เท้งรับไม่ได้ ดีเอสไอฟ้องปิดปากคนเปิดข้อมูลฮั้วสว. ฮึ่ม กกต. ระวังของเข้าตัว

26 สิงหาคม 2569 เวลา 10:50 น.

‘เท้ง’ ซัดดีเอสไอ ฟ้องปิดปากคนเปิดข้อมูลฮั้ว สว. เตือน กกต.ใช้อำนาจให้ถูกต้อง ระวังของเข้าตัว ย้ำต้องส่งศาลเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ชี้ถูก – ผิด จับตาสังเวยแค่บางคน ตัดตอนพรรคการเมือง-รมต.

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 08.50 น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุว่าจะมีการฟ้องร้องผู้นำเอกสารผลการสอบสวนคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาเปิดเผย ถือเป็นการฟ้องปิดปากหรือไม่ ว่า สังคมอยากรับรู้ความจริง ไม่ว่าแหล่งข้อมูลนั้นจะได้มาจากที่ใด หากเป็นความจริง สังคมก็ควรได้รับรู้อย่างตรงกัน หากมองกลับกัน การแสดงความเห็นแบบนี้ รัฐบาลอาจอ้างเรื่องชั้นความลับ หรืออำนาจทางกฎหมาย เพื่อพยายามปิดปากคนที่ตีแผ่ความจริงหรือไม่ ดังนั้นหากรัฐบาลบริสุทธิ์ใจ พร้อมที่จะเปิดเผยความจริงเรื่องนี้เอง ก็ไม่ควรแสดงความเห็นแบบนี้ ทำให้พวกเราไม่กล้าส่งเสียงเรียกร้อง

เมื่อถามว่า ขณะนี้ยังไม่มีท่าทีจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งที่ใกล้ถึงเวลาต้องสรุปว่าจะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันที่ 28 ส.ค.นี้ก็น่าจะทราบว่า มติของกกต.จะเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า มีสัญญาณว่า จะมีการสังเวยสว.บางคน แต่ไม่ไปถึงระดับตัวการใหญ่ที่มีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง หรือรัฐมนตรี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้ก็ให้กำลังใจกกต.อย่างเต็มที่ เพราะหลักฐานที่เปิดมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ควรเชื่อได้ว่ามีการโกงเลือกสว.เกิดขึ้นจริง และกฎหมายก็ให้อำนาจ กกต.ว่าหากมีหลักฐานอันควรเชื่อก็ต้องส่งเรื่องให้ศาล กกต.ไม่ได้มีอำนาจชี้ถูกชี้ผิดจนสิ้นข้อสงสัย ดังนั้นขอเป็นกำลังใจให้กกต.ทำหน้าที่ตามกฎหมาย หากกกต.ใช้อำนาจไม่ถูกต้อง คนได้รับผลกระทบที่ตามมาอาจจะเป็นกกต.เอง และเราก็จับตาดูเรื่องนี้อยู่ หากเกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบก็คงมีคนเตรียมยื่นเรื่องดำเนินคดีกับกกต. แต่ย้ำว่า รอดูความชัดเจนในวันที่ 28 ส.ค.นี้.

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, พรรคประชาชน, ฮั้ว สว.

หัวหน้าเท้ง นำทีมฝ่ายค้านชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หวั่นงบกระจายเข้าผู้รับเหมา-เพิ่มภาระลูกหลาน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 10:40 น.

‘ณัฐพงษ์’ นำทีมฝ่ายค้านชำแหละพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ช่องงบ 2 แสนล้านหลัง หวั่นงบกระจายเข้าผู้รับเหมา-เสี่ยงเพิ่มภาระลูกหลาน เตือนกระทบวินัยการคลัง ยันสภามีอำนาจเต็มซักฟอก

เมื่อเวลา 08.50 น. วันที่ 26 ส.ค. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงการพิจารณาอนุมัติพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและ สร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ว่า โดยประเด็นแรกจะพูดถึงความคุ้มค่าของโครงการ และแผนการใช้เงินของคณะรัฐมนตรีว่าจะนำเงินไปใช้ในโครงการใดบ้าง ส่วนอีกประเด็นสำคัญ คือการพิจารณาอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งรัฐสภายังมีอำนาจเต็มในการพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทั้งในส่วนที่ว่าการตรา พ.ร.ก.เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่ และมีเหตุการณ์จำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้หรือไม่

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หากอ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับเต็ม จะเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญให้ความเห็นไว้อย่างชัดเจนว่า อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยอยู่ในส่วนหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น เมื่อ พ.ร.ก.กู้เงินกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภา จึงอยากให้สมาชิกทุกคนใช้อำนาจของรัฐสภาพิจารณาทั้ง 2 ส่วน และไม่อยากให้มีการตีความว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแล้ว จะทำให้รัฐสภาไม่สามารถอภิปรายได้อย่างเต็มที่ โดยยืนยันว่า สภายังมีอำนาจพิจารณาว่ารัฐบาลมีความจำเป็นหรือไม่ โดยเฉพาะวงเงิน 2 แสนล้านบาทในเรื่องการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการอภิปรายแล้วหากรัฐบาลยังเดินหน้าต่อ และจะไม่กระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้องดูความเป็นไปได้ทางการเมือง เนื่องจากรัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภา และ พ.ร.ก.ฉบับนี้ก็น่าจะได้รับการอนุมัติจากสภาอยู่แล้ว แต่ในฐานะฝ่ายค้าน จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะวงเงิน 2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นก้อนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงาน เพราะการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานต้องใช้เวลาหลายปี และแหล่งเงินทุนสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอาจไม่จำเป็นต้องใช้เงินกู้เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเงินจากภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ 3 การไฟฟ้า รวมถึงกองทุนต่าง ๆ ที่สามารถเข้ามาช่วยลงทุนได้

“เงินกู้ทุกบาทที่รัฐบาลกู้ สุดท้ายจะเป็นภาระของลูกหลานในอนาคต จึงต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมของแหล่งเงินว่า รัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างไร และมีความเหมาะสมหรือไม่ที่จะใช้ข้ออ้างเรื่องการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานมาออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะวงเงิน 2 แสนล้านบาท” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่า มีข้อสังเกตจากการแถลงของ ครม.เงา ว่าจะมีโครงการเอื้อประโยชน์ให้ผู้รับเหมาบางราย มีข้อมูลหลักฐานชัดเจนหรือไม่นั้น นายณัฐพงษ์ ขอให้ติดตามการอภิปรายของสมาชิกในวันนี้ เพราะได้เห็นเนื้อหาบางส่วนแล้ว และจะมีการตรวจสอบว่าโครงการที่เตรียมใช้งบ 2 แสนล้านบาท จะสามารถเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานได้จริงหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงการนำโครงการต่าง ๆ เช่น โซลาร์เซลล์ตามพื้นที่ข้างทาง หรือโซลาร์เซลล์ในภาคการเกษตร มารวมไว้ในโครงการ ทั้งนี้ ยอมรับว่าโซลาร์เซลล์ภาคการเกษตรเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในการลดค่าไฟ แต่ยังมีเงินกองทุนและช่องทางงบประมาณอื่นที่สามารถนำมาใช้ได้ จึงอาจไม่จำเป็นต้องตราเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน

เมื่อถามว่า การอภิปรายในวันนี้จะเป็นการจัดหนักหรือเป็นการซ้อมย่อยอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจขอให้รอวันจริง ส่วนวันนี้เป็นการเตรียมอภิปรายในส่วนของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศมีเรื่องวินัยการเงินการคลัง และพรรคต้องการเห็นการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ปรากฏว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางมาถึงอาคารรัฐสภาพอดี นายณัฐพงษ์ จึงพัการให้สัมภาษณ์เป็นเวลาสั้นๆ ระหว่างที่นายกฯ เดินทางมาถึง และทำความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร จากนั้นจึงได้มีการสวัสดี และทักทายกัน

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, พ.ร.ก.กู้เงิน, พลังงาน, หัวหน้าเท้ง

‘ชัชชาติ’ ลุยคลองพระโขนง หลังพบคอนกรีตก่อสร้างถูกเทลงคลอง ลั่นเอาผิดตามกฎหมายเต็มที่

26 สิงหาคม 2569 เวลา 10:37 น.

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

26 ส.ค. 69 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์คลองพระโขนง หลังได้รับแจ้งจากประชาชนว่าพบการเทเศษคอนกรีตจากงานก่อสร้างลงในคลอง โดยกล่าวว่า ขอบคุณประชาชนที่ช่วยเป็นหูเป็นตาและแจ้งข้อมูลเข้ามา โดยกรณีการนำเศษคอนกรีตหรือวัสดุก่อสร้างเทลงคลองเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ เพราะทำให้คลองตื้นเขิน กระทบต่อการระบายน้ำและสิ่งแวดล้อม เศษวัสดุจากการก่อสร้างต้องนำไปกำจัดในสถานที่ที่ถูกต้อง

จากการลงพื้นที่พบว่า บริเวณดังกล่าวมีโครงการก่อสร้าง 2 โครงการ ได้แก่ โครงการปรับปรุงสถานีสูบน้ำพระโขนง และโครงการก่อสร้างทางเดินริมคลองพระโขนง ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินงาน โดย กทม. จะเร่งตรวจสอบว่าเศษคอนกรีตที่พบถูกเทลงคลองจากโครงการใด และติดตามผู้รับผิดชอบมาดำเนินการให้ชัดเจน

เทเศษคอนกรีตจากงานก่อสร้างลงในคลอง

“ถ้ามีการเทคอนกรีตลงน้ำจริง ต้องดำเนินการตามกฎหมายเต็มที่ ทั้งผู้รับเหมาและผู้เกี่ยวข้อง ทุกโครงการที่เข้ามาก่อสร้างในพื้นที่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม กทม. จะกำชับทั้งสำนักการระบายน้ำและสำนักงานเขตให้เข้มงวดมากขึ้น” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว

สำหรับคลองพระโขนงถือเป็นเส้นทางระบายน้ำสำคัญของกรุงเทพฯ เชื่อมต่อกับคลองประเวศ คลองตัน และคลองสายต่าง ๆ ก่อนระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาผ่านสถานีสูบน้ำพระโขนง การดูแลคลองให้มีความจุและสภาพพร้อมรองรับน้ำจึงมีความสำคัญต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ

เทเศษคอนกรีตจากงานก่อสร้างลงในคลอง

ทั้งนี้หากประชาชนพบการทิ้งขยะ เศษปูน เศษหิน หรือวัสดุก่อสร้างลงคลองและท่อระบายน้ำ สามารถแจ้ง กทม. ผ่าน Traffy Fondue หรือสายด่วน กทม. โทร.1555 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการต่อไป

เทเศษคอนกรีตจากงานก่อสร้างลงในคลอง

กทม., คลอง, คลองพระโขนง, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

เลือกตั้งนายก อบจ. นนท์เดือด นายก บางกร่าง โต้เพจไอโอป้ายสี ยันไม่ได้ซื้อเก้าอี้แพง ‘ดร.เดชรัต’ไม่เคยยุ่งกับงบ

26 สิงหาคม 2569 เวลา 10:35 น.

เลือกตั้งนายก อบจ. นนท์เดือด นายก บางกร่าง โต้เพจไอโอป้ายสี ยันไม่ได้ซื้อเก้าอี้แพง ‘ดร.เดชรัต’ไม่เคยยุ่งกับงบ

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 จากกรณีที่มีเพจเฟซบุ๊กนำเสนอข่าวสารในลักษณะโจมตีการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องใช้สำนักงานของเทศบาลเมืองบางกร่าง จังหวัดนนทบุรี พร้อมเชื่อมโยงถึง ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี (อบจ.นนทบุรี) เบอร์ 4 จากพรรคประชาชน

ล่าสุด นายวราธ์ โมรัฐเสถียร นายกเทศมนตรีเมืองบางกร่าง ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อยืนยันความโปร่งใสและปกป้องความบริสุทธิ์ในการบริหารงาน

นายวราธ์ เปิดเผยว่า ประเด็นกระแสข่าวเรื่องงบประมาณจัดซื้อชุดทำงานส่วนตัว ขอชี้แจงข้อเท็จจริงใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

1) ใช้โต๊ะของนายกฯ คนก่อน ใช้เงินส่วนตัวซื้อเก้าอี้: ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามารับตำแหน่ง ไม่เคยเบิกจ่ายเงินงบประมาณของเทศบาลมาใช้จัดซื้อชุดโต๊ะและเก้าอี้ทำงานส่วนตัวเลยแม้แต่บาทเดียว โดยโต๊ะทำงานยังคงใช้ของเดิมจากอดีตนายกฯ ส่วนเก้าอี้เป็นการใช้เงินส่วนตัวจัดซื้อเองทั้งสิ้น

2) การตั้งกรอบงบไม่ใช่ราคาจัดซื้อจริง: ในขั้นตอนทางราชการ เจ้าหน้าที่ต้องตั้ง ‘เพดานงบประมาณ’ โดยอ้างอิงจากราคาห้างสรรพสินค้าทั่วไป เพื่อใส่ไว้ในร่างเอกสารตามระเบียบ แต่การอนุมัติจัดซื้อจริงขึ้นอยู่กับการพิจารณาของฝ่ายบริหาร ซึ่งตนมีนโยบายชัดเจนว่าจะไม่มีการอนุมัติซื้อเก้าอี้หรือครุภัณฑ์ราคาแพงเด็ดขาด สิ่งใดที่ไม่จำเป็นและไม่คุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชนจะไม่อนุมัติอย่างแน่นอน

3) ‘ดร.เดชรัต’ ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อพัสดุ: กรณีที่มีการดึงชื่อ ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกอบจ.นนทบุรี เข้ามาเกี่ยวข้อง ขอชี้แจงว่า ดร.เดชรัต เข้ามาช่วยงานในฐานะที่ปรึกษาด้าน ‘ยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง’ เท่านั้น ไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกระบวนการงบประมาณหรือการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุใดๆ ของเทศบาล และได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาไปแล้วตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเตรียมตัวลงสมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี

นายวราธ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอบคุณทุกภาคส่วนและประชาชนที่ช่วยกันตรวจสอบ โดยยืนยันว่าการทำงานที่ผ่านมายึดมั่นในการดูแลรักษาเงินภาษีของประชาชนทุกบาททุกสตางค์อย่างคุ้มค่า และพร้อมให้ตรวจสอบความโปร่งใสได้เสมอ

นายก อบจ.นนทบุรี

‘เท้ง’มอง แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ มท. หวังช่วยระบอบน้ำเงิน ย้ำฝ่ายค้านจับตา ขู่ใช้เวทีซักฟอก

26 สิงหาคม 2569 เวลา 10:16 น.

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 08.50 น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทย ว่า อาจจะมีการวิเคราะห์ว่าการแต่งตั้งโยกย้ายในช่วงเวลานี้อาจจะเกี่ยวข้องกับบริบทการมือง เช่น กำลังจะเข้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งตนพูดชัดว่าจะอยู่ในช่วงสมัยประชุมนี้แน่นอน อย่างไรก็ตาม ตนให้ความเห็นแทนรัฐบาลไม่ได้

เมื่อถามว่า หลายคนมองว่าเป็นการวางอำนาจทางการเมือง และต้องการจะเคลียร์คดี เช่น คดีเขากระโดง และโกงสอบท้องถิ่น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทุกการแต่งตั้งโยกย้ายต้องเป็นไปตามวิธีการที่ถูกต้อง และคัดเลือกคนที่มีความสามารถมาดำรงตำแหน่ง หากเทียบเคียงกรณีเคยมีแชทข้อความว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” หรือช่วงที่มีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยช่วงก่อนการเลือกตั้ง ก็จะเห็นว่า การแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งสำคัญต่างๆ นำมาซึ่งการช่วยเหลือรัฐบาลระบอบสีน้ำเงิน ดังนั้นเรื่องนี้ฝ่ายค้านจับตาดูอยู่ หากมีการทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง เราก็ยังมีเวทีใหญ่เช่นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ.

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, พรรคประชาชน, รัฐสภา, โยกย้ายข้าราชการ

นายกฯ มั่นใจรัฐบาลแจง พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 4 แสนล้านบาทได้ ชี้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย

26 สิงหาคม 2569 เวลา 10:07 น.

“นายกฯ”มั่นใจรัฐบาลแจง พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 4 แสนล้านบาทได้ ชี้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 08.50 น. ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวก่อนร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 กรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาท ว่า รัฐบาลกำลังจะเสนอในการเปิดประชุมวันนี้ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ โดยตนจะเป็นผู้แถลงนำเสนอรายละเอียดของพระราชกำหนดนี้ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร หลังจากนั้นจะเป็นการอภิปรายของสมาชิก ส่วนไหนที่เป็นข้อสงสัยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะชี้แจงจนคลายข้อสงสัยอย่างตรงไปตรงมา พร้อมเชื่อว่าไม่มีปัญหาอะไร

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีจะเดินขึ้นห้องประชุม ได้แวะทักทาย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โดยนายกรัฐมนตรีได้หันมารับไหว้และกล่าวทักทายกัน

นายก, อนุทิน ชาญวีรกูล

ปราชญ์ สามสี วิเคราะห์ วิถีกระสุน ปมยิงจาก ฮ. เป็นไปได้จริงหรือ? ชี้เปลี่ยนชนิดปืน ยิ่งต้องพิสูจน์ให้ตรงหลักฐาน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 09:57 น.

ปราชญ์ สามสี วิเคราะห์ วิถีกระสุน ปมยิงจาก ฮ. เป็นไปได้จริงหรือ? ชี้เปลี่ยนชนิดปืน ยิ่งต้องพิสูจน์ให้ตรงหลักฐาน

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 จากกรณีมีสถานการณ์ความไม่สงบ เมื่อคืนวันที่ 22 ส.ค.69 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ป่วนใหญ่นับร้อยจุดใน 27 อำเภอ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วปรากฏเหตุการณ์ซ้อนทับที่กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เมื่อ นายรอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตผ่านเพจเฟซบุ๊ก โดยอ้างรายงานจากประชาชนในพื้นที่อำเภอจะแนะว่า มีกลุ่มวัยรุ่นได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนที่ยิงมาจากเฮลิคอปเตอร์นั้น


ล่าสุดจากเรื่องนี้ เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี ได้ออกมาวิเคราะห์ ว่า จากแรงลมถึงบาดแผล — ยิ่งเปลี่ยนชนิดปืน ยิ่งต้องพิสูจน์ให้ตรงหลักฐาน

เรื่องนี้ผมยังไม่อยากฟันธงว่าใครยิงใคร แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ กระแสเรื่องชนิดของอาวุธเปลี่ยนไปตามข้อโต้แย้งตลอดเวลา จากปืนกลบนเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งก็คือ m60d ใช้ลูก 7.62 mm พอถูกตั้งคำถามเรื่องบาดแผลที่เบาเดินไปกว่าที่จะยิงด้วยอาวุธหนักเช่นนั้น..ก็ขยับไปหาปืนพก และเมื่อปืนพกถูกถามเรื่องความแม่นยำจากอากาศยานเพราะมันมีแรงกดอากาศจากใบพัดที่ทำให้ตัวเครื่องเฮลิคอปเตอร์ยกขึ้นได้เนี่ยย่อมสามารถเบี่ยงกระสุนแรงดันต่ำประเภท 9 มม.ได้ไม่ยากเพราะเกิดการท้วงนี้ ก็เริ่มมีการพูดถึง M16A2 ขนาด 5.56 มม. แทน

ประเด็นแรกคือ เรื่องแรงลมและการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ ผมไม่ได้บอกว่าปืนพกหรือ M16 ยิงจากเฮลิคอปเตอร์ไม่ได้ เพราะในทางเทคนิคมันมีความเป็นไปได้ แต่คำถามคือจะยิงให้หวังผลได้มากน้อยแค่ไหน ภายใต้การสั่น การเคลื่อนที่ของตัวเครื่อง กระแสลมจากใบพัด ระยะยิง และการเคลื่อนที่ของเป้าหมาย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวแปรที่ต้องคิด ไม่ใช่เพียงบอกว่า “ปืนยิงได้” แล้วจบ
กระสุนแรงขับดันต่ำ ..ประเภท 9 มม.ทนแรงลมระดับที่ยกเฮลิคอปเตอร์ขึ้นไม่น่าได้หรอกครับแล้วมันจะส่งผลทำให้เกิดการเอียงเบี่ยงเบนไปตามกระแสอารมณ์ที่ผันผวนมากดังนั้นปืนพกจึงไม่เหมาะกับการใช้ยิงแบบหวังผลบนเฮลิคอปเตอร์เลยครับ … ส่วนกรณีปืน m16 ยังพอมีลุ้นเพราะเป็นกระสุนประเภทแรงขับดันสูง…แต่ก็ยิงไม่ง่ายที่จะยิงจบภายในนัดเดียว

โดยเฉพาะถ้าคำบอกเล่าคือมีเสียงยิงเพียงหนึ่งหรือไม่กี่นัด แล้วกระสุนเข้าเป้าหมาย นั่นยิ่งต้องอธิบายให้ได้ว่าการยิงลักษณะนั้นเกิดขึ้นภายใต้สภาพการบินอย่างไร เพราะ ความเป็นไปได้ทางเทคนิคไม่เท่ากับความเป็นไปได้ในเหตุการณ์จริง

ประเด็นที่สองคือ ballistics และรูปแบบบาดแผล ถ้าจะเสนอว่าเป็น M16A2 ก็ต้องยอมรับด้วยว่าเรากำลังพูดถึงกระสุน 5.56 มม. ซึ่งเป็นกระสุนไรเฟิลความเร็วสูง มีพลังงานจลน์สูง และเมื่อเข้าสู่เนื้อเยื่อสามารถเกิดทั้งการถ่ายเทพลังงาน การเสียเสถียรของหัวกระสุนหรือ yaw(การเบี่ยงเบนของกระสุน) และการเกิด temporary cavity (ช่องอากาศชั่วคราว)ได้

ในประเด็นนี้เนี่ยหากยิงด้วยกระสุนความเร็วสูงจริง( M16)จะทำให้อวัยวะภายในของผู้ถูกยิงเนี่ยเสียหายรุนแรง อวัยวะภายในจะฉีกขาดอย่างรุนแรง… ซึ่งในเรื่องนี้ “ไม่ตรง” กับลักษณะบาดแผลที่เกิดขึ้นตามที่ฝ่ายแพทย์ได้ชี้แจงเอาไว้ เพราะว่าแผลที่เคยระบุไว้นั้นเป็นบาดแผลที่มีความเสียหายอวัยวะภายในน้อยแพทย์จึงระบุว่าเป็นอาวุธที่ไม่ได้มีอำนาจทำลายล้างสูงนั่นเอง มันจึงมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นปืนพกจะมากกว่า

ผมมีภาพและตัวอย่างการยิงในวัสดุจำลองทาง ballistics อยู่ ซึ่งช่วยให้เห็นภาพได้ดีว่า กระสุนความเร็วสูงไม่ได้ทำงานเหมือนเอาแท่งเหล็กขนาด 5.56 มม. แทงผ่านร่างกายตรง ๆ แต่เนื้อเยื่อรอบแนวกระสุนสามารถถูกผลักและฉีกออกจากแนววิถีได้มากกว่าขนาดหัวกระสุนจริง

อย่างไรก็ตาม ตรงนี้ก็ต้องไม่พูดเกินหลักฐานเช่นกัน เพราะ บาดแผลจาก 5.56 ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกันทุกนัด ผลขึ้นอยู่กับระยะ ความเร็วขณะกระทบ ชนิดหัวกระสุน มุมที่กระสุนเข้า การ yaw หรือแตกตัว รวมถึงว่ากระสุนผ่านกล้ามเนื้อ อวัยวะ หรือกระดูกส่วนใด ดังนั้นจะดูรูเข้า–รูออกแล้วฟันธงว่าเป็นหรือไม่เป็น M16 ทันทีไม่ได้เสียทีเดียว

แต่ในอีกทางหนึ่ง ถ้าจะยืนยันสมมติฐาน M16 ก็ต้องเอาเรื่องนี้มาพิสูจน์ ไม่ใช่หลบมัน ต้องเอา ลักษณะบาดแผล ทางเดินกระสุน ความเสียหายภายใน หัวกระสุนหรือเศษกระสุน และปลอกที่พบ มาวางเทียบกันว่ามันสอดคล้องกันจริงหรือไม่

เพราะว่าการพบปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุเพียงอย่างเดียวไม่สามารถชี้อาวุธได้เพราะปลอกกระสุนเป็นหนึ่งในหลักฐานประกอบที่สามารถนำเข้าหรือนำออกจากพื้นที่ได้.

นี่จึงเป็นสิ่งที่ผมจับตาอยู่มากกว่าเรื่องว่าใครพูดเสียงดังกว่าใคร เพราะทุกครั้งที่ข้อโต้แย้งหนึ่งเกิดขึ้น ชนิดของปืนที่ถูกเสนอเหมือนจะเปลี่ยนตามไปด้วย จาก M60D ไปปืนพก แล้วมาถึง M16A2

ถ้าจะตรวจสอบกันจริง หลักฐานควรเป็นฝ่าย บีบตัวเลือกให้แคบลง ไม่ใช่พอปืนชนิดหนึ่งอธิบายไม่ได้ ก็เปลี่ยนไปหาปืนอีกชนิดเพื่อให้ข้อสรุปเดิมยังคงอยู่

เพราะสุดท้ายมีสองเรื่องที่ต้องตอบให้ได้พร้อมกัน คือ ถ้ายิงจากเฮลิคอปเตอร์ กลศาสตร์ของการยิงสอดคล้องหรือไม่ และถ้าเป็นกระสุน 5.56 จริง ballistics กับบาดแผลที่เกิดขึ้นสอดคล้องกันหรือไม่

สองอย่างนี้พิสูจน์ได้ และควรพิสูจน์ก่อนที่จะรีบสรุปว่า “เป็นปืนอะไร” หรือ “ใครเป็นคนยิง”

ด้วยความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้าแล้ว บาดแผลที่เกิดขึ้นน่าจะเกิดขึ้นจากกระสุนประเภท .22 .45 หรือ 9 มม. เสียมากกว่ากระสุนประเภท 5.56 ของปืนประเภทไรเฟิล

ที่สำคัญยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีเฮลิคอปเตอร์เดินทางไปณที่แห่งนั้นชัดเจน…มีเพียงหลักฐานที่เป็นคลิปเสียงซึ่งไม่สามารถใช้ยืนยันได้

พยานในที่เกิดเหตุล้วนเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียหายทั้งสิ้นเรื่องนี้ก็ทำให้ข้อมูลยังไม่มีความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

ปราศจากหลักฐานเชิงประจักษ์เช่นกล้องวีดีโอเพราะถูกขโมยหรือถูกทำลายจากเหตุการณ์ ซึ่งจุดนี้เป็นส่วนที่ทำให้น้ำหนักในการกล่าวหาฝ่ายรัฐทำได้ยากขึ้นมาก

อย่าลืมนะครับว่าวันนั้นมีเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นถึง 51 แห่ง การใช้เฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนจึงเป็นสิ่งที่ทำได้และควรทำ…วันนั้นจะได้ยินเฮลิคอปเตอร์บินผ่านไปผ่านมาโดยตลอดเวลา… ในทุกๆพื้นที่ที่มีความขัดแย้งหรือมีเหตุเพราะเป็นเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนนั่นเอง

สำหรับผมแล้วหลักฐานประเภทคลิปเสียงเฮลิคอปเตอร์ไม่สามารถใช้ยืนยันอะไรได้เลยเพราะไม่ได้เห็นอะไรเลยนอกจากเสียงเฮลิคอปเตอร์ และผมยังมีข้อสงสัยสำคัญมากเลยก็คือมีเฮลิคอปเตอร์ในเหตุการณ์นั้นจริงๆหรือไม่

3จังหวัดชายแดนใต้, ชายแดนใต้, ปราชญ์ สามสี

‘ศุภชัย’บี้ iLaw–คณะก้าวหน้า ตอบที่มาเอกสารสำนวนฮั้ว สว. ใครนำออกมา ใครรับรองความถูกต้อง ข้องใจทำไมเสนอเฉพาะชุด 26 แต่ไม่พูดชุด 36

26 สิงหาคม 2569 เวลา 08:48 น.

‘ศุภชัย’ บี้ ‘iLaw–คณะก้าวหน้า’ ตอบที่มา ‘เอกสารสำนวน ฮั้ว สว.’ ใครนำออกมา ใครรับรองความถูกต้อง ข้องใจเหตุใดเสนอเฉพาะชุด 26 แต่ไม่พูดชุด 36 ย้ำอย่าทำให้ ‘ข้อกล่าวหา’ กลายเป็น ‘คำพิพากษา’

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตั้งคำถามกรณี iLaw คณะก้าวหน้า และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชน นำข้อมูลที่อ้างเป็นส่วนหนึ่งของสำนวน DSI และ กกต. มาเผยแพร่ ชี้ต้องตอบให้ชัดเอกสารมาจากไหน ใครรับรองความถูกต้อง เหตุใดให้น้ำหนักสำนวนชุดที่ 26 แต่ไม่พูดถึงความเห็นชุดที่ 36 พร้อมย้ำ “ข้อกล่าวหาไม่ใช่คำพิพากษา” ต้องใช้พยานหลักฐานและมาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย โดยมีเนื้อหาดังนี้

” คดีฮั้ว สว. : เปิดสำนวนด้านเดียว แล้วให้สังคมพิพากษาได้หรือ? ขณะนี้ iLaw คณะก้าวหน้า และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชน ได้นำข้อมูลที่อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของ สำนวนการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ สำนวนคณะพนักงานสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. มาเผยแพร่และใช้ประกอบการกล่าวหาบุคคลจำนวนมาก รวมถึง ส.ส. และบุคคลในพรรคภูมิใจไทย ผมเห็นว่ามีคำถามสำคัญที่สังคมควรได้รับคำตอบ

ประการแรก เอกสารเหล่านี้มาจากไหน?

หากเป็นเอกสารจากสำนวนจริง ต้องตอบให้ได้ว่า ใครเป็นผู้นำออกมา เปิดเผยโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นเอกสารครบถ้วนหรือเพียงบางส่วน และใครเป็นผู้รับรองความถูกต้องยิ่งมีกรณีที่ DSI เข้าแจ้งความดำเนินคดีเกี่ยวกับการนำเอกสารลับในสำนวนออกมาเปิดเผย ยิ่งทำให้คำถามเรื่อง “ที่มาของเอกสาร” ไม่ใช่เรื่องเล็ก

ประการที่สอง สำนวนสอบสวนไม่ใช่คำพิพากษา

มีการนำข้อมูลจากสำนวนมาสร้างภาพเสมือนว่า ผู้ถูกร้องทั้ง 229 คน กระทำความผิดร่วมกัน ทั้งที่บุคคลเหล่านั้นมีข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แตกต่างกัน หลายคนไม่ได้รู้จักหรือทำกิจกรรมร่วมกัน โดยเฉพาะในส่วนของ ส.ส. และบุคคลในพรรคภูมิใจไทย ต้องถามตรง ๆ ว่า มีพยานหลักฐานเฉพาะตัวอะไรที่พิสูจน์ว่าบุคคลแต่ละคนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว.?

DSI สอบสวนเรื่องนี้มาเป็นเวลาหลายเดือน ทั้งประเด็นฟอกเงิน อั้งยี่ และซ่องโจร มีการตรวจสอบพยานบุคคล ข้อมูลการติดต่อและเส้นทางการเงิน แต่เมื่อส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการ DSI ไม่ได้เสนอให้ดำเนินคดีกับบุคคลทั้ง 229 คน และตามข้อมูลที่ปรากฏ ไม่มี ส.ส. พรรคภูมิใจไทยถูกเสนอส่งฟ้องในส่วนดังกล่าว ต่อมาสำนักงานอัยการสูงสุดได้ส่งสำนวนกลับมายัง DSI โดยมีประเด็นเกี่ยวกับการต้องรอผลการวินิจฉัยของ กกต. ในความผิดเกี่ยวกับการเลือก สว. ดังนั้น สิ่งที่ชัดเจนอย่างน้อยคือ กระบวนการยังไม่ได้จบลงด้วยคำสั่งฟ้องหรือคำพิพากษาว่าบุคคลทั้ง 229 คนกระทำความผิด

ประการที่สาม ทำไมพูดถึงชุดที่ 26 แต่ไม่พูดถึงชุดที่ 36 ให้ครบถ้วน?

มีการหยิบความเห็นของ คณะพนักงานสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ กกต. และ DSI ร่วมกันทำงาน มาเผยแพร่อย่างกว้างขวาง โดยเน้นข้อเสนอให้ดำเนินการกับผู้ถูกร้องจำนวนมาก แต่หลังจากนั้น กกต. ยังมี คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ทำหน้าที่กลั่นกรองสำนวนและพยานหลักฐานที่มีรายงานว่ามีเกือบ 80,000 แผ่น

และมีข้อมูลว่าคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 มีความเห็นเสียงข้างมาก แตกต่างจากชุดที่ 26 ในสาระสำคัญบางประการ โดยเห็นว่าต้องพิจารณาความรับผิดของผู้ถูกร้องเป็นรายบุคคลตามพยานหลักฐาน ไม่ใช่เหมารวมทั้งหมด

ถ้าเช่นนั้น คำถามคือ ทำไม iLaw คณะก้าวหน้า และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชน จึงให้น้ำหนักกับสำนวนชุดที่ 26 แต่ไม่เสนอเหตุผลและความเห็นของชุดที่ 36 ให้ประชาชนได้รับรู้อย่างรอบด้าน? และมีอีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม กลุ่มบุคคลบางส่วนที่ออกมา กล่าวหาผู้อื่นในวันนี้ เคยมีบทบาทรณรงค์เกี่ยวกับการเลือก สว. และจัดกิจกรรมที่มีผู้สมัครหรือผู้สนใจสมัคร สว. เข้าร่วมด้วย

การจัดกิจกรรมดังกล่าวไม่ได้แปลว่าเป็นความผิดโดยตัวมันเอง แต่เมื่อกำลังกล่าวหากิจกรรมของผู้อื่นว่าเป็นส่วนหนึ่งของการจัดตั้งหรือฮั้วเลือก สว. ก็ย่อมต้องตอบว่า กิจกรรมของตนแตกต่างจากกิจกรรมที่กำลังกล่าวหาผู้อื่นอย่างไร? ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย และต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐานว่า ใครทำอะไร กับใคร เมื่อใด มีการตกลงเรื่องการลงคะแนนหรือผลประโยชน์ตอบแทนอย่างไร ไม่ใช่อาศัยเพียงความสัมพันธ์ทางการเมืองแล้วสรุปว่าทุกคนร่วมกระทำผิด

ผมจึงมีคำถามถึง iLaw คณะก้าวหน้า และพรรคประชาชน ว่าเอกสารที่นำมาเปิดเผยมาจากไหน? ใครรับรองว่าเป็นเอกสารจริงและครบถ้วน? เหตุใดจึงนำเสนอความเห็นของชุดที่ 26 แต่ไม่เสนอความเห็นของชุดที่ 36 อย่างเท่าเทียม? และเหตุใดจึงนำข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวนมาสร้างภาพเสมือนเป็นข้อยุติว่าบุคคลเหล่านั้นกระทำความผิดแล้ว?

การตรวจสอบเป็นสิทธิและเป็นเรื่องสำคัญในระบอบประชาธิปไตย แต่ การตรวจสอบต้องอยู่บนข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน และต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่ายอย่าเลือกเฉพาะสำนวนที่สนับสนุนข้อกล่าวหาของตน อย่าทำให้ “ข้อกล่าวหา” กลายเป็น “คำพิพากษา”

และอย่าเรียกร้องความโปร่งใสจากคนอื่น หากตนเองยังตอบไม่ได้ว่า เอกสารลับจากสำนวนของรัฐที่นำมาเปิดเผยนั้น ได้มาอย่างไรและจากใครหลักนิติธรรมไม่ได้เลือกข้าง และความยุติธรรมไม่ควรเกิดจากการเปิดสำนวนเพียงด้านเดียวแล้วให้สังคมพิพากษาแทนองค์กรที่กฎหมายให้อำนาจ”

iLaw, คณะก้าวหน้า, ศุภชัย, ฮั้ว สว.

เบรกได้…แต่หยุดผมไม่ได้! ทนายอั๋น โต้ รมว.ยธ. หลังโดนขุดประวัติครอบครัว

26 สิงหาคม 2569 เวลา 08:21 น.

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 จากกรณี พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีภัทรพงค์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ ถึงตอนหนึ่งว่า เมื่อถามว่าทนายอั๋นมีความขัดแย้งอะไรกับรัฐมนตรีหรือไม่ พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่า ไม่มี แต่หากเป็นในอดีตเมื่อนานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ตนรับราชการตำรวจ เคยจับพ่อทนายอั๋นและเพื่อนครูเกี่ยวกับยาเสพติด ตั้งแต่ปี 2541 ซึ่งศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต และก็ทราบว่าแม่ทนายอั๋นถูกจับในพื้นที่อื่น จำคุก 25 ปี ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีเรื่องส่วนตัวเลย ซึ่งขณะนั้นตนเป็นตำรวจอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ และไม่ทราบว่าเหตุใดทนายอั๋นจึงมาพูดทำร้ายตนว่าไม่รู้เรื่องและไม่สนใจเรื่องคดีเขากระโดง ดังนั้นขอยืนยันว่า งานในกระทรวงทำตามระบบ หากมีการเร่งรัดมาที่ตัว ก็จะดำเนินการอยู่แล้ว

“ระหว่างที่ทนายอั๋นไปยื่นเรื่องคดีเขากระโดงที่ดีเอสไอ มีการพูดจาที่ไม่เหมาะสม จะพูดถึงใครก็จะต้องมี #ไอ้หอกหัก ผมคิดว่าไม่สุภาพ ผมยกตัวอย่าง ถ้าทนายอั๋นทำ มีคน #ทนายอั๋นลูกไอ้ขี้คุก อย่างนี้ ผมก็คิดว่าเขาก็คงไม่สบายใจ ซึ่งผมไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้น กลัวว่าจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเยาวชน ซึ่งผมไม่สนับสนุนเลย จึงอยากให้สื่อสารกันดี ๆ หากทวงถาม ผมก็ดำเนินการให้ตามกฎหมายอยู่แล้ว จะให้พูดอีกกี่ครั้ง ก็จะบอกว่าหน่วยงานกำลังดำเนินการอยู่”(รุทธพล ย้อนอดีตเคยจับพ่อ ทนายอั๋น คดีค้ายา ลั่นทำไปตามหน้าที่ ติงเลิกใช้คำไม่สุภาพ)

ล่าสุด นาย ภัทรพงค์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ ได้โพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้ว่า ถึง : พี่น้องประชาชนทุกคนที่ส่งกำลังใจมาให้ผม

“ทนายอั๋น บุรีรัมย์”

ผมขอขอบคุณจากหัวใจครับ สำหรับทุกข้อความ ทุกกำลังใจ และทุกความห่วงใยที่ส่งมาให้ผมใน ตลอดทั้งวันนี้ ที่ผ่านมา

ผมยอมรับตรง ๆ ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ทำให้ผมรู้สึกเหมือนถูก “แตะเบรก” มันทำให้ผมต้องหยุดตั้งหลัก หยุดคิด และทบทวนอยู่พักหนึ่ง

แต่ผมหยุดไปเพียงไม่กี่นาที ไม่กี่ชั่วโมง…

วันนี้ผมกลับมาแล้วครับ

เพราะเมื่อผมถามตัวเองว่า สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่นั้นผิดหรือไม่? คำตอบของผมยังเหมือนเดิม…

การที่ประชาชนคนหนึ่งออกมาตั้งคำถามและตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ ไม่ใช่เรื่องผิด ???

ผมเป็นเพียงประชาชนคนหนึ่ง เป็นเพียงทนายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ที่เชื่อว่าอำนาจรัฐต้องสามารถถูกตรวจสอบได้ และประชาชนต้องมีสิทธิที่จะถามว่า การใช้อำนาจนั้นถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรมต่อประชาชนหรือไม่
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับผม คือการถูกขุดคุ้ยไปถึงประวัติของพ่อแม่และครอบครัว

ผมยอมรับว่าเรื่องนี้กระทบความรู้สึกครับ เพราะคนในครอบครัวไม่ได้เป็นคนออกมาตรวจสอบใคร

แต่ผมจะไม่เอาความรู้สึกนั้นมาเป็นความแค้น

ผมจะเปลี่ยนมันให้เป็น แรงผลักดัน

และผมอยากถามด้วยความเคารพว่า…

ถ้าการตรวจสอบอำนาจรัฐของประชาชนคนหนึ่ง ต้องแลกมาด้วยการถูกขุดคุ้ยไปถึงครอบครัว แล้วประชาชนธรรมดาคนอื่น ๆ จะกล้าลุกขึ้นมาตรวจสอบอำนาจรัฐได้อย่างไร?

ผมไม่ได้เรียกร้องสิทธิพิเศษให้ตัวเอง

ผมเพียงต้องการใช้สิทธิในฐานะ “ประชาชนคนหนึ่ง” ที่มีสิทธิในการตั้งคำถาม ตรวจสอบ และเรียกร้องความถูกต้องจากผู้มีอำนาจ

เหตุการณ์ครั้งนี้อาจทำให้ผมชะงักไปบ้าง

แต่จำไว้นะครับ…

เบรกได้ แต่หยุดผมไม่ได้

รถที่มีจุดหมาย อาจชะลอความเร็วได้

อาจหยุดตั้งหลักได้

แต่เมื่อพร้อมแล้ว…

ก็ต้องเดินหน้าต่อ

วันนี้ผมกลับมาแล้วครับ

กลับมาพร้อมกำลังใจจากพี่น้องประชาชน

กลับมาพร้อมความมุ่งมั่นที่มากกว่าเดิม

และกลับมาพร้อมความตั้งใจเดิมที่จะทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป

ผมอาจเป็นเพียงคนตัวเล็ก ๆ

แต่ผมเชื่อว่าเสียงเล็ก ๆ ของประชาชน ถ้าพูดความจริงและยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง ก็สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้

ขอบคุณทุกคนที่ยืนอยู่ข้างผมและครอบครัวครับ

ผมไม่ท้อ

ผมไม่หยุด

และผมจะเดินหน้าต่อไป

เพื่อประชาชน

เพื่อความถูกต้อง

และเพื่อประเทศชาติครับ

เบรกได้…แต่หยุดผมไม่ได้”

25 สิงหาคม 69

คดีเขากระโดง, ทนายอั๋น, ระบบราชการ, รัฐมนตรี, รุทธพล เนาวรัตน์

ยิ่งชีพ ขอร้องเลิกเรียก พลีชีพ คล้ายเอาชีวิตไปทิ้ง ยันการเปิดโปงเรื่องฮั้วสว. ต้องไม่ใช่เรื่องน่ากลัว

26 สิงหาคม 2569 เวลา 07:18 น.

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw หรือ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า

นั่งทบทวนอยู่สักพักแล้ว หลังถูกเรียกมาเดือนเศษๆ ผมไม่ชอบฉายา ที่เรียกผมว่า พลีชีพ

ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นคำเชิงลบ โดยปกติแล้วชื่อของผมสามารถถูกเอามาล้อเลียนได้ ไม่ใช่ปัญหา แต่จังหวะนึ้ในทางการเมือง เห็นว่า มันเริ่มไม่ค่อยดี

1) ผมยังไม่ตาย ชีวิตผมยังอยู่ แล้วยังไงเสียก็จะอยู่ไปต่อ ไม่ตายหรือไม่เสียหายเพราะเรื่องสว. ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ต้องทำครับ การเรียกแบบนี้มันทำให้ดูเหมือนผมเป็นฮีโร่ ที่เสียสละเกินจริง ถึงขั้นเสียสละชีวิต ซึ่งไม่ใช่

2) คำนี้ทำให้การกระทำของผมดูน่ากลัวเกินไป คล้ายเป็นการเอาชีวิตไปทิ้ง ทั้งที่การออกมาเปิดโปงเรื่องการทุจริต การโกงการเลือกส.ว. ใครก็ตามในประเทศนี้ที่มีข้อมูลจะมากจะน้อยก็ควรจะนำมาเสนอต่อสาธารณะได้ ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ไม่ต้องโดนคดีความ ไม่ต้องโดนกดดันข่มขู่ใดๆ ซึ่งตอนนี้ผมก็ยังไม่โดนอะไรแต่คำนี้ทำให้สิ่งที่ทำไปแล้ว ถูกจดจำว่ามันน่ากลัว

3) ในการต่อสู้เรื่องการเลือกส.ว. มีผู้คนที่เสียสละ และตกอยู่ในความเสี่ยงมากกว่าตัวผมมาก เช่น พยานที่เคยอยู่ในขบวนการแล้วนำข้อมูลออกมาให้การไว้ในคดี หรือออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะ รวมทั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่นำข้อมูลจากภายในออกมาสู่สายตาคนภายนอก พวกเขามีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อตัวเอง ต่อความปลอดภัย ต่อทางทำมาหากินได้ในอนาคต มากกว่าผมมาก 

การเรียกผมว่า “พลีชีพ” ในทำนองล้อเล่น ผมไม่ถือสา แต่ในทางการเมืองผมคิดว่าไม่ดี มันทำให้เรื่องที่ควรจะไม่น่ากลัวดูน่ากลัวเกินไป และทำให้คนที่ควรจะถูกยกย่องจริง ถูกมองข้าม แสงมาตกใส่แต่ผมเพราะชื่อเล่นนี้ครับ ขอความกรุณาทุกคนหลีกเลี่ยงและเลิกเรียกคำนี้ครับ

iLaw, ยิ่งชีพ, ยิ่งชีพ อัชฌานนท์, ฮั้วสว.