ดร.ณัฏฐ์ แนะ แก้วตา ถูก สส.พรรค ปชน. คุกคามทางเพศ ให้ดำเนินคดีอาญา

ดร.ณัฏฐ์ แนะ แก้วตา ถูก สส.พรรค ปชน. คุกคามทางเพศ ให้ดำเนินคดีอาญา

ดร.ณัฏฐ์ แนะ แก้วตา ถูก สส.พรรค ปชน. คุกคามทางเพศ ให้ดำเนินคดีอาญา

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.36 น.

“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ ปม “อดีต สส. แก้วตา-ธิษณา” ถูก สส.พรรค ปชน.คุกคามทางเพศ แนะให้ดำเนินคดีอาญา ส่วนกองทุนเรี่ยไรสู้คดีของ อดีต กกต. แนะประชาชน อย่าตกเป็นเหยื่อ

วันที่ 3 สิงหาคม 2569 สืบเนื่องจากอดีต สส.ธิษะณาหรือแก้าตา ชุณหะวัณ อดีต สส.พรรคประชาชน กรุงเทพมหานคร ได้ออกมาจุดประเด็นถึง ปมตนเองถูก สส.พรรคเดียวกันคุกคามทางเพศและตกเป็นเหยื่อ โดยผู้ยริหารพรรคประชาชนรับรู้และขอให้เก็บเป็นความลับนั้น

ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์  นักกฎหมายมหาชนชื่อดัง ระบุว่า ปัญหาคุกคามทางเพศ  เป็นภัยใกล้ตัวกับผู้หญิงทุกคนในสังคมไทย โดยตกเป็นเหยื่อ โดยไม่กล้าแจ้งความหรือออกมาเปิดเผยความจริงต่อสาธารณะเพราะอับอายขายหน้าและมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิต ถือเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม โดยเฉพาะผู้กระทำเป็น สส.ในฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องอำเนินคดีอาญาให้เด็ดขาด

โดยแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเคยวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐาน เรื่องทางเพศ เป็นเรื่องที่น่าอับอาย ผู้เสียยหายเบิกความเป็นลำดับขั้นตอน ศาลเชื่อว่า มีการกระทำเกิดขึ้นจริง

ส่วนปม อดีต สส.ธิษะณาหรือแก้าตา ชุณหะวัณ. ที่ได้ออกมาเปิดเผยความลับตนตกเป็นเหยื่อ ตนเองถูก สส.พรรคเดียวกันคุกคามทางเพศ  แต่ผู้บริหารพรรครับรู้แต่กลับปกปิดข้อเท็จจริง และไม่ได้ดำเนินการตามข้อบังคับพรรคประชาชน ถือเป็นเรื่องที่สังคมจับตามอง เพราะมีผลกระทบต่อภัยของผู้หญิงต่อสังคมโดยรวม

หากเป็นเรื่องจริงและมีพยานหลักฐานว่า อดีต สส.ธิษะณาหรือแก้าตา ชุณหะวัณ ถูกกระทำในขณะดำรงตำแหนห่ง สส. แต่ไม่แจ้งความภายในอายุความ เพราะเป็นความผิดต่อส่วนตัว คดีขาดอายุความ ไม่สามารถแจ้งความในข้อหาน้ได้ เว่นแต่ข่มขืนนต่อหน้าธารกำนัล เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน อดีต สส.ธิษะณาหรือแก้าตา ชุณหะวัณ สามารถแจ้งความได้ภายในอายุความ แต่ข้อหาความผิดเสรีภาพและกักขังหน่วงเหนี่ยว เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ยังอยู่ในอายุความ สามาระกล่าวโทษได้  

ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า ตนพร้อมเข้าไปช่วยเหลือ หากร้องขอมา โดยผู้บริหารกลุ่มบริษัทกฎหมายชั้นนำของประเทศ ในเครือกลุ่ม OMNIX  ที่ตนเป็นพาร์ทเนอร์หุ้นส่วนทางการค้าและเป็นผู้บริหารสูงสุดในองค์กร ยินช่วยเหลือประชาชน  รวมถึงพี่น้องประชาชนไทยด้วยที่ถูกคุกคามทางเพศ หรือ จนท.ของรัฐกระทำกดขี่ข่มเหง ใช้อำนาจโดยไม่ชอบ เกลุ่บริษัทกฎหมายในเครือ OMNIX ยินดีช่วยหลือ ช่วยเหลือสังคม ประสานได้ที่เบอร์ 081 292 6962

ส่วนที่ อดีต สส.ที่กระทำทางเพศและได้ไปต่อกับพรรคประชาชน ต้องถามว่า ก่อนหน้านี้ มี สส.ในพรรคคุกคามทางเพศชาวต่างชาติ พรรคมีมติขับออก ส่วน สส.ที่ทำร้ายผู้หญิง กับไม่ขับออก ส่วน สส.ที่คุกคามทางเพศ อดีต สส.ธิษะณาหรือแก้าตา ชุณหะวัณ ไม่รู้ใช้ตรรกะอะไร ไม่มีมาตรฐาน

ส่วนข้อหาเสรีภาพและกักขังหน่วงเหนียว ยังอยู่ในอายุความ หากอดีต สส.ธิษะณาหรือแก้าตา ชุณหะวัณ ประสงค์ ให้ช่วยเหลือ ให้ประสานมา พร้อมช่วยเหลือด้านกฎหมาย 

ส่วนที่ระบุรายละเอียดว่า มีผู้ช่วย สส.เพศหญิง ได้ถูกกระทำทางเพศด้วย หากไม่กล้าเปิดเผยตัวตน ให้ประสานมา ตนพร้อมให้ฝ่ายกฎหมายเข้าช่วยเหลือ เพราะทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย

กรณีทีมีการเรี่ยไรเงินผ่านแพลตฟอร์มเฟสบุ๊กของอดีต กกต.รายหนึ่งที่ตกเป็นผู้ต้องหา ยาวเป็นหางว่าว  ใช้ในการต่อสู้คดีและช่วย นายยิ่งชีพ ไอลอว์ ตนได้ทำหนังสือขอให้อธิบดีกรมกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบอยู่ว่า สามารถกระทำได้หรือไม่ เพราะเรี่ยไรต้องขออนุญาตนายทะเบียน ต้องผ่านมติคณะกรรมการเรี่ยไรจากหน่วยงานรัฐหลายฝ่าย มีมติเห็นชอบ แต่ตนเชื่อว่า ไม่น่าจะได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน เพราะเป็นข้อห้ามในการเรี่ยยไรเพื่อจ่ายค่าปรับและต้องออกใบเสร็จให้แก่ผู้บริจาค โดยมีนายทะเบียนกำกับการบริจาค

แม้ใช้ใช่เทคนิคเลี่ยงบาลีระบุว่า กองทุนต่อสู้คดี โดยใช้บุคคลกรภายในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านท่าพระจันทร์ เป็นเครื่องมือ โดยอาศัยมูลนิธิที่จดจัดตั้งขึ้นมา ย่อมไม่อาจเรี่ยไรเงินบริจาคจากพี่น้องประชาชนได้ ผิดกฎหมาย หากอธิบดีกรมการปกครอง ยืนยันว่า ไม่ได้อนุญาต  ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน หลายกรรม และ พรบ.คอมฯ จะตามมาเป็นพรวน  ขอให้พี่น้องประชาชน อย่าตกหลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อ

‘พีมูฟ’ บุกทำเนียบ ขอเจรจาหยุดยุบธนาคารที่ดิน จับตา ‘ทรงศักดิ์’ เตรียมคุยบ่ายนี้

‘พีมูฟ’ บุกทำเนียบ ขอเจรจาหยุดยุบธนาคารที่ดิน จับตา ‘ทรงศักดิ์’ เตรียมคุยบ่ายนี้

‘พีมูฟ’ บุกทำเนียบ ขอเจรจาหยุดยุบธนาคารที่ดิน จับตา ‘ทรงศักดิ์’ เตรียมคุยบ่ายนี้

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.25 น.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) นำโดยนายจำนงค์ หนูพันธ์ ประธานพีมูฟ พร้อมเครือข่ายสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ เครือข่ายภาคประชาชน ที่เดินทางจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ มาสมทบกับกลุ่มพีมูฟ ได้ปักหลักชุมนุมทำกิจกรรมด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล ฝั่งถนนพิษณุโลก เพื่อยื่นหนังสือติดตามความคืบหน้าจากรัฐบาล ในการคัดค้านยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) (บจธ.) ภายในเดือน ก.ย. ตามแนวทางการปรับโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐ และให้ทบทวนมติคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน (กพม.)ในเรื่องดังกล่าว และขอให้แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งบจธ. และขยายระยะเวลาการยุบเลิกออกไปอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้มีองค์กรถาวรในการแก้ไขปัญหาที่ดินตามหลักการปฏิรูปที่ดินและการกระจายการถือครองที่ดินของประเทศที่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาที่ดิน พร้อมกับขอให้มีตัวแทนของพีมูฟเข้าไปร่วมประชุมกับรัฐบาลในเรื่องดังกล่าวด้วย

นอกจากนั้น ขอให้รัฐบาลเร่งลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) โดยมีนายนพพร บุญแก้ว รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้แทนก.พ.เป็นตัวแทนรับหนังสือ  ทั้งนี้มีรายงานว่าในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กำกับดูแล คทช. จะหารือร่วมกับตัวแทนภาคประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่บรรยากาศบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ตำรวจกองร้อยอารักขาและควบคุมฝูงชน ได้ตรึงกำลังดูแลความปลอดภัยโดยรอบ พร้อมอ่านประกาศแจ้งข้อห้ามการชุมนุมตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ 2558 ขณะที่ตัวแทนผู้ชุมนุมอ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้นายทรงศักดิ์ เร่งหารือกับกลุ่มผู้ชุมนุมในการแก้ไขปัญหา การยุบธนาคารที่ดิน พร้อมยืนยันปักหลักชุมนุมจนกว่าจะได้คำตอบ หากยังไม่คืบหน้าจะยกระดับการเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิทธิในที่ดินและผลักดันให้รัฐบาลปฏิบัติตามพันธกรณีที่ได้ให้ไว้กับประชาชน จากนั้นได้ยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ขอให้ ผบช.น.เข้าร่วมประชุมกับภาคประชาชนในวันที่ 4 ส.ค.นี้ ก่อนที่มวลชนจะแยกย้ายเข้าไปปักหลักบริเวณสำนักงาน ก.พ.เดิม และฟุตบาธด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล

ร่วมกันแชร์ความจริง! ผอ.JIC ชวนคนไทย อ่านสมุดปกขาวชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำสู้ด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่อารมณ์

ร่วมกันแชร์ความจริง! ผอ.JIC ชวนคนไทย อ่านสมุดปกขาวชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำสู้ด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่อารมณ์

ร่วมกันแชร์ความจริง! ผอ.JIC ชวนคนไทย อ่านสมุดปกขาวชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำสู้ด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่อารมณ์

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.15 น.

ร่วมกันแชร์ความจริง! “ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา”ชวนคนไทย อ่าน”สมุดปกขาว”ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำสู้ด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่อารมณ์ พร้อมเชิญร่วมเผยแพร่ข้อมูลที่ตรวจสอบได้

3 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) เปิดเผยถึงสถานการณ์สงครามข้อมูลข่าวสารระหว่างไทย-กัมพูชา ว่า การต่อสู้ในยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางการทหารตามแนวชายแดนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสื่อสารข้อมูลต่อประชาคมโลก โดยในวันนี้สิ่งที่ประเทศไทยต้องการไม่ใช่การปลุกอารมณ์ แต่คือการยืนยันข้อเท็จจริง พร้อมเชิญชวนประชาชนชาวไทยร่วมอ่านและเผยแพร่ “สมุดปกขาว” (White Paper) ซึ่งศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย- กัมพูชา จัดทำขึ้น เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี กล่าวว่า ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ได้จัดทำสมุดปกขาวดังกล่าวขึ้น เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริง ลำดับเหตุการณ์ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ และหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชน นักวิชาการ สื่อมวลชน และประชาคมระหว่างประเทศ สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และใช้เป็นฐานในการทำความเข้าใจสถานการณ์อย่างรอบด้าน

“ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเดินทางเร็วกว่าความจริง การมีข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ด้วยการอ่าน ทำความเข้าใจ และส่งต่อข้อมูลที่อ้างอิงข้อเท็จจริง ไม่ใช่ส่งต่อเพียงเพราะเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กล่าวว่า ประเทศไทยยืนยันการดำเนินการบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ การเคารพอธิปไตยของรัฐ และการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยเชื่อว่าความจริงต้องอาศัยข้อมูล หลักฐาน และเหตุผล มากกว่าความรู้สึกหรือการกล่าวอ้างจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

“ผมจึงขอเชิญชวนพี่น้องคนไทยทุกคนร่วมอ่านสมุดปกขาว เพื่อเข้าใจข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และหากเห็นว่าข้อมูลเป็นประโยชน์ ก็ช่วยกันเผยแพร่ต่ออย่างรับผิดชอบ เพราะการสื่อสารที่อยู่บนข้อเท็จจริง คือพลังสำคัญในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ทั้งในประเทศและต่อประชาคมโลก” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

พร้อมกันนี้ พล.อ.อ.ประภาส ยังฝากถึงประชาชนว่า ทุกการแบ่งปันข้อมูลที่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง คือพลังสำคัญของประเทศ และทุกเสียงที่ยึดมั่นในหลักฐาน คือส่วนหนึ่งของการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ พร้อมเชิญชวนคนไทยทุกคนร่วมอ่าน ร่วมเรียนรู้ และร่วมส่งต่อ “ความจริง” ไปพร้อมกัน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ทั้งในระดับประเทศและในสายตาประชาคมโลก

– 006

อนุทิน เตรียมเยือนอินโดนีเซีย 3-4 ส.ค.นี้ ถกความร่วมมือรอบด้าน เศรษฐกิจ ความมั่นคง

อนุทิน เตรียมเยือนอินโดนีเซีย 3-4 ส.ค.นี้ ถกความร่วมมือรอบด้าน เศรษฐกิจ ความมั่นคง

อนุทิน เตรียมเยือนอินโดนีเซีย 3-4 ส.ค.นี้ ถกความร่วมมือรอบด้าน เศรษฐกิจ ความมั่นคง

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.00 น.

3 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 09.50 น. ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3-4 สิงหาคม 2569 ว่าทุกเรื่องเป็นเรื่องสำคัญหมด คุยกันทุกเรื่อง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ความมั่นคง ความร่วมมือและการขอความร่วมมือในเรื่องที่เกี่ยวพันปัญหาชายแดนภาคใต้ก็ต้องพูดคุยกัน

อนุทิน รับ ปชช.อยากต่ออายุ ไทยช่วยไทย พลัส ย้ำ พร้อมพิจารณาหากเป็นประโยชน์

อนุทิน รับ ปชช.อยากต่ออายุ ไทยช่วยไทย พลัส ย้ำ พร้อมพิจารณาหากเป็นประโยชน์

อนุทิน รับ ปชช.อยากต่ออายุ ไทยช่วยไทย พลัส ย้ำ พร้อมพิจารณาหากเป็นประโยชน์

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.57 น.

อนุทิน รับ ปชช.อยากต่ออายุ ไทยช่วยไทย พลัส ย้ำ พร้อมพิจารณาหากเป็นประโยชน์ แต่ต้องเหมาะกับสถานการณ์ ยัน รบ.มีเวลาอีก 3 ปี พิสูจน์ผลงาน ก่อนปิดท้ายอารมณ์ดี แจงลุคขาสั้นเดินตลาด ก็ลมมันเย็น

เมื่อเวลา 09.50 น.วันที่ 3 ส.ค.2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่สำรวจตลาดศรีย่าน เมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชนที่ต้องการให้รัฐบาลขยายโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ต่อไป ว่า หากเป็นมาตรการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน รัฐบาลก็พร้อมพิจารณา แต่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับสถานการณ์ในขณะนั้น

“รัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่รัฐบาลประชานิยม และเป็นรัฐบาลที่ทำให้ประชาชนอยู่บนขาของตนเองได้“ แต่หากจะต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เครื่องติด ก็จะกระตุ้นเป็นช่วงๆ ไป“ นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า การลงพื้นที่เดินตลาดครั้งนี้พบปัญหาอะไรหรือไม่ นายกฯ ย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า “แล้วดีไหม ได้ใช้ใช่ไหม ชอบไหม ถ้าชอบก็พูดดัง ๆ” ก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะตอบว่า “ดี”

เมื่อถามถึงกรณีผลสำรวจนิด้าโพล ระบุว่า แม้ประชาชนมองว่าโครงการดังกล่าวเป็นประโยชน์ แต่บางส่วนยังลังเลที่จะสนับสนุนรัฐบาลนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เป็นไร เพราะรัฐบาลยังมีเวลาอีก 3 ปี ให้ประชาชนพิจารณาว่ารัฐบาลมีความจริงใจและตั้งใจทำงานหรือไม่ รัฐบาลไม่สามารถตัดสินผลงานของตัวเองได้ แต่จะทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าจะเลือกกลับเข้ามาบริหารประเทศอีกหรือไม่ และจะได้รับประโยชน์จากรัฐบาลชุดนี้มากน้อยเพียงใด

“ยืนยันว่าจะทำทุกอย่างอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน ซึ่งรัฐบาลพร้อมยอมรับผลการตัดสินใจในทุกกรณี” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามอีกว่า จะมีโอกาสขยายโครงการหรือปรับเพิ่มวงเงินในระยะต่อไปหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขอให้ไปสอบถาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง

เมื่อถามอีกว่า เห็นชุดที่ไปเดินตลาดวันที่ 2 ส.ค. สบายๆ ไปสอดคล้องกับดรามา ของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ที่ใส่ขาสั้นไหว้พระธาตุนครศรีธรรมราช นายอนุทิน ยิ้มก่อนกล่าวว่า “ก็ลมมันเย็น ทา Prickly Heat”  

เสธ.ทร.ย้ำถก 3 เสธ.เหล่าทัพ บูรณาการรบร่วม ห้วงปรับเปลี่ยนตัวบุคคล-นำเทคโนโลยีมาใช้

เสธ.ทร.ย้ำถก 3 เสธ.เหล่าทัพ บูรณาการรบร่วม ห้วงปรับเปลี่ยนตัวบุคคล-นำเทคโนโลยีมาใช้

เสธ.ทร.ย้ำถก 3 เสธ.เหล่าทัพ บูรณาการรบร่วม ห้วงปรับเปลี่ยนตัวบุคคล-นำเทคโนโลยีมาใช้

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.54 น.

เสธ.ทร.ย้ำถก 3 เสธ.เหล่าทัพ บูรณาการรบร่วม ห้วงปรับเปลี่ยนตัวบุคคล-นำเทคโนโลยีมาใช้ ย้ำพื้นที่ ทร.ยังคุมได้ มีความพร้อม กำลังพล-ยุทโธปกรณ์ เกาะติดความเคลื่อนไหว เดินหน้าสร้างรั้วตามแผน

3 สิงหาคม 2569 ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ (เสธ.ทร.) ระบุถึงการประชุมร่วมระหว่าง เสนาธิการ 3 เหล่าทัพว่า เป็นการฝึกปฏิบัติการร่วมกัน ซึ่งเป็นแผนประจําปีอยู่แล้ว ที่แต่ละเหล่าทัพต้องมาทําแผนปฏิบัติการให้มีความสอดคล้องกัน เพื่อปฏิบัติการร่วม สำหรับข้อกัดข้องนั้น มีตามปกติอยู่แล้วแต่ก็พยายามปรับ เนื่องจากเป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลในห้วงของการสับเปลี่ยน ตลอดจนถึงหลักการปฏิบัติตามเทคโนโลยี เพื่อให้ได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

สำหรับพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพเรือนั้น ด้วยภาพรวมแล้วยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง จากการที่ตนลงได้ลงพื้นที่ อําเภอโป่งน้ําร้อน จังหวัดจันทบุรี ทุกอย่างยังอยู่ในการควบคุมของเรา ในการเตรียมการไว้อย่างดีทั้งกําลังพลและยุโธปกรณ์ การติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ขณะที่การสร้างรั้วชายแดนก็เดินหน้าไปติดตามแผน โดยเจ้าหน้าที่มีการประสานงานกันอยู่แล้วในบางจุดที่อาจจะต้องคุยกันก็มีการหารือกันเพื่อให้การเดินหน้าทำโดยไม่มีอุปสรรค เราสามารถดำเนินการได้เต็มที่อยู่แล้ว

นายกฯสั่งลุย จัดการเหตุรุนแรงนราธิวาส-ยะลา ลั่นไม่มีเคลียร์ ปราบยา-ของเถื่อนชายแดนใต้

นายกฯสั่งลุย จัดการเหตุรุนแรงนราธิวาส-ยะลา ลั่นไม่มีเคลียร์ ปราบยา-ของเถื่อนชายแดนใต้

นายกฯสั่งลุย จัดการเหตุรุนแรงนราธิวาส-ยะลา ลั่นไม่มีเคลียร์ ปราบยา-ของเถื่อนชายแดนใต้

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.42 น.

“นายกฯ” ได้รับรายงานเหตุรุนแรง “ นราธิวาส-ยะลา“ พร้อมสั่งหน่วยงานที่รับผิดชอบทำเต็มที่ เพราะอำนาจอยู่ที่นั่นหมดแล้ว ลั่น ไม่มีเคลียร์ เอเย่นต์รายใหญ่ยาเสพติด-ของเถื่อน ถ้าแหยมเข้ามาโดนจับหมด

3 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 09.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สถานีตำรวจภูธรตากใบ ขณะปฏิบัติภารกิจ เพื่อสืบสวนหาข่าวบุคคลเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และข้อมูลเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่สวนปาล์ม บ้านกูบู หมู่ที่ 6 ต.ไพรวัน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 2 นาย และได้รับบาดเจ็บ 4 นายเมื่อวันที่ 2 ส.ค. ว่า ก็ดำเนินการอยู่ โดยในวันนี้ผู้บัญชาการทหารบก พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และทีมงานลงไปดำเนินการในพื้นที่ ในส่วนนี้จะให้ฝ่ายปกครองได้เข้าไปทำงานร่วมกันในการดูแลชาวบ้าน

เมื่อถามว่า ปัญหาชายแดนภาคใต้ไม่ใช่แค่กลุ่มเห็นต่าง แต่ยังมีปัจจัยในเรื่องของยาเสพติด และการค้าของเถื่อนได้มีการกำชับอะไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องยาเสพติดเราก็เร่งปราบอย่างเต็มที่ทุกคนก็เห็นอยู่ ซึ่งพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา จะเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 6-7 ส.ค. เรื่องปัญหายาเสพติด เรื่องแร่ธาตุที่อยู่ในแม่น้ำ เรื่องปัญหาฝุ่นมลพิษก็ถือเป็นเรื่องที่จะหยิบยกขึ้นมาหารือกันอย่างซีเรียส เรื่องอื่นไม่ใช่ประเด็นเท่าไหร่ 

เมื่อถามว่า ได้มีการจับเอเย่นต์รายใหญ่ ในการค้าของเถื่อน ปราบปรามยาเสพติด ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้  นายอนุทิน กล่าวว่า มีการจับกลุ่มตลอดเวลา เราไม่รู้ว่าใครทำผิดกฎ แต่ถ้าเขาลองมาท้าทายกฎหมาย  สื่อมวลชนก็เห็นว่ามีการจับกุมในทุกเรื่อง ยาเสพติดก็ไล่จับ มีรถเอ็กซเรย์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติซื้อไว้ก็เรียบร้อยแล้ว อย่างเรื่องของเถื่อนก็มีการจับกุมที่จังหวัดระนอง มีมูลค่า 200 กว่าล้านบาท อยากเจ๊งก็ลอง และเมื่อวันที่ 2 ส.ค. ก็มีการจับกุมที่จังหวัดชุมพรได้อีกประเภทเดียวกัน ไม่รู้ว่าเป็นเครือข่ายเดียวกันหรือเปล่า ตนไม่ได้สนใจตรงนั้น แต่ถ้าแหยมเข้ามาก็โดนจับ วันนี้เคลียร์ไม่ได้ สิ่งที่ให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนในรัฐบาลชุดนี้คือ ไม่มีการเคลียร์ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายก็ทำให้เห็นชัดเจนแล้วว่า ใครอยากจะโทรศัพท์เข้ามารับได้ แต่เคลียร์ไม่ได้ ก็เห็นอยู่ว่ามีคนหน้าแตกไปหลายคนแล้ว และเรื่องอื่นๆเยอะแยะไปหมด

เมื่อถามว่า ได้รับรายงานเกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวนใช้อาวุธปืนสงครามก่อเหตุยิงใส่สถานีตำรวจภูธรลำใหม่ (สภ.ลำใหม่) ต.ลำใหม่ อ.เมืองยะลา จ.ยะลา แล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็รับรายงานทุกอย่าง ซึ่งมีหน่วยงานที่รับผิดชอบคอยกำกับดูแล ทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบได้รับนโยบายและข้อสั่งการว่าให้ดำเนินการอย่างเต็มที่ในการระงับเหตุ ป้องกันเหตุ ปราบปรามคนที่กระทำผิดกฎหมายอย่างเต็มที่ ไม่ต้องถามกลับมายังรัฐบาล เพราะอำนาจอยู่ที่นั่นหมดแล้ว

เมื่อถามว่า จากสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนนี้ และการเลื่อนการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ จะทำให้เกิดปัญหาบานปลายหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องการพูดคุยสันติสุขเราก็ต้องดำเนินการต่อไป เรื่องป้องกันปราบปรามเราก็ดำเนินการต่อไป.

เปิดวิธีจองพันธบัตร ออมพลัส รอบใหม่ 3-5 ส.ค. ใช้ระบบ Small Lot First เน้นจัดสรรรายย่อยทั่วถึง

เปิดวิธีจองพันธบัตร ออมพลัส รอบใหม่ 3-5 ส.ค. ใช้ระบบ Small Lot First เน้นจัดสรรรายย่อยทั่วถึง

เปิดวิธีจองพันธบัตร ออมพลัส รอบใหม่ 3-5 ส.ค. ใช้ระบบ Small Lot First เน้นจัดสรรรายย่อยทั่วถึง

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 07.40 น.

“รัชดา” แจงข้อสงสัยพันธบัตรรัฐบาลออมพลัส รอบใหม่ 3–5 ส.ค. ไม่ต้องรีบกด ระบบ Small Lot First จัดสรรเท่าเทียมทุกราย

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับพันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส” ที่จะเปิดจำหน่ายในวันที่ 3-5 สิงหาคม ประชาชนบางส่วนกังวลว่าจะต้องแข่งขันกันกดจองอย่างรวดเร็วจึงจะมีสิทธิ์ได้รับการจัดสรร หรืออาจมีการแอบล๊อคให้ผู้ซื้อรายใหญ่หรือไม่

“การจำหน่ายรอบวันที่ 3-5 สิงหาคมนี้ จะเป็นระบบ “Small Lot First” ซึ่งต่างจากรอบที่แล้วที่เป็นแบบใครมาก่อนได้ก่อน ในรอบนี้ ระบบออกแบบมาเพื่อการจัดสรรแก่ผู้ลงทุนรายย่อยทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ใครมือไวกว่าจะได้เปรียบ” นางสาวรัชดา กล่าว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อธิบายกลไกการทำงานของระบบ “Small Lot First” ว่า ระบบจะรวบรวมยอดจองซื้อของทุกคนตลอดทั้งช่วงเวลาที่เปิดขายไว้ก่อน จากนั้นจึงทยอยจัดสรรให้ทีละรอบ รอบละ 1,000 บาทต่อคน วนไปเรื่อย ๆ จนกว่าวงเงินจะหมดหรือครบตามจำนวนทีแต่ละคนต้องการ

“พูดง่าย ๆ คือ ต่อให้กดจองเป็นคนแรกในวินาทีแรก หรือกดจองเป็นคนสุดท้ายก่อนปิดรอบ ทุกคนจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการจัดสรรแบบเดียวกัน ระบบจะให้สิทธิรายย่อยก่อนรายใหญ่ และแบ่งเป็นรอบเล็ก ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าคนจำนวนมากที่สุดจะได้รับส่วนแบ่ง แทนที่จะให้คนที่จองเงินก้อนใหญ่ได้ไปจนหมดตั้งแต่ช่วงต้น” นางสาวรัชดา กล่าว 

ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวถูกออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งนักลงทุนรายใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและเงินทุนมักได้เปรียบนักลงทุนรายย่อยในการจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ โดยหลักการ Small Lot First จะพลิกกลับมาให้ความสำคัญกับรายย่อยเป็นลำดับแรก ไม่ว่าจะกดจองเวลาใดในช่วงที่เปิดขายก็ตาม

นางสาวรัชดา กล่าวเพิ่มเติมถึงช่องทางจำหน่าย ประชาชนที่สนใจสามารถจองซื้อพันธบัตรัฐบาลออมพลัส ผ่าน Bond Connect Platform

สำหรับผู้ที่มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ สามารถจองซื้อผ่านธนาคารพาณิชย์ และบริษัทหลักทรัพย์ที่เข้าร่วม 24 ราย รวมถึงผ่านแอปพลิเคชัน Streaming 

ซึ่งในรอบนี้ วงเงิน 2,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสองรุ่นอายุ ได้แก่ รุ่นอายุ 3 ปี ดอกเบี้ย 1.80% ต่อปี และ รุ่นอายุ 10 ปี ดอกเบี้ยสูงสุด 2.80% ต่อปี โดยมีการจ่ายดอกเบี้ยทุกๆ 3 เดือน

สะพัด8หมื่นล. ไทยช่วยไทยพลัส ครบ2เดือนเข้าเป้า

สะพัด8หมื่นล.  ไทยช่วยไทยพลัส  ครบ2เดือนเข้าเป้า

สะพัด8หมื่นล. ไทยช่วยไทยพลัส ครบ2เดือนเข้าเป้า

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รบ.ตีปี๊บ โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เข้าเป้า ครบ 2 เดือนเต็ม ได้รับการตอบรับจากประชาชน-ร้านค้า อย่างดี เม็ดเงินหมุนเวียนถึงฐานราก กว่า 8.6 หมื่นล้านบาท ผลโพลชี้ช่วยปากท้องประชาชนได้จริง แต่ไม่การันตีช่วยคะแนนนิยมรัฐบาล “อนุทิน”

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีประชาชนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 แล้ว 26,040,623 ราย และมีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 1,192,636 ร้าน แบ่งเป็นร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส และยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชั่นถุงเงิน977,059ร้านและร้านค้าใหม่ที่ลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย 215,577 ร้าน หรือคิดเป็นประมาณ ร้อยละ 18.1 ของร้านค้าทั้งหมด สะท้อนว่ามาตรการของรัฐบาลช่วยดึงผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ระบบการชำระเงินและการค้าแบบดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้านการใช้จ่าย มียอดใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 86,442.6 ล้านบาท โดยเป็นเงินที่ภาครัฐร่วมจ่าย 49,601.6 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่าย 36,841.0 ล้านบาท ขณะที่การใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติยังเป็นช่องทางหลัก คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 96.6 ของยอดใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนการใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 3.4

น.ส.ลลิดา กล่าวต่อว่า ผลการดำเนินงานช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนว่าเม็ดเงินจากโครงการได้กระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะร้านอาหาร ร้านค้าปลีกรายย่อย หาบเร่ แผงลอย และผู้ประกอบการรายเล็ก ซึ่งได้รับประโยชน์จากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รูปแบบการร่วมจ่ายในสัดส่วน รัฐร้อยละ 60 และประชาชนร้อยละ 40 ยังช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจมากกว่างบประมาณที่ภาครัฐสนับสนุน และช่วยรักษาระดับการบริโภคภาคเอกชนช่วงที่กำลังซื้อชะลอตัว

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อยในระยะยาว โดยร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถใช้แอปพลิเคชั่นถุงเงินซึ่งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ ทั้งด้านต้นทุน สินค้าคงคลัง สภาพคล่อง และยอดขาย เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกิจการ รวมถึงสร้างข้อมูลทางการเงินที่เป็นประโยชน์ต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40ได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยภาครัฐร่วมจ่าย ร้อยละ 60 ของค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่ร่วมรายการ ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน

ขณะที่วงเงินที่เหลือแต่ละเดือนจะไม่สามารถนำไปใช้ในเดือนถัดไปได้ จึงขอเชิญชวนประชาชนวางแผนการใช้สิทธิให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของครัวเรือน พร้อมร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ด้านศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “เข้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส แล้วสนับสนุนรัฐบาลไหม” สำรวจระหว่างวันที่ 16-21 กรกฎาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 1,850ตัวอย่าง เกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ของประชาชน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของนิด้าโพลสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

เมื่อถามประชาชนถึงการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส พบว่าตัวอย่างร้อยละ 71.35 ระบุว่า เป็นบุคคลทั่วไปที่เข้าโครงการฯ เพื่อใช้จ่าย ซื้อสินค้า รองลงมา ร้อยละ 25.19 ระบุว่า ไม่เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ 1.89 ระบุว่า เป็นร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าโครงการฯ และร้อยละ 1.57 ระบุว่า เป็นทั้งบุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าโครงการฯ โดยผู้ที่ไม่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (จำนวน 466 หน่วยตัวอย่าง) ร้อยละ 47.42 ระบุว่า ไม่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการฯ รองลงมา ร้อยละ 27.04 ระบุว่า ไม่สนใจจะเข้าร่วมโครงการฯ ร้อยละ 24.47 ระบุว่า ลงทะเบียนไม่ทัน และร้อยละ 1.07 ระบุอื่นๆ ได้แก่ ไม่ทราบวิธีการลงทะเบียน และไม่มีเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟนสำหรับใช้ในการลงทะเบียน

เมื่อสอบถามผู้ที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (บุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าโครงการฯ 1,384 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย หรือเพิ่มรายได้ของประชาชน และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้ พบว่า1.ด้านการช่วยเพิ่มรายได้จากการค้าขาย ตัวอย่าง ร้อยละ 42.12 ระบุว่า ช่วยได้มาก รองลงมา ร้อยละ 39.52 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ ร้อยละ 7.67 ระบุว่า ไม่ได้รับผลประโยชน์ในด้านนี้ ร้อยละ 7.51 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย ร้อยละ 2.02 ระบุว่า ไม่ช่วยเลย และร้อยละ 1.16 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

2.ด้านการช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ตัวอย่าง ร้อยละ 48.92 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ รองลงมา ร้อยละ 40.61 ระบุว่า ช่วยได้มาก ร้อยละ 9.02 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย และร้อยละ 1.45 ระบุว่า ไม่ช่วยเลย3.ด้านการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 45.09 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ รองลงมา ร้อยละ 33.74 ระบุว่า ช่วยได้มาก ร้อยละ 15.83 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย ร้อยละ 4.62 ระบุว่า ไม่ช่วยเลย และร้อยละ 0.72 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามผู้ที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (บุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าโครงการฯ 1,384 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับการตัดสินใจต่อรัฐบาล หลังจากได้รับผลประโยชน์จากการเข้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 33.24 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจว่าจะตัดสินใจอย่างไร รองลงมา ร้อยละ 26.81 ระบุว่า มีส่วนทำให้สนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 25.43 ระบุว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 14.23 ระบุว่า จะมีหรือไม่มีโครงการฯ ก็สนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้ว และร้อยละ 0.29 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

รัฐบาลเดินหน้า ลุยรื้อค่าไฟแพง

รัฐบาลเดินหน้า  ลุยรื้อค่าไฟแพง

รัฐบาลเดินหน้า ลุยรื้อค่าไฟแพง

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รัฐบาลเดินหน้า ลุยรื้อค่าไฟแพง เร่งเจรจาเอกชน แก้สัญญาซื้อขาย

รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาค่าไฟแพงเคลียร์สัญญาซื้อไฟฟ้าจากเอกชนหลังจาก กพช.ไฟเขียวเจรจาจับตาค่าพร้อมจ่าย แผน PDP พลังงานสำรอง ย้ำต้องเพิ่มขีดความสามารถประเทศ พื้นที่ห่างไกล มีไฟฟ้าใช้

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการทำงานของคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งตนเองเป็นประธานฯ ว่าปัญหาพลังงานแพงเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบประชาชนและภาคธุรกิจโดยตรง โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่เป็นต้นทุนพื้นฐานของทุกกิจการ โดยในส่วนของการแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว หรือที่ถูกเรียกว่า สัญญาชั่วนิรันดร์ ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช.แล้วเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 มติดังกล่าวทำให้การไฟฟ้าฯ สามารถเริ่มเจรจากับเอกชนได้ทันที โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง

ทั้งนี้ เป้าหมายแรกคือการเร่งเจรจากับเอกชนและแก้สัญญาเหล่านี้ให้เสร็จ เพราะในทางปฏิบัติไม่ควรมีสัญญาใดที่ไม่มีการปรับเงื่อนไขเลยตลอดอายุสัญญา 50 ปี ตามหลักสากลควรมีการทบทวนเป็นรอบ เช่น ทุก 10 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับเงินเฟ้อ ต้นทุน และสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันฐานราคารับซื้อไฟฟ้าอยู่ประมาณ 2.16 บาทต่อหน่วย แต่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าบางประเภทลดลงต่อเนื่อง จึงต้องดูว่าราคารับซื้อยังสะท้อนต้นทุนจริงหรือไม่ และเป็นธรรมต่อประชาชนที่ต้องจ่ายค่าไฟหรือไม่ นอกจากเรื่องสัญญาระยะยาว คณะกรรมการฯ ยังต้องพิจารณาประเด็นค่าพร้อมจ่าย หรือ Availability Payment ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของต้นทุนค่าไฟ โดยคณะทำงานกำลังพิจารณามาตรการที่เหมาะสม คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้

นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า การเจรจาสัญญารับซื้อไฟฟ้ากับเอกชนไม่ใช่การยกเลิกสัญญา และไม่มองว่าจะกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน แต่เป็นการปรับให้สอดคล้องกับหลักสากล อดีตไทยอาจต้องให้สิทธิประโยชน์สูงเพื่อดึงเทคโนโลยีใหม่ แต่วันนี้ตลาดเปลี่ยนแล้ว ต้นทุนเปลี่ยนแล้ว เงื่อนไขจึงควรถูกทบทวน โดยปัญหาค่าไฟจะต้องดูทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะสัญญาซื้อไฟ โดยหัวใจสำคัญคือแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ต้องตั้งอยู่บนข้อมูลจริงทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่คาดการณ์เกินจำเป็นว่าพลังงานจะไม่พอ ต้องเห็นชัดว่าประเทศมีไฟจากก๊าซ ลม แสงแดด หรือแหล่งอื่นเท่าใด

“ประเทศไทยต้องมองอนาคตพลังงานอย่างจริงจัง ทั้งการใช้ไฟที่เพิ่มจาก Data Center การลดต้นทุนสายส่งของการไฟฟ้า แนวโน้ม SMR หรือนิวเคลียร์ขนาดเล็ก และ ASEAN Smart Grid ซึ่งจะทำให้ประเทศในภูมิภาคซื้อขายพลังงานส่วนเกินกันได้”นายปกรณ์ กล่าวและว่า หากประเทศเพื่อนบ้านมีแรงงานราคาถูกและมีแหล่งพลังงานใหม่ ขณะที่ไทยยังพึ่งการซื้อพลังงานจากภายนอกและแบกค่าไฟสูง จะกระทบขีดความสามารถแข่งขันระยะยาว รัฐบาลจึงต้องเร่งทำให้ไทยมีพลังงานเพียงพอ ราคาสมเหตุสมผล และประชาชนพื้นที่ห่างไกลต้องเข้าถึงไฟฟ้าได้ โดยไม่ติดข้อจำกัดทางระเบียบกฎหมาย