โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 23 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 23 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 23 ราย

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.57 น.

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง พระราชทานยศตำรวจเป็นกรณีพิเศษ

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศตำรวจเป็นกรณีพิเศษให้แก่ ข้าราชการตำรวจ ซึ่งเสียชีวิตเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ จำนวน 23 ราย ดังนี้

นายกฯ เปิด Thailand Medical & Wellness Expo 2026 เชื่อมนวัตกรรม การลงทุน และโอกาสของคนไทย

นายกฯ เปิด Thailand Medical & Wellness Expo 2026 เชื่อมนวัตกรรม การลงทุน และโอกาสของคนไทย

นายกฯ เปิด Thailand Medical & Wellness Expo 2026 เชื่อมนวัตกรรม การลงทุน และโอกาสของคนไทย

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.25 น.

นายกฯ เปิด Thailand Medical & Wellness Expo 2026 ย้ำสุขภาพคือเศรษฐกิจใหม่ของไทย เชื่อมนวัตกรรม การลงทุน และโอกาสของคนไทย

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00 น. ณ เพลนารีฮอลล์ 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน Thailand Medical & Wellness Expo 2026 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้กรอบ International Healthcare Week 2026 โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิจัย ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากหลายประเทศเข้าร่วม

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบัน “สุขภาพ” ไม่ใช่เพียงเรื่องการรักษาโรค แต่เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการลงทุนของโลก ประเทศไทยจึงเดินหน้าพัฒนาระบบสาธารณสุขควบคู่กับการส่งเสริมนวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประเทศ

นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การพัฒนากฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุน และการสนับสนุนอุตสาหกรรมสุขภาพแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์เพื่อการแพทย์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ บริการสุขภาพดิจิทัล การผลิตทางการแพทย์ และอุตสาหกรรมเวลเนส เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลก และเป็นฐานการลงทุนด้านสุขภาพของภูมิภาค

อนุทิน ชาญวีรกูล

ประเทศไทยมีจุดแข็งจากบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ ระบบบริการสุขภาพที่ได้รับการยอมรับ และศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เมื่อผสานกับเทคโนโลยีและความร่วมมือจากนานาประเทศ จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย นักวิจัย บุคลากรทางการแพทย์ และคนรุ่นใหม่ พร้อมสร้างงานและรายได้ให้กับประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ งาน International Healthcare Week 2026 จะเป็นเวทีเชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักลงทุน นักวิจัย และผู้ให้บริการด้านสุขภาพจากทั่วโลก เพื่อขยายความร่วมมือด้านการวิจัย การลงทุน และการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งจะช่วยผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพและนวัตกรรมทางการแพทย์ของภูมิภาค

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรียังยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมทำงานร่วมกับทุกประเทศในฐานะหุ้นส่วนที่น่าเชืรอถือ เพื่อร่วมพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพ สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

สำหรับประชาชน Thailand Medical & Wellness Expo 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2569 ณ ฮอลล์ 8 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เปิดเข้าชมฟรี ภายในงานมีผู้ประกอบการด้านการแพทย์ สุขภาพ เวลเนส และความงามกว่า 200 ราย นำเสนอเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และบริการสุขภาพ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ รวมถึงกิจกรรมตรวจสุขภาพเบื้องต้น เวทีเสวนาจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ และกิจกรรมให้ความรู้ด้านสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมและบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกันยังเป็นเวทีสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Medical and Wellness Hub อย่างยั่งยืน

อนุทิน ชาญวีรกูล

สภาฯ มติเอกฉันท์ 306 เสียง เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตามวุฒิสภาแก้ ไม่นิรโทษกรรม ม.112 เยาวชน

สภาฯ มติเอกฉันท์ 306 เสียง เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตามวุฒิสภาแก้ ไม่นิรโทษกรรม ม.112 เยาวชน

สภาฯ มติเอกฉันท์ 306 เสียง เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตามวุฒิสภาแก้ ไม่นิรโทษกรรม ม.112 เยาวชน

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.17 น.

สภาฯ306เสียงฉลุย ‘กม.สร้างเสริมสังคมสันติสุข’ ยืนตาม ’สว.‘ แก้ไข ไม่นิรโทษกรรม  ความผิดม.112 ให้เด็กและเยาวชนต่ำกว่า 18 ปี 

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 17.50 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข  พ.ศ… หลังจากที่วุฒิสภาส่งร่างกฎหมายที่แก้ไขกลับมาให้สภาฯพิจารณาว่าจะยืนยันให้ความเห็นชอบหรือไม่ ตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ พ.ศ.2562 ข้อ 137  โดยวุฒิสภามีการแก้ไขเนื้อหาเพิ่มเติมจากในชั้นสภาผู้แทนราษฎร ไม่ให้นิรโทษกรรมความผิดมาตรา112 แก่เด็กหรือเยาวชนอายุต่ำกว่า 18ปี  

ทั้งนี้ภายหลังจากที่เปิดให้สมาชิก อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ตามที่วุฒิสภาแก้ไขมาด้วยคะแนน 306 ต่อ 141 งดออกเสียง 2 จากนั้นประธานฯได้สั่งปิดการประชุม ในเวลา 17.51 น.

ศุภมาส ยกระดับคุมธุรกิจเสริมความงาม สั่ง สคบ.ประสานตำรวจ แพทยสภาดำเนินคดี

ศุภมาส ยกระดับคุมธุรกิจเสริมความงาม สั่ง สคบ.ประสานตำรวจ แพทยสภาดำเนินคดี

ศุภมาส ยกระดับคุมธุรกิจเสริมความงาม สั่ง สคบ.ประสานตำรวจ แพทยสภาดำเนินคดี

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.32 น.

 “ศุภมาส” ยกระดับคุมธุรกิจเสริมความงาม สั่ง สคบ.ประสานตำรวจ–แพทยสภาดำเนินคดี ตัดวงจรหมอเถื่อน

วันนี้ 8 กรกฎาคม 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) พร้อมด้วย นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ร่วมติดตามกรณีตำรวจจับกุมผู้แอบอ้างเป็นแพทย์ จำนวน 2 ราย ซึ่งจบการศึกษาเพียงระดับ ม.6 และ ปวช. แต่อาศัยประสบการณ์จากการทำงานในคลินิก ก่อนเปิดบ้านพักรับฉีดสารเสริมความงามให้ประชาชน สร้างรายได้เดือนละกว่า 1 แสนบาท

ศุภมาส อิศรภักดี

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงรูปแบบใหม่ของธุรกิจเสริมความงาม จากเดิมที่มุ่งยกระดับคลินิกในระบบให้มีสัญญามาตรฐานและดูแลผู้บริโภคตามกฎหมาย แต่ขณะนี้พบว่าความเสี่ยงได้ขยับไปสู่นอกระบบ คือผู้ที่ไม่ได้เป็นแพทย์ใช้ช่องทางออนไลน์เข้าถึงประชาชน และเปิดสถานที่ให้บริการฉีดสารเสริมความงามโดยไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบการควบคุมตามกฎหมาย ตนจึงได้สั่งการให้ สคบ. ติดตามเฝ้าระวังธุรกิจเสริมความงามที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และประสานส่งต่อข้อมูลหรือเบาะแสให้แพทยสภา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่กับผู้แอบอ้างเป็นแพทย์อย่างถึงที่สุด

การดำเนินการดังกล่าวเป็นการสานต่อนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นอันดับแรก และต่อยอดจากมาตรการที่นางสาวศุภมาสได้สั่งการไว้ก่อนหน้านี้ หลังเกิดกรณีผู้เสียชีวิตในคลินิกเสริมความงามที่จังหวัดนครปฐมเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยได้สั่งให้ สคบ. ตรวจสอบคลินิกเสริมความงามทั่วประเทศ ให้ทุกแห่งจัดทำสัญญามาตรฐานตามกฎหมาย รวมถึงตนได้ลงพื้นที่ตรวจด้วยตนเองที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ธุรกิจเสริมความงาม

สำหรับข้อกฎหมาย ผู้ที่ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากแพทยสภา มีความผิดตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 26 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 43 และหากเปิดสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีความผิดตามกฎหมายสถานพยาบาลเพิ่มเติม

ส่วน สคบ. มีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคในธุรกิจเสริมความงามในฐานะธุรกิจควบคุมสัญญา โดยผู้ประกอบการต้องจัดทำสัญญาและส่งมอบให้ผู้รับบริการ หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ธุรกิจเสริมความงาม

“การฉีดโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ไม่ใช่เรื่องเล็ก ต้องใช้ความรู้ด้านกายวิภาค การวินิจฉัย และการช่วยชีวิตในภาวะฉุกเฉิน หากทำโดยคนที่ไม่ใช่แพทย์ ราคาถูกวันนี้อาจแลกมาด้วยใบหน้าเสียโฉมถาวร หรือร้ายแรงถึงชีวิต ดิฉันจึงสั่งการให้ สคบ. ทำงานเชิงรุก เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภค และลดความเสี่ยงจากการให้บริการเสริมความงามที่ไม่ได้มาตรฐาน  ประชาชนควรตรวจสอบ 2 เรื่องก่อนรับบริการทุกครั้ง คือ หมอเป็นแพทย์จริงหรือไม่ โดยตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์แพทยสภา https://checkmd.tmc.or.th/v3 และสถานที่ให้บริการเป็นสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ หากพบการแอบอ้างเป็นแพทย์ หรือได้รับความเสียหายจากบริการเสริมความงาม สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ http://www.ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด โดย สคบ. จะส่งต่อทุกเบาะแสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป” นางสาวศุภมาส กล่าว

ธุรกิจเสริมความงาม
ธุรกิจเสริมความงาม

กมธ.ที่ดินฯ ลุย 2 ปมร้อน ป่าภูเก็ต-ที่ดินเชียงใหม่ หาทางให้ทรัพย์สินเป็นของแผ่นดิน

กมธ.ที่ดินฯ ลุย 2 ปมร้อน ป่าภูเก็ต-ที่ดินเชียงใหม่ หาทางให้ทรัพย์สินเป็นของแผ่นดิน

กมธ.ที่ดินฯ ลุย 2 ปมร้อน ป่าภูเก็ต-ที่ดินเชียงใหม่ หาทางให้ทรัพย์สินเป็นของแผ่นดิน

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.29 น.

กมธ.ที่ดินฯ ลุย 2 ปมร้อน “ป่าภูเก็ต-ที่ดินเชียงใหม่” ยึดกฎหมายนำ ไม่ฝืนคำสั่งศาล หาทางให้ทรัพย์สินของแผ่นดินเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน- สิ่งแวดล้อม

วันที่ 8 ก.ค.ที่อาคารรัฐสภา  คณะกรรมาธิการการที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.กุลวลี นพอมรบดี เป็นประธานประชุมพิจารณา 2 เรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ คือ การจัดการสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่ศาลสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิในจ.ภูเก็ต และการบุกรุกป่าต้นน้ำเพื่อทำไร่ขิงใน อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่
คณะกรรมาธิการหนุนการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ยึดคืนที่ดินของรัฐ และฟื้นฟูเพื่อประชาชน เช่น การทำเป็น “ป่านันทนาการ” ซึ่งบางพื้นที่ในภูเก็ต (ป่าเทือกเขานาคเกิด) ได้ประกาศไปแล้ว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การทุบทิ้งอาคารขนาดใหญ่ก่อขยะและปล่อยคาร์บอนมหาศาล จึงควรหาทางนำทรัพย์สินที่รัฐได้คืนมาใช้ให้คุ้มค่า

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาข้อกฎหมาย พบว่าในพื้นที่อนุรักษ์ กฎหมายปัจจุบันกำหนดให้ต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ผิดกฎหมาย และมีความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาวางแนวไว้เช่นนั้น การจะนำอาคารมาปรับใช้เพื่อส่วนรวมจึงต้องแก้ไขกฎหมายก่อน ที่ประชุมจึงมีแนวทางที่จะศึกษาร่างแก้ไขพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติและพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ผ่านกระบวนการของสภาอย่างรอบคอบ

คณะกรรมาธิการย้ำหลักประกันชัดเจนว่า แนวทางนี้ไม่ลบล้างคำพิพากษา คดีที่ศาลสั่งให้รื้อถอนก็ต้องรื้อถอนตามคำสั่งศาล ไม่เอื้อประโยชน์แก่ผู้กระทำผิด ผู้กระทำผิดยังต้องรับโทษทุกประการ และรัฐจะเป็นผู้ดำเนินการเองอย่างโปร่งใส นำรายได้เข้าแผ่นดิน

ส่วนที่จ.เชียงใหม่ กรณีกลุ่มทุนจากนอกพื้นที่นำเครื่องจักรหนักบุกรุกไถป่าต้นน้ำบนดอยป่าหนา ตำบลแม่ทะลบ เพื่อปลูกขิง ทำให้ดิน ตะกอน และสารเคมี ไหลลงอ่างเก็บน้ำแม่ทะลบจนตื้นเขินและเสี่ยงปนเปื้อนน้ำประปาของชุมชน จนชาวบ้านกว่า 300 คนรวมตัวเรียกร้อง คณะกรรมาธิการเร่งรัดให้หยุดการบุกรุกทันที ตรวจสอบคุณภาพน้ำ เร่งทวงคืนและฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และดำเนินคดีกับตัวการอย่างจริงจัง พร้อมย้ำถึงองค์การอุตสาหกรรมไม้ (อ.อ.ป.) ให้เข้มงวดกรณีพื้นที่เช่ากว่า 11,441 ไร่ ถูกบุกรุกไปแล้วกว่าร้อยละ 70 และป่าอนุรักษ์ต้นน้ำราว 247 ไร่ ถูกทำลาย

น.ส.กุลวลี กล่าวย้ำว่า “ทรัพย์สินและป่าไม้เหล่านี้เป็นของส่วนรวม เราจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ทั้งภูเก็ต เชียงใหม่ หรือที่ใดในประเทศ แต่ทุกอย่างต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย และเคารพคำพิพากษา เมื่อกฎหมายยังไม่เปิดช่อง เราก็ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ศึกษาแก้กฎหมายอย่างรอบคอบ ส่วนป่าต้นน้ำนั้น น้ำสะอาดคือชีวิตของชาวบ้าน เราจะไม่ยอมให้ใครทำลายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว”

น.ส.กุลวลี กล่าวว่า คณะกรรมาธิการจะติดตามความคืบหน้าทั้ง 2 เรื่องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทรัพยากรของส่วนรวมเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ภายใต้กรอบกฎหมายและความเป็นธรรม

ปชป. กังวลอาจได้ไม่คุ้มเสีย ต่างชาติ ทุ่มสร้าง DATA CENTER ในไทย

ปชป. กังวลอาจได้ไม่คุ้มเสีย ต่างชาติ ทุ่มสร้าง DATA CENTER ในไทย

ปชป. กังวลอาจได้ไม่คุ้มเสีย ต่างชาติ ทุ่มสร้าง DATA CENTER ในไทย

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.22 น.

“กรณ์” เผย “ประชาธิปัตย์” กังวล ไทยเปิดอ้า “ต่างชาติ” ทุ่มสร้าง “DATA CENTER” ในไทย  โดยไม่ศึกษาผลดี-เสีย  พ่วง”สิทธิการเข้าถึง-ใช้ข้อมูล“  ชี้ อาจได้ไม่คุ้มเสีย ชง สภาฯ ตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาด่วน

เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 8 ก.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แถลงว่า พรรคได้รวบรวมรายชื่อสส. เพื่อยื่นญัตติด่วนขอให้สภาฯพิจารณาตั้งคณะ กมธ.วิสามัญของสภาฯ เพื่อพิจารณาประเมินความคุ้มค่าในการลงทุนก่อสร้างโครงการเกี่ยวกับ Data Center หรือ อาคารที่รวบรวมเซิร์ฟเวอร์ระบบจัดเก็บฐานข้อมูลและอุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อทำหน้าที่จัดเก็บประมวลผลและกระจายข้อมูลดิจิตอล ขนาดมหาศาล ที่เปรียบเสมือนสมองหรือหัวใจของการทำงานในระบบอินเทอร์เน็ตแอปพลิเคชั่น และระบบคลาวด์ ซึ่งขณะนี้มีกระแสการลงทุนการก่อสร้าง Data Center ทั่วโลก ประเทศไทยก็เช่นเดียวกันที่มีคำขอจากต่างชาติมาขอสร้าง Data Center ในไทย โดยขอรับสิทธิประโยชน์ในการลงทุนจาก BOI เพื่อก่อสร้าง  Data Center ในไทยมีมูลค่าราว 1.7ล้านล้านบาท ที่แม้มีมูลค่ามหาศาล แต่ในข้อเท็จจริง สังคมไทยควรตระหนักและรู้ว่าการลงทุนในระบบ Data Center มีผลกระทบคือ ต้องมีการใช้ทรัพยากรน้ำ และกระแสไฟฟ้าจำนวนมากรองรับ  ทำให้บางประเทศ ต้องมีคำสั่งห้ามหรือสั่งยุติโครงการนี้ชั่วคราว เพื่อพิจารณาถึงความรอบคอบคุ้มค่า และผลดี ผลเสีย ที่อาจจะเกิดขึ้น จึงทำให้การลงทุนสร้าง Data Center พุ่งเป้ามาที่ไทยเพราะประเทศเราเปิดรับโดยไม่มีเงื่อนไข ข้อแม้ใดๆ ไม่มีเกณฑ์ หรือหลักการประเมิน ส่วนได้ส่วนเสียและผลกระทบที่ตามมา  ซ้ำยังไม่มีมาตรการในการควบคุม หรือแม้กระทั่งมาตรการทางภาษี โดยเปิดอ้ารับการลงทุนเพียงด้านเดียว ทั้งที่รัฐบาลไทย ควรต้องพิจารณาความเหมาะสม ว่าการลงทุน1.7 ล้านล้านบาท ของต่างชาติเกือบทั้งหมด ที่ได้สิทธิพิเศษและเงื่อนไขทางภาษี ที่เกือบจะเรียกว่าประเทศไทยไม่ได้อะไรเลย ทั้งในแง่ของการว่าจ้างแรงงาน หรือบุคลากร เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ หรือสิทธิการเข้าถึงข้อมูลในData Centerนี้   

กรณ์ จาติกวณิช

“พรรคประชาธิปัตย์มีความวิตกกังวลมาก ว่าการที่ไทยจะให้สร้าง Data Center ควรจะมีการเจรจาควบคู่พร้อมเงื่อนไข ว่ารัฐบาลไทย, ประเทศไทยหรือผู้ประกอบการไทย ควรต้องได้รับสิทธิประโยชน์จากการเข้าถึงข้อมูล ที่สะสมใน Data Center นี้ด้วย  พรรคจึงยื่นญัตติด่วนเพื่อขอให้มีการอภิปรายและมีการตั้ง กมธ. วิสามัญศึกษาในเรื่องนี้ ก่อนที่จะมีการผลักดันให้สร้าง Data  Center ในไทย แม้อาจจะไม่ทันในสมัยประชุมสภาฯนี้ แต่เราจะทำให้เร็วที่สุดเมื่อเปิดสมัยประชุมหน้า” นายกรณ์ กล่าว

กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช

NIA เปิด ‘Tech Forum & Hackathon 2026’ สร้างนวัตกรรมด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส

NIA เปิด 'Tech Forum & Hackathon 2026' สร้างนวัตกรรมด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส

NIA เปิด ‘Tech Forum & Hackathon 2026’ สร้างนวัตกรรมด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.51 น.

NIA เดินหน้าผลักดันไทยสู่การเป็น Thailand Medical Innovation Hub เปิด Tech Forum & Hackathon 2026 สร้างนวัตกรรมด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส ชวนการแพทย์ นักวิจัย วิศวกร นักพัฒนาเทคโนโลยี ผู้ประกอบการ นวัตกรลงมือผ่าน 4 ย่านนวัตกรรมการแพทย์ของประเทศ

9 กรกฎาคม 2569 ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เปิดเผยว่า NIA เดินหน้าขับเคลื่อน

”โครงการพัฒนาศูนย์กลางนวัตกรรมการแพทย์ประเทศไทย “ หรือ “Thailand Medical Innovation Hub”พร้อมเปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม Thailand Medical Innovation Hub – Tech Forum & Hackathon 2026 เวทีสำคัญที่จะเชื่อมองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และโจทย์จริงของภาคการแพทย์ เพื่อผลักดันนวัตกรรมด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส สู่การใช้งานจริง โดยความร่วมมือของ 4 ย่านนวัตกรรมการแพทย์ ได้แก่ ย่านนวัตกรรมการแพทย์ศิริราช ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี ย่านนวัตกรรมการแพทย์สวนดอกและย่านนวัตกรรมการแพทย์กังสดาล

“นี่คือความท้าทายของระบบสาธารณสุขยุคใหม่ ในการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็น Thailand Medical Innovation Hub นับเป็นวาระสำคัญที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ โดยกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนวิสัยทัศน์นี้ให้เกิดขึ้นจริง คือ “การเชื่อมโยงเครือข่ายย่านนวัตกรรม” ซึ่งเป็นแหล่งรวมของสถาบันการแพทย์ชั้นนำ ศูนย์วิจัย สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน การประสานความร่วมมือระหว่างย่านนวัตกรรมเหล่านี้ จะช่วยทลายข้อจำกัดในการทำงานแบบแยกส่วน เปิดโอกาสให้เกิดการแบ่งปันทรัพยากร องค์ความรู้ และฐานข้อมูลที่มีมูลค่า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเร่งผลักดันนวัตกรรมจากห้องวิจัยสู่การใช้งานจริงในระบบสาธารณสุขได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” ผอ.NIA กล่าวและว่า

กิจกรรมครั้งนี้ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ Tech Forum เวทีอัปเดตทิศทาง เทรนด์ และโอกาสใหม่ของนวัตกรรมการแพทย์ จากผู้เชี่ยวชาญภาครัฐ ภาคการแพทย์ สถาบันการศึกษา และภาคธุรกิจนวัตกรรม และ Hackathon พื้นที่เข้มข้นสำหรับพัฒนาไอเดียและโซลูชันจาก pain point จริงของระบบสุขภาพ โดยผู้เข้าร่วมจะได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา พร้อมรับคำปรึกษาด้านเทคนิค การแพทย์ และธุรกิจอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ภายในงานยังมีช่วง Grand Pitching, Prototype Demo และ Exhibition เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้นำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยนมุมมอง และเชื่อมต่อโอกาสใหม่กับภาคีในระบบนิเวศนวัตกรรมการแพทย์

ดร.กริชผกา กล่าวอีกว่า Thailand Medical Innovation Hub – Tech Forum & Hackathon 2026 เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเชื่อมศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์ นักวิจัย วิศวกร นักพัฒนาเทคโนโลยี ผู้ประกอบการ นวัตกร และพันธมิตรย่านนวัตกรรมการแพทย์ของประเทศ ให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการต่อยอดนวัตกรรมสู่การใช้งานจริงในระบบสุขภาพไทย NIA เชื่อว่าการเปิดพื้นที่ย่านนวัตกรรมการแพทย์ให้คนจากหลากหลายภาคส่วนได้มาพบกัน ทำงานร่วมกัน และเรียนรู้ร่วมกัน จะช่วยเร่งให้เกิดนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ประเทศได้เร็วขึ้นและชัดเจนขึ้น

“โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีของการรับฟังองค์ความรู้ แต่เป็นพื้นที่ของการลงมือทำจริง ที่เชื่อมจากโจทย์จริงของภาคการแพทย์ ไปสู่แนวคิด ต้นแบบ และโอกาสในการพัฒนาต่อยอดในอนาคต จึงอยากเชิญชวนผู้ที่สนใจจากทุกภาคส่วนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเวทีนี้” ดร.กริชผกา ระบุ

สำหรับกำหนดจัดกิจกรรมในย่านนวัตกรรมการแพทย์ต่างๆ ประกอบด้วย

•ย่านนวัตกรรมการแพทย์ศิริราช วันที่ 17–19 กรกฎาคม.2569

•ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี วันที่ 4–5 สิงหาคม 2569

•ย่านนวัตกรรมการแพทย์สวนดอก ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569

•ย่านนวัตกรรมการแพทย์กังสดาล วันที่ 28 สิงหาคม 2569 (จัดกิจกรรมเฉพาะ Tech Forum)

กิจกรรมนี้เหมาะสำหรับ ผู้ที่มีความสนใจด้านนวัตกรรมการแพทย์ สุขภาพและเวลเนส ทุกคน ที่ต้องการอัปเดตองค์ความรู้ใหม่ ๆ หรือมองหาโอกาสในการต่อยอดไอเดียและผลงานสู่การใช้งานจริง

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเลือกสมัครเข้าร่วมได้ตามความสนใจของตนเอง ทั้งในส่วนของ Tech Forum หรือ Hackathon และไม่จำเป็นต้องสมัครเข้าร่วมครบทุกย่าน

ลงทะเบียนได้ที่ https://linktr.ee/thailandmedicalhub2026?utm_source=qr_codeหรือสอบถามข้อมูลโทรศัพท์ : 02 – 017- 5555 ต่อ 416 หรือติดต่อคุณอัจฉราพรรณ ยอดรัก : 088 – 614 -1908 และคุณนิลาวรรณ มีเดช : 086 – 980 – 6551 Email: atcharaphun@nia.or.th, thailandmedicalhub2026@gmail.com

สสส. สานพลัง จ.ระยอง-RILA-อาศรมศิลป์ สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs

สสส. สานพลัง จ.ระยอง-RILA-อาศรมศิลป์ สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs

สสส. สานพลัง จ.ระยอง-RILA-อาศรมศิลป์ สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.53 น.

“ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” สสส. สานพลัง จ.ระยอง-RILA-อาศรมศิลป์ พัฒนาย่านเมืองเก่ายมจินดา-โรงเรียนขยับดี วิถีหนังใหญ่-พระเจดีย์กลางน้ำ สร้างพื้นที่สุขภาวะต้นแบบเด็กมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น 55% เชื่อมมาตรการลดโซเดียม สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)สถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย จ.ระยอง (RILA) สถาบันอาศรมศิลป์ และภาคีเครือข่าย นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ต้นแบบการขับเคลื่อนนโยบายสู่การพัฒนาพื้นที่สุขภาวะและสร้างชีวิตวิถีใหม่ลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs” เพื่อติดตามผลการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะ จ.ระยอง พร้อมถอดบทเรียนการจัดทำผังแม่บทพื้นที่สุขภาวะของ 4 เทศบาลนำร่อง เพื่อขับเคลื่อน “ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” และขยายผลสู่จังหวัดเป้าหมายต่อไป

นางประภาศรี บุญวิเศษ กรรมการกองทุน สสส. และประธานคณะกรรมการบริหารแผนฯ คณะที่ 5 สสส. กล่าวว่า สสส. ร่วมกับเครือข่ายท้องถิ่นขับเคลื่อน จ.ระยอง สู่ต้นแบบเมืองสุขภาวะ มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่สุขภาวะระดับเมืองและชุมชน ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของประชาชนเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ภายใต้แนวคิด สุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ที่เชื่อมโยงสุขภาพของคน สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน สสส. บูรณาการการทำงานของแผนด้านกิจกรรมทางกายและอาหารสุขภาวะ ร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อพัฒนามาตรการลดภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งด้านกิจกรรมทางกาย การบริโภคอาหาร การนอนที่มีคุณภาพ และการจัดการปัจจัยแวดล้อมในชุมชน

“การสร้างสุขภาวะไม่ใช่การทำงานเฉพาะด้านสุขภาพ แต่ต้องเชื่อมโยงการพัฒนาคน พื้นที่ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน สสส. จึงให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่สุขภาวะที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย การเข้าถึงอาหารสุขภาพ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน ซึ่งต้นแบบของ จ.ระยองจะเป็นบทเรียนสำคัญในการขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ” นางประภาศรี กล่าว

นางสาวนิรมล ราศรี ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า ฐานข้อมูลการเสียชีวิตของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปี 2566 พบว่า โรคหลอดเลือดสมอง อุบัติเหตุ และโรคหัวใจขาดเลือด เป็น 3 สาเหตุการเสียชีวิตอันดับแรกของ จ.ระยอง จำเป็นต้องเร่งป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาว สสส. จึงร่วมกับ อปท. ชุมชน RILA จ.ระยอง และ สถาบันอาศรมศิลป์ นำองค์ความรู้ด้านการสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะลงสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 โดยใช้กระบวนการออกแบบแบบมีส่วนร่วม (Participatory Design) สำรวจศักยภาพ ทดลองใช้พื้นที่ หัวใจสำคัญไม่ใช่การสร้างพื้นที่ใหม่ แต่คือการเปลี่ยนพื้นที่เดิมที่คนใช้ในชีวิตประจำวันให้เป็นพื้นที่สุขภาวะ ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงเรียน ย่านเมืองเก่า พื้นที่สีเขียว และพื้นที่สาธารณะ เมื่อคนในพื้นที่ร่วมออกแบบและร่วมดูแลก็จะเกิดความยั่งยืน สามารถขับเคลื่อนไปสู่การเป็น Active City และ Healthy Learning City ได้จริง

นางสาวนิรมล กล่าวต่อว่า ปัจจุบันได้ขยายผลจากระดับชุมชนสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายของจังหวัดผลจากการดำเนินงานทำให้เกิดรูปธรรมการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะที่สำคัญคือ 1. พัฒนาชุมชนยมจินดา จากย่านเมืองเก่าสู่พื้นที่สุขภาวะและย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ส่งเสริมการเดิน การใช้จักรยาน การเข้าถึงอาหารของชุมชน และการเรียนรู้ผ่านทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น 2. พัฒนาโรงเรียนเทศบาลบ้านปากคลอง เป็นต้นแบบ “โรงเรียนสุขภาวะ” ที่ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย อาหารสุขภาวะ และการป้องกันภาวะน้ำหนักเกินในเด็ก 3. ยกระดับพื้นที่ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ ให้เป็นพื้นที่สุขภาวะทางธรรมชาติ ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 4.จัดทำผังแม่บทพื้นที่สุขภาวะ เชื่อมโยงการพัฒนาของ 4 เทศบาลนำร่อง และนำไปสู่การลงนามความร่วมมือ “ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย รวม 18 หน่วยงาน

นายสมศักดิ์ พะเนียงทอง ผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย จ.ระยอง (RILA) กล่าวว่า RILA ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการเชื่อมโยงความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อน “ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” โดยใช้พื้นที่จริงของจังหวัดเป็นฐานการเรียนรู้ ทั้งย่านเมืองเก่าถนนยมจินดา เขตเทศบาลนครระยอง โรงเรียนเทศบาลบ้านปากคลอง และพื้นที่ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ ใน ต.ปากน้ำ อ.เมืองระยอง ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย ที่เชื่อมโยงการพัฒนาเมืองกับการสร้างเสริมสุขภาพ โดยใช้พื้นที่ของเมืองเป็นห้องเรียนร่วมกัน เมื่อคนทุกช่วงวัยได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ เมืองก็จะกลายเป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ช่วยยกระดับทั้งสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความเข้มแข็งของชุมชนไปพร้อมกัน

ว่าที่ ร.ต.จรัล ภิญวัย ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลบ้านปากคลอง จ.ระยอง กล่าวว่า ได้นำแนวคิด Whole-of-School Approach to Physical Activity (WoSPA) ของ สสส. มาพัฒนา “โรงเรียนสุขภาวะ” ภายใต้แนวคิด “โรงเรียนขยับดี วิถีหนังใหญ่” ต่อยอดอัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านการประยุกต์ท่าทางการแสดงหนังใหญ่เป็นกิจกรรมส่งเสริมการเคลื่อนไหวของนักเรียน ควบคู่กับการพัฒนาสภาพแวดล้อมและระบบการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย การจัดอาหารสุขภาวะ และการขับเคลื่อนมาตรการ “ลดเค็ม ลดโซเดียม” ในโรงเรียน เพื่อลดภาวะน้ำหนักเกินและสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ดีตั้งแต่วัยเด็ก โดยการดำเนินงานครอบคลุม 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1. นโยบายและสภาพแวดล้อม (Policy & Environment) 2. การจัดการเรียนการสอน (Curriculum & Instruction) 3. กิจกรรมเสริมหลักสูตร (Programs & Extracurriculars) 4. การมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน (Community & Family)

“โรงเรียนขยับดี วิถีหนังใหญ่ เป็นการนำทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนมาสร้างการเรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหว ควบคู่กับการปลูกฝังพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมและลดเค็ม เด็กได้ทั้งความสนุก ความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น และมีสุขภาพที่ดีขึ้น ผลจากการดำเนินงานทำให้นักเรียนที่มีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนักในช่วงก่อนเข้าเรียนและช่วงพักกลางวันเพิ่มขึ้น 55% สะท้อนว่าการพัฒนาโรงเรียนทั้งด้านกิจกรรมทางกาย อาหาร และสภาพแวดล้อม สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพและลดความเสี่ยงโรค NCDs ได้ตั้งแต่วัยเรียน” ว่าที่ ร.ต.จรัล กล่าว

วิตามินบี 6 ทานอย่างไรให้มีประโยชน์และปลอดภัย

วิตามินบี 6 ทานอย่างไรให้มีประโยชน์และปลอดภัย

วิตามินบี 6 ทานอย่างไรให้มีประโยชน์และปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปัจจุบันการทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน จนนำไปสู่ค่านิยมที่ว่า “ยิ่งมากยิ่งดี” อย่างไรก็ตาม จากการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบในประเทศออสเตรเลีย เมื่อไม่นานมานี้ รวมถึงการยกระดับการตรวจสอบสื่อดิจิทัลในไทย สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าคนส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิตามินบี 6 อยู่มาก ซึ่งหากปราศจากความเข้าใจเรื่องปริมาณที่เหมาะสม พฤติกรรมที่ตั้งใจจะดูแลสุขภาพอาจกลายเป็นการทำร้ายร่างกายโดยไม่รู้ตัว

ในขณะที่การทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในประเทศไทย วิตามินบี 6 ก็กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามอง ไม่ใช่เพราะการขาดแคลน แต่เป็นเรื่องของ “ปริมาณ” ที่ได้รับ ซึ่งการอัพเดทกฎระเบียบล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  ถือเป็นสัญญาณของการยกระดับการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น พร้อมทั้งกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนว่าปริมาณแค่ไหนที่อาจมากเกินความจำเป็น

วิตามินบี 6 คืออะไร และจำเป็นอย่างไร?

ศ. นพ. ก้องเกียรติ กูณฑ์กันทรากร  ให้ข้อมูลว่า วิตามินบี 6 เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มวิตามินบีที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานของระบบประสาท การเผาผลาญพลังงาน และการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง แม้ว่าเราจะสามารถพบวิตามินชนิดนี้ได้ทั่วไปในอาหารประจำวัน แต่ข้อมูลจากทั่วโลกกลับระบุว่าผู้คนจำนวนมากยังคงได้รับวิตามินบี 6 ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ส่งผลให้ผู้คนนับล้านตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการขาดวิตามินบี 6 ซึ่งมักแสดงอาการในรูปแบบของความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย อารมณ์แปรปรวน ไปจนถึงปัญหาทางระบบประสาท เช่น อาการเหน็บชา อาการชาตามปลายมือปลายเท้า และความเจ็บปวดจากการอักเสบของเส้นประสาท

ศ. นพ. ก้องเกียรติ กูณฑ์กันทราก

ประโยชน์ของการเสริมวิตามินบี 6 นอกเหนือจากมื้ออาหาร

โดยทั่วไปผู้ใหญ่ต้องการวิตามินบี 6 ประมาณ 1.3 – 2.0 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งร่างกายมักจะได้รับเพียงพอจากการรับประทานอาหารที่ครบถ้วนและสมดุล โดยแหล่งวิตามินที่หาได้ง่ายในชีวิตประจำวัน ได้แก่ เนื้อสัตว์ปีก ปลา (เช่น ทูน่าและแมคเคอเรล) ไข่ มันฝรั่ง กล้วย ถั่วลูกไก่ และรำข้าว สำหรับในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ถั่วเหลือง เต้าหู้ และเมล็ดงา ถือเป็นแหล่งสารอาหารที่สำคัญ ในขณะที่เอเชียใต้จะเน้นการได้รับจากถั่วเลนทิลและธัญพืชเต็มเมล็ด (Whole grains) เป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ปริมาณที่ได้รับอาจไม่เพียงพอสำหรับบางกลุ่มคน โดยเฉพาะในช่วงวัยหรือสถานการณ์ที่ร่างกายมีความต้องการสารอาหารสูงขึ้น ซึ่งกลุ่มที่อาจได้รับประโยชน์จากการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและการรักษา ได้แก่ สตรีมีครรภ์ และสตรีที่กำลังให้นมบุตร ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังบางประการ รวมถึงผู้ที่รับประทานยาที่มีผลต่อการดูดซึมสารอาหาร

เมื่อสารอาหารจากมื้ออาหารเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อความต้องการ การทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงเป็นทางเลือกที่ง่ายและมีประสิทธิภาพในการช่วยเติมเต็มความต้องการในแต่ละวัน หากใช้อย่างถูกวิธีในปริมาณที่เหมาะสม การเสริมวิตามินบี 6 จะช่วยรักษาระดับพลังงานของร่างกาย สนับสนุนการทำงานของระบบประสาท และส่งเสริมสุขภาวะที่ดีโดยรวม

ความกังวลเกี่ยวกับการทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี 6

จากรายงานล่าสุดที่เน้นย้ำถึงมาตรการควบคุมความปลอดภัยในการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี 6 ในบางประเทศ ส่งผลให้เกิดความกังวลและความเข้าใจผิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในกลุ่มผู้บริโภคและบุคลากรทางการแพทย์ เกี่ยวกับเรื่องปริมาณการใช้งาน และความปลอดภัยของวิตามินบี 6

สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ วิตามินบี 6 เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง และภาวะทางสุขภาพที่หลากหลายอาจมีความเกี่ยวข้องกับระดับวิตามินบี 6 ที่ไม่เพียงพอ ด้วยจำนวนผู้คนนับล้านที่ยังไม่ได้รับวิตามินบี 6 เพียงพอตามความต้องการพื้นฐาน ประกอบกับความชุกของภาวะขาดวิตามินบี 6 ในกลุ่มเสี่ยงสูง (เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะติดสุรา) การสนับสนุนให้เข้าถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและการรักษาด้วยวิตามินบี 6 อย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับผลลัพธ์ทางสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว หัวใจสำคัญของการใช้วิตามินอย่างปลอดภัยคือ “ความสมดุล” เพราะในตอนนี้ภูมิภาคของเรามีความตื่นตัวด้านสุขภาพมากขึ้น ดังนั้นเราจึงควรเปลี่ยนจากการบริโภคตามกระแส ไปสู่การใช้ผลิตภัณฑ์โดยมี “คำแนะนำทางวิทยาศาสตร์” เป็นเครื่องนำทาง

คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี 6

เพื่อผลักดันการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ คณะผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาวิชาชีพจากประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้ร่วมประชุมเพื่อประเมินหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี 6 อย่างปลอดภัย ด้วยการต่อยอดจากประสบการณ์ทางคลินิกอันยาวนาน พวกเขาได้จัดทำ ‘แนวทางปฏิบัติโดยผู้เชี่ยวชาญ’ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย โดยให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลของปริมาณยา ระยะเวลาที่เหมาะสม และการติดตามผลอย่างใกล้ชิด ซึ่งแนวทางนี้ไม่เพียงแต่เน้นย้ำถึงประโยชน์ในการรักษาของวิตามินบี 6 เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการขาดวิตามินและการได้รับในปริมาณที่มากเกินไป เพื่อสร้างกรอบการดำเนินงานที่ครอบคลุมในการยกระดับการดูแลผู้ป่วยในสถานพยาบาลให้ดียิ่งขึ้น

แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ใช้และผู้ป่วยที่ได้รับวิตามินบี 6

อ่านฉลากทุกครั้ง และปฏิบัติตามปริมาณที่แนะนำอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการทานวิตามินบีหลายชนิดซ้ำซ้อนในเวลาเดียวกัน ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร หากไม่มั่นใจเรื่องขนาดการใช้ หรือต้องการทานต่อเนื่องในระยะยาว รวมทั้งหยุดใช้ทันทีและรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากพบอาการผิดปกติ เช่น รู้สึกซ่าเหมือนเข็มจิ้ม หรือมีอาการชาตามร่างกาย

แนวทางปฏิบัติสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และเภสัชกร

หากใช้อย่างเหมาะสม การเสริมวิตามินบี 6 สามารถมอบประโยชน์ทางคลินิกที่ชัดเจน และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้นได้ ดังนั้น หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การเสริมวิตามินอย่างมีความรับผิดชอบบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งมอบผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ป่วยและผู้บริโภคที่มีความจำเป็น ดังนี้ 1.ประเมินปัจจัยเสี่ยงเฉพาะบุคคล ซึ่งครอบคลุมถึงพฤติกรรมการบริโภคอาหาร โรคประจำตัว และปฏิกิริยาระหว่างยาที่อาจเกิดขึ้น 2.กำหนดระยะเวลาการใช้และติดตามผลอย่างใกล้ชิด สำหรับผู้ป่วยที่ต้องได้รับวิตามินขนาดสูง โดยคนปกติทั่วไปไม่ควรได้รับวิตามินบี 6 เกินขีดจำกัดความปลอดภัยที่ 100 มิลลิกรัมต่อวัน ในขณะที่การใช้เพื่อการรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์สามารถเพิ่มสูงได้ถึง 600 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ต้องมีการติดตามผลอย่างเป็นระบบ 3.สนับสนุนให้ผู้ป่วยสังเกตอาการด้วยตนเอง โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องได้รับวิตามินขนาดสูงในระยะสั้น 4.สร้างความเชื่อมั่นผ่านการสื่อสารที่โปร่งใส โดยให้ข้อมูลทั้งในด้านคุณประโยชน์ทางคลินิกและควบคู่ไปกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น 5.ตรวจพบไว แก้ไขได้เร็ว การหมั่นสังเกตอาการผิดปกติและติดตามผลอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ผลข้างเคียงส่วนใหญ่หายไปได้อย่างรวดเร็ว เมื่อมีการปรับปริมาณการใช้หรือหยุดวิตามินเสริม

ความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน

การคุ้มครองสุขภาพของประชาชนและการสร้างความเชื่อมั่นในระบบนิเวศของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ผลิต หน่วยงานกำกับดูแลด้านสาธารณสุข เภสัชกร และผู้บริโภค สำหรับวิตามินบี 6 มาตรการต่างๆ เช่น การแสดงฉลากที่ชัดเจน การเผยแพร่ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ การสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง และการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วย ล้วนมีบทบาทสำคัญในการชี้นำการใช้งานอย่างปลอดภัย ช่วยแก้ไขความเข้าใจผิด และป้องกันอันตรายที่หลีกเลี่ยงได้ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในการใช้วิตามินบี 6 อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์และได้รับประโยชน์สูงสุดแก่ร่างกาย

NT เปิดบ้านเสริมศักยภาพผู้นำรับมือภัยคุกคามไซเบอร์

NT เปิดบ้านเสริมศักยภาพผู้นำรับมือภัยคุกคามไซเบอร์

NT เปิดบ้านเสริมศักยภาพผู้นำรับมือภัยคุกคามไซเบอร์

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

NT หนุนองค์ความรู้ Next-Gen SOC, Sovereign Cloud และ AI ให้กับคณะผู้บริหารระดับสูงในหลักสูตรอบรมด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ “Executive CISO” รุ่นที่ 3 ของ สกมช. เสริมศักยภาพผู้นำรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ ขับเคลื่อนความมั่นคงดิจิทัลของประเทศ

บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT โดย พันเอกสรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ต้อนรับ พลตรีธีรวุฒิ วิทยากรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ และ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ ประธานรุ่นหลักสูตรประกาศนียบัตรด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 3 หรือ Executive CISO#3 พร้อมด้วยคณะผู้เข้ารับการอบรม ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน ณ อาคาร NT บางรัก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เทคโนโลยีความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ตลอดจนแนวทางการประยุกต์ใช้นวัตกรรมรองรับความพร้อมด้านภัยคุกคามไซเบอร์ที่ทวีความซับซ้อนในยุคดิจิทัล

พันเอกสรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กล่าวว่า ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในปัจจุบันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล การเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศด้าน Cybersecurity ที่เข้มแข็ง จะช่วยให้ทุกภาคส่วนสามารถรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมย้ำว่า NT ในฐานะองค์กรโทรคมนาคมแห่งชาติ พร้อมสนับสนุนทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล บริการโทรคมนาคม และการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อร่วมขับเคลื่อนความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัลของประเทศอย่างยั่งยืน

ขณะที่ พลตรีธีรวุฒิ วิทยากรณ์ กล่าวว่า การศึกษาดูงานครั้งนี้เป็นกิจกรรมสำคัญของหลักสูตร ที่เปิดโอกาสให้คณะผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงขององค์กรชั้นนำ แลกเปลี่ยนมุมมองด้านการบริหาร Cybersecurity และต่อยอดองค์ความรู้สู่การกำหนดนโยบายและกลยุทธ์ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการด้าน Cybersecurity ของหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพและพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

นับเป็นความร่วมมือในการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพผู้นำด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านต่างๆ อาทิ การยกระดับศูนย์เฝ้าระวังและตอบสนองต่อภัยคุกคามไซเบอร์ในยุค AI-Driven การพัฒนาและให้บริการ AI บนโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่มีความมั่นคงปลอดภัย ตลอดจนบทบาทของระบบโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่รองรับการเชื่อมต่อข้อมูลและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนแนวทางการเสริมสร้าง Cyber Resilience และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กร รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับความมั่นคงปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เสริมสร้างความเชื่อมั่นในการให้บริการภาครัฐและภาคธุรกิจ และสนับสนุนการพัฒนาประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมั่นคงและยั่งยืน