รมว.กลาโหม แถลงผลการศึกษา นศ.วปอ.68 ย้ำประเทศไทยต้องฝ่าวิกฤต เรียนรู้ ปรับตัว และพร้อมกลับมายืนอย่างเข้มแข็ง รับมือวิกฤติใหม่ๆ

8 กันยายน 2569 เวลา 17:10 น.

8 กันยายน 2569 ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม กล่าวตอนหนึ่ง ในการเป็นประธานงานแถลงผลการศึกษาของนักเรียนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 68 ว่า ขอชื่นชมนักศึกษา วปอ.68 ปัจจุบันประเทศไทยมีความเปลี่ยนแปลงที่เร็วมาก เพราะวันนี้ ความมั่นคงของชาติ ไม่ได้หมายถึงขีดความสามารถทางทหารที่เข้มแข็งอย่างเดียวแล้ว ตนรบกับกัมพูชาเมื่อปี 54 เมื่อเทียบกับ 2 ครั้งปี 68 มีการเปลี่ยนแปลง และไม่รู้ว่าครั้งที่สามจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ดังนั้น ประเทศไทย ต้องมีความสามารถในการป้องกันควบคู่การฟื้นตัว และการก้าวเดินต่อไป ด้วยความมั่นคง เมื่อเราเผชิญวิกฤตการณ์รูปแบบใหม่ๆ พร้อมยอมรับว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อน เชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยพิบัติ โรคระบาด ไซเบอร์ และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้น การสร้างประเทศไทย ไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกคน ตนในฐานะ รมว.กลาโหม เห็นด้วยกับแนวคิด การระเบิดจากภายในเป็นสิ่งที่ถูกต้อง นอกจากนี้ต้องทําให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจและรับมือกับวิกฤตได้ทุกๆ แบบ ในขณะที่ภาครัฐก็ต้องมีระบบการทํางานที่เชื่อมโยง เพราะเราไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น

พลโท อดุลย์ กล่าวต่อว่า แม้กองทัพจะมีความพร้อมในระบบความมั่นคงแบบองค์รวม หมายความว่าทุกภาคส่วน ต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทํา และช่วยกันทํา เพื่อให้ศักยภาพที่มีอยู่ เพื่อสนับสนุนประชาชน และประเทศชาติ ซึ่งอาจจะไม่ดีที่สุดแต่อาจจะพัฒนาไปเรื่อย ๆ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และต้องเปลี่ยนวิธีที่จากการรอให้วิกฤติเกิด สู่การคาดการณ์และป้องกัน

ทั้งนี้ ตนอยากฝาก 5 เรื่อง 1.การสร้างระบบเตือนภัยคาดการณ์ล่วงหน้าเพื่อให้ประเทศ ที่จะเกิดขึ้นก่อนเกิดความเสียหาย นานดี หาดใหญ่ไม่ดี 2.การพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งประชาชนที่เป็นกลไกทํางานในยามวิกฤติได้ 3.การสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ซึ่งเปรียบเสมือนด่านแรก ในการรับมือภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้น 4.การลงทุนเทคโนโลยีในอนาคต เช่น AI และ 5.สร้างความมั่นคง โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม

พลโท อดุลย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การกลับคืนสู่สภาพเดิมหลังวิกฤตหมายถึง การเรียนรู้การปรับตัวและกลับมาเข้มแข็ง ประเทศไทยที่เข้มแข็ง ไม่ใช่ไม่เคยเผชิญวิกฤต แต่เมื่อเผชิญวิกฤตแล้ว พร้อมจะเรียนรู้ปรับตัวและเข้มแข็งมากกว่าเดิม

ฟ้า พรหมศร ยังอดอาหารต่อที่ รพ.ราชทัณฑ์ เตรียมนำตัวไปศาลอาญา 11 ก.ย.นี้

8 กันยายน 2569 เวลา 16:57 น.

8 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “ฟ้า พรหมศร” ยังอดอาหารต่อที่ รพ.ราชทัณฑ์ ยังสู้กับตัวเอง เตรียมถูกนำตัวไปศาลอาญา 11 ก.ย. นี้

เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2569 ทนายความเข้าเยี่ยม “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู ซึ่งถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ระหว่างฎีกา หลังเขาเริ่มอดอาหารอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 และเริ่มอดน้ำเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2569 เพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัว โดยเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2569 ฟ้าได้ถูกย้ายตัวจากเรือนจำอำเภอธัญบุรีไปยังโรงพยาบาลราชทัณฑ์

ปลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ หลังฟ้าถูกย้ายตัวไปที่โรงพยาบาล ทนายความได้เข้าติดตามอาการ เขาดูร่างกายผ่ายผอมลงกว่าทุกครั้ง อาจเพราะอยู่ในชุดผู้ป่วยสีขาวตัวหลวมใหญ่ เขานั่งบนเก้าอี้รถเข็น แก้มตอบ ขมับตอบจนเห็นกระดูกปูดโปนออกมา กระดูกซี่โครงขยับขึ้นลงอย่างเห็นได้ชัดตามจังหวะหายใจ ส่วนมือข้างขวาปรากฎรอยเข็มที่เจาะไว้เพื่อให้น้ำเกลือ

ฟ้าเล่าช้า ๆ ว่า พอเริ่มอดน้ำวันที่ 2 รู้สึกปากแห้ง คอแห้ง ใช้เวลาไปกับการนอนทั้งวัน ก่อนเช้าวันถัดมา จะถูกเจ้าหน้าที่นำตัวมาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ โดยเขาไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อน จากนั้นก็มีเจาะเลือดตรวจค่าต่าง ๆ พร้อมกับให้น้ำเกลือ พร้อมกับมีนักจิตวิทยาและนักโภชนาการเข้ามาพูดคุย

ฟ้ายังยืนยันการอดอาหารต่อไป โดยเขาเห็นว่าดีกว่าไม่ทำอะไรเลย อยู่เฉย ๆ ให้ถูกคุมขังโดยไม่ได้ประกันตัว เขาย้ำว่าต่อให้ไม่สำเร็จก็คิดว่าไม่เป็นไร อย่างน้อยได้ลงมือทำแล้ว ได้ตัดสินใจสู้ด้วยตนเองแล้ว

ขณะที่ในการเยี่ยมครั้งนี้ ร่างกายฟ้ายังดูโรยแรง แต่สีหน้าและท่าทางดูดีขึ้นกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ข้อพับด้านขวามีรอยถูกเจาะเลือด เข็มสำหรับให้น้ำเกลือถูกย้ายจากแขนด้านขวาไปด้านซ้าย ที่บริเวณหน้าอกทั้งสองด้านของฟ้ามีแผ่นแปะติดไว้อยู่

ฟ้าบอกถึงอาการเหนื่อยล้าของตนเอง และแจ้งว่าค่าโพแทสเซียมต่ำ ค่าน้ำตาลต่ำ ความดันต่ำ หมอคุยว่าค่าต่าง ๆ ต่ำมากแล้ว ต้องพิจารณาให้น้ำเกลือ ผสมวิตามินบี กลูโคส และโพแทสเซียม

ฟ้าแจ้งว่าเขากลับมากินน้ำหวานอีกครั้ง ด้วยความที่รู้สึกว่าใจสั่นเพิ่มมากขึ้น โดยค่าอัตราการเต้นหัวใจอยู่ที่ประมาณ 30-35 หมอจึงติดเครื่องมือเช็คสัญญาณชีพที่บริเวณหน้าอก เขารู้สึกเหมือนจะวูบตลอดเวลา รู้สึกเวียนหัวเพิ่มขึ้นกว่าปกติ จึงตัดสินใจรับน้ำหวานเพื่อพยุงร่างกายไว้ เจ้าหน้าที่ยังมาคุยด้วยว่าถ้าจะไปต่อ มันจะไปสู่ช่วงที่ร่างกายไม่รับและไม่เอาอะไรแล้ว แม้แต่น้ำหวาน

ฟ้าบอกว่าตอนนี้รู้สึกร่างกายเหมือนหนังหุ้มกระดูกอย่างแท้จริง เขาได้เห็นร่างกายตัวเองในกระจก รู้สึก “ผอมมะโกรกมาก”

ฟ้าเล่าด้วยว่า เมื่อร่างกายเริ่มแย่ลง เลยได้สวดมนต์น้อยลง เพราะไม่มีแรง แต่ก็พยายามตั้งจิตภาวนาเสมอ จิตใจของเขาโดยรวม ตอนนี้เป็นการต่อสู้กับตัวเองอย่างมาก และทำให้เขานึกถึงการต่อสู้ของ “บุ้ง” ทำให้รู้สึก respect บุ้งมาก

ฟ้ายังเพิ่งทราบว่าคดีชุมนุม #ม็อบ25พฤศจิกาไปscb ซึ่งก่อนหน้านื้สืบพยานเสร็จแล้ว และศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ แต่ได้มีกำหนดนัดพร้อมคดีในวันที่ 11 ก.ย. 2569 นี้ โดยคาดว่าเป็นการนัดเพื่อสั่งจำหน่ายข้อหาในส่วนที่เข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรม ตามร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ แต่คดีจะยังคงเหลือข้อหามาตรา 112 ต่อไป ทำให้ฟ้า รวมทั้งอานนท์ นำภา และ “แอมป์” ณวรรษ จะถูกนำตัวไปศาลในวันดังกล่าวด้วย เลยอยากให้ทุกคนติดตามคดี

ฟ้ายังแจ้งถึงนัดสืบพยานคดีมาตรา 112 ที่ศาลจังหวัดพัทลุง ซึ่งมีกำหนดในช่วงวันที่ 29-30 ก.ย. นี้ แค่คิดถึงก็ทำให้เขารู้สึกเหนื่อย และคิดว่าไม่น่าจะเดินทางไปไหว

ฟ้ายังยืนยันส่งท้ายอีกครั้งว่า เขาอดอาหารเพียงแค่อยากได้สิทธิการประกันตัว เพื่อขอโอกาสไปดูแลพ่อในช่วงเวลานี้เท่านั้น

อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/86201

เพจดังขุดภาพเก่า ธรรมนัส-ทนายตั้ม-สมชัย จับมืองานเปิดสำนักงานทนาย

8 กันยายน 2569 เวลา 16:18 น.

เมื่อวันที่ 8 ก.ย.2569 เพจเฟซบุ๊ก The METTAD ได้โพสต์ภาพ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ  และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ และนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถ่ายภาพกุมมือร่วมกัน พร้อมใส่แคปชั่นอีโมจิหัวใจสีเขียว และสีส้ม 

‘สุระ’สุดทนปท.ไร้ขื่อไร้แป ชง 4 ข้อสกัดปล่อยต่างชาติทำตัวไม่เหมาะสม

8 กันยายน 2569 เวลา 16:12 น.

เลขาฯพรรคพลังบูรพา หวั่นปัญหาต่างชาติเข้าประเทศ ทำตัวไม่เหมาะสม บานปลาย กระทบความเชื่อมั่นประเทศ ชง 4 มาตการเสนอรัฐบาล ป้องกันก่อนเกิดเหตุ ย้ำจนท.พวกปล่อยปละ ต้องโดนลงโทษเด็ดขาด ชี้ไทยอ้าแขนรับสุจริตชนทุกชาติ ขอแค่เข้ามาทำมาหากินสุจริต เคารพกฎหมาย-ประเพณีไทย

            เมื่อวันที่ 8 กันยายน  นายสุระ เตชะทัต เลขาธิการพรรคพลังบูรพา กล่าวว่า สังคมไทยกำลังจับตาท่าทีการทำงานของรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกรณีการเข้ามาของชาวต่างชาติ เมื่อเข้ามาแล้วแสดงพฤติกรรมไม่เคารพ ฝ่าฝืนกฎระเบียบ กฎหมายไทย ไม่ใช่เฉพาะประชาชน ชาวบ้านในเมืองท่องเที่ยว จังหวัดที่เติบโตทางเศรษฐกิจสูง จะกังวลเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมามีการพูดถึง แรงงานผิดกฎหมาย คนต่างด้าว พวกเข้ามาแบบปลอมแปลงสัญชาติ ได้สัญชาติไม่ถูกต้อง เมื่อเข้ามาก็ใช้นอมินีแสวงหาผลประโยชน์ ใช้ไทยเป็นฐานทำความผิด ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องยาเสพติด ค้ามนุษย์ อาชญากรรมออนไลน์ ธุรกิจสีเทา การตั้งกลุ่มชมรมเฉพาะเสมือนจะสร้างอาณานิคมของตัวเอง เป็นต้น ที่เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน

นายสุระ กล่าวต่อว่า ได้รับฟังเสียงบ่นเสียงสะท้อนจากคนไทยตัดพ้อว่า ขณะนี้ดูเหมือนประเทศจะไร้ขื่อไร้แป คนไม่เกรงกลัวกฎหมายไทยแล้วใช่หรือไม่ จะปล่อยให้ลุกลามบานปลาย กลายเป็นภัยสังคมไปถึงเมื่อไหร่ และเมื่อไหร่จะเอาจริง จัดการให้เด็ดขาด ทั้งนี้ภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด หากมีเจ้าหน้าที่เข้าไปพัวพัน ควรมีการดำเนินการอย่างจริงจัง ไม่มีการละเว้น

นายสุระ กล่าวด้วยว่า ฉะนั้น ตนจึงขอเสนอ 4 แนวทางต่อรัฐบาล เพื่อจัดระเบียบชาวต่างชาติ ได้แก่ 1.คัดกรองตั้งแต่ต้นทาง เชื่อมข้อมูลตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจ การเงิน และข้อมูลระหว่างประเทศ เพื่อประเมินความเสี่ยงก่อนอนุญาตให้เข้าประเทศ 2.ใช้ระบบอยู่ไทยต้องตรวจสอบได้ ตรวจเข้มการใช้วีซ่าผิดวัตถุประสงค์ ธุรกิจนอมินี และเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก นำเทคโนโลยีมาช่วยเชื่อมโยงฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาไว้จุดเดียว เพื่อสะดวกต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ น่าจะดีกว่ารอให้เกิดเหตุแล้วไปจับกุม เนรเทศ

นายสุระ กล่าวอีกว่า 3.เอาผิดรวดเร็วและเปิดเผย โดยเฉพาะผู้กระทำผิดซ้ำ อาชญากรข้ามชาติ และผู้มีส่วนช่วยเหลือในประเทศ เพื่อสร้างบรรทัดฐานว่ากฎหมายไทยใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม และ 4.เปิดช่องให้ประชาชนแจ้งเบาะแสได้อย่างปลอดภัย ครบวงจร พร้อมระบบส่งต่อข้อมูลถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรายงานผลการดำเนินการ เพื่อเปลี่ยน คลิปไวรัลหลังเกิดเหตุ ให้กลายเป็นระบบเตือนภัยล่วงหน้า

“ประเทศไทย คนไทยพร้อมต้อนรับสุจริตชนทุกเชื้อชาติ ขอเพียงเคารพกฎหมาย ให้เกียรติในอัตลักษณ์ ประเพณีและสังคมไทย ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเป็นรายกรณี ไปสู่การสร้างระบบที่ รู้ก่อน ป้องกันก่อน และจัดการให้จบ หากปล่อยให้ช่องโหว่เดิมเกิดซ้ำ ความเสียหายไม่ได้ตกอยู่กับภาพลักษณ์ประเทศเท่านั้น แต่จะกระทบต่อความปลอดภัยทางสังคม เศรษฐกิจของประเทศ และความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะยาว” นายสุระ กล่าว

ทร.เคาะแล้ว เลือกHanwha เกาหลีใต้ คว้าสัญญาต่อเรือฟริเกตลำใหม่ วงเงิน 16,730 ล้านบาท

8 กันยายน 2569 เวลา 15:58 น.

ทร. ประกาศผล ‘บ.Hanwha’ ได้รับเลือกต่อเรือ ‘ฟริเกต’ 1 ลำ เสนอราคา 16,730 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ร.อ.กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ (ผบ.กร.) ในฐานะประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือฟริเกต ได้ลงนาม ประกาศกองทัพเรือ ผู้ได้รับการคัดเลือกโครงการจัดหาเรือฟริเกต จำนวน 1 ลำ พร้อมทั้งระบบและอุปกรณ์ อะไหล่ เครื่องมือ เอกสาร ส่วนสนับสนุน การทดสอบทดลอง น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อลื่น การฝึกอบรม การตรวจรับ การรับประกัน และพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่ได้รับการคัดเลือก ได้แก่ บริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd

โดยเสนอราคา 16,730 ล้านบาท เป็นราคายกเว้นค่าอากรทางศุลกากร แต่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีอากรอื่นๆ ค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายอื่นๆทั้งปวงไว้แล้ว ซึ่งราคานี้เป็นราคาคงที่และตายตัว (Firm & Fixed Price) ในราคา DAP (INCOTERMS 2020) รวมการขนส่งและประกันภัย จนกระทั่งส่งมอบงาน ณ ฐานทัพเรือสัตหีบ ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี หรือพื้นที่ที่กองทัพเรือจะกำหนด

อภิสิทธิ์ ขอตัดงบฯ คมนาคม 10% ย้ำรัฐบาลจัดสรรงบไม่ตรงปก-ซ้ำไร้เอกภาพ ทิ้งเชื้อตัดถนนเป็นงบฯ ผูกพัน ส่อเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนและพวกพ้อง

8 กันยายน 2569 เวลา 15:41 น.

8 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลุกกล่าวอภิปรายเสนอคำแปรญัตติเพื่อขอปรับลดงบประมาณของกระทรวงคมนาคม ตอนหนึ่งว่า ตนขอปรับลดงบฯ กระทรวงคมนาคม ลงร้อยละ 10 เพราะมีความข้องใจมากต่อการทำงานของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม ที่ผ่านมามักเห็นรัฐมนตรีลงพื้นที่สัญจรและประกาศโครงการต่างๆ รายทาง แต่เมื่อตรวจสอบเล่มงบประมาณกลับพบว่า ไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่สื่อสารกับประชาชน เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งแม้คณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นจะยอมรับข้อท้วงติงเรื่องความคุ้มค่าแล้ว แต่กลับยังมีงบศึกษาตกค้างอยู่ในเล่มงบประมาณ จึงขอตั้งคำถามว่า เหตุใด กมธ.จึงไม่ทบทวนตัดออก หรือตั้งใจทิ้งเป็นเชื้อเพื่อเดินหน้าต่อใช่หรือไม่ หรือหลายโครงการใหญ่ที่รัฐบาลนำไปโฆษณาหาเสียง ที่พาดพิงพรรคการเมืองอื่น แท้จริงแล้วเป็นการสานต่อจากรัฐบาลในอดีตหรือไม่ เช่น รถไฟทางคู่ยุครัฐบาล นายชวน หาลีกภัย และรัฐบาลของตน แต่สิ่งที่รัฐบาลนี้กำลังทำกลับขาดเอกภาพ ไม่มีการบูรณาการระบบรางและถนนในลักษณะ Southern Connect อย่างเป็นระบบ งบประมาณส่วนใหญ่กลับมุ่งเน้นไปที่การสร้างถนน โดยใช้วิธีอนุมัติงบผูกพัน โดยเริ่มต้นเพียงร้อยละ 15 เพื่อทิ้งเชื้อไว้ แต่ทิ้งภาระงบประมาณมหาศาลไว้ในอนาคต สุ่มเสี่ยงต่อการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนและผู้รับเหมาเฉพาะกลุ่ม

“ผมขอเตือกถึงปัญหาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ภาคตะวันออก เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่ยังขาดความชัดเจน จนทำให้ประเทศเสียทิศทางในการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน เรื่องคมนาคม และโลจิสติกส์ถือเป็นหัวใจของขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ผมอยากให้รัฐบาลไทยมีแผนที่ชัดเจน จัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับแผนนั้นๆ ไม่ใช่จัดเงินเพื่อเอื้อกลุ่มทุนและโฆษณาหาเสียงโครงการโลจิสติกส์ไปวันๆ ผมว่า การซื้อเสียงแย่แล้ว แต่กำลังมีปรากฏการณ์กรรโชกเสียงอีก ในเรื่องของการไปพูดถึงว่า ต้องเลือก สส.ทั้งจังหวัด จึงจะได้โครงการนั้น โครงการนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ศาลปกครองกลาง สั่งกรมประมงกับพวก จัดการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ มหาดไทยสั่งประกาศ สมุทรสงคราม เป็นพื้นที่ภัยพิบัติ

8 กันยายน 2569 เวลา 14:53 น.

8 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ส.14/2567 ในคดีที่ผู้ฟ้องคดีรวม 54 คน ฟ้องกรมประมง ที่ 1 กับพวกรวม 18 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และการกระทำละเมิดของของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

สำหรับคดีนี้ ผู้ฟ้องคดี ฟ้องว่ากรมประมงที่ 1 กับพวกรวม 18 คน ละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายในการควบคุมบุคคลผู้นำเข้าปลาหมอคางดำเข้ามาในราชอาณาจักร จนนำไปสู่การแพร่ระบาดของสัตว์ดังกล่าวในหลายจังหวัดของประเทศไทย และละเลยไม่ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายในการสอบสวนและดำเนินการทางกฎหมายกับบุคคลผู้นำเข้าปลาหมอคางดำเข้ามาในราชอาณาจักร จนทำให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนส่วนรวมได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล

โดยขอให้ศาลมีคำสั่งให้หน่วยงานรัฐปราบปราม ฟื้นฟู และกำจัดปลาหมอคางดำอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมประกาศภัยพิบัติเพื่อนำเงินมาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ หรือไล่เบี้ยจากบริษัทเอกชนที่เป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาด

บรรยากาศในช่วงเช้าววันนี้มี กลุ่มประชา ชนผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” พร้อมตัวแทนประชาชนจากจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ เดินทางมาฟังคำพิพากษาที่ศาลปกครองกลาง

ทั้งนี้ ภายหลังจากฟังคำพิพากษา นายปรเมษฐ์ แดนดงยิ่ง หัวหน้าคณะทำงานคดีปลาหมอคางดำในส่วนของคดีปกครอง ของสภาทนายความ กล่าวภายหลังฟังคำพิพากษาว่า คดีนี้มีการฟ้องกรมประมง พร้อมหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐรวม18 ราย วันนี้ศาลพิพากษาให้คนที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง ส่วนหลัก คือ กรมประมง เเละอธิบดีกรมประมง ให้ปฏิบัติตามแผน การระงับยับยั้ง การแพร่ระบาดของประหมอคางดำต่อไป ซึ่งแผนนี้ได้มีการดำเนินการภายหลังจากที่มีการแพร่ระบาดอย่างหนัก อันนี้ประเด็นใหญ่ที่ศาลพิพากษา นอกจากนี้ ยังมีประเด็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องประกาศให้พื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำเป็นเขตภัยพิบัติเพื่อที่จะสามารถนำงบประมาณที่เกี่ยวข้องมาเบิกจ่ายได้โดยเร็ว ศาลพิพากษาในส่วนนี้ว่า อยู่ในความรับผิดชอบของของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีรัฐมนตรีมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ โดยศาลบอกว่าให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตที่มีการแพร่ระบาด คือ จังหวัด สมุทรสงครามประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ส่วนเขตจังหวัดอื่นศาลมองว่าผู้ฟ้องคดีไม่ได้มีภูมิเนาหรือประกอบอาชีพอยู่ในพื้นนั้นจึงไม่ได้พิพากษาในส่วนนี้

ส่วนข้อหาอื่นๆ และผู้ถูกฟ้องคดีรายอื่น เช่น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือกระทรวงการคลังศาลยกฟ้อง ซึ่งเป้าหมายของผู้ฟ้องคดี คือต้องการให้มีการ แก้ไขปัญหาตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหลักๆ คือ กรมประมงกับอธิบดีกรมประมง ซึ่งเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งวันนี้ก็ต้องขอบคุณศาลที่ได้มีคำพิพาก ษาที่ละเอียดมากความยาวกว่า 120 หน้า

ทั้งนี้ ศาลสั่งให้รัฐโดยกรมประมงปฏิบัติตามแผนระงับยับยั้งและแก้ไขสถานการใช้ระบาดปลาหมอคางดำต่อไป โดยคำพิพากษาจะมีผลภายหลัง 180 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด ซึ่งคดีนี้ก็อาจจะยังต้องรอเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษาต่อไป

“ในฐานะคณะทำงานเราพอใจในระดับหนึ่ง มีหลายๆ ประเด็นที่เราฟ้องเพื่อให้มีการประเมินความเสียหาย และมีการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระบบนิเวศ คดีนี้ผู้ฟ้องคดีที่ไม่ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหาย เป็นส่วนตัว ในส่วนค่าเสียหาย เรามีคณะทำงาน ยื่นฟ้องอยู่ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เราเพียงต้องการให้มีการปกป้องคุ้มครองระบบนิเวทรัพยากรธรรมชาติเพื่อประชาชนทั้งประเทศ ทั้งเรื่องการป้องกันและแก้ไข”

“ส่วนที่คำพิพากษา ระบุในส่วนเฉพาะจังหวัด สมุทรสงครามแต่ไม่ให้จังหวัดอื่น คณะทำงานจะต้องไปประชุมหารือในรายละเอียด เพื่อจะเดินต่อ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเนี่ย ยังไม่มีผลบังคับ ยังต้องรอให้คดีถึงที่สุดก่อน ถ้าไม่มีการอุทธรณ ภายใน 30 วันคดีจะถึงที่สิ้นสุด แต่ถ้าอุทธรณ์ก็ต้องรอผลคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด มองว่าคดีระดับนี้ก็น่าจะมีการอุทธรณ์กันต่อไป”

ในส่วนผู้ฟ้องจะอุทธรณ์ คือ ประเด็นจังหวัดอื่นๆที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากศาลเองก็บอกเบื้องต้นว่าผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 คน ซึ่งเป็นประชาชนที่ประกอบอาชีพ ย่อมมีสิทธิ์ที่จะฟ้องคดีเพื่อปกป้องรักษาทรัพยา กรธรรมชาติรัฐสิ่งแวดล้อมได้

ด้าน นายสิทธิพร ลีลานภาศักดิ์ กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม สภาทนายความ และหนึ่งในคณะทำงานช่วยเหลือประชาชน เปิดเผยว่าในส่วนของคำฟ้องทางคดีแพ่งฟ้องบริษัทเอกชนและกรรมการที่เกี่ยวข้องรวม 9 ราย ที่เกี่ยว ข้องกับการนำเข้าปลาหมอคางดำ โดยศาลแพ่งกรุงเทพใต้นัดฟังคำสั่งวันที่ 14 กันยายนนี้ ว่าจะรับเป็นคดีแบบกลุ่มหรือไม่ ซึ่งเดิมศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับไว้แล้ว แต่ทางคู่ความได้มีการยื่นอุทธรณ์ จึงมีการนัดฟังคำสั่งในวันดังกล่าว ซึ่งในส่วนของคำฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายไป 2,000 กว่าล้านบาท ให้กับกลุ่มผู้เสียหายในเกษตรกรในหลายพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามที่ได้รับผลกระทบกว่า 1,000 คน โดยมีผู้กลุ่มจำนวน 10 คนเป็นโจทย์ในคดีนี้ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญต่อการเรียกร้องค่าเสียหายของผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมากในคดีนี้

นายปัญญา โตกทอง ตัวแทนภาคประชา ชน ระบุว่าพอใจกับคำพิพากษาระดับหนึ่ง เพราะอย่างน้อยศาลมีคำสั่งให้หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่โดยตรง เดินหน้าแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ และให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการเรื่องพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในจังหวัดสมุทรสงคราม แต่ยังติดใจที่คำพิพากษา ไม่ได้ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดอื่น ที่ได้รับผลกระทบ โดยยืนยันว่าเป้าหมายของการฟ้องคดีไม่ได้ต้องการเพียงเงินชดเชย แต่ต้องการให้รัฐ ประเมินความเสียหาย ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ และช่วยให้เกษตรกรกลับมาประกอบอาชีพได้ตามปกติ

นายปัญญา ระบุว่า หลังจากนี้เครือข่ายภาคประชาชนจะหารือร่วมกับจังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบ เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการต่อ รวมถึงพิจารณาการอุทธรณ์ โดยมองว่าคำพิพากษาวันนี้เป็น จุดเริ่มต้นในการผลักดันให้รัฐแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุดก็ตาม

ยศชนัน ลุย 4 มาตรการ ยุติขัดแย้งอุเทนถวาย-ปทุมวัน สั่งงดใช้พื้นที่พิพาทอย่างน้อย 3 เดือน เร่งจัดพื้นที่เรียนใหม่

9 กันยายน 2569 เวลา 14:26 น.

“ยศชนัน”เดินหน้า 4 มาตรการ ยุติขัดแย้ง”อุเทนถวาย-ปทุมวัน” สั่งงดใช้พื้นที่พิพาทอย่างน้อย 3 เดือน เร่งจัดพื้นที่เรียนใหม่ พร้อมวางแผนเปลี่ยนผ่านพื้นที่เดิมสู่พื้นที่แห่งนวัตกรรม เปิดกว้างให้ประชาชนใช้ประโยชน์ ย้ำความปลอดภัย-คุณภาพการศึกษา 2 สถาบันต้องไม่สะดุด เผยต้องเร่งแก้เพราะพื้นที่สยาม-ปทุมวัน กระทบความมั่นคง ภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นของไทย

9 กันยายน 2569 ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีการประชุมหารือเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่การจัดการศึกษามหิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวง อว.เป็นประธานและมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ฤกษ์ชัย ฟูประทีปศิริ อธิการบดีมหิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก รศ.ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.)  พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา รอง ผบช.น. (น.6) พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น.(น.1-2)พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น.(เทพนคร 1) พ.ต.อ.เอกภพ ตันประยูร รอง ผบก.น.1 พ.ต.อ.ธรา แปงเครื่อง รอง ผบก.น.6 พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพรรอง ผบก.น.6 พ.ต.อ.ศิริชาติ จันทร์พรมมา ผกก.สน.ปทุมวัน พ.ต.อ.เชิดศักดิ์ รอดเข็มผกก.สส.บก.น.6 รวมทั้งหน่วยงานและฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 45 นาที

จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน แถลงผลการประชุมว่า การหารือครั้งนี้เป็นการสานต่อแนวทางที่ทุกฝ่ายได้พูดคุยและดำเนินการร่วมกันมาแล้ว โดยไม่ได้เป็นการทับซ้อนหรือยกเลิกคำสั่งหรือแนวทางเดิม แต่ต้องการทำให้สิ่งที่ได้ตกลงกันไว้สามารถเดินหน้าได้รวดเร็วและเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการพิจารณาประเด็นด้านกฎหมาย ความมั่นคง และความปลอดภัย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามหลักเกณฑ์และกรอบเวลาที่ชัดเจน เนื่องจากเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของ 2 สถาบัน แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ปทุมวันและสยาม ซึ่งเป็นทั้งพื้นที่เศรษฐกิจ พื้นที่ท่องเที่ยว พื้นที่การศึกษาและพื้นที่ที่เยาวชนเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกัน ดังนั้น ความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิด

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า จากการหารือร่วมกับผู้บริหารของทั้งสองสถาบัน ได้กำหนดแนวทางดำเนินการต่อจากนี้ 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประเด็นที่ 1 งดจัดการเรียนการสอนในพื้นที่พิพาทอย่างน้อย 3 เดือน โดยจะดำเนินการทันทีนับตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย.นี้เป็นต้นไป โดย กระทรวง อว.จะออกคำสั่งให้ทั้ง 2 สถาบันปฎิบัติตาม เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับนักศึกษา บุคลากร และประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ หากการเปลี่ยนผ่านด้านพื้นที่ยังไม่แล้วเสร็จ จะยังคงงดการเข้าใช้พื้นที่พิพาทต่อไป ขณะเดียวกัน ผู้บริหารทั้ง 2สถาบันจะต้องจัดรูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้มาตรการด้านความปลอดภัยส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาของนักศึกษา

ประเด็นที่ 2 เร่งจัดพื้นที่ใหม่ให้อุเทนถวาย โดยมอบหมายให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกจัดเตรียมพื้นที่ใหม่ที่ไม่อยู่ในพื้นที่พิพาท และเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในช่วงเวลา 3 เดือนที่กำหนด เพื่อให้สามารถย้ายการจัดการเรียนการสอนไปยังพื้นที่ใหม่ได้ หากยังไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ภายในกรอบเวลาดังกล่าว จะต้องพิจารณาขยายระยะเวลาการงดใช้พื้นที่พิพาทออกไป เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัย

ประเด็นที่ 3 ให้สถาบันเทคโนโลยีปทุมวันจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) ด้วย โดยนอกจากการปฏิบัติตามมาตรการงดใช้พื้นที่ในช่วง 3 เดือน ยังต้องเตรียมความพร้อมในระยะยาวด้วย สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพื้นที่หากมีความจำเป็นในอนาคต โดยไม่กระทบต่อการจัดการศึกษา

ประเด็นที่ 4 พัฒนาพื้นที่เดิมให้เป็นพื้นที่ด้านการศึกษา อุตสาหกรรม และนวัตกรรม โดยพื้นที่ปัจจุบันที่อุเทนถวายใช้งาน ซึ่งเป็นพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยืนยันจะไม่ใช้พื้นที่ดังกล่าวในเชิงการค้าหรือเชิงพาณิชย์ แต่จะรักษาแนวคิดให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและนวัตกรรม เปิดโอกาสให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประชาชน ทั้งนี้ จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมจากสถาบันที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยกระทรวง อว.จะร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าวให้ยังคงมีบทบาทเป็นพื้นที่ด้านการศึกษา การพัฒนาอุตสาหกรรม และนวัตกรรมต่อไป

“ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านจะมีการดูแลด้านความปลอดภัยอย่างเข้มข้น โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการตำรวจนครบาลจะเข้ามาดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักศึกษา ประชาชน และนักท่องเที่ยวว่า พื้นที่สยามและปทุมวันซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของประเทศจะเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้ามาใช้ชีวิตและเดินทางได้อย่างปลอดภัย โดยสิ่งที่เราต้องการเห็นคือการยุติข้อพิพาทอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า วันนี้เราจึงต้องใช้กฎหมายและหลักเกณฑ์ที่มีอยู่เป็นกรอบในการดำเนินการ พร้อมกำหนดหน้าที่และกรอบเวลาของแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าไปพร้อมกันได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวและว่า

สำหรับประเด็นด้านคุณภาพการศึกษา ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำว่า กระทรวง อว. จะดูแลทั้ง 2 สถาบันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าการจัดการเรียนการสอนจะอยู่ในพื้นที่ใด โดยจะสนับสนุนเครื่องมือและทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนแปลงด้านพื้นที่กระทบต่อคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ของนักศึกษา พร้อมทั้งรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของทั้งสองสถาบัน ทั้งศิษย์เก่าและนักศึกษาปัจจุบัน

“เป้าหมายของเราคือทำให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าต่อไปได้พร้อมกัน ทั้งในเรื่องความปลอดภัย การยุติข้อพิพาท และการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพราะท้ายที่สุดแล้ว เรามีเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้การศึกษาไทยมีคุณภาพ และทำให้พื้นที่แห่งนี้กลับมาเป็นพื้นที่ที่สร้างประโยชน์ให้กับคนไทยทุกคน” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

‘สวนสุนันทา’ ตั้งคณะวิทย์กีฬา แห่งแรกของ กลุ่ม ม.ราชภัฎ

9 กันยายน 2569 เวลา 13:07 น.

สวนสุนันทา 1 – 2

“สวนสุนันทา” จัดตั้ง “คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ” แห่งแรกในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านกีฬา-สุขภาพ สร้างบุคลากรมืออาชีพ ช่วยขับเคลื่อนสมรรถภาพทางกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิต ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เปิดหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ด้วยการจัดตั้ง “คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ” ณ วิทยาเขตนครปฐม นับเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งแรกของประเทศไทย ที่จัดตั้งคณะเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ สะท้อนวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยที่นำโดยอธิการบดี รศ.ดร.ชุติกาญจน์ ศรีวิบูลย์ ในการพัฒนากำลังคนให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมกีฬาสุขภาพ และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตในอนาคต

สำหรับการจัดตั้งคณะผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 10 ส.ค.69 และสภาวิชาการ เมื่อวันที่ 11 ส.ค.69 ก่อนที่สภามหาวิทยาลัย ซึ่งนำโดยนายกสภาฯ รศ.ดร.ฤๅเดช เกิดวิชัย มีมติอนุมัติให้จัดตั้งคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาเเละสุขภาพขึ้น เมื่อวันที่ 26 ส.ค.69 ต่อมาในวันที่ 1 ก.ย.69 มหาวิทยาลัยได้แต่งตั้ง ผศ.ดร.สุริยัน สมพงษ์ เป็นผู้รักษาราชการแทนคณบดี และเป็นผู้นำคณะคนแรกในช่วงวางรากฐานองค์กร

คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ มุ่งพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ การวิจัย และบริการวิชาการที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา การออกกำลังกาย สุขภาพ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการ เพื่อผลิตบัณฑิตและบุคลากรที่สามารถทำงานได้จริงในระบบกีฬาและสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

จุดเด่นสำคัญคือการเรียนรู้ที่เชื่อมโยง “วิทยาศาสตร์กับการปฏิบัติจริง” ตั้งแต่การพัฒนาสมรรถภาพทางกายและจิตใจ การออกแบบโปรแกรมฝึกและออกกำลังกาย การส่งเสริมสุขภาพ การบริหารจัดการกีฬา ตลอดจนการประยุกต์ใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อดูแลประชาชนตั้งแต่ระดับเยาวชน นักกีฬา ผู้สูงอายุ ไปจนถึงกลุ่มที่ต้องการพัฒนาสุขภาวะอย่างเหมาะสม

สวนสุนันทา 1 – 3

ผศ.ดร.สุริยัน สมพงษ์ ผู้รักษาราชการแทนคณบดี กล่าวว่า “การเปลี่ยนจากสาขาวิชาสู่การเป็นคณะ ไม่ได้เป็นเพียงการยกระดับโครงสร้างองค์กร แต่คือการยกระดับความรับผิดชอบต่อสังคม เราต้องการสร้างคณะที่ผลิตคนเก่ง ทำงานเป็น และเข้าใจคุณค่าของอุดมการณ์โอลิมปิก (Olympism) พร้อมนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปพัฒนาทั้งความเป็นเลิศทางกีฬา สุขภาพของประชาชน และคุณภาพชีวิตของสังคม”

สำหรับเป้าหมายต่อไปของคณะคือการพัฒนาหลักสูตรที่ตอบสนองวิชาชีพแห่งอนาคต สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรกีฬา สถานประกอบการ ชุมชน และสถาบันการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

สพฐ. เดินหน้าสร้างโอกาสเด็กห่างไกล เปิดโลกการเรียนรู้ พร้อมเตรียมสอบครูผู้ช่วย ยกระดับการอ่านและความปลอดภัยโรงเรียน

8 กันยายน 2569 เวลา 20:22 น.

วันที่ 8 กันยายน 2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 33/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา สร้างโอกาสและความเสมอภาคให้แก่ผู้เรียน ตลอดจนเสริมสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา

นายพิเชฐ กล่าวว่า สพฐ. ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการศึกษาและการเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและขาดโอกาส ผ่านโครงการ “ปลูกพลังฝัน เสริมประสบการณ์ เปลี่ยนอนาคต” ซึ่งเตรียมนำนักเรียนบนพื้นที่สูงจังหวัดแม่ฮ่องสอนประมาณ 100 คน เดินทางมาเปิดโลกการเรียนรู้ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์และทะเล ระหว่างวันที่ 21–25 กันยายน 2569 โดยได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน รวมถึงกองทัพอากาศในการสนับสนุนการเดินทางด้วยเครื่องบิน

ขณะเดียวกัน สพฐ. ยังขยายโอกาสให้เด็กในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ขาดโอกาส ได้เดินทางไปเรียนรู้ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเปิดโลกทัศน์ เรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ โดยมีสถานศึกษาในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน

ด้านการผลิตและพัฒนาครู สพฐ. เตรียมเปิดการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ใน 116 เขตพื้นที่การศึกษา รวม 726 อัตรา ครอบคลุม 45 วิชาเอก ขณะที่อีก 130 เขตพื้นที่การศึกษายังสามารถเรียกบรรจุผู้สอบแข่งขันได้จากบัญชีเดิม จึงขอเชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจเข้าสู่วิชาชีพครู เตรียมความพร้อมทั้งด้านความรู้และทักษะ เพื่อก้าวสู่การเป็นครูคุณภาพที่สามารถพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ

พร้อมกันนี้ สพฐ. เดินหน้าสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทางการศึกษาในพื้นที่ ผ่านการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา 4 ภูมิภาค ครอบคลุมโรงเรียน 28,834 แห่ง และกรรมการสถานศึกษาประมาณ 300,000 คน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมคิด ร่วมทำ และแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยหลังจากเริ่มดำเนินการที่จังหวัดนครราชสีมาแล้ว จะเดินหน้าจัดกิจกรรมในภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคกลางอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของการส่งเสริมการอ่านและความฉลาดรู้ของผู้เรียน สพฐ. เตรียมจัดกิจกรรมใน 4 ภูมิภาค เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและต่อยอดสู่ทักษะการเรียนรู้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน พร้อมนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ รวมถึงการพัฒนาครูและศึกษานิเทศก์ และเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยน Best Practice เพื่อให้การส่งเสริมการอ่านเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและนำไปสู่การพัฒนาทักษะที่จำเป็นของผู้เรียนในอนาคต

ด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา เลขาธิการ กพฐ. ได้กำชับให้ทุกโรงเรียนให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดความเสี่ยง โดยเฉพาะการตรวจสอบระบบไฟฟ้า อาคารสถานที่ และการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการตรวจสอบความพร้อมในช่วงวันหยุด เพื่อป้องกันเหตุที่อาจเกิดขึ้น พร้อมเตรียมประชุมผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศกว่า 1,200 คน ระหว่างวันที่ 12–13 กันยายน 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีด้านความปลอดภัย และการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก

“สำหรับการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก สพฐ. มีแผนดำเนินงานระยะ 5 ปี โดยให้ความสำคัญกับโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 50 คน ซึ่งมีประมาณ 5,813 แห่ง มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆเพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและตอบโจทย์บริบทของพื้นที่

ขณะเดียวกัน จากสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่าน สพฐ. พร้อมนำเงินและสิ่งของที่ได้รับบริจาคลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัย โดยเฉพาะนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา พร้อมยืนยันว่า ‘ชาว สพฐ. ไม่ทิ้งกัน’ และจะเดินหน้าดูแลผู้เรียนและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเต็มกำลัง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว