ กับใครหลายๆ คนนั่นแหละครับ แต่พอช่วงนี้เริ่มได้ออกมาทำงานนอกบ้าน ทำให้ผมได้กลับมาสนุกกับการแต่งตัวมากขึ้น โดยปกติผมเป็นคนชอบใส่เสื้อผ้าสีพื้น เน้นไปที่ สีขาว สีเทา สีดำ สีเบจ และสีเขียวทหาร เพราะรู้สึกว่าใส่อย่างไรเราก็รอด แต่ถ้าวันไหนอยากสนุกมากขึ้น ก็จะเลือกแอคเซสเซอรี่สีสดๆ เข้ามาช่วยทำให้การแต่งตัวไม่น่าเบื่อ อย่างกระเป๋าสีส้มสะท้อนแสงใบนี้ ก็สามารถถือคู่กับชุดเรียบๆ อย่างเสื้อสีขาว และช่วยทำให้รู้สึกว่าลุคที่ใส่ดูมีความพิเศษขึ้นได้อย่าง ไม่ขัดเขินเลย ผมว่าเสื้อผ้าทุกชิ้นมีเสน่ห์ในตัวอยู่ที่ว่าเราจะหยิบมันมามิกซ์แอนด์แมทช์กับอะไร แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับโอกาสและผู้คนที่เราไปพบเจอด้วย ผมว่าเพียงเท่านี้เราก็จะได้สไตล์ที่ใช่ในแบบที่ไม่ซ้ำใครแล้วครับ

สำหรับการกลับมาเปิด MOO Pop Up Store ควบคู่ไปกับช่องทางออนไลน์ที่ยังคงเป็นแพลตฟอร์มหลัก ของแบรนด์ในครั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ให้ได้สัมผัสถึงรายละเอียดและเทคนิคการตัดเย็บที่มีคุณภาพและโดดเด่นไม่เหมือนใครอันเป็นเสน่ห์ของการแต่งตัวที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยดีเทล ตอกย้ำถึงมุมมอง ของแบรนด์ที่ต้องการนำเสนอเสื้อผ้าในสไตล์ Urban Casual ข้าถึงได้ง่ายในราคาหมูหมู โดยภายใน MOO Pop Up Store ถูกแบ่งเป็นพื้นที่ในการลองสินค้าที่รวบรวมเสื้อผ้าและไลฟ์สไตล์ไอเทมจากทุกคอลเลกชั่นมาไว้ในที่เดียว พร้อมทั้งยังมีไฮไลท์พิเศษ เปิดตัวไอเทมใหม่ สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่ลัดคิวมาให้ได้ชมก่อนใคร

มาเพิ่มความสนุกให้กับการแต่งตัวในทุกๆ วันด้วยเสื้อผ้าและไลฟ์สไตล์ไอเทมในแบบ “หมูหมู” กันได้แล้วที่ MOO Pop-up Store ชั้น 2 แผนกเสื้อผ้าบุรุษ พารากอน ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ ศูนย์การค้าสยามพารากอนตั้งแต่วันที่ 1-31 กรกฎาคม 2563 ใครที่ไม่สะดวกมาที่หน้าร้านก็ยังคงช้อปออนไลน์พร้อมฟรีค่าบริการจัดส่งได้ที่เว็บไซต์: www.moomoothings.com หรือไลน์: @moomoothings

กินไอศกรีมช่วงเช้าช่วยให้ตื่นตัวและอารมณ์ดี จริงหรือ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627800

วันที่ 07 ก.ค. 2563 เวลา 11:20 น.กินไอศกรีมช่วงเช้าช่วยให้ตื่นตัวและอารมณ์ดี จริงหรือ?จริงหรือไม่!!! ที่การกินไอศกรีมตอนเช้าจะช่วยทำให้สมองตื่นตัวทำงานดีขึ้นและอารมณ์ดีมากขึ้น

หากพูดถึงความอร่อยยามเช้า หลายคนคงคิดว่าต้องเป็นข้าว ขนมปัง หรือดื่มกาแฟเท่านั้น ใครจะไปคิดว่าการทานไอศกรีมตอนเช้าก็ช่วยทำให้สมองของมนุษร์เราทำงานดีขึ้นได้ แบบนี้เรียกว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับคนที่ชอบทานของหวานกันเลย แต่ข้อเท็จจริงเรื่องนี้เป็นอย่างไร วันนี้เรามีคำตอบ

จากผลงานวิจัยของ โยชิฮิโกะ โคกะ (Yoshihiko Koga) ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเคียวริน (Kyorin) ชี้ว่า การรับประทานอาหารที่มีอุณหภูมิต่ำจะทำให้คลื่นความถี่อัลฟาในสมองมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ตื่นตัวและอารมณ์ดีมากขึ้น ทั้งยังระบุอีกด้วยว่าการกินไอศกรีมในตอนเช้าดีกว่าการดื่มน้ำเย็นเสียอีก

โยชิฮิโกะ โคกะ ได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคไอศกรีมและการทำงานของสมอง โดยให้ผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยบริโภคไอศกรีมทันทีหลังตื่นนอนตอนเช้าเป็นประจำ และวัดค่าการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalogram) โดยมุ่งเน้นไปที่คลื่นความถี่ของสมองในช่วงอัลฟาซึ่งคลื่นสมองตัวนี้จะช่วยในเรื่องของความตื่นตัวสดชื่นลดความเครียด

นอกจากนี้ ยังได้ทดลองเปลี่ยนการรับประทานไอศกรีมเป็นน้ำเย็นเพื่อตรวจสอบสมมติฐานว่าอุณหภูมิที่ต่ำอาจมีผลต่อคลื่นไฟฟ้าของสมองผลปรากฏว่าการดื่มน้ำเย็นตอนเช้าไม่ได้ทำให้คลื่นอัลฟามีมากกว่าปกติ 

เรื่องนี้ทางด้านนักโภชนาการชาวอังกฤษ เคธี แบร์ฟูท ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างอาหารและพฤติกรรมอารมณ์ แห่งมหาวิทยาลัยเรดดิง อธิบายเพิ่มเติมว่า เนื่องจากกลูโคสหรือน้ำตาลเป็นพลังงานสำคัญในการทำงานของสมอง ดังนั้น การบริโภคอาหารหวานในตอนเช้า อาจช่วยเพิ่มการทำงานของสมอง และส่งผลให้สมองมีคลื่นไฟฟ้าตื่นตัวที่เพิ่มมากขึ้น…รู้แบบนี้แล้ว รีบไปเติมความหวานด้วยไอศกรีมตอนนี้ยังทัน!!

Pfizer vaccine deal at $20 a dose sets ceiling for rivals #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Pfizer vaccine deal at $20 a dose sets ceiling for rivals

Health & BeautyJul 23. 2020The Pfizer logo on the lab coat of an employee. MUST CREDIT: Bloomberg photo by Scott EisenThe Pfizer logo on the lab coat of an employee. MUST CREDIT: Bloomberg photo by Scott Eisen

By Syndication Washington Post, Bloomberg · James Paton, Riley Griffin, Robert Langreth · BUSINESS, HEALTH, US-GLOBAL-MARKETS 

In signing a $2 billion deal to supply their experimental coronavirus vaccine to the U.S., Pfizer and BioNTech are setting a price ceiling of less than $20 a dose that will affect how much other companies can charge to protect people from covid-19.

Pfizer’s $19.50 price point takes into account the “public health requirements during the pandemic,” said Sally Beatty, a Pfizer spokeswoman. The companies are pursuing a two-dose regimen of one of its vaccine candidates, and the roughly $40 course, Beatty said, is “almost 30% less than what others charge for a seasonal flu vaccine.”

Governments worldwide are seeking to blunt a pandemic that’s killed more than 600,000 people, and dozens of companies are wrestling with how to price future vaccines. Rival drugmakers are unlikely to exceed the $20 price tag unless they can deliver a product that’s more effective, has fewer side effects or doesn’t need as many doses, particularly those developing candidates based on so-called messenger RNA technology, such as Moderna.

“This definitely sets a base, I think you can even call it a ceiling, for mRNA vaccine pricing,” Brad Loncar, chief executive officer of Loncar Investments, said in an interview. “This price comes right down the middle in what investors think is fair. It will definitely support a profit, and will incentivize companies to continue to innovate further.”

New York-based Pfizer, which is evaluating at least four experimental vaccines with Germany’s BioNTech, reported positive preliminary data from one of its candidates this week. Beatty said Pfizer “will not rely on taxpayer dollars in the development or manufacture of the vaccine candidate,” and thus is shouldering all of the risk in bringing a shot to market.

– – –

In the Pfizer deal, the U.S. agreed to secure 100 million doses of its vaccine candidate. The payment depends on approval from the U.S. Food and Drug Administration and the ability to successfully manufacture it, Pfizer’s Beatty said. The timeline for supply is not yet known.

The U.S. can acquire as many as 500 million additional doses, though Pfizer “will need to separately negotiate the terms for the remaining doses if the U.S. orders more,” according to Beatty.

Pfizer shares rose 4.1%, to $38.20, in afternoon trading in New York on Wednesday, while BioNTech’s U.S. depositary receipts jumped 8.3%, to $99.

The U.S. has ordered experimental shots, including one co-developed by the University of Oxford and AstraZeneca, which fell as much as 2.7% in the wake of the Pfizer agreement.

– — 

Even with Pfizer setting a moderate price for a shot, the drug giant and its partner stand to profit from their effort.

“If this vaccine prevents disease after one use, we calculate a windfall of more than $15 billion revenue for Pfizer,” Sam Fazeli, a Bloomberg Intelligence analyst, said in a note. “We believe this sets the top price for a vaccine, with lower prices elsewhere. Need for repeated use would be the game changer.”

The agreement has implications for companies such as Moderna, whose investors see a significant financial opportunity. The U.S. biotech’s vaccine could generate sales of more than $5 billion a year, according to Jefferies. Shares of Moderna, Inovio Pharmaceuticals and Novavax have risen sharply this year.

Earlier this week, Tazeen Ahmad, an analyst with BofA Securities, estimated that BioNTech’s vaccine program is worth about $11.7 billion. That’s based on an estimated $36 net price per dose in the U.S., $30 per dose in the European Union and $12 per dose in the rest of the world.

Pricing a covid-19 vaccine is far different than other products because of the potential demand and value, Pfizer chief executive Albert Bourla said in June at a conference.

“If we try to calculate the value of the vaccine for the pricing like any other vaccine,” through common market principles, Bourla said, “it would be unethical.”

– – –

The U.S. deals have stoked concerns that other countries, especially poorer regions of the world, will be left behind. Other rich countries, such as the U.K. and those in Europe, have also secured deals.

On Monday, Pfizer and BioNTech announced a plan to supply 30 million doses of one of their vaccine candidates to the U.K. this year and next, though they did not disclose what they stood to gain from the agreement. Pfizer’s Beatty said on Wednesday that the companies have also engaged the Covax program, a group established by Gavi, the Vaccine Alliance, the Coalition for Epidemic Preparedness Innovations and World Health Organization to launch supply discussions.

The U.S. typically pays “the high-water-mark price” when it comes to pharmaceuticals, according to Loncar. It’s likely that the U.K and other countries are able to secure the still-experimental vaccine for lesser sums, he said.

The U.S. in May pledged as much as $1.2 billion to AstraZeneca to help make Oxford’s vaccine, and the government has backed projects underway at Johnson & Johnson, Moderna and other companies.

The Pfizer vaccine would be free to the American people, according to the government. The U.S moves are part of a larger initiative to secure coronavirus vaccines for the U.S., officially dubbed “Operation Warp Speed.”

“Expanding Operation Warp Speed’s diverse portfolio by adding a vaccine from Pfizer and BioNTech increases the odds that we will have a safe, effective vaccine as soon as the end of this year,” Health and Human Services Secretary Alex Azar said in the statement.

ดื่มด่ำยอดชา “ดาร์จีลิ่ง” เคล้าเมนูเลิศรสในสายฝนพรำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ดื่มด่ำยอดชา “ดาร์จีลิ่ง” เคล้าเมนูเลิศรสในสายฝนพรำ

ดื่มด่ำยอดชา "ดาร์จีลิ่ง" เคล้าเมนูเลิศรสในสายฝนพรำ23 กรกฎาคม 2563 – 11:20 น.

เพื่อสร้างประสบการณ์ผ่อนคลายให้กับหน้าฝนนี้ ทีดับเบิลยูจี ที (TWG TEA) ได้รังสรรค์เมนู “เอ็กซ์คลูซีฟ เซต” ที่คัดสรรเมนูหลักสุดพิเศษ โดยใช้ชาชั้นดีมาเป็นส่วนผสมเพื่อเพิ่มความกลมกล่อมให้กับอาหารรสเลิศในมื้อพิเศษของคนที่หลงไหลการดื่มชา

 
เริ่มจาก “แกงมัสมั่นไก่” เมนูต้นตำรับที่มีรสชาติเข้มข้น ผสมกับโคโคนัท ที ซึ่งเป็นชาดำผสมกับมะพร้าวนำเข้าจากหมู่เกาะแถบทะเลคาริบเบียน ปรุงรสด้วยเครื่องเทศ ยี่หร่า อบเชย และก้านพลู เสิร์ฟพร้อมขนมปังบริออชปิ้ง หรือสามารถเลือกเป็นข้าวหอมมะลิหุงกับน้ำชา เรด จัสมิน ที , ชาแดง Rooibos จากแอฟฟริกาใต้ผสมกับดอกมะลิอันหอมรัญจวลกับข้าวไรซ์เบอร์รี่ และน่องเป็ดตุ๋นสไตล์ฝรั่งเศสผัดใบกะเพรา ลิ้มลองรสชาติของน่องเป็ดชิ้นใหญ่ที่นำไปปรุงโดยใช้เทคนิค “กงฟี” กรรมวิธีการทำอาหารแบบฉบับของชาวฝรั่งเศสโบราณ โดยตุ๋นเนื้อสัตว์ในไขมันของสัตว์ชนิดนั้นๆ โดยใช้ความร้อนต่ำ จากนั้นนำไปอบจนหนังกรอบ แล้วราดด้วยซอสกะเพรารสเผ็ดจัดจ้านผสานกับความหอมของ ชา แบล็ค เนคทาร์ ที ชาดำผสมกับสัปปะรดและพริกแดง อย่างลงตัวเสิร์ฟพร้อมไข่ดาว และข้าวหอมมะลิหุงกับน้ำชา เรด จัสมิน ที กับข้าวไรซ์เบอร์รี่

ดื่มด่ำยอดชา "ดาร์จีลิ่ง" เคล้าเมนูเลิศรสในสายฝนพรำ

มาที่เมนูสำหรับคนรักสุขภาพ “ข้าวผัดปลาแซลมอน” ใช้ข้าวหอมมะลิ คีนัว และบาร์เล่ย์ ผัดกับแซลมอนชิ้นโตที่ผ่านการหมักชา ไวท์ เฮ้าส์ ที ที่มีส่วนผสมของชาขาว กุหลาบและเบอร์รี่ ช่วยให้แซลมอนมีความโดดเด่นเฉพาะตัว และปิดท้ายด้วยเมนูสำหรับคนชื่นชอบพาสต้า “พาสต้ากุ้งล็อบสเตอร์สูตรสไปซี่” อีกหนึ่งเมนูความอร่อยสไตล์อิตาเลียน เส้นพาสต้าผัดกับกุ้งล็อบสเตอร์ โดยใช้น้ำมันมะกอกที่นำมา ผสมกับชา กอมตัว เดย์ ซอง ชาดำผสมกับเครื่องเทศ ช่วยเสริมกลิ่นละมุนให้กับจานนี้ได้อย่างลงตัว
          

ดื่มด่ำยอดชา "ดาร์จีลิ่ง" เคล้าเมนูเลิศรสในสายฝนพรำ

และแน่นอนว่าเพิ่มรสชาติให้กับจานหลักเหล่านี้ด้วยชาดาร์จิลิ่ง  (Darjeeling tea) ชาระดับโลก ซึ่งมีแหล่งที่ปลูกมาจากเมืองดาร์จีลิ่ง แถบเทือกเขาหิมาลัย ของประเทศอินเดีย ได้รับการยกย่องเป็น “แชมเปญ ออฟ ที” ด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์แบบเฉพาะตัว
          

ดื่มด่ำยอดชา "ดาร์จีลิ่ง" เคล้าเมนูเลิศรสในสายฝนพรำ

นอกจากความสำคัญของแหล่งที่ปลูกแล้วเวลาเก็บเกี่ยวก็สำคัญไม่แพ้กัน สัมผัสความเหนือระดับของ ชาเฟิสท์ฟลัช First Flush เป็นยอดชาคัดสรรเฉพาะที่เก็บเกี่ยวในฤดูแรกของปี ซึ่งอยู่ในช่วงกลางเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายน เปรียบเสมือนงานฝีมือชั้นสูงของธรรมชาติมาสู่สเน่ห์แห่งการดื่มชา
       

ดื่มด่ำยอดชา "ดาร์จีลิ่ง" เคล้าเมนูเลิศรสในสายฝนพรำ

จากลิสชาดาร์จีลิ่งนานาชนิด เราเลือกสรรตัวซิกเนเจอร์มาให้ลิ้มลอง เริ่มจาก Margaret’s Hope FTGFOP1 ซึ่งถือเป็นชาดาร์จีลิ่งระดับพรีเมี่ยม คัดสรรเพียงยอดใบอ่อนชั้นบนสุดจากแหล่งปลูกทางตอนใต้ของเมืองดาร์จีลิ่ง ประเทศอินเดีย ชาตัวนี้มีกลิ่นอาฟเตอร์เทสของถั่วอัลมอนด์และเฮเซลนัท
       

Okayti FTGFOP1 ชารสเยี่ยม จากแหล่งปลูกชาบนหุบเขาอันแสนลึกลับในเมือง Mirik ของอินเดีย ให้รสชาติแสนนุ่ม ละเอียดอ่อนอย่างมหัศจรรย์ และ Royal Darjeeling FTGFOP1 ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ราชาแห่งชาอินเดีย” มีกลิ่นและรสที่สร้างความเย้ายวนเติมชีวิตชีวาในทุกโอกาส และ Thurbo FTGFOP1 ชาระดับพรีเมี่ยม จากแหล่งปลูกชาบนหุบเขาในเมือง Mirik ซึ่งเป็นแหล่งผลิตชาเฟิสท์ฟลัช อันแสนพิเศษ โดยการนำใบชาคัดพิเศษเต็มใบมาผ่านกรรมวิธีการผลิตที่ปราณีต พิถีพิถัน ทำให้รสชาติชามีความเข้มข้นลึกล้ำ และมีสีอำพัน
       

ดื่มด่ำยอดชา "ดาร์จีลิ่ง" เคล้าเมนูเลิศรสในสายฝนพรำ

หรือจะเลือกเป็นชาแดง ชา วานิลลา เบอร์เบิน ชาแดง Rooibos สุดละมุน เบลนด์กับวานิลลาฝักใหญ่กลิ่นหอมรัญจวนตำรับพิเศษของ ทีดับเบิลยูจี ที สามารถดื่มได้ทั้งแบบร้อนและแบบเย็นในทุกช่วงเวลา มีวิตามิน ซีสูง และยังเหมาะสำหรับเด็กอีกด้วย        

สนใจลิ้มรสจานอร่อยพร้อมจิบชาถ้วยโปรดท่ามกลางฤดูกาลแห่งความชุ่มฉ่ำ สนนราคา 490++ บาท สามารถไปได้ที่ ทีดับเบิลยูจี ที ซาลอน แอนด์ บูติค สาขาสยามพารากอน และ ดิ เอ็มโพเรียม สอบถามเพิ่มเติมโทร. 0-2259-9510

ดื่มด่ำยอดชา "ดาร์จีลิ่ง" เคล้าเมนูเลิศรสในสายฝนพรำ

ที่ปรึกษารองนายกฯ นำคณะกลั่นกรองลงพื้นที่นครพนม ตรวจความพร้อมโครงการที่ของบฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ที่ปรึกษารองนายกฯ นำคณะกลั่นกรองลงพื้นที่นครพนม ตรวจความพร้อมโครงการที่ของบฯ

ที่ปรึกษารองนายกฯ นำคณะกลั่นกรองลงพื้นที่นครพนม ตรวจความพร้อมโครงการที่ของบฯ23 กรกฎาคม 2563 – 10:14 น.

ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นำคณะกลั่นกรองลงพื้นที่นครพนม ตรวจความพร้อมโครงการที่ขอรับการสนับสนุนงบประมาณในอำนาจของรองนายกรัฐมนตรี

วันที่ 21 กรกฎาคม 2563 ที่จังหวัดนครพนม นางใยอนงค์ ทิมสุวรรณ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานนำคณะทำงานกลั่นกรองแผนงานโครงการ คณะที่ 5 ลงพื้นที่ 3 อำเภอเพื่อตรวจสภาพความพร้อมของโครงการที่ขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2563 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นในอำนาจของรองนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยมีนายรังสรรค์ คัมภิรานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม และคณะหัวหน้าส่วนราชการ ประชาชนที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับและให้ข้อมูล

โดยการตรวจในวันนี้ประกอบไปด้วย โครงการก่อสร้างระบบประปา POG TANK ตามบัญชีนวัตกรรมของสำนักงานงบประมาณ ที่บ้านตาลกุด หมู่ที่ 8 ตำบลโพนแพง อำเภอธาตุพนม โดยเป็นระบบประปาขนาดใหญ่ size L รองรับ 121 -300 ครัวเรือน กำลังการผลิตอยู่ที่ 10 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ด้วยงบประมาณ 5,200,000 บาท เพื่อให้ประชาชนใน 4 หมู่บ้านของตำบลโพนแพงได้ใช้น้ำประปาที่มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัยในการอุปโภคบริโภค โครงการก่อสร้างท่อลอดเหลี่ยมเสริมเหล็ก 5 ช่อง ที่ห้วยคำผักแพว บ้านคำผักแพว หมู่ที่ 8 ตำบลน้ำก่ำ อำเภอธาตุพนม ซึ่งเดิมบริเวณดังกล่าวเป็นถนนคอนกรีตระหว่างหมู่บ้านที่มีการวางท่อลอดเพื่อให้น้ำในลำห้วยไหลผ่านลงสู่แม่น้ำโขง แต่ได้รับความเสียหายเมื่อครั้งเกิดเหตุพายุโพดุล

โดยโครงการดังกล่าวจะใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 1,830,000 บาท โครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก สายบ้านทุ่งตะวัน – บ้านหนองเทาใหญ่ หมู่ที่ 12 ตำบลนาเลียง อำเภอนาแก ซึ่งถนนเส้นนี้มีประชาชนในพื้นที่ใช้สัญจรไปมารวมถึงใช้เป็นเส้นทางในการขนขยะของ 3 อำเภอมาทิ้งที่บ่อขยะของตำบลนาเลียง โครงการขุดลอกหนองตาวงค์ บ้านแขนนาง หมู่ที่ 4 ตำบลนาคู่ อำเภอนาแก งบประมาณ 500,000 บาท ซึ่งถ้าดำเนินการแล้วเสร็จบริเวณดังกล่าวจะกลายเป็นแก้มลิงที่คอยกักเก็บน้ำไว้ให้ประชาชนในพื้นที่ได้ใชในการอุปโภคและการเกษตร โครงการก่อสร้างฝายสันล้นห้วยปลาเค้า บ้านคำเม็ก หมู่ที่ 9 ตำบลหนองสังข์ อำเภอนาแก งบประมาณ 497,000 บาท ซึ่งจะกลายเป็นฝายชะลอน้ำและกักเก็บน้ำให้ประชาชนในพื้นที่ได้ใช้ในการเกษตร โครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสายวัดป่ากิตติพรพุทธาราม บ้านนาคอย หมู่ที่ 5 – บ้านผักขะย่า หมู่ที่ 6 ตำบลยอดชาด อำเภอวังยาง ซึ่งเป็นการขอสนับสนุนงบเพิ่มเติมเพื่อมาก่อสร้างส่วนที่ยังขาดอยู่ของถนนเดิมที่ยังสร้างไม่แล้วเสร็จ มีระยะทาง 333 เมตรก็จะเชื่อมกับถนนของทางหลวงชนบทพอดี และโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กภายในหมู่บ้าน บ้านนาคอย หมู่ที่ 5 ตำบลยอดชาด งบประมาณ 500,000 บาท ซึ่งถนนเส้นทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีการสนับสนุนการก่อสร้างมาแล้วส่วนหนึ่งแต่ยังไม่เพียงพอถึงถ้าได้ในส่วนนี้มาเพิ่มเติมก็จะเชื่อมถนนทั้งหมดของหมู่บ้านเข้าด้วยกัน

นางใยอนงค์ ทิมสุวรรณ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากที่จังหวัดได้มีการทำโครงการเสนอขึ้นไปเพื่อขอรับงบสนับสนุนจากรองนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกุล มาใช้ในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในด้านต่างๆ ซึ่งท่านรองนายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงอย่างมาก จึงได้สั่งการให้คณะทำงานและผู้ตรวจราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เขต 11 เร่งลงพื้นที่มาดูในวันนี้ โดยคณะทำงานจะเข้ามาดูว่าโครงการมีความเหมาะสมหรือไม่ ประชาชนมีความเดือดร้อนจริงไหม พื้นที่ที่จะดำเนินโครงการไม่มีปัญหาใด ๆ ทั้งด้านเอกสารและพื้นที่ ที่สำคัญคือสามารถทำได้ทันทีและเมื่อทำโครงการไปแล้วไม่ส่งผลกระทบ หรือสร้างความเดือดร้อนให้กับใคร ซึ่งจากการดูข้อมูลในเบื้องต้นโครงการที่เสนอมามีความเหมาะสมและสมควรได้รับการสนับสนุน เพียงแต่ต้องขอดูรายละเอียดเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ทั้งนี้ได้มีการขอให้แต่ละพื้นที่ส่งตัวแทนเข้าไปให้ข้อมูลคณะทำงานอีกครั้งที่ศาลากลางจังหวัดนครพนมในวันพรุ่งนี้ ที่จะมีส่วนต่าง ๆ ของคณะทำงานมาร่วมพิจารณาก่อนนำเสนอเรียนไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติงบประมาณเร่งด่วนฉุกเฉินมาช่วยทุกคน

ข่าว/ภาพ ประทีป วชิระธัญญากุล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.นครพนม