ลุ้น! รัฐบาลออก พ.ร.ก.ยุบ บอร์ด กสทช. ‘ปกรณ์’ชี้ให้รอศาลตัดสินคดี ‘นพ.สรณ’ 25 ก.ย.นี้

22 กันยายน 2569 เวลา 10:16 น.

“ปกรณ์” ชี้ รัฐบาลออก พ.ร.ก.ยุบบอร์ด กสทช. ก่อนครบวาระได้ แต่ต้องเป็นเรื่องเร่งด่วนที่กระทบเศรษฐกิจ-ความมั่นคง-ประโยชน์สาธารณะ แนะ ให้รอฟังศาลปกครองตัดสินคดี “นพ.สรณ” ศุกร์นี้

วันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 09.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อเสนอให้นายกรัฐมนตรีออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ยุบบอร์ด กสทช. แล้วสรรหาใหม่ว่า ตามข้อกฎหมายหากออก พ.ร.ก.ต้องเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วน เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ รวมถึงประโยชน์สาธารณะ

เมื่อถามว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในบอร์ด กสทช. ที่ไม่สามารถดำเนินการวาระประชุมที่สำคัญ เช่น การจัดทำแผนแม่บททีวีดิจิทัลก่อนสิ้นสุดใบอนุญาตในเดือน เม.ย.72 และแนวทางกำกับ OTP หรือกิจการเหนือโครงข่าย เข้าข่ายหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันเรื่องอยู่ที่ศาลปกครอง รอให้ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ในวันที่ 25 ก.ย.69 เวลา 15.00 น. ซึ่งเชื่อว่าจะได้ข้อยุติ แต่อย่าไปคาดเดาคำพิพากษา ขอให้รออย่างเดียวแล้วค่อยว่ากัน หากเดาไปจะไปคนละทิศละทาง ส่วนตัวมองว่าวาระสำคัญที่จะสิ้นสุดอายุปี 72 ก็ยังมีเวลาอยู่ แต่จะพยายาม ซึ่งประเด็นปัญหานี้ควรจะแก้มานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาทำช่วง 2 ปีสุดท้าย แต่เชื่อว่าคงมีการเตรียมพร้อมกันมานานแล้ว

เมื่อถามถึงมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะออกเป็น พ.ร.ก.ยุบบอร์ด กสทช. ก่อนสิ้นสุดวาระ 6 ปี นายปกรณ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ ขอให้รอคำพิพากษาของศาลก่อน

แฟนคลับ ‘อภิสิทธิ์’ ด่าแสบ ‘การศึกษาไม่ช่วยอะไร’ ปม ‘ดร.รัชดา’ โพสต์แซะ รองเท้าส้มฟ้า สำหรับฝ่ายค้านชัดๆ

22 กันยายน 2569 เวลา 10:12 น.

สืบเนื่องจากกรณีที่ ดร.รัชดา ธนาดิเรก ได้โพสต์ภาพของตนเองขณะลองสวมรองเท้าผ้าใบสีส้มตัดกับสีฟ้า พร้อมระบุแคปชันหยอกล้อว่า “ซื้อดีไหมเนี่ย ลด50% ส้มฟ้า ใส่แล้วจี๊ดจ๊าด สำหรับฝ่ายค้านชัดๆ” ทำให้ประเด็นดังกล่าวถูกนำไปวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก “I am MarkVej-Fanclub” ซึ่งเป็นกลุ่มแฟนคลับของพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวโพสต์ข้อความโต้ตอบกรณีดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยระบุว่า

“สิ่งที่แอดดีใจที่สุดคือ..

หัวหน้าอภิสิทธิ์โทรช้าไป 2 ชม.

#พระแม่ธรณีท่านศักดิ์สิทธิ์จริง🙏

แอดชอบการแสดงออกของ”ด็อก”จังครับ!! เพราะมันยืนยันให้สังคมเห็นชัดว่าการศึกษาไม่ได้ช่วยอะไร..

#เวลาไม่ได้ทำให้คนเปลี่ยนหากแต่ความกระหายที่ซุกอยู่ใต้จิตสำนึกถูกปลุกให้ตื่นตามสภาพแวดล้อม

เราจึงเห็นว่า นกม.บางประเภทย้ายคอกแล้วมาตรฐานทางจิตสำนึกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดอยู่บ่อยๆในสังคมการเมืองไทย..ซึ่งเมื่อวานนี้ก็มีให้เห็นหน้าสื่อ..

#นกมรุ่นใหม่ที่ย้ายมา2พรรคแล้วหันไปด่าพรรคเก่าหมด

แต่ร้อยทั้งร้อย”ไอ่ประเภทย้ายรังใหม่สุมไฟรังเก่า”กรรมสนองทั้งนั้นครับ!!

#พวกเนรคุณอกตัญญูหาความเจริญในชีวิตยาก

นกม.ที่มีชื่อเสียงยิ่งใหญ่ในอดีตไม่เคยมีใครมีจุดจบที่ดีจากการโจมตีพรรคเดิมสักราย..

#ชีวิตเหมือนถูกสาปไว้ใต้คำปฏิญานพรรคที่ถือกำเนิด..

และโดยเฉพาะพวกด้อยค่าเหยียบย่ำพรรคเก่าที่ฟูมฟักมาจนปีกกล้าขาแข็ง

แล้วออกไปปากดีจิกตี/กัดแซะพรรคเก่า

📍อันนี้แค่เข้ามาชมว่า”รองเท้าสวย”ครับ

ดูมันสมัยลับกับใบหน้า”ด็อก”ดี..สีสันก็สดใส

#แต่จะให้ดีเปลี่ยนหมวกด้วยครับใบสีน้ำเงินที่ใส่อยู่ดูจากสภาพแล้วคงคุ้มกะลาหัวได้ไม่นานหรอก

(เอาสีแดงหรือสีเขียวก็ได้จะได้ครบทุกสี..ในชีวิตที่ไม่ยึดติดกับจุดยืน)🤭

ปล. ถึงแค่เคยเจอไม่รู้จักแบบสนิทแต่มีเรื่องเดียวที่จะขอ..ถ้าวันนี้”ด็อก”กล้าแสดงออกชัดเจนถึงขนาดนี้..

#ไปให้สุดอย่ากลับมาเหยียบชายคาประชาธิปัตย์นะครับ!!

แอดมิน🐷“

พร้อมกันนี้ยังคอมเมนต์เพิ่มเติมว่า

“ถ้าด้อยค่าปชป.ขนาดนี้ก็ไม่มีอะไรต้องเกรงใจกันอีกต่อไป”

สุชาติ โชว์วิสัยทัศน์ไทยเวทีโลก ดันไม้ถูกกฎหมาย–ยั่งยืน สร้างเศรษฐกิจสีเขียว

22 กันยายน 2569 เวลา 09:43 น.

22 กันยายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทย พร้อมด้วยนายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ และคณะ เข้าร่วมการประชุม Global Legal and Sustainable Timber Forum 2026 (GLSTF 2026) ณ เขตบริหารพิเศษมาเก๊า สาธารณรัฐประชาชนจีน เวทีนานาชาติที่เปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านการค้าไม้ถูกกฎหมาย การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน และการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

นายสุชาติกล่าวปาฐกถาพิเศษในเวที GLSTF 2026 ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ประเทศไทยได้เดินหน้าปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมการปลูกและใช้ประโยชน์จากไม้เศรษฐกิจ โดยไม้ที่ปลูกในที่ดินกรรมสิทธิ์หรือที่ดินที่มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย สามารถปลูก ดูแล และใช้ประโยชน์ได้ตามกฎหมาย ช่วยลดข้อจำกัดและเปิดโอกาสให้ประชาชน เกษตรกร และภาคเอกชนสามารถพัฒนาไม้เศรษฐกิจให้เป็นทั้งแหล่งรายได้และวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังส่งเสริมการปลูกไม้โตเร็วและไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและแหล่งวัตถุดิบไม้ภายในประเทศ พร้อมสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การปลูก การจัดการ การแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยให้ความสำคัญกับไม้จากแหล่งถูกกฎหมาย การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน และห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นายสุชาติกล่าวอีกว่า การส่งเสริมไม้เศรษฐกิจยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Society) ด้วยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตลอดจนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไม้และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“การพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ในยุคใหม่ไม่สามารถดำเนินการโดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากนานาชาติและทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ประเทศไทยพร้อมใช้เครือข่าย GLSTF ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อส่งเสริมการใช้ไม้ถูกกฎหมาย ควบคู่กับการเพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมไม้ที่เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว” นายสุชาติกล่าว

วราวุธ เร่ง SME รับมือ ESG ก่อนหลุดตลาด ชู Thailand SD SME Awards 2026

22 กันยายน 2569 เวลา 09:41 น.

“วราวุธ” เร่ง SME รับมือ ESG ก่อนหลุดตลาด ชู “Thailand SD SME Awards 2026” ทางลัดติดอาวุธธุรกิจยั่งยืน ฟรี!

วันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหม่จาก “ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล” (ESG ) ที่กำลังกลายเป็นทั้งมาตรฐานทางธุรกิจและเงื่อนไขสำคัญในการเข้าถึงตลาดและแหล่งทุน โดยเฉพาะมาตรการด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ พ.ร.บ.ลดโลกร้อน ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในไตรมาส 3 ปี 2570 ขณะที่ข้อกำหนดทางการค้าระหว่างประเทศให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ทำให้ ESG ไม่ใช่เพียงเรื่องของภาพลักษณ์องค์กร แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ

หากเอสเอ็มอีปรับตัวไม่ทัน อาจกระทบโอกาสส่งออก การเปิดตลาดใหม่ และการเข้าถึงแหล่งทุน รวมถึงเสี่ยงถูกตัดออกจากห่วงโซ่อุปทานของคู่ค้ารายใหญ่ ขณะเดียวกันต้นทุนการดำเนินธุรกิจอาจเพิ่มขึ้นจากการต้องเร่งปรับกระบวนการผลิตและดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่

“ดังนั้น เอสเอ็มอีไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับการดำเนินธุรกิจสู่มาตรฐาน ESG เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายวราวุธ กล่าว

จุดท้าทายของเอสเอ็มอี คือการเข้าถึงองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และเครื่องมือที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งมีต้นทุนและอาจเป็นภาระสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ต่างจากผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีทรัพยากรและความพร้อมมากกว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจึงมอบนโยบายให้หน่วยงานในกำกับเร่งสร้างกลไกสนับสนุน เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถปรับตัวและนำมาตรฐาน ESG มาใช้ได้จริง

กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ให้นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank ดำเนินโครงการ “Thailand SD SME Awards 2026” ร่วมกับสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBiS) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชนกว่า 15 แห่ง

นายวราวุธ กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ได้มุ่งเพียงค้นหาเอสเอ็มอีที่มีผลงานด้านความยั่งยืนโดดเด่นเพื่อมอบรางวัล แต่ต้องการทำหน้าที่เป็น “สปริงบอร์ด” หรือทางลัดให้ผู้ประกอบการสามารถยกระดับธุรกิจสู่ความยั่งยืนได้ง่ายขึ้น โดยมีทั้งองค์ความรู้ เครื่องมือ ผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ สนับสนุนตลอดกระบวนการ ที่สำคัญ ผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมโครงการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

“จึงอยากเชิญชวนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้ามาใช้โครงการนี้เป็นโอกาสในการเรียนรู้ ปรับตัว และเพิ่มศักยภาพธุรกิจ ก่อนที่มาตรฐานด้านความยั่งยืนจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการแข่งขันมากไปกว่านี้” นายวราวุธ กล่าว

โครงการเปิดรับเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ทั้งบุคคลธรรมดา นิติบุคคล รวมถึงธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยแบ่งรางวัลออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1. Efficiency Leader ธุรกิจที่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร 2. Green Pioneer ธุรกิจที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ หรือนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 3. Adaptive Champion ธุรกิจที่มีความพร้อมรับมือภัยพิบัติ วิกฤต และเหตุการณ์ไม่คาดคิด และ 4. Impact Maker ธุรกิจที่สร้างคุณค่าต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

ผู้เข้าร่วมโครงการทุกรายจะได้รับการสนับสนุนตั้งแต่เครื่องมือคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร การให้คำปรึกษาเพื่อพัฒนาธุรกิจสู่มาตรฐานความยั่งยืน การเชื่อมโยงเข้าสู่รายชื่อธุรกิจที่มีความยั่งยืนสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างของบริษัทขนาดใหญ่และภาครัฐ ตลอดจนโอกาสเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานของผู้ค้ารายใหญ่ และเข้าถึงสินเชื่อธุรกิจสีเขียวอัตราดอกเบี้ยพิเศษจาก SME D Bank

นอกจากนี้ CBiS นำโดยนายพิสุทธิ์ เพียรมนกุล ผู้อำนวยการ CBiS จะทำหน้าที่เชื่อมโยงเอสเอ็มอีกับมาตรฐาน ESG โดยรอบแรกจะคัดเลือกผู้ประกอบการที่ผ่านคุณสมบัติและเข้ารับการพัฒนาศักยภาพจำนวน 300 ราย ก่อนคัดเหลือ 16 ราย หรือด้านละ 4 ราย เข้าสู่การพัฒนาเชิงลึกโดยผู้เชี่ยวชาญ และคัดเลือกสุดยอด 4 ราย เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้นแบบด้านความยั่งยืน เพื่อรับรางวัล Thailand SD SME Awards 2026 ในช่วงต้นปี 2570

สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 ตุลาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ SME D Bank หรือ LINE Official Account: SME Development Bank สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ส่วนพัฒนาความยั่งยืน SME D Bank โทร. 062-368-3183, 092-760-9177 หรือ Call Center 1357

‘ปณิธาน’ ย้อนความทรงจำ 55 ปีไฟใต้ สะท้อนภาพคนทิ้งถิ่นฐานที่ไม่เคยเปลี่ยน

22 กันยายน 2569 เวลา 09:05 น.

วันที่ 22 กันยายน 2569 รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า 55 ปีผ่านไป​: คนใต้จะไปทางไหน

ช่วงปี​ 2513-2523 ก่อนที่จะมีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้​ (ศอ.บต.)​ และกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหารที่ 43 (พตท. 43) เพื่อแก้ปัญหาความรุนแรงด้วยการพัฒนาควบคู่​กับการปราบปราม​ในปี​ 2524​ นั้น ความรุนแรง​ในสามจังหวัด​ชายแดน​ภาคใต้​ (จชต.) ถือว่า​ “ตึงเครียดที่สุด” (อ้าง​ “ขบวนการก่อการร้ายในภาคใต้ของไทย” ฐานข้อมูล​การเมืองการปกครอง​ สถาบันพระปกเกล้า, 2549)

ในช่วงปี​ 2513-2514 นั้น​ ผมเรียนอยู่ชั้นป.3-ป.4 ที่โรงเรียนถนอมศรีศึกษา​ อำเภอ​เบตง​ จังหวัดยะลา​ คุณแม่บอกว่าจะส่งไปอยู่โรงเรียนประจำที่หาดใหญ่​ และบอกเหตุผลสั้นๆ​ ว่าจะได้เรียนในโรงเรียนใหม่ที่ช่วยให้เก่งขึ้น​ (สมัยนั้นเข้าใจกันว่าคนที่ถูกส่งไปอยู่โรงเรียนประจำจะต้อง​ “ซน” มากๆ​ หรือครอบครัวไม่ค่อยมีเวลาดูแลใกล้ชิด​ แต่ที่จริงแล้ว​ก็มีข้อดีหลายอย่าง)​

ผมไม่ค่อยเข้าใจอยู่หลายปีว่าทำไมจะต้องย้ายโรงเรียน​ เพราะคิดว่าเรียนได้ดีในลำดับต้นๆ​ ที่เบตง​ ซนก็ไม่มาก​ และพ่อแม่ก็มีเวลาดูแลพวกเราเป็นอย่างดี​ ที่สำคัญ​ เรามีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน

หลายปีผ่านไป​ โดยเฉพาะหลังจากคุณพ่อถูกทำร้ายเสียชีวิต​ในปี​ 2520 คุณแม่ก็บอกว่าที่ได้ทยอยส่งลูกๆ​ ทั้งหมดสี่คนออกจากพื้นที่นั้น​ ก็เพราะกลัวว่าพวกเราจะไม่ปลอดภัย

ผ่านไปกว่า​ 55 ปี​แล้ว​ ความรู้สึก​ต่างๆ​ ทั้งภาพ​และเสียง​ที่คุยกันในวันที่ต้องย้ายออกจากบ้าน​ ไปอยู่โรงเรียนประจำ​เมื่อวันที่​ 16 พฤษภาคม​ 2514​ นั้น​ ยังจำกันได้ดีเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันวาน

หลายปีที่ผ่านมา​นี้ มีรายงานข่าวเป็นระยะๆ​ ว่ามีคนจำนวนไม่น้อยย้ายออกจากสามจังหวัดชายแดน​ภาคใต้​ น่าเป็นห่วงมากครับ​ ขอให้กำลังใจทุกคนที่ต้องทิ้งถิ่นฐาน​ ย้ายออกจากพื้นที่​ และไม่ได้อยู่กับครอบครัวในทุกวันนี้​ และขอให้ทุกคนที่ยังอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยด้วยครับ

“อนุทิน” สวนกลับเดือด “ศิริกัญญา” ลั่น “รอให้บุญถึงก่อน” หลังถูกแซะขยันเล่นเฟซฯ แต่เมินตอบกระทู้สภา

22 กันยายน 2569 เวลา 08:55 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนบนหน้าปัดการเมือง เมื่อเกิดการปะทะคารมข้ามโซเชียลระหว่าง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย

จุดเริ่มต้นของกระแสวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากที่ น.ส.ศิริกัญญา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมแนบภาพที่นายอนุทินแชร์ข่าวความเห็นของตนเองในประเด็น “โครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” โดย น.ส.ศิริกัญญา ได้ระบุข้อความฝากข้อเสนอแนะแกมประชดประชันว่า “ขยันเล่นเฟซ อ่านทุกโพสต์ แต่ไม่อ่านกฎหมายก่อนเซ็น (คำที่ถูกต้องคือ ‘เซ็น’) ถ้าว่างขนาดนี้ รบกวนมาตอบกระทู้ที่สภาให้เป็นบุญตาหน่อยค่ะ” เพื่อทวงถามถึงความรับผิดชอบในการเข้าตอบกระทู้ถามสดของ ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎร

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้ปล่อยผ่านประเด็นนี้ โดยได้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัวเข้าไปคอมเมนต์ตอบกลับข้อความของ น.ส.ศิริกัญญา ผ่านทางหน้าเพจเฟซบุ๊กมติชนออนไลน์ ด้วยประโยคสั้นๆ แต่สะเทือนไปทั้งโซเชียลว่า “รอให้บุญถึงก่อนนะครับ”

การตอบโต้ไปมาในครั้งนี้เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากชาวเน็ตได้อย่างล้นหลาม โดยหลายฝ่ายยังคงจับตาดูความเข้มข้นของการทำหน้าที่ในสภาฯ และการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในวาระถัดไป

“ธนกร” สวน “ศิริกัญญา” ย้อนแย้ง! วันก่อนด่าประชานิยม วันนี้หนุนแจกเงิน เหน็บถ้ามีวาสนาเป็นรัฐบาล ลองแก้ทุกปัญหาให้ดูบ้าง

22 กันยายน 2569 เวลา 08:34 น.

“ธนกร” สวน “ศิริกัญญา” เอาไงแน่ วันก่อนด่านโยบายประชานิยม แต่วันนี้กลับยุให้แจก ‘ไทยช่วยไทยพลัส‘ 100% แนะวางอคติที่บังตาลงบ้าง จะได้เห็นความจริง เหน็บถ้ามีวาสนาเป็นรัฐบาล ลองออกนโยบายเดียวแก้ทุกปัญหาให้ดูบ้าง

นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า โครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส‘ ล้มเหลวทุกมิติว่า น่าจะมีแค่เพียงนางสาวศิริกัญญากับสมาชิกพรรคประชาชนที่มองว่าโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส‘ ล้มเหลวทุกมิติ ทั้งๆ ที่ผลตอบรับดีมากจนพี่น้องประชาชนต่างเรียกร้องให้ขยายโครงการออกไปอีก

อย่างไรก็ตาม เข้าใจได้ว่านางสาวศิริกัญญาเป็นความคาดหวังด้านเศรษฐกิจของพรรคประชาชน หลายๆ เรื่องจึงอาจจะถูกให้รีบโพสต์รีบพูดจนดูสับสนในตัวเองไปหมด เมื่อวานบอกว่ารัฐบาลใช้แต่นโยบายประชานิยม แต่พอมาวันนี้กลับบอกว่าทำไมต้องให้ประชาชนเติมเงินอีก 40% สามารถให้ไปทั้งก้อนได้เลย สรุปจะเอายังไงกันแน่ หรือแม้แต่เรื่องนโยบายช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับประชาชน ซึ่งนางสาวศิริกัญญาก็พูดเองว่าราคาน้ำมันยังพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องเนื่องจากวิกฤติน้ำมันที่เป็นกันทั่วโลก ดังนั้น การที่ค่าครองชีพประชาชนไม่ลดลงนั้น หากวางอคติลงบ้างก็จะเห็นว่า หากรัฐบาลไม่ช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน วันนี้อาจจะสูงขึ้นไปกว่านี้แล้วก็เป็นได้

ส่วนกรณีที่นางสาวศิริกัญญาระบุว่า ในฐานะ ‘มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ’ แต่ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอะไรเลย เป้าหมายรัฐบาลคือต้องการกระตุ้นความนิยมนั้น นายธนกร กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่านางสาวศิริกัญญาไปสำรวจที่ไหนมา แฟนคลับพรรคประชาชนหรือที่ไหน จึงพูดแบบเต็มปากเต็มคำว่าไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอะไรเลย ซึ่งถ้าหากไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจริงๆ นางสาวศิริกัญญาก็คงไม่ต้องเดือดร้อนรีบออกมาโจมตีโครงการนี้ทุกครั้งที่จะมีการขยายโครงการออกไป ลองวางอคติที่บังตาลง จะได้เห็นความจริงที่อยู่ตรงหน้าบ้าง

“นโยบายแต่ละนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการช่วยเหลือประชาชนเรื่องอะไร ไทยช่วยไทยพลัสช่วยค่าครองชีพ บูรณะซ่อมแซมเขื่อนและขุดลอกคูคลองก็เพื่อป้องกันน้ำท่วมน้ำแล้งให้เกษตรกร ไม่ใช่ว่าโครงการเดียวจะต้องครอบคลุมทุกปัญหาของประชาชน ถ้าพรรคประชาชนมีวาสนาได้เป็นรัฐบาลเมื่อไหร่ คุณศิริกัญญาก็ค่อยลองออกนโยบายเดียวที่แก้ไขทุกปัญหาให้ดูก็ได้ วันนี้ถ้าจะพูดกันเรื่องความนิยมตกต่ำ แชมป์คงต้องยกให้พรรคของคุณศิริกัญญา เพราะหน้าที่ฝ่ายค้านไม่ทำ เผลอเมื่อไหร่จะหนีไปเป็นแกนนำม็อบบนถนนทุกครั้งไป ที่สำคัญ เลือกตั้งนายกอบจ.นนทบุรีก็แพ้ซ้ำซาก” นายธนกร กล่าว

​นายกฯถึงนิวยอร์กแล้ว เตรียมร่วมประชุม UNGA81  โพสต์เพลงดังระดับโลก สื่อความหมาย ‘ถ้าสำเร็จที่นี่ ก็สำเร็จได้ทุกที่ในโลก’

22 กันยายน 2569 เวลา 08:17 น.

​นายกฯถึงนิวยอร์กแล้ว เตรียมร่วมประชุม UNGA81 พร้อมจัด‘Thailand Roadshow’ดึงนักลงทุน โพสต์เพลงดังระดับโลก สื่อความหมาย ‘ถ้าสำเร็จที่นี่ ก็สำเร็จได้ทุกที่ในโลก’

วันที่ 22 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นภาพขณะเดินทางถึงสหรัฐอเมริกา โดยมีข้อความภาษาอังกฤษระบุว่า “Arrived safely in New York for a UNGA mission at United Nations and to conduct Thailand Roadshow with SET for potential investors and financial institutions until Friday.”

ซึ่งแปลความหมายได้ว่า “เดินทางถึงนครนิวยอร์กอย่างปลอดภัยแล้ว เพื่อปฏิบัติภารกิจในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA81) รวมถึงร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในการจัดกิจกรรม Thailand Roadshow เพื่อนำเสนอข้อมูลแก่ผู้ลงทุนศักยภาพและสถาบันการเงินต่าง ๆ ไปจนถึงวันศุกร์นี้”

นอกจากนี้นายอนุทิน ยังโพสต์อีก 1 ข้อความ เป็นภาษาอังกฤษ ระบุว่า “If I can make it there, I’ll make it anywhere” ซึ่งแปลความหมายได้ว่า “ถ้าฉันทำได้ที่นั่น ฉันก็ทำได้ทุกที่ ซึ่งอาจมีความหมายว่า”ถ้าฉันประสบความสำเร็จ (หรือเอาตัวรอด) ในเมืองที่ยากและแข่งขันสูงอย่างนิวยอร์กได้ ฉันก็สามารถประสบความสำเร็จได้ทุกแห่งในโลก” ซึ่งประโยคนี้เป็นท่อนหนึ่งจากเพลงชื่อดังระดับโลก “Theme from New York, New York” หรือที่รู้จักกันในชื่อ New York, New York ซึ่งขับร้องโดย Frank Sinatra

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติ จอห์น เอฟ เคเนดี้ นครนิวยอร์ก เพื่อเตรียมเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 เมื่อเวลา ประมาณ 14.00 น. ของวันที่ 21 ก.ย.นี่ ตามเวลาท้องถิ่น ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง

จากนั้น นายกฯเดินทางต่อไปยังที่พัก ณ โรงแรม เจ ดับบลิว แมริออท โดยนายกฯมีกำหนด เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม สมัชชาสหประชาชาติ ณ สำนักงานใหญ่ องค์การสหประชาชาติ ในเวลาประมาณ 09.00 น. ของวันที่ 22 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ ประมาณเวลา 20.00 น. ในวันเดียวกันนี้ตามเวลาในประเทศไทย

ขณะที่ภารกิจสำคัญของนายกฯในวันเดียวกันนี้ นอกจากการเข้าร่วมการพิธีเปิดการประชุม UNGA81 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติแล้ว จะพบหารือกับนาง Rebeca Grynspan ผู้สมัครชิงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ จากสาธารณรัฐคอสตาริกา  ซึ่งเลขาธิการสหประชาชาติครบวาระ สิ้นปีนี้ รวมถึงพบหารือ นักลงทุน ร่วมกับ Bank of America และหารือกับผู้บริหารบริษัท Pacific Investment ManagementCompany (PIMCO) ด้วย

“ศิริกัญญา” ซัดแรง! แซะ “นายกฯ” ขยันเล่นเฟซบุ๊กแต่ไม่อ่านกฎหมาย ท้าให้มาตอบกระทู้ในสภา

22 กันยายน 2569 เวลา 08:13 น.

วันที่ 21 กันยายน 2569 – กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองในโซเชียลมีเดีย เมื่อ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อตอบโต้ความเคลื่อนไหวล่าสุดของฝ่ายรัฐบาล

น.ส.ศิริกัญญา ได้โพสต์ภาพหน้าจอ ที่แสดงให้เห็นว่าบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ Anutin Charnvirakul ได้ทำการแชร์โพสต์จากเพจ “Ringsideการเมือง” ซึ่งโพสต์ต้นทางดังกล่าวได้ระบุข้อความว่า “‘ไทยช่วยไทย พลัส’ กำลังเปลี่ยนจากมาตรการช่วยค่าครองชีพประชาชน กลายเป็นสมรภูมิการเมืองเต็มรูปแบบ…” นอกจากนี้ ภายในภาพกราฟิกประกอบโพสต์ยังมีรูปใบหน้าของ น.ส.ศิริกัญญา ปรากฏอยู่ พร้อมกับข้อความพาดหัวขนาดใหญ่ว่า “การเมืองเล่นแรง ขวาง ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ สกัดแต้มไหลเข้ารัฐบาล”

และจากนั้น น.ส.ศิริกัญญา ได้นำภาพหน้าจอดังกล่าวมาโพสต์ลงบนพื้นที่ของตนเอง พร้อมระบุข้อความในเชิงเหน็บแนมอย่างดุเดือดว่า “ขยันเล่นเฟซ อ่านทุกโพสต์ แต่ไม่อ่านกฎหมายก่อนเซ็นต์ ถ้าว่างขนาดนี้ รบกวนมาตอบกระทู้ที่สภาให้เป็นบุญตาหน่อยค่ะ”

เมื่อ ‘ช่องทางพิเศษ’ กลายเป็น ‘ช่องทางปิดล้อม’ ‘วัส ติงสมิตร’ วิเคราะห์ ปมวิกฤตสิทธิประชาชนล่องหน

22 กันยายน 2569 เวลา 08:11 น.

นักวิชาการอิสระ

วันนี้ 22 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง เกี่ยวกับมุมมองทางกฎหมายในหัวข้อ ‘เมื่อช่องทางพิเศษ กลายเป็นช่องทางปิดล้อม’ วิเคราะห์คดีศิริโชค โสภา ฟ้อง ป.ป.ช. ที่นำไปสู่คำถามใหญ่เรื่องเขตอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตฯ และปรากฏการณ์ ‘สิทธิล่องหน’ ของประชาชนในการตรวจสอบองค์กรอิสระ. ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “เมื่อ “ช่องทางพิเศษ” กลายเป็น “ช่องทางปิดล้อม”: วิกฤตอำนาจตรวจสอบองค์กรอิสระกับสิทธิที่หายไปของประชาชน

จุดเริ่มต้น: คดีศิริโชค โสภา กับคำถามเบื้องต้นที่สะเทือนโครงสร้าง
คดีที่ นายศิริโชค โสภา ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่และประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีความล่าช้าในการไต่สวนคดีรับประโยชน์อื่นใดของ สส. รายหนึ่ง อาจดูเหมือนข้อพิพาทเฉพาะบุคคลในชั้นแรก
แต่สิ่งสำคัญที่สุดกลับไม่ใช่เพียงคำถามว่า จำเลยกระทำความผิดหรือไม่ หากอยู่ที่ “คำถามเบื้องต้นเรื่องเขตอำนาจศาล” ว่า ประชาชนผู้ได้รับความเสียหายจะสามารถนำคดีเข้าสู่การตรวจสอบของศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้หรือไม่ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในองค์กรอิสระถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่?
• หากศาลมีอำนาจพิจารณา: ย่อมยืนยันหลักนิติรัฐว่า ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ แม้กระทั่งผู้มีหน้าที่ตรวจสอบผู้อื่น ก็ยังอยู่ภายใต้กฎหมายและถูกตรวจสอบได้
• หากศาลไม่มีอำนาจพิจารณา: คำถามใหญ่ที่ตามมาทันทีคือ ประชาชนจะพึ่งพากลไกใดในการตรวจสอบการกระทำหรือการละเว้นขององค์กรอิสระ?

วัส ติงสมิตร

การศึกษาวิเคราะห์ปะทะกันของ 3 บรรทัดฐานทางกฎหมาย (Legal Conflict)
ความซับซ้อนของคดีนี้ทวีความแหลมคมยิ่งขึ้น เมื่อพิจารณาผ่านการเปลี่ยนแปลงแนวคำวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาลของประธานศาลอุทธรณ์ ซึ่งปะทะกันถึง 3 บรรทัดฐานสำคัญ:
• คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5673/2562 (มติที่ประชุมใหญ่): เป็นหลักการสูงสุดที่วางแนวไว้ว่า “ช่องทางพิเศษ ไม่ใช่การตัดสิทธิราษฎรฟ้องคดี” โดยเห็นว่ากระบวนการพิเศษที่ดำเนินคดีผ่าน ป.ป.ช. หรือ อสส. เป็นเพียงการเพิ่มช่องทาง มิใช่การตัดสิทธิของราษฎรผู้เสียหายในการฟ้อง ปปช. ต่อศาลอาญาฯ ด้วยตนเองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2)
• แนวเดิม – คำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ วท 12/2562: วินิจฉัยสอดคล้องกับศาลฎีกาประชุมใหญ่ โดยเห็นว่า กกต. หรือองค์กรอิสระมีสถานะเป็นเจ้าพนักงาน เมื่อราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องเองและไม่สามารถเข้าสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตฯ และราษฎรสามารถฟ้องได้
• แนวใหม่ – คำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ วท 12/2569: พลิกแนวคิดโดยเห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 235 ประกอบ พ.ร.ป.วิ.อาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 วางระบบตรวจสอบไว้เป็นการเฉพาะ ให้อำนาจตกแก่ศาลฎีกาฯ เบ็ดเสร็จ คดีที่ฟ้อง กกต. จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตฯ (ฟ้องที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 4)
คำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ (ซึ่งเป็นองค์กรเดี่ยว) ที่ วท 12/2569 ก็ไม่ได้แสดง (และไม่ควรแสดง) เหตุผลหักล้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5673/2562 (โดยมติที่ประชุมใหญ่ซึ่งเป็นองค์กรกลุ่ม มีผู้พิพากษากว่า 170 ท่าน) แต่ประการใด

ปรากฏการณ์ “สิทธิล่องหน” (Illusionary Right) ของประชาชน
หากยึดตามแนวคำวินิจฉัย วท 12/2569 จะทำให้ประชาชนตกอยู่ในภาวะ “สุญญากาศทางกฎหมาย” หรือเกิดสิทธิล่องหนทันที:
• ราษฎร ฟ้องตรงต่อศาลฎีกาฯ ไม่ได้ (เพราะ พ.ร.ป.วิ.อาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ ให้สิทธิเฉพาะ ป.ป.ช. หรือ อสส.)
• ราษฎร ฟ้องตรงต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ไม่ได้ (เพราะติดคำวินิจฉัย วท 12/2569)
• ราษฎร ฟ้องศาลยุติธรรมปกติไม่ได้ (เพราะติด พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ)
สิทธิการฟ้องคดีอาญาของผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานอันแท้จริงในการปกป้องตนเองจากการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ จึงถูกบั่นทอนลงจนไม่สามารถใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ

ผลกระทบแบบโดมิโนต่อคดีเก่าที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์
ความแหลมคมของแนว วท 12/2569 ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคดีใหม่ แต่ส่งแรงสะเทือนไปถึงคดีที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ เคยรับไว้พิจารณาและพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไปแล้ว แต่อยู่ระหว่างอุทธรณ์ (เช่น คดีนาฬิกาเพื่อน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกอดีตประธานและกรรมการ ป.ป.ช.)
หากจำเลยหยิบยกประเด็นเขตอำนาจศาลตามแนว วท 12/2569 ขึ้นต่อสู้ ศาลอุทธรณ์อาจจำต้องพิพากษายกฟ้องเนื่องจากคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ มาตรา 11 ซึ่งระบุให้คำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด ซึ่งเป็นการยกฟ้องด้วยเหตุผลทางเทคนิคทางกฎหมาย มิใช่เพราะจำเลยไม่ได้กระทำความผิด

เงื่อนเวลาทางบริหารและการรอบคอบทางนิติศาสตร์
ข้อเท็จจริงที่ว่า ในคดีของ ศิริโชค โสภา คำวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาลยังส่งลงมาไม่ถึงศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 โดยศาลชี้แจงว่าเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงอย่างมากในวงวิชาการกฎหมาย (ประกอบกับมีข้อมูลว่า ประธานศาลอุทธรณ์ผู้ออกคำวินิจฉัย วท 12/2569 จะย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสในศาลแห่งหนึ่งตามวาระในวันที่ 1 ตุลาคม 2569)
ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนถึง “ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านบริหาร” (Transition Period) ที่สำคัญ:
1)การชะลอเพื่อทบทวนอย่างถี่ถ้วน: ฝ่ายบริหารของศาลตระหนักถึงความสุ่มเสี่ยงหากออกคำวินิจฉัยที่ขัดกับคำพิพากษาศาลฎีกาประชุมใหญ่ 5673/2562 ซึ่งจะกระทบต่อความชอบธรรมของสถาบันศาล
2) การส่งต่อดุลพินิจให้ผู้บริหารชุดใหม่: เปิดโอกาสให้ประธานศาลอุทธรณ์คนใหม่ที่จะเข้ารับตำแหน่ง สามารถใช้ดุลพินิจทบทวน หรือหันกลับไปยึดบรรทัดฐานเดิมตาม วท 12/2562 และฎีกาประชุมใหญ่ได้ เพื่อปิดช่องว่างเรื่องสิทธิล่องหนของประชาชน

วงจรเชิงโครงสร้าง: สว. -> องค์กรอิสระ -> ฝ่ายการเมือง
ประเด็นนี้ย้ำให้เห็นถึงวงจรความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างที่ยึดโยงกันเป็นทอดๆ:
เริ่มต้นจาก ฝ่ายการเมืองและกระบวนการเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ส่งผลต่อการได้มาซึ่ง สว. จากนั้น สว. จะทำหน้าที่ ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระ ซึ่งเมื่อองค์กรอิสระเข้าสู่ตำแหน่งแล้ว ก็มีหน้าที่กลับมาตรวจสอบฝ่ายการเมือง
หากฝ่ายการเมืองสามารถแทรกแซงกระบวนการได้มาซึ่ง สว. และองค์กรอิสระที่ได้รับการแต่งตั้งกลับ “ปลอดจากการถูกตรวจสอบโดยประชาชนผ่านระบบศาล” กลไกการถ่วงดุลอำนาจที่รัฐธรรมนูญออกแบบไว้อย่างสมดุลย่อมไร้ผลในทางปฏิบัติ

บทสรุป: อิสระจากฝ่ายการเมือง ≠ อิสระจากกฎหมาย
องค์กรอิสระถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อใช้อำนาจรัฐให้ “เป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง” แต่ต้องไม่ “เป็นอิสระจากความรับผิดชอบต่อกฎหมายและประชาชน”
คำวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้ จึงไม่ใช่เพียงการต่อสู้ทางกฎหมายระหว่างบุคคล หากแต่เป็น บททดสอบครั้งสำคัญของระบบนิติรัฐในประเทศไทย ว่าจะสามารถรักษาไว้ซึ่งความสมดุลระหว่างความเป็นอิสระขององค์กรอิสระ กับสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างแท้จริงหรือไม่

วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ 22/9/69 #คดีศิริโชค #องค์กรอิสระ #ศาลอาญาคดีทุจริต #เขตอำนาจศาล #นิติรัฐ #สิทธิประชาชน #ปปช #กกต #สิทธิล่องหน #กระบวนการยุติธรรม #วัสติงสมิตร”

วัส ติงสมิตร

หลังจากที่โพสต์ของ วัส ติงสมิตร เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“ความสุจริตยุติธรรมย่อมไม่มีทางตันครับท่านฯสู้ๆๆๆๆ”

“ขอบคุณครับ”

วัส ติงสมิตร
วัส ติงสมิตร
วัส ติงสมิตร
วัส ติงสมิตร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง