กองทัพ ขอประชาชนอย่าตระหนก ยันยังไม่กระทบความมั่นคง ปมกัมพูชาเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์

กองทัพ ขอประชาชนอย่าตระหนก ยันยังไม่กระทบความมั่นคง ปมกัมพูชาเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์

กองทัพ ขอประชาชนอย่าตระหนก ยันยังไม่กระทบความมั่นคง ปมกัมพูชาเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.20 น.

กองทัพติดตามเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ประเทศเพื่อนบ้าน ย้ำยังไม่กระทบความมั่นคง–ขอประชาชนอย่าตื่นตระหน

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 รายงานข่าวจากกองทัพ ถึงการติดตามสถานการณ์การเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ของประเทศเพื่อนบ้านจากกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพการเคลื่อนย้ายรถถังของประเทศกัมพูชาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จนทำให้ประชาชนบางส่วนเกิดความสนใจและความกังวลต่อสถานการณ์บริเวณชายแดนนั้น กองทัพขอเรียนว่า ทางกองทัพได้ติดตามและเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องผ่านระบบข่าวกรองและการประเมินสถานการณ์ในทุกมิติ

การปรากฏของยุทโธปกรณ์หรือการเคลื่อนย้ายกำลังทางทหารของประเทศต่าง ๆ ถือเป็นข้อมูลที่หน่วยงานด้านความมั่นคงติดตามอยู่เป็นประจำ โดยกองทัพมีข้อมูลและการประเมินสถานการณ์เชิงลึกที่ครอบคลุมมากกว่าข้อมูลที่ปรากฏในสื่อสาธารณะ ทั้งนี้ รายละเอียดบางส่วนไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการรักษาความได้เปรียบด้านการปฏิบัติการและความมั่นคงของประเทศ

“ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า กองทัพได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ แผนเผชิญเหตุ และมาตรการรักษาความมั่นคงในพื้นที่รับผิดชอบไว้อย่างเหมาะสม พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ปัจจุบันยังไม่ปรากฏสิ่งบ่งชี้ที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนแต่อย่างใด จึงขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข้อมูลทางราชการที่เชื่อถือได้ และหลีกเลี่ยงการส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนและความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ผู้ช่วยทูตทหารจีน’ ดอดเข้า ‘กลาโหม’ ยอมรับ ส่งรถถัง T59D ให้กัมพูชา 39 คัน จาก 93 คัน

‘อธิบดีกรมการข้าว’พร้อมหนุน’พิจิตรแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบนาคาร์บอนต่ำครบวงจร’

'อธิบดีกรมการข้าว'พร้อมหนุน'พิจิตรแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบนาคาร์บอนต่ำครบวงจร'

‘อธิบดีกรมการข้าว’พร้อมหนุน’พิจิตรแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบนาคาร์บอนต่ำครบวงจร’

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.33 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”พร้อมหนุน”พิจิตรแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบนาคาร์บอนต่ำครบวงจร” ขานรับนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ยกระดับข้าวไทย สู่ผู้นำเกษตรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ตามนโยบายของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมเกษตรสมัยใหม่ การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และการพัฒนาระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กรมการข้าวจึงเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในการผลักดันการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว ผู้บริหารกรมการข้าว ให้การต้อนรับผู้บริหารบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จํากัด นำโดย นายรัชกฤต สงวนชีวิน ผู้จัดการฝ่าย Sustainability Development ร่วมหารือแนวทางขับเคลื่อนโครงการ “พิจิตรแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบนาคาร์บอนต่ำ” เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานและกำหนดกรอบความร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการผลิตข้าวที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างยั่งยืน ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารสำนักงานกรมการข้าว

ในการประชุมครั้งนี้ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จํากัด ได้นำเสนอรายละเอียดโครงการ “พิจิตรแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบนาคาร์บอนต่ำ” ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือกับกรมการข้าว สนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบายภาครัฐด้านการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตลอดจนขยายผลจากแปลงต้นแบบสู่พื้นที่เกษตรกรรมในวงกว้าง

สำหรับเป้าหมายของโครงการ มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำนาจากการหว่านสู่การทำนาคาร์บอนต่ำในพื้นที่จำนวน 5,000 ไร่ พร้อมตั้งเป้าช่วยเพิ่มกำไรให้เกษตรกรได้มากขึ้นถึง 2 เท่า ผ่านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรมาใช้ในการบริหารจัดการแปลงนาอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกรมการข้าวและบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จํากัด เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร

อว. ร่วมกับ มธ. และ อสมท ต่อยอดหลักสูตร ‘Commu Max ระยะที่ 3’ ปั้น ‘นวัตกรการสื่อสาร’ ยกระดับการสื่อสารนโยบายรัฐสู่ประชาชน

อว. ร่วมกับ มธ. และ อสมท ต่อยอดหลักสูตร 'Commu Max ระยะที่ 3' ปั้น 'นวัตกรการสื่อสาร' ยกระดับการสื่อสารนโยบายรัฐสู่ประชาชน

อว. ร่วมกับ มธ. และ อสมท ต่อยอดหลักสูตร ‘Commu Max ระยะที่ 3’ ปั้น ‘นวัตกรการสื่อสาร’ ยกระดับการสื่อสารนโยบายรัฐสู่ประชาชน

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.36 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ, ผศ.ดร.ธันยพร สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวหน้าโครงการ และ ดร.ญาดา กาศยปนันทน์ กรรมการ รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) แถลงข่าวเปิดตัว “โครงการพัฒนาหลักสูตรนวัตกรรมการสื่อสาร Commu Max ร่วมกับพันธมิตร ภายใต้โครงการต่อยอดแซนด์บ็อกซ์นวัตกรรมการสื่อสารสำหรับนโยบายภาครัฐ(ระยะที่ 3)” เพื่อมุ่งสร้าง “นวัตกรการสื่อสาร” สื่อสารนโยบายรัฐสู่ประชาชนให้มีประสิทธิภาพ โดยมีวิทยากรในโครงการร่วมงานแถลงข่าว

สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ร่วมกับ สภาสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ จัดโครงการประกวดเยาวสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2569

สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ร่วมกับ สภาสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ  จัดโครงการประกวดเยาวสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2569

สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ร่วมกับ สภาสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ จัดโครงการประกวดเยาวสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2569

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.56 น.

สภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ร่วมกับ สภาสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ จัดกิจกรรม “โครงการประกวดเยาวสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2569” เพื่อคัดเลือกเยาวสตรีที่ประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย เข้ารับรางวัลพระราชทาน “รางวัลเยาวสตรีไทยดีเด่น” เนื่องในวันสตรีไทย 1 สิงหาคม โดยมี

ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ และ ดร.ศิรินภา สว่างล้ำ วิทยฐานกรณ์ นายกสภาสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ ร่วมแถลงข่าวการจัดโครงการ เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569  ณ ห้องประชุมบ้านพระกรุณานิวาสน์ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์

ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ และ ดร.ศิรินภา สว่างล้ำ วิทยฐานกรณ์ นายกสภาสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ ร่วมลงนามความร่วมมือการส่งเสริมและพัฒนาเยาวสตรีไทยดีเด่น

โอกาสนี้ได้รับเกียรติจาก เยาวเรศ ชินวัตร ที่ปรึกษาสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นายกก่อตั้งสภาสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ และที่ปรึกษาประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ พลอย ธนิกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ภาณุวัฒน์ ทองอ่อน ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมภูมิคุ้มกันและความร่วมมือทางวัฒนธรรม ผู้แทนปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมงาน พร้อมด้วยคณะกรรมการอำนวยการ คณะกรรมการบริหาร สมาชิกสภาสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ ร่วมโดยพร้อมเพรียง

ภายในงานได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และสภาสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ ว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาเยาวสตรีไทยดีเด่น เพื่อสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทย ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และเสริมสร้างภาวะผู้นำให้แก่เยาวชนไทย อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

พลอย ธนิกุล ที่ปรึกษา รมว.ศธ., ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี, เยาวเรศ ชินวัตร ที่ปรึกษาสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ, ดร.ศิรินภา สว่างล้ำ วิทยฐานกรณ์ และ ภาณุวัฒน์ ทองอ่อน ผู้แทนปลัด วธ. ร่วมแถลงข่าว

“โครงการประกวดเยาวสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2569” สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ และสภาสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงวัฒนธรรม ในการคัดเลือกเยาวสตรีจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ รวมจำนวน 200 คน แบ่งเป็น ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 80 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จำนวน 80 คน และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือระดับปริญญาตรี จำนวน 40 คน

เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569 โดยสามารถส่งใบสมัครทางไปรษณีย์ลงทะเบียนมายัง สภาสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ เลขที่ 2529/156 หมู่บ้านเอสต้าโฮมไพรเวทพาร์ค แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร 10120 โทร. 086-363-9399

ทั้งนี้ การประกวดเยาวสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2569 จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ณ กระทรวงวัฒนธรรม สำหรับผู้ได้รับรางวัลจะได้รับทุนการศึกษารวมจำนวน 15 รางวัล แบ่งเป็น 3 ระดับการศึกษา ระดับละ 5 รางวัล รวมทุนการศึกษาทั้งสิ้น 138,000 บาท ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 อันดับ 2 อันดับ 3 และอันดับ 4

นอกจากนี้ ยังมอบทุนการศึกษาสนับสนุนแก่ผู้เข้าร่วมโครงการที่ไม่ได้รับรางวัล จำนวน 158 คน คนละ 1,500 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 277,500 บาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและส่งเสริมให้เยาวสตรีไทยได้พัฒนาศักยภาพ ควบคู่กับการอนุรักษ์ สืบสาน และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่สืบไป

โครงการประกวดเยาวสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2569 นับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการส่งเสริมบทบาทของเยาวสตรีไทย ให้เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณธรรม จริยธรรม และเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต สมดังเจตนารมณ์ของวันสตรีไทยในการเชิดชูคุณค่าและศักยภาพของสตรีไทยในทุกมิติ

เปิดประสาทสัมผัสทั้ง 5 ‘รูป – รส – กลิ่น – เสียง – สัมผัส’ เตรียมยกระดับพิพิธภัณฑ์สู่การเรียนรู้ยุคดิจิทัล

เปิดประสาทสัมผัสทั้ง 5 'รูป - รส - กลิ่น - เสียง – สัมผัส' เตรียมยกระดับพิพิธภัณฑ์สู่การเรียนรู้ยุคดิจิทัล

เปิดประสาทสัมผัสทั้ง 5 ‘รูป – รส – กลิ่น – เสียง – สัมผัส’ เตรียมยกระดับพิพิธภัณฑ์สู่การเรียนรู้ยุคดิจิทัล

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.47 น.

“ศรีญาดา” ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว.เปิดนิทรรศการ “5D Mixed Reality Experience” และกิจกรรม “Hidden Paradise” พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) หรือ NSM ชื่นชมสนุกครบถ้วนทั้ง 5 ประสาทสัมผัส “รูป – รส – กลิ่น – เสียง – สัมผัส” เตรียมยกระดับพิพิธภัณฑ์สู่การเรียนรู้ยุคดิจิทัล

10 มิถุนายน 2569 ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิด “นิทรรศการ 5D Mixed Reality Experience” และกิจกรรม “Hidden Paradise” อย่างเป็นทางการ โดยมี นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) หรือ NSM คณะผู้บริหาร NSM ผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า อพวช. ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี  โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก สนุกสนานและเป็นกันเอง

ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ได้กล่าวเปิดงานว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมคือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคต กระทรวง อว.ให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต พัฒนาการเรียนรู้ และเสริมสร้างกำลังคนที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ การนำเทคโนโลยีอย่าง 5D และ Mixed Reality มาใช้ในพิพิธภัณฑ์ ถือเป็นการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่ไม่เพียงสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจและเข้าถึงง่าย แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่การเรียนรู้ยุคดิจิทัล ที่ช่วยเปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างเท่าเทียม พร้อมเสริมทักษะแห่งอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน กิจกรรม ‘Hidden Paradise’ ยังเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งล้วนเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาสังคมไทยให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

จากนั้นทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ได้เข้าโรงภาพยนตร์ 5D ณ โซนทะเลทราย ซึ่งนำเทคโนโลยีภาพยนตร์เสมือนจริงมาผสมผสานเอฟเฟกต์พิเศษผ่านแว่นตา 3D ชมภาพยนต์เรื่อง “การผจญภัยของฟ็อกซ์” การสำรวจ 7 ชีวนิเวศของโลก ซึ่งให้ความรู้สึกเสมือนได้เดินทางเข้าไปผจญภัยด้วยตัวเอง และเข้าชมโซน “Mixed Reality Journey” เปิดประสบการณ์ใหม่ของการสำรวจพิพิธภัณฑ์ ด้วยเทคโนโลยี Mixed Reality ผ่านแว่น RokidMax Pro ที่จะเปลี่ยนทุกก้าวของคุณให้เต็มไปด้วยภาพเสมือนจริงสุดตื่นตาผ่าน 30 จุดสำคัญภายในพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า

ต่อมา เข้าชมกิจกรรม “Hidden Paradise : ธรรมชาติสร้างสรรค์ สวรรค์บนดิน” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวระบบนิเวศขนาดเล็กและความหลากหลายทางชีวภาพใกล้ตัว ผ่านพื้นที่การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ ประกอบด้วย 5 โซน ได้แก่ Hidden Home-สำรวจบ้านและที่หลบซ่อนของสิ่งมีชีวิตในสวน, Hidden Life-เรียนรู้ชีวิตเล็ก ๆ ที่เชื่อมโยงกันในระบบนิเวศรอบบ้าน, Hidden Sound-ชวนฟังเสียงธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตรอบสวน, Hidden Clues-ชวนสังเกตร่องรอย ลวดลาย และพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิต และ Hidden Diary บันทึกธรรมชาติ ชวนสังเกต มอง ฟัง ดม สัมผัส และบันทึกในแบบฉบับของตัวเอง  พร้อมจัดแสดง “แมลงหางดีดพระรามเก้า” (ชื่อวิทยาศาสตร์  ???????????????????????????????????????? ???????????????????????? sp. nov. ) แมลงชนิดใหม่ของโลก ที่ถูกค้นพบครั้งแรกโดยทีมนักวิจัยของ NSM มหาวิทยาลัยทักษิณ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นต้น

ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ให้สัมภาษณ์ว่า นิทรรศการ 5D Mixed Reality Experience และกิจกรรม Hidden Paradise ให้ความสนุกครบถ้วนทั้ง 5ประสาทสัมผัสคือ รูป – รส – กลิ่น – เสียง – สัมผัส พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) ทันสมัยและสนุกไม่แพ้ประเทศใดๆ อยากให้นักเรียน นิสิตนักศึกษาและประชาชนมาเข้าชมกันมาก ๆ เพราะสนุกและได้ความรู้

นิทรรศการ 5D Mixed Reality Experience และกิจกรรม Hidden Paradise เปิดให้เข้าชมแล้วที่พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า ณ อพวช. ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เปิดให้บริการ วันอังคาร – วันศุกร์  ตั้งแต่เวลา 09.30 – 15.00 น. วันเสาร์ – วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.30 – 17.00 น  (ปิดทำการทุกวันจันทร์) สอบถามรายละเอียด โทร.02 –  577  – 9999 ต่อ 2122-2123 หรือ Facebook : NSMThailand

เปิดประตูสู่อนาคต! ทรู ผนึก QTRic และ qBraid จัดงาน “SEA Quantum Leader Summit 2026” เวทีรวมสุดยอดผู้นำด้านเทคโนโลยีควอนตัมระดับนานาชาติ ดันไทยขึ้นแท่นฮับอาเซียน

เปิดประตูสู่อนาคต! ทรู ผนึก QTRic และ qBraid จัดงาน “SEA Quantum Leader Summit 2026”  เวทีรวมสุดยอดผู้นำด้านเทคโนโลยีควอนตัมระดับนานาชาติ ดันไทยขึ้นแท่นฮับอาเซียน

เปิดประตูสู่อนาคต! ทรู ผนึก QTRic และ qBraid จัดงาน “SEA Quantum Leader Summit 2026” เวทีรวมสุดยอดผู้นำด้านเทคโนโลยีควอนตัมระดับนานาชาติ ดันไทยขึ้นแท่นฮับอาเซียน

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.06 น.

ประเทศไทยกำลังก้าวสู่อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง เมื่อทรู คอร์ปอเรชั่น ผนึกกำลังร่วมกับ เครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมแห่งประเทศไทย (Quantum Technology Research Initiative Consortium Thailand : QTRic) และ qBraid ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการประมวลผลควอนตัมชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพค.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรมจากนานาประเทศ ร่วมจัดงาน “SEA Quantum Leader Summit 2026” การประชุมรวมสุดยอดผู้นำด้านเทคโนโลยีควอนตัมระดับนานาชาติครั้งยิ่งใหญ่ของภูมิภาค จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2569  ซึ่งได้รับเกียรติจาก  ดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมี ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ และประธานคณะผู้บริหารด้านยุทธศาสตร์ข้อมูลและการสื่อสาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมด้วยผู้บริหารจากทรู คอร์ปอเรชั่น  นำโดย ศรินทร์รา วงศ์ศุภลักษณ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล และ เอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม และคณะผู้จัดงาน ให้การต้อนรับ ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค

งาน SEA Quantum Leader Summit 2026  ถือเป็นเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติที่รวมตัวผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย ผู้กำหนดนโยบาย และผู้นำนวัตกรรมจากทั้งภาครัฐและเอกชน มาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศควอนตัมของประเทศไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล  นอกจากการสัมมนาเชิงยุทธศาสตร์แล้ว ผู้เข้าร่วมงานยังได้เดินทางไปยังเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา เพื่อเข้าสู่กระบวนการ Hackathon ศึกษาปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมเก็บข้อมูลนำมาออกแบบนวัตกรรมควอนตัมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ภายในงาน ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค ได้มีการบรรยายพิเศษจากตัวแทนองค์กรชั้นนำระดับโลกและหน่วยงานสำคัญของไทย ที่มาร่วมเจาะลึกทิศทาง มุมมองเชิงยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีควอนตัม รวมถึงเทรนด์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควอนตัมทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

พลิกโฉมอนาคตไทยสู่ยุคควอนตัม: ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ปักธงเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งอาเซียน

ดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 

ดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า งาน SEA Quantum Leaders Summit 2026 เป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการสะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันของทุกภาคส่วนในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของภูมิภาค โดยเฉพาะการลงนามความร่วมมือระหว่าง qBraid และ QTRic ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างระบบนิเวศด้าน AI และเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศ ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเร่งพัฒนานวัตกรรมและต่อยอดงานวิจัยสู่การประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับการพัฒนาคน สร้างนักวิจัยและผู้นำเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคตของประเทศไทย โดยเทคโนโลยีควอนตัมจะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ระบบสาธารณสุข และพลังงานแห่งอนาคต พร้อมกับการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การใช้ประโยชน์จากซอฟต์พาวเวอร์ของไทย และการพัฒนาพื้นที่ทดสอบนวัตกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีระดับโลกและเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

สกสว. ทุ่มงบวิจัย ปั้น “ควอนตัม” เป็นวาระแห่งชาติ ยกระดับขีดความสามารถเทคโนโลยีไทย

ศ.ดร.คมกฤต  เล็กสกุล

ศ.ดร.คมกฤต  เล็กสกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม (สกสว.)  ได้เล่าถึงบทบาทที่สำคัญของ สกสว.ว่า   สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม  ได้เดินหน้าบริหารงบวิจัย 7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเร่งขับเคลื่อนนวัตกรรมและงานวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย เตรียมพร้อมพลิกโฉมอนาคตด้วยเทคโนโลยีควอนตัม ซึ่งมีศักยภาพในการยกระดับการประมวลผลข้อมูลมหาศาลและแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว ช่วยแก้ปัญหาด้านโลจิสติกส์ และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง สกสว. ได้จัดสรรงบประมาณร้อยละ 40 เป็นทุนพื้นฐานสำหรับมหาวิทยาลัยและหน่วยวิจัย ขณะที่ร้อยละ 60 เป็นทุนเชิงกลยุทธ์ ดำเนินการผ่านหน่วยบริหารจัดการทุน เพื่อผลักดันงานวิจัยที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ  ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ระยะที่ 2 นี้ การพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมได้ถูกยกระดับให้เป็นวาระสำคัญแห่งชาติ พร้อมวางรากฐานระบบนิเวศควอนตัม การพัฒนาบุคลากร และการจัดตั้งศูนย์ควอนตัมแห่งชาติ โดยมุ่งต่อยอดสู่ 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ เกษตรและอาหาร พลังงานและวัสดุขั้นสูง และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

ก้าวข้ามยุคดิจิทัล สู่ยุคควอนตัม: โอกาสครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย

รศ.ดร.วรวัฒน์ มีวาสนา

รศ.ดร.วรวัฒน์ มีวาสนา ประธานเครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมแห่งประเทศไทย (Quantum Technology Research Initiative Consortium Thailand : QTRic)  ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคเทคโนโลยีควอนตัมอย่างเป็นรูปธรรม หลังวางรากฐานและสร้างระบบนิเวศควอนตัมต่อเนื่องกว่า 6 ปี ภายใต้การสนับสนุนของ บพค. และ สกสว. พร้อมเครือข่ายนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญกว่า 200 คนทั่วประเทศ  จากจุดเริ่มต้นในห้องปฏิบัติการสู่การปลดล็อกศักยภาพคอมพิวเตอร์ควอนตัม เทคโนโลยีที่จะพลิกโลก ซึ่งเปรียบได้กับการเปลี่ยนผ่านจากยุคอนาล็อกสู่ดิจิทัล ด้วยศักยภาพการประมวลผลที่ทรงพลังใช้พลังงานน้อยลง พร้อมผนึกกำลังกับเทคโนโลยี AI สามารถยกระดับอุตสาหกรรมสำคัญตั้งแต่โลจิสติกส์ พลังงานสะอาด จนถึงสาธารณสุข โดยคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจโลกได้ถึง 1-2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในอีก 4-10 ปีข้างหน้า หรือ 2-4 เท่าของ GDP ประเทศไทย  โจทย์สำคัญของไทยคือการร่วมกำหนดอนาคตเศรษฐกิจควอนตัม ผ่านการพัฒนาบุคลากร การผลักดันงานวิจัยสู่การใช้งานจริง และเชื่อมโยงความร่วมมือระดับอาเซียนและนานาชาติ  พร้อมใช้จุดแข็งด้านวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์  ดึงดูดกลุ่มทาเลนต์ นักลงทุน และผู้ประกอบการเทคโนโลยีจากทั่วโลก  โดยมีเป้าหมายคือการสร้าง “ASEAN hub of quantum use cases” ที่สร้างสรรค์นวัตกรรมและโซลูชันตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน  พร้อมยกระดับประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญา และผู้นำเทคโนโลยีควอนตัมแห่งภูมิภาคอาเซียนในอนาคต

เครือซีพีและทรู เปิดเกม Quantum AI วางรากฐานไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมระดับภูมิภาค

เอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น 

เอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า เครือซีพีและทรู เดินหน้ายกระดับประเทศไทยสู่ยุคใหม่ของนวัตกรรม ด้วยการผนึกศักยภาพศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence) ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ให้ทำงานเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว พร้อมวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานนวัตกรรมอัจฉริยะของไทย ผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ BioTech, Data Center และ Digital AI & Robotics พร้อมต่อยอดสู่ Quantum AI ซึ่งถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญของโลกเทคโนโลยีในยุคหลัง AI เพื่อแก้โจทย์ความท้าทายระดับประเทศและระดับโลกตั้งแต่การค้นคว้าวิจัยยาและวัคซีน การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการพลังงาน ไปจนถึงการเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์  ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง QTRic และ qBraid โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวจากการเป็นผู้ใช้สู่ผู้สร้างนวัตกรรมระดับภูมิภาค ผ่าน 4 แนวทางหลัก ได้แก่ 1.การยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยการลดความซับซ้อนและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพื่อสร้างคุณค่าสูงสุดให้ทั้งองค์กรและผู้บริโภค 2.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะแบบอัตโนมัติครบวงจร  ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มโทรคมนาคมเท่านั้น แต่พร้อมขยายไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วยในอนาคต  3. การประยุกต์ใช้ Digital Twin เพื่อสร้างแบบจำลองเสมือนขององค์กร เมืองอัจฉริยะ และระบบต่าง ๆ ช่วยให้สามารถทดสอบสถานการณ์ คาดการณ์ผลลัพธ์ และวางแผนได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น 4. Quantum Safe เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้ทุกระบบที่มีอยู่ในปัจจุบันมีความปลอดภัยและป้องกันข้อมูลได้จริง โดยมีเป้าหมายหลักคือเพื่อรับมือกับภัยคุกคามในยุค Post-Quantum ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ยังมีแผนริเริ่ม “Thailand Quantum Club” เปิดพื้นที่การเรียนรู้และสร้างการมีส่วนร่วมให้กับผู้ที่สนใจเทคโนโลยีควอนตัม  ได้พัฒนานวัตกรรมในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายมากขึ้น โดยมุ่งทำให้เทคโนโลยีควอนตัมเป็นเรื่องใกล้ตัว พร้อมวางรากฐานระบบนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อการพัฒนาบุคลากรและการต่อยอดองค์ความรู้ของคนไทยสู่เวทีโลก ตลอดจนผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีควอนตัมของภูมิภาคในอนาคต

ปฏิวัติโลกเทคโนโลยี: ผสานพลัง AI และคอมพิวเตอร์ควอนตัม ขับเคลื่อนสู่โครงสร้างพื้นฐานใหม่แห่งยุคดิจิทัล

Mr.Ricky Young ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ qBraid 

Mr.Ricky Young ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ qBraid ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการประมวลผลควอนตัมชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา  กล่าวถึงการทำงานของควอนตัมไว้ว่า  การผสานพลังระหว่าง AI และคอมพิวเตอร์ควอนตัม กำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของโลกเทคโนโลยี ผ่านระบบ Agentic Framework ที่ขับเคลื่อนด้วย AI Agents ซึ่งเปลี่ยนการเขียนโค้ดควอนตัมอันซับซ้อนให้เป็นการสั่งงานด้วยภาษาธรรมชาติ พร้อมบริหารจัดการการทำงานร่วมกันระหว่างทรัพยากรประมวลผลขั้นสูงได้อัตโนมัติ  ด้วยกระแสการลงทุนด้านควอนตัมทั่วโลกที่มีมูลค่ากว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนชั้นนำ ขณะที่แพลตฟอร์มอย่าง qBraid ที่เปิดโอกาสให้นักวิจัย นักพัฒนาและผู้กำหนดนโยบายเข้าถึงฮาร์ดแวร์ควอนตัมและเครื่องมือ AI ได้ง่ายขึ้น ช่วยปลดล็อกและนำไปสู่การประยุกต์ใช้จริงในงานวิจัยขั้นสูง ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการเงิน โลจิสติกส์ ตลาดทุน  โดรนอัจฉริยะ และการบริหารจัดการทรัพยากรที่ซับซ้อน สะท้อนให้เห็นว่า AI และควอนตัม ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีแห่งอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของนวัตกรรมและเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่ พร้อมเปิดโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ให้ประเทศไทยเร่งพัฒนาบุคลากร สร้าง Use Case เชิงอุตสาหกรรม และผลักดันให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ควอนตัมระดับชาติปี 2027 เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

อว.ชูกลไกงบประมาณกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา หนุน ‘มหาวิทยาลัยกลุ่ม 2’ สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมที่จับต้องได้

อว.ชูกลไกงบประมาณกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา หนุน 'มหาวิทยาลัยกลุ่ม 2' สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมที่จับต้องได้

อว.ชูกลไกงบประมาณกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา หนุน ‘มหาวิทยาลัยกลุ่ม 2’ สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมที่จับต้องได้

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.04 น.

กระทรวง อว.จับมือ 19 สถาบันกลุ่ม 2 เดินหน้าผลิตบัณฑิตกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่มีศักยภาพสูงและเป็นที่ต้องการเร่งด่วนของตลาดแรงงาน ตั้งเป้าสร้างกำลังคนสมรรถนะสูง 25,000 คน – สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่10,000 คนใน 150 พื้นที่ ชูกลไกงบประมาณกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา หนุน “มหาวิทยาลัยกลุ่ม 2” สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมที่จับต้องได้

9 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อม ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว.เข้าร่วมงานสัมมนานโยบายและกลไกการขับเคลื่อนเครือข่ายมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมและเศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยมีอธิการบดีและคณะผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยกลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม (กลุ่ม 2) ทั้ง 19 สถาบันทั่วประเทศเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ โรงแรมแคนทารี่ ฮิลส์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

ศ.ดร.ศุภชัย ได้ปาฐกถาพิเศษมอบแนวทางและกลไกการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 ให้เกิดผลลัพธ์เชิงนวัตกรรม โดยหยิบยกกรณีศึกษาข้อมูลสถิตินักศึกษาและผลการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อ (TCAS) รอบที่ 3 ตั้งแต่ปี 2567-2569 สะท้อนความท้าทายสำคัญในการบริหารจัดการหลักสูตรท่ามกลางภาวะประชากรวัยเรียนที่มีแนวโน้มลดลง พร้อมตั้งโจทย์สำคัญว่า “จะทำอย่างไรให้นักศึกษาที่มีจำนวนน้อยลง ได้เข้าเรียนในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการของประเทศอย่างแท้จริง” โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่มีศักยภาพสูงและเป็นที่ต้องการเร่งด่วนของตลาดแรงงานในปัจจุบัน อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบอัตโนมัติ ,เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, เทคโนโลยีอาหาร, พลังงานสะอาด, วิศวกรรมขั้นสูง,อุตสาหกรรมอัญมณีและอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงการพัฒนาอาจารย์ให้เท่าทันองค์ความรู้ใหม่เพื่อยกระดับการจัดการเรียนการสอน โดยขอให้มหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 มุ่งทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันสร้างธุรกิจนวัตกรรมรายใหม่ (Startup) และผลักดันโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมแห่งอนาคตให้เกิดขึ้นจริง

“กระทรวง อว.มุ่งส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษากลุ่มที่ 2 นำกรอบการจำแนกสถานะ “Portfolio หลักสูตร” ไปใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ปฏิรูปการศึกษาให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคใหม่ โดยกำหนด 3 มาตรการหลัก คือ 1) การรักษาและต่อยอดหลักสูตรธงนำในกลุ่มหลักสูตรที่มีการแข่งขันและคะแนนทดสอบสูงเพื่อรักษามาตรฐานและขยายผลเชิงรุก2) การยกระดับและทบทวนคุณค่าหลัก ในกลุ่มหลักสูตรที่มีศักยภาพแฝง โดยเร่งพัฒนาการสื่อสารอัตลักษณ์และจุดแข็งเพื่อเปลี่ยนผู้สมัครให้เป็นผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพ และ 3) การปรับปรุงเชิงยุทธศาสตร์อย่างเร่งด่วน ในกลุ่มหลักสูตรที่มีความต้องการต่ำ โดยพลิกโฉมสู่การเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติงานจริงบูรณาการวิชาเดิมเข้ากับแนวโน้มเทคโนโลยีสมัยใหม่และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อาทิ Fashion-Tech, Creative Manufacturing หรือ Sustainable Materials เพื่อเปลี่ยนภาพจำของหลักสูตรและสร้างกำลังคนสมรรถนะสูงรองรับโครงสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงของประเทศอย่างยั่งยืน” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าว

ขณะที่ ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “กองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา เพื่อการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2” ว่า กรอบการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2571 กองทุนฯ ได้กำหนดตัวชี้วัดหลัก (Super KPI) ในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาสู่ระดับโลก และพัฒนากำลังคนสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ โดยตั้งเป้าสร้างกำลังคนสมรรถนะสูง 25,000 คน รวมถึงการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ 10,000 คน ใน 150 พื้นที่ เพื่อกระจายรายได้และสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

รองปลัดกระทรวง อว.กล่าวต่อว่า รูปแบบการจัดสรรงบประมาณโฉมใหม่ของกองทุนฯ ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ แบ่งเป็น 2รูปแบบหลัก คือ 1) งบประมาณเพื่อขับเคลื่อนประเด็นยุทธศาสตร์เร่งด่วนของประเทศที่เน้นการผลิตกำลังคนเฉพาะทางตามโจทย์ของรัฐบาล และ 2) งบประมาณเพื่อพัฒนาความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษาที่จัดสรรตามความเชี่ยวชาญของสถาบันแบบต่อเนื่องหลายปี ซึ่งกลไกเหล่านี้จะเข้าไปหนุนเสริมกิจกรรมหลักของมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 ในการพัฒนาความเป็นเลิศผ่านแพลตฟอร์มสำคัญอย่าง BAP, BAP+ และ BAP-X (Business Acceleration Platform) เพื่อยกระดับสมรรถนะบุคลากรและระบบบริหารจัดการนวัตกรรม ควบคู่ไปกับโครงการ CIOX (Chief Innovation Officer Exchange) ในการพัฒนาทักษะผู้บริหารเพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรมตลอดจนโครงการ SEED (Student Entrepreneurs for Enterprise Development) ที่มุ่งบ่มเพาะนักศึกษาไปสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรมวิสาหกิจในระดับสากล รวมถึงการยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมและการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาผ่านโครงการ AITP (Association of Intellectual Property and Technology Transfer Professionals) ซึ่งทั้งหมดนี้สอดรับกับอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 ที่มุ่งเน้นการจัดการเรียนการสอนควบคู่กับการปฏิบัติจริง

“กองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษาพร้อมทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้สถาบันอุดมศึกษากลุ่มที่ 2 และสถาบันอุดมศึกษาทุกกลุ่มทั่วประเทศ สามารถปลดล็อกศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบงบประมาณและตัวชี้วัดรูปแบบใหม่นี้ จะเป็นหลักประกันสำคัญที่ช่วยการันตีว่า ทุกเม็ดเงินที่ลงทุนไปจะส่งผลลัพธ์โดยตรงต่อการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาและสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่จับต้องได้จริง” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

ทรูบิสิเนส ผนึก Google for Education ขับเคลื่อน AI สู่มหาวิทยาลัย ยกระดับภาคอุดมศึกษาไทย

ทรูบิสิเนส ผนึก Google for Education ขับเคลื่อน AI สู่มหาวิทยาลัย ยกระดับภาคอุดมศึกษาไทย

ทรูบิสิเนส ผนึก Google for Education ขับเคลื่อน AI สู่มหาวิทยาลัย ยกระดับภาคอุดมศึกษาไทย

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.59 น.

ทรูบิสิเนส ผู้นำบริการสื่อสารและดิจิทัลโซลูชันสำหรับองค์กร จับมือ Google for Education เร่งทรานสฟอร์มภาคการศึกษาไทย ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ สู่ “มหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI” (AI-Driven Universities) ด้วยการสร้างระบบนิเวศ AI ครบวงจร (AI Ecosystem) มุ่งเพิ่มทักษะครูผู้สอนในยุค AI เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา เสริมสร้างศักยภาพคนไทย ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับสากล

ภายใต้ความร่วมมือนี้ ทรูบิสิเนส นำโครงข่ายอัจฉริยะ ยกระดับเทคโนโลยีสื่อสารผ่านหลากหลายบริการ อาทิ Private Wi-Fi เชื่อมโยงการเรียนการสอนทั่วทั้งมหาวิทยาลัย พร้อมรองรับเทคโนโลยี AI และแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเสถียรภาพสูงสุด ขณะเดียวกัน Google Workspace for Education ช่วยให้นักการศึกษาเข้าถึงฟีเจอร์และชุดเครื่องมือ AI สำหรับการศึกษาที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และได้รับการออกแบบมาเพื่อการเรียนการสอนจากทุกที่ บนทุกอุปกรณ์  ซึ่งความร่วมมือนี้จะช่วยเตรียมความพร้อมให้แก่สถาบันการศึกษาในการก้าวไปสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI”

ติดอาวุธครูผู้สอนในยุค AI

Google Workspace for Education ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้การเรียนการสอน โดยผู้สอนสามารถใช้ Gemini ในการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเพื่อการเรียนรู้ สร้างแผนการเรียนรู้ที่ปรับให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคน และระดมความคิดเพื่อสร้างสรรค์แผนการสอน อีกทั้งยังช่วยให้นักศึกษาและอาจารย์สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างยืดหยุ่นและปลอดภัยบนทุกอุปกรณ์ ยิ่งไปกว่านั้น ทรูบิสิเนส ยังส่งเสริมการใช้ระบบอัตโนมัติอย่าง Robotic Process Automation (RPA) ที่ช่วยประหยัดเวลาในงานบริหารจัดการและงานเอกสาร ทำให้ครูผู้สอนสามารถมุ่งเน้นการสอนและมีเวลาทำงานร่วมกับนักศึกษาโดยตรงได้มากขึ้น นอกจากนี้ ความร่วมมือครั้งนี้ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้แก่บุคลากรทางการศึกษาของไทยผ่านการร่วมมือกับ ทรู ดิจิทัล อคาเดมี

ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ 

ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “การเปลี่ยนผ่านภาคการศึกษาไทยในยุค AI ให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยระบบนิเวศที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของผู้เรียน ผู้สอน และสถาบันการศึกษาไปพร้อมกัน ที่ผ่านมา ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ร่วมมือกับ Google ในการขับเคลื่อนโครงการ “AI for All Thais” เพื่อขยายโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาไทยสามารถเข้าถึงองค์ความรู้และทักษะด้าน AI อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ทรูบิสิเนสได้ขยายความร่วมมือกับ Google for Education เพื่อสนับสนุนมหาวิทยาลัยไทยในการก้าวสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI” โดยการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โครงข่ายสื่อสารอัจฉริยะ แพลตฟอร์มการศึกษาระดับโลก และเทคโนโลยี AI เข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับระบบและเครื่องมือดิจิทัลสำหรับการบริหารจัดการและการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต

ยิ่งไปกว่านั้น เรามีเป้าหมายร่วมกันในการวางแนวทางและโรดแมปด้าน AI และดิจิทัลสำหรับภาคอุดมศึกษาไทย ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้จริงในการเรียนการสอน การบริหารจัดการ และการพัฒนาศักยภาพของครูผู้สอน เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรในภาคอุดมศึกษามีความพร้อมรับมือกับบริบทใหม่ทั้งในโลกการศึกษาและตลาดแรงงานในอนาคต ความร่วมมือในครั้งนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การนำ AI มาใช้ในห้องเรียนเท่านั้น แต่เน้นการสร้างระบบนิเวศการศึกษายุค AI ที่มีความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้เร็ว ซึ่งจะสนับสนุนความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยไทยได้ในทุกมิติ ทั้งด้านคุณภาพการศึกษา ทรัพยากรบุคคล และทักษะความพร้อมสำหรับอนาคต ซึ่งเป็นรากฐานในการพัฒนาบุคลากรดิจิทัลที่มีคุณภาพสูง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่อไป”

สกอตต์ หว่อง, หัวหน้าฝ่าย Google for Education 

สกอตต์ หว่อง, หัวหน้าฝ่าย Google for Education ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ (ยกเว้นญี่ปุ่น) กล่าวว่า “เราเชื่อว่าการศึกษาคือรากฐานของโอกาสและความเท่าเทียม และความร่วมมือกับทรูบิสิเนสในครั้งนี้จะช่วยเสริมศักยภาพให้กับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศไทย การผสานเครือข่ายที่ครอบคลุมของทรูบิสิเนส เข้ากับฟีเจอร์ที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่ออกแบบมาเพื่อนักการศึกษาของ Google จะช่วยให้มหาวิทยาลัยไทยสามารถนำเทคโนโลยี AI มาปรับใช้ได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างอนาคตที่มีความยืดหยุ่น เอื้อต่อการทำงานร่วมกัน และมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นสำหรับทั้งนักศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา”

ผสานพลังผู้นำระดับอุดมศึกษาไทย

ทรูบิสิเนส และ Google for Education ได้ร่วมกันจัดงานสัมมนา “The Future of AI in Higher Education” สำหรับผู้บริหารและคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิกว่า 60 ท่าน จาก 30 มหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ อาทิ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยบูรพา เป็นต้น ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค

โดยภายในงาน ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้บรรยายพิเศษ แบ่งปันมุมมองความก้าวหน้าของ AI  ทั้งยังได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.มาร์ฎา ชยทัตโต ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด, รักษาการในตำแหน่งผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และความสำเร็จในการบูรณาการ ปรับใช้โซลูชันดิจิทัลและ AI จากทรูบิสิเนส และ Google for Education อย่างเป็นรูปธรรม สามารถเปลี่ยนผ่านจาก Smart University ไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยต้นแบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบ (AI-Driven University)

ผศ.ดร.มาร์ฎา ชยทัตโต ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด, รักษาการในตำแหน่งผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 

ทั้งนี้ งานสัมมนา “The Future of AI in Higher Education” เป็นจุดเริ่มต้นของการรวมพลังเชิงยุทธศาสตร์ที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านภาคอุดมศึกษาไทย เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษามีความพร้อมที่จะก้าวหน้าและเติบโตได้อย่างเข้มแข็งในยุค AI

EGCO Group โดย มูลนิธิไทยรักษ์ป่า ต่อยอดพันธกิจพลังงานสู่การอนุรักษ์ เผยโฉมแชมป์ดีไซน์ “เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกพรหมโลก” ชูแนวคิด “ออกแบบความยั่งยืนทุกมิติ”

EGCO Group โดย มูลนิธิไทยรักษ์ป่า ต่อยอดพันธกิจพลังงานสู่การอนุรักษ์ เผยโฉมแชมป์ดีไซน์ “เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกพรหมโลก”  ชูแนวคิด “ออกแบบความยั่งยืนทุกมิติ”

EGCO Group โดย มูลนิธิไทยรักษ์ป่า ต่อยอดพันธกิจพลังงานสู่การอนุรักษ์ เผยโฉมแชมป์ดีไซน์ “เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกพรหมโลก” ชูแนวคิด “ออกแบบความยั่งยืนทุกมิติ”

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.54 น.

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group โดย มูลนิธิไทยรักษ์ป่า เดินหน้าสร้างคุณค่าระยะยาวควบคู่ธุรกิจพลังงาน เปิดเวทีสร้างสรรค์ “โครงการประกวดออกแบบเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกพรหมโลก” ในอุทยานแห่งชาติเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อพัฒนาต้นแบบเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่อนุรักษ์ พร้อมประกาศผลทีมชนะเลิศ “Burgundy” ภายใต้แนวคิด “ออกแบบความยั่งยืนในทุกมิติ และนักสำรวจแห่งป่าฝน” ชวนเปิดประสาทสัมผัส สวมหัวใจนักสำรวจ ถอดรหัสความงามของน้ำตกพรหมโลกที่ซ่อนอยู่ ซึ่งผลงานการออกแบบที่ชนะเลิศจะได้รับการนำไปพัฒนาแบบแปลนและก่อสร้างเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกพรหมโลกให้แล้วเสร็จต่อไป คาดว่าจะเปิดให้เข้าเยี่ยมชมภายในเดือนธันวาคม 2569

“โครงการประกวดการออกแบบเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกพรหมโลก อุทยานแห่งชาติเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช ประจำปี 2569” จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง EGCO Group มูลนิธิไทยรักษ์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และยกระดับมาตรฐานการพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติในพื้นที่อนุรักษ์ ตลอดจนเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษา และบุคคลทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้จากกระบวนการทำงานจริงในพื้นที่ ผ่านการออกแบบภายใต้โจทย์ที่สามารถนำไปก่อสร้างได้จริง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่อุทยานแห่งชาติ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.แสงจันทร์          วายทุกข์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และ นายธวัช หิรัณจารุกร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานปฏิบัติการ EGCO Group และรองประธานกรรมการมูลนิธิไทยรักษ์ป่า ร่วมเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ณ อาคารเอ็กโก สำนักงานใหญ่

ธวัช หิรัณจารุกร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานปฏิบัติการ EGCO Group และรองประธานกรรมการมูลนิธิไทยรักษ์ป่า เปิดเผยว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา EGCO Group และมูลนิธิไทยรักษ์ป่า มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติในพื้นที่อนุรักษ์ทั่วประเทศ ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติฯ โดยได้พัฒนาและปรับปรุงเส้นทางศึกษาธรรมชาติมาแล้ว จำนวน 11 เส้นทาง ในอุทยานแห่งชาติ 4 แห่ง ใน 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช และชัยภูมิ เพราะเราเชื่อว่าเส้นทางฯ เหล่านี้คือสะพานเชื่อมให้ผู้คนได้เรียนรู้และเข้าใจคุณค่าของธรรมชาติอย่างแท้จริง เราต้องการให้เวทีการประกวดออกแบบครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการเผยแพร่ความรู้ แลกเปลี่ยนมุมมองใหม่ ยกระดับและขยายศักยภาพของงานออกแบบเส้นทางศึกษาธรรมชาติไปสู่วงกว้าง เพื่อให้สังคมเห็นว่างาน       ภูมิสถาปัตยกรรมสามารถหลอมรวมเข้ากับงานอนุรักษ์ระบบนิเวศธรรมชาติได้อย่างงดงามและยั่งยืน”

ดร.แสงจันทร์ วายทุกข์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า “ผืนป่าน้ำตกพรหมโลก ในอุทยานแห่งชาติเขาหลวง เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและมีความสำคัญอย่างยิ่ง กรมอุทยานแห่งชาติฯ ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ EGCO Group มูลนิธิไทยรักษ์ป่า และภาคีเครือข่าย ได้เข้ามาเป็นกำลังหลักในการจัดกิจกรรมประกวดครั้งนี้ เพื่อดึงพลังสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่มาพัฒนาร่วมกัน โดยกรมอุทยานแห่งชาติฯ พร้อมที่จะให้การสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนการนำแบบแปลนที่ชนะการประกวดไปสู่กระบวนการก่อสร้างจริงในพื้นที่ เพื่อให้เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ กลมกลืนกับระบบนิเวศ และปลอดภัยต่อประชาชน”

กัลยวัจน์ เลิศพีรากร หัวหน้าทีม “Burgundy” ผู้ชนะเลิศของโครงการประกวดออกแบบเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกพรหมโลก เปิดเผยว่า “รู้สึกดีใจที่ผลงานของทีมได้รับเลือกเป็นแบบสำหรับการพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกพรหมโลก โดยส่วนตัวทีม Burgundy ไม่ได้คุ้นชินกับงานออกแบบในพื้นที่ธรรมชาติมากนัก การเข้าร่วมประกวดครั้งนี้ทำให้ทีมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ รวมทั้งธรรมชาติและบริบทของพื้นที่ โดยได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา และทำให้เราใช้ความพยายามอย่างมากในการออกแบบเส้นทางฯ เพื่อตอบโจทย์ทุกบริบทให้ดีที่สุด ทั้งนักศึกษาธรรมชาติ รวมถึงนักท่องเที่ยว พื้นที่แห่งนี้เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติแห่งใหม่ และมีการค้นพบความงดงามของธรรมชาติใหม่ ๆ ดังนั้น แนวคิดในการออกแบบของทีมเราคือ การออกแบบความยั่งยืนในทุกมิติ ที่เคารพบริบทของป่า เกื้อหนุนชุมชน และสามารถดูแลรักษาได้จริงอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

สำหรับเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกพรหมโลก ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติเขาหลวง อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเส้นทางฯ ลำดับที่ 12 ที่มูลนิธิไทยรักษ์ป่า ร่วมพัฒนากับกรมอุทยานแห่งชาติฯ โดยมีแผนพัฒนาเส้นทางฯ ใหม่ ระยะทางไป-กลับประมาณ 3 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 2.5 ชั่วโมง เพื่อมุ่งให้เป็นแหล่งเรียนรู้ป่าต้นน้ำและระบบนิเวศป่าดิบชื้นที่มีคุณค่า ควบคู่กับการเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่เข้าถึงได้ง่าย ให้มีความแข็งแรง ความปลอดภัย เป็นมิตรกับระบบนิเวศ และกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงจัดทำ Trail Head และป้ายสื่อความหมายธรรมชาติตลอด แนวเส้นทาง

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวสะท้อนความตั้งใจของ EGCO Group ในการร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการสร้างโอกาสในการเรียนรู้และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างสมดุล เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้สัมผัสคุณค่าของธรรมชาติและร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน

CPF ร่วมส่งต่อ ‘พลังแห่งการให้’ สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ รพ.มหาราชนครราชสีมา

CPF ร่วมส่งต่อ ‘พลังแห่งการให้’ สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ รพ.มหาราชนครราชสีมา

CPF ร่วมส่งต่อ ‘พลังแห่งการให้’ สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ รพ.มหาราชนครราชสีมา

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.48 น.

นายแพทย์ทวีชัย วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และ นายแพทย์สมชัย อัศวสุดสาคร ประธานมูลนิธิ 100 ปี โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา รับมอบเงินสนับสนุนจาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เพื่อนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์และสนับสนุนการรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ณ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยมี นายสมรักษ์ จองสุวรรณ ผู้จัดการภาคทีมขาย พร้อมคณะจิตอาสา เป็นผู้แทนมอบ

เงินสนับสนุนดังกล่าวมาจากกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ที่จัดขึ้น ณ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมอุดหนุนอาหารคุณภาพมาตรฐานสากล สะอาด ปลอดภัย ในราคาพิเศษ โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนมูลนิธิ 100 ปี โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านสาธารณสุขและช่วยเหลือผู้ป่วยให้เข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง

กิจกรรมดังกล่าวได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนที่ร่วมอุดหนุนอาหารคุณภาพในราคาคุ้มค่า พร้อมมีส่วนร่วมในการสร้างโอกาสทางการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วย สะท้อนพลังแห่งการแบ่งปันที่เกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมของทุกคนในสังคม