รอชม! สาทิตย์ ลั่น ปชป.พร้อม 100% เตรียมผงซักฟอกคุณภาพขัดขาวยิ่งกว่าโอโม่ขย่มรัฐบาล

22 กันยายน 2569 เวลา 11:26 น.

“สาทิตย์” ลั่น ปชป.พร้อม 100% เตรียมผงซักฟอกคุณภาพขัดขาวยิ่งกว่าโอโม่ ไว้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เผยสัปดาห์หน้าญัตติเรียบร้อย ยัน ปิดชื่อดูพฤติกรรม ถ้าเข้าข่ายเจอแน่


วันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น.ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า พรรคประชาธิปัตย์เตรียมความพร้อมเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจครบ 100% แล้วเนื่องจากเราได้คุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และในการประชุมร่วมกันฝ่ายค้านทั้งหมด เมื่อสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้ข้อตกลงร่วมกันว่าเราจะมีการตั้งคณะทำงานเพื่อยกร่างญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจคงจะ ดำเนินการเสร็จภายในสัปดาห์หน้า

“ดังนั้นการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้านในสัปดาห์นี้คงจะบรรลุข้อตกลงร่วมกัน และในสัปดาห์หน้าจะได้เห็นหน้าตาร่างญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ จากนั้นจะนำมาให้พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ดูอีกครั้ง”นายสาทิตย์ กล่าาว

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่าในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ได้คุยกันทั้งไหนที่ประชุมสส.และผู้ที่รับผิดชอบข้อมูลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยมีข้อตกลงร่วมกันเรียบร้อยครบถ้วนแล้ว ตอนนี้เราเตรียมที่จะยื่นรายชื่อของรัฐมนตรีที่เราจะอภิปราย ให้พรรคร่วมฝ่ายค้าน

เมื่อถามว่าเป้าของพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลและเศรษฐกิจเพื่อสังคม(ดีอี) จะมีรายชื่อรัฐมนตรีคนอื่นของพรรคการเมืองอื่นอีกหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า เท่าที่เราเก็บข้อมูลก็มี เพราะเราคิดว่าพฤติกรรมการบริหารแผ่นดินผิดพลาดร้ายแรงถึงขั้นไม่สามารถจะไว้วางใจให้ทำหน้าที่ก็มีอยู่หลายคน แต่ไว้เปิดเผยทีเดียว


เมื่อถามย้ำว่าจะมีรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่าเราดูทั้งคณะไม่ได้เลือกว่า จะเป็นรัฐมนตรีพรรคไหน พูดง่ายๆ คือปิดชื่อดูพฤติกรรม ถ้าพฤติกรรมเข้าข่ายก็อภิปรายทั้งหมด

ต่อข้อถามถึงกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน บอกว่าตอนนี้มีวิชามารขัดขวางการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์มีบ้างหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า จริงๆแล้วเรากังวลเพราะมีการให้สัมภาษณ์ในลักษณะว่าเรื่องนั้นให้อภิปรายได้ เรื่องนี้อภิปรายไม่ได้ เราก็กังวลท่าทีของประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าจะตัดสินใจอย่างไร เพราะที่สำคัญอยู่ที่ตัวญัตติ

“ในอดีตที่ผ่านมา สมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านหลัก ในยุคของรัฐบาลทักษิณ เรื่องญัตติไม่เคยเป็นปัญหาเลย ตอนนั้นญัตติจะเขียนอย่างไร ซึ่งพรรคเพื่อไทยเป็นประธานสภาฯก็ไม่เคยมีปัญหา แต่พอมีการให้สัมภาษณ์จากบางส่วนในพรรคภูมิใจไทย ก็ทำให้เกิดความกังวลว่า จะมีการเตะสกัดญัตติอะไรหรือไม่ ทั้งที่ความจริงทุกอย่างต้องว่าตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย อย่างกรณีฮั้วสว. หากถามว่าอภิปรายได้หรือไม่ เรื่องนี้ไม่ใช่รัฐบาลทำหรือไม่ทำแต่เป็นเรื่องพฤติกรรมและจริยธรรมของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า รัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติอย่างไร เมื่อเป็นคุณสมบัติสำคัญก็สามารถอภิปราย” นายสาทิตย์กล่าว

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า การอภิปรายทุกเรื่องต้องมีน้ำหนัก ดังนั้นต้องขอให้คอยดูวันอภิปราย ตนในฐานะประธานสส. พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้กำชับไปว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ใช่การอภิปรายทั่วไปต้องมีข้อมูลที่ชัดเจน หลายกรณีที่มีข้อมูลไม่ชัดเจน เราไม่เอาการอภิปรายแบบตัดแปะต้องเป็นข้อมูลที่ชัด ยืนยันว่าเราจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุดเข้มข้นเป็นตัวแทนของประชาชนในการตรวจสอบความไม่ไว้วางใจของรัฐมนตรีบางคนในรัฐรัฐบาลชุดนี้

“เราเตรียมผงซักฟอกไว้หลายฟอง และแต่ละซอง ก็คุณภาพขัดขาวยิ่งกว่าโอโม่อีก เอาไว้คอยดูตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจ” นายสาทิตย์กล่าว

‘ยศชนัน’ เผยไร้สัญญาณดึง ‘กล้าธรรม’ ชี้ปรับ ครม. อำนาจนายกฯ ขอโฟกัสงาน 5 กระทรวง

22 กันยายน 2569 เวลา 11:26 น.

‘ยศชนัน’ บอก ยังไม่มีสัญญานดึง กล้าธรรม ร่วมรัฐบาล ระบุ เพื่อไทย ลุย 5 กระทรวง ดูแลต้นทุนมนุษย์-เกษตรกร ยัน ตั้งใจทำงานเต็มที่ ชี้ ปรับ ครม.เป็นอำนาจนายกฯ

เวลา 09.30 น. วันที่ 22 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวพรรคกล้าธรรมถูกปรับออกจากคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ได้มีการส่งสัญญาณมาหรือไม่ว่าพรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาล ว่า “ไม่มีนะครับ” ในฐานะพรรคเพื่อไทย สิ่งที่ต้องทำเหมือนที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้พูดไว้ คือ เราทำเต็มที่ในเรื่องการพูดคุยตั้งแต่การเข้าร่วมรัฐบาล อยู่แล้ว เรารับผิดชอบ 5 กระทรวงที่ดูแลการพัฒนาทุนมนุษย์ รวมถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรงนี้ยังไม่ได้มีสัญญาณอะไร และยังตั้งใจมุ่งมั่นทำงานอย่างเต็มที่

ในส่วนของความเป็นไปได้ที่พรรคกล้าธรรมเป็นหนึ่งในสมการพรรคร่วมรัฐบาลพรรคเพื่อไทย พร้อมที่จะทำงานร่วมกันนั้น นายยศชนัน กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเรายึดกับเสียงที่เราได้รับมอบหมายเข้ามา และปัจจุบันใน 5 กระทรวงที่เราได้รับดูแลเป็นสิ่งที่เราพยายามทำตรงนี้ อย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า หากพรรคกล้าธรรมเข้ามาร่วมรัฐบาลตัวหารจะต้องเพิ่มขึ้นทำให้เก้าอี้พรรคเพื่อไทยอาจหายไปรับได้หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ตนก็ตอบเหมือนเดิม สำหรับเรื่องการจัดคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นอำนาจของนายกฯโดยตรงอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเราทำได้ เราได้สัญญาเรื่องไหนไว้ สัญญาว่าจะดูแลเรื่องทุนมนุษย์ทั้งหมด พี่น้องเกษตรกรเราต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องอื่นเป็นอำนาจของนายกฯ

เมื่อถามย้ำว่า ตัวเลขของรัฐบาลในขณะนี้ เพียงพอต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ตอนนี้เราก็อยู่ได้

ในกรณีที่นายกฯไม่ลงนามรับรองร่างพระราชบัญญัติการจัดตั้งหน่วยงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (พ.ร.บ. THACCA ) ของพรรคเพื่อไทย นายศชนัน กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ของทุกท่าน เพราะสำหรับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือเรื่องเกี่ยวกับทุนทางวัฒนธรรม อย่างไรก็แล้วแต่ทุกกระทรวงก็ต้องทำ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญกับประเทศอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ได้มีการเคลียร์ใจกับนายกฯหรือไม่หลังจากไม่เซ็นรับรองร่างกฎหมาย พรรคเพื่อไทยผลักดันมาตลอด นายยศชนัน ปฏิเสธตอบคำถาม และขึ้นประชุม ครม.ทันที

“วราวุธ” เพิ่งทราบ “กล้าธรรม” ออกฝ่ายค้าน ปัดตอบ ร่วมรัฐบาลหรือไม่ โยน “ภท.” ตัดสินใจ

22 กันยายน 2569 เวลา 11:17 น.

“วราวุธ​”บอก​ เพิ่งทราบ​ “กล้าธรรม”ออกฝ่ายค้าน​ ปัดตอบ​ ร่วมรัฐบาลหรือไม่​  โยน”ภท.”ตัดสินใจ​ บอกการเมืองนับวันมี นวัตกรรม​ใหม่ๆ​คาดเดาไม่ได้​ เหตุ​ จะเป็นการตีตนไม่ก่อนไข้

เมื่อเวลา​ 08.50 น.​ ที่ทำเนียบ​รัฐบาล​ นายวราวุธ​ ศิลปอาชา​ รมว.อุตสาหกรรม​ ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย​  ให้กับสัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวภายหลังพรรคกล้าธรรมถอนตัวออกจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน จะเป็นการส่งสัญญาณ จะมาร่วมรัฐบาลหรือไม่​ ว่า​ เป็นเรื่องของแกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่ผู้ใหญ่จะพูดคุยกัน

เมื่อถามว่ามองว่าขณะนี้เสียงของพรรคร่วมรัฐบาลเพียงพออยู่แล้วหรือไม่ นายวราวุธ​ กล่าวว่า​ ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นคนตัดสินใจดีกว่า วันนี้เราก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

นายวราวุธ​ ตอบคำถาม ส่วนตัวสามารถร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมได้หรือไม่​ นายวราวุธ​ กล่าวว่า​ ยังไม่มีความเห็น เพราะเราคือส่วนหนึ่งของพรรคภูมิใจไทย จะทำอะไรก็ต้องทำในนามของพรรค แล้วแต่หัวหน้าพรรค​

เมื่อถามว่าเคยได้ยินผู้ใหญ่ภายในพรรคคุยกันถึงเรื่องนี้หรือไม่นายวราวุธ​ กล่าวว่า​ ยังไม่ได้ยิน​  และเพิ่งทราบข่าว​

ในส่วนของประเด็นการที่พรรคกล้าธรรมถอนตัว​เพราะต้องการร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่​ นายวราวุธ​ กล่าวว่า​ ตนตอบไม่ถูก​ เพราะการเมืองไทยนับวันผ่านไป​ ก็จะเกิดนวัตกรรม​ใหม่​ๆ​ขึ้นเรื่อยๆ​ ต้องให้เกิดเหตุการณ์​ก่อนจึงจะบอก​ได้​ เพราะการคาดเดาเป็นการตีตนไปก่อนไข้ อย่าเพิ่งไปคิดว่ามันจะเกิดดีกว่า

เมื่อถามว่าการที่ปล่อยข่าวมาแบบนี้เป็นการกดดัน พรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่ นายวราวุธ​ กล่าวว่า​ ข่าวการเมืองก็มีการปล่อยทุกวัน เป็นเรื่องปกติ

​นายวราวุธ ​ทิ้งท้ายว่า ต้องหลายฝ่ายคุยกัน​ นายกฯในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย​ ต้องหารือกับหลายฝ่าย ก่อนย้ำว่าตนไม่สามารถตอบได้เนื่องจากเพิ่งทราบ

ภราดร จี้ กยศ.เร่งทวงหนี้ 2.6 ล้านคน แยกให้ออกใครว่างงาน-มีรายได้ แต่เบี้ยวหนี้ ชี้เก็บได้ 30-40% รัฐแทบไม่ต้องเติมเงิน

22 กันยายน 2569 เวลา 11:16 น.

“ภราดร” เคลียร์จบปัญหา กยศ. สะดุดโอนเงินมหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว เผยงบ 70 เพิ่มเงินสนับสนุนเป็น 9 พันล้านบาท จี้ เร่งทวงหนี้ 2.6 ล้านคน ชี้โจทย์ใหญ่แยกให้ออกใครว่างงาน-ใครมีรายได้ แต่เบี้ยวหนี้ ลั่นเก็บได้ 30-40 % รัฐแทบไม่ต้องเติมเงิน

วันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 09.50 น. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกองทุนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขาดสภาพคล่องจนทำให้นักศึกษาไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม ส่งผลให้มหาวิทยาลัยขู่ไม่ให้นักศึกษาเข้าสอบจริงหรือไม่ ว่า เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา (17ก.ย.69) หลังจากที่มีการตอบกระทู้ ตนได้บอกกับนางสาวรักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน ว่าจะไปหารือกับนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หลังจากนั้นได้มีการเสนอกฎหมายตนก็ได้พูดคุยว่ามีปัญหาเรื่อง กยศ.นิดหน่อย ที่ยังไม่สามารถโอนเงินให้กับมหาวิทยาลัยได้ ในช่วงเดือนแรก เพราะยังมีปัญหาอยู่ ทางมหาวิทยาลัยจึงขู่ทางนักศึกษาว่าหากยังไม่โอนเงินให้ นักศึกษาจะไม่มีสิทธิ์สอบซึ่งหลังจากที่นายยศชนัน ทราบเรื่องได้พูดคุยกับทางอธิการบดีทั่วประเทศแล้ว ซึ่งประเด็นนี้น่าจะไม่มีปัญหา

ส่วนในเรื่องของเงินงบประมาณในปี 2569 ที่ไม่เพียงพอกับ กยศ.นั้น วันนี้วันที่ 22 กันยายนแล้วอีก 8 วันจะเริ่มปีงบประมาณใหม่ในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งทางรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณในส่วนของกองทุน กยศ.เพิ่มขึ้นจากปี 2569 เกือบสองเท่าจาก 5,000 ล้านบาทเป็น 9,000 ล้านบาททั้งที่หน่วยงานอื่นลดลงทั้งหมด จะบอกว่ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับ กยศ.ถ้าพูดแบบนั้นก็จะเหมือนไม่ให้ความเป็นธรรมกับทางรัฐบาลซึ่งทางรัฐบาลเพิ่มเงิน 9,000 ล้านบาท นี้วันที่ 1 ตุลาคมก็จะสามารถเข้าไปใช้ได้หลังจากที่ประกาศใช้ซึ่งเงินจะเข้าไปหนุนในระบอบบของ กยศ.ต่อไป

เมื่อถามว่าปัญหาหลักคือการเบี้ยวหนี้ กยศ.ใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ปัญหาหลักของกองทุนเพื่อกู้ยืมเพื่อการศึกษานั้น มีคนที่อยู่ในระบบ กยศ.ถึง 3.6 ล้านคน จากตัวเลขที่น่าตกใจคือมีเพียง 1 ล้านคนเท่านั้นที่เป็นลูกหนี้ดี ก็คือเป็นคนที่ชำระหนี้ตามเวลาส่วนอีก 2.6 ล้านคนเป็นผู้ที่ผิดนัดการชำระหนี้ถือเป็น 60 % ปัญหาใหญ่ที่ กยศ.ไม่สามารถไปดำเนินการกับจำนวนคนที่ไม่สามารถชำระหนี้ตามเวลาได้ ต้องย้ำว่าจำนวน 2.6 ล้านคนนี้ต้องแยกออกเป็น 2 กลุ่มโดยกลุ่มแรก ยังอยู่ในสภาวะว่างงานอยู่ ยังไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง ซึ่งตรงนี้ต้องยกเว้นให้ อย่าไปรีดเลือดกับปู ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่มีรายได้แล้วแต่เลือกที่จะไม่ชำระหนี้ให้กับ กยศ.ซึ่งกลุ่มนี้ต้องไปหาให้เจอว่าอยู่ที่ไหนอย่างไร และจะไปเรียกเก็บหนี้ได้อย่างไร กลุ่มคนที่ชำระอยู่ 1 ล้านคนเป็นคนที่อยู่ในระบบซึ่งยังมีกลุ่มที่เป็นข้าราชการบ้าง หรือนักศึกษาที่มีงานทำอยู่ในบริษัทเอกชน และมีเงื่อนไขที่ตกลงกับบริษัทเอกชนว่าหลังจากเงินเดือนออกแล้ว ให้หักให้กับกองทุน ซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติที่ต้องทำอยู่แล้ว กยศ.ยังไม่ได้พิสูจน์ฝีมือเรียกได้ว่าตามน้ำมีการหักเงินคืนตามระบบอยู่แล้ว ดังนั้นความท้าทายของกยศ.คือจำนวนคน 2.6 ล้านคนว่าใครคือผู้ที่มีรายได้แล้ว และพร้อมมีสถานะที่จะชำระเงินให้กับ กยศ.และไปพูดคุยในการเก็บหนี้ให้ได้

นายภราดร กล่าวด้วยว่า เป็นเรื่องที่น่าตกใจที่ กยศ.ไม่ทราบว่ามีบุคคลว่างงานและเป็นหนี้ กยศ. อยู่จำนวนเท่าไหร่ รวมถึงไม่มีการระบุสถานะของลูกหนี้ กยศ.ว่าใครอยู่ในสถานะไหนพร้อมชำระหนี้หรือไม่ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของ กยศ.พร้อมกล่าวด้วยว่ากยศ.ยังไม่มีการบริหารจัดการได้ดีเท่าที่ควร เพราะไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ที่มีรายได้จะมีเงินหมุนเวียนในบัญชี แต่ยังย้ำว่าโจทย์ใหญ่คือการให้คนจำนวน 2.6 ล้านคน ที่ค้างชำระหนี้ กยศ.มาชำระให้ได้ ไม่จำเป็นต้องได้ทั้งหมดแต่ขอประมาณ 30-40 % ของจำนวนนี้ เพียงแค่หาทางให้กลุ่มคนเหล่านี้มาชำระหนี้ให้ได้รัฐบาลแทบจะไม่ต้องให้เงินสนับสนุนเข้าไปในระบบ กยศ.

นายภราดร ยังกล่าวถึงกรณีการสวมสิทธิ์กู้ กยศ.ว่า เป็นเรื่องของรายละเอียด ที่กยศ. ต้องไปประสานงานกับทางมหาวิทยาลัย และคนรับผิดชอบต้องเป็นคนอนุมัติ คนอนุมัติก็คือมหาลัย ที่ปล่อยให้มีการสวมสิทธิ์

“ปิยวัฒน์” ประกาศ “กล้าธรรม” ค้านมีแบบศักดิ์ศรี ยึด ปชช. เป็นที่ตั้ง ลั่น “อย่าเล่นเกมการเมืองเยอะเกินไป”

22 กันยายน 2569 เวลา 11:01 น.

“ปิยวัฒน์” ประกาศ ! “กล้าธรรม”ค้านแบบมีศักดิ์ศรี ไม่เล่นเกมการเมือง เอาความเดือดร้อนประชาชนเป็นตัวตั้ง ลั่น “อย่าเล่นเกมการเมืองเยอะเกินไป”

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 นายปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร สส.นครนายก ในฐานะกรรมการวิปฝ่ายค้านในสัดส่วนของพรรคกล้าธรรม กล่าวแสดงจุดยืนในการทำงานของพรรค ท่ามกลางกระแสความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับบทบาทของพรรคกล้าธรรมในฝ่ายค้าน โดยยืนยันว่า การทำงานของพรรคที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับมือกับพรรคฝ่ายค้านมาโดยตลอด แต่สิ่งสำคัญคือการยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

นายปิยวัฒน์ ระบุว่า ค้านแบบมีศักดิ์ศรี ค้านแบบมีเหตุมีผล โดยพรรคกล้าธรรมทำงานโดยให้ความร่วมมือกับมือกับพรรคฝ่ายค้านมาโดยตลอด และมีจุดยืนที่แน่วแน่ในการทำงานภายใต้ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

โดยเฉพาะประเด็นการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ซึ่งนายปิยวัฒน์ ตั้งคำถามถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากงบประมาณไม่ผ่านว่า หากงบประมาณฉบับดังกล่าวไม่ผ่านแล้ว “พี่น้องประชาชนจะอยู่อย่างไร สถานการณ์แบบนี้ยังแย่ไม่พออีกหรือ?” พร้อมย้ำว่า การทำหน้าที่ของ สส.ไม่ควรถูกมองเพียงว่าใครอยู่ฝ่ายไหนหรือมีความสำคัญมากน้อยเพียงใด แต่ควรพิจารณาว่า กำลังคิดถึงพี่น้องประชาชนมากแค่ไหน

“เราเป็นฝ่ายไหนไม่สำคัญ สำคัญที่เราคิดถึงพี่น้องประชาชนกันแค่ไหน ไม่ใช่ค้านแบบหัวชนฝาแล้วเอาพี่น้องประชาชนมาเป็นตัวประกันแบบนี้ พวกเรากล้าธรรมไม่เอาด้วยแน่นอน”

นายปิยวัฒน์ ยังทิ้งท้ายว่า “อย่าเล่นเกมส์การเมืองเยอะเกินไปครับ”

อรรถกร ย้ำจุดยืนกล้าธรรม ไม่หวั่นถูกปรับพ้นวิปฝ่ายค้าน ยันสส.ยังทำหน้าที่แทนประชาชน ไม่ว่าอยู่ฝ่ายไหน

22 กันยายน 2569 เวลา 10:51 น.

“อรรถกร” ย้ำจุดยืน “กล้าธรรม” ไม่หวั่นปรับพ้นวิปฝ่ายค้าน ยึดผลประโยชน์ ปชช.เป็นหลัก โหวตทุกครั้งดูผลกระทบประเทศ ไม่ใช่คำนวณเกมการเมือง ยัน สส.ยังทำหน้าที่แทนประชาชน ไม่ว่าอยู่ฝ่ายไหน

วันที่ 22 กันยายน เวลา 09.00 น.นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา ในฐานะโฆษกพรรคกล้าธรรม กล่าวถึงกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้าน มีแนวคิดจะปรับพรรคกล้าธรรมออกจากองค์ประกอบของวิปฝ่ายค้าน ภายหลังเกิดความเห็นต่างเรื่องการลงมติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ว่า พรรคกล้าธรรมเข้าใจว่าอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับองค์ประกอบและการทำงานของวิปฝ่ายค้านอยู่ที่ประธานวิปฝ่ายค้าน และเคารพกระบวนการดังกล่าว

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมาชิกพรรคกล้าธรรม ได้ทำงานร่วมกับวิปฝ่ายค้านอย่างตรงไปตรงมา แม้จะมีบางเรื่องที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน แต่ก็ให้ความร่วมมือกับการทำงานของฝ่ายค้านมาโดยตลอด ซึ่งจุดยืนของพรรคกล้าธรรมคือ การทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนผ่านกระบวนการรัฐสภา โดยพรรคมีความเป็นตัวของตัวเอง และการลงมติในแต่ละครั้งจะพิจารณาจากเนื้อหาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ

ส่วนการลงมติรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 นายอรรถกร กล่าวว่า สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าพรรคกล้าธรรมจะโหวตอย่างไร แต่ต้องมองต่อไปว่า หากกฎหมายงบประมาณเกิดปัญหาจนไม่สามารถบังคับใช้ได้ตามกรอบเวลา ย่อมกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินและการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชน โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังมีปัญหาและประชาชนกำลังต้องการให้ภาครัฐเดินหน้าแก้ไขปัญหา

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการลงมติงบประมาณที่ผ่านมา ประธานวิปฝ่ายค้านได้มาพูดคุยและแสดงความไม่สบายใจ จึงได้หารือกันถึงการทำงานของฝ่ายค้านและสัดส่วนโควตาการตั้งกระทู้ถามสด ซึ่งพรรคกล้าธรรมพร้อมที่จะไม่ใช้สิทธิในการถามกระทู้สด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการจัดสรรเวลาหรือการทำงานร่วมกัน

เมื่อถามถึงสถานะของพรรคกล้าธรรมภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว นายอรรถกร มองว่า พรรคมีจุดยืนและแนวทางการทำงานของตัวเอง โดยที่ผ่านมา สมาชิกพรรคก็เข้าร่วมประชุมวิปฝ่ายค้านและให้ความร่วมมือกับการทำงานของฝ่ายค้านอย่างต่อเนื่อง แต่การตัดสินใจของพรรคกล้าธรรมอยู่บนพื้นฐานของการพิจารณาผลกระทบต่อประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่เพียงการคำนวณทางการเมืองว่าพรรคจะอยู่ฝ่ายใด

”สส.ของพรรคกล้าธรรม ยังคงทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะจะอยู่ฝ่ายใดก็ตาม เรายังคงผลักดันการแก้ไขปัญหาประชาชนผ่านกลไกรัฐสภาต่อไป“นายอรรถกร กล่าวทิ้งท้าย

“ภราดร” ย้ำรัฐบาล 300 เสียงบริหารดีอยู่แล้ว ชี้ใครไม่ได้ร่วมรัฐบาลก็เป็นฝ่ายค้าน ไม่รู้ความเคลื่อนไหว “กล้าธรรม-ภูมิใจไทย”

22 กันยายน 2569 เวลา 10:47 น.

“ภราดร” ย้ำ รัฐบาล 300 เสียงบริหารงานดีอยู่แล้ว บอกใครไม่ได้ร่วมรัฐบาลก็เป็นฝ่านค้านอัตโนมัติไม่สิทธิ์ให้ออก ไม่รู้ “หัวหน้ากล้าธรรม – ภูมิใจไทย” คุยกันหรือยัง

วันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 09.50 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีพรรคกล้าธรรมถูกปรับออกจากการเป็นวิปฝ่ายค้าน และมีกระแสข่าวจะเข้าร่วมรัฐบาล ว่า ตนไม่ทราบ แต่เมื่อวาน (20 ก.ย.) ได้เห็นข่าวเหมือนกันว่ามีการประชุมวิปฝ่ายค้าน โดยเอาในส่วนของพรรคกล้าธรรมออกจากวิปฯ ซึ่งตนยังไม่ได้สอบถามนายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา ในฐานะโฆษกพรรคกล้าธรรม ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร แต่เรื่องนี้ตนขอไม่พูดดีกว่า เพราะไม่อยากไปก้าวก่าย

ทั้งนี้ ตามหลักการพรรคใดที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาลต้องอยู่ฝ่ายค้านโดยอัตโนมัติ เพราะไม่ได้มีการตกลงกันเหมือนเวลาตกลงร่วมรัฐบาล ซึ่งไม่มีการตกลงร่วมฝ่ายค้าน ตนถึงบอกว่าการไปตัดความเป็นฝ่ายค้านใช้สิทธิ์อะไรไปตัดสิทธิ์คนอื่น การลงมติใดๆที่ไม่เหมือนกับวิปฝ่ายค้านก็เป็นเอกสิทธิ์สส.ที่ทำได้ ตนไม่ได้แก้ตัวให้พรรคกล้าธรรม แต่จะเห็นว่ามีบางอันพรรค วัฒนธรรมลงมติตรงข้ามกับรัฐบาล บางเรื่องพรรคกล้าธรรมงดออกเสียง และบางเรื่องลงคะแนนไปในทิศทางเดียวกับรัฐบาล ซึ่งตนเห็นว่าเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละคนที่จะมองเรื่องต่างๆว่าจะลงมติอย่างไร

เมื่อถามว่า เรื่องของเวลา และเรื่องสิทธิ์ในการอภิปราย ต่อไปจะเป็นรูปแบบอย่างไร นายภราดร กล่าวว่า ต้องเป็นสัดส่วนของสมาชิกทั้งสภา เพราะสภาไม่ได้เป็นของฝ่ายค้านหรือเป็นของฝ่ายรัฐบาล แต่เป็นของสมาชิกทั้ง 500 คน ทุกคนมีสิทธิ์ในการอภิปรายอย่างเท่าเทียมกัน

ในส่วนของพรรคกล้าธรรมที่ต้องขอเวลาการอภิปรายจากใคร นายภราดร กล่าวว่า ต้องเจรจาพูดคุยกัน จะให้มากินเวลาในส่วนของรัฐบาลตนคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ คงต้องแบ่งสัดส่วนให้ชัดเจนกันใหม่ เมื่อมีฝ่ายค้านอิสระขึ้นมาอีกหนึ่งกลุ่ม 50 – 60 คน ถ้าจะให้แฟร์ก็ต้องไปหารสัดส่วนเวลา และแบ่งเวลากันให้ชัด พร้อมตอบในประเด็นเรื่อง 300 เสียงของรัฐบาลในขณะนี้ มองว่าต้องเพิ่มจำนวนเสียงสส.หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ทุกวันนี้รัฐบาลดำเนินงานภายใต้เสียง 300 เสียง ซึ่งทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี

ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า 300 เสียงพอแล้วใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราก็บริหารกันอยู่ที่ 300 เสียง

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีโอกาสที่พรรคกล้าธรรมจะร่วมรัฐบาลเป็นไปได้มากขึ้นเรื่อยๆใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตนไม่ทราบ และยังไม่ได้คุยกับนายอรรถกร และยังไม่ทราบหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และหัวหน้าหัวหน้าพรรคกล้าธรรม มีการเจรจาตกลงหรือพูดคุยใดๆหรือไม่

พิพัฒน์ ลั่นยังไม่มีสัญญาณ ดึงกล้าธรรมร่วมรัฐบาล โยนถามนายก

22 กันยายน 2569 เวลา 10:34 น.

วันที่ 22 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 09.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคกล้าธรรมถูกปรับออกจากการเป็นวิปฝ่ายค้าน และมีกระแสข่าวจะเข้าร่วมรัฐบาลว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้คงต้องถามนายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียวที่จะเป็นผู้ชี้แจงเอง ตนไม่สามารถตอบอะไรได้เลย

เมื่อถามว่าในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทยมองว่ามีสัญญาณความเป็นไปได้หรือไม่นายพิพัฒน์ กล่าวว่า อันนี้ยังไม่มีเลยครับ ยังไม่มีข้อสั่งการอะไรหรือดำริจากนายกฯเลย

เมื่อถามว่าจำนวนเสียงของรัฐบาลที่มีอยู่ในขณะนี้มีความจำเป็นต้องดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมหรือไม่ นายพิพัฒน์ ตอบว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนรัฐบาลเพิ่งทำงานมาประมาณ 6 เดือน เรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้ขอให้ผู้บริหารพรรคหรือนายกฯ เป็นผู้ตัดสินใจดีกว่าและตนก็ไม่ได้เป็นผู้บริหารพรรค และในฐานะรัฐบาลเรายังทำงานร่วมกันได้ดีไม่มีอะไรเป็นข้อขัดแย้ง ทุกอย่างเดินไปได้สบายฯ ไม่มีอะไรทำให้เกิดปัญหาการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 พรรคการเมืองผู้ใหญ่ก็หารือกันตลอดเวลา

เมื่อถามว่า มีข่าว พรรคร่วมฝ่ายค้านจะมาร่วมรัฐบาลโดยตลอดมองอย่างไร นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การที่มีข่าวจะร่วมรัฐบาลถือเป็นเรื่องปกติของการเมือง ทุกพรรคการเมืองที่อาสาหรือเสนอเป็นตัวแทน ของประชาชนก็ล้วนแล้วที่จะนำเสนอนโยบายของตัวเองเพื่อแก้ปัญหาให้กับประเทศจึงถือเป็นเรื่องปกติที่จะมีการคุยกันและหารือกันโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือพรรคร่วมรัฐบาลไม่จำเป็นว่ารัฐบาลจะหารือเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลกันเองที่มีการหารือกันทุกสัปดาห์อยู่แล้วแต่สำหรับฝ่ายค้าน อะไรที่นำเสนอมาและเป็นประโยชน์สำหรับประเทศเราจะรับข้อเสนอต่างๆเหล่านั้นเพื่อมาปรับแก้นำพาประเทศชาติให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

เมื่อถามย้ำว่าการที่มีข่าวออกมาบ่อยเช่นนี้มีโอกาสที่จะเป็นไปได้หรือไม่นายพิพัฒน์ตอบว่าตนไม่ขอออกความเห็น

“วรศิษฎ์” เผย เดินหน้าเร่งบรรจุ “ข้าราชการท้องถิ่น” ตามไทม์ไลน์ 19 ต.ค.นี้ ระบุ ยังไม่มีรายงานโดนฟ้องกลับ

22 กันยายน 2569 เวลา 10:28 น.

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 22 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการบรรจุและเพิกถอนข้าราชการท้องถิ่นว่า เดี๋ยวจะให้ผู้ที่ได้บรรจุในรอบ 1-3 ได้มีการโอนย้ายให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 9 ต.ค. หลังจากนั้นจะมีการเรียกมาเติมทดแทนในส่วนที่มีการเพิกถอนไป และมีการขอใช้บัญชีจากท้องถิ่นทั่วประเทศใหม่ โดยจะมีการเรียกมารายงานตัวในวันที่ 19 ต.ค. ซึ่งเป็นไปตามปฏิทิน แม้อาจจะมีเหลื่อมวันบ้างในเรื่องของเอกสาร แต่คิดว่า จะไม่ขยับไปมากกว่านั้น เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ที่สอบได้ ในรอบ 1-3 ที่โดนลัดคิวไป และรอบ 4 ที่มีการรอบรรจุอยู่ ซึ่งหลังจากนี้บัญชีจะวิ่งไปตามระบบ

เมื่อถามถึงมาตรการป้องกันในอนาคต เพื่อให้เกิดความโปร่งใส นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เรื่องนี้มีการตรวจสอบในหลายภาคส่วน และมีความคืบหน้าออกมาเรื่อย ๆ อีกทั้งยังมีการอายัดทรัพย์สิน ซึ่งมาตรการในอนาคต นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 ก็กำลังดำเนินการอยู่ว่า หากมีการทุจริตจะต้องเป็นไปแบบไหนอย่างไร เช่น จะมีการขึ้นแบล็คลิสต์ หรือต้องให้ออกจากราชการ ส่วนการสอบในอนาคต ขณะนี้กฎหมายใกล้จะแล้วเสร็จ และทางสมาชิกวุฒิสภาได้ส่งกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์วิธีการสอบให้มีความน่าเชื่อถือและมีมาตรฐานมากขึ้นโดยอ้างอิงหลักจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้อีก

เมื่อถามว่า มีรายงานเรื่องของการฟ้องกลับเข้ามาแล้วหรือยัง นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มี และที่เราเพิกถอนไปกว่า 4,000 คน ก็ยังไม่มีรายงานกลับมาว่า จะมีการฟ้องกลับ เนื่องจากกระบวนการที่เราทำไป เราไม่ได้แค่แจ้งชื่อเฉย ๆ แต่แนบพยานหลักฐานและข้อมูลให้ทุกคนดูสำหรับบุคคลที่มีข้อสงสัยว่า ตนเองมีคะแนนผิดปกติอย่างไร

สุรเดช ชง รัฐบาลใช้ยาแรงแก้นอมินีต่างชาติ จี้ เชือดไก่ให้ลิงดู ยกเลิกฟรีวีซ่าปิดช่องโหว่

22 กันยายน 2569 เวลา 10:26 น.

‘สุรเดช’ ชง รัฐบาลใช้ยาแรงแก้นอมินีต่างชาติ จี้ เชือดไก่ให้ลิงดู ยกเลิกฟรีวีซ่าปิดช่องโหว่ แนะ แก้กฎหมายเพิ่มโทษคนทำผิดให้รุนแรง หน่วยงานรัฐต้องบูรณาการกัน

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหานอมินีต่างชาติว่า ทางออกสำคัญในขณะนี้ รัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและจริงจัง ต้องเชือดไก่ให้ลิงดู ไม่ใช่เพียงแค่ปรับเงินหรือสั่งปิดกิจการชั่วคราว แต่ต้องบังคับใช้บทลงโทษจำคุกจริงโดยไม่มีการละเว้น เพื่อไม่ให้กลุ่มทุนต่างชาติและคนไทยที่ยอมเป็นนอมินีกล้ากระทำผิดกฎหมายอีกต่อไป

นอกจากนี้ รัฐบาลควรสั่งให้หน่วยงานส่วนกลางลงไปแก้ไขปัญหาในพื้นที่ เช่น กองบังคับการปราบปราม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการแกะรอยเส้นทางการเงิน ฟอกเงิน และตรวจสอบโครงสร้างบริษัทที่ซับซ้อน เข้ามานำในการสืบสวน ก็จะช่วยขุดรากถอนโคนขบวนการได้ แต่หากให้ตำรวจหรือท้องถิ่นในพื้นที่ดำเนินการเองต่อไป อาจติดขัดเรื่องอิทธิพลหรือข้อจำกัดด้านอำนาจได้

นายสุรเดช กล่าวว่า รัฐบาลต้องบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด นำโดยกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งกำกับดูแลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงมหาดไทย ตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกัน เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ เบื้องต้นต้องตรวจสอบเชิงรุกที่ต้นน้ำ โดยการคัดกรองและเฝ้าระวังการจดทะเบียนบริษัท พร้อมกับตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง ไม่รอให้เกิดความเสียหายที่ปลายทาง รวมถึงทบทวนกฎหมายและสัญชาติ ที่เปิดช่องให้มีการลักลอบให้สัญชาติโดยผิดกฎหมาย พร้อมตรวจสอบย้อนหลังเพื่อปิดช่องโหว่การสวมสิทธิ

นายสุรเดช กล่าวว่า รวมไปถึงการปรับกติกาธุรกิจเฉพาะ ที่ต้องปรับปรุงหลักเกณฑ์และลดขั้นตอนซ้ำซ้อนใน 8 ธุรกิจบริการเฉพาะทางของคนต่างด้าว เพื่อจัดระเบียบใหม่ให้โปร่งใส เพิ่มโทษให้รุนแรงมากขึ้น ทั้งผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าว เพื่อให้เกิดความเกรงกลัว สำหรับ 8 ธุรกิจบริการเฉพาะคนต่างด้าว ประกอบด้วย 1.ธุรกิจบริการโทรคมนาคม 2.ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน 3.ธุรกิจบริการบริหารจัดการงานด้านธุรการ ด้านทรัพยากรบุคคล และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ระหว่างบริษัทในเครือ 4.ธุรกิจบริการรับค้ำประกันหนี้เฉพาะภายในประเทศ 5.ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่บางส่วน เพื่อติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ให้บริการทางการเงินหรือเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ 6.ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม 7.ธุรกิจอื่นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และ8.ธุรกิจการให้บริการเป็นตัวแทน ผู้ค้า ที่ปรึกษา หรือผู้จัดการเงินทุน สัญญาซื้อขายล่วงหน้า

นายสุรเดช ยังเสนอแนะรัฐบาลว่า 1.ควรกำหนดเงื่อนเวลาว่าจะดำเนินการภายในกี่เดือนเพื่อกระตุ้นการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง 2.ติดตามตรวจสอบและลงโทษเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิด ที่สมรู้ร่วมคิดกับกลุ่มทุนนอมินีต่างชาติอย่างเด็ดขาด 3.ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน แบบ ‘เชือดไก่ให้ลิงดู’ จับเพิกถอนใบอนุญาต ดำเนินคดี ยึดทรัพย์ จำคุกและเนรเทศ รวมถึงแบล็คลิสต์ไม่ให้เข้าประเทศไทยอีก 4.ยกเลิกฟรีวีซ่าเพื่อสกัดกลุ่มทุนเทาเหล่านี้ โดยให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นด่านหน้าในการคัดกรองก่อนออกวีซ่า 5.เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการให้ข้อมูลกับทางราชการ ดังนั้นการบังคับใช้กฏหมายต้องเคร่งครัด เด็ดขาด โปร่งใส เท่าเทียมและเป็นธรรมเพื่อดึงความเชื่อมั่นจากประชาชน รวมถึงรัฐบาลควรนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเชิงรุก

‘รัฐบาลต้องยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า สำหรับกลุ่มประเทศที่มีสถิติการเข้ามาทำธุรกิจนอมินีสูง แม้การยกเว้นวีซ่าจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในระยะสั้น แต่เป็นช่องโหว่สำคัญที่เปิดโอกาสให้กลุ่มทุนเทาและแรงงานข้ามชาติเข้ามาตั้งรากฐาน ทำมาหากิน และจัดตั้งเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายในไทยได้ง่ายขึ้น’ นายสุรเดช ระบุ