นายกฯ สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ บังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดกับผู้กักตุนสินค้า

นายกฯ สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ บังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดกับผู้กักตุนสินค้า

นายกฯ สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ บังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดกับผู้กักตุนสินค้า

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.19 น.

นายกฯ ประชุมด่วนผู้ว่าฯ ทั่วไทย สั่งการแก้ไขวิกฤตราคาน้ำมัน กำชับบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดกับผู้กักตุนสินค้า พร้อมเร่งวางมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั่วประเทศ และเตรียมพร้อมบริหารจัดการดูแลความปลอดภัยบนท้องถนน 7 วันอันตรายช่วงเทศกาลสงกรานต์

เมื่อวันที่ 27 มี.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายทรงศักดิ์  ทองศรี นายศักดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสันติธร ยิ้มละมัย นายภาสกร บุญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมประชุม ณ ทำเนียบรัฐบาล และ ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดร่วมประชุมผ่านวีดีโอคอนเฟอร์เร้นท์

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้เป็นการเรียกประชุมด่วน ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพราะว่ามีเรื่องด่วน ที่เป็นเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะปัญหา ราคาน้ำมันที่จำเป็นต้องเพิ่มสูงขึ้น จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบ ซึ่งสถานการณ์น้ำมันภายในประเทศของเราทุกวันนี้ คนไทยมีความต้องการใช้น้ำมันราว 67 ล้านลิตรต่อวันในสถานการณ์ปกติ และโรงกลั่นเราสามารถกลั่นได้วันละประมาณ 77 ล้านลิตร ซึ่งถือว่ามีความเพียงพออยู่ก่อนแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดความตื่นตระหนกและมีการกักตุนน้ำมันเป็นจำนวนมาก ทำให้ตัวเลขยอดความต้องการใช้น้ำมันพุ่งสูงถึง 87 ล้านลิตร เกินกว่ากำลังการผลิตภายในประเทศไปมาก เพียงเพราะความวิตกกังวล จากสถานการณ์ดังกล่าว จึงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องเลิกตรึงราคา และปรับราคาน้ำมันขึ้นตามกลไกตลาด เพื่อไม่ให้เกิดภาวะน้ำมันขาดตลาด และจัดสรรเพิ่มปริมาณน้ำมันไปยังแต่ละพื้นที่เพื่อให้เพียงพอให้เกิดภาวะสมดุลต่อไป

“สิ่งที่เป็นผลกระทบสืบเนื่องจากปัญหาน้ำมัน คือ การฉวยโอกาสหาผลประโยชน์บนความทุกข์ของประชาชน ทั้งการขึ้นราคาสินค้า การกักตุนน้ำมันเพื่อขายต่อในราคาสูง รวมถึงการลักลอบเอาน้ำมันไปขายในพื้นที่ชายแดน ซึ่งต้องขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด สั่งการไปยังนายอำเภอ ตรวจตรา สอดส่องดูแล บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นกับผู้ที่ฝ่าฝืนให้ถึงที่สุด เราต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด ต้องสร้างความไว้วางใจและความพึงพอใจอย่างเต็มที่ ขอให้ทุกท่านได้ช่วยอธิบายให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจรณรงค์การใช้มาตรการประหยัดน้ำมัน และ ไม่กักตุนน้ำมันด้วย” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า ในวันนี้ใจความสำคัญของการเรียกประชุมด่วน ตนไม่ได้ขอให้ท่านทำสิ่งอื่นไปมากกว่าการทำให้สถานการณ์ในพื้นที่กลับมาเป็นปกติเหมือนกับก่อนวันที่ความขัดแย้งในต่างประเทศจะเริ่มขึ้น เพราะฉะนั้นขอให้ท่านได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นการติดตามตั้งวอร์รูม ติดตามข่าวสารจากส่วนกลาง และในจังหวัด การสอดส่องลงพื้นที่สอดส่องติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิง หากพบสิ่งผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณหรือราคาจำหน่ายก็ให้ดำเนินการตามกฎหมาย และรายงานส่วนกลางอย่างทันท่วงที รวมไปถึงการบริหารจัดการเชิงรุกในพื้นที่ โดยสามารถสั่งการ บูรณาการการทำงานร่วมกับทุกส่วนราชการในพื้นที่ได้ทันทีเมื่อมีข้อมูลเพียงพอ เพราะว่าในช่วงนี้ก็ใกล้เข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ ตนจึงมีความเป็นห่วงในเรื่องการเดินทางสัญจรของพี่น้องประชาชนเพื่อกลับภูมิลำเนาเป็นอย่างมาก

นายอนุทิน กล่าวว่า สุดท้ายนี้ขอเน้นย้ำให้ทุกท่านได้ตระหนักว่า ในภาวะวิกฤต การสื่อสารสำคัญที่สุด ขอให้ทุกท่านอย่าลืมทำความเข้าใจพี่น้องประชาชน ว่ารัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้งพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่เราเร่งดูแลช่วยเหลือ ทั้งกลุ่มผู้ที่ประกอบการขนส่ง กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งเราจะได้หามาตรการเยียวยาชดเชยต้นทุนผลกระทบให้ครอบคลุมทุกมิติ รวมไปถึงการส่งเสริมมาตรการประหยัดพลังงาน ค่านิยมการใช้พลังงานอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างความตระหนักรู้อย่างเต็มที่  ผ่านการใช้หอกระจายข่าวตลอดถึงทุกช่องทางสื่อสารในจังหวัด เพื่อให้เกิดความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน เพราะเมื่อทุกจังหวัดสามารถบริหารจัดการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ตนเองได้ก็ย่อมส่งผลให้ในภาพรวมสถานการณ์คลี่คลายขึ้นและพี่น้องประชาชนได้กลับมามีชีวิตที่ปกติสุขในที่สุด

นอกจากนี้ ในช่วงท้ายของการประชุม นายกรัฐมนตรีได้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ถึงการดำเนินมาตรการความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนของประชาชนในห้วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 โดยเน้นย้ำในเรื่อง 7 วันอันตรายซึ่งในช่วงที่ผ่านมาสามารถทำให้อัตราการเกิดอุบัติเหตุ ลดลง โดยในช่วง 7 วันอันตรายที่จะถึงนี้ ขอให้เข้มงวดทั้งเรื่องการตั้งด่านคงามปลอดภัยทางถนน จุดตรวจ/จุดสกัด การห้ามดื่มสุราแล้วขับขี่ยานพาหนะ และการใช้อุปกรณ์นิรภัย ทั้งเข็มขัดนิรภัยและหมวกกันน็อคในการเดินทาง มุ่งบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดเข้มข้น เพื่อป้องกันผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และขอให้ทุกจังหวัดได้ตั้งเป้าลดอุบัติเหตุให้ได้มากที่สุด ซึ่งหากผลของจังหวัดดี ผลทั้งประเทศก็ดี เพราะประเทศไทยไม่มีรอยต่อ จึงขอให้ทุกจังหวัดได้ตั้งเป้าหมายและสำคัญที่สุดต้องบริหารจัดการและติดตามว่าเป้าหมายของจังหวัด ข้อสั่งการหรือคำสั่งของจังหวัดเกิดผลสัมฤทธิ์และมีประสิทธิภาพจริง ๆ

เบื้องหลังดีเซล +6 บาท! พิพัฒน์ แจงยิบ โต้ข้อครหาอินไซด์เอื้อปั๊ม PT

เบื้องหลังดีเซล +6 บาท! พิพัฒน์ แจงยิบ โต้ข้อครหาอินไซด์เอื้อปั๊ม PT

เบื้องหลังดีเซล +6 บาท! พิพัฒน์ แจงยิบ โต้ข้อครหาอินไซด์เอื้อปั๊ม PT

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.03 น.

“พิพัฒน์”เปิดเบื้องหลังดีเซลพุ่งพรวด 6 บาท จำเป็นสกัดน้ำมันเถื่อน ให้เลิกประกาศดึกเหตุทัวร์ลง ชี้เหตุ กบน.เคาะขึ้นราคาดีเซลก้าวกระโดด ชี้ต้องรักษาส่วนต่างราคาไม่ให้ห่างจากมาเลเซีย ป้องกันการลักลอบขนออกนอกประเทศ โต้ข้อครหาอินไซด์เอื้อปั๊ม PT เตือนหากสถานการณ์ไม่จบดีเซลมีสิทธิ์แตะ 50 บาท ยืนยันสงกรานต์นี้น้ำมันไม่ขาดปั๊ม สยบข่าวไอ้โม่งกักตุน ชี้เป็นเพราะคนตื่นตระหนก กางหน้าตักกองทุนน้ำมันติดลบได้ 1.2 แสนล้าน

27 มีนาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) ชี้แจงถึงกรณีการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลแบบก้าวกระโดด 6 บาทต่อลิตรในคืนเดียว ว่า มาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ราคาอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง และการรักษาระยะห่างของราคากับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศมาเลเซีย

“ก่อนหน้านี้ รัฐบาลมีแผนจะปรับขึ้นเพียง 3 บาท ตามนโยบายที่คุยกันในช่วงเย็นวันนั้น หากมาเลเซียยังคงราคาไว้ที่ประมาณ 38 – 39 บาท แต่ปรากฏว่าในช่วงค่ำ ตลาดสิงคโปร์ปิดตัวด้วยราคากระโดดสูงขึ้น และมาเลเซียได้ปรับราคาน้ำมันรวดเดียว 7 บาท ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 45 บาทต่อลิตร หากไทยปรับขึ้นเพียง 3 บาท จาก 33 บาท เป็น 36 บาท จะทำให้ส่วนต่างราคาน้ำมันระหว่างไทยกับมาเลเซียห่างกันเกือบ 10 บาท ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาการลักลอบเติมน้ำมันข้ามแดน โดยรถขนส่งจะหันมาเติมน้ำมันฝั่งไทยที่ได้รับการอุดหนุนแล้ววิ่งกลับไป ซึ่งถือเป็นการสูญเสียของประเทศ การตัดสินใจขึ้น 6 บาทรวด จึงเป็นการแก้ปัญหาทั้งเรื่องส่วนต่างราคาและหยุดยั้งสภาวะโกลาหลที่ประชาชนแห่กักตุนน้ำมันจนขาดปั๊ม”

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นการประกาศขึ้นราคากลางดึกนั้น นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่อยากให้มีการประกาศตอน 22.00 น.อีกแล้ว เพราะทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจนทัวร์ลงเต็มบ้าน โดยเตรียมหารือกับ กบน.ในเวลา 18.00 น.ตามปกติ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการมีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้า

สำหรับข้อครหาที่ว่ารู้ข้อมูลอินไซด์ล่วงหน้าและเอื้อประโยชน์ให้สถานีบริการน้ำมัน PT (บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน)) กักตุนน้ำมันเพื่อทำกำไรนั้น นายพิพัฒน์ กล่าวยืนยันว่า ตนไม่ทราบตัวเลข 6 บาทล่วงหน้า โดยเพิ่งได้รับโทรศัพท์แจ้งจาก รมว.พลังงาน ในเวลาประมาณ 21.00 น.กว่าๆ ก่อนจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ และนายกรัฐมนตรีก็เพิ่งทราบเรื่องในเวลาไล่เลี่ยกัน

นายพิพัฒน์ ได้ชี้แจงว่า ได้ลาออกจากการเป็นผู้บริหารของบริษัทมานานถึง 23 – 24 ปีแล้ว ปัจจุบันเป็นเพียงผู้ถือหุ้นรายหนึ่งเท่านั้น และน้องชายเป็นผู้บริหารสูงสุด นอกจากนี้ PT เป็นบริษัทมหาชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) บริหารงานอย่างอิสระ ตนไม่สามารถเข้าไปชี้นำหรือสั่งการใดๆ ได้ พร้อมท้าให้ผู้ที่วิจารณ์รอพิสูจน์จากผลประกอบการไตรมาสที่ 1 และผลประกอบการรวมต่อปีของบริษัท ว่าจะมีกำไรก้าวกระโดดผิดปกติอย่างที่ถูกกล่าวหาหรือไม่

ในส่วนของปั๊ม PT ที่มีน้ำมันขายในขณะที่ปั๊มอื่นขาดแคลนช่วงแรกนั้น นายพิพัฒน์อธิบายว่า PT เป็นผู้ค้าตามมาตรา 7 ที่ไม่มีโรงกลั่นของตนเอง จึงต้องทำสัญญาซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นหลายแห่งเพื่อกระจายความเสี่ยง เช่น ไทยออยล์, IRPC, บางจาก เมื่อเกิดวิกฤต ผู้บริหารจึงต้องเร่งเจรจากับทุกโรงกลั่นให้ปล่อยน้ำมันตามโควตาขั้นสูงสุด เพื่อไม่ให้กระทบต่อแฟรนไชส์กว่า 2,000 แห่ง

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่เชื่อว่ามีไอ้โม่งรายใหญ่กักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร แต่เกิดจากปัจจัย 2 ส่วน คือบริษัทขนส่งและไซต์งานก่อสร้างปกติจะสั่งน้ำมันมาเติมในแท็งก์แบบพอใช้ แต่เมื่อเกิดความไม่แน่นอน ทุกแห่งจึงสั่งเติมเต็มแท็งก์สำรองเอาไว้เพื่อป้องกันปัญหา และพฤติกรรมประชาชนที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่ขับรถจนน้ำมันเกือบหมดจึงค่อยเติม เปลี่ยนมาเป็นน้ำมันลดลงเพียงขีดเดียวก็รีบเข้าปั๊มเพื่อเติมให้เต็มถังทันที เมื่อรถยนต์นับล้านคันทำพร้อมกัน จึงเกิดเป็นกองทัพมด ที่ทำให้น้ำมันหายไปจากระบบวันละหลายสิบล้านลิตร

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า รัฐบาลเตรียมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง 1 บาท โดยรอ กกต.อนุมัติ และนายกรัฐมนตรีได้ส่งการบ้านให้สมาคมโรงกลั่นพิจารณาปรับลดค่าการกลั่น เพื่อช่วยเหลือประเทศ หากปฏิเสธ รัฐบาลอาจต้องนำมาตรการทางกฎหมายอย่าง “ภาษีลาภลอย” มาบังคับใช้กับกำไรส่วนเกิน ซึ่งนายพิพัฒน์ได้เสนอแนวทางนี้ให้กระทรวงการคลังไปศึกษาแล้ว

“กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ตั้งเพดานอุดหนุนจนติดลบไว้ที่ 120,000 ล้านบาท และรัฐบาลยังมีเครื่องมือทางภาษีสรรพสามิตเหลือให้ใช้เล่นต่อได้อีกประมาณลิตรละ 5 – 6 บาท อย่างไรก็ตาม หากใช้เครื่องมือทุกอย่างจนหมดแล้วสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ราคาจะเท่าไหร่ก็ต้องเป็นไปตามนั้น คือต้องปล่อยให้ลอยตัว”

เมื่อถามถึงโอกาสที่ราคาน้ำมันดีเซลจะพุ่งไปถึงลิตรละ 50 บาท นายพิพัฒน์ตอบว่า “ผมว่าไปถึง ถ้าเหตุการณ์ยังไม่จบ” โดยให้เหตุผลว่าราคาพลังงานต้องอิงตามตลาดสิงคโปร์และประเมินเปรียบเทียบกับมาเลเซียเป็นหลัก ซึ่งแม้แต่มาเลเซียที่เป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันยังไม่สามารถอั้นราคาไว้ได้

นายพิพัฒน์ ให้คำมั่นว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ ได้เตรียมแผนสำรองสูงสุดโดยจัดเตรียมรถบรรทุกน้ำมันเคลื่อนที่ไปจอดสแตนด์บายตามจุดพักรถและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ยืนยันว่าช่วงสงกรานต์น้ำมันจะไม่ขาดสถานีบริการอย่างแน่นอน “ไม่มีก็ต้องด่าผมอยู่แล้ว ผมก็รับอยู่แล้ว ผมมีหน้าที่ที่ต้องไปบริหารจัดการร่วมกับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ทุกราย”

เชาว์ อัด ศุภจี สับขาหลอกข้อมูลสต็อกปุ๋ย ชี้เป็นการ ฆาตกรรมทางศก. จี้รัฐเร่งเยียวยาเกษตรกร

เชาว์ อัด ศุภจี สับขาหลอกข้อมูลสต็อกปุ๋ย ชี้เป็นการ ฆาตกรรมทางศก. จี้รัฐเร่งเยียวยาเกษตรกร

เชาว์ อัด ศุภจี สับขาหลอกข้อมูลสต็อกปุ๋ย ชี้เป็นการ ฆาตกรรมทางศก. จี้รัฐเร่งเยียวยาเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.51 น.

เชาว์ อัด ศุภจี สับขาหลอกข้อมูลสต็อกปุ๋ย ชี้เป็นการ ฆาตกรรมทางเศรษฐกิจ จี้รัฐเร่งเยียวยาเกษตรกร

เมื่อวันที่ 27 มี.ค.2569 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ในหัวข้อ “บทเรียนราคาแพงจากคำลวงของ ‘ศุภจี’ น้ำมันแพง ปุ๋ยขาด ความผิดพลาดของรัฐ” โดยทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงแทนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ออกมาสะท้อนวิกฤตปุ๋ยขาดแคลนที่กำลังคุกคามความเป็นอยู่ของเกษตรกรอย่างหนัก พร้อมพุ่งเป้าวิจารณ์การบริหารงานของกระทรวงพาณิชย์

นายเชาว์ ระบุว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือความผิดพลาดและการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ซึ่งตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาได้ออกมายืนยันสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรว่า ปริมาณปุ๋ยในประเทศมีเพียงพอจนถึงเดือนสิงหาคม ทำให้เกษตรกรจำนวนมากไม่ได้วางแผนสำรองปุ๋ยล่วงหน้า
ทว่าเมื่อวันที่ 26 มี.ค. ที่ผ่านมา รมว.พาณิชย์ กลับออกมายอมรับว่าปุ๋ยในสต๊อกอาจมีพอถึงแค่เดือนเมษายนเท่านั้น เท่ากับว่าข้อมูลระยะเวลาหายไปทันทีถึง 4 เดือน แม้รัฐจะระบุว่าสามารถหาเพิ่มเติมได้แต่ราคาจะแตกต่างออกไป ซึ่งนายเชาว์ชี้ให้เห็นตรงๆ ว่านั่นหมายถึงราคาที่ “แพงขึ้น” ชี้ปุ๋ยขาดร้ายแรงกว่าน้ำมันแพง เท่ากับล้มละลาย

“นี่มิใช่เพียงความผิดพลาดทางการสื่อสาร แต่เป็นการฆาตกรรมทางเศรษฐกิจต่อเกษตรกร” นายเชาว์ระบุ พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า การที่เกษตรกรหลงเชื่อข้อมูลของรัฐจนไม่ได้เตรียมตัว ทำให้ต้องมาเผชิญกับภาวะปุ๋ยขาดแคลนและราคาพุ่งสูงในช่วงก่อนเข้าฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดในการบำรุงต้นปาล์ม

นายเชาว์เน้นย้ำว่า วิกฤตปุ๋ยขาดแคลนนั้นรุนแรงกว่าวิกฤตน้ำมันแพงหลายเท่าตัว เพราะน้ำมันแพงหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่หากไม่มีปุ๋ยใส่ให้ต้นปาล์มในช่วงเวลาที่เหมาะสม ต้นปาล์มจะไม่สร้างผลผลิต เท่ากับสูญเสียรายได้ตลอดทั้งปี นำไปสู่การล้มละลายของครอบครัวเกษตรกร

อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นข้อเสนอ 4 ประการ เรียกร้องให้รัฐบาลลงมือทำทันที และเลิกบริหารงานด้วยภาพลักษณ์ ดังนี้

– เปิดเผยข้อมูลจริงทั้งหมด: ต้องกางตัวเลขสต๊อกปุ๋ยและแหล่งนำเข้าที่มีปัญหาตามความเป็นจริง เลิกปกปิดเพื่อรักษาภาพลักษณ์ทางการเมือง
– เร่งเจรจานำเข้าปุ๋ยด่วน: รมว.พาณิชย์ ต้องใช้ทุกกลไกหาแหล่งปุ๋ยใหม่ๆ จากทั่วโลก ไม่พึ่งพาเพียงแหล่งเดิม และต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าจะนำเข้ามาจากไหน ในราคาเท่าใด
– คุมราคาและจัดการการกักตุน: บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อควบคุมราคาปุ๋ยไม่ให้พุ่งสูงเกินจริง และปราบปรามพ่อค้าคนกลางที่ฉวยโอกาสกักตุนสินค้า
– เยียวยาเกษตรกร: รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดของตนเอง ด้วยการชดเชยเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนปุ๋ยตามกำหนด

ในตอนท้าย นายเชาว์ ได้ฝากข้อความถึงรัฐบาลและ รมว.ศุภจี ว่าการหลอกลวงเกษตรกรคือการทำลายรากฐานของประเทศ พร้อมทิ้งท้ายอย่างเจ็บปวดว่า “จำไว้ว่าเจ็บปวดครั้งนี้… เกษตรกรไม่มีวันลืม”

เจิมศักดิ์ ร่อนจดหมายจี้ ปธ.สภาฯ ปฏิรูปดูงานนอก เลิกพฤติกรรม เลือกประเทศก่อนตั้งโจทย์

เจิมศักดิ์ ร่อนจดหมายจี้ ปธ.สภาฯ ปฏิรูปดูงานนอก เลิกพฤติกรรม เลือกประเทศก่อนตั้งโจทย์

เจิมศักดิ์ ร่อนจดหมายจี้ ปธ.สภาฯ ปฏิรูปดูงานนอก เลิกพฤติกรรม เลือกประเทศก่อนตั้งโจทย์

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.31 น.

27 มีนาคม 2569 ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จดหมายเปิดผนึก: ถึงประธานรัฐสภา ในวาระสมัยประชุมขณะประเทศมีวิกฤติและเศรษฐกิจ

เรื่อง: ข้อเสนอแนะเรื่องการปฏิรูปงบประมาณศึกษาดูงานต่างประเทศของสมาชิกรัฐสภาในยุคดิจิทัล

เรียน: ท่านประธานรัฐสภา

ในวาระปฐมฤกษ์ของการเปิดประชุมรัฐสภา ในฐานะประชาชนผู้เสียภาษี ขอฝากความหวังไว้กับท่านประธานฯ ในการกอบกู้เกียรติภูมิของสถาบันนิติบัญญัติ โดยเฉพาะในยามวิกฤติพลังงานและเศรษฐกิจของชาติ ที่ฝ่ายบริหาร และตุลาการได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐงดการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ

การบริหารจัดการงบประมาณ “ศึกษาดูงานต่างประเทศ” ของฝ่ายนิติบัญญัติก็ควรจะได้คำนึงและแสดงทีท่าที่เหมาะสม โดยเฉพาะการดูงานของสมาชิกรัฐสภาที่ผ่านมา เป็นประเด็นที่สร้างความกังขาและบั่นทอนศรัทธาประชาชนมาอย่างยาวนาน

จึงขอเสนอประเด็นพิจารณาดังนี้:

1. ปรับเปลี่ยนจาก “ทัวร์ดูงาน” เป็น “นวัตกรรมการเรียนรู้”

ในโลกสมัยใหม่ในยุคดิจิทัล ที่เทคโนโลยีสารสนเทศก้าวไกลถึงขีดสุด การแสวงหาความรู้ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยค่าตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจหรือค่าที่พักราคาสูงเสมอไป ระบบ Video Conference, การประชุมทางไกลผ่านระบบ Cloud หรือการเข้าถึงคลังความรู้ดิจิทัลทั่วโลก สามารถดำเนินการได้ทันทีด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ามหาศาล

ท่านสมาชิกสามารถสนทนากับผู้เชี่ยวชาญระดับโลกได้จากห้องประชุมสภาฯ โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางหลายวัน ซึ่งถือเป็นการใช้เงินภาษีที่ “ฉลาดเลือก” และ “คุ้มค่า” กว่าการยกคณะไปเดินสายในต่างประเทศ

2. ยุติวงจร “เรียนรู้ซ้ำซาก” ที่สร้างความงุนงงให้สากลโลก

เป็นเรื่องน่าอับอายที่สถาบันในต่างประเทศหลายแห่งตั้งคำถามว่า เหตุใดตัวแทนจากประเทศไทยจึงเวียนมาดูงานในหัวข้อเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กลับไม่มีการนำความรู้มาถอดบทเรียน หรือขับเคลื่อนเป็นนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

สถานทูตไทยในประเทศที่สมาชิกรัฐสภาเลือกไปดูงาน ต่างเอื้อมระอาเพราะ ต้องประสานงานเพื่อขอศึกษาดูงาน แต่เมื่อถึงกำหนดนัดหมาย ก็ขอยกเลิกดัดแปลงแก้ไข กำหนดการ เพื่อไปสถานที่อื่นแทน

การไปดูงานที่ขาด “โจทย์” และ “คำตอบ” ที่ชัดเจน จึงไม่ต่างจากการไปพักผ่อนหย่อนใจในคราบนักทำงานการเมือง ซึ่งสถานทูตไทยและหน่วยงานต่างแดนต่างก็เอือมระอากับพฤติกรรม “เลือกประเทศก่อนตั้งโจทย์” เช่นนี้

3. จิตสำนึกต่อความยากลำบากของราษฎร

ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพและพลังงานที่พุ่งสูง หากสมาชิกรัฐสภายังคงมุ่งหน้าไปสัมผัสความศิวิไลซ์ที่ในยุโรปและประเทศตะวันตก อย่าง อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือสวิสฯ โดยใช้เงินภาษีของคนจนโดยอ้างศึกษาดูงาน ย่อมเป็นการละเลยต่อความทุกข์ร้อนของประชาชนอย่างร้ายแรง

หากท่านสมาชิกต้องการเดินทางเพื่อไปศึกษาดูงาน พิสูจน์ความจริงใจในการแก้ปัญหาวิกฤตโลก ควรพิจารณาศึกษาดูงานในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เผชิญวิกฤติจริง โดยออกค่าใช้จ่ายเอง เช่น อิหร่าน หรือ อิสราเอล เพื่อนำบทเรียนความมั่นคงมาใช้ประโยชน์ มากกว่าการใช้ข้ออ้างดูงานไปบังหน้าการท่องเที่ยว

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
อดีตสมาชิกวุฒิสภา (จากการเลือกตั้ง พ.ศ.2543)
27 มีนาคม 2569

จุก! นักเขียนซีไรต์ แซะ นักการเมือง เก่งทุกตอน….ยกเว้นตอนเป็นรัฐบาล

จุก! นักเขียนซีไรต์ แซะ นักการเมือง เก่งทุกตอน....ยกเว้นตอนเป็นรัฐบาล

จุก! นักเขียนซีไรต์ แซะ นักการเมือง เก่งทุกตอน….ยกเว้นตอนเป็นรัฐบาล

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

วันที่ 27 มีนาคม 2569 นาย วิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุข้อความสั้นๆว่า นักการเมืองส่วนมากนั้นเก่ง 1.ตอนหาเสึยง 2.ตอนเป็นฝ่ายค้าน 3.ตอนออกสื่อ ยกเว้นตอนเป็นรัฐบาล!

เปลี่ยนป้ายขาวแล้ว! นายกฯ ขับรถไฟฟ้าเข้าทำเนียบฯ คอนเฟอเรนซ์ผู้ว่าฯ ติดตามสถานการณ์น้ำมัน

เปลี่ยนป้ายขาวแล้ว! นายกฯ ขับรถไฟฟ้าเข้าทำเนียบฯ คอนเฟอเรนซ์ผู้ว่าฯ ติดตามสถานการณ์น้ำมัน

เปลี่ยนป้ายขาวแล้ว! นายกฯ ขับรถไฟฟ้าเข้าทำเนียบฯ คอนเฟอเรนซ์ผู้ว่าฯ ติดตามสถานการณ์น้ำมัน

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.33 น.

นายกฯ ขับรถไฟฟ้าเข้าทำเนียบฯ วันที่ 3 เปลี่ยนป้ายขาวแล้ว ก่อนคอนเฟอเรนซ์ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ติดตามสถานการณ์น้ำมันแต่ละจังหวัด 

เมื่อวันที่ 27 มี.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขับรถรถยนต์ไฟฟ้า รุ่น BYD Sealion 7 สี Shark Grey  เข้าทำเนียบฯ เป็นวันที่ 3 โดยวันนี้เปลี่ยนจากทะเบียนป้านแดง ฎ 9798 กรุงเทพมหานคร เป็นป้ายขาวทะเบียน จต 32 กรุงเทพมหานคร

จากนั้นนายกฯ เป็นประธานการประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ บนตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล ร่วมกับผู้ว่าฯ ทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด โดยมีนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม.ร่วมด้วย เพื่อประชุมติดตามสถานการณ์น้ำมันในแต่ละจังหวัดว่าแต่ละพื้นที่มีการขาดแคลนหรือไม่ เพื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับส่วนกลาง พร้อมทั้งในที่ประชุมจะมีการกำชับให้ตรวจสอบปัญหาการกักตุนและการลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศในแต่ละพื้นที่ด้วย

เส้นทางการเมือง ‘บ้านใหญ่หวังศุภกิจโกศล’ ก่อนสะดุดปม ‘จริยธรรม’

เส้นทางการเมือง 'บ้านใหญ่หวังศุภกิจโกศล' ก่อนสะดุดปม 'จริยธรรม'

เส้นทางการเมือง ‘บ้านใหญ่หวังศุภกิจโกศล’ ก่อนสะดุดปม ‘จริยธรรม’

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.33 น.

ใครจะคาดคิดว่า เส้นทางการเมืองในตำแหน่งรัฐมนตรีของ “รัฐมนตรีปุ๋ง-สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล” จะสะดุดลงในวันที่อาณาจักรการเมืองของ “บ้านใหญ่หวังศุภกิจโกศล” เบ่งบานที่สุดในเวลานี้

การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 “กำนันป้อ- วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” นำ สส.นครราชสีมาเข้ามาได้ถึง 8 เขต จาก 10 เขตที่เป็นชัยชนะของพรรคเพื่อไทย รวมกับ สส.บัญชีรายชื่ออีก 1 คือ “รัฐมนตรีปุ๋ง” ลูกสาวคนโต รวมเป็น 9 สส.ในการดูแลของ “กำนันป้อ”

ไม่เพียงเท่านั้นที่อุบลราชธานี พรรคไทรวมพลัง ที่ “มาดามกบ-จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” น้องสะไภ้กำนันป้อ และเป็นน้องสาวแท้ๆ ของ “มาดามหน่อย – ยลดา หวังศุภกิจโกศล” ภรรยา “กำนันป้อ” ซึ่งปัจจุบันดำรงแหน่งนายกอบจ.นครราชสีมา ตั้งมากับมือ ก็กวาดเก้าอี้ สส. มาได้ถึง 4 เขต รวมตัว มาดามกบ เองที่เป็น สส.เขต9 อุบลราชธานีด้วย และยังมีที่ สุราษฎรธานีอีก 1 ที่นั่ง คือ “วชิราภรณ์ กาญจนะ” บุตรสาวของ “ชุมพล-โสภา กาญจนะ” บ้านใหญ่แห่งเมืองสุราษฎร์ธานี  เมื่อรวมกับ “กังฟู วสวรรธน์ พวงพงศรี” หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งเป็นหลานรักของ “มาดามหน่อย-มาดามกบ” ก็เป็น 6 ที่นั่ง

เท่ากับว่าอาณาจักร “บ้านใหญ่หวังศุภกิจโกศล” มี สส.อยู่ถึง  15 คน

เส้นทางการเมือง “หวังศุภกิจโกศล” ไม่ได้เพิ่งมาเริ่มต้นเมื่อ “กำนันป้อ” เข้าร่วมพรรคภูมิใจไทยในปี 2562 แต่ต้องย้อนไปถึงปี 2542 เมื่อ “มาดามกบ” เริ่มชีวิตการเมืองท้องถิ่น เป็นนายกเทศมนตรีเสิงสาง เขตพื้นที่ตั้งของ บริษัทแป้งมันเอี่ยมเฮงอุตสาหกรรมจำกัด ที่ตกทอดมาจากรุ่นบุกเบิกคือ “เจ้าสัวบักเอี่ยม” เตี่ยของ “กำนันป้อ”
และเมื่อปี 2549 “เสี่ยบู๊ สมศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” น้องชาย “กำนันป้อ” และสามีของ “มาดามกบ” ก็ได้เป็น สว.นครราชสีมา

กระทั่งปี 2550 ตระกูลหวังศุภกิจโกศล ก็เริ่มปักหลักในสนามการเมืองระดับชาติ โดย “มาดามกบ” ได้เป็น สส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ทว่าในปี 2554 “มาดามกบ”  ย้ายไปพรรคภูมิใจไทย แต่สอบตก

ปี 2562 “กำนันป้อ” เข้าร่วมพรรคภูมิไทย นำ สส.นครราชสีมา เข้ามาได้ 3 คน และตัวเองได้เป็น สส.บัญชีรายชื่อ พร้อมทั้งได้เข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรี เป็น รมช.พาณิชย์ และ รมช.คมนาคม ในเวลาต่อมา และปี 2563 “มาดามหน่อย” ก็ชนะเลือกตั้งเป็นนายกอบจ.นครราชสีมา ครองตำแหน่งมาจนถึงปัจจุบัน

ปี 2566 “กำนันป้อ” ย้ายเข้าพรรคเพื่อไทย จับมือกับ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” กวาด สส.นครราชสีมา 12 ที่นั่ง ขณะที่ “มาดามกบ” ตั้งพรรคไทรวมพลัง ส่งสมัคร สส.อุบลราชธานี 2 เขต กวาดมาได้ทั้ง 2 เขต

ทว่าตอนนั้น “กำนันป้อ” เลือกไปอยู่หลังฉาก ให้ลูกสาว “สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล” ลาออกจากกรรมการผู้จัดการบริษัทแป้งมันเอี่ยมเฮงอุตสาหกรรม จำกัด มาเป็นรัฐมนตรีโดย “ปุ๋ง-สุดาวรรณ” เป็นรัฐมนตรีติดต่อกันถึง 3 กระทรวง คือ รมว.อว. รมว.วัฒนาธรรม รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา

หลังเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 คาดการณ์กันว่า “สุดาวรรณ” จะได้รับตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) หากแต่เส้นทางก็สะดุดลงเมื่อ ดีเอสไอ ได้ออกหมายเรียก “กำนันป้อ-มาดามหน่อย-สุดาวรรณ” 3 คนพ่อแม่ลูก พร้อมด้วยบริษัทแป้งมันเอี่ยมเฮงฯ โดยกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ไปรับทราบข้อกล่าวหาบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐซึ่งเป็นที่ป่าและที่สาธารณประโยชน์ (ที่หาดสวนยา อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี)

โดย “กำนันป้อ” พร้อมด้วย “วีรียา หวังศุภกิจโกศล” บุตรสาวคนเล็กในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจลงนามบริษัทแป้งมันเอี่ยมเฮงฯ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกในวันที่ 20 มีนาคม ส่วน “มาดามหน่อย” ขอเลื่อนไปเป็นวันที่ 30 เมษายน ขณะที่ “สุดาวรรณ” ขอเลื่อนไปจนจบสมัยประชุมรัฐสภา

คดีนี้มีการเริ่มสอบสวนมาตั้งแต่ปี 2562 ทำให้ “กำนันป้อ” มองว่าเขาและครอบครัวกำลังโดนเล่นงานด้วยสาเหตุทางการเมือง 

แม้คดียังไม่สิ้นสุด แต่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เคยบอกไว้ว่า จะหยิบเรื่องคุณสมบัติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง มาพิจารณาอย่างเคร่งครัด ทำให้เส้นทางของ “สุดาวรรณ” ต้องสะดุดลง

อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวล่าสุดว่า พรรคเพื่อไทยจะเสนอ “นิกร สมกลาง” สส.เขต 8 นครราชสีมา สามีของ “สุดาวรรณ” ไปดำรงตำแหน่งแทนตามโควต้า ดังนั้นนี่จึงไม่ใช่จุดยุติทางการเมืองของ “บ้านใหญ่หวังศุภกิจโกศล” และอาณาจักร “เอี่ยมเฮง” แต่อย่างใด.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

กัมพูชายังไม่จ่ายสักบาท อดีตบิ๊กข่าวกรอง บุกปั๊มกันทรลักษ์ ทวงถามความเป็นธรรมให้ผู้สูญเสีย

กัมพูชายังไม่จ่ายสักบาท อดีตบิ๊กข่าวกรอง บุกปั๊มกันทรลักษ์ ทวงถามความเป็นธรรมให้ผู้สูญเสีย

กัมพูชายังไม่จ่ายสักบาท อดีตบิ๊กข่าวกรอง บุกปั๊มกันทรลักษ์ ทวงถามความเป็นธรรมให้ผู้สูญเสีย

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.19 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียลทันที เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ขณะลงพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อย้อนรอยโศกนาฏกรรมที่เคยเกิดขึ้นจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ที่นี่ที่ผมไปยืนถ่ายภาพหน้าห้างสะดวกซื้อในปั้มน้ำมัน​ คือปั้มน้ำมันที่ถูกลูกปืนจากจรวดบีเอ็ม​ 21 ของเขมรเมื่อเช้าวันที่​ 23​ กรกฎาคม​ ที่อำเภอกัณทร​ลักษณ์​ ศรีสะเกษ​ ที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตทันที​
7​ คน​ บาดเจ็บ​ 14​ คน​ ภาพที่สะเทือนใจคือแม่และ ลูกน้อย​ 2 คนเสียชีวิตพร้อมกัน​ ห้างสะดวกซื้อและปั้มน้ำมันเสียหาย ได้สอบถามพนักงานเพื่อสอบถามว่า​ มีพนักงานใน

วันเกิดเหตุเพื่อซึมซับประสบการณ์​ แต่ไม่ใครเหลืออยู่เลย แต่มีประเด็นว่า​ รัฐบาลกัมพูชายังไม่ได้ชดใช้ค่าเสียหายเลยที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตและเสียทรัพย์แม้แต่บาทเดียว​ และถามแทนเจ้าของกิจการว่า รัฐบาลไทยได้เยียวยาให้เจ้าของปั้มน้ำมันบ้างหรือไม่​ เพียงพอไหม”

นันทิวัฒน์ สามารถ

หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป บรรดาชาวเน็ตต่างพากันเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อน โดยส่วนใหญ่ตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของคู่กรณีและการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เช่น

“ขอบคุณมากค่ะที่เป็นเสียงแทนประชาชน”

“เศร้าใจ ลืมกันไปแล้ว”

“ขอบคุณท่านทั้งสองที่เป็นสะพานให้เพื่อนๆได้มีโอกาสแสดงความห่วงใยทหารรั้วของชาติ”

“นี่อีกเรื่อง เขมร ยังไม่รับผิด และ รับผิดชอบใดๆ #อยากเห็นรัฐบาลดำเนินเรื่องนี้ อย่าละวาง องค์กร สิทธิมนุษยชนโลก ทั่วโลก และ ที่เห่าหอนอยุ่มากมาย ในไทย ได้ ออกแถลง ประนามการกระทำของเขมร หรือยัง เรียกร้อง ให้เขมรชดใช้ให้ไทย หรือยัง #UNSC #UN #UNHCR รู้ และ เรียกร้องความเป็นธรรมอะไรให้ไทยหรือยัง เอาแค่เรื่อง สิทธิมนุษยชน ก็พอ! รอฟัง เช่นกันค่ะ”

“น้ำตาจะไหล ห่วงใย”

“#รัฐบาลอย่านิ่งนาน”

“รบ.หลานอังเคิล รับผิดชอบอะไรบ้างไหม”

“เดี๋ยวผมส่งรูปมห้ในกล่องข้อความนะครับ”

“คาใจ​เรื่องเงินเยียวยาค่ะ​ไม่เคยเห็นข่าวหรือนายกพูดเรื่องนี้เลย”

“อังคะแม ไม่รู้ไม่เห็น นางอังอัง ไร้สำนึก”

นันทิวัฒน์ สามารถ
นันทิวัฒน์ สามารถ
นันทิวัฒน์ สามารถ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Nantiwat Samart

สงสัยปล้นน้ำมัน? หมอวรงค์ ตั้งคำถาม 5 ข้อ รัฐบริหารพลาดหรือมีเงื่อนงำ?

สงสัยปล้นน้ำมัน? หมอวรงค์ ตั้งคำถาม 5 ข้อ รัฐบริหารพลาดหรือมีเงื่อนงำ?

สงสัยปล้นน้ำมัน? หมอวรงค์ ตั้งคำถาม 5 ข้อ รัฐบริหารพลาดหรือมีเงื่อนงำ?

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.17 น.

27 มีนาคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า #สงสัยจะมีการปล้นน้ำมัน

ผมมาศึกษาข้อมูลย้อนหลัง เรื่องปัญหาน้ำมันแพง มีตัวเลขที่น่าสนใจที่ รัฐบาลแถลง ผมขอวิเคราะห์เฉพาะดีเซล เพราะมีปัญหามากที่สุด

ราคาดีเซลต่อลิตร หลังจากมีสงคราม ระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐ

วันที่17 มีนาคม 29.94 บาท ต่อลิตร

วันที่18 มีนาคม 30.44 บาทต่อลิตร ขึ้น50 ส.ต.

วันที่21มีนาคม 31.14 บาทต่อลิตร ขึ้น 70ส.ต.

วันที่24 มีนาคม 32.94 บาทต่อลิตร ขึ้น1.80บาท

วันที่26 มีนาคม 38.94 บาทต่อลิตร ขึ้น 6 บาท

น้ำมันเริ่มมีการเข้าคิวเติม 12-15มีนาคม และหลัง15 มีนาคม ถือว่าขาดแคลน แทบปันส่วนน้ำมัน รายละ300-500บาท และไม่เพียงพอทั้งประเทศ

รัฐบาลแถลงว่า น้ำมันเพียงพอ แต่ประชาชนตื่นตระหนก มีการใช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้น จากเดิมปกติ 67 ล้านลิตร มาเป็น 84 ล้านลิตร บางวันสูงถึง 100 ล้านลิตร

แต่ในความเป็นจริง น้ำมันไม่ได้ถูกส่งลงไปที่ปั๊มน้ำมัน บางปั๊มเคยได้วันละ 12,000-24,000 ลิตร แต่ได้ 3000 ลิตรหรือ 6,000 ลิตร

ที่คลังจ่ายสมุทรสงคราม รถขนน้ำมันบางรายรอ 4-5 วัน ได้น้ำมันเพียง 15,000 ลิตร จากปกติรถเขามีความจุ 42,000 ลิตร

จากข้อเท็จจริงตามปั๊มน้ำมันต่างๆ แสดงว่าน้ำมันไม่ได้ถูกจ่ายลงไปยังปั๊มน้ำมัน และน่าจะมีการกักตุนเกิดขึ้นจริง จากผู้ค้ารายใหญ่

แต่รัฐบาลแก้ปัญหาจากรายงาน 3 มาตรการ

1.ไปตรวจคลังจ่ายน้ำมันขนาดใหญ่ 8 แห่ง ไม่พบความผิดปกติ

2.ให้รถน้ำมันวิ่งได้ 24 ชั่วโมง ทั้งๆที่รถน้ำมันไม่ได้น้ำมัน

3.ยกเลิกมาตรการ การเพิ่มการสำรองน้ำมัน ให้กลับมาเหลือ 1% เหมือนเดิม และให้มีการนำน้ำมันสำรองมาใช้ แต่น้ำมันไม่ได้ส่งไปที่ปั๊ม

ในความเป็นจริง ในช่วงที่ผ่านมา ปั๊มน้ำมันขาดแคลน ไม่มีการส่งน้ำมันมาที่ปั๊ม สิ่งที่สงสัยจึงเกิดขึ้นตามมาหลายอย่าง

1.รัฐบาลอ้างว่าปกติใช้น้ำมันดีเซลวันละ 67 ล้านลิตร แต่ประชาชนตื่นตระหนก ใช้เพิ่มวันละ 84 ล้านลิตร บางวันถึง100ล้านลิตร ข้อมูลที่แถลงนี้เป็นจริงหรือไม่ ก็ไม่มีใครรู้

2.ผมสงสัยว่าข้อมูลนี้ไม่เป็นจริง เพราะผมไปตรวจน้ำมัน ในพื้นที่ปั๊มน้ำมันต่างๆ ไม่มีน้ำมันลงมา จึงเกิดข้อสงสัยว่า ปริมาณน้ำมันที่โป่งถึง 84 ถึงร้อยล้านลิตร มันเป็นการกักตุนหรือโป่งทางบัญชีหรือไม่ คิดตัวเลขคร่าวๆเฉลี่ยประมาณ 20 ล้านลิตรจากปกติ(ผมคาดการณ์ส่วนเพิ่มจาก67ล้านลิตรที่แถลง)

3.ปกติแล้ว 67 ล้านลิตรนั้น เพียงพอต่อการบริโภคน้ำมันของประชาชน ผมตั้งข้อสงสัยว่า ลำพัง 67 ล้านลิตรนี้ก็ไม่ได้ถูกส่ง ลงไปยังปั๊มน้ำมันครบ เพราะรถน้ำมันไม่ได้น้ำมัน ปั๊มจึงไม่มีน้ำมันให้เติม อาจจะส่งลงไปเพียงครึ่งเดียว น้ำมันตามปั๊มจึงขาดแคลน คิดคร่าวๆอาจจะหายไปถึง วันละ 30 ล้านลิตร(ผมคาดการณ์)

4.จากข้อ 2 และข้อ 3 ผมจึงวิเคราะห์ว่า น่าจะมีการกักตุน จะกักตุนจริงหรือกักตุนทางบัญชี ร่วม50 ล้านลิตร(ของปกติที่ส่งน้อย และอ้างตัวเลขที่ใช้เพิ่ม) ถ้าคิดจากวันที่ขาดคือ 15 มีนาคม ถึง 25 มีนาคม 10 วัน ร่วม 500 ล้านลิตร(คาดการณ์)

5.กองทุนน้ำมันต้องชดเชยน้ำมันดีเซล โดยเฉลี่ยประมาณ 20 บาทต่อลิตร ถ้า 500 ล้านลิตร ประมาณ 10,000 ล้านบาท สงสัยถ้าวิเคราะห์ถูก เงินนี้จะไปเข้ากระเป๋าใคร

นี่คือการวิเคราะห์ของผมนะครับ โดยใช้ข้อมูลที่รัฐบาลแถลง ข้อเท็จจริงที่ลงพื้นที่ตามปั๊ม ไม่ได้กล่าวหา แต่สงสัยครับ

ศบก.เผยร่างแรงงานถึงไทยวันนี้ กต.เร่งประสานช่วย 3 ลูกเรือ รับไม่ง่าย สถานการณ์ยังรุนแรง

ศบก.เผยร่างแรงงานถึงไทยวันนี้ กต.เร่งประสานช่วย 3 ลูกเรือ รับไม่ง่าย สถานการณ์ยังรุนแรง

ศบก.เผยร่างแรงงานถึงไทยวันนี้ กต.เร่งประสานช่วย 3 ลูกเรือ รับไม่ง่าย สถานการณ์ยังรุนแรง

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.15 น.

ศบก.ชี้สถานการณ์ตะวันออกกลางยังเปราะบาง ย้ำคนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยงช่วยคนไทยกลับแล้ว  1,501 คน ร่าง “ชัยวัฒน์”ถึงไทยแล้ววันนี้ ขอให้มั่นใจติดตามใกล้ชิดช่วย 3 ลูกเรือไทย ชี้ไม่ใช่เรื่องง่าย โอมาน-อิหร่าน รับปากช่วยเต็มที่ 

วันที่ 27 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 11.05 น. วันที่ 27 มี.ค.ที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ทำเนียบรัฐบาล นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์
รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือคนไทยว่า สำหรับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง สถานการณ์ในภูมิภาคยังคงความรุนแรงโดยการโจมตีตอบโต้ระหว่างคู่ขัดแย้งหลัก และการโจมตีไปยังกลุ่มประเทศอ่างอาหรับ (GCC) ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง

นายปาณิดล กล่าวว่า ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศผ่านทางโซเชียลมีเดียว่าสหรัฐฯ จะขยายระยะเวลาการชะลอการโจมตีต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่านออกไป 10 วัน จนถึงวันที่ 6 เม.ย. นอกจากนี้ ยังได้ระบุด้วยว่าการเจรจากับอิหร่านยังคงดำเนินอยู่ด้วยดี หลังจากที่ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประกาศว่า จะชะลอการโจมตีโครงสร้างพลังงานของอิหร่านเป็นระยะเวลา 5 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 27 มี.ค. นอกจากนี้ มีรายงานด้วยว่าอิสราเอลได้ระงับการดำเนินการต่อบุคคลระดับสูงของอิหร่านบางรายเป็นการชั่วคราว เพื่อคงช่องทางการติดต่อทางการทูต 

อย่างไรก็ดี รมว.กลาโหมอิสราเอล เปิดเผยว่า ได้สังหารผู้บัญชาการทหารเรือ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งฝ่ายอิสราเอลชี้ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการวางทุ่นระเบิด และการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ แม้มีรายงานความพยายามในการเจรจาก็ตาม แต่สถานการณ์ยังมีความเปราะบาง จึงจำเป็นต้องติดตามอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยเฉพาะที่ผ่านมาความคืบหน้าของการเจรจามีความไม่แน่นอนและยังอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในพื้นที่ได้ตลอดเวลา

นายปาณิดล กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศ จึงขอย้ำอีกครั้งว่าขอให้คนไทยพิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งติดตามข่าวสารและคำแนะนำจากช่องทางทางการโดยเคร่งครัด รวมทั้งลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางติดต่อของท่านกับสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ที่รับผิดชอบของท่าน

นายปาณิดล กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าของการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่หลัก และการดำเนินการด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เรื่องแรกกรณีลูกเรือ 3 คน บนเรือบรรทุกสินค้ามยุรีนารี ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้รับทราบเกี่ยวกับการรายงานข่าวเมื่อเช้าวันที่ 27 มี.ค.ด้วยแล้ว โดยกระทรวงการต่างประเทศยังคงติดตามและกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องภายหลังจากปฏิบัติการร่วมระหว่างอิหร่านและโอมาน สามารถเข้าถึงเรือได้สำเร็จ ซึ่งในขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการและการดำเนินการเพื่อกู้ และให้ความช่วยเหลือลูกเรือ 3 คน และจะรีบแจ้งทันทีที่ได้รับการยืนยันข้อมูลความคืบหน้าของปฏิบัติการทั้งหมด

นายปาณิดล กล่าวว่า ส่วนกรณีของอิสราเอล ร่างของนายชัยวัฒน์ แววนิล ที่เสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิดที่อิสราเอล มีกำหนดถึงประเทศไทยในวันที่ 27 มี.ค. เวลาประมาณ 12.45 น. โดยสายการบินแอล อัล อิสราเอล แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน LY 093 โดยจะมีผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงาน รับที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ยังคงย้ำเตือนให้คนไทยที่อยู่ในอิสราเอลเพิ่มความระมัดระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยจากทางการโดยเคร่งครัด

นายปาณิดล กล่าวว่า ในส่วนของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ยังคงติดต่อกับคนไทยในอิหร่านที่ยังไม่ประสงค์เดินทางกลับเพื่อให้ข้อมูลข่าวสารและความช่วยเหลือตามความจำเป็นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในส่วนของประเทศซาอุดีอาระเบีย ล่าสุด สายการบินซาลามแอร์ของโอมาน ได้ประกาศจะกลับมาทำการบินที่สนามบินดามมัม ซึ่งเป็นเมืองสำคัญสำหรับการเดินทางเข้า-ออก ของคนในพื้นที่ผ่านซาอุดีอาระเบีย โดยจะเริ่มบินในวันที่ 1 เม.ย.69

นายปาณิดล กล่าวว่า สำหรับท่านที่ยังอยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลาง ตนขอย้ำอีกครั้งว่า ขอให้ทุกคนติดตามข่าวสารจากช่องทางทางการ เพื่อประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการโดยเคร่งครัด และตั้งแต่เกิดเหตุการณ์มีคนไทยที่ได้รับความช่วยเหลือเพื่อให้ออกจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางเดินทางกลับมายังประเทศไทยหรือเดินทางไปประเทศที่สาม รวมทั้งสิ้น 1,501 คน

เมื่อถามว่า ความคืบหน้าช่วยเหลือ 3 ลูกเรือไทย ที่ผ่านมาโอมานแจ้งมาบ้างหรือไม่ ติดขัดอะไร แล้วสถานการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นตามที่สื่อรายงานกันว่าเรือหลุดไป เกยตื้นที่เกาะ Qeshm ของอิหร่าน ได้รับรายงานบ้างหรือไม่ นายปาณิดล กล่าวว่า ขอตอบเป็นภาพรวมอย่างที่รายงานไป เมื่อเช้าก็มีรายงานข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คงเห็นกันแล้ว ทางกระทรวงการต่างประเทศก็ติดตามและประสานงานอย่างใกล้ชิด ขอให้มั่นใจได้เพราะเราติดต่อพูดคุยต่อเนื่องกับทุกคนที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ถ้ามีอะไรคืบหน้าจะรีบแจ้งทันทีหลังจากที่ได้รับการยืนยันข้อมูล โดยรวมการดำเนินการช่วยเหลือลูกเรือคนไทย 3 คน และการกู้เรือก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย เราก็รู้ดีว่าตอนนี้อยู่ในช่วงที่สถานการณ์สู้รบ ซึ่งยังคงรุนแรงอยู่ ดังนั้น คิดว่าเราก็ต้องมีความเชื่อใจและเคารพฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายโอมานและอิหร่านรับปากว่าจะดำเนินการอย่างเต็มที่ ดังนั้น ขอย้ำอีกครั้งว่ามีการประสานงานกับทุกฝ่ายใกล้ชิดอย่างต่อเนื่องและเกาะติด หากมีอะไรอัปเดตจะรีบแจ้งให้ทราบในทันที