หมอวรงค์ เคลียร์ทุกดราม่าใน HOT SEAT ตีซี้ตัวตึง

หมอวรงค์ เคลียร์ทุกดราม่าใน HOT SEAT ตีซี้ตัวตึง

หมอวรงค์ เคลียร์ทุกดราม่าใน HOT SEAT ตีซี้ตัวตึง

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.52 น.

แรงตั้งแต่เปิดเก้าอี้! “HOT SEAT ตีซี้ตัวตึง” สัปดาห์นี้ เปิดศึกคำถามเดือดกับ “หมอวรงค์” ทุกประเด็นร้อน ไม่มีหลบ ไม่มีเบรก ถ้าให้พูดถึงหนึ่งในนักการเมืองที่ไม่เคยเดินออกจากวงแสงของกระแส ชื่อของ “หมอวรงค์ – นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” คงเป็นชื่อที่หลายคนนึกถึงทันที  จากภาพจำ “มือปราบจำนำข้าว” สู่บทบาทนักการเมืองที่ประกาศจุดยืนชัด  เดินหน้าชนทุกประเด็นร้อน  จนถูกยกให้เป็นหนึ่งในตัวตึงสายอนุรักษนิยม  และครั้งนี้เจ้าตัวขอนั่งลงบนเก้าอี้ที่ร้อนที่สุดของรายการ “HOT SEAT ตีซี้ตัวตึง” เพื่อเปิดทุกมุมชีวิต ทุกคำวิจารณ์ และทุกคำถามที่คนทั้งประเทศอยากรู้

งานนี้ “น็อต วรฤทธิ์” เปิดเกมถามแบบตรงเข้าเป้า ตั้งแต่บทบาท ส.ส. การถูกมองว่าเป็น “ส้มหล่นทางการเมือง” ปมเดินหน้าตัดสิทธิประโยชน์ ส.ส. จนถูกตั้งคำถามว่ากำลังสร้างกระแสหรือไม่?   อีกด้านที่หลายคนอาจไม่เคยเห็น ถูกเปิดขึ้นกลางรายการ  ตั้งแต่ชีวิตเด็กต่างจังหวัด เส้นทางจากคุณหมอสู่สนามการเมือง จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต เรื่องครอบครัว ไปจนถึงบทบาท “คุณตา” ที่หลายคนไม่คุ้นตา และช่วงที่ห้ามพลาดคือ “Social Bomb” เมื่อทุกคำวิจารณ์ ทุกคอมเมนต์แรง ถูกโยนตรงถึงเจ้าตัวแบบไม่มีตัวช่วย ก่อนปิดท้ายด้วยภารกิจ “สยบดรามา 15 วิ” ที่ต้องอธิบายตัวตนทั้งหมดให้คนดูฟังภายในเวลาอันจำกัด

ทุกคำถาม “หมอวรงค์” พร้อมตอบบนเก้าอี้ที่ร้อนที่สุดในรายการ “HOT SEAT ตีซี้ตัวตึง” วันพุธที่ 5 สิงหาคม 2569 เวลา 20.50 – 21.50 น. ทาง MONOMAX SPORTS  TV

สวยสับเกินต้าน แจ็คกี้ ชาเคอลีน อวดหุ่นในชุดว่ายน้ำสุดซี๊ด ทำเอาโซเชียลสะเทือน

สวยสับเกินต้าน แจ็คกี้ ชาเคอลีน อวดหุ่นในชุดว่ายน้ำสุดซี๊ด ทำเอาโซเชียลสะเทือน

สวยสับเกินต้าน แจ็คกี้ ชาเคอลีน อวดหุ่นในชุดว่ายน้ำสุดซี๊ด ทำเอาโซเชียลสะเทือน

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.47 น.

กลายเป็นกระแส โซ ฮอต ที่ทำเอาทะเลเดือดพล่านไปเลยจ้า เมื่อสาวอารมณ์ดีที่ใคร ๆ ก็หลงรักอย่าง แจ็คกี้ ชาเคอลีน สลัดลุคสาวสายฮา มาปล่อยความแซ่บแบบจัดเต็มริมชายหาดแบบจัดเต็มลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาหนุ่ม ๆ ทั้งโลกออนไลน์ถึงกับตาค้างไปตาม ๆ กัน

ซึ่งงานนี้สาวแจ็คกี้จัดชุดว่ายน้ำสีดำสุดคลาสสิก แต่ดีไซน์ความเซ็กซี่ระดับสิบ เผยผิวขาวออร่าพุ่งท่ามกลางวิวทะเลและเกลียวคลื่น บอกเลยว่าช็อตนี้สวยสับจนลืมมองวิวไปเลยจ้า ใครที่เคยเห็นแต่มาดคุณแม่น้องบองสายปั่น บอกเลยว่าต้องรีบมาเช็กด่วน เพราะดีกรีความเผ็ดร้อนของสาวแจ็คกี้รอบนี้ มันเกินต้านทานจริง ๆ ใครจะไปคิดล่ะคะว่าสาวสายฮาจะซ่อนรูปได้แซ่บเบอร์แรงขนาดนี้

แจ็คกี้ ชาเคอลีน

หลังจากที่สาวแจ็คกี้เผยภาพเซตที่ทำเอาโลกโซเชียลถึงกับสั่นสะเทือน บรรดาแฟนคลับและชาวเน็ตทั้งหลายต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย เช่น 

“แซ่บขนลุก”

“ปะการังสีดำ”

“งงมาก”

“มากกกกกก”

“ขนาดนี้แล้ว พี่เกรทมัวทำอะไรอยุคะ”

“แซ่บไฟลุกกกกกกก”

“ฟีลพี่ปลายฝันถ่ายปกนิตยสารมากก ชอบบบ สวยมากจ้า”

“สวยเว่อร์ไปอ่ะ”

“ขยันสวยยยย

“ตายๆๆๆๆๆๆๆ สวยไปไหมเนี่ย”

“สวยมากซิส”

“สวยโซ๊ะ”

“งามปะล้ำปะเหลือเจ้า”

แจ็คกี้ ชาเคอลีน
แจ็คกี้ ชาเคอลีน
แจ็คกี้ ชาเคอลีน
แจ็คกี้ ชาเคอลีน
แจ็คกี้ ชาเคอลีน

แจ็คกี้ ชาเคอลีน
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก อินสตาแกรม   jackie_jacqueline

‘หนุ่ม กรรชัย’ มอบเงิน 500,000 บาท สร้างโอกาสให้เด็กพิเศษ

‘หนุ่ม กรรชัย’ มอบเงิน 500,000 บาท สร้างโอกาสให้เด็กพิเศษ

‘หนุ่ม กรรชัย’ มอบเงิน 500,000 บาท สร้างโอกาสให้เด็กพิเศษ

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.12 น.

เดินหน้าช่วยสังคมมาแบบเงียบๆ ไม่ค่อยเป็นข่าว จากหลากหลายเหตุการณ์ สำหรับ “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” ผู้ประกาศข่าวรายการ “เที่ยงวันทันเหตุการณ์” และ พิธีกรรายการ “โหนกระแส” ทางช่อง 3 ล่าสุด “หนุ่ม กรรชัย” เพิ่งมอบเงิน 500,000 ให้ มูลนิธิ“เพจอีจัน” เพื่อสานต่อโอกาสให้กับน้อง ๆ

จาก ในวันนี้ 500,000 บาท กลายเป็นห้องเรียน ที่จะสร้างโอกาส ให้เด็กๆ โรงเรียนเด็กพิเศษทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี  ซึ่งใช้เวลาในการสร้างโรงเรียนนี้มา 434 วัน ใช้งบประมาณในการสร้าง 30 ล้านบาท แม้จะเป็นส่วนเล็กๆ ในครั้ง แต่เรียกว่า “หนุ่ม กรรชัย” เป็นผู้ให้ตัวจริง และในวันพรุ่งนี้ 1 ส.ค. 69 วันที่รอคอยก็จะมาถึง เพราะจะมีการส่งมอบโรงเรียนแห่งโอกาสนี้ ให้กับกระทรวงศึกษาธิการ

มทม. – Imperial College London จัด ‘IEEE BioSensors 2026’ ปักหมุดกรุงเทพฯ เชื่อมงานวิจัยโลกสู่ตลาด

มทม. - Imperial College London จัด ‘IEEE BioSensors 2026’ ปักหมุดกรุงเทพฯ เชื่อมงานวิจัยโลกสู่ตลาด

มทม. – Imperial College London จัด ‘IEEE BioSensors 2026’ ปักหมุดกรุงเทพฯ เชื่อมงานวิจัยโลกสู่ตลาด

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.13 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (Mahanakorn University of Technology: MUT) จับมือ Imperial College London ผนึกกำลังจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติครั้งสำคัญ “IEEE BioSensors 2026” ณ กรุงเทพมหานคร เชื่อมโยงนักวิจัยชั้นนำจากทั่วโลกกับภาคการแพทย์ อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และนักลงทุน พร้อมผลักดันนวัตกรรมไบโอเซนเซอร์จากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริงและการต่อยอดเชิงพาณิชย์

การประชุมวิชาการนานาชาติ IEEE BioSensors 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพมหานคร ภายใต้การสนับสนุนของ IEEE Sensors Council เปิดเวทีให้นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร แพทย์ นักวิจัย นักศึกษา ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก ร่วมนำเสนอความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไบโอเซนเซอร์ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับความต้องการของภาคเศรษฐกิจและสังคม

การที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครและ Imperial College London ร่วมกันจัดงานครั้งนี้ นับเป็นความร่วมมือสำคัญระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของไทยกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการเป็นกลไกเชื่อมโยงองค์ความรู้ บุคลากร เทคโนโลยี และเครือข่ายนานาชาติ เพื่อยกระดับระบบนิเวศการวิจัยและนวัตกรรมด้านไบโอเซนเซอร์ของประเทศไทย

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานกล่าวสุนทรพจน์และประกาศเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมเปิดอนาคตของเทคโนโลยีไบโอเซนเซอร์และการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเพื่อยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวว่า เทคโนโลยีเซนเซอร์และไบโอเซนเซอร์มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นการเกษตร การแพทย์ สิ่งแวดล้อม และภาคอุตสาหกรรม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ

การพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขา การจัด IEEE BioSensors 2026 จึงเป็นโอกาสสำคัญในการรวบรวมนักวิจัยชั้นนำด้านเซนเซอร์และไบโอเซนเซอร์ ตลอดจนเชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยเข้ากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริง

นอกเหนือจากการส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แล้ว ยังต้องเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่และสตาร์ทอัพสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านเซนเซอร์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่และภาคเศรษฐกิจทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับแนวทางผลักดันงานวิจัยด้านไบโอเซนเซอร์จากห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตและการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะสนับสนุนผ่านกลไกของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือกองทุน ววน. โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐาน งานวิจัยเชิงลึก การทดสอบประสิทธิภาพ การทดลองทางคลินิก การรับรองมาตรฐาน ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการเข้าสู่ตลาด

ขณะเดียวกัน การพัฒนากำลังคนถือเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญ เนื่องจากเทคโนโลยีเซนเซอร์และไบโอเซนเซอร์ต้องบูรณาการองค์ความรู้ด้านเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ วัสดุศาสตร์ การแพทย์ และการวิเคราะห์ข้อมูล กระทรวง อว. จึงมุ่งพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะแบบสหสาขาวิชา เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต

หลังจากนี้จะมีการผลักดันให้เกิดคลัสเตอร์ด้านไบโอเซนเซอร์ในประเทศไทย โดยเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล สถาบันวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการ พร้อมวิเคราะห์จุดแข็งและช่องว่างที่ประเทศไทยยังต้องพัฒนา รวมถึงแสวงหาความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของไทยให้สามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมไบโอเซนเซอร์ระดับโลกได้อย่างยั่งยืน

ด้าน Professor Pantelis Georgiou ประธานการประชุม IEEE BioSensors 2026 กล่าวว่า การจัดตั้งเครือข่ายสาขาในประเทศไทยจะช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมทางวิชาการให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากการจัดประชุมประจำปี โดยมุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้และความร่วมมือด้านไบโอเซนเซอร์เป็นสำคัญ พร้อมเปิดโอกาสให้ขยายความร่วมมือไปยังศาสตร์สาขาอื่น รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี

Professor Pantelis Georgiou เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ห้องปฏิบัติการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และ Imperial College London มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับทักษะและศักยภาพของบุคลากรไทย ทั้งด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง และการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมกล่าวชื่นชมประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่มีความอบอุ่นและเป็นมิตร พร้อมแสดงความรู้สึกเป็นเกียรติที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดการประชุมครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญที่นักวิจัยไทยจะได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับนักวิจัยชั้นนำจากนานาประเทศ ตลอดจนเข้าถึงเทคโนโลยีไบโอเซนเซอร์ที่มีความก้าวหน้าและทันสมัย

Professor Pantelis Georgiou กล่าวด้วยว่า กรุงเทพมหานครเป็นจุดหมายปลายทางที่สร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมการประชุม โดยจากการพูดคุยพบว่า ผู้เข้าร่วมงานจำนวนมากชื่นชอบการเดินทางมาประเทศไทย ทั้งด้านบรรยากาศ วัฒนธรรม และการต้อนรับที่เป็นมิตร พร้อมเชื่อมั่นว่าหลายคนจะเดินทางกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้งในอนาคต

ขณะที่รองศาสตราจารย์ ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และประธานร่วมการประชุม IEEE BioSensors 2026 เปิดเผยว่า การประชุม IEEE BioSensors ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569 เป็นเวทีนานาชาติที่เชื่อมโยงนักวิจัยด้านไบโอเซนเซอร์เข้ากับภาคการแพทย์ อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และนักลงทุน เพื่อร่วมพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน

การประชุมครั้งนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของการจัดงาน ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในปี 2566 เมืองเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร ในปี 2567 และเมืองซานดิเอโก สหรัฐอเมริกา ในปี 2568 ก่อนที่กรุงเทพมหานครจะได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพในปี 2569 สะท้อนศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการประชุมวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับโลก

กรุงเทพมหานครมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม สถานพยาบาล สถาบันการศึกษา ศูนย์วิจัย บุคลากรทางวิทยาศาสตร์ และผู้ประกอบการเทคโนโลยี ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีทางการแพทย์ อุปกรณ์สุขภาพ และนวัตกรรมสุขภาพดิจิทัล

อีกทั้งระบบนิเวศการวิจัยและนวัตกรรมของไทยยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการลงทุนด้านการวิจัย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างบุคลากรในสาขาวิศวกรรมชีวภาพ วิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ไบโอเซนเซอร์ และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ รวมถึงความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย โรงพยาบาล และบริษัทเทคโนโลยี ซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลักดันผลงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริง

“กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการจัด IEEE BioSensors 2026 เพราะสามารถเชื่อมโยงงานวิจัยล้ำสมัยเข้ากับระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศไทยและเครือข่ายระดับนานาชาติ เปิดโอกาสให้นักวิจัย แพทย์ วิศวกร ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรมจากทั่วโลก ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และร่วมพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง” รองศาสตราจารย์ ดร.ภานวีย์ กล่าว

IEEE BioSensors เป็นการประชุมวิชาการภายใต้การสนับสนุนของ IEEE Sensors Council มุ่งเน้นองค์ความรู้ด้านไบโอเซนเซอร์ ระบบตรวจวัดทางชีวภาพ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง โดยเปิดพื้นที่ให้นำเสนอผลงานวิจัยต้นฉบับ แนวคิดใหม่ เทคโนโลยีเกิดใหม่ และนวัตกรรมที่มีศักยภาพต่อยอดไปสู่ภาคส่วนต่าง ๆ

เนื้อหาภายในงานครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบวัสดุและโครงสร้างไบโอเซนเซอร์ เทคโนโลยี Lab-on-Chip ชิปดีเอ็นเอ อิมมูโนเซนเซอร์ ไบโอเซนเซอร์ที่ใช้เอนไซม์ ระบบตรวจวัดแบบสวมใส่ อุปกรณ์ฝังในร่างกาย และไบโอเซนเซอร์สำหรับติดตามสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการประมวลผลสัญญาณ การสร้างแบบจำลองทางชีวภาพ และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์และแมชชีนเลิร์นนิง เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็วในการวิเคราะห์ข้อมูล

สำหรับ IEEE BioSensors 2026 มีผลงานวิจัยส่งเข้ารับการพิจารณาจำนวน 226 ผลงาน จาก 28 ประเทศทั่วโลก โดยทุกผลงานผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิอิสระอย่างน้อย 3 คน ก่อนคัดเลือกให้นำเสนอในรูปแบบการบรรยายทางวิชาการ 26 เรื่อง การนำเสนอแบบโปสเตอร์ 69 ผลงาน และการสาธิตเทคโนโลยีแบบสด 5 รายการ

โปรแกรมภายในงานยังประกอบด้วยการอบรมเชิงปฏิบัติการ 3 หัวข้อ ได้แก่ การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์และแมชชีนเลิร์นนิงกับสัญญาณชีวภาพ กลยุทธ์การตรวจวัดด้วยใยแก้วนำแสง และการตรวจวัดทางชีวภาพและเคมีด้วยแสงแบบ Superchiral ตลอดจนกิจกรรมสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่และการแข่งขัน MYOSA เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการพัฒนานวัตกรรมด้านเซนเซอร์

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการเสวนาภาคอุตสาหกรรมหัวข้อ “The Path to Market for Electrochemical Point-of-Care Biosensors” ถ่ายทอดเส้นทางการพัฒนาไบโอเซนเซอร์ ตั้งแต่การวิจัยในห้องปฏิบัติการ การพัฒนาต้นแบบ การทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัย ไปจนถึงการผลิต การขออนุญาต และการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด

การเสวนาดังกล่าวช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจว่า ความสำเร็จของเทคโนโลยีไบโอเซนเซอร์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องคำนึงถึงมาตรฐานการผลิต กฎระเบียบทางการแพทย์ ต้นทุน ความต้องการของผู้ใช้งาน รูปแบบธุรกิจ และความเป็นไปได้ในการขยายการผลิตในระดับอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ผู้จัดงานยังเปิดพื้นที่นิทรรศการสำหรับบริษัท มหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัย ห้องปฏิบัติการ และองค์กรด้านเทคโนโลยี เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ ผลงานวิจัย เครื่องมือ ต้นแบบ และนวัตกรรม พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม

ผลงานส่วนใหญ่ที่นำเสนอภายในงานจะได้รับการเผยแพร่ผ่านฐานข้อมูล IEEE Xplore ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม ขณะที่ผลงานบางส่วนจะได้รับการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสาร IEEE Sensors Letters ฉบับพิเศษด้านไบโอเซนเซอร์ เพื่อขยายการเผยแพร่องค์ความรู้และเพิ่มโอกาสในการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ในระดับนานาชาติ

ความร่วมมือในการจัด IEEE BioSensors 2026 ครั้งนี้ ยังเป็นการต่อยอดความสัมพันธ์ทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครและ Imperial College London ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ร่วมกันเปิดตัว MUT – Imperial Semiconductor AI & BioSensor Electronics Research (SABER) Laboratory หรือ SABER Lab. ห้องปฏิบัติการวิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ และไบโอเซนเซอร์แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยทั้งสองแห่ง

SABER Lab. เปิดโอกาสให้นักศึกษาและนักวิจัยไทยได้เข้าถึงห้องปฏิบัติการมาตรฐานระดับโลก ทำงานวิจัยร่วมกับนักวิจัยชั้นนำ และพัฒนาทักษะผ่านประสบการณ์ปฏิบัติงานจริง สอดคล้องกับเป้าหมายของการประชุม IEEE BioSensors 2026 ที่มุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยและห้องปฏิบัติการไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยี การสร้างผู้ประกอบการ และการใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม

ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประชุม การลงทะเบียน การจัดแสดงนิทรรศการ และการสนับสนุนการจัดงานได้ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ผ่านทางอีเมล inter@mut.ac.th หรือโทรศัพท์ 061 223 2344 รวมถึงติดต่อเว็บไซต์ ieee-biosensors.org/2026 หรือติดต่อ Brianna Orr ผู้จัดการการประชุม IEEE BioSensors 2026 ทางอีเมล borr@conferencecatalysts.com

รัฐบาล เตรียมจัดกิจกรรมวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง-วันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค.

รัฐบาล เตรียมจัดกิจกรรมวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง-วันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค.

รัฐบาล เตรียมจัดกิจกรรมวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง-วันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค.

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.06 น.

รัฐบาลเตรียมจัดกิจกรรมวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง-วันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. นายกฯ นำทำบุญตักบาตร ถวายพระราชกุศล ชวนภาครัฐ-เอกชน-ปชช.ร่วมกิจกรรม

4 สิงหาคม 2569 นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ด้วยวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2569 เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นายกรัฐมนตรีได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตในนามรัฐบาลดำเนินการจัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2569 ดังนี้

นางยุพา กล่าวว่า 1.การจัดพิธีทางศาสนา จัดพิธีสวดพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เวลา 07.00 น.ในวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2569 โดยส่วนกลางจัดพิธี ณ ท้องสนามหลวง พระสงฆ์ จำนวน 193 รูป โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีพร้อมภริยา ส่วนภูมิภาคทุกจังหวัดจัดพิธี ณ ศาลากลางจังหวัด หรือสถานที่ที่เหมาะสม และในต่างประเทศสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลพิจารณาการจัดพิธีตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม

นางยุพา กล่าวว่า นอกจากนี้จัดพิธีสวดพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนาถวายพระราชกุศล โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติดำเนินการเสนอมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณาให้วัดทุกวัดในประเทศไทยจัดพิธีสวดพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนาถวายพระราชกุศล ในวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2569 สำหรับวัดไทยในต่างประเทศให้พิจารณาการจัดพิธี ตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม  และ 2.จัดกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์และสาธารณกุศล ในเดือนสิงหาคม 2569 ตามความเหมาะสม

ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แสดงความจงรักภักดี และร่วมจัดกิจกรรมฯ ให้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติในโอกาสดังกล่าว

ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืน เพิกถอนคำสั่ง มท.1 ที่ให้ นิพนธ์ พ้น นายกอบจ.สงขลา

ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืน เพิกถอนคำสั่ง มท.1 ที่ให้ นิพนธ์ พ้น นายกอบจ.สงขลา

ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืน เพิกถอนคำสั่ง มท.1 ที่ให้ นิพนธ์ พ้น นายกอบจ.สงขลา

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.45 น.

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งของ มท.1 ที่ให้นิพนธ์พ้นจากตำแหน่งนายกอบจ.สงขลา 

วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.2001/2566 คดีหมายเลขแดงที่ อ.702/2569 ระหว่างนายนิพนธ์ บุญญามณี ผู้ฟ้องคดี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งขาติที่1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่2 ผู้ถูกฟ้องคดีโดยศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1528/2564 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2564 ที่ให้ผู้ฟ้องคดี (นายนิพนธ์ บุญญามณี) พ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ในวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2556 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2562 อันเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการกระทำโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น 

‘อนุทิน’ ถึงกรุงจาการ์ตาแล้ว เตรียมหารือ ‘ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย’ มุ่งกระชับความร่วมมือ

‘อนุทิน’ ถึงกรุงจาการ์ตาแล้ว เตรียมหารือ ‘ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย’ มุ่งกระชับความร่วมมือ

‘อนุทิน’ ถึงกรุงจาการ์ตาแล้ว เตรียมหารือ ‘ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย’ มุ่งกระชับความร่วมมือ

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.14 น.

นายกฯ เดินทางถึงกรุงจาการ์ตา แล้ว เตรืยมหารือเต็มคณะกับประธานาธิบดีอินโดนิเซีย มุ่งกระชับความร่วมมือภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership)

วันที่ 3 สิงหาคม 2569 วลา 15.45 น. ที่กรุงจาการ์ตา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ได้แก่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะเดินทางถึงท่าอากาศยานฮาลิมเปอร์ดานากุสุมา กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซียเพื่อเริ่มการเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3 – 4 สิงหาคม 2569 ตามคำเชิญของ นายปราโบโว ซูบียันโต  ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยมี พล.อ. จามารี คานียาโก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประสานงานด้านกิจการการเมืองและความมั่นคงของอินโดนีเซีย ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ นายฮารี ปราโบโว เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจำประเทศไทย พร้อมด้วย นายประพันธ์ ดิษยทัต เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงจาการ์ตา ให้การต้อนรับ   

โดยจะมีพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการและหารือเต็มคณะกับประธานาธิบดีสาธารณรัฐอินโดนีเซีย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ณ ทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ต่อไป

ศิริกัญญา รู้ซึ้ง! หลาบจำแล้วค่ะ โหวตอนุทินในวันนั้น ทำภูมิใจไทยมาถึงทุกวันนี้

ศิริกัญญา รู้ซึ้ง! หลาบจำแล้วค่ะ โหวตอนุทินในวันนั้น ทำภูมิใจไทยมาถึงทุกวันนี้

ศิริกัญญา รู้ซึ้ง! หลาบจำแล้วค่ะ โหวตอนุทินในวันนั้น ทำภูมิใจไทยมาถึงทุกวันนี้

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.50 น.

“ศิริกัญญา”รู้ซึ้ง! “หลาบจำแล้วค่ะ” โหวต”อนุทิน”ในวันนั้น ทำ”ภูมิใจไทย”มาถึงทุกวันนี้ ไม่ปิดทาง”เขียว-แดง”คุยตั้งรัฐบาล แต่กับ”น้ำเงิน”ไม่มีทางแล้วแน่นอน ย้อน”นายกฯ”ไม่กลัวซักฟอก คงต้องตัดไม้ข่มนามเป็นธรรมดา

3 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวการดีลทางการเมืองระหว่างฝั่งสีแดงกับฝั่งสีเขียวจนทำให้รัฐบาลสั่นคลอน ว่า จริงๆ แล้วถึงไม่มีการดีลระหว่างเขียวกับแดง รัฐบาลก็มีความสั่นคลอนอยู่จากปัญหา 108 พันประการ ตั้งแต่เริ่มตั้งรัฐบาลมา อายุเพียง 3 เดือน แต่ข่าวฉาว ข่าวไม่ดีต่างๆ ตั้งแต่การทุจริตคอร์รัปชัน การโกง สว. หรือการบริหารจัดการภายในที่นำไปสู่ ปัญหาอื่นที่เป็นปรากฏการณ์ เช่น พ่อทิพย์ ตนคิดว่าปัญหาพวกนี้มีค่อนข้างมาก อาจทำให้พรรคร่วมรัฐบาลคิดหนักอยู่เหมือนกันว่าจะตัดสินใจอย่างไร จะแบกไปด้วยกันอย่างนี้หรือไม่ ตนก็ไม่แปลกใจที่มีดีลลับ ซึ่งตนก็ไม่ทราบข้อเท็จจริง ว่าเขาไปดีลอะไรกัน เพราะไม่ได้มีการมาคุยกับสีส้มด้วย แต่ถึงมีดีลหรือไม่มีดีล เราก็ต้องนำมาเปิดเผยเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลให้ปรากฎสภา ผ่านการอภิปรายตามมาตรา 151 และมาตรา 152 โดยจะมีการแถลงต่อสื่อมวลชนในช่วงเปิดสมัยประชุมสภา

เมื่อถามว่า ช่วงเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจพอจะเปิดเผยได้หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า คงต้องมีการคุยกันกับพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วย ซึ่งช่วงเวลายังไม่ได้มีการกำหนดกันอย่างชัดเจน จะเป็นลำดับขั้นตอน ถ้าจะอภิปรายทั้งมาตรา 151 และมาตรา 152 ที่ลงมติและไม่ลงมติ ก็ต้องมีช่วงเวลาที่เหมาะสม อาจจะต้องเริ่มจากการอภิปรายมาตรา 152 ก่อนแล้วค่อยไปที่มาตรา 151 หรือไม่ เพราะหากอภิปรายตามมาตรา 151 แล้วก็จะไม่สามารถยื่นอภิปรายในมาตรา 152 ต่อได้หรือไม่ จึงต้องมีการพูดคุยกัน แต่ในสมัยหน้าคิดว่าน่าจะมีขึ้นแน่นอน

เมื่อถามว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ระบุว่าไม่กลัวการอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.ศิริกัญญา ร้อง “อ๋อหรอคะ” ก็คงต้องมีการตัดไม้ข่มนามกันอยู่แล้ว ถ้าบอกว่ากลัวก็คงจะดูไม่ดี แต่อย่าประมาทแล้วกันว่า ข้อมูลที่ฝ่ายค้านถืออยู่ในมือ จะสามารถโค่นล้มรัฐบาลได้หรือไม่ และแน่นอนว่าวิธีการที่ทำให้รัฐบาลล่มได้ คือการไม่สามารถรวบรวมเสียงของฝ่ายรัฐบาลได้ ถึงแม้ท้ายที่สุด การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะไม่เกิดผล เพราะเสถียรภาพยังไม่สั่นคลอนมากพอ อย่างน้อยก็เป็นการเช็กเสียง ว่าทางพรรคร่วมรัฐบาลยินดีที่จะแบกกันอยู่หรือไม่

เมื่อถามว่า แดงกับน้ำเงิน รวมกันยังไม่ได้เสียงเพียงพอ ตามสมการต้องเอาพรรคส้มมารวมด้วย น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ก็จริงอย่างที่ถามเลย ถ้าเฉพาะแดงกับเขียวก็อาจจะไม่มีผล อาจเป็นไปได้สองทาง ว่าเขียวกับแดงอาจจะเจรจาให้ได้ร่วมรัฐบาลหรือไม่ หรือจะเจรจาเพื่อตั้งรัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ตาม คงต้องมาคุยกับฝั่งเราด้วยเหมือนกัน ไม่เช่นนั้นสมการทางการเมืองอาจจะไม่ครบถ้วน

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนไม่ติดอะไรใช่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า “เรื่องพวกนี้ก็สามารถพูดคุยกันได้” เมื่อถามว่า ไม่ปิดทางแดงกับเขียว แต่ถ้าเป็นน้ำเงินมาคุย ปิดทางแน่นอนแล้วใช่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า ใช่ เขาคงไม่มาคุยกับเรา ถ้าเป็นกรณีนี้

เมื่อถามว่า หากเอาแดงออกแล้วเอาส้มเข้าไปอยู่ ไม่มีทางแล้วใช่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ไม่น่าจะเกิดขึ้น จุดยืนเราก็ชัดเจนในจุดนี้ ในฐานะที่เราก็กำลังทำงานในฐานะฝ่ายค้าน ได้เห็นข้อบกพร่องของแกนนำของการเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเยอะมาก ท้ายที่สุดการเปลี่ยนเข้าไปร่วมเราไม่สามารถทำได้

เมื่อถามว่า มองยังไงกับการที่คนยังวิเคราะห์กันอยู่ ว่ารัฐบาลมาถึงจุดนี้ได้ เพราะพรรคประชาชนไปโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี น.ส.ศิริกัญญา ถามกลับว่า “ยังวกกลับไปอยู่ได้อีกหรือ จริงๆ นายกรัฐมนตรีก็เลิกขอบคุณพรรคประชาชนมาสักพักแล้ว ไม่สำนึกบุญคุณของเราอีกต่อไปแล้ว ดิฉันก็ห้ามไม่ได้ที่จะมีคนคิดแบบนั้น ก็ต้องขออภัยด้วยที่ในอดีต เราเคยมีการตัดสินใจที่ไม่ได้ล่วงรู้ ว่าจะถูกบิดข้อตกลง ที่เคยได้ตกลงกันเอาไว้ ท้ายที่สุด ก็เป็นบทเรียนที่ทำให้เราหลาบจำเหมือนกันว่า การจะไปทำข้อตกลงอะไรกับใคร จะถือว่ามีสัจจะกัน มากต้องขออภัยพี่น้องประชาชนมากจริงๆ ที่ในวันนั้นทำให้ผิดหวัง และเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยมาถึงทุกวันนี้ สุดแต่ว่าจะมีใครวิเคราะห์ไปทางไหน แต่เราก็ขออภัย แล้วเราก็จำแล้วค่ะ”

สีหศักดิ์ ย้ำชัด! รายงานแอนดรูว์ส ไม่ใช่รายงานของ UN ซัดกัมพูชาหยิบมาโจมตี ทำไทยเสียหาย

สีหศักดิ์ ย้ำชัด! รายงานแอนดรูว์ส ไม่ใช่รายงานของ UN ซัดกัมพูชาหยิบมาโจมตี ทำไทยเสียหาย

สีหศักดิ์ ย้ำชัด! รายงานแอนดรูว์ส ไม่ใช่รายงานของ UN ซัดกัมพูชาหยิบมาโจมตี ทำไทยเสียหาย

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

“สีหศักดิ์”ย้ำชัด! รายงาน”แอนดรูว์ส”ไม่ใช่รายงานของสหประชาชาติฯ ซัด”กัมพูชา”หยิบมาโจมตีทำไทยเสียหาย ไทยเตรียมทำหนังสือเสนอ”คณะมนตรีฯ-ข้าหลวงใหญ่ฯ”

3 สิงหาคม 2569 ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงการรายงานข่าวเกี่ยวกับการแถลงของผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ว่า จากการแถลงข่าวของนาย Tom Andrews ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติฯ ซึ่งมีหลายประเด็นที่พาดพิงถึงประเทศไทย โดยทางกระทรวงการต่างประเทศก็ได้มีแถลงการณ์ชี้แจงในเบื้องต้นไปแล้ว ในวันนี้ตนขอเรียนชี้แจงท่าทีของรัฐบาลไทย  ซึ่งมีหลายประเด็นที่เราไม่เห็นด้วย และเราไม่ยอมรับในหลายสิ่งที่ปรากฏในรายงานของนาย Tom Andrews ตามที่เขาได้แถลงข่าวที่กรุงพนมเปญ

ประเด็นแรก รายงานของนาย Tom Andrews ที่มีการแถลงข่าวออกไปนั้น ไม่ใช่เป็นรายงานของสหประชาชาติฯ แต่เป็นรายงานของนาย Tom Andrews เกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ตามอาณัติที่เขาได้รับจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งรายงานของนาย Andrews ตามปกติต้องนำเข้าสู้ขบวนการพิจารณาของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติที่เจนีวา ซึ่งตนก็เคยเป็นประธานอยู่ ปกติก็ต้องมีการอภิปรายต่างๆโดยประเทศที่เป็นสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เพราะฉะนั้นรายงานดังกล่าวนี้ ยังเป็นรายงานของนาย Andrews อยู่ คณะมนตรีฯ จะทำอะไรกับรายงานนี้ก็แล้วแต่การอภิปราย อาจจะรับทราบการอภิปรายอาจจะมีการตั้งข้อสังเกตต่างๆจากประเทศที่เป็นสมาชิกของคณะมนตรีฯ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นสมาชิกประเทศหนึ่งในนั้นด้วย แน่นอนเมื่อมีการอภิปรายเราก็คงจะมีข้อสังเกต ข้อโต้แย้งของเราในหลายประเด็นด้วยกัน

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในฐานะที่ตนเคยเป็นประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนขอวสหประชาชาติมาก่อน การทำงานขอผู้เสนอรายงาน ต้องเน้นการทำงานที่เป็นกลาง เที่ยงธรรม และไม่ลำเอียง เพราะรายงานต้องใช้เป็นพื้นฐานการพิจารณาของคณะมนตรีฯ สิ่งที่เรากังวลก็คือ ในรายงานของนาย Andrews ซึ่งมีอาณัติหลักเป็นสิทธิมนุษยชนในกัมพูชา แต่มีหลายเดนเริ่มต้นที่มีการพาดพิงถึงประเทศไทย ในเรื่องของความขัดแย้ง ในเรื่องของผู้ไร้ที่อยู่เนื่องจากผลของสงครามความขัดแย้ง ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ รวมทั้งเรื่องของแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย ที่ต้องกลับไปประเทศกัมพูชา ที่เราเป็นห่วงคือในแรงงานนั้นพาดพิงประเทศไทย แต่ไม่ได้ตรวจสอบกับประเทศไทยด้วยว่าสิ่งเหล่านี้ฝ่ายไทยมีความเห็นอย่างไรบ้าง ทำให้เราห่วงในการทำงานของนาย Andrews ที่จะต้องเน้นหลักของความเป็นกลาง เที่ยงธรรม และไม่ลำเอียง  ที่เราเป็นห่วงเป็นพิเศษก็คือฝ่ายกัมพูชา ได้ประโคมข่าวเรื่องนี้ และก็คัดเลือกบางประเด็นเท่านั้นจากรายงาน ซึ่งก็มีหลายเรื่องแต่นำประเด็นที่พาดพิงประเทศไทยไปขยายผลต่อ ใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง ทั้งๆที่ในการหารือระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ที่เซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ในช่วงการประชุมสุดยอดของผู้นำอาเซียน เราได้ตกลงกันแล้วว่านอกจากการหยุดยิงในพื้นที่ เราจะละเว้นการโจมตีซึ่งกันและกันในเวทีระหว่างประเทศ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้นให้กับความสัมพันธ์ เราจะได้เดินหน้าในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ก็แสดงว่ากัมพูชาไม่ได้ปฏิบัติตามที่เราตกลงกันไว้ และที่น่าเป็นห่วงและเกรงว่า ไม่อยากให้รายงานของนาย Andrews ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายกัมพูชา

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ขอโต้แย้งข้อมูลต่างๆที่นาย Andrews เสนอในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทย ประการแรก กรณีที่นาย Andrews ได้กล่าวว่ามีชาวกัมพูชาไร้ที่อยู่อาศัยที่ไม่สามารถกลับบ้านภูมิลำเนาได้ประมาณ 650,000 คน ที่จริงแล้วจำนวนดังกล่าวไม่ถึง เข้าใจว่าจำนวนนี้รวมชาวกัมพูชาที่อยู่ในหมู่บ้านที่ลุกล้ำเข้ามาในเขตไทย หมู่บ้านเหล่านี้เราก็ทราบกันอยู่ว่ารุกล้ำเข้ามาตั้งแต่ช่วงที่มีสงครามกลางเมืองในกัมพูชา ประมาณ 50 กว่าปีที่ผ่านมา ที่เข้ามาแล้วก็ไม่ได้ขับไปกัมพูชา และกลายเป็นหมู่บ้านกัมพูชาในเขตไทย เพราะฉะนั้น จำนวนนี้ ไม่อยู่ในข่ายของผู้ที่เรียกว่าผู้ที่ถูกพลัดถิ่นภายในประเทศ

ประเด็นที่สอง ผู้พลัดถิ่นเหล่านี้ ประเทศไทยเราก็ต้องอพยพคนของเราประมาณ 400,000 คน ในช่วงที่มีความขัดแย้งและมีการปะทะกัน แต่เราก็บริหารจัดการและดูแลคนของเรา ซึ่งผู้พลัดถิ่นเหล่านี้เป็นผลของสงคราม ซึ่งประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้เริ่ม ดังนั้น ผลของสงครามความสูญเสียต่างๆรัฐบาลกัมพูชา ก็ต้องดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานของคนเหล่านี้ให้ได้ เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลไทยก็ดูแลคนของเรา และคอยแก้ไขปัญหาขั้นสุดท้ายระหว่างสองประเทศ ซึ่งการแก้ไขขั้นสุดท้าย ก็ต้องเป็นไปตามกรอบของแถลงการณ์ร่วม หรือ Joint Statement ที่เราตกลงกัน เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม  2568 และสำคัญที่สุด คือเจตนารมณ์ของผู้นำทั้งสองที่ตกลงกันในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ตรงนี้ถือเป็นแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาโดย เฉพาะการประชุมสุดยอดของผู้นำทั้งสอง ข้อตกลงกันว่าจะแก้ไขโดยหารือผ่านทวิภาคี และดำเนินมาตรการในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน เพื่อนำไปสู่ข้อแก้ไขสุดท้ายในประเด็นต่างๆ

“สิ่งที่ประเทศไทยรับไม่ได้ก็คือ ทำไมไม่พูดถึงความสูญเสียของประเทศไทยเลย ประเทศไทยเราก็สูญเสีย พลเรือนเสียชีวิต โรงพยาบาลถูกโจมตี โรงเรียนถูกโจมตี อันนี้เป็นความเริ่มต้นจากฝ่ายกัมพูชาก่อนตอนที่เกิดการปะทะกันครั้งแรก ดังนั้นรายงานดังกล่าวนี้ถ้าจะให้เป็นธรรมจริงๆ ต้องมีการเสนอความสูญเสียของฝ่ายไทยด้วย”

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า ขอโต้แย้งที่กล่าวถึงแรงงานกัมพูชาที่อยู่ในประเทศไทย และถูกบังคับให้กลับไปกัมพูชา และสร้างภาระให้กับรัฐบาลกัมพูชา ตนขอชี้แจงว่า ไทยไม่เคยบังคับผลักดันแรงงานกัมพูชา ทั้งที่อยู่อย่างถูกกฎหมายและผิดกฎหมายให้กับประเทศ แต่ในทางกลับกัน คือฝ่ายกัมพูชาที่เรียกร้องให้แรงงานกัมพูชากับประเทศกัมพูชา แต่พอกลับไปแล้วแรงงานเหล่านี้ไม่มีงานทำ ก็เป็นภาระให้กับรัฐบาลกัมพูชา ซึ่งก็เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลกัมพูชาที่ต้องดูแลแรงงานเหล่านี้

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในรายงานของ นาย Andrews มีกล่าวถึงหลายประเด็น แต่ฝ่ายกัมพูชาหยิบเฉพาะประเด็นที่กระทบต่อประเทศไทยมานำเสนอและก็ขยายความ แต่มีอีกหลายประเด็นที่นาย Andrews ได้กล่าวถึงในรายงาน เช่น เสรีภาพทางการเมือง เสรีภาพในการแสดงความเห็น และเรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติ เรื่องสแกรม ซึ่งเกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับการค้ามนุษย์  ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นที่สำคัญ และเป็นข้อกังวลของประชาคมโลกโดยเฉพาะเรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติ เรื่องสแกรม เรื่องการค้ามนุษย์ ซึ่งประเทศไทยก็มีความห่วงใย ซึ่งในแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา ที่นำไปสู่การหยุดจริงระหว่างประเทศทั้งสองเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ก็พูดถึงความร่วมมือในเรื่องนี้ ซึ่งประเทศไทยในฐานะที่เราเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ เราก็อยากจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาอย่างจริงจังของคณะมนตรีฯ ในการประชุมสมัยหน้า รวมทั้งความเป็นไปได้ ที่จะมีข้อมติอย่างใดอย่างหนึ่งในเรื่องนี้และเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาได้ดำเนินการมากขึ้นในการดำเนินการปราบปรามขบวนการสแกรมทั้งหลาย ซึ่งขณะนี้ก็ น่ายินดีที่ฝ่ายกัมพูชาก็เริ่มทำอยู่ แต่ในรายงานของนาย Andrews ก็ยังตั้งข้อสังเกตว่ามีหลายอย่างที่ฝ่ายกัมพูชายังสามารถทำให้ดีขึ้นได้

“หลักๆ ก็จะมีเท่านี้ในประเด็นที่ผมอยากชี้แจงให้ทุกท่านทราบ มิฉะนั้นจะกลายเป็นการให้ข่าวฝ่ายเดียวของกัมพูชา ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้แถลงตอบโต้ไปแล้ว แต่วันนี้ผมขอยืนยันสิ่งที่เราได้แถลงออกไป และพยามตอกย้ำในประเด็นที่เราให้ความสำคัญสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย และเรารับไม่ได้ว่ามีอะไรบ้าง คือ 1.ข้อมูลนั้นไม่ใช่รายงานของสหประชาชาติ ยังไม่ได้นำเข้าในที่ประชุมของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ 2.ทำให้เรามีข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นกลาง ความเที่ยงธรรม ความไม่ลำเอียง ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากของผู้ปฏิบัติหน้าที่นี้ และผมก็มองว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีการแถลงข่าวต่อสาธารณะถ้ายังไม่ได้เสนอรายงานต่อคณะมนตรีฯเลย 3.เราขอโต้แย้งข้อมูลที่นำเสนอเกี่ยวกับผู้พลัดถิ่นในประเทศ และแรงงานกัมพูชาที่กลับจากประเทศไทยไปกัมพูชา และที่เราเป็นห่วงคือ ฝ่ายกัมพูชาเลือกบางส่วนของรายงานดังกล่าวไปนำเสนอ ในทางที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทย ให้ร้ายประเทศไทยซึ่งก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะว่าเป็นสิ่งที่กัมพูชาทำมาโดยตลอด แต่เสียดายในเมื่อกัมพูชาอยากจะเดินหน้าแก้ไขปัญหา ไม่ว่าทางบก ทางทะเล จึงต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน เราก็ต้องทำให้การหยุดยิงอย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรละเว้นในเรื่องของการโจมตีซึ่งกันและกันในเวทีระหว่างประเทศ”

นายสีหศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการต่างประเทศ จะทำหนังสือถึงคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา และทำหนังสือถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนที่เจนีวาด้วย

ส่วนที่ถามว่า ความเห็นของนาย Andrews มีผลกับการมองประเทศไทย ในประเทศสมาชิกอาเซียน หรือใน UN มีประเทศไหนที่เขาปักใจเชื่อกับการนำเสนอของนาย Andrews บ้าง นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า นาย Andrews เคยเป็นผู้เสนอรายงานของเมียนมามาแล้ว การแถลงข่าวเขาเน้นเรื่องความเป็นสีสัน จริงๆแล้วคนที่เป็นผู้เสนอรายงานต้องระมัดระวังอย่างมากในการแถลงข้อมูลสู่สาธารณะ เพราะภารกิจของนาย Andrews ตนก็เคยเตือนประธานคณะมนตรีฯ ต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ถ้าเขาหวังผลอะไรที่เป็นรูปธรรม การที่จะมาประกาศอะไรแถลงอะไรต่อสาธารณะ ต้องระมัดระวัง ดังนั้น ตนคิดว่าตรงนี้ก็ต้องเตือนคณะมนตรีเหมือนกันว่าการปฏิบัติหน้าที่ ต้องเป็นกลาง เที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง และต้องระมัดระวังในการแถลงข้อมูลต่างๆ

ถามว่า กัมพูชายังคงพุ่งเป้าไปที่แผนที่ 1:200000 หรือไม่ เราได้มีการชี้แจงเพิ่มเติมหรือว่ายืนยันในหลักการของเราแนวทางของเราอย่างไรบ้าง นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า แผนที่ 1:200000 ก็เป็นเอกสาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา แต่ฝ่ายไทยเราก็ยืนยันเสมอว่ามีเอกสารที่เกี่ยวข้องอื่นๆด้วย ก็ต้องดู เนื้อหาสัญญา สันปันน้ำ จริงๆ แล้วเราก็ต้องยืนยันแผนที่เราด้วย 1:50000 เพราะเป็นเอกสารที่ต้องใช้ประกอบ การพิจารณาการทำงานของ คณะกรรมาธิการปักปัน เขตแดนร่วม เจบีซี ซึ่งตรงนี้เป็นท่าทีของเราตลอดมา

นายสีหศักดิ์ ข่าวตอนท้ายว่า หนังสือที่กระทรวงการต่างประเทศ แถลงการณ์ออกไป ได้ชี้แจงถึงความกังวลของเรา รวมถึงข้อห่วงใยของเรา และเราจะมีหนังสือไปถึงประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งประเทศไทยเราเป็นสมาชิกอยู่ด้วย และจะมีหนังสือไปถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน ซึ่งทั้งคู่อยู่ที่นครเจนีวา ซึ่งประเด็นที่เราอยากให้อภิปรายหารือในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ เป็นเรื่องสำคัญและก็เป็นผลสืบเนื่องจากรายงานของนาย Andrews ก็คือเรื่องของสแกรม ซึ่งเราคิดว่าประเทศที่เกี่ยวข้อง ยังทำได้มากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งกัมพูชาและฝั่งเมียนมา ซึ่งในโอกาสที่ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา จะเยือนประเทศไทย ก็จะคุยกันถึงเรื่องนี้ด้วย และในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ให้มีการหยุดยิง เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ก็พูดถึงความร่วมมือของประเทศทั้งสองในการปราบปรามขบวนการสแกรม รวมถึงเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้วย ซึ่งประเด็นเหล่านี้ประเทศไทยจะนำเข้าสู่การหารือในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ ก็ดูว่าจะมีข้อมติอะไรออกมาได้บ้าง

กรวีร์ แจงปมถือครองที่ดินถูกศาลยึดทรัพย์ ชี้ ถูกยึดแค่ตัวบ้าน แต่ซื้อคืนกลับมาแล้ว

กรวีร์ แจงปมถือครองที่ดินถูกศาลยึดทรัพย์ ชี้ ถูกยึดแค่ตัวบ้าน แต่ซื้อคืนกลับมาแล้ว

กรวีร์ แจงปมถือครองที่ดินถูกศาลยึดทรัพย์ ชี้ ถูกยึดแค่ตัวบ้าน แต่ซื้อคืนกลับมาแล้ว

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

กรวีร์ แจงปมถือครองที่ดินถูกศาลยึดทรัพย์แค่ตัวบ้าน แต่ซื้อคืนกลับมาแล้ว ยันทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ยื่นบัญชีถูกต้อง-ตรวจสอบได้  โต้ปม เนวิน นุ่งขาสั้น วอนแยกแยะ เหตุไปฐานะ ปธ.สโมสรบุรีรัมย์ ไม่เกี่ยว ภูมิใจไทย

เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวภายหลังที่มีการตั้งข้อสังเกตถึงบัญชีทรัพย์สินที่ยื่น ซึ่งปรากฏว่ามีการถือครองที่ดินแปลงเดียวกับที่นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเป็นบิดา เคยถูกศาลฎีกายึดทรัพย์เมื่อ 10 ปีก่อน ว่า เรื่องของที่ดินตนขอแยกเป็น 2 ส่วนระหว่างที่ดินกับตัวบ้าน สิ่งที่ถูกคำพิพากษาไม่ใช่ที่ดินแต่เป็นตัวบ้าน ที่ดินเป็นชื่อของลุง ซึ่งเป็นพี่ชายของแม่ตนได้เสียชีวิต จึงได้รับโอนมรดกมาให้กับแม่ ซึ่งแม่ก็ได้ใส่เป็นชื่อลูกทั้ง 4 คน

นายกรวีร์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องของตัวบ้านที่ถูกคำพิพากษาของศาลก็ได้มีการขายทอดตลาด ลูก 4 คนจึงได้รวมเงินกัน เพื่อไปซื้อบ้านคืนมาจากรัฐบาล เมื่อปรากฏเป็นชื่อของพวกตนก็ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สิน ก็ขอบคุณที่ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาจะได้อธิบาย เพื่อให้ทุกคนสบายใจว่าเราทำตามขั้นตอน ทำตามกฎหมายของทุกอย่าง และเราทำอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ เราก็ได้ยื่นเข้าไปในบัญชีทรัพย์สินทั้งหมด 

เมื่อถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคภูมิใจไทยที่ใส่กางเกงขาสั้นร่วมพิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งอาจไม่เหมาะสมจะส่งผลกระทบต่อพรรคหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ก็ทราบว่าเป็นการจัดกิจกรรมของสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ที่ได้ลงไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นกิจกรรมของสโมสรฟุตบอลไม่ได้เป็นเรื่องงานพิธีการทางราชการ 

“ก็อยากจะให้สังคมได้มองระหว่างเรื่องของการเมืองกับเรื่องของกีฬา นายเนวิน ชิดชอบ ก็ไปในฐานะประธานสโมสรฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แล้วไม่ได้อยู่ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยด้วยจึงอยากให้แยกประเด็นกัน” นายกรวีร์ กล่าว