ด่วน! นายกฯ สั่ง มท.2 ลงพื้นที่เหตุกราดยิงโรงเรียนย่านนนทบุรีทันที เบื้องต้นมือปืนหลบซ่อนในโรงเรียน

ด่วน! นายกฯ สั่ง มท.2 ลงพื้นที่เหตุกราดยิงโรงเรียนย่านนนทบุรีทันที เบื้องต้นมือปืนหลบซ่อนในโรงเรียน

ด่วน! นายกฯ สั่ง มท.2 ลงพื้นที่เหตุกราดยิงโรงเรียนย่านนนทบุรีทันที เบื้องต้นมือปืนหลบซ่อนในโรงเรียน

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.11 น.

ด่วน! “นายกฯ”สั่ง “มท.2” ลงพื้นที่เหตุกราดยิง โรงเรียนย่านนนทบุรี ทันที หลัง “ปลัดมหาดไทย” รายงานความคืบหน้า เบื้องต้นมือปืนยางหลบซ่อนภายในโรงเรียน ด้าน”มท.2″รับทราบ ชี้ที่มาอาวุธปืนถูกกฎหมายหรือไม่ ต้องรอตรวจสอบ

7 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 10.50 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าเหตุกราดยิงภายโรงเรียนย่านนนทบุรี ว่า ขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัด​นนทบุรี กำลังเดินทางไปที่เกิดเหตุ เบื้องต้น ได้รับรายงานว่าเป็นนักเรียนใช้อาวุธปืนก่อเหตุยิงครู ทำให้ตอนนี้มีทั้งผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ขอให้รอสรุปข้อเท็จจริงอีกครั้งก่อน เพราะขณะนี้ยังไม่สามารถเคลียร์พื้นที่ได้ และผู้ก่อเหตุยังอยู่ภายในโรงเรียน ส่วนต้องอพยพบุคคลในพื้นที่ใกล้เคียงหรือไม่รอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งการ

ทั้งนี้ หลังจากเสร็จสิ้นพิธีมอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ประจำปี 2569 (Prime Minister’s Export Award 2026) ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เข้ารายงานสถานการณ์ตอนนายกรัฐมนตรีทันที และนายกรัฐมนตรี​ ได้สั่งการให้ นายพลพี​ร์​ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย​ ลงพื้นที่ไปทันที

ขณะที่ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเกิดเหตุการณ์กราดยิงภายในโรงเรียนดังจังหวัดนนทบุรี ว่า ตนเพิ่งเห็นข่าว โดยจะมีการรายงานนายกรัฐมนตรี และตนจะลงพื้นที่ไปดูว่าเป็นอย่างไร เมื่อถามถึงกรณีผู้ก่อเหตุเป็นนักเรียนและมีอาวุธปืน นายพลพีร์ กล่าวว่า ต้องไปตรวจสอบว่ามายังไง เป็นปืนของใคร ให้เหตุการณ์แต่ต้องรอให้เหตุการณ์นิ่งก่อน รวมถึงไปดูเลขทะเบียนปืน ไม่อย่างนั้นจะดูไม่ได้ว่าซื้อมาจากที่ไหน

อย่างไรก็ตาม นโยบายของนายกฯ ชัดเจนว่า การออกใบอนุญาตควรต้องยาก อีกทั้งยังไม่ทราบว่าปืนดังกล่าวเป็นปืนดัดแปลงหรือไม่ ดังนั้น ตนต้องไปดูว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

นายพลพีร์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้ส่งคนลงพื้นที่ไปแล้ว และกำลังให้ทางจังหวัดรีบรายงานกลับมา ขอให้มีการรวบรวมข้อมูลก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น มีผู้บาดเจ็บกี่คน

กางข้อดี TH-AI Passport ธนารัตน์ แจงเหตุร่วมวง มั่นใจคุ้มค่า-ป้องรัฐเสียประโยชน์

กางข้อดี TH-AI Passport ธนารัตน์ แจงเหตุร่วมวง มั่นใจคุ้มค่า-ป้องรัฐเสียประโยชน์

กางข้อดี TH-AI Passport ธนารัตน์ แจงเหตุร่วมวง มั่นใจคุ้มค่า-ป้องรัฐเสียประโยชน์

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.34 น.

7 สิงหาคม 2569 นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ DomeCloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี กล่าวถึงการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นวิทยากรในโครงการ TH-AI Passport ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ โดยระบุว่าการทำงานเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้มีการสอดประสานกันหลายฝ่าย ขณะที่ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เดินหน้าผลักดันให้ระงับหรือยกเลิกโครงการในชั้นตรวจสัญญา ในชั้นอัยการสูงสุด ที่ขณะนี้ยังไม่ลงนาม แต่ตนเองมองว่า หากโครงการนี้หลุดรอดไปได้และต้องเดินหน้าต่อ ก็จำเป็นต้องมีคนเข้าไปดักรอข้างหน้าเพื่อกำกับดูแลให้เกิดการใช้งบประมาณอย่างเหมาะสมที่สุด จึงอาสาเข้าไปคลุกวงในรับหน้าที่วิทยากร เพื่อหาทางผลักดันให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการนี้ให้ได้มากที่สุดในกรณีที่ไม่สามารถระงับโครงการได้

นายธนารัตน์ กล่าวว่า สำหรับประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับจากการผลักดันในครั้งนี้นั้น โครงการได้ถูกออกแบบมาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ที่ไม่เคยใช้งาน AI มาก่อนเป็นหลัก ระบบจึงมีความเรียบง่ายและเข้าใช้งานผ่านหน้าเว็บไซต์ได้ทันที ไม่ถึงขนาดแอดวานซ์ให้โปรแกรมเมอร์ใช้งาน ที่สำคัญคือประชาชนจะได้รับสิทธิ์ในการ ใช้งาน AI ระดับโปรฟรี โดยไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินแพงถึงเดือนละ 20 ดอลลาร์ เพื่อใช้ AI ระดับโลก เพียงแค่เข้าสู่ระบบและเรียนรู้ผ่านคลิปวิดีโอตามเงื่อนไขเพียงเดือนละ 10 นาทีเท่านั้น สามารถใช้ระดับโปรได้และใช้ได้เยอะกว่าเดือนละ 20 ดอลลาร์ด้วย และความเห็นตนค่อนข้างไปในทางบวกมีประโยชน์และใช้งานได้จริง

นอกจากนี้ ความคุ้มค่าที่เห็นได้ชัดเจนคือการเข้าถึงฟีเจอร์ราคาแพงอย่างการใช้ AI สร้างวิดีโอ ซึ่งปกติมีต้นทุนขายปลีกสูงถึงวินาทีละ 10 บาท แต่ประชาชนที่ผ่านเงื่อนไขจะสามารถสร้างวิดีโอได้ถึงเดือนละ 60 วินาที ขณะเดียวกัน สัญญาของโครงการก็ได้รับการปรับแก้จากการจ่ายเหมา 1,500 ล้านบาท มาเป็น การจ่ายตามผู้ใช้งานจริง (Active User) ในราคาเพียงหัวละ 25 บาทต่อเดือน จ่ายตามจำนวนจริง ซึ่งประเมินกันว่าคาดว่าจะช่วยรัฐประหยัดงบประมาณจาก 1,500 ล้านบาท จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงไปได้มากเหลือประมาณ 600 ล้านบาท ทำให้งบประมาณหายไปประมาณ 900 ล้านบาท

“หากประชาชนเข้ามาใช้งานฟีเจอร์ระดับโปรอย่างเต็มที่ด้วยต้นทุนที่รัฐอุดหนุนให้เพียง 25 บาทต่อเดือน จะถือเป็นผลประโยชน์มหาศาลต่อคนไทย ซึ่งอาจส่งผลให้เอกชนผู้รับงานเป็นฝ่ายขาดทุนได้เลยทีเดียว” นายธนารัตน์ กล่าว

ศุภจี ยังไม่รู้ ทำ ไทยเที่ยวไทย พลัส ใช้งบ พ.ร.ก.กู้เงิน หรือไม่ รอ เอกนิติ เคาะก่อนชง ครม.

ศุภจี ยังไม่รู้ ทำ ไทยเที่ยวไทย พลัส ใช้งบ พ.ร.ก.กู้เงิน หรือไม่ รอ เอกนิติ เคาะก่อนชง ครม.

ศุภจี ยังไม่รู้ ทำ ไทยเที่ยวไทย พลัส ใช้งบ พ.ร.ก.กู้เงิน หรือไม่ รอ เอกนิติ เคาะก่อนชง ครม.

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.22 น.

ศุภจี ยังไม่รู้ ทำ ไทยเที่ยวไทย พลัส ใช้งบ พ.ร.ก.กู้เงิน หรือไม่ รอ เอกนิติ เคาะก่อนชง ครม. ชี้ ควรใช้กระตุ้นฤดูท่องเที่ยว เผย ไม่จำเป็นต้องทำพร้อมกับโครงการ ไทยช่วยไทย เฟสสอง

เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวฯ เล็งใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 1,750-2,000  ล้านบาท มาดำเนินโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส ว่า ตนกำลังหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เรื่องนี้ต้องดูภาพรวม ไม่ว่าจะใช้เงินกู้หรือเงินงบประมาณ เพราะต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และกระจายให้ทั่วถึงจริง รวมถึงสร้างรายได้ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยว และผู้ที่อยากจะไปท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขอยํ้าว่าต้องดูอย่างระมัดระวัง ทั้งนี้ นายเอกนิติต้องการดูผลลัพธ์ของโครงการไทยช่วยไทย พลัส ด้วย ดังนั้นต้องดูภาพรวมทั้งหมดก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการใช้เงินกู้มาดำเนินการโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส ถือว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า เพราะอย่างนี้จึงเป็นสิ่งที่เราต้องดูอย่างรอบคอบก่อน ตอนนี้ยังไม่มีการเคาะว่าจะใช้เงินจากก้อนใด เพราะต้องใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และกระจายให้ทั่วถึง

เมื่อถามว่า โครงการไทยเที่ยวไทยพลัส กับ ไทยช่วยไทยพลัส เฟสสอง จะทำพร้อมกันหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องพร้อมกัน เพราะต้องดูความจำเป็นและความเหมาะสม เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจริง

เมื่อถามว่า โครงการไทยเที่ยวไทย พลัส ควรจะออกในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี-ต้นปีหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า เรื่องการท่องเที่ยว ควรจะเป็นฤดูท่องเที่ยว แต่โครงการไทยช่วยไทย พลัส ต้องพิจารณาจากความจำเป็นเร่งด่วน และการใช้เงินให้ได้อย่างเต็มที่มากที่สุด ดังนั้นต้องรอการพิจารณาจากคณะกรรมการของนายเอกนิติ และเสนอไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) 

ศาลยกฟ้อง อดีต ปจ.ภูเก็ต ฟ้องอธิบดีปกครอง ปมเด้งพ้นพื้นที่ ชี้ทำตามระเบียบหลังพัวพันเรียกรับเงิน

ศาลยกฟ้อง อดีต ปจ.ภูเก็ต ฟ้องอธิบดีปกครอง ปมเด้งพ้นพื้นที่ ชี้ทำตามระเบียบหลังพัวพันเรียกรับเงิน

ศาลยกฟ้อง อดีต ปจ.ภูเก็ต ฟ้องอธิบดีปกครอง ปมเด้งพ้นพื้นที่ ชี้ทำตามระเบียบหลังพัวพันเรียกรับเงิน

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.09 น.

‘ศาลอาญาทุจริต’ ยกฟ้อง ‘อดีตปจ.ภูเก็ต’ ฟ้อง ‘อธิบดีปกครอง’ ปมเด้งพ้นพื้นที่ ชี้ทำถูกระเบียบเพราะมีข้อหา ‘เรียกรับเงิน’ 

7ส.ค.2569 รายงานข่าวแจ้งว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 มีคำพิพากษา วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ระหว่าง นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต เป็นโจทก์ ฟ้องนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เป็นจำเลย เรื่อง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีคำสั่งกรมการปกครองที่ 1512/2569 เรื่องให้ช่วยราชการ โดยมีคำสั่งย้ายออกจากพื้นที่จังหวัดภูเก็ตไปดำรงตำแหน่งที่วิทยาลัยปกครอง กรมการปกครอง โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร 

ศาลฯ เห็นว่าการโยกย้ายไปวิทยาลัยการปกครอง เพราะถูกผู้ประกอบการ และประชาชน กล่าวหา เรียกรับเงิน โดยมีการให้ออกจากพื้นที่ และจากนั้นจึงมีคำสั่งให้ย้ายไปวิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครองทำตามระเบียบขั้นตอนทางกฎหมายทุกอย่าง เห็นว่าโจทย์ไม่เป็นผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องจึงพิพากษายกฟ้อง

สส.ภท.ชมผลงานรัฐบาลอนุทิน รับมือวิกฤตพลังงานได้ดี ดันราคา ข้าว-ยาง-ปาล์ม พุ่งต่อเนื่อง

สส.ภท.ชมผลงานรัฐบาลอนุทิน รับมือวิกฤตพลังงานได้ดี ดันราคา ข้าว-ยาง-ปาล์ม พุ่งต่อเนื่อง

สส.ภท.ชมผลงานรัฐบาลอนุทิน รับมือวิกฤตพลังงานได้ดี ดันราคา ข้าว-ยาง-ปาล์ม พุ่งต่อเนื่อง

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.01 น.

“สส.ภูมิใจไทย”ชมผลงาน”รัฐบาลอนุทิน” 4 เดือน รับมือ”วิกฤตพลังงาน”ได้ดี ดันราคา”ข้าว-ยาง-ปาล์ม”พุ่งต่อเนื่อง เสริมมาตรการช่วย”ลดต้นทุน-ขยายตลาดโลก”

7 สิงหาคม 2569 นายพิชญุตม์ พอจิต สส.อุตรดิตถ์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมมาธิการ (กมธ.) การเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตร ว่า ภายหลังรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เข้าบริหารประเทศ 4 เดือน สามารถรับมือกับวิกฤตพลังงานและสงครามตะวันออกกลางได้ดี ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรหลักปรับตัวสูงขึ้น โดยข้าวหอมมะลิ: ปรับขึ้นจาก 12,000 บาท/ตัน ในช่วงก่อนเลือกตั้งปี 2568 เป็น 18,000 บาท/ตัน ยางพาราปรับขึ้นจาก 65 บาท/กิโลกรัม ในปี 2568 เป็น 97 บาท/กิโลกรัม ในปี 2569 ปาล์มทะลายปรับขึ้นจาก 1 – 3 บาท/กิโลกรัม  เป็น 9.6 บาท/กิโลกรัม

นายพิชญุตม์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของข้าว นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ผลักดันมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกปี 2569/70 วงเงินกว่า 59,000 ล้านบาท ภายใต้แนวคิด “ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต” พร้อมจัดตลาดนัดข้าวเปลือกช่วยเกษตรกรขายข้าวได้ราคาสูงกว่าตลาด 200 – 400 บาทต่อตัน และส่งเสริมตลาดข้าวพรีเมียม นอกจากนี้ยังดำเนินนโยบาย “ปุ๋ยคนละครึ่ง” ในหลายพื้นที่  ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งเดินหน้าเจรจาขยายตลาดสินค้าเกษตรไทยกับประเทศมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐ จีน และเปิดตลาดใหม่ เช่น อินเดีย

นายพิชญุตม์ ยังกล่าวถึงการทำงานของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ว่า ขอชื่นชมที่แก้ปัญหาพลังงานและภาระหนี้สิน โดยออกมาตรการอุดหนุนค่าน้ำมันและค่าขนส่งกว่า 2,000 ล้านบาท ครอบคลุมภาคเกษตร พร้อมสานต่อโครงการพักหนี้เกษตรกร ธ.ก.ส.ระยะที่ 2 และ 3 ซึ่งช่วยบรรเทาภาระของเกษตรกร

“นายกฯ อนุทิน เป็นผู้นำที่พร้อมรับผิดชอบต่อปัญหาต่างๆ ทั้งด้านพลังงาน และราคาสินค้าเกษตร และรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ผมขอเป็นกำลังใจให้ท่าน และเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถเดินหน้าบริหารประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรได้อย่างต่อเนื่อง และอยากให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนของข้อมูล” นายพิชญุตม์ กล่าว

รัชดา ชี้ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคทะลุ 50 สะท้อนสัญญาณฟื้นตัว รัฐบาลเดินหน้าดูแลค่าครองชีพ

รัชดา ชี้ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคทะลุ 50 สะท้อนสัญญาณฟื้นตัว รัฐบาลเดินหน้าดูแลค่าครองชีพ

รัชดา ชี้ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคทะลุ 50 สะท้อนสัญญาณฟื้นตัว รัฐบาลเดินหน้าดูแลค่าครองชีพ

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 09.29 น.

“รัชดา”ชี้ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคทะลุ 50 สะท้อนสัญญาณฟื้นตัว รัฐบาลเดินหน้าดูแลค่าครองชีพ เร่งส่งออก ท่องเที่ยว และการลงทุนต่อเนื่อง

7 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายน 2569 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.2 และกลับเข้าสู่ระดับความเชื่อมั่นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของประชาชนต่อภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการดูแลค่าครองชีพของรัฐบาล การกระตุ้นการใช้จ่าย รายได้ภาคเกษตร การท่องเที่ยว และการส่งออกที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง

“ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนมุมมองของประชาชนต่อเศรษฐกิจและกำลังซื้อ การปรับตัวขึ้นครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าสัญญาณการฟื้นตัวเริ่มชัดเจนขึ้น และมาตรการของรัฐบาลเริ่มมีส่วนสนับสนุนให้ความเชื่อมั่นของประชาชนปรับดีขึ้น” นางสาวรัชดา กล่าว

นางสาวรัชดา กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็นมาตรการที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพ และช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานราก ส่งต่อรายได้ไปยังร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และชุมชน อันเป็นการเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจในประเทศควบคู่กับการดูแลประชาชน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ได้กำชับให้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจใช้จังหวะที่ความเชื่อมั่นเริ่มฟื้นตัว เดินหน้ามาตรการเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการขยายตลาดส่งออกและเปิดตลาดใหม่ การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย การต่อยอดการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยเน้นกระจายรายได้สู่ชุมชน รวมถึงการเร่งรัดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เทคโนโลยี ดิจิทัล พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว

“แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว แต่รัฐบาลไม่ประมาท เพราะเศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน และประชาชนจำนวนมากยังเผชิญภาระค่าครองชีพและหนี้สิน รัฐบาลจึงจะเดินหน้าดูแลราคาสินค้าและพลังงาน ควบคู่กับการสร้างรายได้ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และรักษาแรงส่งของการฟื้นตัว เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงและการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีความยั่งยืน” นางสาวรัชดา กล่าว

ไทย–เมียนมาจับมือใช้เทคโนโลยีดาวเทียม GISTDA รับมือไฟป่า-น้ำท่วมชายแดน

ไทย–เมียนมาจับมือใช้เทคโนโลยีดาวเทียม GISTDA รับมือไฟป่า-น้ำท่วมชายแดน

ไทย–เมียนมาจับมือใช้เทคโนโลยีดาวเทียม GISTDA รับมือไฟป่า-น้ำท่วมชายแดน

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 09.21 น.

รัฐบาลเดินหน้าความร่วมมือไทย–เมียนมา ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมรับมือไฟป่า น้ำท่วม และดูแลทรัพยากรธรรมชาติชายแดน ยกระดับการจัดการภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อมร่วมกัน

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ รวมถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ไม่สามารถดำเนินการโดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง

ในระหว่างการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของ พลเอกอาวุโส มิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA และสำนักงานอวกาศแห่งเมียนมา (Myanmar Space Agency) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสำรวจโลกในทางสันติ

ทั้งนี้ ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA อธิบายว่าความร่วมมือครั้งนี้นำไปสู่การส่งเสริมการประยุกต์ใช้ข้อมูลดาวเทียมและเทคโนโลยีสำรวจโลกในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ โดยทั้งสองประเทศจะร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ข้อมูล และประสบการณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังและการตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ

ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นการเปิดโอกาสให้ไทยและเมียนมาใช้ข้อมูลจากดาวเทียมร่วมกันในการติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน น้ำท่วม ภัยแล้ง การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติบริเวณชายแดน ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเฝ้าระวัง ประเมินสถานการณ์ และวางแผนรับมือได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ลดผลกระทบต่อชีวิต ความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจของประชาชนทั้งสองประเทศ

รัฐบาล สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า ปราสาทตาควาย-เนิน 350 ให้แล้วเสร็จต้นปี 70

รัฐบาล สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า ปราสาทตาควาย-เนิน 350 ให้แล้วเสร็จต้นปี 70

รัฐบาล สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า ปราสาทตาควาย-เนิน 350 ให้แล้วเสร็จต้นปี 70

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 08.24 น.

รัฐบาล สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า ปราสาทตาควาย-เนิน 350 ให้แล้วเสร็จต้นปี 70 มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต-ขวัญกำลังพลแนวหน้า เสริมสร้างความมั่นคงในการป้องกันประเทศตามแนวชายแดน

เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจติดตามและรับฟังข้อมูลการขอขยายเขตไฟฟ้า บริเวณปราสาทตาควาย และเนิน 350 เพื่ออำนวยความสะดวกและเสริมสร้างความมั่นคงในการป้องกันประเทศตามแนวชายแดน พร้อมมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้แก่เจ้าหน้าที่ทหาร เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เป็นแนวหน้าในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ก่อนเดินทางรับฟังข้อมูลพื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย และเนิน 350

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เขต 3 ขานรับนโยบายของรัฐบาลตามข้อสั่งการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดำเนินโครงการขยายเขตไฟฟ้าบริเวณปราสาทตาควาย และเนิน 350 โดยได้บรรจุแผนงานการขยายเขตไฟฟ้าจำนวน 9 พื้นที่ ภายใต้งบประมาณรวมกว่า 130 ล้านบาท พร้อมวางแผนขยายเขตไฟฟ้าเพิ่มเติม ระยะทางรวมกว่า 12.5 กิโลเมตร และใช้พลังงานไฟฟ้าระบบโซลาร์เซลล์ เส้นทางคมนาคมจากสามแยกลานยางถึงปราสาทตาควาย ระยะทางประมาณ 8.7 กิโลเมตร เพื่อส่องสว่าง อำนวยความสะดวกแก่การเดินทางตลอดเส้นทาง

ทั้งนี้ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ได้มีข้อสั่งการให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เขต 3 เร่งรัดดำเนินการโครงการขยายเขตไฟฟ้าให้เป็นไปตามแผนงานโดยเร่งด่วน พร้อมกำชับเริ่มดำเนินโครงการภายในปี พ.ศ. 2569 และให้แล้วเสร็จในช่วงต้นปี พ.ศ. 2570 เพื่อยกระดับความปลอดภัยของแนวหน้ากำลังพลทุกนาย ที่ทำหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย และเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องประเทศ

อดีตบิ๊กสถ.มอบตัว เจอ6ข้อหา อ้างทำตาม‘ทีโออาร์’

อดีตบิ๊กสถ.มอบตัว  เจอ6ข้อหา  อ้างทำตาม‘ทีโออาร์’

อดีตบิ๊กสถ.มอบตัว เจอ6ข้อหา อ้างทำตาม‘ทีโออาร์’

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อดีตบิ๊กสถ.มอบตัว เจอ6ข้อหา อ้างทำตาม‘ทีโออาร์’ ขอต่อสู้คดีชั้นศาล มติก.กลางรับทราบ ถอนบัญชีโกงสอบ

“ธีรุตม์” อดีตอธิบดี สถ.เข้ามอบตัวกับตร.กองปราบฯ โดนเค้น 3 ชั่วโมงปฏิเสธทุกข้อหา อ้างทำตามใบสั่ง กสถ.ในการจัดสอบ ทั้งขอไปต่อสู้ในชั้นศาล ขณะที่ตร.ประเคน 6 ข้อหาฉกรรจ์ ทั้งรวยผิดปกติหรือไม่ ด้าน “มท.4”นำประชุม “ก.กลาง” ถกรับทราบพิจารณามติ ’กสถ.’ ฟันเพิกถอน 5,925คน เอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น ยกเลิกบัญชีปี68-ประกาศใหม่

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ต.อ.เนติวิทย์ ธนาสิทธิ์นิติกุล ผู้กำกับการ2 กองบังคับการปราบปราม (ผกก.2 บก.ป.) เปิดเผยความคืบหน้าคดีทุจริตการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่นว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการสอบปากคำ นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) พร้อมดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหา

โดยคดีดังกล่าวมีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาทั้งหมด 13 ราย มารับทราบข้อกล่าวหา สำหรับกลุ่มผู้ต้องหาแบ่งเป็น 2กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มข้าราชการท้องถิ่นจำนวน 11 ราย ที่ทำหน้าที่แก้ไขกระดาษคำตอบ ณ บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.นนทบุรี อีกกลุ่ม 2ราย คือ นายธีรุตม์ อดีตอธิบดี สถ. และ ผศ.เรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)

ป.ตั้งข้อหาเพียบ

พ.ต.อ.เนติวิทย์กล่าวว่า ในส่วนของ นายธีรุตม์ และ ผศ.เรืองเดช พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหารวม 6 ข้อหา ได้แก่ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ,เป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสารราชการโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่,เป็นเจ้าพนักงานรับรองหลักฐานอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ,ร่วมกันเอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายซึ่งเอกสารของผู้อื่น,ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ,ร่วมกันเปิดผนึกหรือนำเอกสารที่ปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความ

ขณะที่กลุ่ม 11 ราย ที่ร่วมกระทำผิดแก้ไขกระดาษคำตอบ ถูกดำเนินคดีในข้อหา อั้งยี่ ซ่องโจร, ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ

10สค.สอบผู้ต้องหาอีกชุด

รายงานข่าวระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ต้องหาเข้าพบพนักงานสอบสวนแล้ว 6 ราย ได้แก่ นายธีรุตม์, ผศ.เรืองเดช และข้าราชการที่ทำหน้าที่แก้ไขข้อสอบอีก 4 ราย ส่วนข้าราชการท้องถิ่นที่เหลืออีก 7 ราย ได้ประสานเข้าพบพนักงานสอบสวนภายในวันที่ 10ส.ค.นี้ คาดว่าเมื่อสอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหาครบถ้วน จะสามารถสรุปสำนวนส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนตามขั้นตอนได้ภายในวันที่ 12 สิงหาคมนี้

ประสานปปง.สอบเส้นเงิน

นอกจากนี้ กองปราบฯ ได้ประสานข้อมูลไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ต้องหาทั้งหมด เนื่องจากเป็นข้าราชการและเข้าข่ายกระทำผิดทางอาญา ซึ่งหาก ปปง. ตรวจพบพฤติการณ์รวยผิดปกติ ก็สามารถร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติมได้ทันที

ส่วนกรณีที่ตัวแทนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (กสถ.) ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับ มศว และ ผศ.เรืองเดช เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในความผิดเกี่ยวกับการทำและรับรองเอกสารอันเป็นเท็จ (มาตรา 161,162) พนักงานสอบสวนระบุว่าเป็นพฤติการณ์ที่เกี่ยวโยงกับคดีเดิม จึงได้ดำเนินการรวบรวมพิจารณาไปพร้อมกันในคราวเดียว

“ธีรุตม์”อ้างทำตามใบสั่งกสถ.

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าสำหรับการมอบตัวของนายธีรุตม์ หนนี้ มีทนายความร่วมเดินทางมาด้วย 2 ราย ทั้งนี้ การสอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหาใช้เวลานานร่วม 3 ชั่วโมง ซึ่งภายหลังเสร็จสิ้น

ซึ่งนายธีรุตม์ได้พยายามเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสื่อมวลชน ก่อนขึ้นรถเดินทางออกจากกองบังคับการปราบปรามทันที การเข้าพบพนักงานสอบสวนของนายธีรุตม์ในครั้งนี้ สืบเนื่องจากพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ ประกอบกับถูก ผศ.เรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ให้การซัดทอด รวมทั้งตัวนายธีรุตม์มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลกระบวนการจัดสอบโดยตรง

จากการสอบปากคำเบื้องต้น นายธีรุตม์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าจะขอไปสู้คดีในชั้นศาล และคำให้การส่วนใหญ่ไม่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี โดยระบุเพียงว่าตนดำเนินการจัดสอบตามเงื่อนไข TOR ในฐานะคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่เท่านั้น และไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งทางพนักงานสอบสวนชี้ว่าเป็นสิทธิของผู้ต้องหาที่จะให้การอย่างไรก็ได้

มท4.ประชุมก.กลาง

เมื่อเวลา13.00น. ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เขตดุสิต กทม. มีการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น(ก.กลาง) ครั้งที่ 7/2569 โดยนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ในฐานะกำกับดูแล สถ. เป็นประธานการประชุม โดยมีวาระสำคัญคือการพิจารณามติของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ที่มีมติให้ยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่นปี2568 เดิม และประกาศบัญชีใหม่ รวมถึงพิจารณาเพิกถอนการบรรจุบุคคล5,925รายที่มีคะแนนผิดปกติ โดยมีนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดี สถ. นายวันชัย จันทร์พร ประธาน กสถ. นายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดี สถ. ในฐานะเลขานุการ กสถ. และเลขานุการ ก.กลาง เข้าร่วมการประชุม

วาระเดียวเชือด5,925คน

ทั้งนี้นายวรศิษฎ์ กล่าวก่อนการประชุมว่า ระเบียบวาระที่จะเข้าที่ประชุมในวันนี้ถือเป็นวาระที่ใหญ่ และสำคัญที่ต้องประชุมกัน เพื่อรับทราบการพิจารณาวิธีการและข้อปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องการสอบแข่งขันเพื่อเข้าบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น จำนวน 5,925 คน ซึ่งเมื่อวันที่ 5ส.ค.ที่ผ่านมามีการประชุม กสถ. โดยมีมติและส่งเรื่องมายัง ก.กลาง ต่อ

ด้านปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวสั้นๆว่า การประชุมครั้งนี้จะต้องจบแล้ว และมีการพูดคุยถึงแนวทางการปฏิบัติว่าหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ยืนยันว่า ตัวเลขเป็นไปตามมติที่ออกมา และมีการลงนามไว้เรียบร้อยแล้ว

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า สำหรับการดำเนินการกับผู้ทุจริตสอบท้องถิ่นทั้ง 5,925 คน ที่มีการแก้คะแนน จะถูกดำเนินการทุกคน ไม่ว่าจะอยู่กลุ่มไหน จะบรรจุไปแล้ว ก็ต้องถูกออก ส่วนที่ยังไม่ได้รับการบรรจุ แต่มีชื่อขึ้นบัญชี ก็จะไม่ได้เรียกบรรจุ หรือจะมีคะแนนเบื้องต้นถึงด้วยตัวเอง แต่หากมีการแก้คะแนนก็ต้องถูกเลิกจ้าง สรุปคือ ยอดแก้ไขคะแนน 5,925 คน จะถูกดำเนินการทุกคน

บี้ปปง.สอบเส้นเงิน

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ ว่าสังคมยังสงสัยขบวนการในการทุจริตสอบท้องถิ่นว่ามีแค่สายเดียวหรือไม่ และคนที่เกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริต มีแค่ขบวนการเดียวหรือมีอีกหลายขบวนการหรือไม่ แต่วันนี้เชื่อได้ว่าคนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่น ทำเป็นขบวนการแน่นอน

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่สอง คืออะไรทำให้กระบวนการกฎหมายล่าช้า ก่อนหน้านี้กระบวนการเอาผิดแทบจะไม่มีความคืบหน้าเลย ตอนนี้อาจเริ่มเห็นการออกหมายเรียกบ้าง แต่ข้อกล่าวหา รวมถึงการฟอกเงินได้ดำเนินการไปถึงไหน มีการตรวจสอบเพราะการฟอกเงินด้วยหรือไม่ ต้องรอยักย้ายถ่ายโอนหรือเอาทรัพย์สินไปซุกซ่อนก่อนหรือไม่ ค่อยมายึดอายัด ถ้าทำแบบนั้นประเทศได้ประโยชน์หรือไม่ ดังนั้นมาตรการฟอกเงิน เราอยากเห็นความเข้มข้น ของการบังคับใช้อย่างจริงจัง เพื่อทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริต ไม่สามารถยักย้ายถ่ายโอนได้

ไทย-เมียนมาโชว์ชื่นมื่น ลงนามMOU ดันแรงงาน4ล้านคน

ไทย-เมียนมาโชว์ชื่นมื่น  ลงนามMOU  ดันแรงงาน4ล้านคน

ไทย-เมียนมาโชว์ชื่นมื่น ลงนามMOU ดันแรงงาน4ล้านคน

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไทย-เมียนมาโชว์ชื่นมื่น ลงนามMOU ดันแรงงาน4ล้านคน สู่ระบบประกันสังคม

นายกฯเปิดทำเนียบฯต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” กระชับมิตรภาพชื่นมื่น เล็งอัดฉีดการค้าการลงทุนเต็มสูบ ตั้งเป้าดันมูลค่าแตะ 1.2หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมชวนนักธุรกิจไทยลงทุนในเมียนมามั่นใจมีกฎหมายคุ้มครอง พร้อมปรับ MOUดันแรงงาน 4 ล้านคนเข้าสวัสดิการ ยืดเวลาจ้างงาน 5 ปี ด้านฝ่ายค้านรุมเฉ่งได้ประโยชน์อะไร ส่วนปัญหาข้อมูลส่วนตัวรั่ว ล่าสุดกูรูไอทีแฉซ้ำโพสต์ขายเกลื่อนโซเชียล ครบทั้งทะเบียนราษฎร ใบสั่ง เครือญาติ ด้านนายกฯเต้นสั่งทุกหน่วยงานตรวจสอบภายในหลุดมาจากตรงไหน

เมื่อเวลา 10.20น.วันที่ 6 สิงหาคม 2569 ที่บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้การต้อนรับ นายมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล

นายกฯต้อนรับปธน.เมียนมาอบอุ่น

โดยทันทีที่เดินทางถึงนายกรัฐมนตรีได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมนำประธานาธิบดีเมียนมาร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการและตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นายกรัฐมนตรีได้เชิญประธานาธิบดีเมียนมาถ่ายภาพร่วมกัน ณ บันไดโถงกลาง ตึกไทยคู่ฟ้าพร้อมลงนามในสมุดเยี่ยมของรัฐบาล และชมของที่ระลึกที่ทั้งสองฝ่ายมอบให้แก่กัน ณ ห้องสีงาช้าง

จากนั้นนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีเมียนมา ร่วมหารือข้อราชการกลุ่มเล็ก ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้าเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับเมียนมาทั้งในการจัดการปัญหาข้ามแดน ความร่วมมือด้านพลังงาน การอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมถึงการส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพชายแดน

นายกฯหารือเต็มคณะกับเมียนมา

ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หารือเต็มคณะร่วมกับนายมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการ โดยทั้งสองฝ่าย ได้หารือเพื่อสานต่อความร่วมมือทวิภาคีในทุกมิติ พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน พลังงาน การพัฒนาและการแก้ไขปัญหาข้ามแดน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ

ย้ำมิตรภาพ-ความไว้เนื้อเชื่อใจ

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวแสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของเมียนมา พร้อมย้ำว่าการที่ประธานาธิบดีเลือกเยือนไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆภายหลังเข้ารับตำแหน่ง สะท้อนถึงมิตรภาพอันใกล้ชิดและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ความไว้เนื้อเชื่อใจและความผูกพันของประชาชนทั้งสองประเทศ

โดยไทยพร้อมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของเมียนมาในอาเซียนและร่วมกันสานต่อความร่วมมือเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะรักษาแรงขับเคลื่อนเชิงบวกในความสัมพันธ์ทวิภาคี ผ่านการหารือและการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

จับมือปราบอาชญากรรมข้ามชาติ

พร้อมผลักดันการดำเนินงานตามแถลงการณ์ร่วมให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติของทั้งสองประเทศ ทั้งด้านการเมืองและความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะยาเสพติด การหลอกลวงทางออนไลน์ และการฟอกเงิน

ด้านเศรษฐกิจยินดีต่อการกลับมาเปิดใช้จุดผ่านแดนสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมาแห่งที่ 2(แม่สอด–เมียวดี) และเสนอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกการค้าชายแดน ผลักดันการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงไทย–เมียนมา–ภูมิภาค เพื่อยกระดับการค้า การลงทุน และสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยื

ย้ำร่วมแก้ปัญหามลพิษในแม่น้ำ

นอกจากนี้ยังลงนามความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างไทย–เมียนมา ด้านสิ่งแวดล้อม การแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน จัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านเทคนิคเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษในแม่น้ำ รวมทั้งความร่วมมือด้านเกษตรกรรม สาธารณสุข การศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ เป็นต้น

พร้อมร่วมลงนามMOU3ฉบับ

หลังเสร็จสิ้นการหารือในเวลา 12.30น.นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีเมียนมา ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเเลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือ 3 ฉบับ ได้แก่ 1. บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน และความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาว่าด้วยการจ้างแรงงาน 2.ขอบเขตหน้าที่ (Terms of Reference: TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดน และแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา 3.บันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ กับสำนักงานอวกาศแห่งเมียนมา (Myanmar Space Agency) เรื่องความร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการสำรวจโลกในทางสันติ

ตั้งเป้าการค้า1.2หมื่นล้านดอลลาร์

ต่อมา เวลา 14.30น.ที่ห้อง Plenary Hall ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและนายมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เข้าร่วมและกล่าวสุนทรพจน์ในงาน Thailand – Myanmar Business Forum 2026 หัวข้อ “New Chapter and Future of Enhancing the Thailand – Myanmar Business Partnership”จัดโดยสมาคมไทย-พม่าเพื่อมิตรมิตรภาพและสหพันธ์สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมของเมียนมา โดยมีภาครัฐ ภาคเอกชนและนักธุรกิจจากสองประเทศเข้าร่วมกว่า 700 คน

โดยนายอนุทิน ย้ำว่า ตนและประธานาธิบดีเมียนมามีความตั้งใจร่วมกันที่จะทำให้บรรยากาศการค้าของสองประเทศ กลับมาคึกคักอีกครั้งภายในปีนี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมด้านการค้าระหว่างรัฐมนตรีพาณิชย์ของทั้งสองประเทศเพื่อผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันสู่เป้าหมาย 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้ได้โดยเร็ว

“การจัดวันนี้จึงเป็นมากกว่าเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแต่เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือและความเปลี่ยนแปลงที่ภาครัฐและภาคเอกชนจะร่วมกันสร้างเพื่ออนาคตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ตนขอขอบคุณสมาคมไทยพม่าเพื่อมิตรภาพ ตลอดจนทุกหน่วยงานของทั้งสองประเทศที่ร่วมกันจัดงานในวันนี้และขออวยพรให้การจัดงานประสบความสำเร็จส่งผลถึงเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน”

‘มิน ออง หล่าย’ยกไทยเป็นมิตรแท้

เวลา 14.45น.นายมิน ออง หล่าย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา กล่าว ไทยถือเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจถือเป็นมิติใหม่ที่จะช่วยให้เราสามารถเพิ่มพูนและผ่านพ้นเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน เมียนมาและไทย มีไม่เพียงแต่เป็นประเทศเพื่อนบ้านมีแนวชายแดนที่ติดต่อทั้งทางบกทางทะเล แต่ยังเป็นมิตรแท้ ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเมียนมายาวนานถึง 78 ปี ครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูตทั้งสองประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนสำคัญ

ทั้งนี้ เมียนมาและไทยตั้งแต่เข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค(RCEP)ในหลายสาขา โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อประโยชน์ของสองประเทศ

“ไทยและเมียนมามีชายแดนติดต่อกัน ทำให้การค้าชายแดนระหว่างเมียนมาและไทยมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ทั้งทางจ.เมียวดี อ.แม่สอด อ.ท่าขี้เหล็ก และอ.แม่สายเป็นเส้นเลือดใหญ่การค้าไทยและเมียนมา ปัจจุบันไทยถือเป็นประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ อันดับ 5 ในประเทศเมียนมามาอย่างยาวนานในภูมิภาค นี้โดยมีโครงการลงทุนรวม 103 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 4,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ”นายมิน ออง หล่าย กล่าว

ชวนนักธุรกิจไทยลงทุนในเมียนมา

นายมิน ออง หล่าย กล่าวอีกว่า ตำแหน่งทางของประเทศเมียนมาได้เปรียบในเชิงยุทธศาสตร์ตั้งอยู่ในจุดที่เป็นพื้นที่เชื่อมทางบกแลนด์บริดจ์ ที่สำคัญสำหรับการคมนาคมทางทะเล เมียนมากำลังพัฒนาโครงการสำคัญโดยเฉพาะโครงการเดินเรือน้ำลึกท่าเรือทวายซึ่งอยู่ใกล้กับประเทศไทยมากที่สุด เป็นจุดส่งออกสินค้าใกล้ที่สุดกับไทย เป็นประตูไปสู่เอเชียใต้จึงขอเชิญชวนนักธุรกิจไทยให้ความมั่นใจในการเข้ามาลงทุน เรามุ่งมั่นส่งเสริมการลงทุนจากทั้งภายในและภายนอกประเทศและเราจะคุ้มครองการลงทุนในเมียนมา ทุกการลงทุนภายในประเทศเมียนมา

“สีหศักดิ์”เปิดผลหารือฟื้นสัมพันธ์

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลการเยือนไทยอย่างเป็นทางการว่า ถือเป็นการเยือนไทยครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายน และเป็นการเยือนระดับประธานาธิบดีของเมียนมาครั้งแรกในรอบ 8 ปี สะท้อนความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีพรมแดนร่วมกันกว่า 2,400 กิโลเมตร และมีความเชื่อมโยงทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และประชาชน

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของเมียนมา ซึ่งไทยมองว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญในการผลักดันความร่วมมือทั้งในระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาค โดยการหารือกับนายกรัฐมนตรีและคณะครอบคลุมทุกมิติ ทั้งความมั่นคงชายแดน การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ มลพิษข้ามพรมแดน การค้า การลงทุน และแรงงาน พร้อมเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือผ่านกลไกต่าง ๆ ที่มีอยู่ระหว่างสองประเทศ

ตั้งเป้าชายแดนแห่งสันติภาพ

ด้านความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าทำให้ชายแดนไทย-เมียนมาเป็น “ชายแดนแห่งสันติภาพและการพัฒนา” เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัย การค้ากลับสู่ภาวะปกติ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตามแนวชายแดน พร้อมเพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามยาเสพติด การหลอกลวงออนไลน์ และอาชญากรรมข้ามชาติ โดยจะขยายความร่วมมือด้านข่าวกรองและติดตามเส้นทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม

ในด้านยาเสพติด ไทยพร้อมสนับสนุนการปลูกพืชทดแทนในรัฐฉาน ส่วนปัญหาหมอกควันข้ามแดนจะเดินหน้าความร่วมมือผ่านยุทธศาสตร์ Clear Sky Strategy พร้อมสนับสนุนเมียนมาในการพัฒนาศักยภาพด้านเทคนิค ขณะที่ปัญหามลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ทั้งสองฝ่ายได้ลงนาม TOR จัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านเทคนิค เพื่อแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเริ่มประชุมร่วมกันในเร็ว ๆ นี้

เตรียมลงพื้นที่ดูปัญหาแม่น้ำ

นายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาและเตรียมลงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อประเมินสถานการณ์ร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเสนอให้มีการขุดลอกแม่น้ำสายและแม่น้ำรวกอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม

ด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองประเทศมุ่งผลักดันมูลค่าการค้าสู่เป้าหมาย 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะการเปิดด่านการค้าแม่สอด-เมียวดี ซึ่งจะเป็นประตูการค้าสำคัญ หากสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ รวมถึงมีการหารือเชื่อมโยงเส้นทางการค้าระหว่างไทย เมียนมา และอินเดีย นอกจากนี้ ยังได้ลงนามต่ออายุบันทึกความเข้าใจด้านแรงงาน เพื่อให้แรงงานเมียนมาสามารถทำงานในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายต่อไป

ผลักดันเมียนมากลับสู่อาเซียน

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ไทยได้ย้ำกับประธานาธิบดีเมียนมาว่า ต้องการเห็นเมียนมากลับเข้าสู่บทบาทในอาเซียน ผ่านนโยบาย Calibrated Re-engagement หรือการฟื้นปฏิสัมพันธ์อย่างเหมาะสม แต่เมียนมาต้องตอบสนองต่อข้อกังวลของประชาคมอาเซียน โดยไทยยังคาดหวังให้เกิดความคืบหน้าตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน ทั้งการลดความรุนแรง การคุ้มครองพลเรือน การเปิดกระบวนการพูดคุยกับทุกฝ่าย และการอำนวยความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

สำหรับกรณีนางอองซาน ซูจี อดีตผู้นำเมียนมา นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า รู้สึกยินดีกับพัฒนาการล่าสุดที่รัฐบาลเมียนมาอนุญาตให้คณะผู้แทนจากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าเยี่ยมได้ และหวังว่าขั้นต่อไป เมียนมาจะเปิดโอกาสให้ผู้แทนพิเศษของอาเซียนได้เข้าพบนางอองซาน ซูจีด้วย

จุลพันธ์เผยMOUแรงงานใหม่ขยาย5ปี

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์กรณีสาระสำคัญของการลงนาม MOU ความร่วมมือด้านแรงงานกับประเทศเมียนมาว่าตามเดิม MOU ระหว่างไทยกับเมียนมามีมานานแล้ว เราเคยดำเนินตามฉบับเก่าเมื่อ 10 กว่าปีก่อนและหมดอายุหมดรอบไปแล้วจึงต้องมีการดำเนินการใหม่โดยกระทรวงแรงงานเป็นผู้ดำเนินการได้มีข้อสรุปตรงกันและปรับแก้ในรายละเอียดบางอย่างในเรื่องกรอบระยะเวลาของ MOU ที่เพิ่มระยะเวลาเป็น 5 ปี เพื่อให้สามารถจะดำเนินการขึ้นทะเบียนแรงงานให้เป็นไปตามกฏหมายได้อย่างครบถ้วน และให้ทุกคนสามารถเข้ามาดำเนินการเป็นแรงงานที่ถูกต้อง รวมถึงกรอบระยะเวลาของสัญญานอกภาคเกษตร

จ่อเสนอครม.เดือนนี้-ต้นเดือนก.ย.

“ในวันนี้สิ่งที่เราเซ็นในเอ็มโอยู ก็ระบุว่า ในกรณีที่เป็นกลุ่มนอกภาคการเกษตร สามารถทำสัญญาได้ถึง 2 ปีซึ่งเป็นสัญญาหลัก และถือเป็นกลไกที่เราจะเดินหน้า หลังจากนี้จะต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย ซึ่งต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้มีการลงทะเบียนแรงงานที่ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง สำหรับแรงงานที่ตกหล่นหรือกำลังจะหมดอายุในปีที่จะถึงนี้”รมว.แรงงาน ย้ำ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะสามารถดำเนินการได้เมื่อไหร่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จริงๆจะนำเข้า ครม. ในเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้า น่าจะดำเนินการได้ เพราะเราต้องเร่งดำเนินการ

ขึ้นทะเบียนแรงงาน4ล้านให้ถูกกม.

เมื่อถามว่า ตามเอ็มโอยูจะมีแรงงานที่ตกค้างได้รับสิทธิประมาณเท่าไหร่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า สำหรับแต่ละรอบตัวเลขอาจไม่ชัด เพราะขณะนี้ข้อมูลไม่ได้อยู่ในมือ แต่แรงงานเมียนมาที่อยู่ในประเทศไทยทั้งหมดมีอยู่ประมาณ 4 ล้านคน ซึ่งเราต้องยอมรับในข้อเท็จจริงว่า เป็นหนึ่งในกำลังหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย ดังนั้น สิ่งแรกที่เราต้องมีการพูดคุยกันเพิ่มเติม คือต้องแก้ไขอะไรที่เป็นคอขวด เช่น เรื่องการลงทะเบียน หรือการพิสูจน์สัญชาติ ซึ่งทางเมียนมาพร้อมให้ความร่วมมือ

พร้อมดึงเข้าสู่ระบบประกันสังคม

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่าส่วนเรื่องกระบวนการในการดูแลสวัสดิการของแรงงานเหล่านี้ ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันกับที่กระทรวงแรงงานดูแลคนไทยทุกประการ ซึ่งถือเป็นหลักสากล โดยเราจะดำเนินการให้ครบถ้วน นอกจากนี้ วันนี้เราต้องการดึงคนเหล่านี้เข้าสู่ระบบ ที่มีการดูแลอย่างครบถ้วน เช่น ประกันสังคม ซึ่งเราต้องการดำเนินการให้เขาเข้าสู่กระบวนการประกันสังคมได้ และเพื่อให้ได้รับการคุ้มครองในกรณีเจ็บป่วย หรือออกจากงาน ซึ่งเป็นไปตามหลักสากลที่เราพยายามจะผลักดัน

‘โรม’ถามไทยได้ประโยชน์อะไร

ขณะที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.)กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเปิดทำเนียบต้อนรับพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อพูดคุยแก้ไขปัญหาชายแดน และสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก ว่า เรื่องสารพิษที่ปนเปื้อนในแม่น้ำกก ปัจจุบันปัญหาต่างๆ มาจากว้า ซึ่งเป็นกองกำลังที่ไม่ฟังรัฐบาลทหารเมียนมา การคุยกับรัฐบาลทหารเมียนมาในเรื่องนี้ คนที่มาให้ข้อมูลในกรรมาธิการบอกว่า ทำไปก็ไลฟ์บอย ทำไปก็เท่านั้น ไม่มีความเป็นไปได้ที่สำเร็จ

นอกจากนี้ หลายฝ่ายห่วงว่า การพูดคุยกับมิน อ่อง ไลง์ อาจเป็นการไปช่วยยืนยันความชอบธรรมให้กับรัฐบาลทหารเมียนมา ส่วนอีกประเด็น คือ ฉันทามติ 5 ข้อ หนึ่งในข้อที่สำคัญมาก คือ หยุดยิง ซึ่งรัฐบาลทหารเมียนมาไม่ดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อ คำถามคือรัฐบาลไทยจะยอมให้ฉันทามติ 5 ข้อ ไม่มีความหมายใช่หรือไม่ ซึ่งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องเป็นผู้ที่ตอบคำถามนี้ ทั้งนี้ นายรังสิมันต์ ได้ตั้งคำถามว่า ไทยได้ประโยชน์อะไรจากสิ่งที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้

แฉซ้ำโพสต์ขายข้อมูลส่วนตัวเกลื่อน

ส่วนความคืบหน้าปัญหาข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลนั้น นายธนรัตน์ เกื้อวัฒนาพันธุ์ CEOของ Dome Cloud ผู้เชี่ยวชาญด้าน IT ภาคเอกชนได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Thanarat Kuawattanaphanเกี่ยวกับแอ๊กเคาต์ชื่อ“นักสืบ เอกชน”ที่มีการลงขายข้อมูลส่วนตัวของประชาชนที่แฮกมาได้จากหน่วยงานของรัฐซึ่งพบว่ามีการโพสต์ขายในราคาหลักร้อยเท่านั้น โดยระบุข้อความว่า “ร้านนี้ขายแพงนะครับ ใน Discord ขาย 350 บาทเอง ฝากคุณตำรวจด้วยครับ”

โดยนายธนรัตน์ได้โพสต์ภาพที่มีคนโพสต์ในกลุ่มดังกล่าวข้อความว่า“รับเช็คข้อมูลทะเบียนราษฎร์ 1000 เช็คข้อมูลผู้ครอบครองรถ 500 เช็คเจ้าของเบอร์ 800 เช็คหาเบอร์ด้วยเลขบัตร 800 สืบทรัพย์ สืบการถือครองทรัพย์ อสังหาฯ รถยนต์ เช็คหมายจับ คดี ใบสั่ง เช็คหาข้อมูลเครือญาติ สืบชู้ เตรียมหลักฐาน ม.15,16 ตั้งฯฟ้อง ปรึกษาฟรี หรือ แอดไลน์ ID: XXX”

นอกจากนี้ นายธนรัตน์ยังได้โพสต์แจ้งอีกว่าพบการโพสต์รับจ้างหาข้อมูลในแอพพ์ฟาสต์เวิร์กโดยระบุว่า “โหว ให้บริการผ่าน Fastwork ซะด้วย ต้องลำบากคุณ CK ช่วยชี้เบาะแสว่าผูกบัญชีผู้รับเงินใครแล้วครับ”

นายกฯสั่งหาต้นเหตุ เอาผิดผู้เกี่ยวข้อง

ด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยกรณีมีการเผยแพร่ภาพและข้อมูลส่วนบุคคลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย สั่งการทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายใน หาต้นเหตุ และผู้รับผิดชอบ ย้ำว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ควรเกิดขึ้น และต้องใช้เป็นโอกาสยกระดับมาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลภาครัฐทั้งระบบ

อี-ขนส่งทางบก ส่งข้อมูลสอท.ลุยสอบ

น.ส.รัชดากล่าวว่าการดำเนินงานของหน่วยงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)รายงานว่า ผลการตรวจสอบ เบื้องต้นยังไม่พบว่าฐานข้อมูลภาครัฐ ถูกเจาะโดยตรงและได้ปิดช่องทาง การเข้าถึงที่เกี่ยวข้อง พร้อมเร่งตรวจพิสูจน์หลักฐาน ทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล เพื่อหาสาเหตุและผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมระงับบัญชีผู้ใช้งานที่เข้าข่ายผิดปกติ สั่งเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ทุกหน่วยงาน ที่เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบก(ขสทบ.)และส่งข้อมูลให้กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บช.สอท.) ดำเนินการสืบสวน ขณะที่ กระทรวงมหาดไทยและกรมการปกครองอยู่ระหว่างตรวจสอบเส้นทางการเข้าถึงข้อมูล โดยกรมการปกครองยืนยันว่ายังไม่พบการรั่วไหล จากฐานข้อมูลหลัก ของระบบทะเบียนราษฎร

ยกระดับความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลภาครัฐ

น.ส.รัชดากล่าวต่อว่า สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เร่งตรวจสอบและประเมินระบบสารสนเทศของหน่วยงานภาครัฐประมาณ 300 กรม ทั่วประเทศภายใน 30 วัน พร้อมผลักดันให้ทุกหน่วยงาน ใช้ระบบยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication: MFA) เป็นมาตรฐานเพื่อยกระดับความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลภาครัฐลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันซ้ำอีก

“รัฐบาลไม่ปกปิดปัญหาหรือปฏิเสธความรับผิดชอบ ก่อนที่การตรวจสอบจะแล้วเสร็จและพร้อมนำข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ทั้งเรื่องการปิดช่องโหว่ การตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล การดูแลผู้แจ้งเบาะแสโดยสุจริตและการประเมินประสิทธิภาพของงบประมาณด้านความมั่นคงไซเบอร์มาประกอบการดำเนินงาน เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองอย่างแท้จริง”น.ส.รัชดา กล่าว