‘สมชาย วงศ์สวัสดิ์’ ทำบุญวันเกิดครบรอบ 79 ปี บิ๊กการเมือง-ข้าราชการ-คนดัง ร่วมอวยพรคับคั่ง

31 สิงหาคม 2569 เวลา 16:03 น.

สมชาย วงศ์สวัสดิ์

31 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เช้าวันนี้บรรยากาศทางการเมืองมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เมื่ออดีตนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้จัดงานทำบุญเลี้ยงพระเนื่องในวันคล้ายวันเกิด ครบรอบ 79 ปี ณ วัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคักและอบอุ่น โดยมีบุคคลสำคัญทางการเมือง เครือข่ายคนใกล้ชิด และผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น ภาพที่ปรากฏนอกจากจะมีเคียงข้างอย่างคุณเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แล้ว ยังมีบุคคลสำคัญระดับสูงในแวดวงการเมืองและข้าราชการ ที่เดินทางมามอบพวงมาลัยและร่วมอวยพร อย่าง ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน) และอดีตคณะที่ปรึกษานโยบายนายกรัฐมนตรี (รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร) , นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข , รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจํากระทรวงสาธารณสุข ในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ฯลฯ ขณะที่มีบุคคลสำคัญทางการเมือง ต่อสายโทรศัพท์อวยพรถึง อดีตนายกรัฐมนตรี สมชาย ด้วย อาทิ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ฯลฯ เป็นต้น ที่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันและทิศทางการให้กำลังใจกันภายในขั้วอำนาจปัจจุบัน

สมชาย วงศ์สวัสดิ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงบ่ายวันนี้ อดีตนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ คุณเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เปิดบ้านพักในหมู่บ้านเบเวอร์ลี่ฮิลล์ ย่านแจ้งวัฒนะ พบปะพูดคุยกับผู้ที่มาร่วมแสดงความยินดีในวงจำกัดเป็นพิเศษอีก 1 รอบด้วย

สำหรับ อดีตนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ มีบุตรชายคนโต คือ ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึก ษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ทั้งนี้ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เป็นน้องสาวของ นายทักษิณ ชินวัตร และเป็น พี่สาวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

สมชาย วงศ์สวัสดิ์

ศ.ดร. ยศชนัน ถือเป็นคนจากตระกูล “ชินวัตร” คนที่ 5 ที่ก้าวเข้ามาชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากประเทศไทยมีนายกฯ จากตระกูล “ชินวัตร” และ “วงศ์สวัสดิ์” รวมแล้ว 4 คน นั้น คือ นายทักษิณ ชินวัตร, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร

สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก ว่าที่พันตรี ดร.โอภาส มีเชาว์

การเมือง, ข้าราชการ, คนดัง, สมชาย วงศ์สวัสดิ์

สีหศักดิ์ ชี้ เน้นมาตรการระยะสั้น แก้ชายแดนใต้ ดูแลความปลอดภัยปชช. ย้ำข่าวกรองต้องแม่นยำกว่านี้

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:56 น.

สีหศักดิ์ ชี้ เน้นมาตรการระยะสั้น แก้ชายแดนใต้ ดูแลความปลอดภัยปชช. ย้ำข่าวกรองต้องแม่นยำกว่านี้ พร้อมทำงานร่วมกับประชาชน ชี้พูดคุยสันติสุขต้องลดความรุนแรง ส่วนการเมืองเป็นเรื่องในประเทศ

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะกํากับดูแลศูนย์อํานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะใช้กลไกของกระทรวงการต่างประเทศเข้าไปดูแลอย่างไรบ้างว่า ในส่วนของตนได้รับมอบหมาย ให้ดูแล ศอ.บต. และเป็นรองประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็ต้องเข้าไปดูในเรื่องของมาตรการเช่นมาตรการระยะสั้น หมายความว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็จะดูแลเรื่องความปลอดภัย และไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นอีก

ซึ่งเมื่อวันที่ 30 ส.ค. ก็ได้มีการประชุมกับหน่วยงานราชการ โดยภาคเอกชนได้เน้นในเรื่องของความมั่นใจ และที่สำคัญเป็นเรื่องงานข่าวกรอง ที่เราต้องดี ที่เราบอกว่า เรารู้เหตุการณ์ เราต้องแม่นยำกว่านี้ และการปฏิบัติงานที่ทันท่วงที ซึ่งตนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คืองานมวลชนที่เราจะต้องเข้าถึง เข้าหาประชาชน เพราะเราต้องทำงานร่วมกับประชาชน

เมื่อถามว่า การพูดคุยสันติสุขจะเริ่มเมื่อไหร่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ตอนนี้เราต้องมาประเมินสถานการณ์ ซึ่งการพูดคุยก็เป็นส่วนสำคัญในการที่เราจะแก้ไข แต่ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาทั้งหมด ส่วนสำคัญคือการที่เราจะต้องดูแลประชาชนของเราเอง เรื่องความเป็นอยู่ เรื่องทุกข์สุข การยกระดับความเป็นอยู่ โอกาสของประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนการพูดคุยเราก็ต้องพูดคุยกันในเรื่องที่จะทำอย่างไรที่จะลดความรุนแรง แต่เรื่องของการเมืองต่างๆ เราต้องเน้นการพูดคุยภายในประเทศ

ชายแดนใต้, สีหศักดิ์, แนวหน้าออนไลน์

ดร.ณัฎฐ์ ลุยแจ้งจับ สมชัย พร้อมพวก 6 คน ปมระดมทุนสู้คดี จี้ ปปง. สอบเข้าข่ายฟอกเงิน

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:52 น.

ดร.ณัฎฐ์

วันนี้ 31 สิงหาคม 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฎฐ์ นักกฎหมายมหาชน ได้เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ และยื่นเรื่องต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เพื่อให้ดำเนินคดีและอายัดทรัพย์สินของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. กับพวกรวม 6 คน

โดยในหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษของ ดร.ณัฎฐ์ มีข้อความทั้งหมดว่า “ข้าพเจ้า นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม (บัตรประจำตัวประชาชนเลขที่ ๓๒๑๐๓๐๐๘๔๙๑๐๑) อายุ ๔๙ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๒๔๒ ถนนสิรินทร แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร หมายเลขโทรศัพท์ ๐๖๒ ๗๘๙ ๙ ๗๘๙  ขอกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ดังข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ดังนี้

ดร.ณัฎฐ์

ข้อ ๑ เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๙ เวลากลางวัน ข้าฯได้ร้องทุกข์กล่าวโทษกับดำเนินคดีอาญากับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ นายปริญญา เทวนฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ ๒ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้ต้องหาที่ ๓ นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ผู้ต้องหาที่ ๔ นายพงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้ต้องหาที่ ๕ นางสาวลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้ต้องหาที่ ๖  ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓ ประกอบมาตรา ๓๔๑ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดอันเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๑๔ พระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.๒๔๘๗ มาตรา ๕,๖   โดยมีพันตำรวจตรีศิวัสม์ ไชยวรรณ เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวนคดีพร้อมพยานหลักฐาน  ดังรายละเอียดปรากฎตามสำเนาบันทึกรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีอาญา เอกสารแนบท้ายหมายเลข ๑

ข้อ ๒ เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๙ เวลากลางวัน ข้าฯได้ยื่นหนังสือต่อประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ผ่านเลขาธิการ ปปง.เพื่อให้ตั้งคณะกรรมการ ปปง.เพื่อทำการยึดหรืออายัดทรัพย์ที่ได้มาโดยการฉ้อโกงประชาชน อันเป็นความผิดมูลฐานการฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม รายละเอียดปรากฎตามสำเนาหนังสือขอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์ของกลาง ที่เป็นทรัพย์ที่หลอกลวงประชาชน เอกสารแนบท้าย หมายเลข ๒

ช้อ ๓ ระหว่างวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลากลางวัน ถึงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๙ เวลากลางวันและเวลากลางคืน ต่อเนื่องกัน  นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ นายปริญญา เทวนฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ ๒ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้ต้องหาที่ ๓ นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ผู้ต้องหาที่ ๔ นายพงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้ต้องหาที่ ๕ นางสาวลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้ต้องหาที่ ๖  แบ่งหน้าที่กันทำ โดยนายสมชัยฯ ผู้ต้องหาที่ ๑ เป็นผู้โพสต์ชักชวนประชาชนระดุมทุนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ตามพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.๒๔๗๘ มาตรา ๔ และไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไร ตามความในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน โดยมีผู้ต้องหาที่ ๒ ถึงผู้ต้องหาที่ ๕ และผู้ต้องหาที่ ๑ ร่วมกันเปิดบัญชี จำนวน ๒ บัญชี ได้แก่ บัญชีที่ ๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขาสาขามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ – รังสิต เลขที่ ๐๙๑๐๘๘๒๒๔๐ ชื่อบัญชีเงินกองทุนสิทธิพลมือง เพื่อการเลือกตั้ง โปร่งใส สุจริตและเที่ยงธรรม บัญชีที่สอง  ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานขาว  ชื่อบัญชี มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย บัญชีเลฃที่ ๐๒๑๐๑๙๕๒๖๖ โดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ นำไปโพสต์เฟซบุ้กเพื่อระดมทุนจากประชาชน  แต่ความจริงแล้ว  นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ กับพวก 

๒ รวมกันวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน ระดมทุน เพื่อหลอกลวงเอาเงินจากประชาชนรวมถึงข้าพเจ้า โดยอ้างว่า เป็นเงินกองทุนต่อสู้คดี กกต. ทำให้ข้าฯและประชาชนหลงเชื่อ จึงได้โอนเงินระดมทุนไปยังบัญชีที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ ได้เปิดไว้จำนวน ๒ บัญชี และนำไปโพสต์ข้อความระบุข้อความว่า “ระดมทุน” ในบัญชีเฟซบุ๊ก ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร  ทำให้ข้าฯและประชาชนหลงเชื่อว่า ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมเรี่ยไรเงิน และอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตาม พรบ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.๒๕๗๘ 

ต่อมาตรวจสอบพบว่า นายสมชัย ศรีสุทธิยากกร ผู้ต้องหาที่ ๑ กับพวก ได้จัดตั้งคณะกรรมการกองทุน โดยโพสต์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้ประชาชนทั่วไป รวมถึงข้าฯหลงเชื่อว่า  เป็นการดำเนินการของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันการศึกษา แต่เมื่อตรวจสอบพบว่า ไม่ได้ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมิได้เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เป็นการแอบอ้างและใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองและใช้เป็นแหล่งมั่วสุม กล่าวอ้างว่า เป็นคณะกรรมการกองทุน ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ เคยเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ ๒ เป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เมื่อตรวจสอบ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ ผู้ต้องหาที่ ๓ ไม่มีอาชีพที่แน่นอน โดยอาศัยเป็นสื่อยกให้เป็นผู้จัดการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อประชาชน(ไอลอว์) โดยไม่มีกฎหมายรองรับ และไม่เป็นนิติบุคคลที่กฎหมายรองรับ 

ทั้งคณะบุคคลโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อประชาชน(ไอลอว์) ของผู้ต้องหาที่ ๓ ที่ตั้งตนเอง เป็นผู้จัดการ โดยไม่เป็นนิติบุคคล จึงไม่อาจเป็นผู้จัดการนิติบุคคลได้ แต่ฉวยจังหวะพึ่งพิง อาศัยเงินบริจาคที่ได้รับบริจาคจากต่างประเทศ เพื่อนำเงินได้มาดำรงชีวิตตนเองและเงินบางส่วนจัดทำกกิจกรรมปั่นป่วนรัฐบาล และจัดตั้งลักษณะกลุ่มการเมืองเพื่อเคลื่อนไหวสนับสนุนพรรคประชาชนหรือพรรคสีส้ม อย่างเป็นระบบดั่งเช่นกลุ่มอาญชญากรรมในต่างประเทศ โดยผู้ต้องหาทั้งหกร่วมกันและแบ่งหน้าที่กันทำ ทั้งการโพสต์ข้อความชักชวนให้ประชาชนบริจาคเงินอันเป็นการเผยแพร่อข้อความต่อสาธารณะ อันโดยทุจริตหลอกลวงด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงควรบอกให้แจ้ง โดยทุจริตโดยเปิดบัญชีข้างต้น เมื่อกลุ่มผู้ต้องหาทั้งหก นำเงินไปแปรสภาพเป็นทรัพย์สิน  รวมถึง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร โอนเงินที่ได้รับบริจาคให้ผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็น ผู้จัดการ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ทะเบียนนิติบุคคล ๐๑๐๕๕๓๗๐๙๑๙๗๕ ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ ๑๑๗/๑ ซอยพญาไท แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร  เพื่อบำเรอและเสพสวาท อันเป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน และแปลงสภาพทรัพย์ โดยหลอกลวงประชาชนว่า เงินที่ได้รับบริจาค โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยมีผู้ต้องหาทั้งหกเป็นคณะกรรมการกองทุน ซึ่งความจริงแล้ว เป็นการระดมทุนโดยไม่ได้รับอนุญาตและเป็นการกระทำฉ้อโกงประชาชน โดยมีประชาชนโอนเงินเข้าบัญชีข้างต้นไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐ คน ต่างกรรมต่างวาระและเป็นการสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง  กระทบความสงบสุขของประชาชน เพราะเป็นการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองโดยหลอกลวงประชาชน และความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน เป็นความผิด

๓ มูลฐาน ตามความในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม อันเป็นการกระทำฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๙ และมีโทษตามมาตรา ๖๐,๖๑ 

ข้าฯได้ตรวจสอบย้อนหลังพบว่า ได้โพสต์และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ชักชวนการเปิดบัญชีในการต่อสู้คดีกับ กกต. โดยเปิดตั้งค่าสาธารณะ โดยระบุข้อความในการ”ชักชวนระดมทุน”

ต่อมาในวันดังกล่าว ได้แจ้งให้แก่ประชาชนทราบ โดยเป็นหมายเลข ๒ บัญชี ได้แก่ บัญชีที่ ๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ – รังสิต เลขที่ ๐๙๑๐๘๘๒๒๔๐ ชื่อบัญชีเงินกองทุนสิทธิพลมือง เพื่อการเลือกตั้ง โปร่งใส สุจริตและเที่ยงธรรม บัญชีที่สอง  ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานขาว  ชื่อบัญชี มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย บัญชีเลฃที่ ๐๒๑๐๑๙๕๒๖๖ 

โดยวิธีการระดมทุนของนายสมชัยฯ ได้ยืนยันยอดเงินบริจาค ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)สาขาสะพานขาว  ชื่อบัญชี มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาชนธิปไตย บัญชีเลขที่ ๐๒๑๐๑๙๕๒๖๖  เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๙ จำนวนเงิน ๑,๒๙๗,๗๐๘.๕๒ บาท  และวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙  ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขาสาขามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เลขที่ ๐๙๑๐๘๘๒๒๔๐ จำนวน ๒,๒๙๑,๒๐๙.๙๘ บาท  

เป็นวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและฝ่าฝืน พรบ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ ๒๔๘๗ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มาตรา ๕ (๓)  อันเป็นการทุจริตโดยหลอกลวงประชาชนด้วยข้อความอันเป็นเท็จและได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินจากข้าฯและประชาชน อันเป็นความผิด “มูลฐานการฟอกเงิน” ในความผิดฐานฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงิน ตามบทบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๓ 

ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๙ เวลากลางวัน ข้าฯได้ตรวจสอบด้วยวิธีการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสุขุมวิท ๕๕ ซอยทองหล่อ ๒๐ แขวงคลองตัน เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร  โดยโอนเงินเข้าทั้งสองบัญชีตามที่ผู้ต้องหากลุ่มนี้แบ่งกันทำหน้าที่กันทำ บัญชีละ ๑,๐๐๐ บาท รวม ๒ บัญชี เป็นเงินจำนวน ๒,๐๐๐ บาท ปรากฎตามสำเนาใบเสร็จมอบให้แก่พนักงานสอบสวนในคดีฉ้อโกงประชาชนไว้แล้ว   

ผลการตรวจสอบ ปรากฏว่า ผู้ต้องหาทั้งหก ยังร่วมกัน เปิดรับบริจาคเงินประชาชนอย่างต่อเนื่อง ต่างกรรมต่างวาระ  ทำให้ได้ไปซึ่งเป็นเงินของข้าฯและของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหาย ทั้งการชักชวนระดมทุนบริจาค โดยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ด้วยข้อความหลอกลวงและเป็นเท็จ อันเป็นการเผยแพร่ข้อความต่อสาธารณะ ข้าฯสูญเสียเงินไปจากการถูกหลอกลวงดังกล่าว 

ข้าฯประสงค์กล่าวโทษเพื่อให้ดำเนินคดีอาญากับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ นายปริญญา เทวนฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ ๒ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้ต้องหาที่ ๓ นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม  ผู้ต้องหาที่ ๔ นายพงษ์ ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้ต้องหาหี่ ๕ นางสาวลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้ต้องหาที่ ๖ ข้อหา ฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน  ตามพระราชบัญญัติป้องกันและ

๔ ปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ ๖๐,๖๑ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓.๓๔๓   พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดอันเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๑๔  พระราชบัญญัติว่าด้วยการควบคุมเรี่ยไร พ.ศ.๒๔๘๗ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม  มาตรา ๕  ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๑ 

การชักชวนระดมทุน และมีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายและไม่ได้รับอนุญาตคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไร  ตามความในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.๒๔๘๗ เป็นเป็นพฤติการณ์ให้ได้มาซึ่งเงิน หรือทรัพย์สินของข้าฯและประชาชน โดยวิธีการหลอกลวงประชาชน โดยทำให้ประชาชน หลงเชื่อว่า นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ กับพวก สามารถรับบริจาคเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดได้ ทั้งวิธีการโดยทุจริต โดยบัญชีที่ ๑ เป็นบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ – รังสิต เลขที่ ๐๙๑๐๘๘๒๒๔๐ ชื่อบัญชีเงินกองทุนสิทธิพลมือง เพื่อการเลือกตั้ง โปร่งใส สุจริตและเที่ยงธรรม โดยการกำหนดรายชื่อโดยมีเจตนาทุจริตและให้ประชาชนหลงเชื่อว่า นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ กับพวกถูกกระทำ 

แต่แท้จริงแล้ว นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ ร่วมกับนางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.พรรคประชาชน และปัจจุบันดรงตำรงตำแหน่ง รองประธาน กมธ.คณะกิจการศาลฯ โดยนางสาวพนิดา ฯ ได้จงใจแต่งตั้งให้นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ดำรงตำแหน่งรองประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.๒๕๖๙ และการเลือกสมาชิกวุฒิสภา เป็นการทั่วไป พ.ศ.๒๕๖๙ โดยนายวาโย อัศวรุ่งเรือง เป็นประธาน กมธ.องค์กรศาลฯ สภาผู้แทนราษฎร โดย รู้เห็นเป็นใจ โดยแต่งตั้ง นายนิธิ ละเอียดดี เข้ามาเพื่อกินเงินเดือนภาษีประชาชน ผลการแต่งตั้งของนางสาวพนิดาฯ รองประธาน กมธ.ทำให้นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ได้ไปซึ่งเงินภาษีประชาชนที่เป็นของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๙ ของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งๆที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ขาดคุณสมบัติเพราะกระทำฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐  ดังนั้น การตั้งชื่อเงินรับบริจาค ว่า “บัญชีเงินกองทุนสิทธิพลเมือง เพื่อการเลือกตั้ง โปร่งใส สุจริตและเที่ยงธรรม” เป็นเพียงชื่อ แต่เนื้อหาแท้จริงเป็นการชักชวนประชาชนรับบริจาค และเมื่อนำเงินที่ได้มาเปลี่ยนสภาพทรัพย์เพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มของผู้ต้องหา อันเป็นหลอกลวงด้วยข้อความอันเป็นเท็จแก่ประชาชนและการหลอกลวงได้ไปซึ่งเงินของข้าฯและประชาชน

ส่วนบัญชีที่สอง  ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานขาว  ชื่อบัญชี มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาชนธิปไตย บัญชีเลฃที่ ๐๒๑๐๑๙๕๒๖๖  ปัจจุบันรัฐธรรมนูญแห่งราชณาจักรไทย  พุทธศักราช ๒๕๖๐ คณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นองค์กรในการจัดการเลือกตั้งและควบคุมการเลือกตั้ง โดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.เคยดำรงตำแหน่งระหว่างปี ๒๕๕๕ ถึง ๒๕๖๑ ย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่า ในการจัดการเลือกตั้งและควบคุมการเลือกตั้ง โดยระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ.๒๕๖๖ ได้กำหนดให้ผู้สมัคร สส.สามารถแต่งตั้งตัวแทนสังเกตการณ์ในขณะนับคะแนนได้ เพื่อตรวจสอผลการคะแนน และสามารถคัดค้านได้ในขณะนับคะแนนได้ทันที ส่วนมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อจัดตั้งขึ้นโดยแสวงหาประโยชน์

๕ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ จัดตั้งขึ้นเพื่อรับบริจาคเงิน ระดมทุนทุน อันเป็นการขัดต่อการจัดตั้งมูลนิธิไม่แสวงหากำไร และขัดต่อ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยอธิบดีกรมการปกครอง ไม่อาจอนุญาตให้จัดตั้งได้เพราะมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยชัดแจ้งของกฎหมาย ทั้งปรากฏว่า ว่า การเปิดรับเงินบริจาค ทั้งสองบัญชี ได้กระทำเพื่อประโยชน์ของตนเอง ดังเห็นได้จาก นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้ต้องหาที่ ๓ ใช้สถานะความเป็นผู้จัดการไอลอว์ ที่ไม่มีกฎหมายรองรับและไม่มีอยู่จริง ไปนำข้อมูลลับในสำนวนคดีทุจริตการเลือก สว.ตามพรป.สว.มาเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อเซาะกร่อนบ่อนทำลาย กกต.องค์กรอิสระและเป็นวิธีนอกกฎหมาย โดยเชื่อมโยงระหว่าง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ นายปริญญา เทวนฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ ๒ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้ต้องหาที่ ๓ นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม  ผู้ต้องหาที่ ๔ นายพงษ์ ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้ต้องหาหี่ ๕ นางสาวลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้ต้องหาที่ ๖ ,นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.เขต ๑ จังหวัดสมุทรปราการ นายสาโย  สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนและ ปธ.กมธ.กิจการศาลฯ สภาผู้แทนราษฎร โดยวิธีนอกกฎหมาย ทั้งได้นำเงินที่ได้รับบริจาค เปลี่ยนสภาพทรัพย์เพื่อใช้ในการต่อสู้ฝ่ายรัฐบาล โดยใช้สงครามสื่อเพื่อทำลายล้างและทำลายความน่าเชื่อถือ ทำให้เกิดความเสียหายและกระทบเป็นวงกว้าง   

กลุ่มผู้ต้องหานี้ได้กระทำเป็นขบวนการ และแบ่งหน้าที่กันทำ เมื่อได้เงินมาแล้ว อ้างว่า เพื่อระดมทุนเพื่อต่อสู้คดี เป็นวัตถุประสงค์ที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายไม่อาจกระทำได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไร ตาม พรบ.ควบคุมการเรี่ยไร  พ.ศ.๒๔๘๗ มาตรา ๖ ได้บัญญัติไว้ ทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร ต้องได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน คือ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไท  โดยต้องมีคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรเงิน รวมถึงผู้รับบริจาค ต้องออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้บริจาคและรายงานให้คณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรทราบ เพื่อควบคุมการบริจาคเงินและการเรี่ยไรเพื่อมิให้เป็นการหลอกลวงประชาชน

แต่กลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมด แบ่งหน้าที่กันทำ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ ใช้บัญชีปั่นไปไหน-สมชัย ศรีสุทธิยากร ในเฟซบุ้ก โพสต์ เลขบัญชีที่ผู้ต้องหาทั้งหกคน วางแผนมาตั้งแต่ต้น โดยจัดตั้งเป็นองค์กรอาชญากรรม ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยใช้ความที่เคยเป็นอาจารย์ประจำและเครือข่ายเพื่อจัดตั้งกองทุนเพื่อหลอกลวงประชาชนว่า กองทุนสู้คดี แต่ความเป็นจริงแล้ว นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ กับพวก เมื่อได้เงินมาแล้ว นำเงินไปแปลงเป็นสินทรัพย์ประเภทต่างๆและนำไปให้กับครอบครัวเพื่อใช้จ่าย โดยบางส่วนนำมาออกแสดงกิจกรรมทางการเมือง เพื่อปกปิดและแปลงเงินที่ได้มาจากการระดุมทุน เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น 

ทั้งความผิดมูลฐาน ตามบทบัญญัติพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๓ ได้บัญญัติ ความผิดมูลฐานความผิด หมายความว่า (๓) “ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา” ทั้ง ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด (๑) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ซึ่งเป็นมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินหรือจาการสนับสนุนหรือการช่วยเหลือการกระทำ ซึ่งเป็นความผิดตามมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน และให้หมายความรวมถึงเงินหรือทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้สนับสนุนการกระทำความผิดมูลฐานหรือกระทำความผิดฐานฟอกเงิน (๒)เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจาก

๖ การจำหน่าย จ่ายโอน ด้วยประการใดๆ  ซึ่งเงินหรือทรัพย์สิน ตาม (๑)  หรือ  (๓) ดอกผลของเงินและทรัพย์สิน ตาม (๑) หรือ (๒) ทั้งนี้ ไม่ว่า ทรัพย์สินตาม (๑) (๒) หรือ(๓) จะมีการจำหน่าย จ่ายโอนหรือเปลี่ยนสภาพไปกี่ครั้ง และไม่ว่าจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลใด โอนไปเป็นของบุคคลใดหรือปรากฎหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลใด โดยเป็นของข้าฯและของประชาชน โดยวิธีการหลอกลวงต่างกรรมต่างวาระ ไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐ กรรม ต่างกรรม ต่างวาระ

ทั้ง บทบัญญัติ มาตรา ๕ ได้บัญญัติความผิดการกระทำความผิดฐานฟอกเงินไว้ โดยพฤติการณ์ของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร โดยใช้เทคนิคฉ้อฉลโดยทุจริตวิธีการหลบเลี่ยงและอ้างต่อประชาชนทั่วไปว่า ระดมทุนเพื่อใช้ในการต่อสู้คดี ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยชัดแจ้งโดยกฎหมาย เพราะตามพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.๒๔๘๗ มาตรา ๔ บัญญัติห้ามไว้   เพราะฉะนั้น ที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ กับพวก ได้วางแผนโดยให้ผู้ต้องหาที่ ๒ ถึงผู้ต้องหาที่ ๖  เป็นคณะกรรมการกองทุนและเปิดบัญชีระดมทุนเพื่อรับบริจาคจากประชาชน โดยไม่มีกฎหมายรองรับ โดยตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนขึ้นมา เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือหลอกลวงประชาชนทั่วไป ทั้งใช้พื้นที่การศึกษา ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถานศึกษาระดับชั้นนำของประเทศ โดยที่ผู้ต้องหาที่ ๒ เป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่า ได้กระทำเพื่อปกป้องสิทธิของพลเมืองและเป็นกองทุนต่อสู้คดี แต่เป็นความเท็จ หาเป็นเช่นนั้นไม่ โดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ มิได้ประกอบอาชีพ เป็นหลักแหล่งที่แน่นอน และผู้ต้องหาที่ ๑ ถึงผู้ต้องหาที่ ๖ ใช้วิธีการรับบริจาค“ระดมทุน” โดยเปิดบัญชี ได้แก่ บัญชีที่ ๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ -รังสิต เลขที่ ๐๙๑๐๘๘๒๒๔๐ ชื่อบัญชีเงินกองทุนสิทธิพลเมือง เพื่อการเลือกตั้ง โปร่งใส สุจริตและเที่ยงธรรม บัญชีที่สอง  ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานขาว  ชื่อบัญชี มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย บัญชีเลขที่ ๐๒๑๐๑๙๕๒๖๖  รวม ๒ บัญชี โดยเจตนาแท้จริง เป็นการระดมทุนจากประชาชนโดยทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ตามบทนิยาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๑)  เพื่อใช้ในการทำลายล้างล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อใช้ในการทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรของรัฐต่างๆ อาทิ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑  เคยดำรงตำแหน่ง กกต.และพ้นจากตำแหน่งเพราะกระทำขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นบทต้องห้ามเด็ดขาดของกรรมการในองค์กรอิสระ ตาม พรป.ปปช.

เมื่อระดมทุนเปิดรับบริจาคและได้มาซึ่งเงินได้นำเงินไปใช้จ่ายให้แก่ภรรยาของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ที่ทำงานอยู่ที่เป็นกรรมการผู้จัดการ บจ.ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร  ที่เพิ่งแอบคบหาและแต่งงานกันมาประมาณ ๔ – ๕ ปี เพื่อกลบเกลื่อนสภาพทางเพศของนายสมชัยฯเอง  การเปลี่ยนสภาพจากเงินที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายและนำไปเปลี่ยนแปลงสภาพ อันมีลักษณะร่วมกันฉ้อโกงประชาชน เป็นการฟอกเงินและกระทำเกินกว่า ๒ คนขี้นไป ทั้งเงินและดอกผลที่ได้จากการระดมทุนจากประชาชนได้นำไปใช้แปลงสภาพทรัพย์เพื่อผลประโยชน์ของผู้ต้องหากลุ่มนี้ 

๗ หากไม่ทำการยึดหรืออายัดเงินที่เป็นของกลาง ในคดีโดยเร่งด่วน ย่อมทำให้นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ กับพวก โอน ยักย้ายถ่ายเทรัพย์สิน ยากต่อการติดตามในภายหน้า ทั้งเงินสดในบัญชี ย่อมเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์ง่าย  ทำให้ยากแก่การติดตามยึดเงินคืนเพื่อนำไปคืนให้แก่ข้าพเจ้าและประชาชนในภายหลังยาก 

เหตุเกิดแขวงคลองตัน เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร  และทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักรไทย

ข้าฯประสงค์กล่าวโทษกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ นายปริญญา เทวนฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ ๒ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้ต้องหาที่ ๓ นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม  ผู้ต้องหาที่ ๔ นายพงษ์ ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้ต้องหาหี่ ๕ นางสาวลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้ต้องหาที่ ๖ ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินอันเป็นการสมคบกันฟอกเงินตั้งแต่สองคนขึ้นไปอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน อันเป็นความผิดมูลฐานการฟอกเงิน  ตามพรราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๕,๖,๗,๙,,๑๐ ๑๖/๑, ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๓ ประกอบมาตรา ๓๔๑ ,๙๑ พระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.๒๔๘๗ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดอันเกี่บวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๑๔ และมอบคดีให้แก่พนักงานสอบสวนดำเนินคดีอาญาให้ถึงที่สุด

ขอแสดงความนับถือ

ลงชื่อ ( นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ) 

ผู้กล่าวโทษและผู้เสียหาย

การเมือง, ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม, ดร.ณัฎฐ์, สมชัย ศรีสุทธิยากร

สภาสูง 151 เสียง! ไฟเขียว โกวิท ศรีไพโรจน์ นั่ง อัยการสูงสุด

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:43 น.

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด คือนายโกวิท ศรีไพโรจน์ ตามที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรม ที่มี นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เป็นประธานกมธ.ฯ พิจารณาตรวจสอบประวัติฯเสร็จแล้ว

ทั้งนี้ภายหลังได้เปิดให้สมาชิกอภิปรายในส่วนที่เปิดเผยได้กันอย่างกว้างขวางครบถ้วน และมีการประชุมลับ จนกระทั่งเวลา15.00 น. ที่ประชุมจึงมีการลงคะแนนลับ ปรากฎมติ151เสียงต่อ0 เสียง โดยงดออกเสียง14 เสียงไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง จากผลการออกเสียงลงคะแนนปรากฏว่า นายโกวิท ศรีไพโรจน์ ได้ความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงข้างมาก จึงถือว่าที่ประชุมวุฒิสภาเห็นชอบให้นายโกวิท ศรีไพโรจน์ ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด

สภาสูง, แนวหน้าออนไลน์, โกวิท ศรีไพโรจน์

อนุทิน เคลียร์ใจ นายกแป้น ย้ำเราพวกเดียวกัน การเมืองช่างมารดา ชาวบ้านต้องมาก่อน

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:07 น.

อนุทิน เคลียร์ใจ นายกแป้น ขณะลงพื้นที่ จ.สงขลา บอก อย่าออกไปนินทา ชี้ มีอะไรต้องทำงานร่วมกัน ย้ำ เราเป็นพวกเดียวกัน ลั่น การเมืองช่างมารดา ชาวบ้านต้องมาก่อน

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามการจัดการในพื้นที่จังหวัดสงขลา ณ ประตูระบายน้ำหน้าควน (คลองภูมินาถดำริ) ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นั้น มีนายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ได้เดินเข้ามายกมือไหว้ ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะถามถึงสถานการณ์เป็นอย่างไร ซึ่งนายณรงค์พร ตอบกลับว่า “ก็ดีครับ”

ซึ่ง นายกรัฐมนตรี กล่าวกับนายณรงค์พร ว่า “เอาจริงนะ ไม่ใช่ออกไปนินทาอีกนะ มีอะไรต้องทำงานด้วยกัน เข้าใจไหม การเมืองช่างมารดา ชาวบ้านของเราต้องมาก่อน เราพวกเดียวกันอยู่แล้ว”

นายกรัฐมนตรี ยังถามนายนายณรงค์พร ว่า “เป็นนายอำเภอเก่าไม่ใช่หรือ” ซึ่งนายณรงค์พร พยักหน้าก่อนตอบว่า “ครับผม”

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวกับนายณรงค์พรอีกว่า “เดี๋ยวเราต้องไปด้วยกันนะ ห้ามหายนะ” ก่อนที่นายณรงค์พร จะยกมือไหว้รับทราบ และร่วมกันไปพบปะประชาชน

นายกฯ, นายกแป้น, สงขลา, แนวหน้าออนไลน์

‘บรรจง’ ขอบคุณ ‘ยศนันท์’ เยี่ยมประมงพื้นบ้านสงขลา จี้รักษาสัญญาข้อเสนอ ไม่โชว์กึ๋นก็คงจะได้เจอกัน

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:04 น.

บรรจง

วันนี้ 31 สิงหาคม 2569 บรรจง นะแส อดีตนายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย เอ็นจีโอ และนักเคลื่อนไหว โพสต์คลิปวิดีโอข้อความผ่านเฟซบุ๊กขอบคุณ ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หรือ อว.ไปยังเครือข่ายสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยที่จังหวัดสงขลา พร้อมข้อความทั้งหมดระบุว่า “ขอขอบคุณรองนายกเชนเป็นอย่างสูง ที่กรุณาแวะมาให้กำลังใจเครือข่ายสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยที่สงขลา…มีบางเรื่องที่สำคัญ/ที่เคยคุยกันไว้ ถ้าท่านรับปาก/ยืนยันตามข้อเสนอได้ พวกเราก็คงจะไม่ต้องบุกไปพบนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมครม. แต่ถ้ามาแต่โชว์ความหล่อ ไม่โชว์กึ๋นก็คงจะได้เจอกัน…”

ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์

หลังจากที่โพสต์ของ บรรจง นะแส เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมากกับการลงพื้นที่ของ ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์ ที่ไปยังเครือข่ายสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยที่จังหวัดสงขลา เช่น

“คำว่าการเมือง? เป็นคำปริศนา อยู่ในตัวของมัน คือมันไม่จีรัง, ตลบตะแลง,ลับลวงพลาง ซ่อนเงื่อนฯลฯ หลายๆปีที่ผ่านมาก็ยังเป็น!!การเมือง ของคนกลุ่มหนึ่ง”

“เงินไม่มากาไม่เป็น อย่ายึดติด บ้านใหญ่/ทุนสีเทาสีดำ ปรับทัศนคติ มาร่วมพัฒนาสงขลา # ถึงเวลาเปลี่ยนได้สักที”

“งานนี้ได้คะแนน บ่าวเชน”

“จะเชื่ออะไรจริงหรือไม่ก็ต้องปฎิบัติตามจุดประสงค์แรกที่ตั้งธงไว้ อย่ายืมลมหายใจคนอื่น”

“นั่นแน่…นายหัวเจอคนหล่อ ปลื้มเลย คนหล่อฟังแม่นะครับนายหัว”

“เชื่อเพื่อไทยออกลูกเป็นลิง..คนเหนือว่า555”

“นายสุวิทย์ สวัสดิ์รักษา จำได้น้องวิทย์ บายดีนะว่างๆพบปะกันบ้าง ขอให้โชคดีครับ”

“คนพวกนี้เชื่อยาก”

“แผ่นดินนี้ของประชาชนถ้าพลังประชาชนเข้มแข็งไม่มีใครชนะ”

ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก บรรจง นะแส

บรรจง นะแส, ประทงพื้นบ้าน, ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์, สงขลา

“ประเสริฐ” รื้อปม “อควาเรียมหอยสังข์” หลังปล่อยร้างมา 18 ปี เตรียมชง ครม. พิจารณาพรุ่งนี้

31 สิงหาคม 2569 เวลา 20:43 น.

ประเสริฐ

31 ส.ค.69 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจติดตามโครงการก่อสร้าง ศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา (อควาเรียมหอยสั่งข์) ภายในวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จ.สงขลา ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่(ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2569 ณ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ 5 จังหวัด (สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี)

นายประเสริฐ กล่าวว่า จากการตรวจสภาพ อควาเรียม ซึ่งก่อสร้างมายาวนานและยังไม่แล้วเสร็จ พบว่าอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ติดตั้งไว้ตั้วแต่เริ่มโครงการฯผ่านมานาน 18 ปีแล้ว มีสภาพล้าสมัยและไม่น่าจะสามารถนำกลับมาใช้งานได้ หรือซ่อมแซมเพื่อใช้งานต่อได้แล้ว ส่วนที่ยังมีความเป็นไปได้ที่จะใช้ประโยชน์ต่อคือ โครงสร้างและตัวอาคาร

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า วันนี้ตนได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีความเห็นเบื้องต้นว่าจะนำแนวทางแก้ปัญหานี้เข้าสู่การหารือของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 1 กันยายนนี้ โดยจะเสนอให้ตั้งคณะกรรมการร่วม เพื่อศึกษาหาทางออกของโครงการฯ โดยกำหนดกรอบเวลาไว้ประมาณ 90 วัน ก่อนจัดทำข้อเสนอว่าควรพัฒนาโครงการนี้ต่อไปในรูปแบบใด ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของ ครม.ด้วย เบื้องต้นวันนี้ที่ประชุมฯได้เสนอให้ตั้งกรรมการร่วม ประกอบด้วย ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่าย อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) จังหวัดสงขลา องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา สำนักงานกฤษฎีกา สำนักงบประมาณ กรมธนารักษ์ กรมบัญชีกลาง และภาคประชาชน เพื่อให้การตัดสินใจร่วมกัน ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงทั้งข้อกฎหมาย งบประมาณ การบริหารจัดการ และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ด้วย

“ที่วิทยาลัยประมงฯ มีพื้นที่มากกว่า 300 ไร่ และมีศักยภาพสูง เนื่องจากตั้งอยู่ในจุดที่มีทัศนียภาพสวยงาม สามารถมองเห็นสะพานติณสูลานนท์ และทะเลสาบสงขลา จึงไม่ควรปล่อยพื้นที่และโครงการนี้ทิ้งร้างต่อไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะฟื้นเป็นอควาเรียมในรูปแบบเดิม หรือจะพัฒนาเป็นโครงการรูปแบบใหม่ และยังไม่สรุปว่าหน่วยงานใดจะเป็นเจ้าภาพแม้ทรัพย์สินปัจจุบันจะอยู่ในความรับผิดชอบของ สอศ.กระทรวงศึกษาธิการก็ตาม“ นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า หนึ่งในข้อเสนอ ของ อบจ.สงขลา คือ หากพัฒนาเฉพาะอควาเรียมอาจไม่เพียงพอ ควรพิจารณาพัฒนาเป็นพื้นที่แบบองค์รวม เชื่อมโยง ศูนย์การเรียนรู้ ระบบนิเวศ แหล่งท่องเที่ยว และห้องประชุม เพื่อสร้างกิจกรรมและรายได้รองรับค่าใช้จ่ายระยะยาว ขณะที่อีกแนวทางหนึ่งเห็นว่าควรให้กระทรวงศึกษาธิการดูแลต่อ แต่อาจเปิดให้ภาคส่วนอื่นเข้ามาร่วมบริหาร หรือเช่าพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดเป็นเพียงข้อเสนอและยังไม่ได้ข้อยุติ

ทั้งนี้ โจทย์สำคัญคือเรื่องงบประมาณ เพราะจากการประเมินเบื้องต้น หากจะปรับปรุงโครงการให้กลับมาพร้อมใช้งาน อาจต้องใช้เงินมากกว่า 500 ล้านบาท และมีโอกาสแตะระดับ 1,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน หากเปิดดำเนินการแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายในการบริหาร ค่าบำรุงรักษา และบุคลากรอีกเดือนละหลายล้านบาท จึงจำเป็นต้องหารูปแบบการบริหารที่สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน

“ตอนนี้เราไม่ต้องการย้อนกลับไปพูดถึงงบประมาณและปัญหาของโครงการเดิมแล้ว ก็ว่าไปตามขบวนการของกฏหมาย แต่ต้องการมองไปข้างหน้าว่าจะนำทรัพย์สินที่มีอยู่กลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาและประชาชนชาวสงขลาอย่างไร โดยการเสนอเรื่องต่อที่ประชุม ครม. ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินหน้าแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว” นายประเสริฐ กล่าว

ประเสริฐ จันทรรวงทอง, อควาเรียมหอยสังข์

‘กลุ่มพูลผล’ ครบรอบ 84 ปี มุ่งสู่ Global Growth จากธุรกิจเกษตร ขยายสู่กลุ่มธุรกิจหลากหลาย เดินหน้ายกระดับองค์กร ก้าวสู่ผู้นำระดับเอเชียและเวทีโลก

1 กันยายน 2569 เวลา 13:31 น.

“กลุ่มพูลผล” เดินหน้าสู่บทใหม่ของการเติบโตครบ 7 รอบรากฐานอันมั่นคง สู่ศตวรรษใหม่ที่ยั่งยืน พร้อมมุ่งยกระดับขีดความสามารถขององค์กร สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในระดับเอเชียและเวทีโลก ภายใต้แนวคิด “เติบโตจากรากฐาน สู่อนาคต”

กลุ่มพูลผลได้จัดพิธีทำบุญครบ 7 รอบ 84 ปี บริษัท พูลผล จำกัด ณ อาคารสาธรธานี 1 โดยมี นายสุชาติ หวั่งหลี ประธานกรรมการ กลุ่มพูลผล เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสุจินต์ หวั่งหลี, นายดนัยธนิต พิศาลบุตร คณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานกลุ่มพูลผล ร่วมพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมสานต่อความร่วมมือในการขับเคลื่อนองค์กร เพื่อก้าวสู่การเติบโตในบทต่อไป

นายดนัยธนิต พิศาลบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พูลผล จำกัด กล่าวว่า ตลอด 84 ปีที่ผ่านมา กลุ่มพูลผลได้พัฒนาจากธุรกิจการค้า สู่กลุ่มธุรกิจที่มีความหลากหลาย ครอบคลุม 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ เกษตร ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และคลังสินค้าและโลจิสติกส์ โดยมีธุรกิจเกษตรเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญ ที่มีการสร้างแบรนด์ที่อยู่คู่ผู้บริโภคไทยมาอย่างยาวนาน อาทิ น้ำมันพืชกุ๊ก และวุ้นเส้นต้นสน อีกหนึ่งบริษัทสำคัญ คือ “เอสเอ็มเอส กรุ๊ป” ที่ได้ต่อยอดสู่ธุรกิจนวัตกรรมแป้งมันสำปะหลังดัดแปร (Modified Tapioca Starch) และส่งออกผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงไปกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มพูลผลเดินหน้าพัฒนาโครงการ Future City Rangsit มิกซ์ยูสขนาดใหญ่ในย่านรังสิต-ปทุมธานี โดยมี Future Park & ZPELL และ โรงแรม โนโวเทล รังสิต เป็นองค์ประกอบสำคัญ สะท้อนแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ที่เชื่อมโยงธุรกิจ การใช้ชีวิต และชุมชนเข้าด้วยกัน

สำหรับก้าวต่อไปในปีที่ 85 กลุ่มพูลผล มุ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้เป็นพลังขับเคลื่อนอนาคต ผ่านการยกระดับ Innovation, Technology, People และ Sustainability เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเดินหน้าขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยมีเป้าหมายยกระดับองค์กรก้าวสู่ผู้นำในระดับเอเชียและเวทีโลก พร้อมสร้างคุณค่าและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้บริโภค คู่ค้า เกษตรกร ชุมชน และเศรษฐกิจในวงกว้าง เดินหน้าสู่บทใหม่ ด้วยการสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่ง พัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์โลก และส่งต่อคุณค่าสู่คนรุ่นต่อไป

กลุ่มพูลผล, ครบรอบ84ปี

ไทยวาโก้ ผนึกกำลัง มศว ลงนาม MOU ส่งเสริมการเรียนรู้ วิจัย และนวัตกรรม

1 กันยายน 2569 เวลา 12:35 น.

บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ WACOAL ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (SWU) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ มุ่งสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรและคนรุ่นใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่อนาคตที่ยั่งยืน

ในโอกาสนี้ นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โดยมีคณะผู้บริหารจากทั้งสององค์กรร่วมเป็นสักขีพยาน    ณ สำนักงานหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ประสานมิตร)

ภายในงานยังมีการเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้บริหารทั้งสององค์กร ถึงแนวคิดและแนวทางความร่วมมือ รวมถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อบุคลากร นิสิตและสังคม โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประภาภรณ์ โรจน์ศิริรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชัยวัชร พรหมจิตติพงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์เพื่อสังคม และ นางอินทิรา นาคสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

นอกจากนี้ WACOAL ยังจัดกิจกรรม “วาโก้บราเดย์ บราเก่าเราขอ” เชิญชวนนิสิตและบุคลากร มศว ร่วมส่งต่อชุดชั้นในเก่าทั้งหญิงและชายทุกแบรนด์ที่เสื่อมสภาพ เพื่อนำไปจัดการและกำจัดอย่างถูกวิธี โดยได้รับความสนใจและการมีส่วนร่วมจากนิสิตและบุคลากรเป็นจำนวนมาก

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ WACOAL ในการสนับสนุนการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ พร้อมร่วมสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคมและขับเคลื่อนอนาคตอย่างยั่งยืน

มศว, ไทยวาโก้

อว. – NIA ประกาศปิด CIA รุ่นที่ 1 ปั้น ‘นักพัฒนาเมืองนวัตกรรม’

1 กันยายน 2569 เวลา 11:25 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เตรียมจัดพิธีปิดและจัดกิจกรรม Final Pitching หลักสูตร City Innovation Alliance (CIA) หลักสูตรสำหรับนักพัฒนาเมืองนวัตกรรม ประจำปี 2569 ในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 เพื่อเปิดเวทีให้ผู้เข้าร่วมนำเสนอผลงาน หลังผ่านกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมเมืองอย่างเข้มข้นตลอด 8 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 26 สิงหาคม 2569

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า หลักสูตร CIA รุ่นที่ 1 มุ่งพัฒนาผู้นำและเครือข่ายนักพัฒนาเมือง ภายใต้แนวคิด “Innovative Resilient City” หรือ “เมืองนวัตกรรมที่พร้อมรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง” เพื่อสร้างคนที่สามารถมองเมืองอย่างเป็นระบบ มองเห็นความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลง และเชื่อมโยงองค์ความรู้ ข้อมูล นโยบาย นวัตกรรม และความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ไปสู่การลงมือ

ตลอดเส้นทางการเรียนรู้ ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาทั้งในและต่างประเทศ การศึกษาพื้นที่จริง การแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ กิจกรรม Bootcamp และการพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมเมือง ตั้งแต่การทำความเข้าใจ City Challenge และความเสี่ยงของเมือง การใช้ข้อมูลและหลักฐาน การมองเมืองเชิงระบบและค้นหา Leverage Point ไปจนถึงการออกแบบนวัตกรรม การสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การพัฒนา Prototype กำหนดตัวชี้วัด และแผนการนำไปใช้จริง

สำหรับการพัฒนาผลงาน ผู้เข้าร่วมหลักสูตรได้ร่วมกันทำงานใน 6 ทีม ผ่านกระบวนการ Co-creation โดยนำองค์ความรู้ เครื่องมือ และมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญตลอดหลักสูตรมาประยุกต์กับโจทย์และบริบทของเมือง เพื่อพัฒนาเป็น “Future-ready City Innovation Prototype” ที่มีองค์ประกอบสำคัญสำหรับการนำไปทดลอง ตั้งแต่ผู้รับผิดชอบและพันธมิตร รูปแบบการบริหารจัดการ ข้อมูลและทรัพยากรที่จำเป็น งบประมาณหรือแหล่งทุน ประเด็นจริยธรรมและความเป็นส่วนตัว ตัวชี้วัดผลลัพธ์ ตลอดจนแนวทางการทดลอง เรียนรู้ และพัฒนาต่อยอด ก่อนนำเสนอผลงานในกิจกรรม Final Pitching วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เพื่อเพิ่มความพร้อมของต้นแบบในการก้าวจาก Prototype สู่ Pilot และการขยายผลในอนาคต

 “อีกหนึ่งผลลัพธ์สำคัญของ CIA คือการสร้างเครือข่ายผู้นำและนักพัฒนาเมืองจากหลากหลายภาคส่วน เพราะการเปลี่ยนแปลงเมืองไม่สามารถเกิดขึ้นจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการเชื่อมโยงทั้งความรู้ ทรัพยากร อำนาจการตัดสินใจ และศักยภาพของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าด้วยกันซึ่งสิ่งที่เราอยากเห็นหลังจบหลักสูตรจึงไม่ใช่เพียงต้นแบบที่จบอยู่บนเวที Final Pitch แต่คือการที่ผู้เข้าร่วมสามารถนำวิธีคิด เครื่องมือ และเครือข่ายที่เกิดขึ้นจาก CIA กลับไปต่อยอดในพื้นที่ ทดลอง ปรับปรุง และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้ เพราะความพร้อมของเมืองในอนาคตไม่ได้หมายถึงการทำนายว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่คือความสามารถในการเตรียมพร้อม ปรับตัว และเดินหน้าต่อได้เมื่อมีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น”

อย่างไรก็ตาม NIA จะเดินหน้าต่อยอดการพัฒนาเมืองนวัตกรรมผ่าน 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ City Innovators การพัฒนาคนที่พร้อมขับเคลื่อนเมือง City Innovation การสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์พื้นที่ City Ecosystem การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทดลองและขยายผล และ City Partnership การเชื่อมโยงความร่วมมือและทรัพยากรจากทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันเมืองไทยสู่การเป็น “Innovative Resilient City” ที่มีความยืดหยุ่น น่าอยู่ พร้อมรับมือ ปรับตัว และสร้างโอกาสใหม่จากการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ