แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“และสุดท้ายการจะเดินหน้าผลักดันโครงการนี้(แลนด์บริดจ์) ควรจะเป็นประชาชน และหากจะดำเนินการโครงการนี้จริง ก็ควรจะมีการทำประชามติใน 2 ระดับคือ ประชามติจากคนทั้งประเทศ และจากคนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจะต้องให้ความเห็นชอบ”

นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร

สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

กำนัน-ผญบ.ไม่ยอม จี้สส.ปากเสียขอโทษ

กำนัน-ผญบ.ไม่ยอม  จี้สส.ปากเสียขอโทษ

กำนัน-ผญบ.ไม่ยอม จี้สส.ปากเสียขอโทษ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านภาคกลางกว่า 600 คน ยื่นหนังสือถึงพ่อเมืองกรุงเก่า คัดค้านกรณี “ภัณฑิล”สส.กทม.พรรคประชาชน กล่าวหาพาดพิงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เกี่ยวข้องยาเสพติดแบบเหมารวม จี้ให้ทบทวนถ้อยคำ ยันพร้อมให้ตรวจทุกคน ด้าน ‘พริษฐ์’ แจงกรรมการวินัยพรรค ลงดาบ สส.อย่างได้สัดส่วนความผิด

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ดร.ธวัชชัย นิมา นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านพระนครศรีอยุธยา และประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน 25 จังหวัดภาคกลาง นำสมาชิกมารวมตัวกัน ก่อนอ่านแถลงการณ์แสดงจุดยืน บริเวณหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หน้าศูนย์ราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และยื่นหนังสือผ่านนายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผวจ.พระนครศรีอยุธยาเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา มีการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร โดยนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน โดยอภิปรายเกี่ยวกับยาเสพติดและพาดพิงถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สร้างความไม่พอใจและกระทบต่อภาพลักษณ์ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ

ทั้งนี้ แถลงการณ์ของกลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ระบุว่า การใช้ถ้อยคำดังกล่าวเป็นการกล่าวหาที่รุนแรงและขาดข้อเท็จจริง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และบั่นทอนกำลังใจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

นอกจากนี้กลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยืนยันความพร้อมให้ตรวจสอบตามระเบียบของกรมการปกครอง หากพบผู้กระทำผิดก็ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายแต่ต้องไม่ใช้วิธีกล่าวหาแบบเหมารวม พร้อมเรียกร้องให้ สส.คำนึงถึงจริยธรรมหลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลหรือองค์กร

ด้าน ผวจ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ทางจังหวัดจะส่งเรื่องต่อไปยังกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง และประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อรับทราบและพิจารณาตามขั้นตอน พร้อมย้ำว่ากำนันผู้ใหญ่บ้าน เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐกับประชาชน มีบทบาทในการพัฒนาพื้นที่และรักษาความสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ทั้งนี้ จังหวัดได้กำชับทุกอำเภอดำเนินการสุ่มตรวจปัสสาวะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในการประชุมประจำเดือนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงข้าราชการในสังกัด เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในระยะยาว

ขณะที่นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีออกแถลงการณ์ขอโทษ จากการที่นายภัณฑิล อภิปรายเกี่ยวกับยาเสพติดและมีการพาดพิงถึงกำนันผู้ใหญ่บ้าน ว่าคิดว่าประเด็นที่เป็นปัญหาหลักที่พรรคออกแถลงการณ์คือการอภิปรายที่เป็นลักษณะกล่าวหาเหมารวม ซึ่งเข้าใจว่าทางผู้อภิปรายต้องการที่จะสะท้อนเรื่องยาเสพติด โดยพรรคมองว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ขณะนี้ได้เเรียกนายภัณฑิล เข้าสู่กระบวนการทางวินัยของพรรค คาดว่าจะมีการประชุมในวันที่ 6 พฤษภาคมนี้ เพื่อพิจารณาบทลงโทษที่ได้สัดส่วน ส่วนมาตรการที่จะออกมาหลังจากนี้ขอให้ทางพรรคเป็นฝ่ายชี้แจง

เมื่อถามถึงกรณีที่มีกำนันผู้ใหญ่บ้านบางคนออกมาแสดงความคิดเห็นเรื่องดังกล่าวว่าแค่การขอโทษไม่เพียงพอต้องให้นายภัณฑิล พิจารณาตัวเองด้วยนายพริษฐ์ กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าตัวรับทราบและรับรู้ว่าสิ่งที่ทำไปไม่เหมาะสม ในการใช้คำพูดลักษณะกล่าวหา ซึ่งเจ้าตัวได้ออกมาขอโทษผ่านสื่อไปแล้ว แต่ย้ำว่ามาตรการของทางพรรค เรามองว่าต้องเป็นมาตรการลงโทษที่ได้สัดส่วนกับการกระทำที่เกิดขึ้น
วันเดียวกัน นายสมพิศ ผอบเพชร ประธานชุมชนแฟลต 19-22 ชุมชนคลองเตย ในฐานะประธานเครือข่ายผู้นำเขตคลองเตย พร้อมด้วยนายปานชัย แก้วอัมพรดี ประธานกองทุนแม่ของแผ่นดิน และเครือข่ายชุมชนคลองเตย หารือกันถึงกรณีที่นายภัณฑิล อภิปรายในสภาฯ ลักษณะว่าชุมชนแฟลตคลองเตย สามารถซื้อขายยาเสพติดได้ทุกที่ทุกเวลา โดยนายสมพิศ กล่าวว่า สส.เขตคลองเตย-วัฒนา อภิปรายเช่นนี้ ตนในฐานะประธานเครือข่ายฯ ได้ฟังแล้วเหมือนเป็นการโจมตีพื้นที่คลองเตย ว่าเป็นแหล่งที่มียาเสพติดชุกชุม ส่งผลกระทบต่อลูกหลานที่เรียนจบและกำลังหางานทำ หรือกำลังศึกษาสูงขึ้นในสถาบันการศึกษาต่างๆ ภายนอก รวมถึงเด็กนอกระบบที่กำลังได้รับการศึกษามากขึ้น

ทั้งนี้ ขอให้พรรคประชาชนแสดงความรับผิดชอบต่อสมาชิกพรรคที่อภิปรายโดยขาดความรับผิดชอบ รู้สึกผิดหวังต่อ สส.ที่อภิปรายโดยขาดจริยธรรมต่อสังคม จึงขอประณามการกระทำของ สส.ที่ขาดจิตสำนึกร้ายแรงต่อประชาชนต่อพี่น้องชาวคลองเตยในชุมชนเขตคลองเตย

นอกจากนี้ตัวแทนชุมชนคลองเตยยังเรียกร้องให้นายภัณฑิล ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ขณะที่ตัวแทนชาวชุมชนคลองเตย ถามหาหลักฐานที่มาของการอภิปรายพาดพิงชุมชนคลองเตยเป็นแหล่งยาเสพติด ขณะที่บางคนบอกว่าไม่ต้อนรับ สส.เข้าพื้นที่

ส่วนนายขวัญชัย มิลินทากาศ เลขาธิการชุมชนเพลินจิต เสนอให้ยื่นร้องตรวจสอบจริยธรรม สส.ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพราะถือเป็นการกระทำผิดซ้ำซาก เนื่องจากก่อนหน้านี้ก็มีปัญหาเรื่องผู้ช่วย สส.อย่างไรก็ตาม หลังจากจะยื่นหนังสือถึงนายภัณฑิล และพรรคประชาชน หากภายใน 1 เดือน ไม่มีการแก้ข่าว หรือขอโทษ ก็จะเดินทางไปยังพรรคประชาชนอีกครั้ง

ไฟเขียวพรก.กู้เงิน4แสนล. รับมือสู้วิกฤต ขุนคลังอ้างจำเป็นเร่งด่วน

ไฟเขียวพรก.กู้เงิน4แสนล.  รับมือสู้วิกฤต  ขุนคลังอ้างจำเป็นเร่งด่วน

ไฟเขียวพรก.กู้เงิน4แสนล. รับมือสู้วิกฤต ขุนคลังอ้างจำเป็นเร่งด่วน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไฟเขียวพรก.กู้เงิน4แสนล. รับมือสู้วิกฤต ขุนคลังอ้างจำเป็นเร่งด่วน เตรียมชงเข้าสภา14พ.ค.นี้

นายกฯอนุทิน นำแถลงครม.ไฟเขียว ออกพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้าน หวังแก้ไขวิกฤตพลังงานจากผลกระทบตะวันออกกลาง ชี้แจงเหตุผลรัฐบาลต้องหยุดความเสี่ยงเศรษฐกิจไทย หยุดชะงักเข้าสู่เงินเฟ้อสูง ตั้งเป้าเร่งเยียวยาประชาชน และเปลี่ยนผ่านภาคพลังงาน ย้ำรักษาวินัยการคลังเคร่งครัด’เอกนิติ’แจงยิบ พ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้าน เสนอเข้าสภาฯ14พ.ค.นี้ตั้ง‘ปลัดคลัง’ปธ.กลั่นกรองโครงการฯ ยันทยอยกู้-ไม่กู้มากองก้อนเดียว คาด”ไทยช่วยไทยพลัส”แจก30ล้านสิทธิ พร้อมเปิดลงทะเบียนปลาย พ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 12.00 น.ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นำคณะรัฐมนตรี(ครม.)ร่วมแถลงข่าวรายละเอียดการออกร่างพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้กระทรวงการคลังกู้เงินพ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาทว่าวันนี้ตนและครม.ขออนุญาตมารายงานให้ทราบถึงการตัดสินใจของรัฐบาลในเรื่องของมติครม.ร่างพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. (ร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤติพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศหรือที่ท่านจะได้ยินตามรายงานข่าวในชื่อสั้นๆว่าพ.ร.ก.กู้เงิน

“การตัดสินใจครั้งนี้เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเนื่องจากราคาพลังงานและลุกลามไปสู่ราคาอาหารและค่าของชีพของประชาชนซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ที่เป็นปกติและไม่ใช่สถานการณ์ที่เราจะรอได้ ดังนั้นหน้าที่ของรัฐบาลคือการหยุดความเสี่ยง เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจหดตัวในระยะถัดไป ซึ่งจะต้องทำอย่างทันถ่วงที”นายกฯระบุ

อ้างเหตุผลจำเป็นเร่งด่วน2ประการ

นายกฯกล่าวอีกว่าดังนั้นพวกเราจึงมีความจำเป็นและเห็นด้วยที่จะต้องใช้เครื่องมือพิเศษผ่านการออก พ.ร.ก.ภายใต้หลักกฎหมายที่ชัดเจนว่าเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นเร่งด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้พ.ร.ก.ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนอยู่ 2 ประการคือ 1.เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อการของชีพของประชาชน และประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก และเพื่อเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ลดความเปราะบางและตอบโจทย์การแก้ปัญหาของประเทศ มาตรการภายใต้พ.ร.ก.ฉบับนี้จะมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสำคัญ คือประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ประชาชนผู้มีรายได้น้อย รายได้ปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการ รวมทั้งลดต้นทุนให้กับภาคการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้ โดยไม่ถูกผลกระทบซํ้าจากต้นทุนที่สูงขึ้น และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือ ดําเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

และ2.มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม และสนับสนุนการใช้พลังงานเพื่อให้มี ประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิง การใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก เพื่อให้ประเทศไทยมีต้นทุนพลังงานที่มั่นคงและแข่งขันได้ไม่ต้องเผชิญความปันผลแบบนี้ และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม โดยมีทิศทางควบคู่กันคือ ช่วยเหลือและบรรเทาการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนควบคู่กับการลดต้นทุนให้กับภาคเกษตรกรรมผ่านการจัดหาปุ๋ยรวมทั้งการพัฒนาทรัพยากรคนโดยการอัพสกิลรีสกิล ของเราให้มีศักยภาพในการแข่งขันของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยหลักการและเหตุผลดังที่กล่าวมา

ย้ำรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด

นายกฯกล่าวอีกว่า จึงเป็นการวางรากฐานประเทศเพื่อลดความปลอดภัยในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัดซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤติของโลกมันหายไป แต่จะทำให้มีกลไกที่จะรับมือกับปัญหา และเป็นการประคับประคองพี่น้องของเราที่มีกำลังน้อยให้สามารถฝ่าวิกฤตในครั้งนี้ไปด้วยกัน อีกทั้งยังจะทำให้ประเทศไทยของเรามีความเข้มแข็ง มีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สำหรับรายละเอียดของพ.ร.ก.ฉบับนี้ รมว.คลังจะชี้แจงให้ทราบต่อไปในรายละเอียด

ลั่นทำทุกอย่างเพื่อผ่านวิกฤติด้วยกัน

“ในส่วนของเชิงนโยบายพวกเราทุกคนวันนี้ยินดีเป็นเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาพบกับพี่น้องประชาชนเพื่อแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นที่จะยืนเคียงข้างพี่น้องประชาชนในการที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ เราจะทำทุกอย่างจนสุดความสามารถที่เรามีอยู่ที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่พี่น้องประชาชนให้ผ่านวิกฤติการครั้งนี้ไปได้ด้วยดีด้วยกัน”นายกฯกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการแถลงข่าวเสร็จสิ้น นายอนุทิน ได้เรียก นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เข้าหารือความคืบหน้าการจัดหาปุ๋ยบนตึกไทยคู่ฟ้า.

‘เอกนิติ’แจงยิบพรก.กู้เงิน4แสนล้าน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง แถลงรายละเอียดร่างพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน กรอบวงเงิน 4แสนล้านบาทว่าวิกฤตการณ์ในครั้งนี้เป็นวิกฤตระดับโลกที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องของประชาชน เป็นเหตุผลสำคัญที่กระทรวงการคลังต้องเสนอให้ครม.พิจารณาอนุมัติในวันนี้เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนที่มีความจำเป็นเร่งด่วน

โดยความจำเป็นแรก เกิดจากวิกฤตในตะวันออกกลางและสถานการณ์โลกที่มีทั้งความรุนแรง ความรวดเร็วและเกิดขึ้นเป็นระลอก ซึ่งความรุนแรงที่เห็นได้ชัดคือวิกฤตพลังงานที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ความรวดเร็วของผลกระทบคือเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นจะส่งผลต่อต้นทุนทันที โดยเฉพาะประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงจึงได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว

ชี้ปล่อยวิกฤตทวีความรุนแรงแก้ยาก

“วิกฤตครั้งนี้มีความแตกต่างจากในอดีตเช่นในช่วงโควิดที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วจบไป แต่ปัจจุบันวิกฤตมาในลักษณะเป็นระลอก เริ่มจากสงครามตามมาด้วยวิกฤตพลังงานราคาน้ำมันสูง และกำลังก้าวสู่ระลอกที่สามคือวิกฤตต้นทุนการผลิตที่จะสูงขึ้น ต่อเนื่องไปยังวิกฤตค่าครองชีพที่จะกระทบคนส่วนใหญ่ และระลอกที่ห้าคือวิกฤตด้านกำลังซื้อ หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปโดยไม่แก้ไขจะยิ่งทวีความรุนแรงและแก้ได้ยากขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว

แจง2เหตุผลแก้ปากท้อง-รับมือพลังงาน

รองนายกฯกล่าวว่าดังนั้นจึงเป็นเหตุผลความจำเป็นที่ต้องมีการออกพระราชกำหนดเพื่อแก้ไขปัญหาวิถีปากท้องในครั้งนี้โดยวัตถุประสงค์หลักมี 2เรื่อง1.การแก้ปัญหาวิกฤตปากท้องเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มที่อ่อนไหวซึ่งไม่มีกำลังเพียงพอจะรองรับผลกระทบได้เหมือนกับกลุ่มอื่น2.การเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เนื่องจากประเทศไทยมีการพึ่งพาน้ำมันในระดับสูงทำให้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เราจึงจำเป็นต้องลดความเปราะบางและลดค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน ด้วยการเปลี่ยนจากการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมาใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อพัฒนาประเทศไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่และเตรียมความพร้อมในโลกยุคน้ำมันแพงที่จะยังคงอยู่ต่อไป

“หากเราไม่ปรับตัวในตอนนี้วิกฤตจะเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมและแก้ไขได้ยากขึ้น สำหรับวงเงินนั้นได้ตัดสินใจใช้ที่400,000ล้านบาทโดยปรับลดลงมาจากแผนเดิมที่ 500,000 ล้านบาท เพื่อยึดหลักวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด”รองนายกฯระบุ

แบ่ง2ส่วนใช้เยียวยา-ส่งเสริมใช้พลังงาน

นายเอกนิติกล่าวว่าในส่วนของงบประมาณ 400,000 ล้านบาทนี้ แบ่งเป็น 200,000 ล้านบาทแรกเพื่อใช้เยียวยา บรรเทาผลกระทบ และลดค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนโดยตรง ส่วนอีก 200,000 ล้านบาทหลังจะใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบควบคู่ไปกับการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน เช่น การส่งเสริมให้ใช้พลังงานสะอาดมากขึ้นเพื่อลดความเปราะบางในระยะยาว เนื่องจากไม่สามารถคาดเดาได้ว่าวิกฤตจะยืดเยื้อเพียงใด

ยันกู้เงินไม่กระทบเพดานหนี้สาธารณะ

“วงเงินกู้จำนวนนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งจากการประเมินของกระทรวงการคลังพบว่าสัดส่วนหนี้ยังคงอยู่ที่ 70%ของ GDP ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้และเป็นการเน้นย้ำถึงวินัยทางการคลัง หัวใจสำคัญคือการป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตหรือที่เรียกว่าภาวะStagflation ซึ่งประกอบด้วยปัญหาเงินเฟ้อควบคู่ไปกับวิกฤตกำลังซื้อที่หากปล่อยไว้จะยิ่งแก้ไขได้ลำบาก”นายเอกนิติ ระบุ

โอนงบ69ไม่ถึง5หมื่นล./รองบ70ไม่ทัน

รองนายกฯกล่าวว่าจากการพิจารณาแหล่งเงินทุนที่มีอยู่ พบว่าเราไม่สามารถรอการใช้งบประมาณปกติได้ เนื่องจากงบประมาณปี2569มีเงินเหลือไม่ถึงแสนล้านบาท หรือจากการรวบรวมเบื้องต้นมีอยู่ไม่เกิน 50,000ล้านบาทซึ่งไม่เพียงพอต่อสถานการณ์ การใช้งบกลางก็มีเงินเหลือเพียงประมาณ 20,000ล้านบาท ก็ต้องสำรองไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินอื่นๆ ขณะที่งบประมาณปี 2570ต้องรอไปจนถึงเดือนตุลาคมหรืออีก15เดือนข้างหน้า ซึ่งไม่ทันท่วงทีต่อความจำเป็นเร่งด่วน พระราชกำหนดฉบับนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการนำเงินมาช่วยกลุ่มเปราะบางและปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าที่ปัจจุบันสูงถึง 7-8% ของ GDP

เข้าสภา14พค.นี้/ตั้งปลัดคลังกลั่นกรอง

นายเอกนิติกล่าวต่อว่า โดยในขั้นตอนต่อไปหลังจากครม.อนุมัติพระราชกำหนดคือการรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา และภายในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ จะเสนอเข้าสู่รัฐสภา ก่อนแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองรายจ่ายเพื่อพิจารณาโครงการที่หน่วยงานต่างๆนำเสนอ สำหรับคณะกรรมการชุดนี้จะประกอบด้วยปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการบรรเทาผลกระทบประชาชนและเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานซึ่งพระราชกำหนดฉบับนี้จะระบุเป้าหมายไว้ชัดเจนกว่าฉบับอื่นๆที่เคยมีมาโดยกฎหมายมีทั้งหมดประมาณ 11มาตรา โดยมุ่งเน้นความรวดเร็วและกำหนดให้พิจารณาโครงการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ และสามารถเบิกใช้ได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570

ลุยคนละครึ่งพลัส-บัตรสวัสดิการ

ขณะที่การดำเนินโครงการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเช่นโครงการคนละครึ่งพลัส หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็สามารถเสนอเรื่องเข้ามาผ่านกระบวนการกลั่นกรองได้เช่นเดียวกัน แต่เบื้องต้นโครงการคนละครึ่งพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นเพียงตัวโครงการสามารถพิจารณาแหล่งเงินที่เหมาะสมได้นอกเหนือไปจากเงินกู้จากพ.ร.ก.ฉบับนี้ทั้งการตัดโอนงบประมาณ การใช้งบประมาณปกติ

ส่วนการกู้เงินครั้งนี้จะเป็นการกู้ในประเทศทั้งหมดจึงไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและปัจจุบันสภาพคล่องในระบบการเงินไทยยังอยู่ในระดับสูงกว่า 1ล้านล้านบาทตามข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ดังนั้นต้นทุนการกู้เงินในปัจจุบันถือว่าถูกมากเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ และจะเน้นการดำเนินโครงการระยะสั้นให้จบสิ้นภายในเดือนกันยายน 2570เพื่อให้ครอบคลุมช่วงวิกฤต

แจงขั้นตอนออกพ.ร.ก.กู้4แสนล้าน

จากนั้น นายเอกนิติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบอนุมัติพ.ร.ก.กู้เงิน 4แสนล้านบาทว่าหลังจากที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 14 พฤษภาคมนี้จะต้องเข้าไปยังที่ประชุมรัฐสภา รวมถึงจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการและประชุมเป็นนัดแรก โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ในวันนี้มีการกำหนดกรอบวัตถุประสงค์การออกพ.ร.ก.แบบกว้างๆว่ามีวัตถุประสงค์เพื่ออะไรซึ่งจะเน้นความโปร่งใสและเปิดเผยข้อมูล ก่อนย้ำว่าทุกโครงการจะต้องเข้าที่ประชุม ครม.

ยันทยอยกู้-ไม่กู้มากองก้อนเดียว

เมื่อถามย้ำว่าการออกพ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าวจะนำมาใช้ในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”ใช่หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่าไทยช่วยไทยพลัสเป็นหนึ่งในโครงการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่จะนำมาช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการซึ่งแหล่งเงินจะมาจากตรงนี้ส่วนหนึ่งและอีกส่วนหนึ่งมาจาก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ขณะนี้มีข้อมูลเบื้องต้นแล้ว รวมไปถึงงบฯปกติ ส่วนจะนำเงินจากการกู้เงินมาใช้จำนวนเท่าใดขอดูรายละเอียดก่อน แต่ยืนยันว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสมีแน่ ส่วนแหล่งเงินจะมาจากที่ใด กระทรวงการคลังจะเป็นผู้พิจารณา

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่าในพ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวไม่ได้ระบุรายละเอียดโครงการต่างๆที่จะใช้งบประมาณจากส่วนนี้ชัดเจน มีเพียงเป็นวัตถุประสงค์เท่านั้น เมื่อถามว่าส่วนประกอบระยะเวลาการกู้เงินจะเป็นเท่าใด นายเอกนิติ กล่าวว่า จะเป็นการกู้เงินตามระยะเวลา ไม่ใช่เป็นการกู้มากองทีเดียว เพื่อไม่ให้เป็นต้นทุนที่กองไว้

คาด”ไทยช่วยไทยพลัส”แจก30ล้านสิทธิ

เมื่อถามว่าความชัดเจนสิทธิของประชาชนในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”จะมีจำนวนเท่าใดนั้น นายเอกนิติกล่าวว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาแต่ภาพรวมผู้ได้สิทธิปกติและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากการดูงบประมาณในเบื้องต้น คาดว่าอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านสิทธิ แต่ก็ต้องดูงบประมาณก่อน ส่วนตัวมองว่าจำนวน30ล้านสิทธิก็น่าจะเพียงพอ เนื่องจากก่อนหน้านี้ที่เคยทำมาสามารถทำได้สูงสุด 28ล้านสิทธิ ส่วนรายละเอียดของผู้ที่จะได้ใช้สิทธิ จะเป็นผู้ที่มีอายุเกินกว่า 18ปีหรือไม่ ขอพิจารณาอีกครั้งหนึ่งก่อน

เมื่อถามว่าจะสามารถเปิดให้ลงทะเบียนกลุ่มผู้ได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ได้เมื่อใดนั้น นายเอกนิติกล่าวว่า คิดว่าจะทำพร้อมกันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม

คลังชง”ไทยช่วยไทยพลัส”เข้าครม.19พค.

ที่กระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.การคลังเปิดเผยว่าคลังเตรียมนำเสนอโครงการ”ไทยช่วยไทยพลัส”เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ในสัปดาห์หน้าและคาดว่าจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติอย่างเร็วที่สุดวันที่19พ.ค.ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน

โดยโครงการนี้เกิดจากแนวคิดที่ต้องการนำโครงการ”คนละครึ่ง”และโครงการ”บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”มารวมกันเป็นโครงการเดียว สำหรับรูปแบบของโครงการ”ไทยช่วยไทยพลัส”จะมีการออกแบบให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่พอจะมีกำลังจ่าย จะใช้รูปแบบการสมทบ โดยรัฐบาลจะช่วยสนับสนุน 60%และประชาชนจ่ายสมทบ 40%ขณะที่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหนักและไม่มีรายได้ จะได้รับเงินช่วยเหลือโดยตรงโดยไม่ต้องจ่ายสมทบ

ดีเดย์เริ่มใช้จ่าย1มิ.ย.นี้ตามเป้าเดิม

ทั้งนี้รัฐบาลยังคงตั้งเป้าหมายที่จะเปิดให้ประชาชนเริ่มลงทะเบียนปลายพ.ค.และใช้งานโครงการได้ในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ เบื้องต้นกำหนดจำนวนผู้ที่ได้รับสิทธิ์รัฐสมทบ 60% อยู่ที่ 30 ล้านคน และส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการมีจำนวน 13.4 ล้านคน ส่วนเรื่องรายละเอียดของโครงการจะมีการพิจารณาอีกครั้งในคณะกรรมการกลั่นกรองฯ

ในส่วนของแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ดำเนินโครงการนั้น นายเอกนิติชี้แจงว่า แหล่งเงินสามารถมาจากหลายส่วนประกอบกัน ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องมาจากเงินกู้เพียงอย่างเดียว โดยเบื้องต้นมี 3 แหล่งเงินที่สามารถนำมาใช้ได้ ประกอบด้วย พ.ร.ก.กู้เงิน งบกลางและงบประมาณที่ดึงกลับมาในส่วนที่ยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้าง

นายเอกนิติกล่าวย้ำว่า เรื่องแหล่งเงินกับเรื่องการใช้เงินนั้นเป็นคนละส่วนกัน ซึ่งทางกระทรวงการคลังจะเป็นผู้พิจารณาจัดหาแหล่งเงินที่เหมาะสมที่สุดต่อไป ขอให้ประชาชนไม่ต้องกังวล เพราะการเริ่มเปิดใช้งานโครงการในวันที่ 1 มิ.ย.ยังคงเป็นไปตามเป้าหมายเดิมที่รัฐบาลได้ประกาศไว้

ปชป.เตรียมเปิด50ผู้สมัครสก.

นายสกลธีภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯเปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.)พรรคประชาธิปัตย์ว่าในช่วงเย็นวันนี้(5พ.ค.) จะมีการประกาศรายชื่อว่าที่ผู้สมัครสก.พรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง 50 เขต ภายหลังคณะกรรมการบริหารพรรคฯจะได้รับรองรายชื่อผู้สมัครทั้งหมดแล้วโดยมีอดีต สก.พรรคประชาธิปัตย์และสก.จากพรรคการเมืองอื่นๆทั้งจากพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ที่มีแนวทางการทำงานร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ได้ ประมาณ 12-13คน และยังมีอดีตผู้สมัครที่มีคะแนนในพื้นที่ดีรวมถึงคนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจ

โดยมั่นใจหลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กลับมานำพรรคฯ ความนิยมของพรรคฯในกรุงเทพฯ มีมากขึ้นและว่าที่ผู้สมัครพรรคฯก็ทำงานหนักจึงมั่นใจว่าหลายเขตที่พรรคจะสามารถปักธงได้มากกว่าการเลือกตั้งสก.ครั้งก่อนแน่นอน ไม่เหมือนกับการเลือกตั้ง สส.ที่พรรคประชาชน ได้ทั้ง33เขตการเลือกตั้ง

ยังอุบชื่อชิงผู้ว่ากทม.แย้มประสานรบ.ได้

นายสกลธียังกล่าวถึงสาเหตุที่ยังไม่มีการเปิดรายชื่อผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ของพรรคฯว่าเนื่องจากผู้สมัครที่ได้มีการทาบทามไว้ มีหน้าที่การงานที่จะต้องไปจัดการก่อนซึ่งพรรคจะเปิดตัวช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ ทั้งนี้ จุดแข็งของว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ของพรรคเมื่อนายอภิสิทธิ์มีการทาบทามไปก็ได้รับการตอบรับทันที เป็นผู้มีประสบการณ์ทางการเมือง เคยเป็นผู้บริหารธุรกิจเอกชน มีบุคลิกในการประสานงาน หากได้รับการเลือกตั้ง มั่นใจว่าจะสามารถประสานงานกับรัฐบาลได้อย่างไร้รอยต่อแน่นอน รวมถึงยังมีนโยบายกรุงเทพฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ 4 ปี จะสามารถตอบโจทย์ให้ประชาชนชาวกรุงเทพฯ ได้แน่นอน

‘เพื่อไทย’คัดส่ง20ผู้สมัครชิงเก้าอี้สก.

ที่ทำเนียบรัฐบาลน.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกำกับดูแลกรุงเทพมหานครกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมส่ง ผู้สมัครลงชิงสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.)ว่า ในส่วนของส.ก.เดิมของพรรคเพื่อไทย ก็ยังยืนยันว่าจะลงต่อโดยมีการขออนุญาตใช้โลโก้พรรคซึ่งงพรรคไม่ได้ติดขัดและปฏิเสธฉะนั้นก็คืออนุญาตให้ใช้สามารถลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทยได้ในการส่งผู้สมัครสก.ครั้งนี้ ไม่ครบทั้ง 50 เขต แม้เราจะมีบุคลากรอยู่ แต่ต้องประเมินความแตกต่างในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมี 20 สก.เดิมของพรรคเพื่อไทยก็มีทั้งคนที่ยังอยู่และมีคนที่เปลี่ยนไปลงในนามอิสระหรือกลุ่มต่างๆแล้ว

“ดังนั้นจะมีการคัดผู้สมัครทั้งผู้สมัครเดิมและผู้สมัครใหม่ที่จะเข้ามาเสริมจะพยายามเคาะรายชื่อใหม่โดยเร็วที่สุด คิดว่าขณะนี้หลายกลุ่มอยู่ระหว่างการทำงาน ในเบื้องต้นอย่างน้อย ส.ก.เดิม ที่ไม่มีชื่อไปไหน ยังยืนยันที่จะอยู่ต่อ ซึ่งคร่าวๆในมือมีอยู่ 20รายชื่อ แต่เป็นเฉพาะคนที่ทำงานอยู่กับพรรค ทั้งสก. ปัจจุบันและผู้ที่เสนอตัวเข้ามาเป็นผู้แทนในระดับท้องถิ่น”น.ส.ธีรรัตน์ ย้ำ

มติ ปชป.ยื่นศาล รธน. เบรก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน

มติ ปชป.ยื่นศาล รธน. เบรก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน

มติ ปชป.ยื่นศาล รธน. เบรก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.24 น.

5 พฤษภาคม 2569 นายกรณ์ จาติกวนิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า #ประชาธิปัตย์ มีมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ร้องเรียนการออก พรก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาทว่าไม่เป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ

โดยปกติรัฐบาลสามารถขาดดุลได้ตามกฎหมาย ปีนี้ก็ใช้เงินเกินกว่ารายได้ไปกว่า 700,000 ล้าน ปี 2570 ก็ตั้งใจจะขาดดุลอีกเกือบ 800,000 ล้าน

รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถกู้เพิ่มจากเพดานเงินกู้งบประมาณเพียงในกรณีที่ต้องใช้เงินเร่งด่วน “เพื่อรักษาความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจ” และเป็นกรณีที่ “จำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้” เท่านั้น!

กรณีในอดีตที่มีการออก พรก. คือ ต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ และโควิด ซึ่งในทั้งสามกรณีนั่นเศรษฐกิจวิกฤติระดับ GDP ติดลบ หากไม่ออก พรก.จะส่งผลต่อความมั่นคงโดยรวม

วันนี้ไม่ใช่ ปัญหาพลังงาน เพิ่มภาระให้กับประชาชนจริง แต่การแก้ที่ถูกต้องไม่ได้แก้ด้วยการกู้เงินมาอัดฉีดในระบบ ส่วนโครงการโซลาร์ที่รัฐบาลจะใช้เงิน พรก.ก็เป็นลักษณะโครงการที่ควรใช้เงินงบประมาณปกติได้

รัฐบาลควรเร่งออก พรบ.โอนงบประมาณ ซึ่งจะได้งบกลับคืนมาใช้จามที่รัฐบาลเห็นว่าเหมาะสมอีก 50,000 ล้านบาท บวกกับรัฐบาลยังมีเพดานเงินกู้ในปีงบประมาณปัจจุบันอีก 17,000 ล้านบาทที่สามารถใช้ได้ผ่านการออกงบกลางปี

และถ้ารัฐบาลจริงใจต่อการช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน รัฐบาลควรปรับลดภาษีสรรพสามิตนํ้ามัน 7 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นวิธีที่ประชาชนทุกคนจะได้ประโยชน์ ทั้งจากค่านํ้ามันที่ลดลง และจากราคาสินค้าที่ไม่ต้องปรับสูงขึ้นจากต้นทุนการผลิตและต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น

อย่าเอาทุกเหตุผลที่ประชาชนเดือดร้อนมาอ้าง เพียงเพื่อให้รัฐบาลได้ตีเช็คเปล่าโดยไม่ด่วนจริงมาใช้มือเติบเลยครับ มีทักษะในการบริหารราขการแผ่นดินแบบมีวินัยการคลังที่ยังสามารถทำได้อยู่..

ดังนั้น ไม่นับเป็นการเร่งด่วน “อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” แน่นอน

ทร.แจงปม 2 กำลังพลเอี่ยวลอบยิง ส.ส. นราธิวาส ยันพร้อมร่วมมือกระบวนการยุติธรรมเต็มที่

ทร.แจงปม 2 กำลังพลเอี่ยวลอบยิง ส.ส. นราธิวาส ยันพร้อมร่วมมือกระบวนการยุติธรรมเต็มที่

ทร.แจงปม 2 กำลังพลเอี่ยวลอบยิง ส.ส. นราธิวาส ยันพร้อมร่วมมือกระบวนการยุติธรรมเต็มที่

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.15 น.

กองทัพเรือยืนยันยึดหลักกระบวนการยุติธรรม กรณีข้าราชการถูกกล่าวหาเกี่ยวพันเหตุการณ์ลอบยิง ส.ส.นราธิวาส พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่

5 พฤษภาคม 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏกรณีเหตุลอบยิงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส และล่าสุดพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกข้าราชการกองทัพเรือ จำนวน 2 นาย เข้าพบพนักงานสอบสวน นั้น เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. ข้าราชการสองนายดังกล่าวพร้อมด้วยทนายความและนายทหารพระธรรมนูญ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนจังหวัดนราธิวาสตามหมายเรียก

ต่อมาเวลา 14.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาในความผิด “เป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นก่อเหตุพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” ซึ่งข้าราชการทั้ง 2 นาย ได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ภายหลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ถูกกล่าวหาไปยื่นคำร้องขอฝากขังต่อศาลจังหวัดนราธิวาส เพื่อดำเนินการตามกระบวนการสอบสวน ทั้งนี้ ศาลได้พิจารณาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยกำหนดหลักประกันคนละ 200,000 บาท

โฆษกกองทัพเรือ กล่าวย้ำว่า กองทัพเรือได้ติดตามและให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม โดยยึดหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด และพร้อมจะให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนอย่างเต็มที่ และขอยืนยันว่า หากผลการสอบสวนปรากฏข้อเท็จจริงประการใด จะดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาดและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกองทัพเรือเป็นสำคัญ

เท้ง ลั่น!สู้สนาม กทม. ผลักดันวาระเมือง ส่งฟูลทีมสร้างกรุงเทพฯ ที่ง่ายขึ้น

เท้ง ลั่น!สู้สนาม กทม. ผลักดันวาระเมือง ส่งฟูลทีมสร้างกรุงเทพฯ ที่ง่ายขึ้น

เท้ง ลั่น!สู้สนาม กทม. ผลักดันวาระเมือง ส่งฟูลทีมสร้างกรุงเทพฯ ที่ง่ายขึ้น

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.48 น.

“เท้ง”ลั่น!สู้สนาม กทม. ผลักดันวาระเมือง ส่งฟูลทีมสร้างกรุงเทพฯ ที่ง่ายขึ้น ครบทั้งผู้ว่าฯ-ส.ก.-ทีมบริหาร ผนึกกำลัง สส.กทม.รับใช้คนกรุงเทพฯ

5 พฤษภาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวปิดท้ายเวทีเปิดแคมเปญผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายใต้ชื่องาน “กรุงเทพง่ายๆ by ผู้ว่าประชาชน” ซึ่งพรรคประชาชนจัดขึ้นที่ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์

โดย นายณัฐพงษ์ กล่าวปิดท้ายเวทีถึงเหตุผลที่พรรคตัดสินใจสู้ในสนาม กทม.ว่า การตัดสินใจส่งตัวแทนพรรคลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน ไม่ใช่การช่วงชิงพื้นที่ทางการเมือง ไม่ใช่แค่การรักษาฐานเสียง แต่คือโอกาสในการนำเสนอวาระเมืองของกรุงเทพฯ ว่าอีก 4 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้า กรุงเทพฯ ควรมีหน้าตาแบบไหน

“เราต้องการสร้างกรุงเทพฯ ที่เป็นหลังพิงให้กับคนที่ล้ม และเป็นลมใต้ปีกให้กับทุกคน มีสวัสดิการโอบอุ้มคนทุกคนอย่างเท่าเทียม และสร้างโอกาสในการเติบโต ตั้งตัว ขยายธุรกิจ ค้าขายง่ายขึ้น เลี้ยงครอบครัวง่ายขึ้น เดินทางง่ายขึ้นสำหรับทุกคน แต่ทั้งหมดนี้ ไม่สามารถทำได้โดยผู้ว่าเพียงคนเดียว การที่เราจะดูแลคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ ให้ครบถ้วน เราต้องทำงานร่วมกันในหลายระดับ เราต้องการ สส.แก้กฎหมาย เพิ่มอำนาจให้ กทม.จัดการคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ ให้ได้มากขึ้น
เราต้องการผู้ว่าฯ กำหนดทิศทางนโยบาย บริหารเมือง ขับเคลื่อนกลไกการทำงาน เราต้องการทีมบริหารมืออาชีพ เพื่อดูแลงานแต่ละด้านด้วยประสบการณ์ ข้อมูล และองค์ความรู้ เราต้องการ ส.ก.ดูแลพื้นที่ ใกล้ชิดประชาชนอย่างทั่วถึงในทุกเขต ตรวจสอบงบประมาณที่ควรใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ รวมถึงผลักดันวาระเขต ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างตรงจุด และที่สำคัญที่สุดที่ขาดไม่ได้คือ “ประชาชน” คนกรุงเทพฯ ที่จะต้องได้รับการดูแลจากเมืองๆ นี้ พวกคุณเองก็เป็นส่วนสำคัญในการสร้างเมือง ผ่านการมีส่วนร่วม คิด ออกแบบนโยบาย ติดตามตรวจสอบการทำงานของเมือง โดยเมืองที่ดี ต้องเอื้อให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้ง่าย โปร่งใส มีความหมาย ไม่เป็นภาระกับประชาชน

วันนี้ ผมยืนยันว่า พรรคประชาชนเดินเข้าสู่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ ด้วยความพร้อม ครบทุกด้าน หลายท่านอาจจะมองว่าสนามนี้สู้ยาก ผมยอมรับว่ายาก เพราะผู้ว่าราชการคนปัจจุบัน ท่านทำงานได้ดี เป็นที่พอใจของพี่น้องประชาชน แต่เราพร้อมสู้ เรามั่นใจว่าเรามีวาระกรุงเทพที่จะนำเสนอต่อประชาชน และเรามีฟูลทีม” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ทั้งนี้ นายณัฐพงษ์ ได้เปิดรายชื่อทีมบริหาร กทม.ได้แก่ 1. วรภพ วิริยะโรจน์ ดูแลด้านเศรษฐกิจและการคลัง 2. วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ดูแลด้านปราบปรามคอร์รัปชัน 3. วัลลภ ตรีฤกษ์งาม ดูแลด้านสวัสดิการ 4. ศ.อมร พิมานมาศ ดูแลด้านโยธา และ 5. นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย ดูแลด้านสาธารณสุข

นอกจากนี้ ยังมีทีมที่ปรึกษาอีก 2 คน ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาทางนโยบายและการบริหารราชการ กทม.ได้แก่ 1. เดชรัต สุขกำเนิด ดูแลด้านคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม 2. เพียงพนอ บุญกล่ำ ดูแลด้านปฏิรูประบบราชการ

“นี่คือฟูลทีม ที่มีครบทั้งเจตจำนงทางการเมือง ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และความสามารถในการผลักดันกฎหมาย พร้อมเปลี่ยนเรื่องยากๆ ให้เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น เช่นการใช้สิทธิ 30 บาท และการส่งตัวผู้ป่วย การจัดการจราจร และการกำหนดเส้นทางขนส่งสาธารณะ การจัดการมลพิษ และฝุ่น PM2.5 ทั้งหมดที่ผมกล่าวมานี้ ล้วนเป็นปัญหาใกล้ตัวที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งต้องใช้การผลักดันไปพร้อมกันทุกระดับ ตั้งแต่การถ่ายโอนภารกิจจากรัฐส่วนกลางไปยังท้องถิ่น การแก้ไขกฎหมายในระดับประเทศ เช่น พ.ร.บ.ขนส่งทางบก , พ.ร.บ.อากาศสะอาด ควบคู่กับการผ่านข้อบัญญัติ ซึ่งเป็นกฎหมายในระดับท้องถิ่น ซึ่งกฎหมายบางฉบับ เราสามารถผลักดันจนเป็นผลสำเร็จ ถึงแม้ยังเป็นเสียงส่วนน้อยในสภาฯ ทั้งสภาผู้แทนราษฎร และสภากรุงเทพมหานคร”

นายณัฐพงษ์ ปิดท้ายด้วยการกล่าวขอบคุณคนกรุงเทพฯ ที่มอบความไว้วางใจให้กับพรรคประชาชนผ่านการเลือกตั้ง สส. 2 สมัยที่ผ่านมา และเชิญชวนทุกคน เปลี่ยนความไว้วางใจเหล่านั้น เป็นคะแนนเสียงเพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่พร้อมซัพพอร์ตคุณในทุกแง่มุมของชีวิต

ฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ เยือนราชอาณาจักรสวีเดน พระราชณิธานอันแน่วแน่ในการ ‘สืบสาน รักษา และต่อยอด’ งานหัตถศิลป์ไทยสู่สากล

ฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ เยือนราชอาณาจักรสวีเดน พระราชณิธานอันแน่วแน่ในการ ‘สืบสาน รักษา และต่อยอด’ งานหัตถศิลป์ไทยสู่สากล

ฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ เยือนราชอาณาจักรสวีเดน พระราชณิธานอันแน่วแน่ในการ ‘สืบสาน รักษา และต่อยอด’ งานหัตถศิลป์ไทยสู่สากล

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

นับเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ถูกกล่าวขานถึงไปทั่วโลกตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรสวีเดน ระหว่าง 29 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2569 ของ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน เพื่อทรงร่วมงานพระราชพิธีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ 80 พรรษา  โดยเฉพาะพระสิริโฉมและรอยแย้มพระสรวลอันงดงามของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในฉลองพระองค์อันสะท้อนความวิจิตรของศิลปหัตถกรรมไทย ผ่านการออกแบบที่ประณีตและร่วมสมัย ทั้งผ้าไหมไทย งานปักฝีมือช่างไทย และเครื่องประดับอันทรงคุณค่า ถูกเผยแพร่ด้วยความชื่นชมอย่างกว้างขวางผ่านสื่อในทุกแพลตฟอร์มทั้งในประเทศสวีเดนและสื่อทั่วโลก  ทุกองค์ประกอบมิได้เป็นเพียงความงดงามแห่งฉลองพระองค์ หากยังเป็นการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย และนำเสนอคุณค่าของงานศิลปาชีพไทยให้ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกอย่างภาคภูมิ

ฉลองพระองค์เดรสโค้ตแขนยาวสีดำ “ผ้าไหมยกดอกลำพูน ลายผีเสื้อ”

ในวันแรกของการเสด็จพระราชดำเนินเยือน 29 เมษายน 2569  สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินี ทรงปรากฏพระองค์อย่างสง่างามในทรงฉลองพระองค์โค้ท (Coat) ทรงคอลัมน์เข้ารูปสีน้ำเงินเข้ม (Midnight Blue) ซึ่งเป็นสีที่แสดงถึงความสุขุม นิ่งสงบ และเป็นสากล ประดับกระดุมเงินฝังนิลบริเวณแนวพระศอและด้านหน้า สะท้อนความสง่างามแบบสตรีชั้นสูงและความถูกต้องตามกาลเทศะในระดับรัฐพิธี

ภายใต้เดรสโค้ต คือเดรสผ้าไหมไทยตัดเย็บจาก ผ้าไหมยกดอกลำพูนลายผีเสื้อ อันเป็นงานหัตถศิลป์ล้ำค่าจากหมู่บ้านศรีเมืองยู้ จังหวัดลำพูน ทอโดย Wasin Thai Textile ตัวผ้าทอสอดดิ้นเงินในโทนสีเงินโบราณ เพิ่มความประณีตด้วยดิ้นเงิน งานปักลูกปัด และคริสตัลสีดำกระจายทั่วทั้งชุด สะท้อนถึงความประณีตของช่างฝีมือไทยและความเป็นสากลได้อย่างลงตัว พระองค์ยังทรงถือกระเป๋าหนังแกะ หูจับเงิน ประดับควอตซ์สีน้ำตาล  เพิ่มความสมบูรณ์แบบได้อย่างลงตัว

ฉลองพระพระองค์ชุดไทยดุสิต ที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงออกแบบ

วันที่ 29 เมษายน 2569  เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมงานเลี้ยงถวายพระกระยาหารค่ำ ณ กรุงสต็อกโฮล์ม  สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเลือกปรากฏพระองค์ใน “ชุดไทยดุสิต” สีม่วง หนึ่งในชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงออกแบบไว้สำหรับงานราตรีสโมสร เป็นชุดไทยแบบคอกว้าง (คอยู) ไม่มีแขน ทรงเลือกใช้สีม่วงสีประจำวันพระองค์  มีการปักประดับด้วยดิ้นทอง ลูกปัด และคริสตัลเป็นลวดลายไทยเพิ่มความระยิบระยับ ทรงนุ่งผ้ายกทองสีม่วงเข้าชุดกัน โดยจีบหน้านางและมีชายพกตามแบบราชประเพณีไทยแท้  ทางคาดปั้นเหน่งเพชรราชวงศ์จักรี ซึ่งเป็นสัญลักษณ์พระราชวงศ์จักรี (รูปจักรกับตรี) มักสวมใส่คู่กับสายทองคำประดับเพชร เป็นพระราชมรดกตกทอดจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมพระกุณฑล (ต่างหู) ประดับเพชรตราจักรีที่เข้าชุดกัน

ฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมาน ความงดงามล้ำค่าแห่งหัตถศิลป์ไทย

วันที่ 30 เมษายน 2569  สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี โดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปทรงร่วมพิธีสรรเสริญและขอบคุณพระเจ้า พร้อมทอดพระเนตรการขับร้องประสานเสียงถวายพระพรชัยมงคล แด่สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ แห่งสวีเดน ณ วิหารหลวง พระราชวังหลวง กรุงสตอกโฮล์ม ในวาระอันสำคัญยิ่งนี้  ทรงปรากฏพระองค์อย่างสง่างามในฉลองพระองค์ “ชุดไทยบรมพิมาน” สีน้ำตาลทองอันวิจิตร หนึ่งในชุดไทยพระราชนิยมที่มีความสุภาพและเป็นทางการระดับสูงสุด ตัดเย็บด้วยผ้ายกทองที่มีความละเอียดประณีต ตัวเสื้อคอกลมขอบตั้งแขนยาว ทำจากผ้าโปร่งปักประดับด้วยคริสตัลและเลื่อมเป็นลวดลาย “ดอกไม้แก้ว”  เป็นลายปักที่ผสมผสานระหว่างลายไทยกับลายยุโรป เย็บติดกับผ้านุ่งยกทองที่จับจีบหน้านางมีชายพกตามแบบแผนโบราณ ทรงประดับด้วยเข็มขัดทองคำและปั้นเหน่งอัญมณีขนาดใหญ่ที่งดงามโดดเด่น ซึ่งสืบทอดมาจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประดับพระกุณฑลอัญมณีเพชรแบบหยดน้ำ สีเหลือง ซึ่งเข้ากับทรงพระเกศารวบตึงได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ฉลองพระองค์ราตรียาวแบบสากล สวมมงกุฎ Tiara และสายสะพายจักรี

วันที่ 30 เมษายน 2569  เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมงานเลี้ยงถวายพระกระยาหารค่ำ (Gala Dinner) ณ พระราชวังกรุงสต็อกโฮล์ม  ซึ่ง พระราชินีและเจ้าหญิงแต่ละพระองค์ ทรงฉลองพระองค์พร้อมรัดเกล้า (Tiara) ที่สวยงามและมีประวัติศาสตร์ยาวนาน  โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  ทรงปรากฎพระองค์ในฉลองพระองค์ราตรียาวแบบสากล (Evening Gown) สะท้อนถึงความหรูหราแบบสากล แต่ยังคงไว้ซึ่งเกียรติยศแห่งราชวงศ์ไทยอย่างสูงสุด ตัดเย็บจากผ้าไหมไทยผสมลูกไม้ลายขนนก งานปักดิ้นเงินด้วยมือ สะท้อนทักษะเชิงช่างชั้นสูงด้วยการปักประดับลูกปัดขนาดเล็กและคริสตัลโทนสีเงินทั่วทั้งชุดอย่างบรรจง พร้อมชายลากยาว โดยได้แรงบันดาลใจจากสไบของชุดไทยจักรี  ถวายงานออกแบบและตัดเย็บโดยแบรนด์ไทย Meshmuseum  ซึ่งได้รับคำชื่นชมอย่างมากจากผู้ติดตามแฟชั่นราชวงศ์ พระองค์ทรงพาดสายสะพายสีเหลือง และทรงคลุมเคป (Evening Cape) สีงาช้าง เพิ่มภาพลักษณ์สง่างามระดับราชสำนักยุโรป มีความเป็นทางการระดับสูง

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี   ทรงงดงามด้วยเทียร่า Diamond Fringe Tiara (รัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะ) พระราชมรดกอันทรงคุณค่าจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นรัดเกล้าเพชรที่ได้รับความนิยมในราชสำนักยุโรปมาตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงสั่งทำจากรัสเซียเมื่อครั้งเสด็จประพาส  มีดีไซน์ร่วมสมัยที่มีความสูงและเพรียว แข็งแกร่งแต่ยังคงความอ่อนช้อย ทรงสะพายสายสะพายเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ (ฝ่ายใน) ซึ่งเป็นสายสะพายสีเหลืองโดดเด่น เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศสูงสุดแห่งพระราชวงศ์จักรี ประดับพระกุณฑล (ต่างหู) เพชรน้ำงามรูปหยดน้ำ สีขาวเงิน และพระกระเป๋าทรงถือ (Clutch) อัญมณีสีเงิน และฉลองพระบาทสีเงินที่เข้าชุดกันอย่างลงตัว

ฉลองพระองค์สูทสีดำ ผ้าไหมมัดหมี่ทอมือ  เรียบ โก้ เสด็จฯ กลับประเทศไทย

ในวันเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศไทย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงฉลองพระองค์สูทสีดำเข้ารูป แขนยาว เรียบ โก้   ดีไซน์เดรปเฉียงช่วงพระองค์ลงสู่เอวด้านข้าง ประดับเข็มกลัดเพชรรูปผึ้ง  ตัดเย็บจากผ้าไหมมัดหมี่ทอมือ ผสานผ้าลูกไม้โปร่ง และทรงถือกระเป๋าย่านลิเภา งานจักสานชั้นสูงของไทย

ฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เยือนราชอาณาจักรสวีเดน ครั้งนี้ มิได้เป็นเพียงอาภรณ์ที่งดงาม แต่ยังเป็นเสมือนทูตทางวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดความประณีต อ่อนช้อย และอัตลักษณ์อันโดดเด่นของไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาพระราชวงศ์นานาประเทศ สะท้อนถึงพระราชปณิธานอันแน่วแน่ของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินี ในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” ศิลปวัฒนธรรมและงานหัตถศิลป์ไทยจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษให้ดำรงอยู่และสง่างามไปทั่วโลกอย่างภาคภูมิ…ศิลป์ไทยเมื่อได้รับการสืบสานด้วยความประณีต ย่อมทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา

(ภาพ : หน่วยราชการในพระองค์ และ Getty Images)

นักศึกษา วปอ รุ่น 68 บริจาคสมทบทุนการศึกษา ‘ก้าวเพื่อน้อง’ ปีที่ 6

นักศึกษา วปอ รุ่น 68 บริจาคสมทบทุนการศึกษา ‘ก้าวเพื่อน้อง’ ปีที่ 6

นักศึกษา วปอ รุ่น 68 บริจาคสมทบทุนการศึกษา ‘ก้าวเพื่อน้อง’ ปีที่ 6

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.14 น.

คณะนักศึกษา วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 68 หมู่นกยูง ร่วมบริจาคเงินจำนวน 200,000 บาท เพื่อสมทบทุนการศึกษาในโครงการ “ก้าวเพื่อน้อง” ปีที่ 6 โดยมอบให้แก่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในการนี้ มี อาทิวราห์ คงมาลัย ประธานมูลนิธิก้าวคนละก้าว ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีมอบเงิน เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 ณ สนามกีฬามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

เปิดตลาดวันแรกคึกคัก กับงาน ‘ลิ้นติดโปรแฟร์ฯ’ Food ครองเมือง จบทุกความอร่อย

เปิดตลาดวันแรกคึกคัก กับงาน ‘ลิ้นติดโปรแฟร์ฯ’ Food ครองเมือง จบทุกความอร่อย

เปิดตลาดวันแรกคึกคัก กับงาน ‘ลิ้นติดโปรแฟร์ฯ’ Food ครองเมือง จบทุกความอร่อย

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.53 น.

เปิดตลาดวันแรกคึกคัก! สำหรับผู้ที่ชื่นชอบของอร่อย มหกรรมอาหาร “ลิ้นติดโปรแฟร์ เมนูติดดาว“ Food ครองเมือง!! ปรากฏการณ์ความอร่อยครั้งใหญ่ของจริง  เจ้าแม่ตลาด  ก้อง ปิยะ – ท็อป ดารณีนุช จัดหนัก จัดเต็ม ขนร้านเด็ด ร้านดัง การันตีทุกเมนูคัดสรร กว่า 1,000 เมนู  ที่เดียว…ครบ  จบทุกความอร่อย  13 วันเต็ม ตั้งแต่วันนี้ ถึง 17 พฤษภาคม 2569  ณ  เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ  M GRAND HALL ชั้น G

พิธีเปิดภายในงาน ก้อง ปิยะ – ท็อป ดารณีนุช ร่วมด้วย  คุณดวงตา  พงษ์วิไลย์  ผู้อำนวยการใหญ่ การตลาดศูนย์การค้า บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด  พร้อมนักชิมพระเอกหนุ่ม  บอย ปกรณ์  ฉัตรบริรักษ์ ร่วมชวน ชอป ของดี ทั่วไทย  รวมทั้งร้านค้าดารา โบ๊ท ธารา, ธงธง มกจ๊ก, ผัดไท ดีใจ, ท็อป ดารณีนุช, มะเดี่ยว วับวาวฯ ,  bonnana เค้กกล้วยหอมบอนนาน่าชีส ที่มาพร้อมเสิร์ฟเปิบเมนูอร่อย!! ให้เหล่านักชิมได้ชอปกันอย่างจุใจ

และพิเศษสุดๆ ตลอดทั้งงานให้นักชอปได้เพลิดเพลิน รื่นเริงใจ ไปกับศิลปินดารา ที่สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมามอบความบันเทิง    ชวนชอปของดีของอร่อย กันอย่างใกล้ชิด  วันที่ 6 พ.ค. พบ ดีเจนุ้ย / 7 พ.ค. ปั้นจั่น ปรมะ/ 8 พ.ค. อัพ ภูมิพัฒน์ / 11 พ.ค.บูม สุภาพร / 12 พ.ค. เก้า นพเก้า /13 พ.ค. โบวี่ อัฐมา /14 พ.ค.มีน พีรวิชญ์ / 15 พ.ค. มาริโอ้ เมาเร่อ บอกได้เลยว่ามางานนี้อิ่มท้อง อิ่มใจกันแบบสุดๆ

สายชอป สายชิม มาลิ้มลอง ของอร่อย  ในงาน “ลิ้นติดโปรแฟร์ เมนูติดดาว” Food ครองเมือง! ตั้งแต่วันนี้ ถึง 17 พฤษภาคม 2569 ณ  เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ  M GRAND HALL ชั้น G ห้ามพลาด!! ของเด็ด ของดี มีที่นี่เท่านั้น

‘เธียรรัตน์’ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ รับโล่ผู้มีอุปการคุณ ตอกย้ำบทบาทจิตอาสาผู้ทำประโยชน์เพื่อสังคม

‘เธียรรัตน์’ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ รับโล่ผู้มีอุปการคุณ ตอกย้ำบทบาทจิตอาสาผู้ทำประโยชน์เพื่อสังคม

‘เธียรรัตน์’ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ รับโล่ผู้มีอุปการคุณ ตอกย้ำบทบาทจิตอาสาผู้ทำประโยชน์เพื่อสังคม

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.38 น.

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ เข้ารับโล่ผู้มีอุปการคุณ จากสภาสังคมสงเคราะห์ฯ งานน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณฯ ในฐานะผู้ทำประโยชน์และสนับสนุนกิจกรรมด้านสังคม

6 พฤษภาคม 2569 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ เข้ารับโล่ผู้มีอุปการคุณจากนายนุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี ในงาน “น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ” แด่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ณ ห้องประชุมชั้น 3 ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

สำหรับโล่ผู้มีอุปการคุณดังกล่าว มอบให้แก่ผู้สนับสนุนการดำเนินงานด้านสังคมและกิจกรรมสาธารณประโยชน์ โดยนางเธียรรัตน์ นับเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีบทบาทการขับเคลื่อนภารกิจเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการดำเนินงานของมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ที่มุ่งสร้างโอกาสและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับกลุ่มผู้เปราะบางในสังคม

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับโล่ผู้มีอุปการคุณในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นกำลังใจสำคัญในการสานต่อภารกิจเพื่อสังคม โดยที่ผ่านมา มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้ดำเนินงานด้วยความตั้งใจที่จะสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้คนในสังคมอย่างต่อเนื่อง และในปัจจุบันยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานในบทบาทจิตอาสา เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันผลักดันการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ทั้งนี้ การจัดงานมีขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ และตอกย้ำการทำงานร่วมกันของหน่วยงานทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนภารกิจด้านสังคม โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างเรียบร้อยและเปี่ยมด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมสะท้อนพลังความร่วมมือในการสานต่อกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง