พีมูฟ บุกมหาดไทย มท. คุยเคลียร์ ลงตัว-ยุติชุมนุม นัดถกคณะอนุฯร่วม แก้ปัญหาที่ดินทำกิน 19 ส.ค.

พีมูฟ บุกมหาดไทย มท. คุยเคลียร์ ลงตัว-ยุติชุมนุม นัดถกคณะอนุฯร่วม แก้ปัญหาที่ดินทำกิน 19 ส.ค.

พีมูฟ บุกมหาดไทย มท. คุยเคลียร์ ลงตัว-ยุติชุมนุม นัดถกคณะอนุฯร่วม แก้ปัญหาที่ดินทำกิน 19 ส.ค.

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.04 น.

’มท.‘ คุยเคลียร์ ‘พีมูฟ’ ลงตัว-ยุติชุมนุม เคาะนัดถกคณะอนุฯร่วมแก้ปัญหาที่ดินทำกิน 19ส.ค.นี้ หลังขนม็อบบุกกระทรวงฯ จี้แก้ปัญหาจนลามเกิดเหตุชุลมุนดันโล่ อส.จนกระจกแตกมีได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ด้าน ‘รองปลัดฯ’ ยันกระทบกระทั่งกัน แต่ปรับความเข้าใจกันได้ คนไทยด้วยกัน

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 08.10 น. กลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) และสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) รวมประมาณ 150 คน นำโดย นายจำนงค์ หนูพันธ์ ประธานกรรมการบริหาร ขปส. เดินทางมายังกระทรวงมหาดไทย เพื่อยื่นหนังสือและขอหารือเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่ดินสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ 19 จังหวัด รวมกรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งเรียกร้องให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา ตามข้อเรียกร้องที่เคยเสนอให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณา 

ทั้งนี้ระหว่างรอการประสานงาน กลุ่มผู้ชุมนุมได้ปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของกระทรวงมหาดไทยและฝ่ายการเมือง กรณีไม่มีผู้แทนฝ่ายการเมืองออกมารับหนังสือ โดยเห็นว่าไม่ให้ความสำคัญต่อความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทยออกระเบียบหรือแนวทางรองรับสิทธิการอยู่อาศัยในที่ดินสาธารณประโยชน์อย่างถูกต้อง และจัดตั้งกลไกระดับกระทรวงเพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมได้ขออนุญาตใช้ห้องน้ำภายในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้อำนวยความสะดวกตามความเหมาะสม

ต่อมา เวลา 09.30 – 10.25 ที่ห้องประชุมศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย ผู้แทนกลุ่มฯ ได้หารืออย่างไม่เป็นทางการกับ นายชัยวัฒน์ ดวงสอดศรี หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย นางสาวรัตนา สรภูมิ ผู้อำนวยการสำนักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นก่อนการประชุมอย่างเป็นทางการ โดยกลุ่มฯ ได้เสนอประเด็นสำคัญ ดังนี้

ด้านที่ดินสาธารณประโยชน์ขอให้แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ 19 จังหวัด รวมกรุงเทพมหานคร ,ขอให้กรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิในกรณี ชุมชนทับยาง จังหวัดพังงา ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด,ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีดำเนินการแก้ไขปัญหา ชุมชนไทดำ จังหวัดสุราษฎร์ธานี อย่างต่อเนื่อง และพิจารณาปรับเปลี่ยนผู้แทนที่เข้าร่วมดำเนินการ เนื่องจากกลุ่มเห็นว่ามีประเด็นขัดแย้งกับชุมชน ,ขอให้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบเอกสารสิทธิในกรณี ชุมชนทับตะวัน อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา และเปิดให้ประชาชนสามารถใช้เส้นทางสาธารณะเดิมได้ในระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ด้านสิทธิและสถานะบุคคล ขอให้เร่งประชุมคณะอนุกรรมการด้านสิทธิและสถานะบุคคล ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ภายในสัปดาห์ถัดไป ,ขอให้เร่งพิจารณารับรองสถานะของกลุ่มคนไทยพลัดถิ่น โดยให้ฝ่ายเลขานุการของกระทรวงมหาดไทยร่วมจัดทำระเบียบวาระและกำหนดวันประชุม

ประเด็นธนาคารที่ดิน กลุ่มฯ แสดงความกังวลต่อแนวคิดเกี่ยวกับการยุบธนาคารที่ดิน ซึ่งมีความเห็นแตกต่างกันระหว่างรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายกับรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล และขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประสานแนวทางเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาของประชาชน

ระหว่างรอการประสานกำหนดวันจัดการประชุมฯ กลุ่มมวลชน ขปส. ได้เข้ามาบริเวณที่จอดรถและโถงทางเดินบริเวณกองกลาง และมีการปลุกระดมและกดดันให้มีการกำหนดวันประชุม 
ซึ่งกองบังคับการกองอาสารักษาดินแดน(อส.)ที่ประจำอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย จึงมีการใช้โล่ตั้งเพื่อคุ้มครองสถานที่ แต่กลุ่มมวลชนได้ดันตัวเข้ามา จึงเกิดการชุลมุน และกระทบกระทั่งกันจนเป็นเหตุให้กระจกบอร์ดประชาสัมพันธ์บริเวณหน้าศูนย์ดำรงธรรมแตก จำนวน 2 บาน และมีกลุ่มมวลชนและ อส. ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 

ต่อมา ฝ่ายการเมืองได้ประสานนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย เพื่อกำหนดวันจัดการประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินสาธารณะประโยชน์ ที่ดินเอกชนปล่อยทิ้งร้างฯ และคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของชุมชนในที่สาธารณประโยชน์ของเครือข่ายสลัม4 ภาค ซึ่งมีกรมที่ดิน เป็นฝ่ายเลขาฯ โดยกำหนดในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 

ขณะที่นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นผู้แทนแจ้งกำหนดการดังกล่าวให้กลุ่มผู้ชุมนุมรับทราบ ซึ่งทางกลุ่ม แสดงความพึงพอใจและประกาศยุติการชุมนุมในเวลา 17.00 น. โดยยืนยันว่ามีกระทบกระทั่งกันบ้าง และสามารถปรับความเข้าใจกันได้เพราะเป็นคนไทยด้วยกัน 

ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้จัดเตรียมรถเพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งมวลชนเดินทางกลับไปยังที่พักพิงชั่วคราวบริเวณสำนักงาน ก.พ.ร. อย่างเรียบร้อย

โฆษก ทบ. ย้ำชายแดนไทย-กัมพูชายังปกติ เฝ้าระวัง 24 ชม. มั่นใจแจงเวทีโลกปม MOU43

โฆษก ทบ. ย้ำชายแดนไทย-กัมพูชายังปกติ เฝ้าระวัง 24 ชม. มั่นใจแจงเวทีโลกปม MOU43

โฆษก ทบ. ย้ำชายแดนไทย-กัมพูชายังปกติ เฝ้าระวัง 24 ชม. มั่นใจแจงเวทีโลกปม MOU43

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.52 น.

โฆษก ทบ. ย้ำชายแดนไทย–กัมพูชายังปกติ เฝ้าระวังและเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง ไม่กังวลกัมพูชายื่น UN รับรอง MOU43 มั่นใจไทยมีข้อมูลชี้แจงและไม่เสียเปรียบในเวทีโลก

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมสุนีย์แกรนด์ อ.เมืองอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี พล.ต.วินธัย สุวารี รองเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก และโฆษกกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาจะยื่นเรื่องไปที่ องค์การสหประชาชาติ หรือ United Nations (UN) ให้รับรอง บันทึกความเข้าใจ 2543 (MOU2543) และแผนที่ 1:200,000 ว่า ขณะนี้ในพื้นที่บริเวณชายแดนเรายังปฏิบัติหน้าที่เหมือนเดิม งานหลักคือการเฝ้าตรวจ เฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชม. เหมือนเดิม เพียงแต่เราไม่ได้มีการใช้อาวุธ สิ่งเหล่านี้เป็นนโยบายสำคัญของผู้บัญชาการทหารบก “ เตรียมพร้อม เฝ้าระวัง เสริมที่มั่น” ให้มีความมั่นคงแข็งแรง หากเกิดสถานการณ์กำลังพลก็ต้องมีเครื่องป้องกันได้ในระดับหนึ่ง รวมถึงการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในบางพื้นที่ และดูแลขวัญกำลังใจของกำลังพล โดยทุกภารกิจให้คำนึงถึงความปลอดภัยไว้อย่างสูงสุด โดยทางหน่วยยังคงเคร่งครัดและยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด 

พล.ต.วินธัย กล่าวอีกว่า สำหรับภาพรวมโดยทั่วไปหากเป็นเรื่องของฝั่งกัมพูชาก็จะเน้นหนักในเรื่องข้อมูลข่าวสารใน 2 สนามรบที่สำคัญ คือ การใช้กำลังทางทหาร และข้อมูลข่าวสาร ซึ่งขณะนี้ฝ่ายกัมพูชาให้น้ำหนักไปที่เรื่องของข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะเวทีต่างประเทศ ซึ่งเราเองตั้งแต่ระดับรัฐบาลจนถึงหน่วยปฏิบัติการของกองทัพบก ก็จะตอบโต้ทุกประเด็นอยู่แล้ว

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ที่ในช่วงนี้ฝ่ายกัมพูชาอาจสร้างสถานการณ์ยั่วยุขึ้นมา พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายอยู่แล้ว ฝ่ายกัมพูชาเดินสนามการสื่อสารมาโดยตลอด ล่าสุดก็ผ่านผู้แทนพิเศษของ UN ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศและกองทัพบกก็ตอบโต้ การใช้สนามของการสื่อสารโดยเฉพาะเวทีต่างประเทศถือว่าไม่กังวล เพราะเราเตรียมการรับมือไว้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่าการทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ก็จะพยายามทำความเข้าใจให้มากขึ้น อาจเป็นระดับภายในเราเอง เพราะฉะนั้นในกลไกของภายในประเทศตนคิดว่าเราได้รับความร่วมมืออย่างดีอยู่แล้ว เชื่อว่าส่วนนี้ประชาชนในประเทศจะเข้าใจ แต่ในเวทีต่างประเทศก็คงเป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ ตนเชื่อว่าเท่าที่เราติดตามข้อมูลมาเราไม่ได้เสียเปรียบในเวทีต่างประเทศเลย 

เมื่อถามต่ออีกว่านอกจากการรุกคืบในเชิงข่าวสารที่ทำให้นานาชาติเข้าใจว่าเราเป็นฝ่ายรุกราน กระดาษนี้ในเชิงข่าวสารมีข้อมูลหรือไม่ว่าเค้าจะนำคนกลับเข้ามาในพื้นที่เพื่อกดดัน พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ยังไม่มีข้อมูล เพราะล่าสุดเราพยายามอธิบายอย่างชัดเจนแล้ว โดยเทคนิคของการสื่อสารฝ่ายกัมพูชา อาจจะแค่ได้สื่อสารเฉย ๆ แต่เชื่อว่าความน่าเชื่อถือจะต่ำ เรายืนยันชัดเจนกับข้อมูลล่าสุดและตัวเลข 650,000 นั้น เป็นตัวเลขของการเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่เสี่ยงชั่วคราว แต่ตัวเลขที่ไม่สามารถกลับเข้าสู่พื้นที่ได้นั้นมีเพียงหลักพัน ส่วนนี้ชัดเจนอยู่แล้วเพราะสามารถพิสูจน์ได้ เป็นตัวเลขของกลุ่มคนที่รุกล้ำในพื้นที่ประเทศไทยมาก่อน ตนเชื่อว่าในระดับต่างประเทศส่วนใหญ่เข้าใจ เพราะฉะนั้นคิดว่าสิ่งที่กัมพูชาสื่อสารออกมาไม่ได้สร้างความน่าเชื่อถือให้กับสังคมโลก 

เมื่อถามว่าหากข้อมูลออกไปอย่างครบถ้วนว่าพื้นที่นั้นเคยเป็นพื้นที่ไทย และให้ฝ่ายกัมพูชาอพยพเข้ามาอยู่อาศัย เชื่อว่านานาชาติจะกลับมาเข้าใจเราหรือไม่ พล.ต.วินธัย กล่าวว่า เข้าใจ เพราะจริง ๆ แล้วกระบวนการนี้ เป็นกระบวนการของต่างประเทศอยู่แล้ว ฉะนั้นไม่เกินเลยกว่าเวลาที่เราจะพิสูจน์ความจริงได้ ฉะนั้นจึงเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ในเวทีต่างประเทศไม่เคยเกิดข้อสงสัยกับสิ่งนี้เลย ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าต่างประเทศเข้าใจส่วนนี้ เขาคือส่วนหนึ่ง และเราคือผู้ช่วยเขา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงกัมพูชาพยายามเสนอ แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับ

ไทย–เมียนมา ยกระดับความร่วมมือ ทส. ส่งมอบอุปกรณ์ดับไฟป่า เดินหน้าแก้หมอกควันข้ามพรมแดน

ไทย–เมียนมา ยกระดับความร่วมมือ ทส. ส่งมอบอุปกรณ์ดับไฟป่า เดินหน้าแก้หมอกควันข้ามพรมแดน

ไทย–เมียนมา ยกระดับความร่วมมือ ทส. ส่งมอบอุปกรณ์ดับไฟป่า เดินหน้าแก้หมอกควันข้ามพรมแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.48 น.

“ไทย–เมียนมา” ยกระดับความร่วมมือ ทส. ส่งมอบอุปกรณ์ดับไฟป่า เดินหน้าแก้หมอกควันข้ามพรมแดน

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้แทนส่งมอบอุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพอากาศและอุปกรณ์สนับสนุนภารกิจป้องกันและดับไฟป่าแก่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยมี ดร.ตาว ไนง์ อู รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเมียนมา เป็นผู้แทนรับมอบ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองประเทศร่วมเป็นสักขีพยาน นำโดย นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ นายสิตมน รัตนาวะดี ผู้อำนวยการฝ่ายการวางแผนด้านกลยุทธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล

การส่งมอบอุปกรณ์ในครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศไทยและเมียนมา เพื่อร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันข้ามพรมแดน ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้ ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy) โดยการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม โดยอุปกรณ์ดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ประกอบด้วย เครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศ จำนวน 4 ชุด และเครื่องเป่าลมสำหรับการดับไฟป่า จำนวน 10 ชุด เพื่อสนับสนุนการเฝ้าระวัง ติดตาม และควบคุมสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและลดผลกระทบจากหมอกควันข้ามพรมแดน อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพอากาศและคุณภาพชีวิตของประชาชนในทั้งสองประเทศ

โอกาสนี้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การส่งมอบอุปกรณ์ในครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความร่วมมืออันดีระหว่างประเทศไทยและเมียนมาในการร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ที่จะสานต่อความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการสนับสนุนภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมขับเคลื่อนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศให้ดียิ่งขึ้น

โสภณ มั่นใจมิตรภาพอันแน่นแฟ้น ไทย-เวียดนาม จะต่อยอดไปสู่ความร่วมมือในทุกระดับ

โสภณ มั่นใจมิตรภาพอันแน่นแฟ้น ไทย-เวียดนาม จะต่อยอดไปสู่ความร่วมมือในทุกระดับ

โสภณ มั่นใจมิตรภาพอันแน่นแฟ้น ไทย-เวียดนาม จะต่อยอดไปสู่ความร่วมมือในทุกระดับ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.33 น.

“โสภณ” มั่นใจมิตรภาพอันแน่นแฟ้น ไทย-เวียดนาม จะต่อยอดไปสู่ความร่วมมือในทุกระดับ สร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในอนาคต  ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 สิงหาคม 2569 ณ พิพิธภัณฑ์สตรี กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้รับเชิญในฐานะแขกเกียรติยศกล่าวสุนทรพจน์เปิดงานนิทรรศการ “The Woven Ties: Celebrating 50 Years of Thailand–Viet Nam Diplomatic Relations” ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย เป็นเจ้าภาพจัดงาน ร่วมกับการสนับสนุนจากคณะกรรมการกลางแนวร่วมปิตุภูมิเวียดนาม (Central Committee of the Viet Nam Fatherland Front)

ประธานรัฐสภา  กล่าวถึง พัฒนาการของความสัมพันธ์ไทย–เวียดนามตลอดระยะเวลา 50 ปี นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 6 ส.ค.2519 ซึ่งได้เติบโตจากความเป็นประเทศเพื่อนบ้าน สู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้านที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความจริงใจ และการเกื้อกูลกันในทุกมิติ ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน พร้อมเน้นย้ำบทบาทของรัฐสภาทั้งสองประเทศในการส่งเสริมความร่วมมือด้านนิติบัญญัติ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการผลักดันความร่วมมือที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ รวมถึงการร่วมกันรับมือกับความท้าทายร่วมสมัย อาทิ การปราบปรามยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ และการเสริมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ เพื่อร่วมกันส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาคอาเซียน

ประธานรัฐสภา ยังกล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า มิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและเวียดนามจะยังคงได้รับการสืบสานและต่อยอดไปสู่ความร่วมมือในทุกระดับ เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในอนาคต และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

ภายหลังพิธีเปิด นายโสภณ ได้นำคณะผู้แทนรัฐสภาไทยเยี่ยมชมนิทรรศการผ้าไทยและชุดประจำชาติ ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของทั้งสองประเทศ พร้อมพบปะนางฮา ถิ งา ( H.E.. Ms Ha Thi Nga) สมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการกลางแนวร่วมปิตุภูมิเวียดนาม (Member of the Central Committee of the Communist Party of Viet Nam, Vice Chairperson, Secretary General of the Central Committee of the Viet Nam Fatherland) ผู้แทนชาวไทยไทย ภาคเอกชนไทยในกรุงฮานอย ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติฝ่ายเวียดนาม เพื่อกระชับเครือข่ายความร่วมมือและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน อันเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทยและเวียดนามให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

จากนั้น ประธานรัฐสภา นำคณะผู้แทนรัฐสภาไทย เยี่ยมชมวัดหง็อกเซิน (Ngọc Sơn Temple) โดยมีนายติ่ง กง สี (Hon. Mr. Dinh Cong Sy) รองประธานสภาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ให้การต้อนรับและร่วมเยี่ยมชม

ภายหลังการเยี่ยมชม ฝ่ายเวียดนามได้มอบป้ายผ้าอวยพร เขียนว่า Khang Lạc  ซึ่งแปลว่า มีความสุขตลอดไป เพื่อเป็นที่ระลึกมอบให้กับประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร

‘สีหศักดิ์’ เปิดผลหารือ ‘มิน ออง หล่าย’ ชูเดินหน้าฟื้นความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา ผลักดันเมียนมากลับสู่อาเซียน

'สีหศักดิ์' เปิดผลหารือ 'มิน ออง หล่าย' ชูเดินหน้าฟื้นความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา ผลักดันเมียนมากลับสู่อาเซียน

‘สีหศักดิ์’ เปิดผลหารือ ‘มิน ออง หล่าย’ ชูเดินหน้าฟื้นความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา ผลักดันเมียนมากลับสู่อาเซียน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.26 น.

“สีหศักดิ์” เปิดผลหารือ “มิน ออง หล่าย” ชูเดินหน้าฟื้นความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา ผลักดันเมียนมากลับสู่อาเซียน พร้อมหวังเปิดทางผู้แทนอาเซียนเข้าพบ “อองซาน ซูจี” หลัง ICRC ได้เข้าเยี่ยม ขณะที่ไทยย้ำพร้อมเป็นสะพานเชื่อมและอำนวยความสะดวก เพื่อหนุนกระบวนการสันติภาพและการเปลี่ยนผ่านของเมียนมา

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 15.30 น. ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายมิน ออง หล่าย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยระบุว่า ถือเป็นการเยือนไทยครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายน และเป็นการเยือนระดับประธานาธิบดีของเมียนมาครั้งแรกในรอบ 8 ปี สะท้อนความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีพรมแดนร่วมกันกว่า 2,400 กิโลเมตร และมีความเชื่อมโยงทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และประชาชน

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของเมียนมา ซึ่งไทยมองว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญในการผลักดันความร่วมมือทั้งในระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาค โดยการหารือกับนายกรัฐมนตรีและคณะครอบคลุมทุกมิติ ทั้งความมั่นคงชายแดน การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ มลพิษข้ามพรมแดน การค้า การลงทุน และแรงงาน พร้อมเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือผ่านกลไกต่าง ๆ ที่มีอยู่ระหว่างสองประเทศ

ด้านความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าทำให้ชายแดนไทย-เมียนมาเป็น “ชายแดนแห่งสันติภาพและการพัฒนา” เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัย การค้ากลับสู่ภาวะปกติ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตามแนวชายแดน พร้อมเพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามยาเสพติด การหลอกลวงออนไลน์ และอาชญากรรมข้ามชาติ โดยจะขยายความร่วมมือด้านข่าวกรองและติดตามเส้นทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม

ในด้านยาเสพติด ไทยพร้อมสนับสนุนการปลูกพืชทดแทนในรัฐฉาน ส่วนปัญหาหมอกควันข้ามแดนจะเดินหน้าความร่วมมือผ่านยุทธศาสตร์ Clear Sky Strategy พร้อมสนับสนุนเมียนมาในการพัฒนาศักยภาพด้านเทคนิค ขณะที่ปัญหามลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ทั้งสองฝ่ายได้ลงนาม TOR จัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านเทคนิค เพื่อแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเริ่มประชุมร่วมกันในเร็ว ๆ นี้

นายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาและเตรียมลงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อประเมินสถานการณ์ร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเสนอให้มีการขุดลอกแม่น้ำสายและแม่น้ำรวกอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม

ด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองประเทศมุ่งผลักดันมูลค่าการค้าสู่เป้าหมาย 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะการเปิดด่านการค้าแม่สอด-เมียวดี ซึ่งจะเป็นประตูการค้าสำคัญ หากสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ รวมถึงมีการหารือเชื่อมโยงเส้นทางการค้าระหว่างไทย เมียนมา และอินเดีย นอกจากนี้ ยังได้ลงนามต่ออายุบันทึกความเข้าใจด้านแรงงาน เพื่อให้แรงงานเมียนมาสามารถทำงานในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายต่อไป

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ไทยได้ย้ำกับประธานาธิบดีเมียนมาว่า ต้องการเห็นเมียนมากลับเข้าสู่บทบาทในอาเซียน ผ่านนโยบาย Calibrated Re-engagement หรือการฟื้นปฏิสัมพันธ์อย่างเหมาะสม แต่เมียนมาต้องตอบสนองต่อข้อกังวลของประชาคมอาเซียน โดยไทยยังคาดหวังให้เกิดความคืบหน้าตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน ทั้งการลดความรุนแรง การคุ้มครองพลเรือน การเปิดกระบวนการพูดคุยกับทุกฝ่าย และการอำนวยความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

สำหรับกรณีนางอองซาน ซูจี อดีตผู้นำเมียนมา นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า รู้สึกยินดีกับพัฒนาการล่าสุดที่รัฐบาลเมียนมาอนุญาตให้คณะผู้แทนจากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าเยี่ยมได้ และหวังว่าขั้นต่อไป เมียนมาจะเปิดโอกาสให้ผู้แทนพิเศษของอาเซียนได้เข้าพบนางอองซาน ซูจีด้วย

นายสีหศักดิ์ ย้ำว่า ไทยยังคงดำเนินนโยบายเน้นการมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมา ควบคู่กับการสนับสนุนให้เดินหน้าสู่ประชาธิปไตย สันติภาพ และความมั่นคง โดยไทยไม่สามารถไปกำหนดแนวทางให้เมียนมาได้ แต่พร้อมอำนวยความสะดวก สนับสนุนการสื่อสารกับประชาคมโลก และทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเมียนมากับอาเซียน หากเมียนมาต้องการความช่วยเหลือจากไทย

กรมปศุสัตว์ สืบสานพระราชปณิธาน เดินหน้าโครงการสัตวแพทย์พระราชทานฯ มุ่งดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง

กรมปศุสัตว์ สืบสานพระราชปณิธาน เดินหน้าโครงการสัตวแพทย์พระราชทานฯ มุ่งดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง

กรมปศุสัตว์ สืบสานพระราชปณิธาน เดินหน้าโครงการสัตวแพทย์พระราชทานฯ มุ่งดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.25 น.

กรมปศุสัตว์ สืบสานพระราชปณิธาน เดินหน้าโครงการสัตวแพทย์พระราชทานฯ จังหวัดชลบุรี มุ่งดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง-ควบคุมโรค ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

กรมปศุสัตว์ บูรณาการภาคีเครือข่าย เดินหน้าขับเคลื่อน “โครงการสัตวแพทย์พระราชทาน ในพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เพื่อให้บริการตรวจรักษา ทำหมัน ฉีดวัคซีน และผ่าตัด ปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงของเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล สนองพระราชดำริในการสร้างความอยู่ดีกินดีและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างยั่งยืน

7 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัตวแพทย์พระราชทาน ในพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี นายอิสรา เจริญชาศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ให้เกียรติร่วมงาน พร้อมด้วยคณะกรรมการโครงการฯ หัวหน้าส่วนราชการ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา ผู้นำท้องถิ่น และเกษตรกร เข้าร่วมพิธีฯ ณ อาคารอเนกประสงค์โรงเรียนวัดวังหิน ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้น้อมนำพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาสืบสานและขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานและวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เพื่อออกหน่วยบริการสัตวแพทย์เคลื่อนที่ให้แก่เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ห่างไกล นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และวิชาการสัตวแพทย์มาใช้ในการตรวจรักษา ป้องกันโรค และส่งเสริมการดูแลสุขภาพสัตว์อย่างถูกต้อง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการด้านสัตวแพทย์ได้อย่างทั่วถึง อันเป็นการสนองพระราชดำริในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชน

สำหรับการออกหน่วยบริการในพื้นที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ระหว่างวันที่ 6–7 สิงหาคม 2569 ได้ให้บริการด้านสัตวแพทย์แบบครบวงจร ประกอบด้วย การผ่าตัดทำหมันเพื่อควบคุมประชากรสัตว์ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและโรคสำคัญในสัตว์ การตรวจรักษาสัตว์ป่วย การกำจัดพยาธิ ตลอดจนการถ่ายทอดองค์ความรู้และให้คำปรึกษาด้านการจัดการสุขภาพสัตว์อย่างถูกต้อง

“การดำเนินโครงการครั้งนี้ ตั้งเป้าให้บริการแก่เกษตรกรและประชาชนไม่น้อยกว่า 250 ราย และดูแลสุขภาพสัตว์ไม่น้อยกว่า 500 ตัว ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของบุคลากรกรมปศุสัตว์ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ร่วมกับจังหวัดชลบุรี สถาบันการศึกษา และเครือข่ายวิชาชีพสัตวแพทย์ นำองค์ความรู้และบริการทางวิชาการไปสู่ประชาชน สนองพระราชปณิธานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคปศุสัตว์ของประเทศอย่างยั่งยืน” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวในที่สุด

เปลี่ยนเชื้อไฟเป็นพลังงาน ชุมชนลำพูนผนึก CPF–แม่โจ้ จัดการชีวมวลต้นทาง ลดไฟป่า–ฝุ่น PM2.5

เปลี่ยนเชื้อไฟเป็นพลังงาน ชุมชนลำพูนผนึก CPF–แม่โจ้ จัดการชีวมวลต้นทาง ลดไฟป่า–ฝุ่น PM2.5

เปลี่ยนเชื้อไฟเป็นพลังงาน ชุมชนลำพูนผนึก CPF–แม่โจ้ จัดการชีวมวลต้นทาง ลดไฟป่า–ฝุ่น PM2.5

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.29 น.

การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และไฟป่าในภาคเหนือ ไม่ได้จบเพียงการดับไฟเมื่อเกิดเหตุ แต่ต้องเริ่มจากการลดเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าและเศษวัสดุการเกษตรที่เป็นต้นเหตุของการเผา 

ล่าสุดที่อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ชุมชนร่วมกับ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ CPF และภาคีเครือข่าย พัฒนาระบบจัดการชีวมวล เปลี่ยนกิ่งไม้ ใบไม้แห้ง และเศษวัสดุหลังการเก็บเกี่ยวให้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ช่วยลดการเผา ลดไฟป่า ลดฝุ่น PM2.5 และสร้างรายได้ให้คนในชุมชน ภายใต้ “โครงการป้องกันไฟป่าและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5” ตัวแทนวิสาหกิจชุมชนจากตำบลทาปลาดุกและตำบลทาสบเส้า อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและการลงมือปฏิบัติ ตั้งแต่การสำรวจและคัดแยกวัสดุ การเลือกเครื่องจักร การแปรรูปอย่างปลอดภัย ตลอดจนการวางแผนตลาด เพื่อพัฒนาระบบจัดการชีวมวลที่สอดคล้องกับทรัพยากรและศักยภาพของแต่ละชุมชน

ลดเชื้อเพลิง ก่อนเข้าสู่ฤดูไฟป่า
ผศ.ดร.สุดเขต สกุลทอง วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า ภาคเหนือมีเศษวัสดุชีวมวลจากพื้นที่ป่าและภาคเกษตรจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดลำพูนเพียงจังหวัดเดียวมีเศษวัสดุจากแปลงเกษตรมากกว่า 900,000 ตันต่อปี หากไม่มีระบบจัดการที่เหมาะสม วัสดุส่วนหนึ่งอาจถูกทิ้งสะสมจนกลายเป็นเชื้อเพลิง และถูกกำจัดด้วยการเผา

การยกระดับความรู้ให้ชุมชนสามารถจัดการวัสดุชีวมวลอย่างเป็นระบบ จึงเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ป้องกันไฟป่าและฝุ่น PM2.5 โดยต้องเร่งจัดการวัสดุส่วนเกินที่เหมาะสมตามหลักวิชาการ ก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง พร้อมพัฒนาการใช้ประโยชน์และตลาดรองรับควบคู่กัน เป็นแนวทางที่สร้างแรงจูงใจให้เกิดความร่วมมือกันรวบรวมเศษวัสดุจากธรรมชาติและจากแปลงเกษตรเปลี่ยนเป็นของมีค่าแทนการเผาทิ้ง

สร้างมูลค่าจากวัสดุที่เคยถูกเผาทิ้ง
การฝึกอบรมมุ่งให้เครือข่ายป่าชุมชนมีทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายทางการตลาด เพื่อแปรรูปวัสดุแต่ละประเภทให้เหมาะกับการใช้งาน เช่น การผลิตเชื้อเพลิงอัดเม็ด หรือ wood pellet สำหรับใช้เป็นพลังงานทดแทนในกิจกรรมทางการเกษตร รวมถึงการผลิตไบโอชาร์เพื่อนำไปใช้ปรับปรุงดินและเป็นเชื้อเพลิงที่มีค่าความร้อนสูง

ลำพูนเป็นแหล่งผลิตลำไยสำคัญของประเทศและมีความต้องการพลังงานสำหรับกระบวนการอบแห้งจำนวนมาก เชื้อเพลิงชีวมวลที่ผลิตจากวัสดุในท้องถิ่นจึงมีโอกาสนำมาใช้ทดแทนเชื้อเพลิงแบบเดิมบางส่วน ภายใต้ระบบเผาไหม้และการควบคุมมลพิษที่เหมาะสม ช่วยเพิ่มมูลค่าให้เศษวัสดุ ลดต้นทุนการจัดการ และสร้างรายได้หมุนเวียนภายในชุมชน  แนวทางนี้สะท้อนหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ซึ่งไม่ได้มองเศษวัสดุเป็นเพียงของที่ต้องทิ้ง มาสู่การบริหารวัสดุเหลือใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทน ใช้ประโยชน์ได้ เป็นที่ต้องการของตลาด

ความร่วมมือ 3 ปี สร้างระบบที่ชุมชนดูแลได้เอง

การอบรมครั้งนี้เป็นกิจกรรมต่อเนื่องภายใต้โครงการป้องกันไฟป่าและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กรมป่าไม้ CPF และภาคีที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมป่าชุมชนในตำบลทาปลาดุกและตำบลทาสบเส้า รวม 12 หมู่บ้าน บนพื้นที่กว่า 20,000 ไร่ และมีกำหนดดำเนินงานต่อเนื่อง 3 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2569–2571  เป้าหมายของความร่วมมือจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่จำนวนผู้ผ่านการอบรมหรือปริมาณวัสดุที่นำออกจากพื้นที่ แต่คือการสร้างระบบที่ชุมชนสามารถบริหารจัดการได้ด้วยตนเอง มีเครือข่ายรวบรวมวัสดุ มีเทคโนโลยีแปรรูป มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และมีตลาดรองรับผลิตภัณฑ์ชีวมวลอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ CPF การสนับสนุนการจัดการชีวมวลเป็นหนึ่งในแนวทางที่สอดคล้องกับนโยบายการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ โดยบริษัทไม่รับซื้อและไม่นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากพื้นที่รุกป่าและพื้นที่เผาแปลง พร้อมใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกตั้งแต่ปี 2559 ควบคู่กับเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมในการติดตามความเสี่ยง เพื่อสนับสนุนการผลิตที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดการเผาในพื้นที่เกษตร

รูปแบบการทำงานที่ลำพูนจึงเป็นความพยายามเชื่อมมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ จากเดิมที่ชุมชนถูกขอให้ “หยุดเผา” ไปสู่การสร้างระบบที่ทำให้วัสดุเหลือใช้มีผู้รวบรวม มีผู้รับซื้อ และมีผู้ใช้ประโยชน์ หากเศษกิ่งไม้ ใบไม้แห้ง และเศษวัสดุการเกษตรมีระบบรวบรวม การแปรรูป และตลาดรองรับอย่างต่อเนื่อง วัสดุที่เคยเป็นเชื้อเพลิงของไฟป่า ก็สามารถเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลและพลังงานทดแทนที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ลดการเผา ลดฝุ่น PM2.5 ลดความเสี่ยงไฟป่า และสร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

เมื่อผิวหนังคือความหวัง อีกรูปแบบของการบริจาคอวัยวะที่หลายคนอาจยังไม่รู้

เมื่อผิวหนังคือความหวัง อีกรูปแบบของการบริจาคอวัยวะที่หลายคนอาจยังไม่รู้

เมื่อผิวหนังคือความหวัง อีกรูปแบบของการบริจาคอวัยวะที่หลายคนอาจยังไม่รู้

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.41 น.

เมื่อพูดถึงอวัยวะที่สามารถบริจาคได้ หลายคนมักจะนึกถึง หัวใจ ตับ ไต และดวงตา แต่ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่าสามารถบริจาคได้เช่นกัน นั่นก็คือ “ผิวหนัง” ซึ่งผิวหนังบริจาคนั้นมีบทบาทสำคัญในการรักษาและช่วยชีวิตผู้ป่วยแผลไฟไหม้ที่รุนแรงได้

ผิวหนังที่ห่อหุ้มตัวเราตั้งแต่หัวจรดเท้าได้ชื่อว่าเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกายและทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันตามธรรมชาติ อาทิ ป้องกันเชื้อโรค ลดการสูญเสียน้ำและความร้อน รวมถึงช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย แต่เมื่อใดที่ผิวหนังถูกทำลายจากแผลไฟไหม้เป็นบริเวณกว้าง ร่างกายก็สูญเสียเกราะป้องกันนี้ไปพร้อมกัน

“แผลไฟไหม้” โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 3 ระดับ แต่ระดับที่แพทย์ให้ความสำคัญในการรักษาผู้ป่วย คือ แผลระดับ 2 ที่ลึก และ ระดับ 3 ซึ่งเป็นระดับที่ผิวหนังถูกทำลายจนไม่สามารถฟื้นกลับมาได้เอง เพราะเป็นการสูญเสียผิวหนังไปโดยถาวร ร่างกายไม่สามารถรักษาตัวเองได้ ศ.นพ.อภิชัย อังสพัทธ์ กรรมการคลังเนื้อเยื่อ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย อธิบายถึงผลที่ตามมาหลังจากแผลไฟไหม้ที่อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อและเกิดภาวะแทรกซ้อน

“ถ้าระดับ 1 และ 2 เมื่อสัมผัสจะยังมีความรู้สึกเจ็บบ้างหรือแสบบ้าง แต่ระดับ 3 ผิวหนังและเส้นประสาททั้งหมดถูกทำลาย จะไม่มีความรู้สึกอะไรเลย ผิวหนังบริเวณนั้นจะแข็งและแห้งอันนี้อันตรายมาก การปลูกถ่ายผิวหนังบริจาคจึงเป็นอีกทางเลือกที่แพทย์จะใช้ในการรักษาแผลไฟไหม้ในระดับนี้ เพราะคนไข้ไม่สามารถมีผิวหนังมาทดแทนในตำแหน่งนี้ได้ ตามมาด้วยการติดเชื้อแล้ว สักระยะหนึ่งอวัยวะต่าง ๆ ก็จะไม่ทำงาน ก็จะเป็นสาเหตุหลักที่ผู้ป่วยเสียชีวิต”

“อันดับแรกเราต้องปลูกถ่ายด้วยผิวหนังของเราเองก่อนครับ” ศ.นพ.อภิชัย กล่าวเป็นประโยคแรกเมื่อพูดถึงกระบวนการรักษาแผลไฟไหม้รุนแรงระดับ 3 “แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่พื้นที่ผิวหนังดีของคนไข้อาจเหลือไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อร่างกายถูกไฟไหม้เป็นบริเวณกว้างผิวหนังจากผู้บริจาคจึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นผิวหนังทดแทนชั่วคราว ช่วยปิดบาดแผล ลดการสูญเสียน้ำและความร้อน รวมถึงลดโอกาสที่เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกาย เพื่อประคองผู้ป่วยให้ผ่านช่วงวิกฤตและซื้อเวลาให้ร่างกายฟื้นตัว”

“สิ่งที่แพทย์ทำ คือ การตัดผิวหนังที่ถูกทำลายออก ซึ่งหลังจากตัดออก ปัญหาใหม่ก็คือ ร่างกายจะสูญเสียผิวหนังซึ่งทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันตามธรรมชาติ แม้จะใช้วัสดุปิดแผลชนิดอื่นได้ แต่ก็ยังไม่ดีเท่าการสมานด้วยผิวหนังจากมนุษย์ เพราะผิวหนังด้วยกันเองถือว่าเป็นวัสดุทำแผลที่ดี แต่ถ้าผิวหนังของคนไข้ไม่เพียงพอจริง ๆ คลังผิวหนัง ที่ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ก็จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือ”

“การปลูกถ่ายผิวหนังจากผู้บริจาค ตัวผิวหนังจะอยู่กับผู้ป่วยเพียงชั่วคราว ประมาณ 2–3 สัปดาห์เท่านั้น หลังจากนั้นร่างกายจะเริ่มรับรู้ว่าผิวหนังนั้นไม่ใช่ของตัวเอง และค่อย ๆ ขับออกไปตามธรรมชาติ แต่ช่วงเวลา 2–3 สัปดาห์นั้นมีคุณค่ามหาศาล เพราะเป็นช่วงที่ช่วยให้ผู้ป่วยพร้อมสำหรับการปลูกถ่ายผิวหนังจริง และเป็นช่วงเวลาแห่งการรักษาชีวิต ที่ผู้บริจาคได้เป็นผู้ให้โดยแท้จริง”

“แล้วผิวหนังที่ใช้รักษาผู้ป่วยเหล่านี้มาจากไหน?” ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการรักษาผู้ป่วยแผลไฟไหม้รุนแรง คือ คลังผิวหนัง ภายใต้คลังเนื้อเยื่อ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ซึ่งทำหน้าที่รับผิวหนังจากผู้บริจาคเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง แปรสภาพ และจัดเก็บตามมาตรฐาน เพื่อให้พร้อมส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเมื่อมีผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ หลายคนอาจเข้าใจว่าผิวหนัง สามารถบริจาคได้ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ในความเป็นจริง การรับบริจาคผิวหนังจะดำเนินการจากผู้บริจาคหลังเสียชีวิต และเป็นเป็นผู้บริจาคกลุ่มเดียวกับผู้บริจาคอวัยวะ ปัจจุบันหากผู้บริจาคแสดงความจำนงไว้ เมื่อทีมผ่าตัดเข้าดำเนินการจัดเก็บอวัยวะ เช่น หัวใจ ปอด ตับ ไต หรือกระจกตา ก็จะสามารถจัดเก็บผิวหนังตามขั้นตอนได้เช่นกัน

“ก่อนรับผิวหนังเข้าสู่คลัง เราจะมีการคัดกรองหลายอย่าง เช่น หากผู้บริจาคมีโรคเกี่ยวกับผิวหนัง หรือมีรอยสักในตำแหน่งที่เราประเมินว่าอาจมีความเสี่ยง เราก็อาจไม่รับบริจาค แต่หากผ่านเกณฑ์แล้ว ผิวหนังทั้งหมดจะเข้าสู่กระบวนการเตรียมก่อนนำไปใช้งาน คลังผิวหนังของเราเปิดดำเนินการมาแล้วประมาณ 7–8 ปี มีการนำผิวหนังไปใช้รักษาผู้ป่วยมากกว่า 1-2 แสนตารางเซนติเมตร ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราไม่เคยพบภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากผิวหนังที่จัดเก็บในคลัง ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อ ปฏิกิริยาต่อต้าน หรือความผิดปกติอื่นที่เกิดจากการปลูกถ่ายผิวหนัง”

“ช่วงเวลาทองของการปลูกถ่ายผิวหนัง ที่ผิวหนังผืนนั้นทำหน้าที่ปกป้องบาดแผลของผู้ป่วย เป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่ามหาศาลสำหรับการช่วยชีวิต เพราะช่วงเวลานั้นเปิดโอกาสให้บาดแผลได้รับการปกป้อง แผลบางส่วนฟื้นตัวได้เอง และเมื่อถึงเวลาปลูกถ่ายผิวหนังของผู้ป่วยเอง ก็มีโอกาสที่ผิวหนังจะติดได้ดีมากขึ้น” ศ.นพ.อภิชัย กล่าวทิ้งท้ายถึงความสำคัญของผิวหนังบริจาคเพื่อการรักษาชีวิต

หากวันนี้มีคำถามอีกครั้งว่า อวัยวะใดที่สามารถบริจาคเพื่อช่วยชีวิตผู้อื่นได้ จากคำตอบที่คุ้นเคยอย่าง หัวใจ ตับ ไต หรือดวงตา อาจมีคำว่า “ผิวหนัง” ผุดขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งคำตอบที่ไม่ถูกมองข้าม เพราะแม้ผิวหนังจะไม่ได้ทำหน้าที่อย่างชัดเจนแทนหัวใจหรือปอด แต่สำหรับผู้ป่วยแผลไฟไหม้รุนแรง ผิวหนังจากผู้บริจาคอาจเป็นสิ่งที่ช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤต และมีโอกาสมีชีวิตต่อได้อีกครั้ง

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เร่งยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทย พ้นวิกฤตความเปราะบาง

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เร่งยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทย พ้นวิกฤตความเปราะบาง

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เร่งยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทย พ้นวิกฤตความเปราะบาง

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) ประกาศแผนยุทธศาสตร์ปีงบประมาณ 2026 – 2030 มุ่งเน้นยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กและครอบครัวเป้าหมาย 4 ล้านคน ลุยปรับรูปแบบการทำงานเชิงบูรณาการ เร่งแก้วิกฤตความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สุขภาพ ยุติความรุนแรง รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และขจัดความยากจนอย่างยั่งยืนทั่วประเทศ

ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี แม้ว่ามูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย จะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก ครอบครัว และชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ความเปราะบางของเด็กในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม แผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ จึงเกิดขึ้นภายใต้แนวคิด “Bold Hope, Make Hope Real” เพื่อเปลี่ยนความหวังให้เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกับเด็กและชุมชน

ตลอดช่วงปี 2021-2025 ที่ผ่านมา มูลนิธิศุภนิมิตฯ สามารถสร้างผลลัพธ์ให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างเป็นที่ประจักษ์ ในหลายด้าน อาทิ ด้านการพัฒนาและการศึกษาสนับสนุนเด็กเปราะบางกว่า 706,200 คน ด้านพัฒนาเยาวชนกว่า 238,365 คน ด้านการปกป้องคุ้มครองเด็ก เยาวชน และผู้ปกครองกว่า 260,000 คน ด้านการช่วยเหลือและฟื้นฟู เด็กและกลุ่มเปราะบางจากสถานการณ์ภัยพิบัติ กว่า 417,000 คน งานด้านรณรงค์และการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เข้าถึงประชากรรวมกว่า 9.8 ล้านคน

ศ.ดร.บุญชัย หงส์จารุ ประธานกรรมการอำนวยการ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับเด็ก ไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน เพราะเมื่อเด็กได้รับโอกาส ประเทศไทยก็จะมีอนาคตที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น ตลอด 50 กว่าปีที่ผ่านมา มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ทำงานเคียงข้างเด็ก ครอบครัว และชุมชนเปราะบางทั่วประเทศ ด้วยความเชื่อว่า เด็กทุกคนมีคุณค่า และสมควรได้รับโอกาสที่จะมีชีวิตที่ดี ซึ่งผลสำเร็จที่ผ่านมาไม่ได้สะท้อนเพียงจำนวนผู้ได้รับประโยชน์ แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเด็ก ครอบครัว และชุมชน  ความสำเร็จไม่ได้วัดจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่คือเด็กที่ได้กลับเข้าสู่ห้องเรียน ครอบครัวที่กลับมามีความหวัง และชุมชนที่เข้มแข็งขึ้น แต่ความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้นในโลกยุคปัจจุบัน ทำให้การทำงานเพื่อเด็กต้องก้าวเดินไปด้วยแนวคิดและความร่วมมือในรูปแบบใหม่ เกิดเป็นยุทธศาสตร์ภายใต้กรอบ Bold Hope ที่ไม่ได้เป็นเพียงแผนการดำเนินงานแต่เป็นกรอบความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน และ Bold Hope จะไม่ได้เป็นเพียงความหวัง แต่คือความหวังที่จะนำไปสู่การลงมือทำให้เราสามารถ Make Hope Real และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับเด็กได้จริง โดยภายในปี 2030 มูลนิธิศุภนิมิตฯ ตั้งเป้าให้เด็กอย่างน้อย 4 ล้านคน มีความอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะเด็กที่เปราะบางและยากไร้ที่สุด พร้อมขยายการเข้าถึงเด็กทางอ้อมอีกกว่า 12 ล้านคน และผู้ใหญ่รวมถึงผู้ดูแลเด็กกว่า 3.3 ล้านคน ผ่านการดำเนินงานในพื้นที่มุ่งเน้น  57 แห่ง ครอบคลุม 35 จังหวัดทั่วประเทศ”

ด้าน รสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘ความหวัง ความสุข และความเป็นธรรมสำหรับเด็กทุกคน’ ทำให้มูลนิธิศุภนิมิตฯ ใฝ่ฝันถึงโลกที่เด็กทุกคนจะมีชีวิตที่ดี ได้รับโอกาสในการพัฒนา เติบโตอย่างปลอดภัย และได้รับการปฏิบัติด้วยศักดิ์ศรีและความเป็นธรรม เพราะความหวังไม่ได้เป็นเพียงความฝันหรือความปรารถนา แต่เป็นพลังที่ผลักดันให้เกิดการลงมือทำอย่างจริงจังเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ จากตัวเลขเป้าหมายเด็กจำนวน 4 ล้านคนที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนภายในครอบครัวและชุมชน จึงหมายถึงเด็ก 4 ล้านชีวิต คือความหวัง 4 ล้านความหวัง และคือโอกาส 4 ล้านโอกาส ที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ ต้องกำหนดแผนยุทธศาสตร์ให้สอดรับกับภารกิจอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้”

ยุทธศาสตร์ฉบับใหม่นี้จะขับเคลื่อนผ่านกรอบการดำเนินงานแบบบูรณาการ (Integrated Programming Frameworks) 4 ด้าน ที่มุ่งตอบโจทย์ความต้องการสำคัญของเด็กและชุมชน ได้แก่

– การศึกษาและทักษะชีวิต (Education & Life Skill) มุ่งส่งเสริมและพัฒนาให้เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษาและการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ เพื่อป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษา ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมและพัฒนาทักษะชีวิตเพื่อให้พร้อมก้าวสู่โลกการทำงานและการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนในสังคม 


– การคุ้มครองเด็ก (Child Protection) พัฒนาระบบคุ้มครองเด็กในชุมชน ส่งเสริมสิทธิขั้นพื้นฐาน ป้องกันความรุนแรง การแสวงหาผลประโยชน์ และภัยคุกคามในทุกรูปแบบ รวมถึงการคุ้มครองเด็กบนโลกออนไลน์   
– สุขภาพและโภชนาการ (Health & Nutrition) เพราะสุขภาพที่ดีคือรากฐานของคุณภาพชีวิตและการพัฒนาในทุกมิติ จึงเน้นส่งเสริมสุขภาพแม่และเด็ก สนับสนุนโภชนาการที่เหมาะสม  การป้องกันโรค  สร้างเสริมสุขภาพ และการดูแลสุขภาวะทางจิต    
– ความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม ภูมิอากาศ และการดำรงชีวิต (ESCA & Livelihoods) เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการรับมือภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน รวมถึงร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ  

โดยการดำเนินงานดังกล่าว มูลนิธิศุภนิมิตฯ จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โดยมุ่งเน้นการขยายการดำเนินงานโครงการพัฒนาเด็กใน 13 จังหวัด ที่มีความเปราะบางสูงสุด ควบคู่กับการดำเนินงานในพื้นที่อื่นตามพันธกิจของมูลนิธิฯ กับทำงานร่วมกับภาคีในพื้นที่ ใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ในการตัดสินใจ และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและการขยายผลการทำงาน เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลเป็นรูปธรรม รวมถึงเชิญชวนให้ภาคีทุกภาคส่วนมาเป็นผู้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับเด็ก ด้วยการเปลี่ยนความหวังให้เป็นการลงมือทำ ที่จะเปลี่ยนผลลัพธ์ในพื้นที่ให้กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศและเปลี่ยนพลังของคนเพียงไม่กี่คนให้กลายเป็นการเคลื่อนไหวร่วมกันของทั้งสังคม

“นอกจากนี้ มูลนิธิศุภนิมิตฯ มุ่งใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร เพื่อเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การติดตามและประเมินผล ตลอดจนการวิเคราะห์และใช้ประโยชน์จากข้อมูลในการตัดสินใจและพัฒนาการดำเนินงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากร การบริหารทรัพยากรอย่างโปร่งใส และการสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และขยายผลกระทบเชิงบวกต่อเด็กไทยและชุมชนได้อย่างยั่งยืน” นางรสลิน กล่าวสรุป

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรคริสเตียนสาธารณกุศล เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการพัฒนาเด็กที่ดำเนินงานในประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี และเป็นส่วนหนึ่งของศุภนิมิตสากล (World Vision International)  ที่มีเครือข่ายการทำงานในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ผู้ที่สนใจสนับสนุนโครงการ หรือร่วมเป็นพันธมิตรในการพัฒนา สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.worldvision.or.th

สถานเสาวภา สภากาชาดไทย จับมือ กทม. เตือนคนไทยเลิกคิดว่า HPV ‘ไม่เป็นไร’

สถานเสาวภา สภากาชาดไทย จับมือ กทม. เตือนคนไทยเลิกคิดว่า HPV  ‘ไม่เป็นไร’

สถานเสาวภา สภากาชาดไทย จับมือ กทม. เตือนคนไทยเลิกคิดว่า HPV ‘ไม่เป็นไร’

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

สถานเสาวภา สภากาชาดไทย ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร เปิดตัวแคมเปญรณรงค์ “HPV ไม่เป็นไร…ไม่ได้” พร้อมกิจกรรม “เต้นให้ฟิต หยุดคิดว่า HPV ไม่เป็นไร” ณ สวนลุมพินี เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ส่งตรงองค์ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) พร้อมส่งเสริมแนวการป้องกันโรคด้วยการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง การตรวจคัดกรอง และการฉีดวัคซีน โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และ เอมี่ กลิ่นประทุม ร่วมถ่ายทอดข้อมูลและประสบการณ์จริง

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ

แม้แนวทางการป้องกันโรคจากเชื้อ HPV จะก้าวหน้าไปไกลแล้ว แต่ในบริบทสังคมไทยยังคงมีอุปสรรคสำคัญจากความเขินอายในการพูดคุยเรื่องเพศสัมพันธ์ ความกังวลว่าจะถูกตีตราหรือตัดสินจากสังคม (Social Stigma) รวมถึงความไม่กล้าเข้ารับการตรวจคัดกรอง ส่งผลให้หลายคนละเลยการป้องกันและตรวจพบโรคเมื่อสายเกินไป

พญ.สุดา พันธุ์รินทร์

แคมเปญ “HPV ไม่เป็นไร…ไม่ได้” จึงมุ่งสร้างจุดเปลี่ยนทางความคิด ให้สังคมตระหนักว่า “ความอายไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการดูแลสุขภาพ” และภัยเงียบอย่าง HPV เป็นเรื่องที่ “คิดว่าไม่เป็นไร…ไม่ได้อีกต่อไป”

HPV เป็นภาระด้านสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทย โดยข้อมูล GLOBOCAN 2022 พบว่า มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบบ่อยอันดับ 2 ในสตรีไทย มีผู้ป่วยรายใหม่ 8,662 ราย และมีผู้เสียชีวิต 4,576 รายในแต่ละปี เชื้อ HPV ยังเป็นสาเหตุของมะเร็งอีกหลายชนิดทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ได้แก่ มะเร็งศีรษะและคอ มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องคลอด และมะเร็งปากช่องคลอด รวมถึงหูดหงอนไก่ สะท้อนว่าความเข้าใจผิด ความอาย และการละเลยการป้องกัน คืออุปสรรคสำคัญในการลดอัตราการเกิดโรคในสังคมไทย

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการสถานเสาวภา สภากาชาดไทย กล่าวว่า “สถานเสาวภา สภากาชาดไทยมีพันธกิจสำคัญในการส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของประชาชน วันนี้เราต้องยอมรับว่า สังคมไทยส่วนใหญ่ยังตกอยู่ในภาวะ ‘รู้จัก แต่ไม่รู้จริง’ เกี่ยวกับเชื้อ HPV หลายคนเห็นประเด็นนี้เป็นเรื่องไกลตัว ทั้งที่ในความเป็นจริง ทุกนาทีทั่วโลกมีคนตรวจพบว่าติดเชื้อ HPV ซึ่งนำไปสู่มะเร็งบางชนิด โดยทั้งชายและหญิง มีโอกาสได้รับเชื้อ HPV ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต นอกจากนี้ เชื้อยังสามารถแฝงตัวอยู่ในร่างกายเป็นเวลาหลายสิบปีโดยไม่แสดงอาการ ทำให้หลายคนไม่ทราบว่าตนเองมีความเสี่ยง

สถานเสาวภา สภากาชาดไทยจึงต้องการรณรงค์ให้คนไทยเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เห็นความสำคัญของการป้องกันโรค การตรวจคัดกรอง และการฉีดวัคซีน เพื่อปกป้องคนไทยทุกเพศทุกวัยอย่างครอบคลุม”

นอกจากนี้ เพื่อให้ข้อมูลทางการแพทย์ในเชิงลึก พญ.สุดา พันธุ์รินทร์ หัวหน้าฝ่ายบริการและวิจัยคลินิก สถานเสาวภา สภากาชาดไทย ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “HPV  ติดต่อได้ง่ายกว่าที่หลายคนคิด แม้เคยมีเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียวก็มีโอกาสติดเชื้อได้ ผ่านการสัมผัสผิวหนังต่อผิวหนังระหว่างกิจกรรมทางเพศ รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ด้วยการใช้ปาก แม้การใช้ถุงยางอนามัยจะช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ไม่สามารถป้องกันได้อย่างสมบูรณ์ ขณะเดียวกัน ความเชื่อที่ว่าสามารถติดเชื้อจากการใช้ห้องน้ำสาธารณะนั้น แทบไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ เพราะเชื้อแพร่ผ่านการสัมผัสโดยตรงเป็นหลัก”

สิ่งที่น่ากังวลคือ ปัจจุบันยังไม่มียาที่กำจัดเชื้อ HPV ได้โดยตรง ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ ‘การป้องกันก่อนเกิดโรค’ ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ไม่มีคู่นอนหลายคนเพื่อลดโอกาสสัมผัสเชื้อ และใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์  ฉีดวัคซีน HPV ปัจจุบันป้องกันได้ถึง 5 โรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ HPV ได้แก่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องปากและลำคอ มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด รวมถึงหูดหงอนไก่ โดยสามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่วัยเด็กอายุ 9 ปีขึ้นไป ทั้งชายและหญิง จากหลักฐานการติดตามประสิทธิผลและความปลอดภัยต่อเนื่อง 20 ปี พบว่าวัคซีน HPV สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้คงอยู่ได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน หลังได้รับวัคซีนครบตามคำแนะนำ

ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกสม่ำเสมอ ตัดวงจรการพัฒนาไปสู่ระยะมะเร็ง

เพื่อเปลี่ยนผ่านความตระหนักรู้ไปสู่การป้องกันอย่างเป็นรูปธรรม แคมเปญ “HPV ไม่เป็นไร…ไม่ได้” ได้จัดกิจกรรมนำร่อง “เต้นให้ฟิต หยุดคิดว่า HPV ไม่เป็นไร” ณ สวนลุมพินี โดยเปลี่ยนพื้นที่ลานแอโรบิกให้เป็นเวทีสร้างความรู้ว่า นอกจากการออกกำลังกายที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพแล้ว การป้องกัน HPV ยังจำเป็นต้องอาศัยมาตรการป้องกันที่เหมาะสมควบคู่กัน ภายในงานมีบูธให้ความรู้เกี่ยวกับ HPV และการป้องกัน พร้อมบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเอง (HPV DNA Self-Sampling) และกิจกรรมรณรงค์โดย เอมี่ กลิ่นประทุม

เอมี่ กลิ่นประทุม เปิดเผยว่า “เมื่อเข้าวงการใหม่ๆ เอมี่ไม่เคยคิดว่า HPV จะเกิดขึ้นกับตัวเอง จนกระทั่งตรวจพบเซลล์ผิดปกติที่อาจพัฒนากลายเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ ความกลัว ความกังวล และความอาย ทำให้ต้องเผชิญกับความเครียดและติดตามอาการอยู่นานถึง 7 ปี ก่อนตัดสินใจรักษาด้วยการผ่าตัดเนื้อเยื่อที่ผิดปกติออกไป ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เอมี่อยากบอกทุกคนว่า HPV ไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ใช่เรื่องน่าอาย โรคนี้มักไม่แสดงอาการ หากปล่อยไว้จนสายอาจนำไปสู่มะเร็งได้ วันนี้เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก เรามีทั้งวัคซีนHPV ที่เริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีทั้งชายและหญิง และมีนวัตกรรมการตรวจคัดกรองที่สะดวกและปลอดภัย การป้องกันและตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นวิธีที่เจ็บตัวน้อย แต่มีประสิทธิภาพ ดีกว่าต้องมาเผชิญหน้ากับความเครียดหรือการสูญเสียในวันที่โรคลุกลามไปแล้ว”

ความร่วมมือระหว่างสถานเสาวภา สภากาชาดไทย และกรุงเทพมหานคร รวมถึงภาคีเครือข่ายในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนงานสาธารณสุขเชิงป้องกัน เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ส่งเสริมการป้องกันโรคจากเชื้อ HPV และลดภาระของโรคในสังคมไทย อันจะนำไปสู่สุขภาวะที่ยั่งยืนของประชาชนในระยะยาว

ทั้งนี้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มอบสิทธิบัตรทองให้สตรีไทยอายุ 30–59 ปี และอายุ 15–29 ปีที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง สามารถเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA Test ฟรี 1 ครั้ง ทุกๆ 5 ปี โดยสามารถตรวจสอบสิทธิ์และจองคิวผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ในเมนู “กระเป๋าสุขภาพ” หรือ “Health Wallet”

นอกจากนี้ สามารถตรวจสอบสิทธิ์และค้นหาสถานพยาบาลที่ให้บริการได้ที่ http://www.hpvknownow.com รับชมวิดีโอสาธิตขั้นตอนการตรวจ HPV Self-Sampling ได้ทาง YouTube ที่ https://www.youtube.com/watch?v=Lm7AJw_X1qQ  และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อ HPV รวมถึงแนวทางการป้องกันเพิ่มเติมที่ http://www.hpvth.com