สถ.ปิดจบ ปมโกงสอบท้องถิ่น เชือดจบ 3,868 ราย ไร้ผู้ฟ้องร้องดำเนินคดีนายก อปท.

31 สิงหาคม 2569 เวลา 20:15 น.

“สถ.” ปิดจบ ปมโกงสอบท้องถิ่น เชือดจบ 3,868 ราย ไร้ผู้ฟ้องร้องดำเนินคดีนายก อปท.

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทน อธิบดี สถ. เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือ สถ. ปิดจบ กรณีแก้ไขคะแนนสอบท้องถิ่น สรุปตัวเลขผู้มีการแก้ไขคะแนนสอบ 5,925 ราย ในจำนวนนี้ บรรจุแล้ว จึงต้องเพิกถอนการบรรจุ 3,868 ราย และยังไม่ได้รับการบรรจุ 2,057 ราย ซึ่งไม่ต้องเพิกถอน และจะไม่เรียกบรรจุเพิ่ม

นายนิรัตน์ ระบุอีกว่า มีผู้ลาออกเองแล้ว 146 ราย ลาออกเองแล้ว (นับรวมใน 3,868 ราย) และมีจำนวน 1,489 ราย ขอเข้าดูคะแนนสอบ ซึ่งไม่มีผู้ใดทักท้วงหรืออุทธรณ์ ขณะที่ ก.จังหวัดประชุมครบ 76 จังหวัดแล้ว ยังไม่มีผู้ถูกเพิกถอนรายใดฟ้องคดีนายก อปท.

นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร, สถ., สอบท้องถิ่น, โกงสอบท้องถิ่น

ไชยชนก ลั่น TH-AI Passport ดีกว่าของฟรี ยันจัดงบแบบตามใช้จ่ายจริง คุ้มค่าภาษี

31 สิงหาคม 2569 เวลา 20:01 น.

“ไชยชนก” โต้ดราม่า AI ยันจัดงบแบบตามใช้จ่ายจริง คุ้มค่าภาษี ขอประชาชนทดลองใช้กันเยอะๆ เร่งดันแอปฯใน 1 สัปดาห์ พร้อมผลักดันเวอร์ชันภาษาไทยให้ดีขึ้น

เมื่อเวลา 18.25 น. วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสตอบรับการใช้งาน TH-AI Passport ที่เปิดใช้วันแรก ว่า จากการลงพื้นที่พบว่าประชาชนให้การตอบรับอย่างดี ดาวน์โหลดแล้ว และเริ่มมีการทดลองใช้งาน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันระบบยังเป็นรูปแบบเว็บเบส (Web-based) ส่วนแอปพลิเคชันอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจาก Google Play และ App Store ซึ่งคาดว่าไม่เกิน 1 สัปดาห์ จะสามารถใช้งานผ่านแอปพลิเคชันได้

เมื่อถามว่า กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ระบุว่า AI ของโครงการใช้งานได้ไม่ดีเท่ากับเวอร์ชันเสียค่าใช้จ่าย นายไชยชนก ได้ถามกลับว่า ยังไม่ได้ลองใช้ใช่หรือไม่ พร้อมกล่าวเชิญชวนให้ประชาชนดาวน์โหลด สแกนลงทะเบียน และทดลองใช้งานด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ อย่าพูดถึงเสียงวิจารณ์ ที่บอกว่ามันไม่ดีเท่าของฟรี ไม่จริงแน่นอน อยากให้ทุกคนมาลองใช้ ซึ่งวันนี้เหลือ 3 ล้านกว่าสิทธิ และนายกฯก็ช่วยโปรโมตหลายรอบ พร้อมย้ำว่า โครงการนี้จัดทำขึ้นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

นายไชยชนก กล่าวถึงยอดการลงทะเบียนที่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านสิทธิ จากเป้าหมาย 5 ล้านสิทธิ ว่า กระทรวง ดีอี กำลังเร่งประชาสัมพันธ์อย่างเต็มที่ ทั้งนี้การปรับรูปแบบงบประมาณเป็นแบบจ่ายตามการใช้งานจริง (Pay-per-use) รัฐบาลไม่เสียประโยชน์ พี่น้องประชาชนไม่ได้เสียประโยชน์ และเป็นการใช้เงินภาษีอย่างคุ้มค่า ไม่ว่าจะมีผู้ใช้งานมากหรือน้อยก็ตาม ย้ำว่า ไม่มีแรงกดดันตรงนี้แต่อยากให้ประชาชนใช้เยอะๆ เพราะมีประโยชน์จริงๆ สําหรับคนที่ใช้ฟรี

นายไชยชนก ยังกล่าวถึงคนที่ใช้โปรแกรมฟรีมาโดยตลอด ขอให้ประชาชนได้มาลองใช้ AI หลากหลายโมเดลชั้นนำ รวมถึงเข้าถึงคอร์สเรียนกว่า 56 คอร์สที่ร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง OpenAI, Google และ Microsoft ก่อนตัดสิน

เมื่อถามว่า มีแนวโน้มการสานต่อโครงการในเฟส 2 หลังครบสัญญา 1 ปี หากได้รับเสียงตอบรับที่ดีหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า เรื่องเสียงตอบรับไม่เท่าตัวผลลัพธ์ ต้องพิจารณาจากกรณีที่ประสบความสำเร็จที่สามารถเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งานได้จริง ซึ่งหากเป็นไปตามแนวนี้เมื่อครบ 1 ปีจะมีการพิจารณาแน่ๆ แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะใช้รูปแบบเดิมหรือไม่ เนื่องจากเทคโนโลยี AI มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 1 ปี ของ AI มีอะไรเปลี่ยนเยอะแน่นอน ซึ่งจะเป็นส่งเสริม แต่ต้องประเมินรูปแบบที่คุ้มค่าภาษีประชาชนที่สุด

เมื่อถามย้ำว่า กรณีปัญหาความไม่เสถียรของการประมวลผลภาษาไทยจะมีการปรับหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ และเป้าหมายหลักของโครงการนี่คือการนำข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลมาใช้ในการเรียนรู้ เพื่อเร่งพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) สำหรับภาษาไทยให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่า จะต้องเร่งทํา และทําให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ขอให้ทุกคนไปทดลองใช้กันเยอะๆ

TH-AI Passport, ไชยชนก ชิดชอบ

เสธ.ปูด้วง รับระมัดระวัง ประเมินการก่อเหตุ ช่วงวันชาติมาเลเซีย หวั่นก่อเหตุเชิงสัญลักษณ์

31 สิงหาคม 2569 เวลา 19:46 น.

เสธ.ทบ. เผย วงแก้ไขปัญหาพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ราบรื่น หน่วยงานรัฐเตรียมสานต่อ ขณะฝ่ายมั่นคงดูความปลอดภัย รับ ระมัดระวัง – ประเมินการก่อเหตุ ช่วงวันชาติมาเลเซีย หวั่นก่อเหตุเชิงสัญลักษณ์

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 18.30 น. ที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคง ภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน​. กล่าวถึงการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ว่า ถือเป็นโอกาสที่ดีในการรับฟังเสียงจากผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้น ว่า ต้องการอะไร โดยนายกรัฐมนตรีก็พูดคุย และรับฟังเรื่องดังกล่าว ซึ่งหลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะไปดำเนินการต่อ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนแนวโน้มการหารือเป็นอย่างไร พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับภาคเศรษฐกิจ ที่คนในพื้นที่ต้องการสิ่งที่ขาดหายไปในบางเรื่อง หรือ บางจุดที่มีความต้องการรับการสนับสนุนจากส่วนกลาง ซึ่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และส่วนที่เกี่ยวข้อง ก็รับเรื่องที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ ในส่วนของกองทัพก็จะดูแลเรื่องความปลอดภัย พร้อมย้ำว่า ไม่ได้หารือถึงการพูดคุยสันติสุข ส่วนการกำหนดการเป็นไปตามเดิมหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหัวหน้าการพูดคุย ซึ่งต้องว่าไปตามกำหนดการ

เมื่อถามว่ามีการพูดถึงกรอบของฝ่ายความมั่นคง สามารถขีดเส้นไว้ที่จุดใดได้บ้าง พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ยัง ขอหารือกันก่อน แต่เบื้องต้นการประชุมวันนี้ถือว่าราบรื่นดี สามารถทราบข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะ เมื่อถามว่ามีการการันตีหรือไม่ว่าจะไม่เกิดเหตุขึ้นอีก พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ไม่มี เป็นการพูดคุยถึงภาคเศรษฐกิจ และสังคม

ผู้สื่อข่าวถามว่าวันนี้ตรงกับวันชาติมาเลเซีย ฝ่ายความมั่นคง ประเมินสถานการณ์หรือไม่ ว่าอาจจะมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า เราระมัดระวังอย่างเต็มที่ และจากการที่พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ลงพื้นที่ ก็ได้กำชับให้เปลี่ยนแปลงแนวทาง เปลี่ยนยุทธวิธี พร้อมยอมรับว่า ยังมีบางพื้นที่ที่มีความกังวล แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเป็นเรื่องของความมั่นคง ซึ่งต้องจับตาแต่ละพื้นที่

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ ออกมาให้สัมภาษณ์ในเชิงตำหนิถึงความบกพร่องในเรื่องการข่าว พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ฝ่ายการข่าวก็มีการแจ้งเตือนมา แต่อาจจะเหมือนที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ เคยระบุว่า อาจจะไม่ได้ระบุเฉพาะเจาะจง จึงทำให้การนำข้อมูลการข่าวไปใช้ของหน่วยอาจจะลำบาก ซึ่งหลังจากนี้การวิเคราะห์ของหน่วยจะต้องมีมากขึ้น และต้องร่วมมือกันกับทุกภาคส่วนให้มากขึ้น

3จังหวัดชายแดนใต้, เสธ.ทบ.

นายกฯ เดินหน้าสร้างสันติสุขชายแดนใต้ เปิดเวทีรับฟังชายแดนใต้ ชูพลังคนพื้นที่แก้ปัญหายั่งยืน

31 สิงหาคม 2569 เวลา 19:40 น.

นายกฯ ประกาศเดินหน้าสร้างสันติสุขชายแดนใต้ เปิดเวทีรับฟังชายแดนใต้ ชูพลังคนพื้นที่แก้ปัญหายั่งยืน

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 17.00 น.ที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำทางการศึกษา ผู้นำศาสนา ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ เข้าร่วม

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและความต้องการของประชาชนโดยตรง โดยในวันนี้ได้เดินทางมายังจังหวัดสงขลา และหากสถานการณ์เอื้ออำนวย มีความตั้งใจที่จะเดินทางไปจังหวัดยะลา พร้อมยืนยันว่าแม่ทัพภาคที่ 4 และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่อย่างเต็มที่

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ข้อเสนอจากประชาชนในพื้นที่มีความสอดคล้องกับแนวทางการทำงานของรัฐบาล โดยจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้ง 3 จังหวัดมีศักยภาพในการพัฒนาอีกมาก หากสามารถแก้ไขปัญหาความไม่สงบและสร้างสันติสุขในพื้นที่ได้ จะเปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การเกษตร และการประมง ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนในพื้นที่

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า มีความผูกพันกับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา และได้เห็นศักยภาพที่แตกต่างกันของแต่ละจังหวัด โดยจังหวัดยะลามีโอกาสพัฒนาเป็นศูนย์กลางด้านวัฒนธรรมและองค์ความรู้ จังหวัดปัตตานีมีศักยภาพด้านการค้าและการประมง ขณะที่จังหวัดนราธิวาสมีศักยภาพจากพื้นที่ชายแดนและสามารถเชื่อมโยงโอกาสทางเศรษฐกิจกับประเทศมาเลเซีย

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า การลงพื้นที่ทำให้ได้สัมผัสวิถีชีวิตของประชาชนอย่างใกล้ชิด และเห็นถึงการอยู่ร่วมกันของผู้คนที่มีความแตกต่างทั้งด้านศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความแตกต่างไม่จำเป็นต้องเป็นอุปสรรค แต่สามารถนำมาใช้เป็นพลังในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและสังคมได้

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลต้องการเห็นประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความสุข มีความปลอดภัย และอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยวันนี้ทุกฝ่ายมีความพร้อมที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหา รัฐบาลพร้อมสนับสนุนข้อเสนอและแนวทางที่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน การสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยคนในพื้นที่เป็นกำลังสำคัญ เพราะประชาชนและเครือข่ายในชุมชนเปรียบเสมือน “ภูมิคุ้มกัน” ที่จะช่วยป้องกัน แก้ไข และคลี่คลายปัญหาได้อย่างยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงแนวทางการทำงานร่วมกันว่า ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องนำความพร้อมและศักยภาพของทุกฝ่ายมาบูรณาการร่วมกัน โดยรัฐบาลมีผู้ประสานงานที่เข้าใจบริบทของพื้นที่เป็นอย่างดี โดยเฉพาะประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ซึ่งให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการทำงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลมีความเข้าใจวิถีชีวิต ตลอดจนความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลต้องการเห็นประชาชนทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เพราะทุกคนคือคนไทยและเป็นพี่น้องกัน รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด พร้อมสนับสนุนทุกการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะร่วมมือกันผลักดันการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยมุ่งสร้างความสามัคคี สันติสุข และโอกาสใหม่ให้แก่ประชาชนในพื้นที่

นายกรัฐมนตรีขอให้การรับฟังความคิดเห็นในวันนี้เป็นการรับฟังอย่างจริงจัง และนำข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยทุกปัญหาต้องมีเจ้าภาพ ทุกข้อเสนอต้องมีคำตอบ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเดินหน้าร่วมกันด้วยความเข้าใจ ความร่วมมือ และความไว้วางใจ อันจะนำไปสู่การสร้างสันติสุขและการพัฒนาที่ยั่งยืนของพี่น้องประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป

3จังหวัดชายแดนใต้, ชายแดนใต้

นายกฯ ปิดห้องคุย ปัญหาชายแดนใต้ จ่อจัดเวทีย่อย 5 จังหวัด 1-10 ก.ย. นี้

31 สิงหาคม 2569 เวลา 19:16 น.

”นายกฯ “ ปิดห้องคุย ปัญหาชายแดนใต้ ด้าน รองเลขา ศอ.บต.จ่อจัดเวทีย่อย 5 จังหวัด 1-10 ก.ย. นี้ รวมข้อเสนอก่อนส่งรัฐบาลแก้ปัญหา ขณะ นายก อบต.กระโด จ.ปัตตานี ของบฯ สร้างศูนย์บำบัดยาเสพติด /ส่วนแม่ทัพภาคที่ 4 ไม่ตอบปรับยุทธวิถี รับพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 16.50 น. ที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมรับฟังความเห็นต่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้แทนศูนย์อํานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำการศึกษา ผู้นำศาสนาพุทธ-อิสลาม คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ภาคเอกชน กลุ่มสตรีเยาวชน และภาคประชาสังคม ในพื้นที่ จ.ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส

โดยนายชนธัญ แสงพุ่ม รองเลขาธิการ ศอ.บต. ขอบคุณรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาภาคใต้ โดยการประชุมครั้งนี้มุ่งเปิดเวทีรับฟังปัญหาและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ จากผู้แทนภาคประชาชน 7 กลุ่มเป้าหมาย รวมกว่า 150 คน ใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การรักษาความปลอดภัย การฟื้นฟูเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาปากท้อง และการพัฒนาเฉพาะพื้นที่และสังคมพหุวัฒนธรรม เพื่อรวบรวมข้อเสนอส่งตรงถึงผู้บริหารระดับนโยบายในการเร่งรัดคลี่คลายปัญหา นอกจากนี้จะจัดเวทีไปอีก 5 จังหวัด ระหว่างวันที่ 1-10 กันยายน 2569

การรับฟังความเห็น เริ่มต้นที่ นายก อบต.กระโด จังหวัดปัตตานี ได้นำเสนอความคิดเห็นถึงประเด็นการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ โดยการแก้ปัญหายาเสพติดในตำบลกระโด เกิดจากความต้องการของตนเองที่ต้องการตัดวงจรยาเสพติดตั้งแต่ต้น โดยการแจ้งเบาะแสให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการปราบปรามยาเสพติดอย่างเดียวไม่พอ เพราะยังมีผู้ติดยาเสพติดที่จำเป็นจะต้องได้รับการบำบัดและฟื้นฟู เพื่อกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ จึงได้รวมภาคีในพื้นที่ทั้งฝ่ายบริหารฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่ ผู้นำศาสนา และผู้นำชุมชน ปฏิญาณตนและให้คำมั่นสัญญาว่าจะร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง โดยสร้างข้อตกลง หรือธรรมนูญชุมชนในการเฝ้าระวังยาเสพติด พร้อมรับใบประกาศหมู่บ้านสีขาว เป็นขวัญกำลังใจให้ในพื้นที่ปลอดภัยยาเสพติด หลังจากนั้นได้ลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชน เมื่อพบผู้มีปัญหาเราจะพยายามเข้าถึงช่วยเหลือและส่งต่อเข้าสู่กระบวนการบำบัด

นายก อบต.กระโด จังหวัดปัตตานี กล่าวอีกว่า ตำบลกระโด จึงต้องการขอให้รัฐสนับสนุนงบประมาณเพื่อจัดตั้งอาคารศูนย์บำบัดยาเสพติดของตำบลกระโด ให้ชุมชนมีส่วนร่วมและร่วมบริหารจัดการ โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้ผู้นำศาสนาเข้ามามีส่วนร่วมในการอบรมจริยธรรม สร้างกำลังใจ ปรับทัศนคติ รวมถึงการสร้างอาชีพ

ขณะที่กลุ่มสตรีผู้ได้รับผลกระทบจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอจัดตั้งระบบ ‘หนึ่งครอบครัว หนึ่งแผนการช่วยเหลือ’ เพื่อดูแลกลุ่มหญิงม่ายและครอบครัวที่สูญเสียเสาหลัก

ส่วนจังหวัดยะลา นายกสมาคมการศึกษาจังหวัดยะลา ได้เสนอแก้ไขการพัฒนาครูให้ต่อเนื่องและสอดคล้องกับบริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากครูตาดีกาและครูอิสลามศึกษา ยังไม่สามารถเข้าถึงการพัฒนาวิชาชีพ และขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ต้องการให้เพิ่มบุคลากรที่เชี่ยวชาญ เพื่อสนับสนุน และกํากับด้านการอิสลามศึกษา เนื่องจากมีจํานวนไม่เพียงพอต่อสถานศึกษาและภารกิจ รวมถึงเรียกร้องให้จัดนโยบายและงบประมาณพัฒนาศักยภาพด้านกีฬาของเด็กและเยาวชน ตั้งแต่โรงเรียนถึงนานาชาติ

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายกรัฐมนตรี เดินทางมาเพื่อเป็นประธานการประชุมรับฟังความเห็นต่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยมีกลุ่มผู้นำทางศาสนาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เข้าร่วมด้วย

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอาสาสมัครรักษาดินแดน หรือ อส. วางกำลังเพื่อรักษาความปลอดภัยบริเวณโดยรอบพื้นที่ พร้อมมีรถตัดสัญญาณโทรศัพท์เข้ามาจอดในพื้นที่ด้วย จึงคาดว่าเป็นการเข้มงวดด้านมาตรการรักษาความปลอดภัย ท่ามกลางกระแสข่าวว่าวันนี้ (31ส.ค.69) เป็นวันชาติของประเทศมาเลเซีย และที่จังหวัดสงขลาอยู่ระหว่างการจัดประชุม ครม.สัญจร

ด้าน พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมปรับยุทธวิถี เพื่อให้สอดรับกับการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ที่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนกันยายน

3จังหวัดชายแดนใต้, ชายแดนใต้, ปัญหาชายแดนใต้

มท. ล้อมคอก ยึดพิจารณาจ้างเหมาบริการ นิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา ต้องไม่มีพฤติกรรมโกง

31 สิงหาคม 2569 เวลา 19:08 น.

’มท.‘ ล้อมคอกกำชับเข้ม ’ผู้บริหารท้องถิ่น‘ ทั่วประเทศ ยึดพิจารณาจ้างเหมาบริการ ‘นิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา’ ต้องไม่มีพฤติกรรมโกง-ประพฤติมิชอบ-หาช่องเอื้อประโยชน์ทุกรูปแบบ

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทน อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ทำหนังสือด่วนมาก ที่ มท 0808.2/ว 4690 ลงวันที่ 11 ส.ค.69 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด เรื่อง ซักซ้อมการจ้างเหมาบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อ้างถึง หนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท 0808.2/ว 9636 ลงวันที่ 10ก.ย.2567 โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่ กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดหลักเกณฑ์การจ้างเหมาบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถือปฏิบัติ ความละเอียดตามหนังสือที่อ้างถึง นั้น

เนื่องจากปัจจุบันปรากฎข่าวในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการรับสมัครบุคคลที่ถูกเพิกถอนออกจากบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขัน ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นเพื่อเข้ารับการจ้างเหมาบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามประมวลจริยธรรมผู้บริหารท้องถิ่น กำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกที่ดี โดยยึดมั่นในหลักนิติธรรม เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และปราศจากอคติ ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุน การทุจริตและประพฤติมิขอบทุกรูปแบบ ไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง กระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ยึดมั่นในกฎหมายและไม่ใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์สำหรับตนเอง หรือผู้อื่น ดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดีและรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ ไม่คบหาหรือให้การสนับสนุน ความประพฤติหรือมีชื่อในทางเสื่อมเสีย อันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน ประกอบกับการจ้างเหมาบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีลักษณะเป็นการจ้างเพื่อเสริมการปฏิบัติงานตามหน้าที่ปกติ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องพิจารณาคัดเลือกผู้รับจ้างจากผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ ที่เหมาะสมกับงานจ้างเหมาบริการ ดังนั้น เพื่อให้การจ้างเหมาบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกิดประโยชน์ กับทางราชการ และการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารท้องถิ่นเป็นไปตามประมวลจริยธรรมผู้บริหารท้องถิ่น

จึงขอความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัดกำชับให้ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาดำเนินการจ้างเหมาบริการนิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดาที่ไม่มีพฤติกรรมการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ ตลอดจนระมัดระวังการจ้างเหมา บริการเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์ หรือมีการเอื้อประโยชน์แก่นิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาเฉพาะราย ตามประมวลจริยธรรมผู้บริหารท้องถิ่น

นายกรัฐมนตรี, มหาดไทย, อนุทิน ชาญวีรกูล

สว.เปรมศักดิ์ หนุน ‘โกวิท’ นั่งอัยการสูงสุด ย้ำกล้าชนอำนาจ ยุติธรรมต้องมาตรฐานเดียว

31 สิงหาคม 2569 เวลา 17:42 น.

“สว.เปรมศักดิ์”หนุน “โกวิท ศรีไพโรจน์“ นั่งอัยการสูงสุด ย้ำต้องกล้าชนอำนาจ ยุติธรรมต้องมาตรฐานเดียว

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายในการประชุมวุฒิสภาการให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นอัยการสูงสุดที่เสนอให้ นายโกวิท ศรีไพโรจน์ ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ว่า ตำแหน่งอัยการสูงสุดไม่ใช่เพียงตำแหน่งสูงสุดในสายวิชาชีพอัยการ แต่เกี่ยวพันโดยตรงกับ “ความยุติธรรมของประเทศ” ตั้งแต่การสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีสำคัญ คดีทุจริต คดีอาญาร้ายแรง คดีความมั่นคง ไปจนถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า การพิจารณาของวุฒิสภาจึงไม่ควรเป็นเพียงพิธีการ หรือดูเพียงอายุราชการและตำแหน่งที่ผ่านมา แต่ต้องตอบประชาชนให้ได้ว่า ผู้ได้รับการเสนอชื่อมีความรู้ ความสามารถ ความรับผิดชอบ ความเป็นอิสระ ความเที่ยงธรรม และพฤติกรรมทางจริยธรรม เหมาะสมกับอำนาจอันสำคัญของอัยการสูงสุดหรือไม่

สำหรับ นายโกวิท ถือเป็นผู้มีประสบการณ์ในองค์กรอัยการมายาวนาน ผ่านทั้งงานอัยการระดับจังหวัด คดีอาญา คดีพิเศษ งานคุ้มครองสิทธิ คดีปราบปรามการทุจริต และงานบริหารระดับสูง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองอัยการสูงสุด ก่อนที่คณะกรรมการอัยการ หรือ ก.อ. จะมีมติเห็นชอบเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ประสบการณ์ที่ยาวนานเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของการพิจารณา สิ่งสำคัญกว่าคือประสบการณ์เหล่านั้นได้หล่อหลอมให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อพร้อมเป็นอัยการสูงสุดที่เป็นอิสระ กล้าหาญ และยืนอยู่บนหลักกฎหมายมากน้อยเพียงใด

นพ.เปรมศักดิ์ ได้ตั้งข้อสังเกตสำคัญ 7 ประเด็น เริ่มจากเรื่อง ความเป็นอิสระของอัยการสูงสุด ซึ่งถือว่าสำคัญที่สุด เพราะคดีจำนวนไม่น้อยเกี่ยวข้องกับนักการเมือง ผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจ ข้าราชการระดับสูง และบุคคลที่มีอิทธิพล ประชาชนต้องมั่นใจว่า คำสั่งของอัยการตั้งอยู่บนพยานหลักฐานและข้อกฎหมาย ไม่ใช่แรงกดดันทางการเมือง ความเกรงใจ หรือการเลือกปฏิบัติ กฎหมายต้องเป็นกฎหมายเดียวกันสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนมีอำนาจหรือประชาชนธรรมดา

สำหรับ ประเด็นต่อมาคือ การใช้ดุลพินิจในการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดี ซึ่งเป็นอำนาจสำคัญของพนักงานอัยการ โดยเฉพาะคดีใหญ่ที่สังคมจับตา หากไม่มีคำอธิบายที่เพียงพอ ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัย จึงควรพัฒนาระบบที่ทำให้ “ดุลพินิจ” เดินควบคู่กับ “ความโปร่งใส” โดยไม่กระทบสิทธิของคู่ความและกระบวนการยุติธรรม ส่วนประสบการณ์การทำคดีที่ละเอียดอ่อน ตนมองว่าเป็นทั้งข้อได้เปรียบและบททดสอบ เพราะผู้นำองค์กรไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ “ไม่เคยผิดพลาด” แต่ต้องกล้ายอมรับเมื่อเกิดข้อผิดพลาด กล้าแก้ไข และกล้าปฏิรูประบบไม่ให้ปัญหาเดิมเกิดซ้ำ

ขณะที่ด้าน การปราบปรามการทุจริต ซึ่งนายโกวิทเคยมีประสบการณ์โดยตรงนั้น เห็นว่าควรพิจารณาจากผลงานที่วัดผลได้ ทั้งจำนวนคดี ความรวดเร็วในการพิจารณา การลดคดีค้าง และมาตรฐานในการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ระดับสูง เพราะสิ่งที่จะถูกทดสอบในตำแหน่งอัยการสูงสุดไม่ใช่เพียงความรู้กฎหมาย แต่คือ “ความกล้าหาญทางจริยธรรม”

นพ.เปรมศักดิ์ ยังกล่าวถึง คดีความมั่นคงและสิทธิมนุษยชน โดยระบุว่า รัฐจำเป็นต้องมีเครื่องมือรักษาความปลอดภัย แต่การใช้อำนาจต้องไม่ละเลยสิทธิมนุษยชน อัยการสูงสุดจึงต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพพยานหลักฐาน ป้องกันการใช้หลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบ รวมถึงมีมาตรฐานรับมือข้อกล่าวหาเรื่องการทรมานหรือการบังคับบุคคลให้สูญหาย

อีกโจทย์สำคัญคือ การปฏิรูปองค์กรอัยการรับอาชญากรรมยุคใหม่ ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อาชญากรรมไซเบอร์ ฟอกเงินข้ามชาติ หลอกลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล ค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมเสนอให้ยกระดับความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เชื่อมโยงฐานข้อมูลกับตำรวจ ป.ป.ช. ปปง. ดีเอสไอ และหน่วยงานต่างประเทศ รวมถึงเร่งบริหารสำนวนด้วยระบบดิจิทัลเพื่อลดคดีค้างและช่องว่างการแทรกแซง

ประเด็นสุดท้ายคือ ความโปร่งใสและจริยธรรมภายในองค์กร ต้องไปไกลกว่าการอบรมหรือคะแนนประเมิน ควรมีระบบให้พนักงานอัยการสามารถแจ้งความผิดปกติได้โดยไม่กระทบความก้าวหน้า มีมาตรฐานจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน การถอนตัวจากสำนวนเมื่อมีส่วนเกี่ยวข้อง และต้องสามารถตรวจสอบผู้บริหารระดับสูงได้เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ระดับล่าง

นพ.เปรมศักดิ์ ย้ำว่า การพิจารณาครั้งนี้ไม่ใช่การมอบ “รางวัลปลายทางของชีวิตราชการ” เพราะตำแหน่งอัยการสูงสุดไม่ใช่รางวัล แต่เป็นภาระในการรักษาหลักนิติธรรม ปกป้องความเป็นอิสระของพนักงานอัยการ กล้าตัดสินใจท่ามกลางแรงกดดัน และสร้างความเชื่อมั่นว่ากระบวนการยุติธรรมยังเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ หากได้รับความเห็นชอบและเข้าดำรงตำแหน่งแล้ว เมื่อถึงวันสุดท้ายของการทำหน้าที่ ต้องการเห็นองค์กรอัยการเปลี่ยนแปลงจากวันนี้อย่างไร โดยเฉพาะ 3 เรื่องสำคัญ คือ การสร้างความเชื่อมั่นต่อคำสั่งฟ้องและไม่ฟ้อง การทำให้อัยการทำงานโดยปราศจากการแทรกแซง และการทำให้คำว่า “อัยการของแผ่นดิน” หมายถึงองค์กรที่ยืนอยู่ข้างกฎหมาย ความถูกต้อง และความยุติธรรมอย่างแท้จริง

“การลงมติของวุฒิสภาไม่ใช่การตัดสินว่าใครเป็นคนดีหรือไม่ดี แต่เป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบบุคคลที่จะได้รับอำนาจสำคัญที่สุดคนหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม เราต้องให้เกียรติผู้ได้รับการเสนอชื่อ และในเวลาเดียวกันก็ต้องให้เกียรติประชาชนด้วยการตรวจสอบอย่างจริงจัง สมาชิกควรพิจารณาให้ครบทั้งอาวุโส ความรู้ความสามารถ ความรับผิดชอบ ประวัติราชการ พฤติกรรมทางจริยธรรม ความเป็นอิสระ และความกล้าหาญในการยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง เพื่อให้การให้ความเห็นชอบของวุฒิสภามีความหมายต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศอย่างแท้จริง”นพ.เปรมศักดิ์กล่าว

อัยการสูงสุด, เปรมศักดิ์ เพียยุระ, โกวิท ศรีไพโรจน์

DSI เตรียมหมายเรียกรอบ 2 สส.ภูเก็ต พรรคส้ม แจงปมนอมินีอสังหาฯ

31 สิงหาคม 2569 เวลา 17:04 น.

”สส.สมชาติ”ตั้งแต่ 22 ส.ค.69 แต่เจ้าตัวไม่อยู่ บ้านปิดไร้คนรับเอกสาร ล่าสุดDSIส่งหมายเรียกครั้งที่ 2นัดสอบปากคำสัปดาห์หน้า ด้าน“สส.สมชาติ” โต้Fb “วันนี้พรรคส้มโกหกอะไร – จักรวาลด้อมส้ม”ยันไม่เคยข้องเกี่ยวบ้านและรีสอร์ตของกิจการบริษัท

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 15.00 น. รายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ยืนยันว่าคณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง เรื่องสืบสวนเกี่ยวกับนายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ซึ่งปรากฏพยานหลักฐานในชั้นการสืบสวน พบว่านายสมชาติ เตชถาวรเจริญ ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเป็นกรรมการถือหุ้นในบริษัทเอกชนที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดในจังหวัดภูเก็ตร่วมกับชาวต่างชาติ ได้มีการส่งเอกสารหมายเรียกพยานไปยังบ้านพักของนายสมชาติเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค.69 ที่ผ่านมา เพื่อนัดหมายสอบปากคำนายสมชาติ ในฐานะพยานในวันที่ 31 ส.ค.69 แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ไทยได้แจ้งว่าบ้านนายสมชาติ ถูกปิดไว้ ดังนั้น คณะพนักงานสืบ สวน กองคดีความมั่นคง จึงต้องจัดทำเอกสารหมายเรียกพยานครั้งที่ 2 เพื่อนัดหมายนายสมชาติ ให้เข้ามาให้ข้อมูลใหม่อีกครั้งในช่วงสัปดาห์หน้า

ขณะที่ นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน เปิดเผยทางโทรศัพท์ว่าตนยังยืนยันว่าจนถึงตอนนี้ก็ไม่ได้รับเอกสารหมายเรียกพยานของดีเอสไอ รวมถึงไม่มีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอรายใดประสานติดต่อมาทางเบอร์โทรศัพท์อีกด้วย เพราะถ้าหากมีเอกสารหมายเรียกพยานมาจริง ตนก็พร้อมให้ความร่วมมืออยู่แล้ว เพราะเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ช่วงที่ตนโพสต์ข้อความลงบนเพจเฟซบุ๊กตัวเอง ตนก็ได้มาแสดงความบริสุทธิ์ใจเดินทางขอเข้าพบเจ้าหน้าที่ดีเอสไอแล้ว และได้ส่งเอกสารแสดงความบริสุทธิ์ใจขอให้ดีเอสไอนัดหมายวันเข้าพบให้ข้อมูล ซึ่งก็มีตัวแทนเจ้าหน้าที่ดีเอสไอรับเอกสารไปไว้แล้ว แต่ก็ไม่ได้มีใครประสานตนมาแต่อย่างใด แม้จะมีกระแสข่าวหลายสำนักลงข่าวกันว่าทางดีเอสไอได้นัดหมายให้ตนเข้าพบและให้ข้อมูลในวันที่ 31 ส.ค.69 แต่จนถึงตอนนี้ตนก็ยังไม่ได้รับเอกสารดังกล่าวเลย ย้ำว่าตนไม่มีเหตุขัดข้องใดๆ พร้อมให้ข้อมูลเต็มที่

เมื่อถามว่ากรณีที่เพจเฟสบุ๊ค “วันนี้พรรคส้มโกหกอะไร – จักรวาลด้อมส้ม“ ได้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งมีชื่อของนายสมชาติ เป็นกรรมการบริษัทฯ โดยพาดพิงว่า “บริษัทได้มีการทยอยปิดกิจการ หลังจากเปิดมาแล้ว 10 ปี“ นั้น นายสมชาติ ชี้แจงว่าค่อนข้างเป็นผลกระทบ เพราะมีบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง เริ่มถูกขุดข้อมูลเกี่ยวกับบ้านและรีสอร์ต ซึ่งตนก็ไม่ได้เกี่ยวข้องในตัวบ้านและรีสอร์ตนั้นๆ แม้แต่น้อย แต่ลักษณะเหมือนเป็นการที่เพจเฟสบุ๊ครายนี้ไปค้นหาข้อมูลแล้วนำมาปะติดปะต่อเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะ ซึ่งก็ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ตรงนั้นจริงๆ ค่อนข้างได้รับความเดือดร้อน

DSI, กรมสอบสวนคดีพิเศษ, นอมินีทุนต่างชาติ, พรรคประชาชน, สมชาติ เตชถาวรเจริญ

นายกฯเปิดเวิร์กช็อป ระดมความเห็นพัฒนา 5 จว.ภาคใต้ ย้ำแก้ปัญหาปชช.ให้ตรงจุดคลอบคลุมระยะเร่งด่วน-ระยะยาว

31 สิงหาคม 2569 เวลา 16:30 น.

นายกฯเปิดเวิร์กช็อป ระดมความเห็นพัฒนา 5 จว.ภาคใต้ ย้ำแก้ปัญหาปชช.ให้ตรงจุดคลอบคลุมระยะเร่งด่วน-ระยะยาว

เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 31 สิงหาคม 2569  ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระดมความคิดเห็น ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนวทางการพัฒนาในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ (สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส)

โดยมีคณะรัฐมนตรีเข้าร่วม อาทิ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ นายยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม และตัวแทนภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมเป็นต้น

โดยนายกฯ กล่าวว่า วันนี้มาร่วมประชุมกับทุกท่านมารับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการประชุมเชิงปฏิบัติการหรือเวิร์กช็อป ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญของการประชุมครม.สัญจรนอกสถานที่ครั้งแรก ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกของรัฐบาลชุดนี้ในการประชุมครม. สัญจร โดยภาคส่วนสะท้อนความคิดเห็น อุปสรรคปัญหาในช่วงเวลาที่ผ่านมา และนำมาเสนอในที่ประชุม ซึ่งสิ่งสำคัญคือการทำงานจะต้องแก้ปัญหาของประชาชนและสอดคล้องกับศักยภาพ รวมถึงความต้องการของแต่ละพื้นที่ ดังนั้นจึงขอให้การนำเสนอและการหารือในวันนี้มุ่งเน้นเฉพาะจุดลงไปโดยตรงถึงปัญหาที่ชัดเจน พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขที่ปฏิบัติได้จริงและพิจารณาข้อเสนอเชิงนโยบายครอบคลุมทั้งมาตรการระยะเร่งด่วนและรากฐานการพัฒนาในระยะยาว ขอให้รองนายกฯและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาข้อเสนอจากพื้นที่อย่างรอบด้าน เรื่องใดที่สามารถดำเนินการได้ขอให้ดำเนินการเรื่องใดที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานขอให้บูรณาการการทำงานร่วมกันลดข้อจำกัด และกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนให้ชัดเจน เพื่อให้ข้อเสนอในพื้นที่นำไปสู่การปฏิบัติและเกิดผลกับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

นายกฯ กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นสำคัญที่ได้จากการหารือในช่วงบ่ายวันนี้รัฐบาลจะนำไปประกอบการพิจารณา และดำเนินการในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร)ในวันที่ 1 ก.ย.นี้ ที่จังหวัดสงขลาเพื่อนำปัญหาและความต้องการในพื้นที่เข้าสู่กระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลและผลักดันสิ่งที่มีความพร้อมให้เดินหน้าต่อไปได้

นายก, ภาคใต้, อนุทิน ชาญวีรกูล

อนุทิน ร่วมเป็นสักขีพยาน ลงนามสร้าง สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา-สะพานเชื่อมเกาะลันตา

31 สิงหาคม 2569 เวลา 16:14 น.

“อนุทิน” ร่วมเป็นสักขีพยานลงนามสัญญาจ้างก่อสร้าง “สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา – สะพานเชื่อมเกาะลันตา” เดินหน้าเชื่อมโครงข่ายคมนาคมอ่าวไทย–อันดามัน ควบคู่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 12.30 น. ที่โรงแรมบุรีศรีภู อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาก่อสร้างโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาและสะพานเชื่อมเกาะลันตา ขับเคลื่อนสู่ระบบคมนาคมสีเขียว (Green Transport) เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนากรัฐมนตรี นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายภาสกร บุญญลักษม์ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นาย นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายอังกูล ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายอนุทิน กล่าวว่า ในวันนี้ ตนมีความยินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสัญญาจ้างก่อสร้าง 2 โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา เชื่อมต่อ อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง) และ โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา (ตำบลเกาะกลาง เชื่อมต่อ ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่) ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย

“ตั้งแต่ช่วงที่ตนเป็นรองนายกรัฐมนตรีและได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม เสียงสะท้อนและความต้องการสูงสุดของพี่น้องประชาชนในพื้นที่คือการผลักดันให้โครงการสะพานทั้งสองแห่งเกิดขึ้นจริง วันนี้ความฝันดังกล่าวได้แปรเปลี่ยนเป็นรูปธรรมที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ลดต้นทุน และอำนวยความสะดวกในการเดินทางอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่การเดินทางระหว่างสงขลาและพัทลุงต้องใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง จะลดลงเหลือเพียงประมาณ 15–30 นาที เช่นเดียวกับการเชื่อมโยงเกาะลันตากับแผ่นดินใหญ่ ซึ่งจะเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพทั้งการขนส่งสินค้าและการแพทย์ฉุกเฉิน”

นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักดีว่า พื้นที่ดำเนินโครงการมีความละเอียดอ่อนและมีคุณค่าทางระบบนิเวศสูง โดยเฉพาะทะเลสาบสงขลาซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของโลมาอิรวดี ดังนั้น นโยบายของรัฐบาลจึงชัดเจนว่า การพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานต้องดำเนินควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยกำหนดให้โครงการปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมขั้นสูงสุดอย่างเคร่งครัดตลอดกระบวนการก่อสร้าง นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมต่อจุดเชื่อมโยงที่ขาดหาย (Missing Link) เพื่อเปิดประตูยุทธศาสตร์เชื่อมฝั่งอ่าวไทยสู่อันดามัน ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) คมนาคมและโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน ทั้งทางราง ทางน้ำ ทางบก และทางอากาศ พร้อมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพด้วยการออกแบบเส้นทางจักรยาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและกระจายรายได้สู่ชุมชน

“ในนามของรัฐบาล ขอขอบคุณธนาคารโลก (World Bank) ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวงชนบท หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม และภาคประชาชน และขอเน้นย้ำให้ผู้รับจ้างและผู้ควบคุมงานทุกฝ่าย ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ควบคุมคุณภาพงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลาสัญญา โดยยึดมั่นในมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย เพื่อให้สะพานทั้งสองแห่งนี้เป็น “สะพานแห่งโอกาส” ที่เชื่อมความสุข ความเจริญรุ่งเรือง และคุณภาพชีวิตที่ดีมาสู่พี่น้องประชาชนภาคใต้อย่างยั่งยืน” นายอนุทิน กล่าวช่วงท้าย

สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา, สะพานเชื่อมเกาะลันตา, อนุทิน ชาญวีรกูล