น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ๑๐๓ ปี วันคล้ายวันประสูติ ‘สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์’

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ๑๐๓ ปี วันคล้ายวันประสูติ ‘สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์’

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ๑๐๓ ปี วันคล้ายวันประสูติ ‘สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์’

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

๑๐๓ ปี วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ร่วมใจสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงพระกรณียกิจเพื่อความสุขแก่พสกนิกรชาวไทย

วันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ เป็นวันคล้ายวันประสูติครบ ๑๐๓ ปี ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ​ ทรงเป็นพระราชธิดา พระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และมีพระอนุชา ๒ พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ ๘ และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ และทรงเป็นสมเด็จพระราชปิตุจฉาในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐

ทรงประสูติเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖  จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระนามว่า หม่อมเจ้ากัลยาณิวัฒนา ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา ก่อนจะได้รับการเฉลิมพระยศเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ในสมัยรัชกาลที่ ๘ และในวาระที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๗๒ พรรษา ในวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏ ว่า “สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” นับว่าทรงเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายในพระองค์แรกและพระองค์เดียวในสมัยรัชกาลที่ ๙

ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๘ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยศักดิ์เลื่อนกรมเฉลิมพระนามพระอัฐิ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี โดยเมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๘  พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จแทนพระองค์ไปในการจารึกพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระนามพระอัฐิ ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม 

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ฯ ทรงจบการศึกษาระดับปริญญาตรีทางด้านเคมีจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และทรงมีความเชี่ยวชาญภาษาฝรั่งเศส เมื่อเสด็จกลับประเทศไทย    สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีจึงทรงแนะนำให้พระราชธิดาใช้ความรู้ทางด้านภาษาให้เป็นประโยชน์ ด้วยทั้งสองพระองค์ทรงเล็งเห็นว่า การศึกษาจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ฯ จึงทรงรับตำแหน่งเป็นพระอาจารย์พิเศษสอนวิชาภาษาต่างประเทศที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  นอกจากจะทรงดำรงตำแหน่งพระอาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์แล้ว ยังทรงเป็นหัวหน้าภาควิชาภาษาต่างประเทศ ดูแลและจัดทำหลักสูตรการสอนของอาจารย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ทรงจัดทำหลักสูตรปริญญาตรีสาขาภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศสสำเร็จ ด้วยการผสมผสานความรู้ด้านภาษาและวรรณคดีให้เข้ากันอย่างเหมาะสม  ทำให้ทรงได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น ศาสตราจารย์พิเศษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ ๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๑ เป็นต้นมา

ด้วยความที่ทรงสำเร็จการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ จึงทรงสนพระทัยโครงการจัดส่งเยาวชนไทยไปร่วมแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ โดยพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ และเงินจากกองทุนสมเด็จย่าสนับสนุนโครงการ  ตั้งแต่ปี พ.ศ ๒๕๓๒  ซึ่งทรงติดตามความเคลื่อนไหวทุกขั้นตอนการแข่งขัน พระราชทานกำลังใจ และทรงแสดงความยินดีแก่เยาวชนไทยที่ได้รับรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณจากการแข่งขันในทุกๆ ครั้ง ทรงเป็นองค์พระอุปถัมภ์ “มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” (สอวน.) ทำให้บรรดาเยาวชนไทยสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยติดต่อกันมายาวนานหลายปี ตั้งแต่ปีแรกที่มีการส่งเยาวชนร่วมแข่งขัน

นอกจากนั้น ยังทรงสนพระทัยเรื่องการศึกษาเป็นพิเศษ ทุกครั้งที่โดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนนี เสด็จออกเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ห่างไกลกับหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี (พอ.สว.) พระองค์มักจะเสด็จเยี่ยมโรงเรียนต่างๆ สอบถามครูถึงแนวทางการเรียนการสอน พระราชทานกำลังใจ ให้คำแนะนำและพระราชทานอุปกรณ์การเรียนการสอน ของเล่นสร้างเสริมสติปัญญาแก่โรงเรียนเหล่านั้นเสมอ โดยเฉพาะโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน อีกทั้งยังทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จาก”ทุนการกุศลสมเด็จย่า” และ “ทุนการกุศล กว.” ให้แก่โครงการพระเมตตาสมเด็จย่า ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนงานการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งทางด้านการศึกษา สาธารณสุขของประชาชนในถิ่นทุรกันดารและบนพื้นที่สูง

อีกทั้ง ยังทรงรับมูลนิธิและกองทุนการกุศลต่างๆ ทางด้านสาธารณสุขไว้ในพระอุปถัมภ์อีกหลายหน่วยงาน ได้แก่ มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย กองทุนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเพื่อพัฒนาการพยาบาล  ศิริราชมูลนิธิ มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ มูลนิธิช่วยการสาธารณสุข มูลนิธิส่งเสริมสวัสดิภาพสตรีและเยาวชน มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ มูลนิธิช่วยการสาธารณสุข สมาคมพยาบาลสาธารณสุขไทย มูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลราชานุกูล มูลนิธิสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ มูลนิธิโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน มูลนิธิโรงพยาบาลเลิดสิน

ในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปี วันคล้ายวันประสูติ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) จึงได้ประกาศยกย่องพระเกียรติคุณให้ทรงเป็น บุคคลสำคัญของโลกผู้มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษา ด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานและคณิตศาสตร์และด้านวัฒนธรรม

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๑ ตลอดพระชนมชีพ ทรงงานสนองสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ และงานส่วนพระองค์ในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีของพสกนิกรชาวไทย ซึ่งแม้พระองค์จะสิ้นพระชนม์ไปแล้ว ๑๘ ปี แต่สมาคม มูลนิธิ และองค์กรสาธารณกุศลต่างๆ ที่ทรงก่อตั้งและทรงอุปถัมภ์ ยังคงดำรงอยู่และมีผู้สืบสานพระปณิธานในการดำเนินงานองค์กรเหล่านั้นต่อไปอย่างมิสิ้นสุด

ในวาระครบรอบ ๑๐๓ ปี วันคล้ายวันประสูติ ขอเชิญปวงพสกนิกรชาวไทยได้ร่วมสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงพระกรณียกิจในด้านต่างๆ เพื่อความสุขแก่พสกนิกรชาวไทยทั่วไปทุกคน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ขุนศึกกับแมงมุม

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ขุนศึกกับแมงมุม

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ขุนศึกกับแมงมุม

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมัยที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีขุนศึกยอดฝีมือนามว่า “พระยาโกษา” ท่านเป็นนักรบผู้รักชาติ  ที่นำทัพออกสู้ศึกเพื่อปกป้องบ้านเมืองมาหลายครา แต่ในช่วงหลังมานี้ กองทหารของท่านพ่ายแพ้ติดต่อกันหลายครั้ง จนไพร่พลระส่ำระสาย ตัวท่านเองต้องตีฝ่าวงล้อมศัตรูหนีมาเพียงลำพัง

พระยาโกษาแอบมาอาศัยหลบภัยอยู่คนเดียว   ในซากปรักพังของ ศาลาวัดร้าง แห่งหนึ่งกลางป่าลึก     ในใจนั้นเต็มไปด้วยความท้อแท้สิ้นหวัง  สูญเสียความมั่นใจ และคิดที่จะทิ้งความทะเยอทะยานที่จะกู้แผ่นดิน เพราะมองไม่เห็นหนทางที่จะกลับมาเอาชนะได้เลย ท่านวางดาบลงข้างกายแล้วถอนหายใจพลางคิดว่า “เราคงไร้วาสนาจะรักษาบ้านเมืองเสียแล้ว สู้ไปกี่ครั้งก็แพ้พ่าย หรือนี่จะเป็นจุดจบของข้า”

ขณะที่ท่านนอนพิงเสาศาลาวัด  ด้วยความเหนื่อยล้า สายตาเหม่อมองขึ้นไปบนขื่อไม้เก่าๆ แล้วมองเห็น แมงมุมตัวหนึ่งขนาดเล็กนิดเดียว กำลังพยายามปีนเสาขึ้นไปพ่นใยเพื่อทำสะพานใยแมงมุมคอยดักเหยื่อ จากคานหนึ่งไปอีกคานหนึ่ง

•           ครั้งที่หนึ่ง: แมงมุมโหนตัวลงมา แต่ลมพัดแรงทำให้ใยขาด  แมงมุมตกลงพื้น

•           ครั้งที่สองและสาม: แมงมุมตะเกียกตะกายไต่เสากลับขึ้นไปใหม่ แล้วกระโดดอีกครั้ง แต่ก็ยังไปไม่ถึงฝั่ง

•           จนถึงครั้งที่ห้าสิบ  ….ครั้งที่เก้าสิบเก้า : แมงมุมตัวนั้นก็ยังถักใยไม่สำเร็จ มันตกลงมานอนนิ่งนานจนพระยาโกษานึกว่าคงเจ็บจนตาย หรือไม่ก็คงถอดใจไปแล้ว

พระยาโกษาเปรยกับตัวเองว่า “เจ้าสัตว์ตัวจ้อย ขนาดเจ้ามี 8 ขา เจ้ายังทำไม่สำเร็จเลย ก็คงเหมือนกับข้ามีเพียง 2 ขา ที่พ่ายศึกมา 6 ครั้งเห็นทีต้องยอมจำนนต่อโชคชะตา”

แต่แล้วพระยาโกษา ก็ต้องเบิกตากว้าง เมื่อเห็นขาเล็กๆ ของแมงมุมเริ่มขยับอีกครั้ง! แมงมุมน้อยค่อยๆ ไต่กลับขึ้นไปบนขื่อสูงเป็นครั้งที่หนึ่งร้อย    มันหยุดพักสูดลมหายใจ  แล้วตัดสินใจกระโจนออกไปสุดตัว

ฉับพลันนั้น! ใยแมงมุมเส้นบางๆ ก็เกาะขื่ออีกด้านได้สำเร็จ แมงมุมค่อยๆ ไต่ข้ามเส้นใยนั้นไปอย่างมั่นคง   แล้วเริ่มสานใยแมงมุมที่แข็งแรงต่อไปทันที

เมื่อเห็นความพยายามอย่างไม่ลดละของแมงมุม พระยาโกษาเกิดความละอายใจและมีกำลังใจเพิ่มขึ้นทันที ท่านหยิบดาบคู่ใจขึ้นมาถือไว้มั่นแล้วประกาศว่า:

“แมงมุมตัวนิดเดียวที่ไม่มีสติปัญญาเหมือนมนุษย์  ยังมีใจเด็ดเดี่ยวไม่ยอมแพ้ ถึงร้อยครั้ง     แล้วข้าเป็นถึงขุนศึกผู้นำทัพ เป็นชายชาตรี จะมายอมท้อถอยเพียงเพราะความพ่ายแพ้แค่ไม่กี่ครั้งได้อย่างไร!”

พระยาโกษาจึงเกิความฮึกเหิมอีกครั้ง   ท่านใช้ศาลาวัดร้างแห่งนั้นเป็นจุดรวมไพร่พล ส่งสัญญาณเรียกทหารที่กระจัดกระจายให้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ด้วยใจที่สู้ไม่ถอยเหมือนแมงมุมตัวนั้น ในที่สุดท่านก็นำทัพจนได้ชัยขนะ   ขับไล่อริราชศัตรูออกจากผืนแผ่นดินไทยได้สำเร็จ

การกระทำของพระยาโกษาในครั้งนี้ เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ เรื่องการศึกษาหาความรู้ในสิ่งที่ดี  (ธัมมัสสวนมัย)  เพราะได้เรียนรู้เรื่องความพยายามจากแมงมุม   เก็บความรู้จากธรรมชาติและเหตุการณ์รอบตัวแล้วนำมาเป็นบทเรียนเตือนใจ   คล้ายฟังธรรมะที่ทำให้ตาสว่าง ปลดเปลื้องความทุกข์ที่เกาะกินใจ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า   “ ความพยายามเป็นกุญแจเปิดประตูทุกบาน  เปรียบได้กับกำแพงสูงที่สุดก็ไม่อาจกั้นการขุดรูของมดตัวเล็กนิดเดียวได้”   “ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น แม้จะล้มสักกี่ครั้ง หากยังลุกขึ้นใหม่ได้เสมอ ชัยชนะก็จะเป็นของเราในสักวัน”   “ความล้มเหลว เก้าสิบเก้า ครั้งมิใช่ความพ่ายแพ้หรือจุดจบ เด็ดขาด    แต่เป็นการฝึกฝนเพื่ออาจมีชัยชนะในครั้งที่ หนึ่งร้อย”  

เรียบเรียงจากนิทานสกอตแลนด์   เรื่อง แมงมุมของกษัตริย์โรเบิร์ต บรูซ (Robert the Bruce and the Spider)  และนิทานเปอร์เชีย อายุราว 700 ปี  เรื่องกษัตริย์ตีมูร์กับมด (Timur and the Ant) ที่สอนเรื่องความเพียรพยายาม

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

คุณแหน : 6 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 6 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 6 พฤษภาคม 2569

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง พร้อมด้วย กล้าณรงค์ ยุติธรรม รอง ผวจ.สุราษฎร์ธานี ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และ ปชช.ที่เข้าร่วมกิจกรรม “ร่วมบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ” ภายใต้โครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคใต้ (ตอนบน) จัดโดย เหล่ากาชาด จ.สุราษฎร์ธานี ร่วมกับ ธนาคารเลือด รพ.สุราษฎร์ธานี..
  • มิตรสหายยินดีกับ วิรัตน์ รักษ์พันธ์ สมาชิกวุฒิสภา ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกชั้นสูงสุด มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)..
  • ยินดีกับหญิงเหล็ก จงกลนี แก้วสด ที่ได้แต่งตั้งเป็น ผอ.องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (อสส.) ซึ่งเป็น ผอ. หญิงคนแรก..
  • พื่อนๆชาว BRAIN 2 ร่วมยินดีกับ วัลยา จิราธิวัฒน์ ที่ได้ดำรงตำแหน่ง ประธาน (President) กลุ่มเซ็นทรัล ตั้งแต่ 1 พ.ค. เป็นต้นไป..
  • ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช ประชุมคณะกรรมการราชวิทยาลัยเภสัชกรรมแห่งประเทศไทย โดยมี รศ.(พิเศษ) ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์, รศ.ดร. ภก. สุมนต์ สกลไชย, ศ.ดร.ภก.พรศักดิ์ ศรีอมรศักดิ์, ศ.ดร. ภก.ชลภัทร สุขเกษม, รศ.ภญ.สุณี เลิศสินอุดม, รศ.ดร.ภก.สุรกิจ นาฑีสุวรรณ, รศ.ดร.ภก.วิชัย สันติมาลีวรกุล, ผศ.ดร. ภญ.รจพร วัชโรทยางกูร, รศ.ดร.ภก.กร เลิศล้ำวาณิช, ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์, ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ร่วมด้วย..
  • พิพิธ เอนกนิธิ จัดสรรเวลามาบรรยายให้หลักสูตร Digital CEO# 9 ตามคำเชิญของ ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์..
  • ชาว ปธพ. 2 ยินดีกับ อัฐ ทองแตง ที่ได้รับรางวัลเกียรติยศ ปธพ.ประจำปี 2569 ในงานคืนสู่เหย้า บายศรีสู่ขวัญ ปธพ. 1-12 และ ปนพ. 1-3..
  • สุพร วัธนเวคิน ประธานมูลนิธิอิออน ประเทศไทย ได้มอบทุนการศึกษาให้กับบุตรของกำลังพล หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน, กองพลทหารราบที่ 11, ศูนย์การนักศึกษาวิชาทหาร, กองพันทหารราบ หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน นับเป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน..
  • เพื่อนๆ Digital CEO# 7 ร่วมแสดง ความยินดีกับ ดร.วาริน รัชนานุสรณ์ ที่ได้เป็น ซีอีโอ บจ. เอ็ม ยู โฮลดิ้ง ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนที่ก่อตั้งโดย ม.มหิดล เพื่อทำหน้าที่จัดการและบริหารจัดการทรัพย์สิน ตลอดจนดำเนินธุรกิจในเชิงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องกับผลงานวิจัย นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัย..
  • ชาว LSP#3 ร่วมเสียใจกับ ประสงค์ วันสุขประเสริฐ ที่สูญเสียคุณแม่มิด ดัง ณ วัดเขมาภิตาราม..
  • ชื่นชม รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย (BCC) ที่ส่งเสริมความเป็นเลิศด้านการดูแลคุณภาพชีวิตนักเรียนอย่างรอบด้าน ล่าสุดจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง ศิลปะการจัดตกแต่งจานอาหาร ให้แก่ทีมบุคลากรงานโภชนาการและแม่ครัวของ รร. เพื่อยกระดับมื้ออาหาร รร.ให้มีความประณีตและน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น โดยมี เชฟนรี บุณยเกียรติ เป็นวิทยากร..
  • สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ไทย (THAIMED) ร่วมกับ คณะกรรมเพื่อมิตรภาพกับต่างประเทศแห่งสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งนครเซี่ยงไฮ้ จัดงาน Shanghai Fair 2026 ณ BITEC ห้องภิรัช Hall 1-3 ช่วง 19-20 พค. ลงทะเบียนเข้าร่วมงานไม่เสียค่าใช้จ่าย..
  • สวด ม.ร.ว.มธุรา ชินาลัย ศาลาวรรณสุพิณ(ศาลา 9) วัดธาตุทอง ถึง 8 พ.ค.18.30 น. ฌาปนกิจ 9 พ.ค.17.00 น…เจ้าภาพขอแจ้งงดรับพวงหรีด..

น้องใหม่

LIFE & HEALTH : การขับเคลื่อนธุรกิจด้วย เอไอ ต้องใช้งานอย่างรู้เท่าทัน

LIFE & HEALTH : การขับเคลื่อนธุรกิจด้วย เอไอ ต้องใช้งานอย่างรู้เท่าทัน

LIFE & HEALTH : การขับเคลื่อนธุรกิจด้วย เอไอ ต้องใช้งานอย่างรู้เท่าทัน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) คือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาให้มีความฉลาดเทียม สามารถเลียนแบบการคิด เรียนรู้ แก้ปัญหา และตัดสินใจได้คล้ายมนุษย์ โดยเน้นการประมวลผลข้อมูลจำนวนมากเพื่อสร้างเนื้อหาอัตโนมัติ ทำนายผล หรือทำงานที่ซับซ้อน เช่น แชทบอท (ChatGPT), การจดจำใบหน้า, หรือระบบแนะนำคอนเทนต์  ทั้งนี้ AI ทำงานผ่านอัลกอริทึม (Algorithms) และ Machine Learning ซึ่งเรียนรู้จากข้อมูลจำนวนมหาศาลเพื่อปรับปรุงความแม่นยำเอง โดย Ai มีความสามารถในการ วิเคราะห์ข้อมูล, แก้ไขปัญหา, วางแผนและทำงานแทนมนุษย์ในรูปแบบอัตโนมัติ

ปัจจุบันการใช้ AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในงานวิจัย แต่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและเศรษฐกิจไทยแล้ว ทั้งในด้านการแพทย์ การศึกษา การเงิน พลังงาน และแม้กระทั่งการออกแบบ การใช้ AI ในองค์กรมีหลายชนิด ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล, การทำงานอัตโนมัติ, ไปจนถึง AI เชิงกลยุทธ์อย่าง Hybrid และ Sovereign AI ที่กำลังเป็นแนวโน้มสำคัญในไทยและทั่วโลก หากองค์กรต้องการผลลัพธ์จริง ควรเลือกใช้ AI ที่สอดคล้องกับเป้าหมายธุรกิจและลงทุนในบุคลากรควบคู่กัน

ข้อมูลจาก ผศ. ดร. รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์​ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มีผลการวิจัยร่วมของ มหาวิทยาลัย สแตมฟอร์ด และ คาร์เนกี้ เมลลอน (Stanford และ Carnegie Mellon) สหรัฐอเมริกา ระบุว่า การใช้ Agentic AI ในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะสามารถทำงานแทนคนในหลายมิติได้มากกว่า Generative AI แต่ก็พบว่า เมื่อ Agentic AI ล้มเหลวในการแปลงข้อมูลใบเสร็จค่าใช้จ่าย ในไฟล์ Excel ตัวระบบของ Agentic AI จะมีการสร้างข้อมูลขึ้นมาเอง เพื่อให้การทำงานเสร็จสมบูรณ์ได้อย่างรวดเร็ว แต่สร้างความเสียหายให้กับธุรกิจ

จากผลการศึกษาพบว่า ในการทำงานของ Agentic AI ในปี 2568 มีการพูดถึงปัญหาของการใช้งานสูง จากกระบวนการทำงานทั้งหมด กับธุรกิจพบว่าเมื่อ Agentic AI ล้มเหลวในการแปลงข้อมูลจากใบเสร็จค่าใช้จ่ายลงในไฟล์ Excel  ระบบของ Agentic AI จะเริ่มสร้างข้อมูลขึ้นมา เพื่อให้การทำงานสามารถเสร็จสมบูรณ์ได้ เช่น สร้างชื่อร้านอาหารปลอม เพื่อให้งานเสร็จสมบูรณ์

ผลการศึกษาของทั้งสองสถาบันพบว่า ปัจจุบัน Agentic AI  ยังไม่สามารถทำงานออฟฟิศส่วนใหญ่ให้สำเร็จได้อย่างน่าเชื่อถือ โดยมีอัตราความล้มเหลวพุ่งสูงเกือบ 70% งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจยังคงมีข้อจำกัดจากข้อบกพร่องพื้นฐานทั้งทางเทคนิคและทางปฏิบัติ โดยการศึกษาดังกล่าว ได้จำลองสถานการณ์ของ บริษัท เทคโนโลยี ชั้นนำ ทั้ง OpenAI, Google, Anthropic และ Amazon ภายในสภาพแวดล้อมจำลองนี้ประกอบด้วยบทบาทต่างๆ เช่น CTO, ผู้จัดการฝ่ายบุคคล (HR) และวิศวกร พร้อมภารกิจในชีวิตประจำวันด้านการเงิน การบริหาร และวิศวกรรม โดย AI จะต้องทำงานอย่างเป็นอิสระผ่านระบบแชทภายใน คู่มือบริษัท และเว็บไซต์ โดยไม่มีมนุษย์คอยช่วยเหลือ

ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่า ไม่มี AI ตัวใดเลยที่สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้สำเร็จเกิน 24% 

ในบางงาน Agentic AI อาจจะทำงานได้มีประสิทธิภาพสูง แต่บางงานที่มีความซับซ้อน ผลลัพธ์อาจจะยังไม่ดีไม่ได้ดั่งใจ  Agentic AI เป็นพัฒนาการของ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จาก Generative AI ซึ่งทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วยนักบิน” (Co-pilot) ในการร่างเนื้อหาและสรุปข้อมูลแต่ยังต้องรอคำสั่ง (Prompt) ในขณะที่ Agentic AI เป็นระบบที่สามารถทำงานได้เองโดยการผนวกเครื่องมือต่างๆ เข้าด้วยกัน  

ตัวอย่างเช่น Generative AI สามารถช่วยผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเขียนอีเมลถึงซัพพลายเออร์หรือร่างข้อเสนอได้ แต่ Agentic AI ทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วยจัดซื้ออัจฉริยะ” ที่สามารถตรวจสอบสต็อก ระบุความต้องการที่ขาด เปรียบเทียบตัวเลือกจากซัพพลายเออร์ และจัดทำข้อเสนอเพื่อขออนุมัติได้อย่างครบถ้วน ทำให้มนุษย์สามารถยกระดับบทบาทจากงานปฏิบัติการ ไปสู่การขับเคลื่อนกลยุทธ์และสร้างมูลค่าให้กับองค์กรได้อย่างเต็มศักยภาพ หรือทางด้าน Finance / Accounting Agentic AI สามารถทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วย CFO” ในการตรวจสอบความผิดปกติของรายการบัญชี กระทบยอดธุรกรรม จัดทำรายงานการเงิน และแจ้งเตือนความเสี่ยง ช่วยให้ทีมการเงินโฟกัสกับการวิเคราะห์เชิงลึกมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ Agentic AI จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ระบบอัตโนมัติขั้นสูง Agentic AI ในตอนนี้ยังอาจไม่ได้ทดแทนมนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบ แต่เป็นการเสริมศักยภาพการทำงาน การใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพยังต้องอาศัย Human-in-the-loop องค์ความรู้เชิงลึก ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และกรอบธรรมาภิบาลที่แข็งแกร่ง เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นในระดับองค์กร

จะเห็นได้ว่าจากผลการศึกษาของทั้งสองสถาบัน การทำงานของ Agentic AI ยังต้องการเวลาในการปรับปรุง และ การทำงานร่วมกับมนุษย์ มากกว่า ที่จะทำงานได้อย่างอิสระอย่างแท้จริง ด้วยข้อจำกัด ของการพัฒนาระบบ สุดท้ายแล้ว Agentic AI ก็เป็นเครื่องมือ ที่ต้องทำงานร่วมกับมนุษย์ ที่เข้าใจระบบ และพัฒนาไปร่วมกัน ติดตามข้อมูลได้ที่ https://www.realsmart.co.th/

133 ปี สภากาชาดไทย สานต่อวัฒนธรรมแห่งการบริจาคโลหิตช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เชิญชวนคนไทยทั้งประเทศ ร่วมสานต่อพลังแห่งมนุษยธรรม สร้างวัฒนธรรมแห่งการให้ บริจาคโลหิตช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 133 ปี แห่งการสถาปนาสภากาชาดไทย รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า พันธกิจด้านการบริการโลหิต เป็นหน้าที่ของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ในการจัดหาโลหิตให้มีปริมาณเพียงพอ ปลอดภัย และมีคุณภาพสูงสุด จากผู้บริจาคโลหิตด้วยความสมัครใจไม่หวังสิ่งตอบแทน เพื่อนำไปใช้รักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ ทั้งในรูปโลหิต ส่วนประกอบโลหิต และผลิตภัณฑ์โลหิต เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ของประชาชน ทั้งในด้านการแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศ ร่วมบริจาคโลหิตได้ที่

  • ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์
  • หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) 7 แห่งได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม บางแค เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง)
  • ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่นอุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต งานบริการโลหิตสถานีกาชาดหัวหินเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และงานบริการโลหิตจังหวัดอุดรธานี

พร้อมเชิญชวนร่วมกิจกรรมโซเชียลมีเดีย โพสต์ภาพเล่าเรื่องความประทับใจ “แสดงพลังแห่งการให้” ผ่านโซเชียลมีเดีย เช็กอินสถานที่บริจาคโลหิต ตั้งค่าเป็นสาธารณะ ติดแฮชแท็ก #133ปีแห่งการให้ #รวมพลังเลือดกาชาด เพื่อร่วมสร้างกระแสการบริจาคโลหิตต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์ ดูรายละเอียดได้ที่  https://thaibloodcentre.redcross.or.th/ 

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

อบก. จับมือภาคี เปิดตัวแคมเปญ ‘VB SAVE+’ ช่วยลดต้นทุนการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์

อบก. จับมือภาคี เปิดตัวแคมเปญ  ‘VB SAVE+’ ช่วยลดต้นทุนการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์

อบก. จับมือภาคี เปิดตัวแคมเปญ ‘VB SAVE+’ ช่วยลดต้นทุนการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.01 น.

5 พฤษภาคม 2569 องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เปิดตัวแคมเปญ “VB SAVE+” (วี บี เซฟ พลัส) ณ ห้อง Common Ground Theater สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการลดค่าใช้จ่ายด้านประเมินและทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และการตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบสำหรับโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER)  โดยมุ่งช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงระบบประเมินและการรับรองได้ง่ายขึ้น พร้อมหนุน SME เข้าถึงระบบรับรอง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท  ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กล่าวว่า แคมเปญ VB SAVE+ ได้ทำการเปิดรับสมัครหน่วยงานที่ปรึกษาและหน่วยงานทวนสอบข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และหน่วยตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบโครงการ T-VER เพื่อให้บริการในอัตราพิเศษ แคมเปญนี้จะช่วยลดภาระค่าบริการที่ปรึกษาและผู้ทวนสอบ CFO และ CFP ได้ประมาณ 40–60% เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายปกติที่อยู่ในช่วง 15,000–20,000 บาท/Man-day เหลือเพียงไม่เกิน 10,000 บาท/วัน ในส่วนของโครงการ T-VER อบก.กำหนดค่าใช้จ่ายการตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบโครงการเดี่ยวไม่เกิน 40,000 บาท/โครงการ และโครงการแบบควบรวมและแบบแผนงานไม่เกิน 70,000 บาท/โครงการ โดยในส่วนของ CFO เริ่มนำร่องครอบคลุมสาขาอุตสาหกรรมการผลิตทั่วไป และกิจกรรมบริการทั่วไป ภายใต้แคมเปญนี้ คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ภาคธุรกิจได้ไม่น้อยกว่า 50–70 ล้านบาทต่อปี

ด้าน ดร.อภิรดี ขาวเธียร รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า นอกจากการมีแคมเปญ VB SAVE+ ที่สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายค่าที่ปรึกษาและค่าทวนสอบให้ผู้ประกอบการแล้ว ในส่วนของ สสว. ก็ได้ให้การสนับสนุนค่าทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์และโครงการ T-VER เช่นกัน โดยผู้ประกอบการ SME ภาคการผลิตที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 100 ล้านบาท และภาคอื่นๆ ที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 50 ล้านบาท สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการใช้บริการผู้ทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์และโครงการ T-VER ที่อยู่ภายใต้ระบบ BDS (Business Development Service) ของ สสว. ในการขอรับการสนับสนุนได้สูงสุดถึง 80% ภายใต้วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ผ่านแคมเปญ “SME ปัง ได้เงินคืน” ที่ สสว. ดำเนินการอยู่เพิ่มขึ้นอีก

ในส่วนของนางสาวภัทร์ ศาสตร์ขำ ผู้จัดการอาวุโส ส่วนงานพัฒนาอย่างยั่งยืน สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (สสปน.) กล่าวว่า  สสปน. ได้เล็งเห็นความสำคัญของการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในอุตสาหกรรมไมซ์ ที่ผ่านมา สสปน. ได้ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการไมซ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการร่วมกับ อบก. จัดสัมมนาฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการก๊าซเรือนกระจกให้กับผู้ประกอบการไมซ์ ปัจจุบันยังได้เผยแพร่ข้อมูลที่ปรึกษาและผู้ทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้กับผู้ประกอบการไมซ์ ดังนั้น ที่ปรึกษาและหน่วยงานทวนสอบที่เข้าร่วมแคมเปญ VB SAVE+ จะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจาก สสปน. ด้วยการนำรายชื่อไปเผยแพร่บนเว็บไซต์ https://www.businesseventsthailand.com ของ สสปน. ภายใต้หัวข้อ Sustainability ในรูปแบบ “Recommended list”  ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสและทำให้ผู้ประกอบการไมซ์สามารถเข้าถึงผู้ให้บริการได้สะดวกยิ่งขึ้น นับว่าเป็นการเพิ่มโอกาสและยกระดับขีดความสามารถในการเข้าถึงบริการด้านความยั่งยืนของผู้ประกอบการไมซ์ไทย

นอกจากนี้ นางสาวพรรรัตน์ เพชรภักดี ผู้อำนวยการใหญ่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท. ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยดำเนินงานด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรมาอย่างต่อเนื่อง อันจะช่วยเตรียมความพร้อมให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถปรับตัวเข้ากับกฎระเบียบการค้าในโลกยุคใหม่ที่เห็นความสำคัญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมไปสู่แหล่งงบประมาณสนับสนุน อาทิ โครงการ SME ปัง ตังได้คืน (BDS) ของ สสว. ที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการขอรับรองเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เป็นต้น ส.อ.ท. เห็นว่า แคมเปญ VB SAVE+ ที่เปิดตัวครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการเท่านั้น แต่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้ SME เข้าถึงโอกาสในการดำเนินงานเพื่อยกระดับธุรกิจของตน ดังนั้น ส.อ.ท. จะเป็นกำลังหลักในการเผยแพร่ข้อมูลรายชื่อที่ปรึกษาและผู้ทวนสอบภายใต้แคมเปญ VB SAVE+ ไปยังสมาชิกและเครือข่าย เพื่อสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมดำเนินงานด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์และโครงการ T-VER อย่างต่อเนื่อง อันจะช่วยติดอาวุธให้ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ SME สามารถยกระดับสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียว และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกได้ 

เลโก้ ผนึกกำลัง สยามพารากอน เปิด ‘LEGO® Certified Store’ ยิ่งใหญ่ที่สุด พร้อมปรากฏการณ์อีเว้นท์ ‘LEGO Star Wars The Most Wanted’ หนึ่งเดียวในไทยเท่านั้น!!

เลโก้ ผนึกกำลัง สยามพารากอน เปิด 'LEGO® Certified Store' ยิ่งใหญ่ที่สุด พร้อมปรากฏการณ์อีเว้นท์ 'LEGO Star Wars The Most Wanted' หนึ่งเดียวในไทยเท่านั้น!!

เลโก้ ผนึกกำลัง สยามพารากอน เปิด ‘LEGO® Certified Store’ ยิ่งใหญ่ที่สุด พร้อมปรากฏการณ์อีเว้นท์ ‘LEGO Star Wars The Most Wanted’ หนึ่งเดียวในไทยเท่านั้น!!

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.23 น.

เลโก้ กรุ๊ป ร่วมกับ บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด และ สยามพารากอน สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ เปิดตัว LEGO® Certified Store แห่งใหม่ล่าสุดใจกลางกรุงเทพฯ ณ สยามพารากอน ด้วยคอนเซ็ปต์ร้านค้ารูปแบบใหม่ที่ยิ่งใหญ่ นับเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ในภูมิภาคเอเชีย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการยกระดับประสบการณ์ค้าปลีกและการเล่นอย่างสร้างสรรค์ให้กับผู้บริโภคชาวไทย พร้อมนำเสนอประสบการณ์ที่ผสานโลกแห่งจินตนาการ เทคโนโลยี และอัตลักษณ์ความเป็นไทยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

เซดริค รูสส์ ผู้จัดการทั่วไป กำกับดูแลประเทศอินเดียและกลุ่มตลาดเอเชียแปซิฟิก The LEGO Group กล่าวว่า “การเปิดตัว LEGO® Certified Store ณ สยามพารากอนในครั้งนี้ เป็นหมุดหมายสำคัญยิ่งของ The Lego Group ในประเทศไทย โดยได้รับการออกแบบให้เป็นพื้นที่ที่มอบประสบการณ์แบรนด์อย่างลึกซึ้งและเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง พร้อมสะท้อนอัตลักษณ์ไทย ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง DKSH และสยามพารากอน

LEGO® Certified Store ตั้งอยู่บริเวณชั้น 3 ของ Siam Paragon ถ่ายทอดคอนเซ็ปต์ร้านรูปแบบใหม่ที่ต่อยอดจากสาขาชั้นนำทั่วโลก สู่ “Playground แห่งจินตนาการ” ที่ผสานประสบการณ์อินเทอร์แอคทีฟ การเรียนรู้ และความคิดสร้างสรรค์ไว้อย่างครบวงจร

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือดีไซน์หน้าร้านที่โดดเด่นด้วย LEGO Brick สีแดงขนาดใหญ่ สร้างการจดจำในระดับสากล ขณะที่ภายในร้านได้ผสานแรงบันดาลใจจาก วัดพระแก้ว” ถ่ายทอดผ่านงานออกแบบอย่างวิจิตรประณีต LEGO Art Installation สุดวิจิตร ใช้เวลากว่า 360 ชั่วโมง ด้วยตัวต่อมากกว่า 155,000 ชิ้น สะท้อนความงดงามทางวัฒนธรรมไทยได้อย่างร่วมสมัย 

นอกเหนือจากการเปิดตัวร้านยิ่งใหญ่ LEGO ยังได้ยกระดับประสบการณ์สู่ระดับจักรวาลกับปรากฏการณ์ อีเว้นท์  “LEGO Star Wars The Most Wanted” หนึ่งเดียวในไทย ผ่านกิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟแบบเต็มรูปแบบ ต่อเนื่อง 10 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 4 – 13 พ.ค. 2569 ณ ณ แฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน 

พื้นที่แฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 ถูกเนรมิตให้กลายเป็น Immersive Experience Space ที่ตื่นตาตื่นใจ ถ่ายทอดโลก Star Wars อย่างสมจริง พร้อมกิจกรรมไฮไลต์ที่ออกแบบเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในทุกมิติ ทั้ง LEGO Brick Zone สำหรับการสร้างสรรค์อย่างอิสระ, Photo Zone และ Photo Station ที่ยกบรรยากาศกาแล็กซีมาไว้ใจกลางเมือง รวมถึง Meet & Greet สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับเหล่า Imperial Characters และ Troopers ที่มาสร้างสีสันตลอดช่วงเวลาการจัดงาน

โดยปรากฏการณ์อีเว้นท์ครั้งนี้สะท้อนศักยภาพของ LEGO® ในการสร้าง “Experiential Event” ระดับแลนด์มาร์ก ที่ผสานความบันเทิง จินตนาการ และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคเข้าไว้ด้วยกันอย่างโดดเด่น พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้ Siam Paragon ในฐานะ Global Lifestyle Destination และศูนย์กลางรีเทลระดับโลก

#LEGOSiamParagon LEGOTHStarWars #LEGOTH #BricksThailand #SiamParagon

ส่องอาฟเตอร์ปาร์ตี้สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ลิซ่า BLACKPINK กระทบไหล่เซเลบระดับโลก

ส่องอาฟเตอร์ปาร์ตี้สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ลิซ่า BLACKPINK กระทบไหล่เซเลบระดับโลก

ส่องอาฟเตอร์ปาร์ตี้สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ลิซ่า BLACKPINK กระทบไหล่เซเลบระดับโลก

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.09 น.

เป็นจุดสนใจไปทั่วโลกสำหรับงาน Met Gala 2026 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป แต่ความร้อนแรงยังไม่จบเพียงแค่นั้น เมื่อมีการเผยภาพบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากงานปาร์ตี้หลังงาน (After Party)

ในปีนี้ ลิซ่า (LISA) หรือ ลลิษา มโนบาล ไม่ได้มาร่วมงานในฐานะแขกรับเชิญธรรมดา แต่เธอยังมีบทบาทสำคัญในฐานะหนึ่งใน Host Committee ของงานนี้ด้วย โดยเธอปรากฏตัวในลุคสุดปังที่สะท้อนถึงสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ ภายใต้การดูแลของสังกัด LLOUD Co. งานอาฟเตอร์ปาร์ตี้นี้จัดขึ้นโดย Adam Baidawi บรรณาธิการบริหารระดับโลกของ GQ ซึ่งนอกจากลิซ่าแล้วยังมีเหล่าคนดังและนายแบบ-นางแบบระดับอินเตอร์มาร่วมเป็นเจ้าภาพและร่วมงานมากมาย อาทิ Chase Infiniti ,Damson Idris,Paul Anthony Kelly,Samuel Hineภายในงานยังมีศิลปินรุ่นน้อง K-Pop อย่าง “คาริน่า และ หนิงหนิง” จากวง aespa เดินทางมาร่วมสร้างสีสันในปาร์ตี้ครั้งนี้ด้วยตอกย้ำอิทธิพลของศิลปินไทยและเกาหลีบนเวทีแฟชั่นระดับโลกได้อย่างชัดเจนภาพบรรยากาศที่ถูกปล่อยออกมาแสดงให้เห็นถึงความเป็นกันเองและการรวมตัวของกลุ่มคนผู้ทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรมแฟชั่นและบันเทิงระดับโลกสมกับเป็นค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการแฟชั่นจริงๆ

สวยไม่สร่าง จีน่า จิดาภา ในวัย 54 ปี อวดหุ่นแซ่บสยบกาลเวลาเป๊ะทุกองศา

สวยไม่สร่าง จีน่า จิดาภา ในวัย 54 ปี อวดหุ่นแซ่บสยบกาลเวลาเป๊ะทุกองศา

สวยไม่สร่าง จีน่า จิดาภา ในวัย 54 ปี อวดหุ่นแซ่บสยบกาลเวลาเป๊ะทุกองศา

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.58 น.

ขยี้ตารัวๆ เมื่อ “จีน่า-จิดาภา ณ ลำเลียง” อดีตรองนางสาวไทยอันดับ 1 ปี 2535 ออกมาโพสต์คลิปอวดหุ่นสุดเป๊ะผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว “ginaforever” แม้ปัจจุบันเจ้าตัวจะมีอายุเข้าสู่วัย 54 ปี แล้วก็ตามในคลิปล่าสุด จีน่าปรากฏตัวในชุดบิกินี่หลากหลายสีสัน ทั้งสีเขียวพาสเทลและสีเหลืองสดใส  และสีดำสุดเซ็กซี่ เผยให้เห็นรูปร่างที่ยังคงความฟิตแอนด์เฟิร์ม มีกล้ามหน้าท้องชัดเจน (Six-pack) และผิวพรรณที่ยังดูเปล่งปลั่ง จนแทบไม่อยากเชื่อว่านี่คือหุ่นของคุณแม่ลูกหนึ่งในวัยเลข 5หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป บรรดาแฟนคลับและชาวโซเชียลต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นชื่นชมในวินัยการดูแลตัวเองของเธออย่างล้นหลาม โดยส่วนใหญ่ยกให้เธอเป็นไอดอลในเรื่องการรักษาสุขภาพและรูปร่าง หุ่นดีกว่าคนวัย 20 บางคนอีก,กาลเวลาทำอะไรไม่ได้จริงๆ สวยไม่สร่างเลย,ที่สุดของความเป๊ะ วินัยต้องดีมากแน่ๆการออกมาอวดความแซ่บในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การโชว์รูปร่าง แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงหลายคนหันมาใส่ใจดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหนก็ตาม สมดีกรีเจ้าของตำแหน่งรองนางสาวไทยผู้โด่งดังในอดีตจริงๆ

ดราม่าสนั่น นางแบบอินเดียโดนทัวร์ลงหนักหลังใส่ กางเกงยีนส์ เดินพรมแดง Met Gala

ดราม่าสนั่น นางแบบอินเดียโดนทัวร์ลงหนักหลังใส่ กางเกงยีนส์ เดินพรมแดง Met Gala

ดราม่าสนั่น นางแบบอินเดียโดนทัวร์ลงหนักหลังใส่ กางเกงยีนส์ เดินพรมแดง Met Gala

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.34 น.

เป็นประเด็นร้อนแรงทำเอาสะเทือนประเทศอินเดีย สำหรับ Bhavitha Mandava นางแบบสาวชาวอินเดีย หลังปรากฏตัวบนพรมแดงงานแฟชั่นระดับโลกอย่าง Met Gala ในชุดที่ทำเอาหลายคนถึงกับอึ้ง โดยเธอเลือกสวมเสื้อซีทรูแขนยาวสีครีมคู่กับ “กางเกงยีนส์” ซึ่งขัดกับภาพลักษณ์ความหรูหราที่ผู้คนคาดหวังจากงานนี้อย่างสิ้นเชิงแม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่นางแบบสาวระบุว่าลุคนี้มีที่มาที่ไป ไม่ใช่การเลือกใส่แบบสุ่มสี่สุ่มห้า

เพราะแรงบันดาลใจจากจุดเริ่มต้น เส้นทาง “แจ้งเกิด” ของเธอเป็นลุคที่เธอสวมใส่ขณะขึ้นรถไฟใต้ดินในนิวยอร์ก โดยตอนนั้นมีคนถ่ายภาพเธอไปลงจนกลายเป็นไวรัลทั่วโลกออนไลน์อย่างไรก็ตาม คำอธิบายดังกล่าวดูเหมือนจะฟังไม่ขึ้นสำหรับชาวเน็ตหลายคน โดยเฉพาะชาวอินเดียที่มองว่าการกระทำนี้ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศมีการวิจารณ์อย่างรุนแรงว่าเป็นการทำให้ประเทศเสียชื่อเสียง เหมือนเอาอินเดียไปให้โลกต่อว่าหลายความเห็นมองว่าระดับนางแบบเบอร์ต้นๆ ของประเทศและงานระดับ Met Gala ควรจะแต่งกายให้ดูดีและให้เกียรติงานมากกว่านี้ ด้านชาวเน็ตไทยบางส่วนถึงกับคอมเมนต์แซวว่า ลุคนี้ให้ความรู้สึกเหมือนไปเดินเล่นที่ ตลาดนัด มากกว่าจะมาเดินพรมแดงงานแฟชั่นระดับโลก แม้แฟชั่นจะเป็นเรื่องของความมั่นใจและสตอรี่ส่วนตัว แต่สำหรับงานระดับโลกที่มีสายตาคนทั้งโลกจับจ้อง การเลือกชุดที่ “ฉีกกฎ” มากเกินไปก็อาจนำมาซึ่งดราม่าที่คาดไม่ถึงได้เช่นกัน

ซึ่งล่าสุดนางแบบสาว Bhavitha Mandava  ได้ออกมาโพสต์ข้อความในสตอรี่ไอจีอธิบายลุคของเธอว่า ชุดนี้คือผลงานระดับ Haute Couture ที่รังสรรค์ขึ้นจาก ผ้าไหมเนื้อละเอียดพิเศษ (ultra-fine silk) ซึ่งถูกออกแบบทางวิศวกรรมให้เลียนแบบผิวสัมผัสและลักษณะของผ้าที่เราสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้อย่างแนบเนียนใช้ เทคนิค Trompe l’oeil หรือเทคนิคการ “ลวงตา” ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของ Chanel  เป็นการหยิบเอาความธรรมดาอย่างกางเกงยีนส์มาตีความใหม่ผ่านงานฝีมือชั้นสูงลุคนี้สะท้อนถึงรายละเอียดที่ปรากฏในคอลเลกชัน Spring/Summer Haute Couture ของทางแบรนด์นี่ไม่ใช่แค่การสวมกางเกงยีนส์ไปงานแฟชั่นระดับโลก แต่คือการโชว์นวัตกรรมของสิ่งทอในรูปแบบ “Couture Denim” ที่มีน้ำหนักเบาและหรูหราที่สุดลุคหนึ่งในงาน Met Gala ปีนี้

ดีไซเนอร์ดังเดือด แฉยับทีมงาน จีซู BLACKPINK ยืมชุดไม่คืน

ดีไซเนอร์ดังเดือด แฉยับทีมงาน จีซู BLACKPINK ยืมชุดไม่คืน

ดีไซเนอร์ดังเดือด แฉยับทีมงาน จีซู BLACKPINK ยืมชุดไม่คืน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.03 น.

กลายเป็นประเด็นดราม่าสนั่นวงการแฟชั่น เมื่อ Benjamin Voortmans ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ Judassime ได้ออกมาโพสต์ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ทวงถามถึงเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่ทางทีมงานของศิลปินสาวชื่อดัง จีซู (Jisoo) วง BLACKPINK ยืมไปใช้งานแต่ยังไม่มีการส่งคืนจนถึงปัจจุบัน โดยทาง เบนจามิน’เล่าว่า

จุดเริ่มต้นเมื่อประมาณ6เดือนที่แล้วทางแบรนด์ได้ส่งสินค้าหลายชิ้นไปยังประเทศเกาหลีใต้ เพื่อให้จีซูและทีมงานใช้เตรียมถ่ายปกอัลบั้มการถ่ายทำถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ โดยไม่มีกำหนดที่ชัดเจน ซึ่งทางดีไซเนอร์ยินยอมให้เลื่อนได้ แต่ขอให้ระบุวันส่งคืนสินค้าที่แน่นอน เนื่องจากโดยปกติทางแบรนด์จะให้ยืมเพียง 1-2 สัปดาห์ต่อเดือนเท่านั้นแม้เวลาจะผ่านไปนาน แต่สินค้าทั้งหมดก็ยังไม่ถูกส่งกลับคืนมา และเมื่อพยายามติดต่อขอคืนกลับไม่มีใครตอบกลับ

นอกจากนี้ เบนจามิน ระบุว่าเครื่องประดับ 3 ชิ้นจากคอลเลกชันล่าสุดที่ส่งไปนั้นมีความสำคัญและมีราคาสูง การไม่ได้คืนทำให้เขาเสียโอกาสทางการงานไปมากมายทางดีไซเนอร์ระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งการส่งใบแจ้งหนี้ หลักฐาน และสัญญาต่างๆ ไปยังทีมงานของจีซู แต่ทางฝั่งทีมงานยังคงเงียบสนิท ทำให้เขาต้องตัดสินใจโพสต์แท็กชื่อจีซูและทีมงานโดยตรง เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ซึ่ง เบนจามิน ได้แจ้งว่าปัญหาทั้งหมดอยู่ที่ตัวทีมงานไม่ใช่จากตัวศิลปิน จีซู แต่ดูเหมือนจะสร้างความไม่พอใจกับเหล่าแฟนคลับเป็นอย่างมาก ทำเอาเหล่าแฟนคลับเดือดและล่าสุดดูจะทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อดีไซเนอร์ ‘เบนจามิน’ได้เปิดเผยข้อความหลังไมค์ (DM) ที่เขาได้รับหลังจากออกมาเรียกร้องสิทธิ์ จากภาพหลักฐานล่าสุดในไฟล์ ดีไซเนอร์ได้โพสต์ภาพหน้าจอแชทอินสตาแกรมที่มีผู้ใช้งานรายหนึ่งส่งข้อความมาด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายและเหยียดเพศโดยผู้ส่งใช้ถ้อยคำรุนแรงและกล่าวหาว่าเขากำลังหมิ่นประมาทชื่อเสียงของจีซู พร้อมสั่งให้เขาลบโพสต์ทวงของออกไปซึ่ง‘เบนจามิน’ได้พิมพ์ข้อความตอบกลับในสตอรี่ว่า “LETS CALM DOWN MAYBE?” (ใจเย็นลงหน่อยดีไหม?) เพื่อเป็นการปรามพฤติกรรมที่รุนแรงดังกล่าว