‘เพลง ชนม์ทิดา’ เคลียร์ชัด! ภาพคู่ ‘โอ๊ต เฉลิมพล’ แค่รุ่นพี่ที่เคารพ ยันสถานะหัวใจยังโสด

8 กันยายน 2569 เวลา 17:31 น.

ทำเอาขาเม้าท์และแฟนคลับหูต่าวกันเกรียวกราว หลังจากมีภาพถ่ายร่วมเฟรมสุดใกล้ชิดระหว่างสาวสวยมากความสามารถ เพลง-ชนม์ทิดา อัศวเหม กับหนุ่มหล่อโปรไฟล์หรู โอ๊ต-เฉลิมพล ฤทธิชัย สื่อมวลชนและผู้สื่อข่าวสายอินเตอร์ระดับแถวหน้า จนหลายคนพากันสงสัยและจับตามองว่านี่คือการเปิดตัวหวานใจคนใหม่หรือไม่

ล่าสุด ‘สาวเพลง’ได้ออกมาสยบข่าวเม้าท์และชี้แจงถึงความสัมพันธ์อย่างชัดเจนว่า  ‘พี่โอ๊ต’เป็นหนึ่งในกลุ่มพี่ๆ ผู้ปกครองที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่สมัยที่เธอเดินทางไปเรียนซัมเมอร์ที่มหานครนิวยอร์กตั้งแต่อายุ 17 ปี เมื่อมีโอกาสได้กลับมาร่วมเฟรมเจอกันอีกครั้งด้วยความความคิดถึง พี่โอ๊ตจึงได้ถ่ายรูปคู่เก็บไว้เป็นประทับใจเท่านั้น ไม่ได้เป็นหวานใจคนใหม่ตามที่หลายคนกำลังเข้าใจผิดส่วนเรื่องราวของหัวใจในตอนนี้ สาวเพลงยืนยันคำเดิมว่ายังคง “โสด” เหมือนเดิม แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้นตัวเอง หากมีใครเข้ามาทำความรู้จักหรืออยากเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยน ก็ยังเปิดโอกาสพูดคุยได้ตามปกติ ทำเอาแฟนๆ ที่เชียร์อยู่อาจจะต้องพับโครงการลุ้นรักใหม่ไปก่อน แต่งานนี้บอกเลยว่าเสน่ห์ของสาวเพลงยังคงฮอตและเสน่ห์แรงไม่เปลี่ยน

ซอคังจุน-อันอึนจิน ควงคู่ มาโปรยความฟินแก่แฟนชาวไทย ที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 18 กันยายนนี้

8 กันยายน 2569 เวลา 17:26 น.

ความโรแมนติกกำลังเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ Prime Video เตรียมจัดกิจกรรม “A Love Other Than Yours Fan Event” ในวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2569 ที่ One Bangkok พร้อมพาสองนักแสดงนำ อย่าง “ซอคังจุน” และ “อันอึนจิน” จากซีรีส์ A Love Other Than Yours (เมื่อหัวใจมีใครอีกคน) มาพบกับแฟนชาวไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกิจกรรมสุดพิเศษ และต้อนรับการสตรีมของซีรีส์ที่หลายคนรอคอยเรื่องนี้ไปด้วยกัน

ซีรีส์ A Love Other Than Yours จะพาผู้ชมสำรวจคำถามที่ดูเรียบง่าย ทว่าซับซ้อนและลึกซึ้ง เมื่อความรักเปลี่ยนแปลงไปหลังจากผ่านไปสิบปี การยังคงเลือกกันและกันนั้น เป็นเพราะความรัก ความเคยชิน หรือเพียงเพื่อความอยู่รอด

A Love Other Than Yours บอกเล่าเรื่องของ นัมกุงโฮ และ อีมีโด คู่รักที่คบหากันมายาวนานกว่า 10 ปี จากความรักที่เคยเร่าร้อน ค่อยๆ เติบโตกลายเป็นความผูกพันไว้ใจที่เรียบง่าย นัมกุงโฮ เป็นชายหนุ่มอัธยาศัยดีและมีอารมณ์ขัน พร้อมเสน่ห์ตามธรรมชาติที่เอาชนะใจคนได้ภายในไม่กี่นาที เขาคิดว่าการแต่งงานคือก้าวต่อไปของชีวิตคู่ ส่วนอีมีโด เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ผู้ทุ่มเทให้กับงาน เธอกำลังเผชิญช่วงเวลาตกต่ำในเส้นทางอาชีพ และได้พบกับผู้ชายอีกคนหนึ่งที่ค่อยๆ เข้ามาทำให้หัวใจของเธอสั่นไหว ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่เริ่มสั่นคลอน พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับคำถามสำคัญ ว่าควรเดินหน้าสู่ชีวิตแต่งงานด้วยกัน หรือเลือกเปิดใจให้กับความรักครั้งใหม่

ซอคังจุน (Undercover High School, Cheese in the Trap, Boyfriend on Demand, When the Weather Is Fine) รับบท นัมกุงโฮ ผู้ช่วยผู้จัดการอัธยาศัยดีแห่งบริษัท Hunmin Snacks หลังผ่านเวลาสิบปีที่คบกับมีโด ผู้หญิงที่อยู่เคียงข้างเขาในทุกช่วงเวลาสำคัญของชีวิต นัมกุงโฮเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่แข็งแกร่งพอที่จะก้าวผ่านทุกอุปสรรคไปได้ แต่แล้วโลกของเขาก็เริ่มสั่นคลอนเมื่อมีโดไปตกหลุมรักผู้ชายอีกคนหนึ่งเข้า

อันอึนจิน (Dynamite Kiss, My Dearest, The Good Bad Mother, Hospital Playlist) รับบท อีมีโด ผู้กำกับภาพยนตร์ผู้เคยเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองของวงการ ในวันที่ชีวิตกำลังถึงจุดต่ำสุด เธอได้พบกับชายคนหนึ่งที่เธอไม่ได้รู้สึกสนใจเขาเลยแม้แต่น้อยในตอนแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่าหัวใจค่อยๆ หวั่นไหวไปกับเขา ความรู้สึกนี้ช่างน่าเหลือเชื่อ เพราะเธอมีความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับกับนัมกุงโฮมาโดยตลอด

ซีรีส์ความยาว 14 ตอนจาก KBS เรื่องนี้ กำกับโดย ฮวังซึงกี (The Matchmakers, Into the Ring, Radio Romance) และ อีการัม เขียนบทโดย ยูซูจี (Somehow 18)

ชวน ประณามกลางสภาฯ ซัดหน่วยงานรัฐมักง่าย ตัดแต่งกิ่งไม้ริมถนนทางหลวง ตัดกุดหัวเหลือแต่ต้นเตี้ย เหมือนตัดแบบประหารชีวิต

8 กันยายน 2569 เวลา 15:35 น.

8 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วาระ 2 แปรญัตติในส่วนงบประมาณของกระทรวงคมนาคม ตอนหนึ่ง พร้อมใช้รูปภาพถ่ายต้นไม้ริมทางหลวงที่ถูกตัด จนเหลือแต่ต้นกุด ไร้กิ่งก้าน ว่า คำแปรญัตติของตนไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างในกระทรวงคมนาคม แต่ขอทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้กับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า สมบัติของชาติ ที่เกิด แก่ เจ็บ ตายเช่นกัน แต่เขาไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งจึงไม่มีปากมีเสียง ภาพที่แสดงในจอเป็นต้นไม้ริมทางหลวงทั่วประเทศไทยที่เป็นปรากฏการณ์ ของการตัดทอนทำลายจนเสียหาย นี่ไม่ใช่การตัดแต่งต้นไม้เพื่อบำรุงรักษา แต่มันเหมือนเป็นการประหารชีวิต ประเทศไทยอยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตรกำลังเผชิญภาวะโลกร้อน ต้นไม้ใหญ่จึงมีความสำคัญยิ่งในการช่วยคายออกซิเจน ช่วยสร้างภูมิทัศน์ และช่วยลดฝุ่น PM 2.5 แต่หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ กลับมอง่า ต้นไม้เป็นภาระในการบำรุงรักษา และกลัวต้องรับผิดชอบเมื่อเกิดอุบัติเหตุ จึงแก้ปัญหาง่ายๆด้วยการตัดแบบหัวกุด หรือโค่นทิ้งลำต้น เพื่อหนีภาระ ทั้งนี้ ตนเคยทำหนังสือหารือไปทางรัฐบาลตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีการดำเนินการใดและเมื่อมาตรวจสอบงบประมาณของกระทรวงคมนาคมที่ได้กว่า 1.6 แสนล้านบาท แม้จะมีการตัดลดงบฯ ลงไป 626 ล้านบาท แต่ก็ไม่ได้มีการจัดสรรงบเพิ่มให้กับการดูแลต้นไม้ริมทางหลวงทั่วประเทศเลย

“ผมเข้าใจดีว่า แขวงทางหลวง ทางหลวงชนบท หรือชลประทาน ไม่มีงบประมาณในส่วนนี้ บางแห่งจึงปล่อยให้ชาวบ้านมาตัดฟันไม้ไปใช้เอง จนต้นไม้ไม่เหลือกิ่งก้านสาขา ทั้งนี้ ผมขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่ จ.ตรัง ซึ่งมีการแก้ปัญหาโดยให้องค์กรและร้านค้าเอกชนเข้ามาช่วยดูแลรับผิดชอบต้นไม้เกาะกลางถนน เช่น บ.โตโยต้า ,บ.ฮอนด้า และโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ พร้อมกับมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อดูแลต้นไม้ โดยผมประเดิมมอบเงินให้ 100,000 บาท จนปัจจุบันมีเงินสมทบเกือบ 500,000 บาท ที่ช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้มาก แต่ยังไม่ทั่วถึง ผมจึงขอเสนอให้จัดสรรงบประมาณสำหรับการบำรุงรักษาและอนุรักษ์ต้นไม้ทั่วประเทศอย่างถูกต้องตามหลักรุกขกรรม ให้กับหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นกรมทางหลวง,กรมทางหลวงชนบท,กรมชลประทาน และส่วนท้องถิ่น ที่สำคัญต้องกำชับไม่ให้ใช้วิธีตัดกิ่งก้านแบบกุดหัว ตัดทำลายที่ทำกันอยู่ แต่ให้ใช้เจ้าหน้าที่รุกขกร คนที่มีความรู้เรื่องต้นไม้เข้ามาดูแล เพราะต้นไม้เหล่านี้ช่วยลดภัยพิบัติถือเป็นสมบัติของชาติที่มีคุณค่าเกินกว่าจะประเมินมูลค่าของเขาได้” นายชวน กล่าว

อนุทิน โต้กลับ สนธิ ลั่นไม่ได้เป็นเหมือนที่เขาพูด บอกถ้าชั่วขนาดนั้น คงไม่ได้เป็นนายกฯ มาถึงปีที่แปด

8 กันยายน 2569 เวลา 15:34 น.

อนุทิน โต้กลับ สนธิ ลั่นไม่ได้เป็นเหมือนที่เขาพูด บอกถ้าชั่วขนาดนั้น คงไม่ได้เป็นนายกฯ มาถึงปีที่แปด 

เมื่อวันที่ 8 ก.ย.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ เปิดใจในรายการ “ตอบโจทย์” ทางช่อง Thai PBS เมื่อคืนวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา ตอบโต้ข้อกล่าวหาของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ออกมาแถลงเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยพาดพิงหลายประเด็น ทั้งเรื่องสนามบิน การโกงข้อสอบท้องถิ่น การฮั้ว สว. และการแอบอ้างสถาบัน

เมื่อพิธีกรถามว่าได้ฟังนายสนธิพูดหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “อุ้ย เอาเวลาที่ไหนไปฟัง” ก่อนที่พิธีกรจะทวนประเด็นที่นายสนธิหยิบยกให้ฟัง พร้อมเทียบว่าไม่ต่างจากการเคลื่อนไหวของนายสนธิ เมื่อปี 2549 ซึ่งขณะนั้นนายอนุทิน ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก่อนเกิดรัฐประหาร

นายอนุทิน ตอบกลับว่า “ตอนดีกันอยู่ไม่เห็นพูดแบบนี้” และเมื่อถูกถามว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างทั้งคู่ นายอนุทิน ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียด โดยระบุว่า “มันพูดไม่ได้ แต่เอาเป็นว่า ไม่ได้เป็นเหมือนที่เขาพูด ถ้าคนเรามันชั่วได้ขนาดนั้น เป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้หรอก บริหารราชการแผ่นดินมาถึงเจ็ดปี เข้าปีที่แปดแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่ประชาชนจะให้โอกาสนั้น และเป็นไปไม่ได้ที่หากดำรงตนทำแต่ความชั่วแล้วสามารถเข้ามามีบทบาทในการบริหาราชการแผ่นดินได้ ต่อให้ใครไม่ทราบไม่รู้ แต่ตัวเองก็รู้ ถ้าตัวเองมีความชั่วขนาดนั้น ผมว่าผมมีวุฒิภาวะพอ ที่จะบอกว่าตรงนี้ไม่ใช่ที่ที่ผมควรจะต้องมาอยู่”

นายอนุทิน ยังตั้งคำถามกลับไปยังฝ่ายกล่าวหาว่า “หลักฐานอยู่ไหน ไม่ใช่พูดแต่ว่า เชื่อเถอะ คนนี้บอก คนนั้นยืนยัน คนนั้นพูด” พร้อมระบุว่าประเด็นการฮั้ว สว. อยู่ระหว่างการพิจารณาขององค์กรอิสระ ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่มีอิทธิพลใดๆ เข้าไปแทรกแซง หรือสั่งการได้ ซึ่งเรื่อง สว.ดำเนินการมาตั้งแต่สมัยที่ตนยังดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก่อนถูกเชิญออกจากพรรคร่วมรัฐบาลในสมัยนายกรัฐมนตรีแพทองธาร

ทั้งนี้ นายอนุทินยอมรับว่าถูก “เชิญออก” จากพรรคร่วมรัฐบาลจริงในขณะนั้น โดยกล่าวว่า “ในเมื่อเขาเชิญให้ออก เราไปอยู่ได้อย่างไร การเชิญออก พูดง่ายๆ วิธีการพูดการเจรจาก็ดูออกแล้วว่าเขาไม่ได้ต้องการให้เราอยู่ เราก็ออก ซึ่งตอนนั้นก็ผ่านพ้นไปแล้ว”

โครงการเรือฟริเกตเดินหน้า อนุมัติผลการคัดเลือกแล้ว ทร.เตรียมแถลง 18 ก.ย. หลังครบกำหนดเวลาอุทธรณ์

8 กันยายน 2569 เวลา 15:25 น.

วันที่ 8 กันยายน 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกตของกองทัพเรือว่า ภายหลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามรับทราบเอกสารสรุปผลการพิจารณาคัดเลือกตามที่กระทรวงกลาโหมและกองทัพเรือเสนอ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ล่าสุด เมื่อ 7 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ปลัดกระทรวงกลาโหมได้ลงนามอนุมัติผลการพิจารณาคัดเลือกเรียบร้อยแล้ว นับเป็นความคืบหน้าที่สำคัญของโครงการจัดหาเรือฟริเกต ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือ และขีดความสามารถในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลในระยะยาว

กองทัพเรือ ตระหนักดีว่าโครงการจัดหาเรือฟริเกตเป็นโครงการที่ประชาชนและสังคมให้ความสนใจ เนื่องจากเกี่ยวข้องทั้งกับความมั่นคงของประเทศ การรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และการใช้งบประมาณแผ่นดิน จึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความถูกต้อง ความคุ้มค่า ความโปร่งใส และการดำเนินการที่สามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

การพิจารณาคัดเลือกได้ดำเนินการโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นสำคัญ ทั้งในด้านขีดความสามารถทางยุทธการ ความเหมาะสมต่อภารกิจ ความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน ตลอดจนประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับในระยะยาว ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การสร้างองค์ความรู้ และการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายในประเทศ

แนวคิดสำคัญของโครงการนี้จึงไม่ใช่เพียง “กองทัพเรือได้เรือ” แต่ “ประเทศต้องได้ประโยชน์ไปพร้อมกัน” การลงทุนด้านความมั่นคงครั้งนี้ต้องสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาศักยภาพของคนไทย อุตสาหกรรมไทย และขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองของประเทศ เพื่อให้ประโยชน์จากงบประมาณที่ใช้ไม่ได้จบลงเพียงวันที่ส่งมอบเรือ แต่เกิดคุณค่าต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม แม้ผลการพิจารณาคัดเลือกจะได้รับอนุมัติแล้ว แต่เนื่องจากยังอยู่ในห้วงระยะเวลาการรับเรื่องอุทธรณ์ตามที่กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกำหนด เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เข้าร่วมการคัดเลือกทุกราย และให้กระบวนการเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม กองทัพเรือจึงกำหนดจัดการแถลงผลการพิจารณาคัดเลือกโครงการจัดหาเรือฟริเกตในวันที่ 18 กันยายน 2569 ภายหลังครบกำหนดระยะเวลาการรับเรื่องอุทธรณ์ตามกฎหมาย โดยจะเปิดเผยผลการพิจารณาคัดเลือกอย่างเป็นทางการ พร้อมชี้แจงหลักเกณฑ์ เหตุผล และสาระสำคัญของข้อเสนอที่ได้รับการคัดเลือก รวมถึงประโยชน์ที่กองทัพเรือและประเทศไทยจะได้รับ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วนและตรงไปตรงมา

“เรือฟริเกตลำนี้สร้างขึ้นจากงบประมาณของประชาชน ดังนั้น เป้าหมายของเราจึงไม่ใช่เพียงการได้เรือที่ดีที่สุดสำหรับกองทัพเรือ แต่ต้องทำให้การลงทุนครั้งนี้สร้างประโยชน์กลับคืนสู่ประเทศด้วย กองทัพเรือได้เรือ ประเทศก็ต้องได้ขีดความสามารถ คนไทยต้องได้องค์ความรู้ และอุตสาหกรรมไทยต้องมีโอกาสเติบโตไปพร้อมกัน”

ครม. ไฟเขียว MOU ไทย-ศรีลังกา นำเข้าแรงงาน 1 หมื่นคน อุดช่องโหว่ขาดแคลนแรงงาน

8 กันยายน 2569 เวลา 14:58 น.

ครม.เห็นชอบ MOU ไทย–ศรีลังกา และบันทึกข้อตกลงการจ้างแรงงาน วางระบบตั้งแต่สรรหา ทำสัญญา ตรวจสุขภาพ ไปจนถึงส่งกลับประเทศต้นทาง พร้อมป้องกันการสรรหาแรงงานผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์

วันที่ 8 กันยายน 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา และบันทึกข้อตกลงด้านการจ้างแรงงานชาวศรีลังกาในประเทศไทย เพื่อวางกรอบความร่วมมือและจัดระบบการส่ง–รับแรงงานระหว่างสองประเทศให้มีความชัดเจน โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเดินหน้ารับแรงงานศรีลังกาครั้งนี้เกิดจาก ประเทศไทยยังมีความต้องการแรงงานในบางภาคส่วน และได้รับข้อเรียกร้องจากภาคอุตสาหกรรมและนายจ้างที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน รัฐบาลจึงเร่งหาแนวทางเพิ่มช่องทางจัดหาแรงงานต่างชาติที่สามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้อง โดยศรีลังกาเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายแรก ๆ และกำหนดเป้าหมายเบื้องต้น 1 หมื่นคน เพื่อช่วยเติมเต็มกำลังแรงงานในส่วนที่ขาดแคลน

ทั้งนี้ การดำเนินการระหว่างไทยกับศรีลังกาไม่ได้เกิดขึ้นในระยะสั้น แต่ มีการหารือและประสานความร่วมมือด้านแรงงานมาอย่างต่อเนื่องหลายปี ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะสามารถจัดทำรายละเอียดและบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ในครั้งนี้ โดยข้อตกลงจะช่วยให้การจ้างแรงงานเป็นไปตามกติกาเดียวกันและตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

สำหรับ MOU ว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน จะครอบคลุมการแลกเปลี่ยนข้อมูลตลาดแรงงาน กฎหมายและนโยบายด้านแรงงาน ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และแนวปฏิบัติที่ดี รวมถึงการพัฒนาทักษะฝีมือและเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อป้องกันการสรรหาแรงงานโดยผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์

ส่วน บันทึกข้อตกลงด้านการจ้างแรงงานชาวศรีลังกาในประเทศไทย จะกำหนดขั้นตอนการจ้างงานอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การสรรหาและคัดเลือก การกำหนดข้อมูลนายจ้าง จำนวนและคุณสมบัติแรงงาน รวมถึงเงื่อนไขการจ้างและค่าตอบแทน โดยแรงงานที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับสัญญาจ้างก่อนเดินทางเข้าประเทศ และสัญญาจ้างต้องทำโดยตรงระหว่างแรงงานกับนายจ้าง

ด้านการคุ้มครองสิทธิ แรงงานศรีลังกาจะได้รับ การปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกับแรงงานท้องถิ่นบนหลักการไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงได้รับสิทธิและประโยชน์ตามสัญญาจ้างและกฎหมายแรงงานไทย และสามารถเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายได้เมื่อเกิดข้อพิพาทจากการจ้างงาน

ขณะเดียวกัน แรงงานต้องเข้าประเทศและทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ต้องได้รับใบอนุญาตทำงาน และทำงานเฉพาะกับนายจ้างและในอาชีพที่ได้รับอนุญาต รวมถึงต้องผ่านการตรวจสุขภาพและมีหลักฐานประกันสุขภาพตามที่กำหนดก่อนเริ่มงาน

ข้อตกลงยังกำหนดระยะเวลาสัญญาจ้าง 2 ปี และสามารถขยายได้อีก 2 ปี เมื่อสิ้นสุดสัญญา แรงงานต้องเดินทางกลับประเทศต้นทาง และหากทำงานครบตามสัญญา นายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการส่งกลับทั้งหมด

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า เป้าหมายของความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนแรงงาน แต่เป็นการจัดระบบให้แรงงานที่เข้ามาทำงานในส่วนที่ตลาดแรงงานไทยยังขาดแคลน เข้าสู่กระบวนการที่ถูกกฎหมาย โปร่งใส และตรวจสอบได้ ขณะเดียวกันแรงงานได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย มีสัญญาจ้างที่ชัดเจน และมีช่องทางแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดข้อพิพาท พร้อมลดความเสี่ยงจากการสรรหาแรงงานผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์

ครม. เพิ่มกรอบเยียวยา ชายแดนไทย-กัมพูชาอีก 240.75 ล้านบาท เร่งจ่ายอย่างเป็นธรรม-ทั่วถึง

8 กันยายน 2569 เวลา 14:48 น.

รัฐบาลเพิ่มกรอบเยียวยาชายแดนไทย–กัมพูชาอีก 240.75 ล้านบาท เร่งช่วยประชาชน–เจ้าหน้าที่รัฐที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง

วันที่ 8 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมเพิ่มกรอบวงเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาอีก 240.75 ล้านบาท สำหรับช่วยเหลือประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติมในช่วงวันที่ 26 ธันวาคม 2568 – 23 กรกฎาคม 2569 เพื่อให้การเยียวยาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทั่วถึง และสอดคล้องกับสิทธิที่พึงได้รับ

กรอบวงเงินเพิ่มเติมดังกล่าวจะใช้งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยแบ่งให้กระทรวงมหาดไทย 65 ล้านบาท กระทรวงกลาโหม 166.25 ล้านบาท และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 9.5 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 3 หน่วยงานจะเป็นผู้รับผิดชอบในการเบิกจ่ายให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การจัดสรรครั้งนี้เป็นการต่อเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ซึ่งได้เห็นชอบหลักเกณฑ์และกรอบวงเงินเยียวยาเดิมจำนวน 577.3 ล้านบาท สำหรับผู้ได้รับผลกระทบในช่วงวันที่ 3 สิงหาคม – 25 ธันวาคม 2568 โดยกำหนดว่า หากมีผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติมและวงเงินเดิมไม่เพียงพอ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอขอรับการจัดสรรเพิ่มเติมตามขั้นตอน

สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติในฐานะหน่วยงานกลางได้รวบรวมข้อมูลจากกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบ ข้อมูลการบาดเจ็บ การเสียชีวิต และวงเงินที่ขอรับการจัดสรรให้ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน เพื่อป้องกันการเบิกจ่ายซ้ำซ้อนและให้ความช่วยเหลือตรงถึงผู้มีสิทธิ

สำหรับการพิจารณาสิทธิกรณีผู้ได้รับบาดเจ็บ จะยึดตามหลักเกณฑ์การให้เงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ฉบับปรับปรุง หากภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงผลการวินิจฉัย เช่น ผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสต่อมาเสียชีวิต หน่วยงานรับผิดชอบจะต้องปรับปรุงข้อมูลและดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อให้ได้รับสิทธิการเยียวยาที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเห็นว่าอัตราค่าใช้จ่ายในการเยียวยาเพิ่มเติมที่เสนอมีความเหมาะสม ขณะที่สำนักงบประมาณเห็นสมควรให้จัดสรรวงเงินเพิ่มเติม 240.75 ล้านบาท พร้อมกำชับให้การใช้จ่ายเป็นไปตามหลักเกณฑ์และสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ส่วนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไม่ขัดข้อง และเสนอให้เร่งรัดการจัดสรรและเบิกจ่ายให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็ว

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มกรอบวงเงินครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ที่มีสิทธิได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม ทั่วถึง และไม่ตกหล่น พร้อมกำชับทุกหน่วยงานเร่งตรวจสอบข้อมูลและเบิกจ่ายให้ถึงมือผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็ว” นางสาวลลิดา กล่าว

ครม. เดินหน้าปฏิรูปกฎหมาย 5 ฉบับ สกัดทุจริตสอบราชการ คุมเข้มปืน ปรับระบบจัดซื้อรัฐ เปิดทางชุมชนรับประโยชน์คาร์บอนเครดิต

8 กันยายน 2569 เวลา 14:40 น.

“ครม.” เดินหน้าปฏิรูปกฎหมาย 5 ฉบับ สกัดทุจริตสอบราชการ–คุมเข้มปืน ปรับระบบจัดซื้อรัฐ เปิดทางชุมชนรับประโยชน์คาร์บอนเครดิต

วันที่ 8 กันยายน 2569 เวลา 12.30 ที่รัฐสภา นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบในหลักการตามที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เสนอร่างกฎหมายสำคัญ 5 ฉบับ ได้แก่ 1) ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. …. 2) ร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 พ.ศ. …. 3) ร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. 4) ร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และ 5) ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

สาระสำคัญของร่างกฎหมายทั้ง 5 ฉบับ
1. กฎหมายความรับผิดในการสอบบรรจุฯ กำหนดกฎหมายเฉพาะเพื่อป้องกันและแก้ไขการทุจริตในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ พร้อมกำหนดกลไกและหน่วยงานที่มีอำนาจสืบสวนสอบสวนโดยเฉพาะ

2. กฎหมายควบคุมอาวุธปืน เพิ่มความเข้มงวดในการครอบครองและใช้อาวุธปืน โดยผู้ขอใบอนุญาตต้องผ่านการอบรม ทดสอบ และตรวจสุขภาพจิต ปรับลดอายุใบอนุญาต ยกเลิกใบอนุญาตตลอดชีพ และเพิ่มโทษผู้กระทำผิด พร้อมเปิดทางให้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่ไม่มีใบอนุญาตมอบต่อนายทะเบียนภายใน 90 วัน โดยไม่ต้องรับโทษ

3. กฎหมายการประกอบกิจการพลังงาน ให้นำเงินจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้ามาใช้เป็นค่าไฟฟ้าสาธารณะสำหรับแสงสว่างในพื้นที่หรือทางสาธารณะ พร้อมปรับหน้าที่และคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับ กกพ. ให้ชัดเจน และกำหนดให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติปฏิบัติหน้าที่แทนเป็นการชั่วคราว หาก กกพ. เหลือกรรมการปฏิบัติหน้าที่น้อยกว่า 4 คน

4. กฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ปรับหลักเกณฑ์คัดเลือกคู่สัญญา โดยให้ความสำคัญกับประโยชน์ของราชการ วัตถุประสงค์การใช้งาน และความสามารถในการปฏิบัติตามสัญญา มากกว่าข้อเสนอด้านราคา พร้อมเพิ่มเหตุบอกเลิกสัญญาและขึ้นบัญชีผู้ทิ้งงานในกรณีทำงานบกพร่องหรือผิดพลาดอย่างร้ายแรง และเพิ่มอำนาจหัวหน้าหน่วยงานของรัฐในการสั่งเป็นผู้ทิ้งงาน รวมถึงกำหนดให้วางหลักประกันการอุทธรณ์

5. กฎหมายป่าชุมชน กำหนดให้รายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตของป่าชุมชนไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน โดยให้จัดสรรแก่สมาชิกป่าชุมชนที่เข้าร่วมกิจกรรมตามหลักเกณฑ์ เพื่อให้ชุมชนได้รับประโยชน์โดยตรงจากคาร์บอนเครดิต

ร่างกฎหมายทั้ง 5 ฉบับมุ่งปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เศรษฐกิจ และสังคม แก้ไขข้อจำกัดในการปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการและการให้บริการสาธารณะ รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

‘เอกภพ’ โฆษกป้ายแดง เปิดใจ หลังรับตำแหน่ง ลุยสื่อสารเชิงรุก แจงข้อมูลถูกต้อง แก้ข่าวบิดเบือน ไม่เน้นโต้วาที

8 กันยายน 2569 เวลา 14:27 น.

‘เอกภพ‘ โฆษกป้ายแดง เปิดใจ หลังรับตำแหน่ง ลุยสื่อสารเชิงรุก ไม่เน้นโต้วาที – ใส่ไฟการเมือง พร้อมตอบโต้ข้อมูลเท็จด้วยข้อมูลจริง มุ่งสร้างประโยชน์ต่อประชาชน ขอทุกฝ่ายร่วมปักธงทางความคิด สร้างสิ่งใหม่ๆ ให้ประเทศ

วันที่ 8 กันยายน 2569 เวลา 12.30 น. ที่อาคารรัฐภา นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนการแถลงผลการประชุมคณรัฐมนตรี (ครม.) ภายหลัง ครม.มีมติเห็นชอบแต่งตั้งให้เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ว่า ตามที่รับทราบข่าวสารมาในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลจะมีการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนโฆษกรัฐบาล ซึ่งวันนี้ก็มีมติ ครม. เป็นที่เรียบร้อยแล้วให้ตนเป็นโฆษกรัฐบาลคนใหม่

นายเอกภพ กล่าวต่อว่า วันนี้ก่อนที่จะแถลงมติ ครม.ที่มีการประชุมวันนี้ที่มีเรื่องสำคัญหลายเรื่อง โดยซึ่งหนึ่งที่มีการคาดการณ์กันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ทีมโฆษกรัฐบาลในมิติใหม่จะมีความเข้มข้นในทางการเมือง มีการตอบโต้ทางการเมืองมากขึ้นหรือไม่ โดยสิ่งที่ทีมโฆษกอยากจะสื่อสารคือ แน่นอนว่าจะมีความเข้มข้นในเรื่องของข้อมูล จะเข้มข้นในเรื่องความรวดเร็วฉับไวในการให้ข้อมูล เราจะเข้มข้นในการให้ข้อมูลที่เป็นข้อมูลข้อเท็จจริงถึงพี่น้องประชาชน และเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนจริงๆ

แต่ทีมโฆษกรัฐบาลของเรา จะไม่เน้นการโต้วาที จะไม่เน้นเรื่องการใส่อารมณ์ทางการเมือง เราจะเน้นการตอบโต้ข้อมูลเท็จด้วยข้อมูลจริง โดยนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมรตรี และรัฐมนตรีของเรา ทำงานกันอย่างตั้งใจและเต็มที่ ซึ่งทุกคนทำงานเพื่อประชาชน ไม่ว่าจะเลือกพรรคใดหรือไม่เลือกพรรคใดก็ตาม หรือจะเชียร์คนไหนไม่เชียร์คนไหน ซึ่งทีมโฆษกรัฐบาลจะไม่ทำหน้าที่ในการใส่ไฟหรือเติมไฟทางการเมืองที่แบ่งประชาชนออกเป็นกลุ่มแบ่งออกเป็นสีหรือคณะใดๆ

นายเอกภพ กล่าวอีกว่า ทีมโฆษกรัฐบาลจะทำเพื่อประชาชนให้ข้อมูลถึงพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ และข้อมูลที่ออกมาจากทีมโฆษกรัฐบาลต้องเป็นข้อมูลที่จริงและเชื่อถือได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดหวังว่าเราจะทำ และสิ่งที่จะทำคือมีเรื่องที่ดีๆ อยู่ในประเทศเรามากมาย จึงอยากจะชวนทุกคนในแวดวงการเมืองให้มาร่วมกัน แทนที่จะมาตอบโต้ที่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ ฉะนั้นเราต้องมาช่วยกันปักธงทางความคิด ช่วยกันสร้างสิ่งใหม่ๆ ว่าเราอยากทำให้กับประเทศไทย

“เราอยากจะนำพาประเทศไทยไปอยู่จุดไหน มีอะไรที่จะทำให้ประเทศสู้กับประเทศอื่นในโลกได้ มีอะไรที่จะทำให้พี่น้องประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจที่ดีขึ้นได้ มาแข่งกันปักธงทางความคิด ถ้าอันไหนเป็นเรื่องดี ผมเชื่อแน่ว่า ทุกคนในคณะรัฐมนตรีจะนำเรื่องนั้นไปปฏิบัติ และไปใช้ แต่ถ้าเรื่องไหนก็ตามที่คณะรัฐมนตรีทำได้ดีแล้ว ทีมโฆษกเราก็จะนำเรื่องนั้นมาสื่อสารถึงพี่น้องประชาชนเช่นกัน เป็นสิ่งสำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีจะดำเนินการต่อจากนี้“ นายเอกภพ กล่าว

สภาฯ ถกงบฯ ก.เกษตร มาราธอน ลากยาว 4 ชั่วโมง สส.โวยอภิปรายไปเรื่อย ด้าน โสภณ ส่งสัญญาณส่อเพิ่มเวลาประชุมถึง 10 ก.ย.

8 กันยายน 2569 เวลา 14:24 น.

8 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทยราษฎร นัดพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จ ในวาระ 2 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมได้ใช้เวลาพิจารณา มาตรา 13 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นานเกือบ 4 ชั่วโมง ก่อนที่จะผ่านมาตราดังกล่าว ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า สส.ที่อภิปรายส่วนใหญ่ เป็นของ สส.พรรคภูมิใจไทย ที่สะท้อนถึงปัญหาในพื้นที่และขอให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณให้หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ เมื่อหลังจากที่สภาฯ ลงมติผ่านมาตราดังกล่าว นายธนยศ ทิมสุวรร สส.เลย พรรคภูมิใจไทย ฐานะวิปรัฐบาล แจ้งว่า การอภิปรายงบประมาณ เมื่อ 7 กันยายน ใช้เวลารวม 15 ชั่วโมง แบ่งเป็น กมธ.ชี้แจง 2 ชั่วโมง 30 นาที สส.รัฐบาล ใช้เวลาอภิปราย 4 ชั่วโมง 6 นาที และ สส.ฝ่ายค้าน ใช้เวลา 7 ชั่วโมง 41 นาที ขณะที่การพิจารณามาตรา 15 มีผู้ลงชื่ออภิปราย รวมเวลาที่จะอภิปราย 2 ชั่วโมง 10 นาที ส่วนมาตรา 16 และ มาตรา 17 มีผู้ลงชื่ออภิปราย รวมเวลาที่จะอภิปรายมาตราละ 1 ชั่วโมง

ทำให้ นายพีรพล กนกวลัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ลุกหารือต่อ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่สอง ฐานะประธานในที่ประชุม ว่า ขอให้ควบคุมการประชุม ผู้ที่อภิปรายเป็นผู้ที่สงวนคำแปรญัตติ หรือแปรญัตติ ผู้ที่ลงชื่ออยู่ในประเด็นตัดหรือปรับลด หากปล่อยให้อภิปรายเหมือนอภิปรายในวาระแรก อภิปรายไปเรื่อยๆ จะควบคุมเวลาไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านั้นช่วงที่ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ที่ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้เปรยกับที่ประชุมช่วงก่อนเข้าวาระว่า ขอให้วิปแต่ละฝ่ายควบคุมเวลาการอภิปรายให้เป็นไปตามที่หารือ เพราะไม่เช่นนั้นอาจทำให้ต้องใช้เวลาประชุมสภาฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70 จนถึงวันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน ได้