เลขาฯครม. เผย ประชุมครม.สัญจรสงขลาปกติ แม้เกิดเหตุความไม่สงบถี่ 

25 สิงหาคม 2569 เวลา 10:18 น.

เลขาฯครม. เผย ประชุมครม.สัญจรสงขลาปกติ แม้เกิดเหตุความไม่สงบพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ถี่

เมื่อเวลา 09.25 น. วันที่ 25 ส.ค. นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กล่าวถึงความชัดเจนในการจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ที่ จ.สงขลาในวันที่ 31 ส.ค.- 1 ก.ย. ภายหลังเกิดเหตุเหตุความสงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ต่อเนื่องว่า ยังปกติ ยังไม่เลื่อน

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ในพื้นที่เกิดถี่ ทาง ครม.มีความกังวลหรือไม่ นางณัฐฏ์จารี กล่าวว่า ต้องรอนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ซึ่งตอนนี้ยังไม่เลื่อน

เมื่อถามอีกว่า การประชุม ครม.วันนี้มีการเสนอแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ นางณัฐฏ์จารี กล่าวว่า เรื่องนี้ตนยังไม่เห็นเดี๋ยวขึ้นประชุมครม. ก็น่าจะมีความชัดเจน

คณะรัฐมนตรี, ครม.สัญจร

นายกฯ เรียกประชุม หน่วยงานความมั่นคง ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ตามสถานการณ์ไฟใต้

25 สิงหาคม 2569 เวลา 10:04 น.

นายกฯ เรียกหน่วยงานความมั่นคง ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ติดตามสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 08.35 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าปฎิบัติหน้าที่บนตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนเรียกประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงเพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์หลังมีการก่อเหตุความไม่สงบในหลายพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่นายกฯเรียกประชุมติดตามสถานการณ์ฝ่ายความมั่นคงแล้ว

โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการผู้แทนพิเศษรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เข้าร่วม

3จังหวัดชายแดนใต้, หน่วยงานด้านความมั่นคง, อนุทิน ชาญวีรกูล

จี้สอบ ‘สำนวนฮั้วสว.’ หลุด ‘ศุภชัย’ ชี้ DSI-กกต. ต้องตอบ เผยพิรุธ ‘ทวี สอดส่อง’ ปูดบนเวทีพรรคฝ่ายค้าน หลักฐานพยานมีเพียงพอ

25 สิงหาคม 2569 เวลา 10:00 น.

วันนี้ 25 สิงหาคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์เกี่ยวกับสำเนาคดีฮั้ว สว. หลุดได้อย่างไร และถามหาถึงคนรับผิดชอบกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีข้อความทั้งหมดว่า ““สำนวนฮั้ว สว.” หลุดได้อย่างไร? คนปล่อย–คนรับ–คนเผยแพร่ ใครต้องรับผิด
ช่วงที่ผ่านมา มีการนำข้อมูลซึ่งอ้างว่าเป็น คำให้การ เอกสาร หรือข้อมูลจากสำนวนการไต่สวนเกี่ยวกับการเลือก สว. ออกมาเปิดเผยและวิพากษ์วิจารณ์ต่อสาธารณะ จนนำไปสู่คำถามที่น่าสนใจในทางกฎหมายว่า

สำนวนที่ยังอยู่ในกระบวนการไต่สวน ออกมาอยู่ในมือบุคคลภายนอกได้อย่างไร? เรื่องนี้ต้องแยกพิจารณาอย่างน้อย 3 ฝ่าย คือ “คนปล่อย–คนรับ–คนเผยแพร่” เพราะสถานะและความรับผิดทางกฎหมายอาจแตกต่างกัน

ศุภชัย ใจสมุทร

1. “คนปล่อย” — สำนวนออกจากหน่วยงานได้อย่างไร?

หากเอกสารนั้นเป็นเอกสารจริงจากสำนวนของ กกต. หรือ DSI คำถามแรกไม่ควรเริ่มต้นที่คนซึ่งนำเอกสารมาแสดงต่อสาธารณะ แต่ต้องย้อนกลับไปถึงต้นทางว่า ใครเป็นผู้นำเอกสารออกจากสำนวน และมีอำนาจตามกฎหมายที่จะเปิดเผยหรือส่งมอบแก่บุคคลภายนอกหรือไม่? โดยเฉพาะเมื่อ DSI มีมาตรการเกี่ยวกับการรักษาความลับของข้อมูลในสำนวนโดยเฉพาะ ส่วนกระบวนการสืบสวนหรือไต่สวนของ กกต. ก็เป็นกระบวนการตามกฎหมาย มิใช่เอกสารที่เจ้าหน้าที่คนใดจะหยิบออกมาเผยแพร่ตามความพอใจ หากเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ส่งมอบข้อมูลโดยไม่มีอำนาจ ก็ต้องตรวจสอบทั้ง กฎหมายอาญา กฎหมายเฉพาะ ระเบียบ และความรับผิดทางวินัย ตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

2. “คนรับ” — ไม่ใช่เจ้าพนักงาน ไม่ได้แปลว่าทำอะไรก็ได้
บุคคลภายนอกอาจกล่าวว่า “ผมไม่ใช่เจ้าพนักงาน จึงไม่มีหน้าที่รักษาความลับของราชการ” ประโยคนี้อาจถูกในแง่ที่ว่า ความผิดบางฐานกำหนดคุณสมบัติของผู้กระทำไว้โดยเฉพาะว่าเป็นเจ้าพนักงาน จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเหล่านั้นไปใช้กับประชาชนทั่วไปโดยอัตโนมัติ

แต่ไม่ได้หมายความว่า “เมื่อไม่ใช่เจ้าพนักงานแล้ว จะรับและเผยแพร่เอกสารในสำนวนอย่างไรก็ได้” ต้องตรวจสอบต่อว่า บุคคลนั้นได้เอกสารมาอย่างไร รู้หรือไม่ว่าเป็นข้อมูลจากสำนวนที่ยังไม่เปิดเผย มีส่วนร่วมในการขอหรือชักจูงให้เจ้าหน้าที่นำเอกสารออกมาหรือไม่ และนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในลักษณะใด เพราะหากมีการร่วมมือกันตั้งแต่ต้น ก็อาจต้องพิจารณาหลักเรื่อง ตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน ประกอบกับฐานความผิดที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี

3. “คนเผยแพร่” — ต้องแยก “พยานในสำนวน” ออกจาก “ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว”

เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง คำให้การของพยาน ≠ ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว ข้อกล่าวหา ≠ ความผิด และการมีชื่ออยู่ในสำนวน ≠ เป็นผู้กระทำความผิดสำนวนการไต่สวนมีหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงจากหลายฝ่าย ทั้งพยานที่สนับสนุนและหักล้างข้อกล่าวหา ก่อนที่องค์กรผู้มีอำนาจจะประเมินพยานหลักฐานและมีคำวินิจฉัยหากมีใครเลือกนำคำให้การหรือเอกสาร เพียงบางส่วน ออกมาเผยแพร่ แล้วนำไปสร้างข้อสรุปต่อสังคมว่าบุคคลใดกระทำความผิด ทั้งที่กระบวนการยังไม่สิ้นสุด ย่อมต้องระมัดระวังทั้งในเรื่องสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา ความเป็นธรรมของกระบวนการ และความรับผิดตามกฎหมายอื่นที่อาจเกี่ยวข้อง

คำถามที่สังคมควรถามแทนที่จะสนใจเฉพาะว่า “ในสำนวนเขียนว่าอะไร?” ผมเห็นว่ามีอีกคำถามหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ “สำนวนมาอยู่ในมือคุณได้อย่างไร?” ใครเป็นคนเอาออกมา? ใครเป็นคนส่งให้? ได้รับอนุญาตหรือไม่? เป็นเอกสารฉบับเต็มหรือเลือกมาเฉพาะบางหน้า? มีการตัดข้อความก่อนหรือหลังออกหรือไม่? และเหตุใดข้อมูลจากกระบวนการไต่สวนที่ยังไม่สิ้นสุดจึงถูกนำมาใช้ต่อสู้กันในพื้นที่สาธารณะ? หากต้องการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง ควรตรวจสอบ เส้นทางของเอกสาร (chain of custody) ตั้งแต่เอกสารถูกจัดทำ อยู่ในความครอบครองของใคร ใครเข้าถึงได้ จนกระทั่งออกมาอยู่ในมือบุคคลภายนอกอย่าให้ “สำนวนการไต่สวน” กลายเป็น “คำพิพากษาของสังคม” หลักนิติธรรมไม่ได้คุ้มครองเฉพาะคนที่เราเห็นด้วย แต่ต้องคุ้มครองทุกคนอย่างเสมอภาค
ผู้ถูกกล่าวหาต้องมีโอกาสชี้แจง พยานหลักฐานต้องได้รับการตรวจสอบองค์กรที่มีอำนาจต้องเป็นผู้วินิจฉัยตามกฎหมาย ไม่ใช่เลือกเอกสารบางหน้าออกจากสำนวน แล้วนำมาตัดสินกันบนหน้าจอโทรศัพท์ เพราะหากเรายอมรับวิธีการเช่นนี้ วันนี้อาจเกิดกับคนที่เราไม่ชอบ แต่วันหนึ่งก็อาจเกิดกับใครก็ได้

ก่อนถามว่า “สำนวนฮั้ว สว. มีอะไรอยู่ข้างใน”จึงควรถามให้ดังไม่แพ้กันว่า “สำนวนออกมาข้างนอกได้อย่างไร?” นี่ต่างหากคือคำถามที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้คำตอบแก่สังคม ไม่ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งพันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ อธิบดี ดีเอสไอ พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมหรือแม้กระทั่ง พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ซึ่งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ได้กล่าวในเวทีฝ่ายค้านว่าพยานหลักฐานเกี่ยวกับโพยและเส้นเงินมีน้ำหนักเพียงพอที่ กกต. ควรส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา พร้อมกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามมาตรา 157 หาก กกต. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ”

ศุภชัย ใจสมุทร

หลังจากที่โพสต์ของ ศุภชัย ใจสมุทร เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ใครต้องรับผิดขอบ vs ใครทำผิด ?”

“สีน้ำเงินสู้ๆ”

“ชัดเจนครับท่าน”

“ฟ้องเลยครับจะได้เปิดเผยหลักฐานต่อประชาชนจะได้รู้ไปเลยที่โยงโยงมั่วหรือฮั้วจริง ดีเหมือนกันครับฟ้องเลย”

“เห็นด้วยกับนายกฯครับ ถ้าฮั้วจริง เป็นเรื่องที่ชั่ว เหี้ย เลวมาก”

“ก็ฟ้องสิว่าจริงไหม พิสูจบนศาล”

ศุภชัย ใจสมุทร
ศุภชัย ใจสมุทร
ศุภชัย ใจสมุทร
ศุภชัย ใจสมุทร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก Suphachai Jaismut

คดีฮั้วสว., พรรคภูมิใจไทย, ศุภชัย ใจสมุทร, สำเนา

‘รอมฎอน’ไม่จบ! จี้อนุทินตั้ง คกก. สอบ ปม ฮ.ยิงที่จะแนะ หวั่นความขัดแย้งบานปลาย

25 สิงหาคม 2569 เวลา 09:10 น.

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 จากกรณีนายรอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตผ่านเพจเฟซบุ๊ก โดยอ้างรายงานจากประชาชนในพื้นที่อำเภอจะแนะว่า มีกลุ่มวัยรุ่นได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนที่ยิงมาจากเฮลิคอปเตอร์นั้น จนถูกคนวิพากวิจารณ์เป็นจำนวนมาก (รอมฎอน ไม่ประณามBRN แต่ดึงดันปม ยิงจาก ฮ. จี้ตั้งกลไกอิสระตรวจสอบ อ้างความจริงมี 2 ชุด พร้อมดันผู้ตรวจการกองทัพ)

ต่อมาเจ้าตัว ได้โพสต์อธิบายเพิ่มเติมถึงเหตุการณ์ กลุ่มวัยรุ่นได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนที่ยิงมาจากเฮลิคอปเตอร์ พร้อมบอกว่า ทำหน้าที่สะท้อนเสียงของประชาชนในพื้นที่และพยายามอย่างที่สุดให้ทางเจ้าหน้าที่ช่วยชี้แจงและอธิบายครับ (‘รอมฎอน’ เคลียร์ดรามา แจงเหตุโพสต์ ฮ. ยิงวัยรุ่นที่จะแนะ ไม่พ้นทัวร์ลงอีกแล้ว!)

ล่าสุด นายรอมฎอน ปันจอร์ (สส.) พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความอีกว่า นายกฯ อนุทิน ควรตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ที่จะแนะโดยด่วน คลี่คลายความจริง ป้องกันความขัดแย้งบานปลายครับ

3จังหวัดชายแดนใต้, พรรคประชาชน, รอมฎอน, รอมฎอน ปันจอร์

‘รอมฎอน’ เคลียร์ดรามา แจงเหตุโพสต์ ฮ. ยิงวัยรุ่นที่จะแนะ ไม่พ้นทัวร์ลงอีกแล้ว!

25 สิงหาคม 2569 เวลา 08:17 น.

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 จากกรณีนายรอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตผ่านเพจเฟซบุ๊ก โดยอ้างรายงานจากประชาชนในพื้นที่อำเภอจะแนะว่า มีกลุ่มวัยรุ่นได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนที่ยิงมาจากเฮลิคอปเตอร์นั้น(รอมฎอน ไม่ประณามBRN แต่ดึงดันปม ยิงจาก ฮ. จี้ตั้งกลไกอิสระตรวจสอบ อ้างความจริงมี 2 ชุด พร้อมดันผู้ตรวจการกองทัพ)

ล่าสุด นายรอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์อีกครั้ง โดยระบุว่า สำหรับคนที่ยังกังขา ผมขออธิบายเพิ่มเติมว่าคืนเกิดเหตุวันแรก (22 ส.ค.) หลังได้ข้อมูลก็พยายามตรวจสอบหลายทางครับ รวมทั้งพยายามติดต่อ พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผบ. หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส เวลา 23.20 น. แต่ท่านตัดสาย เข้าใจในตอนนั้นว่ากำลังปฏบัติภารกิจ จึงแจ้งไปยังเพจในเบื้องต้น (ตามภาพ) ก่อนตัดสินใจโพสต์เรียกร้องให้หน่วยตรวจสอบครับ

อย่างน้อยที่สุดกรณีที่วัยรุ่นแคมปิ้งที่จะแนะถูกยิง (จาก ฮ.?) นั้น จะถูกพิจารณาและตรวจสอบแยกจากเหตุการณ์ความไม่สงบอีกหลายสิบจุดในคืนนั้น

ผมประเมินแต่แรกว่าเรื่องนี้คงมีความจริงหลายชุดและทราบดีว่าจะเป็นที่ถกเถียงแน่ ๆ (รวมถึงทัวร์ลงอีกรอบแน่ ๆ) แต่ขอยืนยันว่าผมทำหน้าที่สะท้อนเสียงของประชาชนในพื้นที่และพยายามอย่างที่สุดให้ทางเจ้าหน้าที่ช่วยชี้แจงและอธิบายครับ

ติดตามต่อไปว่าข้อเสนอให้มีการตั้งกรรมการอิสระสอบข้อเท็จจริงจะได้รับการตอบสนองหรือไม่และอย่างไรครับ

หลังจากโพสต์นี้ถูกเผยแพร่ออกไปก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห้นเป็นจำนวนมาก

3จังหวัดชายแดนใต้, พรรคประชาชน, รอมฎอน, รอมฎอน ปันจอร์

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน และชั้นอื่นๆ รวม 11 ราย

25 สิงหาคม 2569 เวลา 07:25 น.

วันที่ 25 สิงาหาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน, เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน, เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก จำนวน 11 ราย ดังนี้

ชั้น ตติยจุลจอมเกล้า ฝ่ายใน

1. พันโทหญิง คุณหญิงสุฑมาศ กัลยนาถภัทร

2. พันโทหญิง คุณหญิงอรลักษณ์ อนุสนธิ์

3. พันโทหญิง คุณหญิงนัทธนันท์ อรรถกิจไพบูลย์

4. พันโทหญิง คุณหญิงกนกวรรณ ใจสูงเนิน

5. พันตรีหญิง คุณหญิงจุฑารัตน์ เพชรโสม

6. พันโทหญิง คุณหญิงสุดใจ ปรางทอง

ชั้น จตุตถจุลจอมเกล้า ฝ่ายใน

1. พันตรีหญิง วันวิสาข์ ใจจั๋นติ๊บ

2. ร้อยตรีหญิง ปิยากร ดวงราษี

3. ร้อยโทหญิง วราลักษณ์ คนโต

4. นางสาวพรปิยา สุนทรวิภาต

ชั้น ตริตาภรณ์มงกุฎไทย

นางสาวธนัญญา ธวัญพันธุ์

ชั้น จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก

นางสาวธนัญญา ธวัญพันธุ์


ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 22 สิงหาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบรมราชโองการ, ราชกิจจานุเบกษา, เครื่องราชอิสริยาภรณ์

ระทึกชี้ชะตาคดีฮั้วสว. ลงมติ28ส.ค. กกต.เปิดชัด7ข้อหา ลุ้นหนูชงจัดทัพมท.

25 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ลุ้นระทึกศุกร์ 28 สิงหาคมนี้ กกต.ชี้ชะตาคดีฮั้วสว.ปิดสำนวนแล้ว เสนอเอาผิด 7 ข้อกล่าวหาให้เป็นการบ้านแต่ละคนเขียนมติก่อนขานคะแนนฟันผิดรายคน ‘อนุทิน’ชงครม.จัดทัพ‘บิ๊กมท.ล๊อตใหญ่ กางรายชื่อ’สายใกล้ชิด’ผงาดคุมกรมใหญ่ ขณะเดียวกันเปิดไทม์ไลน์‘นิรโทษกรรม’คดีการเมือง ราชทัณฑ์ รอเกณฑ์30วัน ก่อนคัดผู้ต้องขัง คาดไม่ถึงหมื่นคน รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ แจงมีหน้าที่รับคำร้อง-รวบรวมรายชื่อผู้ต้องขังที่อาจได้รับนิรโทษกรรม ครอบคลุมคดีการเมือง 10 ปี ตั้งแต่ 1ม.ค.2548-16 ก.ค.2568 ต้องรอคณะกรรมการ 9 คน วางหลักเกณฑ์ก่อน ถกนัดแรกภายใน30วัน ต้องมีความคืบหน้าภายใน 180วัน ’ภราดร’แจงนิรโทษกรรมคดีการเมืองตั้งแต่ปี48–68 ต้องเข้าสู่ คณะกก.ทุกกรณี หลังกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว

เมื่อวันที่  24  สิงหาคม 2569 มีรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประชุมพิจารณาสำนวนฮั้วเลือก สว.เสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่การประชุมเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ทำให้ในต้นสัปดาห์นี้ กกต.ไม่มีนัดประชุม เนื่องจากมีกกต.บางคนติดภารกิจ

กกต.นัดลงมติคดีฮั้วสว.28สค

ขณะเดียวกันก็เพื่อให้กกต.แต่ละคนได้นำประเด็นที่เจ้าของสำนวนได้รายงาน ข้อซักถาม ข้อสังเกตของกกต.เกี่ยวกับสำนวน ความผิดของผู้ถูกกล่าวหา และข้อกฎหมายไปพิจารณาและเขียนมติของตนเอง ก่อนที่จะมาขานมติกันในการประชุมวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคมนี้ เวลา13.00น.ตามที่นัดหมาย

เสนอสำนวนเอาผิด7ข้อกล่าวหา

ทั้งนี้ กกต.ได้ตั้งข้อหาในการพิจารณาสำนวนรวม 7 ข้อหา ที่เกี่ยวข้องกับความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.และมาด้วยกันได้มาซึ่ง สว คือ 1.กรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส.สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็นสว.ตามมาตรา76 วรรคหนึ่งหรือไม่ 2.ผู้สมัครยินยอมให้ กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส.สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสว.ตามมาตรา76 วรรคสองหรือไม่ 3.ผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่กกต.กำหนดคือ ระเบียบกกต.ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 ที่ออกตามมาตรา70และมาตรา36 หรือไม่ 4.มีการจัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจะเตรียมเพื่อให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา77 ( 1 )หรือไม่ 5.มีการเลี้ยง หรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 (3 )หรือไม่ 6.มีการเรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัครตามมาตรา79 หรือไม่ 7.ผู้มีสิทธิเลือกเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด ตามมาตรา 81 หรือไม่ โดยการลงมติของกกต.จะเป็นการลงมติผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคล

จับตาหนูจัดทัพ‘บิ๊กมท.ล๊อตใหญ่

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะรมว.มหาดไทย เตรียมเสนอรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานสำคัญ ทั้งตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ในวันที่ 25ส.ค.นี้

ทั้งนี้ บัญชีแต่งตั้งดังกล่าวเป็นรายชื่อที่ นายอรรษิษฐ์สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เสนอขึ้นมา ท่ามกลางกระแสจับตาการจัดทัพข้าราชการระดับสูงของ สิงห์คลองหลอด หลังมีกระแสข่าวถึงการหารือระหว่างคีย์แมนและแกนนำพรรคภูมิใจไทย รวมถึงวงพูดคุยที่ถูกเปรียบเปรยว่าเป็นการซดก๋วยเตี๋ยวไร้เกาเหลา ก่อนหน้านี้

กางโผ’สายใกล้ชิด’ผงาดคุมกรมใหญ่

สำหรับ ตำแหน่งสำคัญที่คาดว่า จะมีการเสนอแต่งตั้ง ประกอบด้วย นายธีรพัฒน์คัชมาตย์อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) คาดว่าจะไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง(ยผ.)นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็น อธิบดีกรมที่ดิน(ทด.)

ขณะที่ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย คาดว่าจะขยับไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน(พช.) ด้านนายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา มีชื่อคาดว่าจะขึ้นเป็นอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)ส่วนนายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ถูกจับตาว่า จะได้รับการแต่งตั้งเป็น อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.)

ขณะที่ บุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย คาดว่ามีรายชื่อดังนี้ นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม น.ส.อโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม การจัดทัพของกระทรวงมหาดไทยครั้งนี้จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นการขยับเก้าอี้ระดับสูงหลายตำแหน่งพร้อมกัน โดยเฉพาะกรมใหญ่และตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายและบริหารราชการส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ทั้งนี้ รายชื่อทั้งหมดต้องรอการพิจารณาและมติอย่างเป็นทางการจากที่ประชุม ครม.ในวันที่25สิงหาคมนี้

ราชทัณฑ์เปิดไทม์ไลน์‘นิรโทษกรรม’

ร.ต.อ.สุรวุฒิ  รังไสย์  รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า กรณีมีการประกาศ พรบ.สร้างเสริมสังคมสันติ สุข พ.ศ.2569 หรือกฎหมายนิรโทษกรรม ลงในราชกิจจานุเบกษา ในส่วนบทบาทของกรมราชทัณฑ์นั้น มีหน้าที่รวบรวมรายชื่อผู้ต้องขัง ตามมาตรา6ของกฎหมาย ซึ่งระบุว่าให้รับเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรมจากผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยว ข้องทั้งรับจากทางผู้ต้องขังที่ร้องขอ หรือญาติของผู้ต้องขังเอง โดยต้องจัดให้มีช่องทางอำนวยความสะดวกในการร้องขอการนิรโทษกรรม ซึ่งคุณสมบัติของผู้ต้องขังที่เข้าข่ายตามกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ คือ ผู้ต้องขังในคดีทางการเมือง นับตั้งแต่วันที่ 1ม.ค.2548-16ก.ค.2568 อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนในปัจจุบันนี้ กรมราชทัณฑ์ต้องรอให้ทางคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ประชุมหารือเพื่อกำหนดกรอบ หลักเกณฑ์และแนวทางมาให้ก่อน ซึ่งคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขนี้ จะเริ่มประชุมภายใน 30วัน หลังจากที่กฎหมายฉบับนี้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา จากนั้นหลักเกณฑ์เหล่านี้ กรมราชทัณฑ์จะได้นำไปปฏิบัติต่อไป

นิรโทษรอกก.ประชุมวางหลักเกณฑ์

ผู้สื่อข่าวรายว่า คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่จะต้องมีการประชุมวางกรอบแนวทางและหลักเกณฑ์ โดยจะต้องประชุมภายใน 30วัน นับตั้งแต่มีการประกาศพระราชบัญญัติฉบับนี้ลงในราชกิจจานุเบกษา ประกอบด้วย 1.นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ 2.รมว.ยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ 3.ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นกรรมการ 4.เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นกรรมการ 5.ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 1คน เป็นกรรมการ 6.ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 1 คน เป็นกรรมการ 7.ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย จำนวน 1คน เป็นกรรมการ 8.ผู้เชี่ยวชาญในองค์กรภาคประชาสังคมเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งและอำนวยความยุติธรรมเป็นที่ประจักษ์ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเสนอ จำนวน 1คน เป็นกรรมการและ9.ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ

กติกา-แนวปฎิบัติต้องเสร็จใน180วัน

มีรายงานเพิ่มเติมว่า กรอบเวลาที่จะต้องมีความคืบหน้าเรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติจากที่ประชุมของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข จะต้องเกิดขึ้นภายใน 180วันแรก นับแต่มีการประชุมนัดแรกของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งเบื้องต้นจำนวนผู้ต้องขังทั่วประเทศในคดีที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ตามกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ อาจมีไม่ถึง 10,000 ราย แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มของผู้ต้องขังคดีต่อเนื่อง (หมายถึง ผู้ต้องขังที่ต้องโทษหลายคดี) ที่มีจำนวนมากสุด และมีคุณสมบัติเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายนิรโทษกรรม

นิรโทษคดีการเมืองตั้งแต่ปี48–68ว

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการนิรโทษกรรมคดีการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมือง ว่า พระราชบัญญัติ (พรบ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 มีผลบังคับใช้แล้ว จะมีการตั้งคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข1ชุด ขึ้นมาพิจารณาคดีใดๆที่จะเข้าเงื่อนไขนิรโทษกรรมหรือไม่ต้องให้คณะกรรมการชุดนี้ให้วินิจฉัย ผู้สื่อข่าวถามว่า คณะกรรมการชุดนี้เริ่มต้นที่รัฐบาลหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า มีหลายส่วน ทั้งในส่วนของรัฐบาล สภาผู้แทนราษฎรและภาคราชการด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตั้ง คนที่มีคดีตั้งแต่ปี48ถึงปี68 น่าจะต้องเข้าทุกสู่คณะกรรมการทุกคดี โดยหลักใหญ่เป็นคดีทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมทั้งหลาย ที่ไม่เข้ากับข้อยกเว้น 3 ข้อ ( คดีทุจริต คดีทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือบาดเจ็บสาหัส คดี มาตรา112 )ก็จะเข้าเงื่อนไขนิรโทษทั้งหมด แต่ตนไม่ทราบว่า มีจำนวนทั้งหมดกี่คนที่เข้าข่าย และบางคนก็มีหลุดคดีไปแล้วด้วย

 ‘โสภณ’เร่งตั้งกก.นิรโทษใน2วันนี้

นายโสภณ  ซารัมย์  ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาประกาศใช้พระราชบัญญัติ (พรบ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 หรือพรบ.นิรโทษกรรม ซึ่งประธานสภาต้องตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ว่า ตามมาตรา 4 (8) เป็นอำนาจของประธานสภา ในการเสนอชื่อบุคคลในองค์กรที่มีความชำนาญเรื่องการขจัดความขัดแย้งซึ่งเสนอได้ 1รายชื่อ ตนกำลังพิจารณารายชื่อผู้เหมาะสมเพื่อเสนอโดยเร็ว เพื่อให้กรรมการชุดนี้เดินหน้าทำงาน และใครที่เข้าองค์ประกอบได้รับการนิรโทษกรรมก็จะได้รับการนิรโทษกรรมโดยเร็ว แต่กำลังหาอยู่ว่าใครที่เป็นที่ประจักษ์ในองค์กรที่ขจัดความขัดแย้ง เมื่อถามว่า มีการกำหนดคุณสมบัติไว้หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ตนเพิ่งให้ฝ่ายกฎหมายไปดูขอบเขต เพราะเราต้องตั้งตามที่กฎหมายให้อำนาจ ซึ่งคาดว่าน่าจะได้รายชื่อใน 1-2 วันนี้ และส่งรายชื่อไปถึงนายกรัฐมนตรีได้เลยโดยไม่ต้องนำเข้าที่ประชุมสภา

 ‘ธนกฤต’เปิดขั้นตอนยิรโทษการเมือง

ดร.ธนกฤต  วรธนัชชากุล อัยการผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์พิเศษผู้บรรยายกฎหมายวิธีพิจารณาความและกฎหมายพยานหลักฐานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ,มหาวิทยาลัยรามคำแหง,สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้าและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวว่า เมื่อวันที่ 23สิงหาคม2569 มีการประกาศพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ในราชกิจจานุเบกษา ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ใช้บังคับกับใคร พรบ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ใช้บังคับกับผู้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมืองอันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงจูงใจทางการเมืองซึ่งได้กระทำตั้งแต่วันที่ 1มกราคม2548 ถึงวันที่ 16กรกฎาคม2568

คดีความมั่นคง-กบฏ-ก่อม็อบเข้าข่าย

ขอบเขตของการกระทำความผิด ต้องเป็นการกระทำที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดตามที่ระบุในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งฐานความผิดที่เกี่ยวพันกัน เช่น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาที่เป็นความผิดต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มาตรา 113 (1) หรือ (2) มาตรา 114 (เฉพาะการตระเตรียมการอื่นใดหรือสมคบกันเพื่อเป็นกบฏ) ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย มาตรา 135/1 (2) หรือ (3) มาตรา 135/2 และมาตรา 135/3 ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน มาตรา 209 ถึงมาตรา 216 ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน มาตรา 217 ถึงมาตรา 221 มาตรา 225 และมาตรา 226 ความผิดต่อเสรีภาพ มาตรา 309 วรรคหนึ่งและวรรคสาม มาตรา 310วรรคหนึ่ง มาตรา 310 ทวิ และมาตรา 311 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานบุกรุก มาตรา 362 มาตรา 364 และมาตรา 365 ความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ความผิดตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ความผิดตามประกาศและคำสั่งหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประกาศและคำสั่งคสช.และประกาศและคำสั่งหัวหน้า คสช.เป็นต้น

ไม่เป็นความผิด-พ้นผิด-ไม่เคยทำผิด

ผลโดยตรงตามกฎหมายของการนิรโทษกรรม 1.ให้การกระทำความผิดตามที่กล่าวมา ไม่เป็นความผิด 2.ให้ผู้กระทำพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและไม่ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำความผิด 3.ให้ผู้กระทำพ้นจากความรับผิดทางอาญาและทางพินัย (ความผิดทางพินัยคือความผิดตามกฎหมายที่ไม่ใช่ความผิดอาญาและไม่เป็นโทษอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 ที่มีวัตถุประสงค์หลักในการเปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวให้เป็นความผิดทางพินัย)

คดีในศาลให้ยุติ-ไม่เคยต้องคำพิพากษา

ผลทางคดีของการนิรโทษกรรม 1.คดีอยู่ในระหว่างการสอบสวนหรือยังไม่ได้ถูกฟ้องคดีต่อศาลให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการระงับหรือยุติการสอบสวนหรือการฟ้องคดี 2.คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลหากถูกฟ้องคดีต่อศาลแล้วและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ให้ศาลยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ 3.คดีที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว (1) กรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด (2) ถ้าอยู่ระหว่างการรับโทษให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงและให้ปล่อยตัวผู้นั้นไป

ลบประวัติ-112ไม่เข้าข่าย-ฟ้องแพ่งได้

ผลต่อการบันทึกประวัติอาชญากรรม 1.กรณีที่มีการบันทึกประวัติอาชญากรรมของผู้กระทำความผิดหรือมีการบันทึกไว้ในฐานะเป็นประวัติอาชญากรรม ให้ประวัตินั้นเป็นอันสิ้นผล 2.จะนำประวัติอาชญากรรมไปใช้ยันบุคคลนั้นในทางที่เป็นโทษมิได้ 3.ให้หน่วยงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่และอำนาจจัดทำหรือจัดเก็บประวัติอาชญากรรมลบข้อมูลประวัติความผิดทางอาญานั้น ข้อยกเว้น ไม่มีผลนิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิดดังนี้ 1.การกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ 2.การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 3.การกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 4.การกระทำความผิดต่อส่วนตัว 5.การกระทำความผิดที่ต้องรับผิดต่อบุคคลใดที่มิใช่หน่วยงานของรัฐ เป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม ไม่ตัดสิทธิเอกชนในการฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ไม่ตัดสิทธิของผู้อื่น ซึ่งไม่ใช่หน่วยงานของรัฐที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของผู้ได้รับการนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ ที่จะใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งจากการกระทำของผู้ได้รับการนิรโทษกรรม

ส่งอัยการพิจารณาไม่ดำเนินคดีอาญา

มาตรการสำหรับผู้กระทำความผิดอายุต่ำกว่า 18ปี กรณีผู้กระทำความผิดซึ่งมีอายุต่ำกว่า 18 ปี บริบูรณ์ในขณะกระทำความผิดและไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตามพรบ.นี้ ร้องขอต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข คณะกรรมการฯมีอำนาจจัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูผู้กระทำความผิดแล้วส่งแผนพร้อมความเห็นไปยังพนักงานอัยการ เพื่อขอให้พนักงานอัยการใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา กรณียังไม่ได้มีการฟ้องคดีต่อศาล หรือ เพื่อขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา เพื่อขอให้ศาลสั่งใช้มาตรการและขอให้ศาลสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษา หากมีการฟ้องคดีต่อศาลแล้ว อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ไม่ใช้บังคับกับการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112

ต้องออกหลักปฎิบัติภายใน180วัน

อำนาจของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขมีอำนาจที่สำคัญ เช่น อำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดการได้รับนิรโทษกรรมและการพ้นจากความรับผิดตาม พรบ.นี้ รับเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรมจากผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง โดยคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการให้ถือว่าเป็นที่สุด มีผลผูกพันให้หน่วยงานของรัฐในกระบวนการยุติธรรมต้องรับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง กรอบระยะเวลาในการดำเนินการของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขต้องดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 180วัน นับแต่วันที่ประชุมครั้งแรกและสามารถขยายเวลาดำเนินการออกไปได้อีกไม่เกิน 2ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 90วัน

 ‘หมอเปรม’จี้นายกฯมาตอบกระทู้

ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 พ.ศ.2569 ตั้งแต่วันที่ 25สิงหาคมเป็นต้นไปว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นมากที่สุด คือความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อการตรวจสอบผ่านระบบรัฐสภา โดยเฉพาะการตอบกระทู้ของวุฒิสภา

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวอีกว่า วันประชุมวุฒิสภาตรงกับวันจันทร์ ขณะที่คณะรัฐมนตรีประชุมวันอังคาร จึงไม่ควรมีเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีจะหลีกเลี่ยงการมาตอบกระทู้ โดยเฉพาะเรื่องความเดือดร้อนเร่งด่วนของประชาชน หากถามนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็ควรมาตอบด้วยตัวเอง ไม่ใช่มอบรัฐมนตรีคนอื่นมาตอบแทนต่อกันไปเรื่อย ๆ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเคยเกิดกรณีนายกรัฐมนตรีมอบรัฐมนตรีว่าการมาตอบ ก่อนรัฐมนตรีว่าการจะมอบรัฐมนตรีช่วยว่าการ และเมื่อรัฐมนตรีช่วยฯ ไม่ว่างก็เลื่อนกระทู้ออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า จนหมดสมัยประชุมและกระทู้ตกไป จึงไม่อยากเห็นเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก เพราะถือเป็นการไม่ให้ความสำคัญต่อระบบรัฐสภา โดยเฉพาะวุฒิสภาซึ่งทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบประเด็นปัญหาของประชาชนอย่างจริงจัง

กกต.ลงมติ, คดีฮั้วสว.

กันเป็นพยาน คุ้มครองเหยื่อโกงสอบ

25 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ประชาธิปัตย์ บุก ป.ป.ช.หวังทลายระบบอุปถัมภ์ จี้ใช้ ม.131-135 กันเหยื่อเป็นพยาน คดีโกงสอบท้องถิ่น ลั่นอย่าตัดตอนแค่ปลาซิวปลาสร้อย จี้สาวให้ถึง “บิ๊กการเมือง”

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะทำงานพรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายพงศกร  ขวัญเมือง  โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ นายไพศาล เรืองฤทธิ์ คณะกรรมการกฎหมายพรรค และ นายพรชัย มาระเนตร์ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายพรรค เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้กำหนดแนวทางและมาตรการกันบุคคลไว้เป็นพยาน สำหรับผู้เสียหายและผู้ที่ถูกหลอกลวงให้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีทุจริตการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น

นายไพศาล เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาสังคมอาจมุ่งความสนใจไปที่ประเด็นการเมืองระดับชาติ แต่เรื่องการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นกลับเงียบหายไป ทั้งที่เป็นปัญหาใหญ่ที่ทำลายระบบราชการและโครงสร้างประเทศ ซึ่งตนได้รับการร้องเรียนและข้อมูลผ่านเพจเฟซบุ๊กจำนวนมาก โดยผู้ให้ข้อมูลมีทั้งพยานหลักฐาน เส้นทางการเงิน และทราบถึงตัวผู้บงการ แต่ยังไม่กล้าเปิดตัวเพราะเกรงว่าจะถูกดำเนินคดีไปด้วย

นายไพศาล กล่าวว่า ป.ป.ช. มีเครื่องมือทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ทั้งมาตรา 131 และมาตรา 135 ในการคุ้มครองและกันบุคคลไว้เป็นพยาน จึงต้องการความชัดเจนว่า ป.ป.ช. จะนำกลไกดังกล่าวมาใช้เพื่อขยายผลไปถึงตัวการใหญ่หรือไม่

 “ถ้า ป.ป.ช.ใช้มาตรา 131 และ135กันไว้เป็นพยาน เขาจะพูดหมด และถ้าพูดหมด มันจะไม่ใช่แค่ปลาซิวปลาสร้อยปลายแถว แต่มันจะสาวไปถึงว่าใครบงการ ใครสั่ง ใครรับเงิน เขามีเส้นเงินหมด แต่วันนี้เขาไม่กล้าออกมาพูดเพราะกลัวถูกดำเนินคดี” นายไพศาล ระบุ

นายไพศาล กล่าวต่ออีกว่า มูลค่าความเสียหายรอบนี้ประเมินจากผู้เกี่ยวข้องราว 5,900 ถึง 6,000 คน หากคิดอัตราเรียกรับเงินเฉลี่ยคนละ 600,000 บาท ตัวเลขจะสูงถึงกว่า 3,000 ล้านบาท และยังไม่นับรวมรอบก่อนหน้านี้ ผลกระทบไม่ได้ตกอยู่แค่ตัวเงิน แต่ทำให้ระบบราชการท้องถิ่น ทั้ง อบต. อบจ. และเทศบาล เสียหายอย่างหนัก ประชาชนผู้สุจริตถูกตัดสิทธิ ขณะที่เด็กจบใหม่บางรายที่ตกเป็นเหยื่อต้องถูกปลดจนหมดอนาคต เกิดความเครียดถึงขั้นฆ่าตัวตาย ประชาธิปัตย์จึงพร้อมเป็นตัวกลางประสานข้อมูลเพื่อให้คดีนี้เดินหน้าถึงที่สุด

ด้าน นายพรชัย  มาระเนตร์ ระบุว่า กระบวนการนี้ทำลายโอกาสของคนสุจริตและเปิดทางให้การทุจริตตั้งแต่ก้าวแรกของการเข้ารับราชการ มีการอ้างโควตาจากผู้ใหญ่ อธิบดี ไปจนถึงนักการเมือง ทำให้ข้าราชการที่เข้ามาด้วยวิธีนี้ถูกล็อกชีวิตไว้ให้ตกเป็นฟันเฟืองทุจริตไปตลอดการทำงาน

“ข้าราชการเหล่านี้จะถูกกระบวนการนี้ล็อกชีวิตไว้เลยทั้งชีวิต เขาจะต้องทุจริต เพราะชีวิตแรกที่เขาเข้ามารับราชการนั้นเขาทุจริต เขาจะถูกบังคับให้ทำงานเป็นแรงงานทุจริตในระบบราชการ ซึ่งเรารับไม่ได้ เพราะคนพวกนี้อยู่ในท้องถิ่น ต้องใช้งบประมาณเพื่อชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่” นายพรชัย กล่าว

ขณะที่ นายพงศกร  ขวัญเมือง  โฆษกพรรค กล่าวเพิ่มเติมว่า ขบวนการดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น แต่ยังพบพฤติการณ์ในรัฐวิสาหกิจหลายแห่งที่มีการจ่ายเงินต่อเนื่องมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี โดยโครงสร้างการทุจริตแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1. ผู้จ่ายเงินเพื่อแก้คะแนน 2. นายหน้าเดินสายขายโควตา 3. ผู้ลงมือแก้ไขข้อสอบ และ 4. ข้าราชการระดับสูงรวมถึงฝ่ายการเมือง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าการตรวจสอบครั้งนี้จะสามารถสาวถึงตัวการใหญ่ได้หรือไม่ นายพงศกร กล่าวว่า หากเปิดช่องทางคุ้มครองพยานอย่างจริงจัง ข้อมูลจะเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายอย่างแน่นอน ซึ่งพบเบาะแสสำคัญทั้งในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 “มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ไม่ใช่แค่ผู้บริหารท้องถิ่น แต่เป็นผู้บริหารระดับรัฐบาล นักการเมืองระดับรัฐมนตรี มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง แต่วันนี้ปัญหาคือเราไม่สามารถให้เขามาให้การอย่างเป็นทางการได้ เพราะเขากลัวติดคุก” นายพงศกร ระบุทิ้งท้าย

วันเดียวกัน  นายวรศิษฎ์   เลียงประสิทธิ์  รมช.มหาดไทย ในฐานะกำกับดูแลภารกิจด้านการปกครองท้องถิ่น กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการทุจริตสอบแข่งขันข้าราชการส่วนท้องถิ่น มีรายชื่อที่อยู่ในกระบวนการดำเนินการ 5,925 รายว่า ขณะนี้ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่รวมถึงการทำให้เจ้าหน้าที่และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมีความมั่นใจในกระบวนการ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ พบว่านายก อปท.บางแห่ง มีข้อกังวลต่อการลงนามในคำสั่งที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีผลกระทบต่อสถานะของบุคคล และอาจมีข้อพิจารณาทางกฎหมายตามมา จึงต้องการความชัดเจนว่า การดำเนินการในแต่ละขั้นตอนต้องอาศัยหลักฐาน ข้อกฎหมาย และอำนาจหน้าที่ส่วนใดในการประกอบการตัดสินใจ

นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวต้องแยกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน คือการดำเนินการกับผู้ที่กระทำผิด ต้องตรงไปตรงมา และการคุ้มครองผู้ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตก็ต้องทำควบคู่กัน เรื่องนี้เราไม่ได้ต้องการเพียงให้มีคนลงนามให้ครบตามจำนวน แต่ต้องการให้ทุกการดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย เพราะคนที่ทำหน้าที่ก็ต้องมั่นใจว่า สิ่งที่ตัวเองปฏิบัติเป็นไปตามอำนาจหน้าที่และกระบวนการที่ถูกต้อง คนผิดต้องรับผิดตามกระบวนการ แต่คนที่ทำงานตามหน้าที่ก็ไม่ควรถูกปล่อยให้ต้องตัดสินใจอยู่กับความเสี่ยงเพียงลำพัง หน้าที่ของส่วนกลางคือ ทำให้หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติมีความชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายเดินไปในทิศทางเดียวกัน

 “ผมยืนยันว่าเราไม่ได้ถอยเรื่องการจัดการทุจริต แต่ในเวลาเดียวกันเราต้องไม่สร้างปัญหาใหม่ให้กับคนที่ทำหน้าที่ เรื่องนี้ต้องจบทั้งสองด้าน คือคนผิดต้องเข้าสู่กระบวนการ และคนสุจริตต้องได้รับความเป็นธรรม ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ติดตามข้อขัดข้องจากพื้นที่ และเร่งสร้างความเข้าใจในแนวทางปฏิบัติ เพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์ที่ผู้ปฏิบัติไม่กล้าตัดสินใจ เพราะเกรงว่าจะเกิดความผิดพลาดภายหลัง เร่งกระบวนการได้ แต่ต้องไม่เร่งจนคนทำงานต้องตัดสินใจโดยไม่มีหลักยึด ทุกฝ่ายต้องทำงานบนข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และความรับผิดชอบร่วมกัน” นายวรศิษฎ์ กล่าว

นายวรศิษฎ์ กล่าวอีกว่า สำหรับเป้าหมายของการดำเนินการครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการจัดการรายชื่อ 5,925 ราย แต่คือการทำให้ระบบการสอบแข่งขันกลับมาได้รับความเชื่อมั่น และทำให้ผู้ที่เข้าสอบด้วยความสุจริตได้รับสิทธิและโอกาสตามผลคะแนนที่ถูกต้องอย่างเป็นธรรม เรื่องนี้ต้องจบด้วยความจริง ไม่ใช่จบเพียงเพราะครบกำหนดเวลา

กันเป็นพยาน, คดีโกงสอบท้องถิ่น, เหยื่อโกงสอบ

เช็กโผ มท. จับตามหาดไทย ชงจัดทัพสิงห์น้ำเงินบิ๊กล็อต ตั้งแต่อธิบดีกรม ถึงผู้ว่าฯ

24 สิงหาคม 2569 เวลา 22:25 น.

24 สิงหาคม 2569 มีรายงานข่าวจากกระทรวงมหาดไทย (มท.) แจ้งว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะ รมว.มหาดไทย เตรียมเสนอบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงกระทรวงมหาดไทยล็อตใหญ่ ทั้งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ (25 ส.ค.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ

ทั้งนี้ บัญชีดังกล่าวเป็นรายชื่อที่ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เสนอขึ้นมา ท่ามกลางการจับตาการ “จัดทัพสิงห์คลองหลอด” ครั้งสำคัญ หลังมีกระแสข่าวถึงการหารือระหว่างคีย์แมน และแกนนำพรรคภูมิใจไทย รวมถึงวงพูดคุยที่ถูกเปรียบเปรยว่าเป็นการซดก๋วยเตี๋ยวไร้เกาเหลาก่อนหน้านี้

สำหรับ เก้าอี้อธิบดีกรมสำคัญ มีชื่อ นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) คาดว่าจะโยกไปเป็นอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง (ยผ.) ขณะที่ นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย มีชื่อขึ้นเป็นอธิบดีกรมที่ดิน และ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย คาดว่าจะขยับไปเป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.)

ส่วนเก้าอี้ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย คาดว่า มีผู้ว่าราชการจังหวัดหลายรายขยับขึ้นมารับตำแหน่ง ประกอบด้วย นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม , น.ส.อโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม , นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี และ นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นต้น

ขณะที่การสลับเก้าอี้ผู้ว่าราชการจังหวัดหลายพื้นที่ก็น่าจับตา โดยมีชื่อ นางวรสุดา รัตนสุคนธ์ ที่ปรึกษาด้านการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม และ นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม

นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา มีชื่อขึ้นเป็นอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ส่วน นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ถูกจับตาว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง มีชื่อโยกเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ขณะที่ นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ถูกวางตัวเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และ นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย มีชื่อเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์

นอกจากนี้ ยังมีชื่อ นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ มีชื่อโยกไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น นายศรัณย์ศักด์ ศรีเครือเนตร ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย มีชื่อโยกไปนั่งเก้าอี้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร มีชื่อโยกมานั่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี

นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี คาดว่าเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด คาดว่าไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี และ นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี คากว่าถูกโยกไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย

อย่างไรก็ตาม รายชื่อทั้งหมดต้องจับตาการพิจารณาของที่ประชุม ครม.วันที่ 25 ส.ค.นี้ ว่าจะได้รับความเห็นชอบตามบัญชีที่เสนอหรือมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงโค้งสุดท้าย ท่ามกลางแรงจับตาการจัดวางขุมกำลังฝ่ายปกครองครั้งใหญ่ของกระทรวงมหาดไทย

กระทรวงมหาดไทย, ข้าราชการ, สิงห์คลองหลอด, สิงห์น้ำเงิน, แต่งตั้ง, โยกย้าย

ศุภมาส สั่ง สคบ.ลุยเชิงรุก ถก คคบ. เคาะ 63 เรื่อง รอบ 3 เดือน เยียวยาผู้บริโภคกว่า 24 ล้าน

24 สิงหาคม 2569 เวลา 22:00 น.

24 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) ครั้งที่ 5/2569 โดยมี นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรี , นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. พร้อมด้วยกรรมการผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม

การประชุมครั้งนี้เป็นการสานต่อนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ห่วงใยพี่น้องประชาชนซึ่งต้องเผชิญกับปัญหาการซื้อขายสินค้าและบริการรูปแบบใหม่อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน นางสาวศุภมาส จึงกำหนดให้การคุ้มครองผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ป้องกันความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

สำหรับผลการประชุมในวันนี้ มีเรื่องสำคัญที่ประชุมเห็นชอบร่วมกันซึ่งเป็นประโยชน์ต่องานคุ้มครองผู้บริโภคหลายเรื่อง อาทิ เห็นชอบแนวทางดำเนินการเรื่องร้องทุกข์รวม 63 เรื่อง แบ่งเป็นด้านอสังหาริมทรัพย์ 12 เรื่อง ด้านบริการ 17 เรื่อง สินค้าทั่วไป 6 เรื่อง และสินค้าออนไลน์ 28 เรื่อง โดยให้ดำเนินคดีแพ่ง 50 เรื่อง ยุติเรื่องร้องทุกข์ 12 เรื่อง และทบทวนมติ 1 เรื่อง เฉพาะสินค้าออนไลน์มีมติให้ดำเนินคดีแพ่ง 27 เรื่อง ครอบคลุมการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มและสื่อสังคมออนไลน์หลักๆ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบผลการดำเนินงานของ สคบ. ช่วง 3 เดือน (พ.ค.69 – ก.ค.69) ซึ่งมีการรับเรื่องร้องทุกข์ถึงกว่า 11,434 เรื่อง ในจำนวนนี้กว่าครึ่งหนึ่งสามารถเจรจาจนไกล่เกลี่ยได้ข้อยุติ ผู้บริโภคได้รับการเยียวยารวมกว่า 24 ล้านบาท เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค 177 ราย พร้อมส่งดำเนินคดี 52 คดี ขณะที่ด้านการป้องปราม สคบ. บูรณาการร่วมกับหน่วยงานผู้มีอำนาจหน้าที่ เช่น ร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ตรวจยึดของเล่นสกุชชี่ที่อาจไม่เป็นไปตามกฎหมายได้กว่า 31,200 ชิ้น มูลค่ากว่า 1.59 ล้านบาท และร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้า น้ำยา และอุปกรณ์ในพื้นที่คลองถมประมาณ 15,000 ชิ้น ส่งผู้ต้องหา 2 ราย ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย นอกจากนั้น ที่ประชุมยังติดตามคดีสำคัญ ทั้งกรณีบริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด และตัวแทนจำหน่าย ซึ่งมีผู้บริโภค 313 ราย ขอให้ สคบ. ดำเนินคดี คิดเป็นทุนทรัพย์รวมกว่า 533 ล้านบาท รวมถึงเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว ซึ่งมีผู้บริโภคร้องทุกข์แล้ว 6 ราย ทั้งนี้อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพื่อพิจารณาดำเนินการเรียกร้องการเยียวยา

“ดิฉันขอยืนยันชัดเจนว่า ไม่ว่าการซื้อขายจะเกิดขึ้นที่หน้าร้านหรือบนโลกออนไลน์ ความเสียหายจะน้อยหรือมาก หากมีการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค รัฐจะเข้าไปดูแลและดำเนินการตามกฎหมายทันที เมื่อประชาชนเข้ามาขอความช่วยเหลือ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้เรื่องเดินหน้า และต้องให้ผู้บริโภคได้รับการแก้ไขปัญหาและเยียวยาอย่างเหมาะสม” นางสาวศุภมาส กล่าว

ทั้งนี้ ตนได้มอบหมายให้ สคบ. เดินหน้ามาตรการเชิงป้องกันควบคู่กับการปราบปราม ทั้งโครงการ “ผู้ประกอบธุรกิจห้องเช่าสีขาว” เพื่อยกระดับมาตรฐานสัญญาเช่าและคุ้มครองสิทธิผู้เช่า ระบบ “OCPB Watchdog” และ AI Scan เพื่อเฝ้าระวังสินค้าและโฆษณาออนไลน์แบบเรียลไทม์ การผลักดันสิทธิในการซ่อม หรือ Right to Repair รวมถึงมาตรการควบคุมฉลากและสัญญาสำหรับธุรกิจโซลาร์เซลล์ พร้อมกำชับให้ สคบ. เผยแพร่ผลการดำเนินงานให้ประชาชนรับทราบในวงกว้าง และลงพื้นที่เชิงรุกอย่างต่อเนื่อง นางสาวศุภมาสกล่าวเพิ่มเติม

“หลักการทำงานของดิฉันมี 3 ข้อ เมื่อประชาชนมีปัญหา ต้องมีคนช่วย เมื่อมีความเสี่ยง ต้องมีคนเฝ้าระวัง และเมื่อพบการละเมิดสิทธิ ต้องมีกฎหมายเข้าไปจัดการ ดิฉันจะติดตามทุกมติของ คคบ. ในวันนี้จนเกิดผลจริงถึงมือประชาชน เพื่อให้ทุกท่านซื้อสินค้าและใช้บริการได้อย่างมั่นใจ ทั้งนี้ ขอให้พี่น้องประชาชนตรวจสอบตัวตนผู้ขายและเก็บหลักฐานการซื้อขายทุกครั้ง หากถูกละเมิดสิทธิ ร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ http://www.ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ สคบ. พร้อมเป็นที่พึ่งของทุกท่านค่ะ” นางสาวศุภมาส กล่าวย้ำ

ศุภมาสอิศรภักดี,คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค,สคบ,ผู้บริโภค,