กกต.มติเอกฉันท์ ส่งศาล รธน. ฟัน ‘สว. ธนกร ถาวรชินโชติ’ปมขาดคุณสมบัติ เคยต้องโทษคดีพนัน

22 กันยายน 2569 เวลา 08:06 น.

วันที่ 22 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เปิดเผยมติที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 กรณี นายธนกร ถาวรชินโชติ ผู้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา กลุ่มที่ 6 ลำดับที่ 7 ซึ่งถูกกล่าวหาว่าสมัครรับเลือกเป็น สว. โดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือก เนื่องจากเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลจังหวัดพัทยา ในคดีหมายเลขดำที่ 10664/2554 คดีหมายเลขแดงที่ 10706/2554 ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2554 ในความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ซึ่งเป็นกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 74 ประกอบมาตรา 14 (12)

ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ดำเนินการดังนี้

1. ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย ตามมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561

2. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายธนกร ถาวรชินโชติ ตามมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561

3. ดำเนินคดีอาญา และขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายธนกร ถาวรชินโชติ คืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นตามที่ได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว ให้แก่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ตามมาตรา 74 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 และมาตรา 137 แห่งประมวลกฎหมายอาญา สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ect.go.th หรือสอบถามสายด่วน กกต. 1444

นายกฯ จับมือสภาธุรกิจตลาดทุน-ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินสายโรดโชว์โตเกียว-นิวยอร์ก-ลอนดอน ดึงลงทุน

22 กันยายน 2569 เวลา 07:49 น.

โรดโชว์! นายก ฯ อนุทิน จับมือสภาธุรกิจตลาดทุน–ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินสายโตเกียว – นิวยอร์ก- ลอนดอน ไทยพร้อมต้อนรับการลงทุนทั่วโลก

วันที่ 22 กันยายน 2569,นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การเดินทางไปสหรัฐฯ ครั้งนี้ เพื่อเข้าร่วมการประชุม UNGA 81 นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ดำริให้จัดกิจกรรมคู่ขนาน โรดโชว์ (Roadshow) ร่วมกับภาคเอกชน สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เร่งสร้างความเชื่อมั่น (trust) ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย รวมทั้งเชิญชวนนักลงทุนเข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะตลาดทุนไทย ที่ในปีนี้มีการเติบโตอย่างโดดเด่น ส่วนหนึ่งผลจากนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น ดิจิทัล เอไอ รวมทั้ง ยอดตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน และล่าสุดบริษัทจัดลำดับความน่าเชื่อถือ ทั้ง 3 บริษัทใหญ่ ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) เป็น ‘Stable’ (มีเสถียรภาพ) กลายเป็นปีทองของตลาดทุนไทย ซึ่งเมื่อบริษัทจดทะเบียนเติบโตและมีจำนวนมากขึ้น มีการขยายกิจกรรมเศรษฐกิจ สู่การลงทุนในอุตสาหกรรมจริง (real sector) ภาคผลิต จะส่งผลต่อการใช้จ่ายและการจ้างงานในประเทศด้วย

โอกาสนี้ นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวถึงการร่วมคณะนายกรัฐมนตรีอนุทิน ฯ เยือนญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ว่า เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะสื่อสารศักยภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทยกับนักลงทุนต่างประเทศ จากที่ปีนี้มีสัญญาณสะท้อนถึงการไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัด ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อเศรษฐกิจไทย

“ปีนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 3-4 ปีที่ตลาดหุ้นไทยมีกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าเป็นบวกสุทธิ หลังจากที่เรารอคอยมานาน และที่น่าสนใจคือ เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียทั้งหมดที่มีการประกาศตัวเลขในปีนี้ ไทยเป็นประเทศเดียวที่มีกระแสเงินไหลเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อเรา นอกจากนี้ ปีนี้ยังเป็นปีแรกในรอบ 4 ปีเช่นกัน ที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดโลก โดยดัชนี SET Index ปรับขึ้นมาแล้วเกือบ 30% ขณะที่ตลาดหุ้นโลกโดยรวมปรับขึ้นเพียงประมาณ 10-12% เท่านั้น”

นายไพบูลย์กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตค่อนข้างต่ำ ขณะที่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ฯ มีเป้าหมายที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงและส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย จึงได้รับการตอบรับที่ดีจากต่างประเทศ เห็นได้จากข้อมูลตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพิ่มสูง แสดงถึงความเชื่อมั่น ส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาคส่วนต่าง ๆ ตลอดจนกระจายประโยชน์ไปยังภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ได้มากขึ้น

ขณะที่ นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรีพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีความยินดีที่ได้ร่วมเดินทางกับคณะของนายกรัฐมนตรี ที่กรุงโตเกียวได้มีโอกาสหารือร่วมกับทีมไทยแลนด์ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหารือถึงแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือกับภาคธุรกิจและนักลงทุนต่างประเทศให้มีความใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งมีบริษัทจำนวนมากให้ความสนใจและมีศักยภาพที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

สำหรับการเดินทางไปสหรัฐอเมริกาของนายกรัฐมนตรีเพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (UNGA81) และได้จัดสรรเวลาให้กับภารกิจด้านตลาดทุนเพื่อพบปะนักลงทุนสถาบันในนิวยอร์กกว่า 30 ราย ทั้งในรูปแบบการประชุมกลุ่มและการหารือรายบริษัท ถือเป็นเรื่องที่ดีสะท้อนความสนใจของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง โอกาสนี้จึงเป็นอีกเวทีสำคัญที่เราจะสื่อสารให้นักลงทุนต่างชาติเห็นถึงศักยภาพและทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังมีความผันผวน

นอกจากนี้ SET ยังเตรียมนำเสนอปัจจัยบวกของตลาดทุนไทยให้นักลงทุนต่างชาติเห็นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยที่กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งเป็นครั้งแรกในรอบ 3-4 ปี (2) การเปลี่ยนผ่านเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยสู่อุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องราวการเติบโตระยะยาว (Long-Term Story) ที่นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจ และ (3) การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญ

“เป้าหมายสำคัญของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในการเดินทางครั้งนี้ คือ การสื่อสารและสร้างความเข้าใจเพื่อส่งเสริมการลงทุนระยะยาวในตลาดทุนไทย การที่มีเงินลงทุนเข้ามาทำให้ทุกครั้งที่ SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 100 จุด จะมีมูลค่าหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นประมาณ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งมาจากการซื้อขายหลักทรัพย์ เมื่อผู้ขายมีกำไร จะทำให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และสร้างประโยชน์ต่อประเทศไทยในภาพรวม” นายอัสสเดชกล่าว

โฆษกรัฐบาล กล่าวสรุปว่า การเดินทางครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทย ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศถึงโอกาสในการเข้ามาลงทุนและเติบโตร่วมกับประเทศไทยในระยะยาวโดยเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน ร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเติบโตต่อไป

ขณะเดียกวัน เมื่อเวลา 02.45 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul ในภารกิจการเดินทางถึง นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 หรือ The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81 และนำทีมจัดงานโรดโชว์ประเทศไทยร่วมกับ SET ชวนนักลงทุนและสถาบันการเงินต่างประเทศมาร่วมลงทุนไปจนถึงวันศุกร์นี้ ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “Arrived safely in New York for a UNGA mission at United Nations and to conduct Thailand Roadshow with SET for potential investors and financial institutions until Friday.”

ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า “เดินทางถึงนิวยอร์กอย่างปลอดภัย เพื่อเข้าร่วมภารกิจสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ และจัดงานโรดโชว์ประเทศไทยร่วมกับ SET สำหรับนักลงทุนและสถาบันการเงินที่มีศักยภาพ จนถึงวันศุกร์”

กล้าธรรม ถอนตัวจากวิปฝ่ายค้าน หลังหารือ ‘พริษฐ์’ ปมแหกมติ เห็นชอบงบฯ70 ไม่ร่วมยื่นญัตติซักฟอก

22 กันยายน 2569 เวลา 07:16 น.

วันที่ 22 กันยายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อเวลา า 23.30 น. ระบุว่า ในการเมืองระบบรัฐสภา เป็นที่เข้าใจดีว่าการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองในซีกฝ่ายค้าน ย่อมมีมาตรฐานและรูปแบบที่แตกต่าง กับการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองในซีกรัฐบาล

เพราะในขณะที่พรรคในซีกรัฐบาล ตกลงจับมือกันเพื่อตั้งรัฐบาล, พรรคในซีกฝ่ายค้าน ประกอบไปด้วยพรรคการเมืองที่ (ไม่ว่าด้วยสาเหตุใด) ตัดสินใจไม่ร่วมรัฐบาล หรือ ไม่ถูกเชิญเข้าร่วมรัฐบาล

ด้วยเหตุผลดังกล่าว การทำงานร่วมกันในวิปฝ่ายค้านที่ผ่านมา จึงเป็นการทำงานบนความเข้าใจและการเคารพซึ่งกันและกัน ว่าพรรคในซีกฝ่ายค้าน อาจมีจุดยืน อุดมการณ์ หรือแนวคิดทางนโยบาย ที่แตกต่างกันได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ผมยืนยันว่าพรรคในซีกฝ่ายค้านควรมีร่วมกัน คือจุดร่วมในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลไม่ให้ทำงานผิดทิศผิดทาง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน

เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา พรรคกล้าธรรม ได้มีมติให้ สส. จากพรรค ลงมติเห็นชอบ กับ พ.ร.บ. งบประมาณ 2570 ของรัฐบาล ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่:

– (1) ขัดกับมติวิปฝ่ายค้านในวาระสำคัญดังกล่าว (มติวิปฝ่ายค้าน คือ “ไม่เห็นชอบ” หรือ งดออกเสียง“ ตามมติของแต่ละพรรค)
– (2) ก่อให้เกิดคำถามถึงสถานะและเจตนารมณ์ของพรรคกล้าธรรมในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลปัจจุบัน ยิ่งเมื่อประกอบกับความไม่ชัดเจนของพรรคต่อการยื่นญัตติและลงมติในวาระอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้

ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ผมได้หารือกับตัวแทนจากพรรคกล้าธรรมหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว และได้ตกลงร่วมกันในการปรับพรรคกล้าธรรม ออกจากองค์ประกอบของคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) ทั้งนี้ เพื่อให้กลไกของรัฐสภาที่ถูกออกแบบไว้สำหรับฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาล ถูกใช้โดยพรรคการเมืองที่มีเจตจำนงในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่พรรคกล้าธรรมมี สส. ที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนถึง 58 คน ผมจะยังคงทำหน้าที่ประสานงานกับตัวแทนของพรรคกล้าธรรมต่อไป เพื่อคุ้มครองสิทธิอันชอบธรรมของ สส. พรรคกล้าธรรม ในการมีพื้นที่ทำงานในสภาในฐานะผู้แทนราษฎร ผ่านกลไกที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน (เช่น เวลาในการอภิปรายวาระทั่วไป / โควต้าการปรึกษาหารือปัญหาในพื้นที่)

ในวันพรุ่งนี้ ผมจะนำเสนอรายชื่อกรรมการวิปฝ่ายค้านชุดใหม่ ต่อผู้นำฝ่ายค้านฯ เพื่อพิจารณาเสนอต่อประธานสภาตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งจะมีผลให้พรรคร่วมฝ่ายค้าน ประกอบไปด้วย 5 พรรค คือ:

1. พรรคประชาชน
2. พรรคประชาธิปัตย์
3. พรรคไทยภักดี
4. พรรคเสรีรวมไทย
5. พรรคไทรวมพลัง (ซึ่งเพิ่มเข้ามาในสมัยประชุมนี้ หลังจากพรรคเริ่มมีการลงมติในทิศทางเดียวกันกับฝ่ายค้านในวาระสำคัญ (เช่น พ.ร.ก. เงินกู้ / พ.ร.บ. งบประมาณ 2570))

โดยสำหรับวาระเฉพาะหน้า พวกเรา 5 พรรค มีภารกิจสำคัญร่วมกัน ในการยื่นญัตติเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล โดยเร็วที่สุด

เรียกถกทีมไทยแลนด์ หนูวัดใจยุ่น มั่นใจไม่ย้ายฐานผลิต ชูจุดขายพลังงานสะอาด ชี้2ปท.สัมพันธ์แน่นแฟ้น ศุภจีปิดดีลภาษีมะกัน รักษากรอบไม่เกิน19%

22 กันยายน 2569 เวลา 06:03 น.

นายกฯประชุมทีมไทยแลนด์ สยบข่าวญี่ปุ่นย้ายฐานผลิต มั่นใจยังลงทุนไทยต่อ ชู EV–พลังงานสะอาด ก่อนบินต่อไปนิวยอร์ก ร่วมประชุม UNGA81 สานต่อความร่วมมือ–ขับเคลื่อนผลประโยชน์ไทยบนเวทีโลก ขณะที่ “ศุภจี” เร่งสรุปเจรจาปิดดีลภาษี ไทย–สหรัฐฯ ก่อนมาตรการ 301 เดินหน้า หวังรักษาภาษีในกรอบเดิม19%พร้อมให้นายกฯหารือผู้นำสหรัฐฯ

เมื่อเวลา 09.30.น. วันที่ 21 กันยายน 2569 ตามเวลากรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนด้านการต่างประเทศ รวมถึงทิศทางการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น และการบูรณาการทำงานร่วมกันของทีมประเทศไทย ที่โรงแรมอิมพีเรียล กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ พร้อมด้วยผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว กงสุลใหญ่ไทย ณ นครโอซาก้า และนครฟุกุโอกะ รวมถึงผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม   โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ได้พบกับทีมไทยแลนด์ประเทศไทย ก่อนเดินทางต่อไปเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมระบุว่า ข้อมูลเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นในด้านต่าง ๆ ที่เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว นำเสนอ จะนำไปพิจารณาประกอบการดำเนินนโยบายต่อไป

ย้ำไทย-ญี่ปุ่นมิตรประเทศที่ดีต่อกัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยและญี่ปุ่นถือเป็นมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน แม้การลงทุนของญี่ปุ่นในไทยอาจไม่ได้มีมูลค่ามหาศาลเหมือนในอดีต หรืออาจชะลอตัวลงบ้าง แต่ควรมองภาพรวมของการเปลี่ยนแปลง ทางเศรษฐกิจไทย ซึ่งในอดีตประเทศไทยต้องพึ่งพาญี่ปุ่นในหลายด้าน ขณะที่ปัจจุบันไทยมีการพัฒนาศักยภาพของตัวเองมากขึ้น และสามารถลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศหลายรายการ เนื่องจากสามารถผลิตได้ภายในประเทศ

นายกรัฐมนตรี ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งกำลังเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ขณะเดียวกันตลาดรถยนต์ไฟฟ้าก็มีการแข่งขันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากผู้ผลิตจีน

ปัดข่าวญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตพ้นไทย

ส่วนกระแสข่าวว่าญี่ปุ่น อาจย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทยทั้งหมดนั้น นายกรัฐมนตรีระบุว่า จากการพบปะหารือกับเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยก่อนหน้านี้ ได้รับการปฏิเสธข่าวดังกล่าว พร้อมมองว่า การลงทุนของญี่ปุ่นในไทยในปัจจุบันอาจไม่เหมือนกับในอดีต โดยในอดีตไทยเคยขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นนับหมื่นล้านบาท แต่ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือประมาณ 6,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของประเทศไทยที่กำลังส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเช่นเดียวกัน โดยรัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569

นายกรัฐมนตรี ยังระบุว่า ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านพลังงาน แม้ขณะนี้สิ่งที่น่ากังวลคือสถานการณ์ราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมกล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ ซึ่งเมื่อประกอบกับความคุ้นเคยและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับญี่ปุ่น จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ญี่ปุ่นยังคงร่วมมือและลงทุนในประเทศไทยต่อไป

บินต่อนิวยอร์กร่วมประชุมUNGA81

เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงโตเกียว นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81) และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 20–27 กันยายน 2569 โดยวันนี้นายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้นภารกิจ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และออกเดินทางต่อไปยังนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าร่วมการประชุม UNGA81

นายกรัฐมนตรีและคณะมีกำหนดออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (ฮาเนดะ) มุ่งหน้าสู่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และมีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) เวลา 15.05 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง

จากนั้น เวลา 17.30–18.00 น. นายกรัฐมนตรีจะรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับกำหนดการเข้าร่วมการประชุม UNGA81 จากเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ เพื่อเตรียมการสำหรับภารกิจสำคัญ รวมถึงการพบหารือกับฝ่ายต่าง ๆ ในช่วงการประชุม UNGA81

สำหรับวันอังคารที่ 22 กันยายน 2569 นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม UNGA81 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ พร้อมทั้งพบหารือทวิภาคีกับผู้นำต่างประเทศ และหารือกับภาคธุรกิจ เพื่อสานต่อความร่วมมือ ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนผลประโยชน์ของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ

‘ศุภจี’เร่งสรุปดีลภาษีสหรัฐฯ

ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการเดินทางไปฟิลิปปินส์ก่อนหน้านี้ในการเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน รวมถึงการเดินทางไป สหรัฐอเมริกาในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือ UNGAว่า วัตถุประสงค์หลักในการประชุมที่ผ่านมาก็มีการคุยกันหลายเรื่อง ซึ่งมีประเด็นที่หลายคนอยากทราบ ว่าด้วยเรื่องของภาษีสหรัฐฯ โดยก่อนหน้านั้น ได้มีการหารือกับ นายริก สวิตเซอร์ (Rick Switzer) รองผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา และมีการคุยกันต่อเนื่องหลังจากพบปะกันที่วอชิงตันดีซี มีการสรุปกรอบหลักการของการเจรจากับ นายเจมีสัน กรีเออร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา ซึ่งรายละเอียดและเนื้อหาจะเป็นในเรื่องของทางเทคนิคที่ต้องมีการตกลงกันให้ลงตัว อาจมีประเด็นติดค้างเพียงเล็กน้อย ส่วนตัวก็ได้ไปเพื่อทำความเข้าใจและได้เขียนรายละเอียดที่ตรงกัน ทำให้ขณะนี้หลักการต่างๆ นั้นไม่ได้มีอะไรติดขัด ด้านรายละเอียดนั้นไม่ได้มีความแตกต่างกับ ความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA เพราะทั้งสองฝ่ายก็ต้องระมัดระวังและทำอย่างรอบคอบ

เจรจาให้จบก่อนมาตรการ301

สำหรับการเดินทางมาร่วมภารกิจกับนายกรัฐมนตรีนั้น นางศุภจี กล่าวว่า ที่ประเทศญี่ปุ่นก็จะเป็นการประชุมกับทีมประเทศไทย ในเรื่องความคืบหน้าต่างๆ เพราะประเทศไทยและญี่ปุ่น ต่างก็มีความสัมพันธ์ที่ดีมาอย่างยาวนาน และมีเรื่องของการค้าขายที่ส่วนตัวอาจจะต้องมาสนับสนุนข้อมูลกับนายกรัฐมนตรี จากนั้นก็จะเดินทางไปร่วมประชุม สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ กับ นายกรัฐมนตรี ที่สหรัฐอเมริกาต่อ และจะมีโอกาสพบกับ นายเจมีสัน กรีเออร์ และ นายริก สวิตเซอร์ อีกครั้ง เพื่อสรุปการเจรจาให้เสร็จเรียบร้อย

ส่วนกระบวนการภาษีของสหรัฐฯนั้น นางศุภจี กล่าวว่าสหรัฐฯ กำลังจะมีการประกาศผลการพิจารณาข้อไต่สวน 301 ว่าด้วยเรื่องของการขึ้นภาษีและการผลิตส่วนเกิน หรือเรื่องของแรงงานบังคับ ซึ่งคาดว่าจะเจรจาให้จบก่อนที่จะมีการประกาศ 301 ของสหรัฐ เพื่อที่จะได้คงภาษีให้อยู่ในกรอบตามที่ตกลงไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว

สำหรับความกังวลจากกรณีที่สหรัฐฯ เตรียมประกาศขึ้นภาษีกับ รัสเซียและกลุ่มประเทศที่มีการซื้อน้ำมันและพลังงานกับทางรัสเซียนั้น นางศุภจี มองว่าอาจไม่เกี่ยวกับประเทศไทยทางตรง แต่ในแง่ของภูมิศาสตร์โลกอาจจะมีความเกี่ยวข้องกันอยู่และได้รับผลกระทบทางอ้อม ขณะนี้ไทยต้องเน้นเรื่องของการเจรจากับทางสหรัฐฯให้จบ ซึ่งตัวกรอบภาษียังเป็นเป้าเดิมที่คงไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว และก็จะเป็นตัวภาษีที่ใกล้เคียงกับกลุ่มประเทศที่มีการตกลงกันแล้ว โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านของไทย เพื่อให้ประเทศในภูมิภาคเดียวกันมีขีดความสามารถแข่งขันเท่าเทียมกัน

หน้าที่รัฐบาลปัจจุบันต้องคุยต่อ

สำหรับกรอบภาษีที่ทางไทยต้องการเพื่อให้เกิดการแข่งขันได้ นางศุภจี กล่าวว่า กรอบภาษีเดิมหากจำได้เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้วทางสหรัฐฯ มีการคิดภาษีสำหรับประเทศที่ทางสหรัฐฯ ขาดดุลการค้า ซึ่งประเทศไทยได้ดุลการค้าจากสหรัฐฯ เป็นอันดับที่ 11 ของโลก ฉะนั้นทางสหรัฐฯ ก็อยากใช้มาตรการภาษีที่ทำให้ประเทศของเขามีความสมดุลกับการค้าขายในกลุ่มประเทศที่สหรัฐฯ เสียดุลการค้า

นางศุภจี กล่าวว่าตอนแรกที่มีประกาศออกมา 36% แต่เมื่อมีการเจรจา ช่วงอดีตรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีการเจรจาจนได้ภาษีอยู่ที่ 19 % แต่ในรายละเอียด ณ ขณะนั้น มีการคุยกันในสิ่งที่ไม่ใช่ภาษีด้วย ซึ่งอาจจะมีบางส่วนที่ยังไม่ได้เจรจาในรัฐบาลที่แล้ว จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลปัจจุบันที่ต้องมีการเจรจาเพิ่มเติม จนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาทางศาลสูงสหรัฐฯ ระบุว่า การกำหนดภาษีของสหรัฐฯนั้น ทำไม่ถูกต้อง ทำให้สหรัฐฯ ออกเป็นมาตรการชั่วคราว โดยเรียกว่า มาตรการ 122 ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้สหรัฐฯ ยังสามารถเก็บภาษีจากประเทศอื่นๆได้ โดยเป็นการคิดภาษีเหมือนกันทุกประเทศอยู่ที่ 10% แต่ใช้ได้เพียง 150 วัน ซึ่งหมดไปแล้วเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม แต่สิ่งที่ สหรัฐฯ ทำทันทีหลังหมดมาตรการนี้ ก็คือ การออกมาตรการ 301 เพื่อดึงภาษีตัวเองขึ้นมาอีก โดยสิ่งที่ไทยต้องเจรจาด้วยก็คือ เรื่องของแรงงานบังคับ และเรื่องดัชนีการผลิตส่วนเกิน เพราะสหรัฐฯ บอกว่าไทยอาจจะไม่ได้มีการผลิตอะไรที่มากมาย

พยายามไม่ให้เกินกรอบ19%

ส่วนการประกาศเรื่องแรงงานบังคับได้มีการประกาศผลออกมาเรียบร้อยซึ่งไทยอยู่ที่ 12.5% แต่ประเทศเพื่อนบ้านที่มีการเจรจาไปเมื่อปีที่แล้วจะอยู่ที่ 10% ดังนั้น หน้าที่ของไทยก็คือ ต้องพยายามเจรจาให้จบเพื่อที่จะได้กลับไปอยู่ระดับเดียวกันกับประเทศเพื่อนบ้าน และเพื่อให้เกิดการแข่งขันในระดับเดียวกัน หน้าที่ของไทย ต้องพยายามเจรจาให้จบ ก่อนที่สหรัฐฯ จะมีการประกาศมาตรการ 301 ออกมา เพื่อที่จะไม่ทำให้อัตราภาษีของไทยสูงเกินประเทศเพื่อนบ้านและไม่เกินกรอบเดิมที่มีการเจรจาไว้อยู่ที่ 19%

นางศุภจี ยืนยันหลักการและรายละเอียดนั้น ได้มีการหารือจบไปแล้วจากการเดินทางไปที่กรุงวอชิงตันดีซี ซึ่งภาพรวมนี้ ส่วนตัวไม่ได้ติดใจอะไร เพียงแต่รายละเอียดเป็นเรื่องของทางเทคนิคที่ทางทีมงานจะต้องตกลงกันให้ได้ในความเข้าใจที่ตรงกัน ส่วนหลักการนั้น ส่วนตัวก็พยายามจะให้ไม่เกินกรอบเดิมที่ได้มีการตั้งไว้ อย่างไรก็ตามอาจจะขอให้นายกรัฐมนตรี เจรจาเพิ่มเติมกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพราะที่ผ่านมาไทยก็ให้ความร่วมมืออย่างดีมาโดยตลอด ซึ่งความสำคัญตรงนี้ต้องเป็นในระดับผู้นำประเทศคุยกัน.

‘จุติ’หนุนต่ออายุไทยช่วยไทยพลัส

นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีรัฐบาลเตรียมต่อโครงการไทยช่วยไทยพลัส อีก 2 เดือนว่า เป็นมาตรการช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ค้าปลีก ซึ่งจำเป็นต้องกระตุ้นการบริโภค เนื่องจากการใช้จ่ายของประชาชนเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโต

‘ศิริกัญญา’เย้ยรบ.ล้มเหลวทุกมิติ

ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา ครั้งที่ 13 ของพรรคประชาชนว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสกำลังจะมีเฟสที่ 2 ซึ่งจะเป็นการให้เงิน 1,000 บาทในระยะเวลา 2 เดือน ตกเดือนละ 500 บาทเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับการที่มีการสอบถามก่อนหน้านี้ว่าสรุปแล้วจำเป็นต้องมีการโยกเอาเงินก้อนที่จะต้องใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานมาใช้ในการเยียวยาประชาชนหรือไม่ พอโครงการเล็กลงมากจากเดือนละ 1,000 บาท 4 เดือนเหลือเพียงเดือนละ 500 บาท ก็ทำให้มีเม็ดเงินคงเหลือเพียงพอจากการเยียวยาในรอบแรก แต่ปัญหาคือยังคงเป็นการเยียวยาในรูปแบบเดิมๆ ที่ผ่านมาก็เห็นได้ชัดแล้วว่า ล้มเหลวทุกมิติ ในฐานะที่เป็นมาตรการเยียวยาก็ไม่มั่นใจว่า ทำไมต้องให้ประชาชนเติมเงินอีก 40% ถ้าจะเยียวยาสามารถให้ไปทั้งก้อนได้เลย เพื่อช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพประชาชน ที่สำคัญเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการสำหรับโครงการนี้ คือ การกระตุ้นความนิยม เพราะช่วงนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เสียงก่นด่าเยอะก็อาจต้องมีโครงการอะไรบางอย่างเพื่อให้ประชาชนสบายใจมากยิ่งขึ้น เพื่อกระตุ้นความนิยมทางการเมือง

ปชน.คาใจคดีฮั้วสว. รุมขย่มกกต. ยื่นปปช.ฟันไม่เลี้ยง ‘เท้ง’ขู่วันศุกร์นี้เจอกันแน่ พี่ศรีเชือดพยานพลิกลิ้น ฝ่ายค้านล็อกเป้าซักฟอก จ่อยื่นญัตติเดือนตุลาคมนี้

22 กันยายน 2569 เวลา 06:02 น.

“ณัฐพงษ์” ยัน “ปชน.” พร้อมลุยยื่น “ป.ป.ช.” เอาผิด “กกต.”เอี่ยวเอื้อ “ฮั้วสว.” ไม่เกินศุกร์นี้ ลั่นล็อกเป้ายื่นเปิด “ซักฟอกรัฐบาล” คาดช่วงตุลาคมไม่เกินต้นพฤศจิกายนนี้ ย้ำขอเป็นไปตามที่ปธ.สภาฯพูดจะไม่มี “บล็อก-เตะถ่วง” เคสโกง สว. ด้าน “สว.นันทนา” ซัดกกต.ทำงานมั่ว หลังมีชื่อสำนวนกลุ่มฮั้ว ยันไม่เคยถูกแจ้งข้อกล่าวหา ขณะที่’วุฒิสภา‘ถกรายงานเพิ่มประสิทธิภาพเลือกตั้ง ชงยกเครื่องแก้รัฐธรรมนูญ ร่างพรบ.กกต.-พรบ.เลือกตั้งสส.ปรับโครงสร้างที่มากกต.ขณะที่สว.ประสานเสียงหนุนประชาชนเข้าชื่อ5หมื่น สอยองค์กรอิสระได้

เมื่อวันที่ 21 กันยายน  2569  ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าไทม์ไลน์คดีฮั้ว สว.จะเดินหน้าอย่างไรต่อว่า พรรคประชาชนเราเดินหน้าตามกฎหมายที่ถูกต้องในการพยายามเอาผิดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องที่เราเชื่อว่ามีเหตุเบื้องหลัง ที่ไม่ได้ดำเนินการทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมาหรือว่าใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งตอนนี้ทีมกฎหมายของพรรคประชาชนเตรียมคำร้องที่จะยื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสร็จแล้วตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่อาจมีข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นระหว่างสัปดาห์ หรือมีข้อมูลหลักฐานพยานขึ้นใหม่ ทำให้เราต้องมีการปรับปรุงคำร้องให้ รอบคอบรัดกุมมากยิ่งขึ้น ยืนยันว่า ขณะนี้พร้อมที่จะยื่นได้ทันที น่าจะอยู่ภายในกรอบสัปดาห์นี้เช่นเดียวกัน แต่บางทีอาจมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ที่ทำให้ต้องปรับปรุง หากไม่มีอะไรเพิ่มเติมตอนนี้ที่มองไว้คิดว่าไม่เกินวันศุกร์นี้ตนจะเป็นผู้ไปยื่นคำร้องต่อ ปปช.โดยตรง

‘เท้ง’ยื่นซักฟอกต.ค.หรือต้นพ.ย.

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเตรียมไปถึงไหนแล้ว นายณัฐพงษ์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ได้คุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านพรรคอื่น ๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่าอยู่ในกรอบสมัยการประชุมนี้แน่นอน เชื่อว่าอยู่ภายในช่วงเดือนต.ค.ไม่เกินต้นเดือนพ.ย.นี้แน่นอน ที่ญัตติจะเข้าสู่สภา แต่ยังให้รายละเอียดได้ไม่มาก

เมื่อถามถึงกรณีคดีฮั้ว สว. จะเป็นประเด็นหลักหรือเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เห็นว่านายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าไม่มีความพยายามในการเตะสกัด หรือพยายามบล็อกไม่ให้นำเรื่องโกง สว. มาอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็อยากให้ประธานรัฐสภายืนยันในหลักการเช่นนี้ต่อไป เพราะการอภิปรายในตัวคุณสมบัติพฤติกรรมที่มาจากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ของรัฐบาลโดยตรงแม้จะอยู่ในหรือนอกรัฐบาลชุดนี้นั้นเป็นสิ่งที่สามารถนำอภิปรายไม่ไว้วางใจได้

สว.นันทนาซัด’กกต.’ทำงานมั่ว

น.ส.นันทนานันทวโรภาส ส.ว.กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยมติสำนวนไต่สวนการเลือก ส.ว. ข้อกล่าวหาที่ 4-7 เมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งพบรายชื่อ ส.ว.กลุ่มพันธุ์ใหม่อยู่ในสำนวนไต่สวนที่แยกจากสำนวนหลัก ซึ่ง กกต.มีมติเอกฉันท์ยกคำร้อง ว่า ประเด็นที่ถูกยื่นร้อง ตนไม่ทราบมาก่อน และรู้สึกงงว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งวันนี้ (21 ก.ย.) ตนให้นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย ส.ว. ในฐานะตัวแทนกลุ่มไปยื่นหนังสือต่อ กกต. เพื่อสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะหากตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา ควรมีเอกสารแจ้งและเชิญไปให้ปากคำ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีรายละเอียดดังกล่าวปรากฏ

 “กกต.อย่าทำงานมั่ว เพราะคำร้องที่ถูกยกไปนั้นไม่มีที่มาที่ไป เหมือนพยายามทำให้กลุ่มต่างๆ เหมือนกับ ส.ว.กลุ่ม 229 คน ทั้งที่ไม่เหมือนกัน เนื่องจากไม่เคยถูกกล่าวหามาก่อน ไม่มีที่มาที่ไป ที่เขียนในเอกสารข่าวบอกแค่มาตรา แต่รายละเอียดไม่ชัดเจนว่าทำอะไร ที่ไหน พฤติกรรมอย่างไรที่ถือเป็นความผิด ทำให้ต้องตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาโดยไม่เคยแจ้งข้อกล่าวหา ในฐานะผู้เสียหายต้องทวงถาม กกต.ถึงมาตรฐานการทำงาน”น.ส.นันทนา กล่าว

ไม่มีการจัดเลี้ยงที่ห้องจูปิเตอร์

เมื่อถามว่า เรื่องที่ถูกยกคำร้องมองว่าเป็นกรณีเดียวกับการประชุม ที่ห้องจูปิเตอร์ เมื่อ 25 มิถุนายน 2567 หรือไม่ น.ส.นันทนา กล่าวว่า ตนไม่เคยไปร่วมประชุมกับใคร ยกเว้นที่ห้องจูปิเตอร์ หากบอกว่าเป็นการจัดเลี้ยง ที่ห้องจูปิเตอร์ไม่มีการจัดเลี้ยง แม้กระทั่งเลี้ยงน้ำ และในวันดังกล่าวมี กกต. และสื่อมวลชนไปสังเกตการณ์ด้วย ดังนั้นหากบอกว่าเป็นการจัดเลี้ยง คิดว่าไม่น่าจะใช่

กกต.ไม่เคยเรียกไปชี้แจงข้อหา

เมื่อถามถึงเหตุการณ์ที่ห้องจูปิเตอร์ มีการแจ้งข้อกล่าวหา หรือเรียกไปให้คำชี้แจงหรือไม่ น.ส.นันทนากล่าวว่า ไม่เคยมีและอยากตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นหลังจากที่นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. พูดในช่วงนี้ทำให้สงสัยต่อการทำงานของ กกต.ว่าได้ตรวจสอบตามหลักฐานอย่างถูกต้องหรือตามธงของใครที่ชี้ช่อง กกต.ต้องเป็นกลาง คนผิดต้องผิดตามหลักฐาน หากเข้าสู่กระบวนการ ต้องเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ไม่ใช่ถูกชี้เป้า กกต.ทำงานเหมือนมีใบสั่ง มีธงให้ทำ

เชื่อคดีฮั้ว229คนไมถึงตัวใหญ่

น.ส.นันทนากล่าวต่อว่า ส่วนที่บอกว่ามีอีก 3สำนวนที่พิจารณาและต้องสอบเพิ่ม หมายถึงว่าหลักฐานไม่พอ หรือไม่มีหลักฐานพอต้องสอบเพิ่ม จะเป็นความยุติธรรมหรือความไม่เท่าเทียม หรือเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ กกต.ต้องตอบคำถามให้ได้ว่ามีธงตรวจสอบหรือไม่ เมื่อถามว่า มองการทำงานของ กกต.ต่อการสอบสวนคดีฮั้วอย่างไร น.ส.นันทนากล่าวว่า กกต.ทำงานมั่วมาก ไม่มีมาตรฐาน และต้องการเบี่ยงประเด็นจากเรื่องฉาวของตนเอง ที่ตัดตอน คดีฮั้ว สว.ของกลุ่ม 229คน ที่ไม่ถึงคนบงการ

จี้ดำเนินคดีพยานที่กลับคำให้การ

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติรักแผ่นดิน เดินทางมายื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด เพื่อมีมติเพิกถอนการกันบุคคลไว้เป็นพยานและให้การกันบุคคลไว้เป็นพยานสิ้นสุดลง กรณีมีการฮั้ว สว.อาจเป็นไปโดยไม่สุจริต และเที่ยงธรรมตามที่กฎหมายบัญญัติและเร่งดำเนินคดีอาญา มาตรา 137, 175, 177 กับ 3 พยานที่กลับคำให้การในกรณีดังกล่าวโดยเร็ว

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า สืบเนื่องจาก กกต.ได้ออกมาตั้งโต๊ะแถลงเมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 ถึงผลการสืบสวน สอบสวน กรณีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) อาจเป็นไปโดยไม่สุจริต และเที่ยงธรรมตามที่กฎหมายบัญญัติ และได้มีมติส่งศาลฎีกาฟ้องบุคคลต่าง ๆ ที่มีส่วนพัวพันคดีฮั้ว สว.จำนวน 77คน โดยผลการวินิจฉัยของ กกต.ที่เสียงส่วนใหญ่ไม่ฟ้องคณะกรรมการบริหารพรรคสีน้ำเงิน แต่เลือกฟ้อง สว.เพียง 26คนและทีมงานเครือข่ายอันแสดงให้เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากการสืบสวนในสำนวนพบหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการโกงการเลือก สว.เกิดขึ้นจริง แต่ทว่าหลังการแถลงของประธาน กกต.ว่า เสียงข้างมากไม่รับฟังพยาน 3 รายที่ กกต.เคยมีมติกันไว้เป็นพยาน ตามมาตรา 65 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 และ ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกันบุคคลไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดีอาญา พ.ศ.2563 ได้แก่ พยานรหัส 16 พยานรหัส 21 และ พยานรหัส 22 แต่กลับมีการเปลี่ยนแปลงคำให้การ ทำให้ กกต.เสียงข้างมากอ้างว่าไม่น่าเชื่อถือ ส่งผลต่อข้อกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. “ไม่น่าเชื่อถือ”เพราะมากลับคำให้ภายหลัง สร้างความสงสัยให้กับคนในแวดวงกฎหมาย

เพิกถอนบุคคลที่กันไว้เป็ยพยาน

เมื่อพยานดังกล่าวกล้าที่จะกลับคำให้การ ก็ต้องเป็นหน้าที่ของ กกต.เพราะเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา ที่จะต้องมีมติเพิกถอนการกันบุคคลไว้เป็นพยานและให้การกันบุคคลไว้เป็นพยานสิ้นสุดลง ตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกันบุคคลไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดีฯ ข้อ10 โดยต้องดำเนินคดีอาญาทันที 2 ข้อหาโดยเร็ว คือ ข้อหาที่ 1 คดีเลือกตั้งเกี่ยวกับการเพิกถอนสิทธิทางการเมือง ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.มาตรา62 และข้อหาที่2 ความผิดฐานแจ้งความเท็จ/ให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 175,177 ทั้งนี้ หาก กกต.เพิกเฉย อาจถือได้ว่ากระทำความผิดอาญาเสียเอง ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยกกต.2560 มาตรา69

วุฒิสภา‘ถกรายงานจัดเลือกตั้ง

ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารายงานการศึกษาและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนากระบวนการเลือกตั้งของไทยอย่างเสรีและเป็นธรรม ตามที่คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค พิจารณาเสร็จแล้ว โดยนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว.ในฐานะประธานกมธ. ชี้แจงเนื้อหารายงานว่า มีเป้าหมาย 3 ประการคือ 1.นำเสนอปัญหาการเลือกตั้ง ที่ถูกตั้งคำถามไม่เสรีและเป็นธรรม 2.จัดทำแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังเลือกตั้ง 3.จัดทำข้อเสนอต่อองค์กรที่เกี่ยวกับการจัดเลือกตั้ง

แบ่งเขตเบอร์เดียวทั่วประเทศ

ขณะที่ น.ส.อชิรญา บุญตา คณะทำงานรายงานฯ กล่าวว่า กมธ.เสนอการจัดทำร่างกฎหมายเพื่อปฏิรูปการเลือกตั้ง 3ฉบับ คือ1.ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เสนอแก้ไข 6ประการ อาทิ ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตใช้หมายเลขเดียวกับหมายเลขประจำพรรคทั่วประเทศ ลดความสับสนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การกำหนดให้พรรคการเมืองที่จะได้รับการจัดสรรสส.บัญชีรายชื่อ ต้องมีเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำ เพื่อสร้างคุณภาพพรรคการเมืองในรัฐสภา การให้ประชาชน 5หมื่นคน เข้าชื่อร้องต่อประธานรัฐสภา ให้รัฐสภาลงมติถอดถอนกกต.ได้ โดยใช้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า2ใน 3ของที่ประชุมรัฐสภา 2.แก้ไขร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกกต. อาทิ ลดเกณฑ์อายุกกต.ขั้นต่ำจาก 35 -70ปี การปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการสรรหาของกกต. ให้ยึดโยงกับประชาชนและมีดุลยภาพมากขึ้น

ตรวจคุณสมบัติผู้สมัครสส.3วัน

3.ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.อาทิ กำหนดให้กกต.ต้องตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครให้แล้วเสร็จและรายงานกลับภายใน3วัน การให้พรรคการเมืองยื่นบัญชีรายชื่อ เพื่อจับฉลากกำหนดหมายเลขประจำพรรคก่อนวันรับสมัครสส.แบ่งเขต เพื่อให้พรรคการเมืองมีหมายเลขเดียวกันทั่วประเทศ การเพิ่มการยกเว้นการกระทำที่เป็นประโยชน์สาธารณะ ให้หน่วยงานรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดยานพาหนะรับส่งคนพิการ ผู้สูงอายุไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างเป็นธรรม ปราศจากการครอบงำ ข้อเสนอเหล่านี้ช่วยสร้างระบบนิเวศทางประชาธิปไตยใหม่ แก้ไขตั้งแต่โครงสร้างองค์กร กระบวนการจัดการบริหาร การคุ้มครองสิทธิประชาชนอย่างเท่าเทียม

ผ่าตัดโครงส้ราง’กกต.’ใหม่หมด

นายพรชัย  วิทยเลิศพันธุ์ สว.กล่าวว่า ปัญหาโครงสร้างคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)คือ เป็นทั้งผู้จัดการเลือกตั้ง และมีอำนาจสืบสวน ไต่สวน วินิจฉัย สั่งนับคะแนนใหม่ หรือเลือกตั้งใหม่ ให้องค์กรเดียวเป็นทั้งผู้ปฏิบัติการ ตำรวจ และอัยการ ทำให้เกิดคำถามความขัดกันของบทบาท และหน้าที่ความรับผิดชอบ ควรแยกอำนาจการจัดการเลือกตั้ง ออกจากการตรวจสอบการเลือกตั้ง ป้องกันการตรวจสอบการทำงานของตัวเอง ล่าสุดกกต.พิจารณาสำนวนมีผู้ถูกร้อง 427ราย แต่มีมติยื่นคำร้องต่อศาล ดำเนินคดีอาญา 77ราย เป็นสว.26ราย สิ่งที่ควรถามคือ ถ้ากระบวนการหนึ่งมีข้อร้องเรีนและข้อกังขามากขนาดนี้ จะปรับเพียงรายละเอียดปลีกย่อย หรือตรวจสถาปัตยกรรมของระบบตั้งแต่ต้น ขอเสนอชำแหละโครงสร้างกกต. ประกอบใหม่ คนจัดเกมไม่ควรเป็นคนเดียวกับคนตัดสินเกมของตัวเอง กกต.มี 7คน แต่มีอำนาจตามกฎหมายสูงต่อกระบวนการการเมือง ทั้งอำนาจสืบสวน ไต่สวน สั่งนับใหม่ เลือกตั้งใหม่ ยิ่งอำนาจมาก ความรับผิดชอบต่อประชาชนก็ต้องมากด้วย ควรฟื้นกลไกประชาชน 5หมื่นคน เข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระได้ ขอให้รัฐสภา รัฐบาล เคารพ 21.6ล้านเสียงที่เห็นชอบให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยเร็ว และแก้ไขรายมาตราควบคู่ไป โดยเฉพาะเรื่องการเลือกสว.และบทบาท กกต.

ต้องรีบแก้ไข-ปชช.ถูกรวบอำนาจ

น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.อภิปรายว่า การเลือกสว. และเลือกตั้งสส.ครั้งล่าสุด ทำให้เกิดวิกฤติศรัทธาต่อกกต. มั่นใจว่า ในช่วงชีวิตตนไม่มีการเลือกตั้งครั้งใดเละเทะ เท่าการเลือกตั้งสส. วันที่ 8ก.พ.2569 ขอเสนอการบริหารจัดการเลือกตั้ง ควรแยกเป็น 2ฝ่ายคือ ฝ่ายจัดการ กับฝ่ายตรวจสอบ กกต.ควรทำหน้าที่บริหารจัดการเลือกตั้งเท่านั้น โดยให้ศาลเป็นฝ่ายตรวจสอบ การให้ใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง ใบดำ ควรเป็นศาล แต่กกต.ไม่ค่อยแจกใบพวกนี้ เห็นแต่แจกใบน้ำเงินให้ผ่านฉลุยอย่างเดียว ที่มาของกกต. ต้องยึดโยงประชาชน ไม่ใช่ให้สว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมาเลือก นี่คือความอัปลักษณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องแก้ไขด่วน เพราะเขียนที่มาสว.แบบวิปริตสร้างปัญหา สุ่มเสี่ยงประชาชนจะถูกกินรวบอำนาจ โดยพรรคที่ควบคุมองค์กรอิสระได้ ควรให้สส.เป็นผู้เลือกองค์กรอิสระ ที่มา กกต.ควรหลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะข้าราชการ เพราะองค์กรอิสระจะกลายเป็นบ้านพักข้าราชการชรา หลังเกษียณอายุราชการควรลดอายุผู้สมัคร เริ่มต้นที่ 35ปี ความแก่ไม่ได้ช่วยให้มีวุฒิภาวะที่ดี

ต้องมีบทลงโทษผู้กระทำไม่สุจริต

ที่สำคัญต้องมีบทลงโทษผู้ดำรงตำแหน่งที่ไม่สุจริต ให้ประชาชนเข้าชื่อถอดถอนได้ ขณะที่การรายงานผลเลือกตั้งต้องรวดเร็ว โปร่งใส แต่กกต.จัดเลือก สว.เสร็จตอนตี5 เลือกได้ช้าจนคนสงสัย หรือเลือกสส.วันที่ 8ก.พ.2569 เปิดหีบนับคะแนนถึง 2ทุ่ม แล้วก็หยุดไปดื้อๆ ค้างอยู่ที่ 18% นาน 2-3ชั่วโมง จนบางคนสงสัยมีซีเคร็ทรูม ตกแต่งผลเลือกตั้งหรือไม่ ส่วนเกณฑ์การวินิจฉัยบัตรเสียก็ไม่มีความชัดเจน หากยึดเจตจำนงผู้เลือกเป็นสำคัญ ปัญหาการใช้ดุลพินิจของกรรมการประจำหน่วยจะลดลง เช่น การแสดงเครื่องหมายต้องการคนใด พรรคใด แม้เป็นเครื่องหมายถูก วงกลม กากบาท อยู่ในกรอบจะเกินไปนิด ขาดไปหน่อย ให้ยึดเจตนาเป็นสำคัญ ไม่ใช่ขานบัตรเสีย สุดท้ายเรื่องการสื่อสารเลือกตั้งกับประชาชน นอกจาก กกต.จะไม่ทำแล้วยังกีดกันผู้มาช่วยรณรงค์ เมื่อประชาชนมารณรงค์ เช่น ไอลอว์ ก็ไปฟ้องเขา หวังว่า จะปรับปรุงเพื่อให้การเลือกตั้งไทยเป็นสากล เรียกได้เต็มปากว่า Free and fair election

‘พิสิษฐ์’มึนดึงDSIสอบโกงเลือกตั้ง

ด้าน นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. อภิปรายว่า ขอตั้งข้อสังเกต มาตรา 49 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กรณีหน่วยงานรัฐได้รับเรื่องความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เมื่อกกต.เห็นสมควรดำเนินการเอง หน่วยงานรัฐต้องส่งเรื่องให้กกต.ใน7วัน การระบุเช่นนี้เหมือนเส้นบางๆระหว่างกกต.กับหน่วยงานสอบสวนอื่นๆ โดยเฉพาะดีเอสไอขอถามว่า มีการเลือกตั้งครั้งใดที่ดีเอสไอ.ที่อยู่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม มาตรวจสอบการเลือกตั้ง แบบนี้เรียกว่า มาตรฐานใช่หรือไม่ การตรวจสอบขององค์กรอิสระ แต่นำเอาหน่วยงานที่พรรคการเมืองเป็นรัฐมนตรีมาตรวจสอบเป็นธรรมแล้วใช่หรือไม่ ขอเรียนว่า เมื่อกกต.มีคำวินิจฉัยแล้ว ควรเคารพกฎหมาย อย่าใช้วิธีเดิมๆ เบื่อมากกับการชวนคนลงถนน แล้วปฏิวัติรัฐประหาร มาเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ มาตั้งแต่ปี 2550 พอปี2570 ก็จะเอาอีกใช่หรือไม่ เหตุที่ประเทศไทยเขียนรัฐธรรมนูญหลายฉบับ เพราะรอไม่เป็น รอให้คนอื่นบริหารให้เสร็จสิ้น แล้วใช้กระบวนการทางรัฐสภา รายงานฉบับนี้เป็นรายงานที่ดี แต่จะสมบูรณ์มากๆหากนำมาตรา49 มาพิจารณาด้วย

‘โรม’จี้เปิดพฤติการณ์’ทองเจือ’

นายรังสิมันต์   โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.)ได้โพสต์ข้อความบนเฟสบุ้คส่วนตัว ระบุว่า คดีโกงสอบท้องถิ่นวอนนายกฯ เปิดชื่อ เปิดพฤติกรรมที่ปรึกษาบนหัว ใกล้วันที่ 30กันยายน2569 ที่คุณอนุทิน ขีดเส้นตายสรุปจบกรณีทุจริตสอบท้องถิ่นก็ได้เห็นคุณอนุทินออกท่าทีขึงขังไม่เว้นวัน ลั่นวาจาจะดำเนินการอย่างเต็มที่ไม่เกรงใจใคร เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเปรียบเหมือนกับมาโกงบนหัวตัวเอง พร้อมย้ำยังยึดมั่นในคำคม”ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม”อยู่เสมอ แต่ไม่รู้ทำไม พอเป็นชื่อของ”ทองเจือ ชาติกิจเจริญ”อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสมัยเกิดกรณีการทุจริต (ชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล) และปัจจุบันก็ยังเป็นทีมทำงานนายกรัฐมนตรี (ชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล) ผู้ซึ่งถูกระบุว่าเข้าไปมีส่วนยุ่งเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยที่จัดสอ ท่าทีของคุณอนุทินก็ดูจะแปลกๆไป ตอนแรกก็บอกว่าได้ให้คุณทองเจือทำรายงานพฤติการณ์ของตัวเอง และให้ทีมงานตรวจสอบแล้ว อ้างว่าไม่พบการกระทำผิด แต่ก็ประสานขอข้อมูลจากตำรวจและ ปปช.อีกทางหนึ่ง แต่ต่อมาพอ ผบ.ตร.ส่งข้อมูลกลับมาให้แล้ว นักข่าวไปถามขอข้อมูล กลับบอกว่ายังเปิดให้ไม่ได้ รอให้ถึงเวลาก่อน (เมื่อไหร่ไม่รู้) ผมว่าถึงจุดนี้ ไม่ต้องมาปิดชื่อ ถือพฤติกรรมอะไรกันแล้ว”

นายรังสิมันต์ ระบุอีกว่า ช่วยเปิดทั้งชื่อและพฤติกรรมทั่งหมดของที่ปรึกษาบนหัวของคุณอนุทินออกมาตอนนี้เลยดีกว่าว่า ตกลงแล้วบริสุทธิ์ปราศมลทินจริงๆหรือไม่ ไม่เห็นต้องเกรงใจใครเลยนี่นะ สังคมจะได้รู้กันว่าควรจะเรียกร้องความรับผิดชอบจากคุณอนุทิน ที่เป็นผู้ตั้งคนคนนี้ขึ้นมาเป็นที่ปรึกษา ด้วยมากน้อยขนาดไหน รวมถึงจะได้รู้กันด้วยว่ายังมีใครอยู่บนหัวทั้งคุณอนุทินและคุณทองเจืออีกหรือไม่ ป.ล.วันพฤหัสฯ ที่ 24 ก.ย. 69 นี้ กมธ.กฎหมายฯ จะพิจารณาต่อในกรณีการโกงสอบท้องถิ่น หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมอีก จะนำมาแจ้งให้พี่น้องประชาชนได้ทราบต่อไปครับ

นายกอบจ.นนท์’นฤพนธ์’ชนะส้ม

วันเดียวกัน  สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนนทบุรี  รายงานผลการนับคะแนนการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี อย่างไม่เป็นทางการ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 ก.ย. 2569 เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง หลังจาก พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีตนายก อบจ.นนทบุรี เสียชีวิต ซึ่งมีผู้สมัครจำนวน 6 คน โดยเรียงตามคะแนน ปรากฏผลดังนี้ อันดับ1 คือ หมายเลข 1 นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ กลุ่มผึ้งหลวง ได้คะแนน 193,653 คะแนนอันดับ 2 หมายเลข 4 นายเดชรัต สุขกำเนิด พรรคประชาชน ได้คะแนน 138,274 คะแนนอันดับ 3 หมายเลข 6 นายธามม์ พักตร์บวร ผู้สมัครอิสระ ได้คะแนน 7,376 คะแนนอันดับ 4 หมายเลข 2 พลเอก นิพนธ์ สีตบุตร ผู้สมัครอิสระ ได้คะแนน 3,770 คะแนนอันดับ 5 หมายเลข 3 นายชุติพนธ์ ปิ่นมณี ผู้สมัครอิสระ ได้คะแนน 1,961คะแนน อันดับ 6 หมายเลข 5 ว่าที่ร้อยตรี นนทพันธ์ ปพัฒน์พรเจริญ ผู้สมัครอิสระ ได้คะแนน 1,263 คะแนน ผลเลือกตั้งนายก อบจ.นนท์ นับ 100% ‘นฤพนธ์’ 1.9 แสน ‘เดชรัต’ 1.3 แสน ทั้งนี้ มีจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 1,075,199 คน โดยมีผู้มาใช้สิทธิ 376,278 คน แบ่งเป็นบัตรดี 346,297 ใบ บัตรเสีย5,296ใบและบัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 24,685 ใบ.

‘เท้ง‘ ยืดอกรับพรรคส้มพ่ายแพ้

นายณัฐพงษ์   เรืองปัญญาวุฒิ   หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงผลเลือกตั้งนายกอบจ.นนทบุรี ที่พรรคประชาชนแพ้ แม้จะชนะได้ สส.ทั้ง 8เขต สะท้อนอะไรบ้าง ว่า ถ้าดูสัดส่วนคะแนน หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของที่ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ช่องว่างคะแนนลดลง พวกเราในฐานะการเมือง ผลการเลือกตั้งเป็นแบบไหนเราก็ต้องยอมรับแบบนั้น หากฟังการแถลงของ นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกอบจ.นนทบุรี พรรคประชาชน เป็นช่วงเวลาหาเสียงที่สนุก ตัวนายเดชรัต ตนและทีมงาน ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ จากการหาสิ่งที่ผ่านมา ถ้าสังเกตเวลาไปปราศรัยย่อยพรรคประชาชน ก็จะมีการนำเสนอนโยบายเพิ่มจาก 20 นโยบายที่ใช้ในการหาเสียง สาระสำคัญ ตนและพรรคมาทำงานการเมืองเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง สื่อสารวิธีคิดชุดนโยบาย ที่ต้องการนำเสนอต่อประชาชน ผลที่ออกมา แม้จะน้อมรับ แต่ตรงกันข้าม ถ้าไม่ส่งผู้สมัครเราจะเสียใจมากกว่านี้ เหตุที่ส่งลงสนามเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า ส่วนผลคะแนนการเลือกตั้งครั้งนี้ เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับคนที่ออกมาใช้สิทธิ ช่องว่างถือว่าน้อยลง ส่วนเป็นเพราะมีผู้สมัครจำนวนมากทำให้คะแนนกระจายหรือไม่ ตนไม่อยากบอกว่า เป็นปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง มันคงมีหลายปัจจัย แต่ตัวเลขที่เห็นได้ชัดคือคนออกมาใช้สิทธิ์น้อยลงจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด และความจริงเป็นหน้าที่ของทุกพรรคการเมือง และผู้สมัครที่จะช่วยกันรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ให้มากที่สุด

อ้างแพ้เพราะปชช.มาใช้สิทธิ์น้อย

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนจะทำอย่างไรกับผลการเลือกตั้ง เพราะล่าสุดการเลือกตั้งนายก อบจ.ราชบุรี ที่ตั้งเป้าว่าจะได้เก้าอี้ แต่ก็แพ้ รวมถึงครั้งนายกอบนนทบุรีล่าสุด ขณะที่ สส.ได้ยกจังหวัด แต่การเลือกตั้งท้องถิ่นแพ้ จะแก้ไขอย่างไร นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน กล่าวว่า หากดูการเลือกตั้งแต่ปี2566 ในรอบพรรคก้าวไกล ต่อเนื่องมาจนถึงการเลือกตั้ง และจังหวัดนนทบุรีปี 2568 และการเลือกตั้งใหญ่ ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2569 ถ้าดูสัดส่วนคะแนนดิบ พรรคได้รับ 4 การเลือกตั้งที่ผ่านมา ความนิยมของพรรคไม่ได้ลดลงและสัดส่วนกลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ส่วนประเด็นการเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี ต้องยอมว่าผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยหากเทียบการเลือกตั้ง นายก อบจ.นนทบุรีปี2568 คนใช้สิทธิ์ 41% แต่เมื่อวานนี้35% ตัวเลขลดลงน่าตกใจมาก ซึ่งประชาชนอาจจะไม่ได้รับรู้ว่า มีการเลือกตั้ง

นายกฯลั่นไม่ยุ่งสิ่งผิดก.ม. การันตีครม. รุทธพลบี้สส.ปชน. คดีโยงนอมินีภูเก็ต

22 กันยายน 2569 เวลา 06:01 น.

นายกฯอนุทินการันตีครม.ชุดนี้  ไม่มีใครหากินผิดกฎหมาย ไม่ยุ่งเกี่ยว “ธุรกิจสีเทา-ธุรกิจเถื่อน”หลังลุยปราบอย่างจริงจัง ลั่นไม่ประนีประนอมคนทำผิดก.ม. ด้านรมว.ยุติธรรม เตรียมออกหมายเรียกครั้งสุดท้าย“สส.ภูเก็ต”พรรคปชน. ชี้แจงปมนอมินีภูเก็ต ชี้หากไม่มาดีเอสไอเตรียมออกหมายจับ จ่อส่งสำนวนสั่งฟ้อง“ภาวุธ-ฟิมล์”ผู้ต้องสงสัยคดีฟอร์เร็กซ์ต่ออัยการ ภายในสัปดาห์นี้

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ที่โรงแรมอิมพีเรียล กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวช่วงหนึ่งระหว่างเป็นประธานการประชุมหารือเพื่อมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนด้านการต่างประเทศ ทิศทางการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น และการบูรณาการทํางานร่วมกันของทีมประเทศไทย ยืนยันรัฐบาลชุดนี้จริงจังกับการปราบปรามสแกมเมอร์ โดย 3 เดือนของรัฐบาลก่อนหน้า รวม 7 เดือนของรัฐบาลชุดนี้ ยึดทรัพย์เครือข่ายสแกมเมอร์ ไปกว่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลดำเนินการอย่างจริงจังในการปราบปรามสแกมเมอร์ รวมทั้งการป้องกันธุรกรรมการเงินผิดกฎหมาย ยืนยันได้ว่าขณะนี้การทำธุรกรรมผิดปกติหรือผิดกฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่ยากมากจริง ๆ ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่ง ที่มีความน่าเชื่อถือในเรื่องของการปราบปรามสแกมเมอร์ เห็นได้จาก สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือนานาชาติ ทั้ง Fitch Ratings , เอส แอนด์ พี , moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยให้อยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ ถือว่าประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานในการจัดการกับเรื่องดังกล่าวนี้

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เรื่องยาเสพติด รัฐบาลก็ดำเนินการปราบปรามอย่างเต็มที่ เหลือเพียงอย่างเดียวคือการเข้าไปปราบปรามโรงงานเท่านั้น ซึ่งกรณีนี้ได้เริ่มพูดคุย กรณีที่มีโรงงานที่ผลิตยาเสพติดแล้วเข้ามาขายในประเทศไทย อีกทั้งยังมีความเสี่ยงสูงในการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ของฝ่ายไทย ซึ่งได้พูดคุยเรื่องนี้กับประเทศเพื่อนบ้านด้านฝั่งตะวันตกของเราอย่างชัดเจนว่าคงจะปล่อยไปเป็นเช่นนั้น ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้แสดงให้นานาชาติได้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังของประเทศไทยในการปราบปราม อาชญากรรม สิ่งผิดกฎหมายทุกรูปแบบ

 “สามารถพูดได้เลยว่ารัฐบาลของตนเองไม่มีใครหากินกับเรื่องพวกนี้เด็ดขาด ไม่มีคณะรัฐมนตรีคนไหนที่ไป มีความสัมพันธ์ กับธุรกิจเทา ธุรกิจเถื่อน ย้ําว่าไม่มีอยู่ในรัฐบาลชุดนี้ ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะประนีประนอมกับผู้กระทำผิดกฎหมาย”นายกรัฐมนตรี ย้ำ

ด้านพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษจะสรุปฟ้องคดีฟอร์เร็กซ์ต่ออัยการคดีพิเศษ ว่า ภายในสัปดาห์นี้กรมสอบสวนคดีพิเศษจะส่งฟ้องคดีดังกล่าวต่ออัยการ ซึ่งผู้ต้องสงสัยที่ถูกฟ้องมีทั้งนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และนายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ อดีตศิลปินชื่อดัง ซึ่งเท่าที่ตนทราบสำนวนเสร็จสิ้นแล้ว ต้องดูเวลาว่าตัวผู้ต้องสงสัย จะมาหรือไม่ และมาอย่างไร

รมว. ยุติธรรมยังกล่าวถึงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ออกหมายเรียกนายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ในฐานะพยานการถือครองอสังหาริมทรัพย์ และการใช้คนไทยเป็นนอมินีให้กับชาวต่างชาติ หลังเลื่อนให้ปากคำต่อดีเอสไอหลายครั้งว่าในวันที่ 28 ก.ย.นี้ จะมีการออกหมายเรียกอีกครั้ง และเป็นความประสงค์ของนายสมชาติด้วยคาดว่านายสมชาติจะมาแต่ถ้าไม่มา ซึ่งทางดีเอสไอส่งไป 3 รอบแล้วต้องดำเนินการตามระเบียบของดีเอสไอ และการเรียกในวันที่ 28 ก.ย. ถือเป็นครั้งที่ 3ที่ออกเอกสารเรียกไป เพราะการออกครั้งแรกหมายเรียกไปไม่ถึงผู้รับ

เมื่อถามย้ำว่า หากวันที่ 28 ก.ย. นายสมชาติไม่มาจะดำเนินการอย่างไร พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตามระเบียบดีเอสไอต้องไปแจ้งความที่สถานีตำรวจทุ่งสองห้อง เป็นไปตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)กรมสอบสวนคดีพิเศษมาตรา 24 ซึ่งหากไม่มาพบ จะมีโทษ ส่วนคดีหลักต้องดำเนินการต่อไปเลย

เมื่อถามว่า หากไม่มาจะออกหมายจับได้เลยหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ต้องให้พนักงานสอบสวนดูในรายละเอียด หากไม่มาต้องดำเนินการไปตามนั้น ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า หมายถึงออกหมายจับใช่หรือไม่ พล.ต.ท. กล่าวว่า “ครับผม”

นันทิวัฒน์ โพสต์เดือด ชาตินิยมแล้วไง! แนะปิดด่าน-ลดสัมพันธ์เพื่อนบ้านที่ไม่น่าไว้วางใจ

21 กันยายน 2569 เวลา 22:01 น.

21 กันยายน 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรมว.ต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Nantiwat Samart” ระบุว่า ชาตินิยม​ แล้วไง!

มีคนพูดว่า​ รักชาติได้แต่อย่าชาตินิยม
ไม่รักชาติแล้วจะให้รักหมาที่ไหน
ชาตินิยมในมุมของผมไม่เลวร้าย
ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยกับใคร
ชาตินิยมไม่ใช่คลั่งชาติ
ไม่ได้คลั่งให้เกียจชังชาติใด
ไม่มีการยุยงให้เข่นฆ่าคนต่างชาติ

หากการปิดด่านไม่ค้าขายกับชาติใด
ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องการชาตินิยม
เมื่อเห็นว่าเพื่อนบ้านไม่น่าไว้วางใจ
จะนำภัยมาถึงเราจากการเปิดด่าน
การปิดด่านก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ความมั่นคงต้องมาก่อนความมั่งคั่ง
เงินทองไม่ตายหาใหม่ได้
อย่างกเงินให้มากเกินไป

แน่นอนเมื่อเพื่อนไม่น่าวางใจ
ลดระดับความสัมพันธ์ลงบ้าง​ ไม่เป็นไร

ความไว้วางใจดีขึ้นค่อยเปิดสัมพันธ์ใหม่

ป.ป.ช.ฟันยกก๊วน 11 ราย อดีตที่ดินภูเก็ต พร้อมพวก ปมเอาที่ป่าสงวนเทือกเขากมลา ออกโฉนดโดยมิชอบ ทำรัฐเสียหาย

21 กันยายน 2569 เวลา 18:59 น.

21 กันยายน 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (เลขาธิการ ป.ป.ช.) แถลงว่า ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด นายภูชิสส์ ปิดดำ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต กับพวก กรณีร่วมกันออกโฉนดที่ดินเลขที่ 14262 และ 14263 ต.กมลา อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เมื่อปี 2553-2554 โดยมิชอบ เป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย

จากการไต่สวนพบว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2553 น.ส.จริน เอกา ยื่นคำขอออกโฉนด โดยอ้างหลักฐานแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) เลขที่ 124 หมู่ 2 ต.กมลา เนื้อที่ 7-2-00 ไร่ ซึ่งมีชื่อนายขง ยมมุดี เป็นผู้แจ้งการครอบครอง และระบุที่ดินข้างเคียงทั้ง 4 ด้านไว้อย่างชัดเจน

ต่อมานายเวียง พรหมเดช นายช่างรังวัดชำนาญงาน ได้ดำเนินการแจ้งเจ้าของที่ดินข้างเคียงตามรายชื่อที่ น.ส.จริน นำมาให้ แต่จากการไต่สวนพบว่า บุคคลดังกล่าวไม่ได้เป็นทายาทหรือผู้ครอบครองต่อเนื่องจากเจ้าของที่ดินข้างเคียงตามที่ระบุใน ส.ค.1 และไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวอย่างรอบคอบ

ผลการรังวัดยังพบว่า ที่ดินมีเนื้อที่ 16-2-60.3 ไร่ เพิ่มขึ้นจากหลักฐานเดิม 9-0-60.3 ไร่ หรือ 122% โดยมีการรับรองว่าที่ดินเป็นสวนยางพาราและไม่ใช่ที่หลวงหรือที่สาธารณประโยชน์ ทั้งที่ข้อมูลจากการไต่สวนพบว่าแนวเขตและที่ดินข้างเคียงไม่ตรงกับรายละเอียดใน ส.ค.1 เดิม

ขณะที่คณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดินตรวจสอบแล้วเห็นว่า ที่ดินเป็นแปลงเดียวกับที่ผู้ขอนำมารังวัด และอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขากมลา ก่อนมีการเสนอให้ตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากเนื้อที่เพิ่มขึ้นจากหลักฐานเดิมถึง 122%

ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบกรณีออกโฉนดที่มีเนื้อที่เกินจากหลักฐานเดิม ซึ่งมีนายภูชิสส์เป็นประธาน ได้พิจารณาเห็นว่า เนื้อที่ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากวิธีการคำนวณและการรังวัดที่แตกต่างกัน ประกอบกับบุคคลข้างเคียงระบุชื่อบุคคล ไม่ได้ระบุว่าเป็นที่ป่าหรือที่รกร้างว่างเปล่า จึงเห็นควรให้ออกโฉนดตามผลการรังวัด กระทั่งวันที่ 4 ส.ค.2554 นายภูชิสส์ลงนามออกโฉนดที่ดินเลขที่ 14262 เนื้อที่ 14-1-94.5/10 ไร่ และเลขที่ 14263 เนื้อที่ 1-1-19.6/10 ไร่ ให้แก่ น.ส.จริน

อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช.ตรวจสอบพบภายหลังว่า ที่ดินทั้ง 2 แปลงไม่มีด้านใดตรงกับหลักฐาน ส.ค.1 เลขที่ 124 โดยเฉพาะด้านทิศเหนือ ซึ่ง ส.ค.1 ระบุว่าเป็นนาข้างเคียง แต่สภาพพื้นที่จริงเป็นควนเขา อีกทั้งตำแหน่งที่ดินตามโฉนดทั้ง 2 แปลงยังตรงกับพื้นที่ที่บิดาของ น.ส.จริน เคยยื่นขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินต่อสำนักงาน ส.ป.ก.ภูเก็ต โดยระบุไว้ว่าเป็นที่ดินครอบครองมือเปล่า เป็นสวนยางพารา และไม่มีเอกสารสิทธิ์

ป.ป.ช.จึงเห็นว่า มีการนำ ส.ค.1 ซึ่งเป็นหลักฐานของที่ดินอีกแปลงหนึ่งมาใช้ขอออกโฉนด อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ และทำให้ทางราชการได้รับความเสียหาย

สำหรับมติ ป.ป.ช. นายภูชิสส์ มีมูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157 รวมถึงกฎหมาย ป.ป.ช.และมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ส่วนผู้เกี่ยวข้องอีก 10 ราย ได้แก่ นายสิทธิชัย พรหมชาติ นายสมชาย ไชยศรี นายพิเชษฐ หรือพชร สายชู นายจิรวัฒน์ นะมาตร์ นายพฤฒพงศ์ หรือจิรายุ เพชรรัตน์ นายจรูญ ลิ่มสกุล นางสุมณฑา สัญญวงศ์ นายยศกฤต ชูศรี นายเวียง พรหมเดช และ น.ส.จริน เอกา มีมูลความผิดทางอาญาตามฐานความผิดที่ ป.ป.ช.กำหนด โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ขณะที่ น.ส.จริน มีมูลความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วน นายสันติ สาริยา อดีตกำนันตำบลกมลา ซึ่งปัจจุบันศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ไม่สามารถต่อสู้คดีได้ ป.ป.ช.จึงมีมติให้งดการดำเนินคดีไว้ก่อน

ทั้งนี้ ป.ป.ช.จะส่งสำนวนเอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีอาญา พร้อมส่งให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัย และแจ้งผลให้กรมที่ดิน พิจารณาเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 14262 และ 14263 ซึ่ง ป.ป.ช.ระบุว่าออกโดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 ต่อไป

ศาสตรา VS สิงโต ปะทะเดือดลั่นโซเชียล! ปม ปชป. จี้โยกงบไทยช่วยไทยพลัส ไปลดราคาน้ำมันดีเซล

21 กันยายน 2569 เวลา 18:58 น.

วันที่ 21 กันยายน 2569 นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง (สิงโต) สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้แชร์ข้อความบนเฟซบุ๊กของนาย นายศาสตรา ศรีปาน อดีต สส. สงขลา ปัจจุบัน เป็นสมาชิก พรรคภูมิใจไทย

โดย โพสต์ดังกล่าว นายศาสตราระบุว่า  “วันนี้ประชาธิปัตย์ถามรัฐบาลว่า ทำไมไม่เอาเงิน “ไทยช่วยไทย พลัส” มาช่วยลดราคาน้ำมัน

ขอเตือนความจำกันสักนิดครับ…

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พรรคประชาธิปัตย์ประกาศชัดว่า “ไม่เห็นชอบ” พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นกรอบสำคัญที่รัฐบาลใช้รับมือวิกฤตพลังงานและช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน รวมถึงโครงการไทยช่วยไทย พลัส

วันนี้กลับมาถามว่า ทำไมรัฐบาลไม่เอาเงินจากโครงการที่ตัวเองเคยคัดค้าน มาใช้ช่วยประชาชนเรื่องน้ำมัน?

​1. วันนั้นคัดค้านสุดตัว

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พรรคประชาธิปัตย์ประกาศจุดยืนชัดเจนว่า “ไม่เห็นชอบ” พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นฐานกฎหมายและแหล่งเงินสายป่านสำคัญที่รัฐบาลใช้ตั้งรับวิกฤตพลังงาน รวมถึงเป็นที่มาของงบประมาณในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส”

​2. วันนี้ถามหาผลลัพธ์

ตัดภาพมาวันนี้ พรรคเดียวกันกลับตั้งโต๊ะถามหาเม็ดเงินจากโครงการที่ตัวเองเคยลุกขึ้นปฏิเสธในสภา เพื่อนำมาใชุดหนุนราคาน้ำมันนี่คือพฤติกรรมทางการเมืองประเภท “ไม่เอาต้นไม้ แต่จะถามหาผลไม้กิน” อย่างแท้จริง

​ลองจินตนาการดูว่า หากวันนั้นสภาเดินตามมติของพรรคประชาธิปัตย์ พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ย่อมตกไป เม็ดเงินกู้นี้จะไม่เกิดขึ้น และโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่พรรคประชาธิปัตย์อ้างถึงในวันนี้ ก็จะไม่เคยมีตัวตนอยู่จริงตั้งแต่แรก แล้วจะไปเอาตัวเลขงบประมาณจากไหนมาช่วยเรื่องน้ำมันแพง?

​การตรวจสอบรัฐบาลและเสนอแนะเรื่องพลังงานเป็นหน้าที่ที่สมควรทำแต่ “ความจริงใจทางการเมือง” อยู่ตรงไหน

​สิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์เป็นของทุกคน แต่ประชาชนก็มีสิทธิ์ที่จะรับรู้ความจริงแบบรอบด้าน ไม่ใช่เห็นแค่ฉากหน้าการสวมบทบาทผู้ห่วงใยประชาชนหน้าโพเดียมข่าววันนี้ แต่ลืมมองลายเซ็นต์และมติที่พวกท่านเคยลงไว้ในสภาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 69″


ทั้งนี้นายศักดิ์สิทธิ์ได้ตอบกลับนายศาสตรา ศรีปาน โดยได้ย้ำถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่เห็นด้วยกับการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท พร้อมเสนอแนะรัฐบาลให้นำงบประมาณไปลดราคาน้ำมันแทนการแจกเงินในโครงการ “ไทยช่วยไทย”

นายศักดิ์สิทธิ์ ระบุว่า พ.ร.ก. กู้เงิน ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น ซึ่งสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นวิกฤตที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เมื่อเทียบกับวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 หรือวิกฤตโควิด-19 ในช่วงปี 2563-2564 หากมีการกู้เงินในภาวะเช่นนี้และนำไปใช้พร่ำเพรื่อ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางการคลัง อีกทั้งกระบวนการของ พ.ร.ก. ยังขาดขั้นตอนการตรวจสอบที่เข้มข้นเมื่อเทียบกับการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี

อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลอาศัยเสียงข้างมากผลักดันให้ พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าวผ่านสภาไปได้สำเร็จ หน้าที่หลักของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคฝ่ายค้านต่อจากนี้ คือการเดินหน้าตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ 400,000 ล้านบาทอย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ นายศักดิ์สิทธิ์ ยังได้อธิบายถึงสาเหตุที่พรรคประชาธิปัตย์คัดค้านการนำเงินกู้มาแจกในโครงการ “ไทยช่วยไทย” ว่า ปัญหาหลักของประเทศขณะนี้คือภาวะเศรษฐกิจโตช้า เงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูง ในขณะที่รายได้ที่แท้จริงของประชาชนลดลง การแจกเงินเป็นเพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ไม่ได้ช่วยให้ข้าวของราคาถูกลง หรือลดต้นทุนการผลิตให้ผู้ประกอบการ ซึ่งบทเรียนที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อเงินแจกหมดลง ประชาชนก็ต้องกลับมาแบกรับภาระค่าครองชีพที่แพงขึ้นเช่นเดิม

ตอนท้ายของการชี้แจง นายศักดิ์สิทธิ์ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ขอเสนอให้รัฐบาลนำเงินก้อนดังกล่าวไปใช้ลดราคาน้ำมันแทนการกู้มาแจก เนื่องจากราคาน้ำมันคือต้นทุนหลักที่ทำให้ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น การแก้ปัญหาที่ต้นตอด้วยวิธีนี้น่าจะเกิดประโยชน์และช่วยเหลือประชาชนในระยะยาวได้มากกว่า

นอกจากนี้ยังศักดิ์สิทธิ์ยังคอมเมนต์เพิ่มเติมอีกว่า “อีกอย่าง การที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ลดภาษีน้ำมันดีเซล 5 บาทไม่ได้ช่วยแค่คนมีรถครับ ทุกวันนี้คนที่ไม่มีรถสักคันก็จ่ายค่าน้ำมันผ่านราคาข้าวของ ค่าโดยสาร ค่าส่งของอยู่ดี

รถบรรทุกที่ขนผักขนหมูเข้าตลาด รถเมล์ รถสองแถว รถตู้ เรือประมง รถไถ รถเกี่ยวข้าว ล้วนใช้ดีเซลทั้งสิ้น

การลดภาษีน้ำมันคือการลดต้นทุนให้ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่เติมเงินให้คนบางกลุ่ม”

ไอเอฟดีโพล เผย ประชาชน 73% คาใจคดีฮั้ว สว. มอง กกต. อุ้มการเมือง

21 กันยายน 2569 เวลา 18:45 น.

ไอเอฟดีโพล เผย ประชาชน 73% คาใจคดีฮั้ว สว. มอง กกต. อุ้มการเมือง ดร.แดน แนะ เดินหน้าส่งศาลสอบ-เร่งแจงให้ชัด

เมื่อวันที่ 21 ก.ย.2569 ไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ แถลงผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “ไอเอฟดีโพล: คดีฮั้ว สว. ชี้ 73% คาใจ กกต. อุ้มการเมือง” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,237 ราย สำรวจช่วง 16–18 ก.ย. 2569 ครอบคลุม 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ ค่าความเชื่อมั่น 95% และค่าคลาดเคลื่อน ±3%

ไอเอฟดีโพล ชี้ ประชาชนถึง 72.83% ไม่เชื่อมั่นว่า กกต. พิจารณากรณีเลือก สว. อย่างเป็นธรรม โดยตั้งข้อสงสัยเรื่องไม่ขยายผลถึงขบวนการและฝ่ายการเมือง 26.08% คำชี้แจงไม่ชัด 20.64% และสองมาตรฐาน 19.42% ขณะที่ความหวังอยู่ที่ศาลและพลังตรวจสอบภาคประชาชน 41.63% และทางออกทางการเมืองคือแก้รัฐธรรมนูญปรับที่มาและบทบาท สว. 27.72%

ผลสำรวจในประเด็น “เชื่อมั่นมากน้อยเพียงใดว่า กกต. พิจารณากรณีการเลือก สว. อย่างเป็นธรรม” ผลสำรวจพบว่า ประชาชนระบุว่า ไม่เชื่อมั่นเลย 43.65% ค่อนข้างไม่เชื่อมั่น 29.18% ค่อนข้างเชื่อมั่น 15.04% ไม่ทราบ/ข้อมูลไม่เพียงพอ 8.33% และเชื่อมั่นมาก 3.80% โดยเมื่อรวมผู้ตอบ “ค่อนข้างไม่เชื่อมั่น” และ “ไม่เชื่อมั่นเลย” เท่ากับ 72.83%

ขณะที่ผู้ตอบ “เชื่อมั่นมาก” และ “ค่อนข้างเชื่อมั่น” รวม 18.84%

เมื่อเจาะลึกต่อในกลุ่มผู้ตอบ “ค่อนข้างไม่เชื่อมั่น” หรือ “ไม่เชื่อมั่นเลย” (รวม 72.83% 901 ราย) ถึง เหตุผลที่ไม่เชื่อมั่นว่า กกต. พิจารณากรณีเลือก สว. อย่างเป็นธรรม พบว่า เหตุผลที่ถูกระบุมากที่สุดคือ พิจารณาคดีเป็นรายบุคคล ไม่ขยายผลถึงขบวนการและฝ่ายการเมือง 26.08% รองลงมา ได้แก่ ชี้แจงเหตุผลวินิจฉัยไม่เพียงพอ ไม่ชัดเจน 20.64% สองมาตรฐานในการใช้พยานหลักฐาน ใช้กับบางกลุ่ม แต่ไม่ใช้กับอีกกลุ่ม 19.42% กกต.ใช้ดุลพินิจแทนศาล ทั้งที่ควรส่งพยานหลักฐานทั้งหมดให้ศาลเป็นผู้ไต่สวน 17.98% ตรวจสอบเส้นเงินไม่ถึงที่สุดทาง ไม่สืบสวนขยายผล 12.76% และไม่มีความเห็น 3.12%

ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มผู้ตอบ “เชื่อมั่นมาก” และ “ค่อนข้างเชื่อมั่น” (รวม 18.84% 233 ราย) เมื่อพิจารณา เหตุผลที่เชื่อมั่นว่า กกต. พิจารณากรณีเลือก สว. อย่างเป็นธรรม พบว่า เหตุผลที่ระบุ ได้แก่ ดำเนินตามหลักฐาน ส่งฟ้องรายที่มีหลักฐานชัด ไม่หว่านแห 35.19% ไม่เอียงตามแรงกดดันตามกระแสการเมือง กลั่นกรองตามกฎหมาย 27.04% บ้านเมืองไม่สะดุด เดินหน้าต่อ โดยเฉพาะพัฒนาเศรษฐกิจ 19.31% ยังตรวจสอบต่อได้ในชั้นศาล หากภายหลังมีหลักฐานใหม่ 9.43% ส่งฟ้อง สว. ถึง 26 คน และเครือข่ายรวม 77 คน 7.73% และไม่ทราบ/ไม่มีความเห็น 1.30%

ประเด็นสำรวจเรื่อง หลัง กกต. มีมติกรณีฮั้ว สว. คิดว่าทางออกหรือที่พึ่งใด จะทำให้คดีนี้ถูกตรวจสอบถึงที่สุดได้? ผลสำรวจพบว่า ประชาชนเลือก ศาล/กระบวนการไต่สวนและวินิจฉัยพยานหลักฐาน 22.23% ให้สื่อ นักวิชาการ และภาคประชาชนติดตามตรวจสอบ 19.40% หมดหวัง ไม่มีทางออก/ไม่สามารถตรวจสอบให้ถึงที่สุดได้ 19.16% DSI/ตำรวจ/อัยการ พึ่งคดีฟอกเงิน อาญา และขบวนการจัดตั้ง 14.07% ไม่ทราบ / ไม่มีความเห็น 7.03% ดำเนินการตามกลไกปกติ ไม่ต้องมีมาตรการเพิ่มเติม 6.55% รัฐสภาใช้กลไกตรวจสอบ 6.22% และรวมตัวชุมนุม/ประท้วงอย่างสันติ 5.34%

ส่วนคำถามสุดท้ายในกรณีที่ คดีฮั้ว สว. ยังมีข้อสงสัยสำคัญที่ไม่คลี่คลาย และควรใช้ “ทางออกทางการเมือง” ใด มากที่สุด พบว่า ประชาชนเลือก แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อปรับที่มาและบทบาทของ สว. 27.72% ปรับกลไกตรวจสอบทางการเมืองให้เข้มแข็งและโปร่งใสมากขึ้น 19.73% คงสถานะทางการเมืองเดิม และให้กระบวนการกฎหมายดำเนินต่อไป 16.09% ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ 13.58% ปรับองค์ประกอบรัฐบาล เช่น เปลี่ยนพรรคแกนนำหรือพรรคร่วมรัฐบาล 7.84% จัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ 7.76% และไม่ทราบ/ไม่มีความเห็น 7.28%

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ วิเคราะห์ 7 นัยยะสำคัญจากผลสำรวจความเห็นประชาชน ว่า 1) 73% ไม่เชื่อมั่นความเป็นธรรมของ กกต. — ข้อกังขาลามถึงวิธีใช้อำนาจ ผู้ตอบ 72.83% ไม่เชื่อมั่นว่า กกต. พิจารณากรณีการเลือก สว. อย่างเป็นธรรม แบ่งเป็นไม่เชื่อมั่นเลย 43.65% และค่อนข้างไม่เชื่อมั่น 29.18% ขณะที่ในกลุ่มผู้ไม่เชื่อมั่น 58.04% ตั้งคำถามต่อกระบวนการพิจารณา ทั้งการชี้แจงเหตุผลไม่ชัดเจน 20.64% การใช้พยานหลักฐานสองมาตรฐาน 19.42% และการใช้ดุลพินิจแทนศาล 17.98% สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่เพียงที่ผลมติ แต่รวมถึงความน่าเชื่อถือของกระบวนการที่นำไปสู่มติด้วย

2) 26.08% คาใจว่าการตรวจสอบยังไปไม่ถึงฝ่ายการเมืองและขบวนการ ในกลุ่มผู้ไม่เชื่อมั่น มีผู้ติดใจกรณียังไม่ดำเนินการถึงฝ่ายการเมือง 21 ราย 13.98% และการพิจารณาแยกรายบุคคล ไม่เชื่อมโยงเป็นขบวนการ 12.10% สะท้อนข้อสงสัยว่าการตรวจสอบครอบคลุมความเชื่อมโยงของผู้เกี่ยวข้องทุกระดับเพียงใด

ขณะทีนัยยะที่ 3) 42% หวังพึ่งศาลและภาคประชาชนตรวจสอบ เมื่อรวมสองช่องทาง ผู้ตอบ 41.63% เลือกศาลและกระบวนการไต่สวน 22.23% และสื่อ นักวิชาการ และภาคประชาชน 19.40% สะท้อนว่าความคาดหวังต่อการตรวจสอบไม่ได้อยู่ที่ กกต. เพียงองค์กรเดียว แต่กระจายไปทั้งกระบวนการยุติธรรมและการตรวจสอบจากภาคสังคม

4) 14% คาดหวัง DSI–ตำรวจ–อัยการเดินหน้าคดีคู่ขนาน ผู้ตอบ 14.07% เลือก DSI ตำรวจ และอัยการเป็นช่องทางตรวจสอบ โดยมองไปถึงมิติอาญา ขบวนการจัดตั้ง และคดีฟอกเงิน สะท้อนความคาดหวังให้การตรวจสอบขยายไปถึงเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงเบื้องหลัง ไม่หยุดเพียงกระบวนการในชั้น กกต.

5) 19% ส่งสัญญาณความหมดหวังต่อระบบตรวจสอบ ผู้ตอบเกือบ 1 ใน 5 หรือ 19.16% ระบุว่า “หมดหวัง ไม่มีทางออก และไม่สามารถตรวจสอบให้ถึงที่สุดได้” สะท้อนความไม่มั่นใจว่ากลไกที่มีอยู่จะพาคดีไปถึงข้อยุติได้หรือไม่ และเป็นสัญญาณที่ต้องจับตาต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในกระบวนการตรวจสอบ

นัยยะที่ 6) 61% เทน้ำหนักให้ 3 ทางออกใหญ่ — แก้รัฐธรรมนูญ ปรับระบบตรวจสอบ และเลือกตั้งใหม่ ผู้ตอบรวม 61.03% เลือกการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อปรับที่มา สว. 27.72% ปรับกลไกตรวจสอบให้โปร่งใส 19.73% และยุบสภาเลือกตั้งใหม่ 13.58% สะท้อนว่าผู้ตอบส่วนหนึ่งมองหาทางออกที่มากกว่าการจัดการคดีเฉพาะหน้า และขยับไปถึงกติกา ระบบตรวจสอบ และโครงสร้างทางการเมือง

และนัยยะที่ 7) 5% เลือกการชุมนุมเป็นทางออก — ต่ำกว่าช่องทางตรวจสอบอื่นชัดเจน มีเพียง 5.34% ที่มองว่าการชุมนุมหรือประท้วงอย่างสันติจะทำให้คดีถูกตรวจสอบถึงที่สุด ต่ำกว่าศาล ภาคประชาชน และหน่วยงานสอบสวน สะท้อนว่าในสถานการณ์นี้ ผู้ตอบให้น้ำหนักกับช่องทางกฎหมายและการตรวจสอบมากกว่าการลงถนน

โดยดร.แดน มี 6 ข้อเสนอแนะคือ 1) กกต. ต้องชี้แจงให้ชัด “ใครถูกดำเนินการ–ใครไม่ถูกดำเนินการ เพราะอะไร” กกต. ควรเปิดสาระสำคัญของเหตุผลและการใช้พยานหลักฐาน พร้อมแยกให้ชัดว่าแต่ละกรณีเป็น “ตรวจแล้วหลักฐานไม่พอ” “ยังตรวจไม่จบ” หรือ “ไม่พบข้อเท็จจริงรองรับ” เพื่อตอบข้อกังขาเรื่องคำชี้แจงและมาตรฐานการใช้พยานหลักฐาน

2) ให้กระบวนการศาลเดินหน้าตรวจสอบตามหลักฐาน กระบวนการไต่สวนควรเดินหน้าอย่างอิสระและรอบด้านตามอำนาจหน้าที่ หากพบข้อเท็จจริงเชื่อมโยงเพิ่มเติม ให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบต่อ สอดคล้องกับผลโพลที่ 22.23% เลือกศาลและกระบวนการไต่สวนเป็นช่องทางตรวจสอบมากที่สุด

3) ให้คดีอาญาและเส้นทางการเงินเดินคู่ขนาน ให้ DSI ตำรวจ และอัยการตรวจสอบตามอำนาจ โดยแยกให้ชัดว่าเรื่องใดเป็น คดีเลือกตั้ง คดีอาญา หรือเส้นทางการเงิน และไม่จำเป็นต้องรอให้กระบวนการหนึ่งสิ้นสุดก่อนจึงเริ่มอีกกระบวนการ เพื่อให้การตรวจสอบเดินหน้าได้ทุกมิติ

4) ระหว่างคดียังไม่จบ วุฒิสภาต้องโปร่งใสเป็นพิเศษ การพิจารณาวาระสำคัญควรเปิดข้อมูล ขั้นตอน และผลการพิจารณาให้ตรวจสอบได้ง่าย ขณะที่กรณีที่อาจมีส่วนได้ส่วนเสียควรมีกระบวนการที่ชัดเจนและเหมาะสม เพราะวุฒิสภามีบทบาททั้งในการกลั่นกรองกฎหมายและให้ความเห็นชอบบุคคลในตำแหน่งสำคัญ

5) ถ้าจะแก้ระบบ สว. ต้องเสนอแบบใหม่ให้ชัด พรรคหรือผู้เสนอแก้รัฐธรรมนูญต้องบอกให้ชัดว่า สว. ควรมาจากไหน มีบทบาทอะไร และตรวจสอบอย่างไร พร้อมเสนอร่างหรือรูปแบบใหม่ให้ประชาชนเห็นและเปรียบเทียบได้ ไม่ใช่พูดกว้าง ๆ เพียงว่า “ปฏิรูป สว.”

และข้อเสนอที่ 6) ทุกพรรค การเมืองต้องเปิดจุดยืนเรื่อง สว. ให้ชัด แต่ละพรรคควรตอบตรง ๆ 3 เรื่อง คือ ที่มา สว. / บทบาท สว. / ระบบตรวจสอบ สว. หากเสนอแก้รัฐธรรมนูญ ต้องระบุว่า จะแก้มาตราใด เปลี่ยนหลักอะไร และเสนอระบบแบบไหน เพื่อให้ประชาชนเห็นชัดว่าแต่ละพรรคจะคงอะไร เปลี่ยนอะไร และเปลี่ยนไปในทิศทางใด