พระปณิธานแห่งการพัฒนา สู่รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน ‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

พระปณิธานแห่งการพัฒนา สู่รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน ‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

พระปณิธานแห่งการพัฒนา สู่รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน ‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ผู้ทรงมุ่งมั่นอุทิศพระองค์ในการพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และการสาธารณสุขของประเทศอย่างยาวนาน ด้วยทรงตระหนักดีว่าการพัฒนาประเทศ จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ ซึ่งเกิดจากงานวิจัย และนวัตกรรมที่ทันสมัย ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพสูง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างรากฐานความมั่นคงให้แก่ประเทศชาติอย่างยั่งยืน

นับตั้งแต่ที่ทรงก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในปี พ.ศ. 2530 ทรงสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ทรงทุ่มเทพระวิริยอุตสาหะศึกษา ค้นคว้าวิจัย และวางแนวพระนโยบายการพัฒนางานวิจัยที่สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ผ่านโครงการวิจัยเชิงบูรณาการรอบด้าน เพื่อมุ่งสู่ความก้าวหน้าทางวิทยาการด้านการแพทย์ และการพัฒนายารักษาโรคที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การศึกษาวิจัยผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและสมุนไพรไทย การสังเคราะห์ตัวยาทางเคมีอินทรีย์ รวมถึงการวิจัยและพัฒนายาชีววัตถุ ซึ่งเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงมีความจำเพาะเจาะจงต่อเป้าหมายการรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโมโนโคลนอล แอนติบอดี (Monoclonal antibody) ที่มีบทบาทสำคัญในการใช้รักษาโรคซับซ้อน อาทิ โรคมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ โรคติดเชื้อ ถือเป็นความหวังใหม่ของการรักษาโรคร้ายแรง และโรคอุบัติใหม่ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

อีกทั้ง ทรงริเริ่มวางรากฐาน “ระบบนิเวศแห่งการพัฒนายาชีววัตถุ” อย่างครบวงจร ตั้งแต่ห้องปฏิบัติการวิจัย พัฒนาและผลิตยาชีววัตถุ ศูนย์สัตว์ทดลองมาตรฐานสากล เพื่อทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยเบื้องต้น โดยมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานในพระดำริฯ ได้แก่ สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ เพื่อผลิตและพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการผลิตยา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์เพื่อการศึกษาทางคลินิก ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันวิจัยนานาชาติ อันนำมาสู่การจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ” (Center for Biologics Research and Development – CBRD) ของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ที่มีการพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุจากต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาในระดับเซลล์ต้นแบบ การพัฒนากระบวนการผลิตในปริมาณต่าง ๆ การควบคุมคุณภาพการผลิตตามมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) รวมถึงการศึกษาวิจัยระดับก่อนคลินิกและคลินิก เพื่อเป้าหมายสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของการพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุที่มีมาตรฐาน และเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนคนไทย จนนำไปสู่ความสำเร็จในการพัฒนายาชีววัตถุคล้ายคลึง “ทราสทูซูแมบ” (trastuzumab) ที่ใช้รักษาโรคมะเร็งเต้านม และมะเร็งชนิดอื่น ๆ แบบมุ่งเป้า โดยได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาในชื่อพระราชทานว่า “HERDARA” จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เมื่อปี พ.ศ. 2568

นอกจากนี้ องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ยังทรงตระหนักถึงความสำคัญของสารผลิตภัณฑ์ธรรมชาติภายในประเทศ ที่สามารถนำมาศึกษาวิจัยและพัฒนาเป็นยารักษาโรคอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีพระนโยบายให้สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ดำเนินงานวิจัยด้านยาสมุนไพร โดยนำพืชสมุนไพรจากโครงการศึกษาและพัฒนาสมุนไพรเพื่อการวิจัย ในพื้นที่หมู่บ้านทับทิมสยาม 05 จังหวัดสระแก้ว ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักกิจกรรมพิเศษ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ มาต่อยอดสู่งานวิจัย และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ได้มาตรฐาน โดยหนึ่งในพืชสมุนไพรที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ศึกษาวิจัยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ คือ “ฟ้าทะลายโจร” โดยได้ทำการศึกษาวิจัย ตั้งแต่วิธีการเพาะปลูก การเตรียมสารสกัด การควบคุมคุณภาพของสารสำคัญ ตลอดจนการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและพิษวิทยา เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีคุณภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

จากการศึกษาค้นคว้าและวิจัยพืชสมุนไพรฟ้าทะลายโจรของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนากระบวนการสกัดด้วยเทคโนโลยีการสกัดด้วยน้ำ (aqueous extraction) นับเป็นหน่วยงานแห่งแรกของประเทศไทยที่พัฒนาและผลิตสารสกัดฟ้าทะลายโจรโดยการใช้ “น้ำ” เป็นตัวทำละลายในการสกัด ซึ่งช่วยให้ได้สารสำคัญที่ปลอดภัย และสามารถควบคุมปริมาณสารออกฤทธิ์ andrographolide ได้อย่างแม่นยำตามมาตรฐานสากล จนประสบความสำเร็จได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ “ยาแคปซูลสารสกัดฟ้าทะลายโจร ตรา พีซี-1999” (PC-1999) ที่มีสรรพคุณใช้บรรเทาอาการไข้ นับเป็นต้นแบบผลิตภัณฑ์ระดับอุตสาหกรรมที่มีการควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน ตั้งแต่การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ (ต้นน้ำ) การควบคุมปริมาณสารสำคัญในสารสกัด (กลางน้ำ) และการผลิตแคปซูลสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร (ปลายน้ำ) อันเป็นการขับเคลื่อนนวัตกรรมการสกัด พร้อมทั้งยกระดับยาสมุนไพรไทยพื้นบ้านสู่มาตรฐานระดับโลก

ด้วยพระเมตตาที่ทรงห่วงใยในทุกข์สุขของประชาชนชาวไทยอยู่เสมอ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี มิได้ทรงตระหนักเฉพาะความสำคัญด้านความมั่นคงทางสุขภาพของประชาชนเท่านั้น หากยังทรงใส่พระทัยและติดตามสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับภัยคุกคามบริเวณชายแดน ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงเหล่าทหารหาญผู้เสียสละปกป้องอธิปไตยของชาติ ตลอดจนความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่อาคารบ้านเรือนของประชาชน และสถานที่ต่าง ๆ ในชุมชน จึงได้เสด็จไปทรงเยี่ยมประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมพระราชทานความช่วยเหลือทั้งด้านการรักษาพยาบาล การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ตลอดจนพระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างทันท่วงที นับเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนและกำลังพลในพื้นที่ให้สามารถดำรงชีวิต และก้าวผ่านพ้นห้วงเวลาแห่งความยากลำบากไปได้ด้วยความเข้มแข็งและปลอดภัย

พระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนและกำลังพลนั้น ยังคงปรากฏเป็นที่ประจักษ์ ด้วยพระดำริฯ ให้จัดตั้ง “กองทุนหทัยทิพย์” ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคงปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยทรงรับเป็นประธานกรรมการบริหารกองทุน พร้อมทั้งพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อเป็นทุนเริ่มต้น อันเป็นสิริมงคลแก่การดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ ในการป้องกันและบรรเทาทุกข์ภัยของประชาชนทุกหมู่เหล่าจากสถานการณ์ความไม่สงบ หรือเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิต ทรัพย์สิน และอธิปไตยของชาติ โดยมีภารกิจแรกที่สำคัญ คือ การดำเนินการก่อสร้างสิ่งป้องกันภัยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จึงได้พระราชทานพระนโยบายให้การสนับสนุนด้านงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างสิ่งป้องกันภัยต่าง ๆ ในพื้นที่เสี่ยงภัยครอบคลุมทุกจังหวัดชายแดน โดยมีกองบัญชาการกองทัพไทย รั้ว(บก.ทท.) และกองทัพบก (ทบ.) ร่วมสนองพระดำริฯ เพื่อน้อมนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และขับเคลื่อนการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง

โครงการก่อสร้างดังกล่าว มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการยกระดับความมั่นคงปลอดภัย และเป็นที่พึ่งจำเป็นของประชาชนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจากภัยคุกคามด้านความมั่นคงของประเทศ  โดยมีองค์กรจากหลายภาคส่วน ตลอดจนประชาชนผู้มีจิตศรัทธาจากทั่วประเทศ ร่วมสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงพลังแห่งความสามัคคีในการร่วมพิทักษ์และธำรงอธิปไตยของชาติให้มั่นคงยั่งยืน ผู้ประสงค์จะร่วมสมทบทุน สามารถบริจาคผ่าน ธนาคารกรุงเทพ สาขาหลักสี่พลาซ่า ชื่อบัญชี เงินกองทุนหทัยทิพย์ ประเภทบัญชีกระแสรายวัน เลขที่บัญชี 229-3-03266-6 และประเภทบัญชีสะสมทรัพย์ เลขที่บัญชี 229-4-29977-7 หรือสแกน QR Code ผ่านระบบ e-Donation  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานกองทุนหทัยทิพย์ ชั้น 1 อาคารอเนกประสงค์ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ โทร. 0-2553-8616-19 ในวันและเวลาทำการ

จากพระปณิธานอันแน่วแน่ ที่ทรงมุ่งมั่นปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระปรีชาสามารถตลอดระยะเวลาอันยาวนาน เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ได้นำมาซึ่งความมั่นคง ปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนแก่ประชาชนชาวไทยสืบไป เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเจริญพระชนมายุ 69 พรรษา วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ขอน้อมเกล้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน สถิตเป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าแก่ประชาชนชาวไทย ตราบนานเท่านาน

คุณแหน : 4 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 4 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 4 กรกฎาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • มูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี จัดทำชุด Sirisilapin : The Fantasia เพื่อระดมทุนจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ และเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมถึงผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ ให้เข้าถึงการรับบริการทางการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ เพื่อให้มีสุขอนามัยที่ดี อันจะได้กลับมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป ผู้สนใจร่วมบริจาคเงิน 3,200 บาทเพื่อการกุศล โดยจะได้รับของที่ระลึกชุด Pegasus uCosy Delite Upper Body Massager คือเครื่องนวดเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อเพื่อสุขภาพที่ดี
  • พี่ป้อม-ธีรพันธ์ วรรณรัตน์ แห่งห้องเสื้อ TIRAPAN ได้รับการกล่าวขวัญในวงการแฟชันชั้นสูงของไทยว่าเป็นเสมือน the old soldier never die เพราะยังคงเจิดจรัสในด้านฝีไม้ลายมือในการออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้าที่สุดแสนวิจิตร แม้ปัจจุบันจะมีอายุอานามมากแล้วก็ตาม แต่มีผู้ยืนยันว่ายิ่งอายุมาก ก็ยิ่งมีฝีมือเข้มขลังยิ่งขึ้น พี่ป้อม ได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (การออกแบบแฟชัน) พ.ศ. 2562
  • เนเน่-รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ยังคงมุ่งมั่นวาดหวังให้หน่วยงานภาครัฐทำหน้าที่ผู้ให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่สร้างความกดดัน หรือเร่งรัดบีบคั้นให้หน่วยราชการเกิดความเครียด แต่ต้องทำให้หน่วยราชการมีความพร้อมให้บริการประชาชนในทุกวันและเวลา โดยแนวคิดนี้มาจากหลักการ satisfaction mirror คือเมื่อผู้ให้บริการมีความสุข ก็จะให้บริการที่ดีกับผู้รับบริการ
  • ไนล-ภาสิริ ตั้งคารวคุณ working woman เจ้าของแบรนด์ที่กำลังดัง คือ babycakes ไนลมีภาษิตประจำใจในการดำเนินชีวิตข้อหนึ่งคือ ลงมือทำจริงจัง ต่อให้มีไอเดียดีมากมายแค่ไหน แต่ไม่ลงมือทำ ก็ไม่มีวันสำเร็จ การเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง ทำให้ได้เรียนรู้จริง ๆ เพราะจะได้รู้ว่าอุปสรรคอยู่ตรงไหน แล้วก็จะได้ค้นพบหนทางแก้ปัญหา @ 

Victor Lee 

SiteMinder เผย กลางปี 2569 ไทยมียอดการจองจากนักท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับต้นของเอเชีย

SiteMinder เผย กลางปี 2569 ไทยมียอดการจองจากนักท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับต้นของเอเชีย

SiteMinder เผย กลางปี 2569 ไทยมียอดการจองจากนักท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับต้นของเอเชีย

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.23 น.

ประเทศไทยติดอันดับกลุ่มประเทศที่มียอดการจองโรงแรมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงที่สุดในเอเชียสำหรับช่วงกลางปีนี้ จากข้อมูลล่าสุดของ SiteMinder ผู้นำแพลตฟอร์มระดับโลกด้านการค้าเพื่อยกระดับธุรกิจโรงแรม

รายงาน Hotel Booking Trends ฉบับกลางปีของ SiteMinder ซึ่งเก็บข้อมูลการเข้าพักโรงแรมระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน จากตลาดการท่องเที่ยวสำคัญ 22 แห่งทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยุโรป และอเมริกา เผยให้เห็นว่า ยอดการจองห้องพักล่วงหน้าของโรงแรมในประเทศไทยกว่า 96.6% มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 95.8% ในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวส่งผลให้ประเทศไทย มีสัดส่วนการจองรองจากสิงคโปรซึ่งมีสัดส่วน 97% และสูงกว่าอินโดนีเซียที่มีสัดส่วน 94.1% โดยมีเพียงสามประเทศดังกล่าวในภูมิภาคเอเชียที่มียอดการจองห้องพักล่วงหน้าจากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงเกินกว่า 90% ของยอดจองทั้งหมด

ความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ยังสะท้อนให้เห็นผ่านระยะเวลาการจองห้องพักล่วงหน้า โดยพบว่า นักท่องเที่ยวจากซีกโลกเหนือที่กำลังวางแผนท่องเที่ยวในช่วงทริปฤดูร้อน และนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียที่วางแผนเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดฤดูหนาว  ได้ทำการจองที่พักในประเทศไทยสำหรับช่วงกลางปีล่วงหน้านานขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาเฉลี่ย 5.6 วัน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในภูมิภาค ส่งผลให้ระยะเวลาการจองห้องพักล่วงหน้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 154.1 วัน จากเดิม 148.6 วันในปี 2568 (โดยอ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายนของทั้งสองปี) เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค พบว่า อินโดนีเซียมีระยะเวลาการจองห้องพักล่วงหน้าเฉลี่ยอยู่ที่ 168.5 วัน (เพิ่มขึ้น 3.6 วันเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) ตามมาด้วยสิงคโปร์ 150.7 วัน (เพิ่มขึ้น 3.8 วัน) และมาเลเซีย 136.8 วัน (เพิ่มขึ้น 5.4 วัน)

คุณสุภกฤษฎิ์ แผนสมบูรณ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท SiteMinder กล่าวว่า “ท่ามกลางความผันผวนทั่วโลกที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่โรงแรมในประเทศไทยยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ โดยเฉพาะระยะเวลาการจองห้องพักล่วงหน้าที่ยาวนานขึ้นนั้น ถือเป็นแนวโน้มที่ดีให้ผู้ประกอบการได้มีเวลาในการส่งมอบประสบการณ์การเข้าพักที่ตอบโจทย์มากขึ้น พร้อมทั้งสามารถนำเสนอข้อเสนอที่น่าสนใจแก่นักท่องเที่ยวที่วางแผนการเดินทางล่วงหน้าได้อีกด้วย”

ยอดการจองห้องพักล่วงหน้าในช่วงกลางปีเพิ่มขึ้น 5.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยเดือนกันยายนคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดถึง 16% ซึ่งถือเป็นอันดับสองในภูมิภาครองจากไต้หวัน (63.4%) ตามมาด้วยเดือนกรกฎาคมที่ 9.8% และเดือนสิงหาคมที่ 3.3% ขณะที่เดือนมิถุนายนเป็นเดือนเดียวที่มีการจองลดลงจากปีที่ผ่านมาที่ 0.5% ในด้านราคาห้องพักยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้น 3.4% จากปีก่อน เมื่อเทียบรายปีอยู่ที่ 202 ดอลลาร์สหรัฐ เดือนสิงหาคมคาดว่าจะมีอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยสูงที่สุดที่ 225 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 5.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เดือนมิถุนายนมีแนวโน้มเป็นเดือนที่มีอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่ำที่สุดที่ 182 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.7%

คุณสุภกฤษฎิ์ กล่าวเสริมว่า “ความแข็งแกร่งของธุรกิจโรงแรมไทยในช่วงครึ่งปีแรกสะท้อนให้เห็นว่า ช่วงเวลาดังกล่าวยังคงมีโอกาสเติบโตอีกมากสำหรับผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม การจะคว้าโอกาสเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยว รวมถึงการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้แบบเรียลไทม์การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้จึงเป็นสิ่งจำเป็น  เพราะเครื่องมือที่ตอบโจทย์จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลตลาดที่อัปเดต พร้อมช่วยให้คำแนะนำในการปรับกลยุทธ์ทั้งด้านรายได้และการกระจายช่องทางจำหน่าย ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา”

รายงาน Hotel Booking Trends – Mid-Year Report ของ SiteMinder จัดทำขึ้นจากข้อมูลบนแพลตฟอร์มของ SiteMinder ซึ่งรองรับการจองห้องพักโรงแรมทั่วโลกกว่า 135 ล้านรายการต่อปี โดยสามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ >>> ที่นี่

รพ.พระรามเก้า รับรางวัล AREA 2026 สาขา Health Promotion จากโครงการ “Happy Kidney, Happy Life”

รพ.พระรามเก้า รับรางวัล AREA 2026 สาขา Health Promotion จากโครงการ

รพ.พระรามเก้า รับรางวัล AREA 2026 สาขา Health Promotion จากโครงการ “Happy Kidney, Happy Life”

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.12 น.

โรงพยาบาลพระรามเก้า ได้รับรางวัล Asia Responsible Enterprise Awards 2026 (AREA 2026) สาขา Health Promotion จากโครงการ “Happy Kidney, Happy Life” โครงการที่เกิดจากความร่วมมือของบุคลากรทางการแพทย์และภาคีเครือข่าย เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยโรคไต โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ได้รับข้อมูลการดูแลสุขภาพ รวมไปถึงการรักษาและทางเลือกในการรักษาอย่างเหมาะสมมากขึ้น

รางวัล AREA จัดขึ้นโดย Enterprise Asia เพื่อยกย่ององค์กรในภูมิภาคเอเชียที่ดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยสาขา Health Promotion มอบให้แก่องค์กร  ที่มีส่วนในการส่งเสริมสุขภาวะของชุมชนและสังคมในวงกว้าง

นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า รางวัลนี้เป็นกำลังใจให้กับบุคลากรทุกคนที่ร่วมกันผลักดันโครงการนี้มาตั้งแต่ต้น และสะท้อนให้เห็นว่าการทำงานเชิงรุกเพื่อสังคมสามารถเกิดขึ้นได้จริงในบริบทของโรงพยาบาลเอกชน

“ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายจำนวนมาก และมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ในขณะที่จำนวนการปลูกถ่ายไตที่ทำได้จริงทั่วประเทศยังคงมีข้อจำกัดอยู่มาก โครงการ Happy Kidney, Happy Life จึงเกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะนำความรู้เกี่ยวกับโรคไตไปสู่ผู้ป่วยในวงกว้าง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในต่างจังหวัด เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้และดูแลสุขภาพตนเองและครอบครัวอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การป้องกัน ไปจนถึงการรักษาและการรักษาผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนสูง

โครงการ “Happy Kidney, Happy Life” ดำเนินงานผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่

การให้ความรู้แก่ประชาชนและผู้ป่วย ผ่านการจัดสัมมนาและกิจกรรมเผยแพร่ความรู้เรื่องโรคไต ทั้งการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันการเกิดโรค และการทำความเข้าใจเกี่ยวกับทางเลือกในการรักษาอย่างถูกต้อง รวมถึงกิจกรรม Home Coming Day ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ป่วยที่ผ่านการปลูกถ่ายไตได้แบ่งปันประสบการณ์ตรง เพื่อลดความกังวลใจสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาทางเลือกการรักษา

การพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ ผ่านการจัดอบรมให้กับทีมสุขภาพในภูมิภาค เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการดูแลและให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน, การดูแล, การรักษาด้วยการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ส่งผลให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้อย่างทั่วถึง

การรณรงค์เพื่อสังคม จัดโครงการประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการบริจาคอวัยวะ สร้างความตระหนักรู้และทัศนคติเชิงบวกต่อการบริจาคในสังคมวงกว้าง

นพ.วิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของโครงการนี้เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของหลายฝ่าย และเป็นแรงผลักดันให้บุคลากรโรงพยาบาลพระรามเก้าเดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านการดูแลผู้ป่วยและการป้องกันการเกิดโรค

“การดูแลสุขภาพไตที่ดีต้องครอบคลุมทุกช่วง ตั้งแต่การป้องกันก่อนเจ็บป่วย การรักษาในระยะต่างๆ ไปจนถึงการดูแลผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาที่ซับซ้อนสูง โรงพยาบาลพระรามเก้าพร้อมแบ่งปัน       องค์ความรู้ในทุกมิติเหล่านี้ ทั้งกับประชาชนทั่วไปและบุคลากรทางการแพทย์ในทุกภูมิภาค”

สำหรับผู้ที่ต้องการรับคำปรึกษาด้านโรคไตและการปลูกถ่ายไต สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  ได้ที่ สถาบันโรคไตและเปลี่ยนไต โรงพยาบาลพระรามเก้า โทร. 1270 หรือ Line: @praram9hospital

จิตแพทย์เตือน วิกฤตบูลลี่พุ่ง เด็กเสี่ยงซึมเศร้า PTSD และทำร้ายตนเอง

จิตแพทย์เตือน วิกฤตบูลลี่พุ่ง เด็กเสี่ยงซึมเศร้า PTSD และทำร้ายตนเอง

จิตแพทย์เตือน วิกฤตบูลลี่พุ่ง เด็กเสี่ยงซึมเศร้า PTSD และทำร้ายตนเอง

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.00 น.

ในวันที่สังคมไทยให้ความสำคัญกับผลการเรียน ความสำเร็จ และภาพลักษณ์บนโลกออนไลน์ เด็กจำนวนมากกลับกำลังเติบโตขึ้นพร้อมบาดแผลทางใจที่ไม่มีใครมองเห็น จากคำพูดบางคำที่ผู้ใหญ่หรือเพื่อนอาจมองว่าเป็นเพียง “การล้อเล่น” แต่สำหรับเด็ก คำพูดเหล่านั้นอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสูญเสียความมั่นใจ คุณค่าในตนเอง และความสุขในการใช้ชีวิต ขณะที่การบูลลี่ในยุคดิจิทัลไม่ได้จบลงเมื่อเลิกเรียน แต่สามารถติดตามเด็กไปได้ทุกที่ผ่านข้อความ คอมเมนต์ และสื่อสังคมออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง จนกลายเป็นวิกฤตเงียบที่กำลังคุกคามสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง

พญ.ปรานี ปวีณชนา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า หลายคนยังมองว่า “การบูลลี่” เป็นเพียงการหยอกล้อหรือเป็นเรื่องธรรมดาของเด็ก แต่ในมุมของสุขภาพจิตการบูลลี่คือความรุนแรงรูปแบบหนึ่งที่สามารถสร้างบาดแผลทางใจได้ไม่ต่างจากการถูกทำร้ายร่างกาย และบางครั้งผลกระทบเหล่านั้นอาจติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต

“ปัญหาการบูลลี่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่นอย่างมาก โดยปัจจุบันพบว่ามีเด็กจำนวนไม่น้อยได้รับผลกระทบจากการถูกบูลลี่จนพัฒนาไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตและโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ภาวะเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) รวมถึงพฤติกรรมทำร้ายตนเอง ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณสำคัญที่ครอบครัว โรงเรียน และคนใกล้ชิดไม่ควรมองข้าม”

การบูลลี่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่มีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น โดยสามารถแบ่งออกเป็น 5 รูปแบบหลัก ได้แก่

• การบูลลี่ทางร่างกาย เช่น การตี ตบ เตะ หรือทำร้ายร่างกาย

• การบูลลี่ทางคำพูด เช่น การล้อเลียน เสียดสี ประชดประชัน หรือใส่ร้าย

• การบูลลี่ทางจิตใจและความสัมพันธ์ เช่น การกีดกันออกจากกลุ่ม การเมินเฉยหรือทำเหมือนไม่มีตัวตน

• การบูลลี่ด้านทรัพย์สิน เช่น การซ่อน ขโมย หรือทำลายข้าวของ

• การระรานทางไซเบอร์ (Cyberbullying) ซึ่งกำลังเป็นปัญหาที่น่ากังวลอย่างยิ่งในปัจจุบัน

พญ.ปรานี ให้ข้อมูลเพิ่มว่า การบูลลี่ในปัจจุบันมีความรุนแรงและอันตรายมากกว่าในอดีต โดยเฉพาะ Cyberbullying ที่มีการนำรูปของเด็กไปตัดต่อ เผยแพร่คลิปประจาน สร้างข่าวลือ หรือระดมผู้คนจำนวนมากเข้ามารุมโจมตีผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ข้อมูลเหล่านี้สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และแทบไม่สามารถลบออกจากโลกออนไลน์ได้ทั้งหมด ส่งผลให้สภาพจิตใจของเด็กถูกกระทบกระเทือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่มีการแชร์หรือส่งต่อเนื้อหาเหล่านั้น

“ในอดีต เด็กอาจหลีกหนีจากผู้ที่กลั่นแกล้งได้เมื่อกลับถึงบ้าน แต่ในปัจจุบัน โลกออนไลน์ทำให้ผลกระทบจากการบูลลี่ดำรงอยู่ได้ยาวนานกว่าที่เคย เด็กจำนวนมากรู้สึกเหมือนกำลังถูกตัดสินจากคนทั้งโลก โดยไม่มีโอกาสอธิบายข้อเท็จจริงหรือปกป้องตนเอง

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ไม่ได้ส่งผลเพียงความรู้สึกเสียใจหรืออับอายเท่านั้น แต่ยังค่อยๆ ทำลายความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-esteem) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทางอารมณ์และจิตใจ เมื่อความเจ็บปวดสะสม เด็กอาจเริ่มส่งสัญญาณเตือนทางสุขภาพจิต ไม่ว่าจะเป็นอาการเศร้า เครียด วิตกกังวล หงุดหงิดผิดปกติ แยกตัวจากสังคม ใช้เวลาอยู่กับโทรศัพท์มือถือมากขึ้น ร้องไห้ขณะใช้งานโทรศัพท์ ไม่อยากไปโรงเรียน ปฏิเสธการพูดคุยกับคนในครอบครัว หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น

ในบางราย เด็กอาจเริ่มทำร้ายตนเอง เช่น การกรีดแขนเพื่อระบายความเครียด หรือเข้าไปอยู่ในกลุ่มออนไลน์ที่ส่งเสริมแนวคิดการทำร้ายตนเองและการฆ่าตัวตาย ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุด”

พญ.ปรานี กล่าวปิดท้ายว่า การแก้ปัญหาการบูลลี่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งครอบครัว โรงเรียน และสังคม โดยโรงเรียนควรมีนโยบายไม่ยอมรับการบูลลี่ทุกรูปแบบ (Zero Tolerance) อย่างจริงจัง พร้อมส่งเสริมการสื่อสารแบบเผชิญหน้า เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ทักษะทางสังคม ความเห็นอกเห็นใจ และการเคารพผู้อื่น

“การแก้ปัญหาการบูลลี่ไม่ใช่การหาคนผิด แต่คือการหยุดวงจรความรุนแรง เพื่อไม่ให้มีเด็กคนใดต้องกลายเป็นเหยื่อ หรือเติบโตขึ้นเป็นผู้ส่งต่อความรุนแรงให้กับผู้อื่น ขณะเดียวกัน การช่วยเหลือควรครอบคลุมทั้งผู้ถูกกระทำและผู้กระทำ เพราะเด็กที่กลั่นแกล้งผู้อื่นจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญปัญหาภายในครอบครัว ความรุนแรงในชีวิตประจำวัน หรือปัญหาสุขภาพจิตที่ยังไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

สิ่งสำคัญที่สุดในการปกป้องเด็กจากการบูลลี่ คือ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว และสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้กับลูกตั้งแต่วัยเยาว์ ผ่านการชื่นชมในความพยายาม ความสามารถ และคุณค่าของตัวตน มากกว่าการเปรียบเทียบกับผู้อื่น เด็กที่มีความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-esteem) แข็งแรง จะมีภูมิคุ้มกันทางใจที่ดี สามารถแยกแยะได้ว่าเสียงวิจารณ์ใดควรรับฟังหรือปล่อยผ่าน และพร้อมขอความช่วยเหลือเมื่อเผชิญปัญหา

ในวันที่สังคมกำลังสอนให้เด็กแข่งขัน พ่อแม่ทุกคนต้องช่วยกันสอนเรื่องความเมตตา การเคารพความแตกต่าง และการรับฟังกันด้วยหัวใจ เพราะบางครั้งคำพูดเพียงไม่กี่คำอาจทำลายอนาคตของเด็กคนหนึ่งได้ ขณะที่การรับฟังด้วยความเข้าใจเพียงครั้งเดียว อาจช่วยรักษาหัวใจของเด็กคนหนึ่งไว้ได้ตลอดชีวิต”

หากสังเกตเห็นว่าเด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น เก็บตัว เครียด วิตกกังวล ไม่อยากไปโรงเรียน หรือมีสัญญาณที่น่ากังวลด้านอารมณ์และจิตใจ สามารถปรึกษาจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นได้ที่ ศูนย์สุขภาพจิต โรงพยาบาลพระรามเก้า โทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital

เที่ยงบันเทิง ทอล์ก เปิดใจ ฝ้าย พีรญา ฮอตแรงระดับโลก แชมป์ แป๋ว เซอร์ไพรส์ดึง อะตอม ร่วมทอล์ก

เที่ยงบันเทิง ทอล์ก เปิดใจ ฝ้าย พีรญา ฮอตแรงระดับโลก แชมป์ แป๋ว เซอร์ไพรส์ดึง อะตอม ร่วมทอล์ก

เที่ยงบันเทิง ทอล์ก เปิดใจ ฝ้าย พีรญา ฮอตแรงระดับโลก แชมป์ แป๋ว เซอร์ไพรส์ดึง อะตอม ร่วมทอล์ก

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.00 น.

“ฝ้าย  พีรญา” เผยหมดทุกเรื่องราวชีวิตใน “เที่ยงบันเทิง ทอล์ก” พร้อมเปิดความรู้สึกดี ๆ ขอบคุณทุกการซัปพอร์ตของ Fayemily ด้านสองพิธีกร “แชมป์-แป๋ว” จัดเซอร์ไพรส์ชวน “อะตอม ปริยะ” นักแสดงคนแรกในสังกัดร่วมทอล์ก

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งนักแสดงสาวที่ยิ่งรู้จัก ยิ่งตกหลุมรัก ที่ตอนนี้ฮอตสุด ๆ เรียกว่าพุ่งดังระดับโลกเลยทีเดียว สำหรับ ฝ้าย– พีรญา มะลิซ้อน หรือ “หญิงขวัญ” จากละคร “ทุกอณูฤทัย” ที่มาเยือนรายการ เที่ยงบันเทิง ทอล์ก ให้พิธีกรคู่หู แชมป์-ศรัณภัสร์ ตั้งไพศาลธนกุล และ แป๋ว-ดวงใจ สอาดจิตต์ ล้วงลึกแบบหมดเปลือก เปิดใจทุกมิติ ทั้งเส้นทางนักแสดง ความสำเร็จในระดับอินเตอร์ บทบาทเจ้าของธุรกิจ ช่างตัดผมมือทอง  และ CEO รุ่นใหม่แห่ง “Fabel Entertainment” พร้อมเผยความประทับใจที่มีต่อ Fayemily กลุ่มแฟนคลับที่คอยสนับสนุนจากทั่วทุกมุมโลก ฝ้ายเล่าย้อนเส้นทางการทำงาน พร้อมอัปเดตฟีดแบ็กละคร ทุกอณูฤทัย ที่กำลังฮอตขณะนี้ ทำแฟน ๆ ละครอินกับบท หญิงขวัญ ซึ่งเจ้าตัวเผยด้วยรอยยิ้มว่า  “ต้องบอกว่าฝ้ายไม่เคยหายไปจากหน้าจอช่อง 7 ก็มีผลงานให้ติดตามกันเรื่อย ๆ กับพี่ ๆ ทีมงานเราก็ยังติดต่อกันตลอด เรียกว่าฝ้ายไม่เคยหายจากช่อง 7 เลย  อย่างตอนนี้กับ ทุกอณูฤทัย ฟีดแบ็กหลายคนก็ทัก ทำไมร้ายจังเลย อย่าให้เจอนะ  เราก็อยากให้ทุกคนใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ (ยิ้ม) อยากให้รอดูจนจบเลย”

นอกจากนี้ เจ้าตัวยังเปิดใจถึงการเปลี่ยนชื่อ การก้าวสู่บทบาท CEO ของ  Fabel Entertainment รวมถึงธุรกิจร้านตัดผมที่ได้รับการตอบรับอย่างดี โดยยอมรับว่าการทำงานเบื้องหลังไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยทั้งความอดทนและการเรียนรู้ในทุกขั้นตอน แต่ก็เป็นอีกบทบาทที่ท้าทายและทำให้เติบโตมากขึ้นอีกหนึ่งช่วงคำถามที่เรียกรอยยิ้มและความประทับใจ คือการที่ฝ้ายพูดถึง Fayemily กลุ่มแฟนคลับที่อยู่เคียงข้างมาตลอด พร้อมกล่าวขอบคุณทั้งแฟนชาวไทยและอินเตอร์แฟนที่คอยสนับสนุนทุกก้าวของชีวิต

“ฝ้ายกล้าพูดได้เลยว่า  ถ้าฝ้ายไม่มีแฟน ๆ ก็อาจไม่มีฝ้ายอยู่ตรงนี้ก็ได้  แรงซัปพอร์ตของพวกเขามันมหาศาลมาก เป็นทั้งกำลังใจ  เป็นพาวเวอร์ให้เราต้องพัฒนาต่อ ๆ ไป  ฝ้ายไม่เคยลืมที่จะขอบคุณแฟน ๆ ทั้งแฟนไทย และอินเตอร์แฟน ขอบคุณทุกการซัปพอร์ตทุกครั้งตลอดเวลา  ไม่ว่าเราจะทำอะไรเราก็จะทำด้วยกันตลอด ขอบคุณความรักที่ไม่เคยห่างหายไปเลยนะคะ  ขอบคุณที่ซัปพอร์ตกันอยู่ด้วยกันนาน ๆ เป็น Fayemily แบบนี้ไปนาน ๆ นะคะ”

หลังจบช่วงออกอากาศทางโทรทัศน์ ความสนุกยังต่อเนื่องบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เมื่อ แชมป์-แป๋ว จัดเซอร์ไพรส์ ชวน อะตอม-ปริยะ ปิยะพันธ์โอภาส นักแสดงคนแรกในสังกัดของฝ้าย มาร่วมพูดคุย โดยอะตอมเผยความประทับใจที่มีต่อ CEO พี่ฝ้าย ว่าเป็นคนทำงานเก่ง ขยัน และทุ่มเทกับทุกผลงาน  

“พี่ฝ้ายเป็นคนใจดี ทำงานเก่ง  เป็นคนน่ารัก พี่ฝ้ายขยันมาก  พี่ฝ้ายจะเป็นคนสองโหมด เวลาทำงานจะเป็นคนจริงจังลุควัยรุ่นสร้างตัว  แต่เวลาสนุกสนานเฮฮาก็เอ็นจอยเลย  การได้เดินทางไปมีตติงที่ต่างประเทศ ต้องบอกว่าเกินฝันไปเยอะเลยค่ะ  ดีใจที่ทุกคนซัปพอร์ตพวกเรามาตลอดค่ะ” 

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตอนของ เที่ยงบันเทิง ทอล์ก ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ รอยยิ้ม และโมเมนต์อบอุ่นจากนักแสดงสาวมากความสามารถ ที่ไม่ว่าจะสวมบทบาทไหน ก็ได้รับกำลังใจจากแฟน ๆ อย่างล้นหลามติดตามชมการทอล์กฉบับเต็ม ๆ ย้อนหลังได้ที่ Facebook : Ch7HD และ Ch7HD Entertainmentและมาร่วมรับชมความสนุกรายการ “เที่ยงบันเทิง ทอล์ก” ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 12.40 น. ชมสดทางช่อง 7HD  กด 35  สดออนไลน์ BUGABOO.TV  และรับชมย้อนหลังทาง  BUGABOO.TV  และ YouTube : Ch7HD       และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวรายการต่าง ๆ ได้ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG, X, YouTube) และ Ch7HD Entertainment (Facebook, IG) และเว็บไซต์ www.ch7.com 

ช็อตฟีลกันทั้งไทม์ไลน์ มดดำ รับผิดโป๊ะเอง ยัน ดิว อริสรา ไม่ได้บล็อกไลน์ เคลียร์ชัดปมเงิน ไฮโซสาว ยังไม่ผิดสัญญา

ช็อตฟีลกันทั้งไทม์ไลน์ มดดำ รับผิดโป๊ะเอง ยัน ดิว อริสรา ไม่ได้บล็อกไลน์ เคลียร์ชัดปมเงิน ไฮโซสาว ยังไม่ผิดสัญญา

ช็อตฟีลกันทั้งไทม์ไลน์ มดดำ รับผิดโป๊ะเอง ยัน ดิว อริสรา ไม่ได้บล็อกไลน์ เคลียร์ชัดปมเงิน ไฮโซสาว ยังไม่ผิดสัญญา

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.29 น.

ทำเอาขาเผือกตาตั้งนอนไม่หลับกันทั้งคืน ล่าสุดเพจดังอย่าง บันเทิงหน้าตุ๊ด ได้ออกมาโพสต์อัปเดตกระแสข่าวร้อนฉ่าในวงการบันเทิง กรณีที่พิธีกรฝีปากกล้าตัวแม่ของเมืองไทยอย่าง มดดำ คชาภา หลุดปากกลางรายการข่าวใส่ไข่ว่าติดต่อตัวมารดา ดิว อริสรา ไม่ได้ เพราะโดนอีกฝ่ายบล็อกไลน์ จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์สนั่นเมือง

แต่ล่าสุดเตาเผือกต้องดับวูบลงทันที เมื่อเพจบันเทิงหน้าตุ๊ดเผยภาพและข้อความสรุปสถานการณ์ล่าสุด ว่า งานนี้แม่มดดำออกมาเคลียร์ใจแบบแมน ๆ ยอมรับผิดเต็มประตูว่าตนเองโป๊ะแตกเองจ้า ความจริงคือสาวดิวไม่ได้บล็อกไลน์แต่อย่างใด เพียงแต่เจ้าตัวได้เปลี่ยนรูปโปรไฟล์ใหม่และเปลี่ยนชื่อไลน์เป็นตัวอีโมจิเลยทำให้มดดำค้นหาชื่อไม่เจอเอง

บันเทิงหน้าตุ๊ด

โดยทางด้าน ดิว อริสรา เมื่อได้เห็นข่าวก็ไม่ยอมปล่อยให้สังคมคาใจนาน ทักตรงหาแม่มดดำทันทีพร้อมลั่นวาจาสุดจึ้งว่า “หนูไม่เคยบล็อกพี่ ไม่ว่าจะช่องทางไหน หนูผ่านอะไรมาเยอะแต่ไม่เคยบล็อกใคร!” ยืนยันความชัดเจนตามสไตล์ตัวมัม ทำเอาสบายใจกันไปทั้งสองฝ่าย

นอกจากนี้ เพจดังยังได้ขยี้ต่อถึงประเด็นค้างคาใจเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ กับไฮโซสาว ซีเมย์ วาสนา ซึ่งสาวดิวได้กางสัญญาชี้แจงชัดเจนว่า จนถึงตอนนี้ยังคงติดต่อพูดคุยกับซีเมย์อยู่ตลอด และที่สำคัญคือยังไม่ได้ผิดสัญญา เนื่องจากเรื่องราวดังกล่าวระบุเวลาในสัญญาไว้ชัดเจนและยังไม่ถึงกำหนดเวลา ขณะที่มดดำก็รีบออกมาชี้แจงช่วยอีกแรงว่า ตนเองไม่ได้รู้เรื่องสัญญาลึกซึ้ง แค่โทรไปแซวซีเมย์ขำ ๆ ว่าได้เงินคืนหรือยัง เพื่อจะให้มาช่วยซื้อโฆษณารายการเท่านั้น พร้อมคอนเฟิร์มว่ารอบนี้ดิวไม่ผิดเพราะยังอยู่ในสัญญาจริง ๆ

ดิว อริสรา

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดราม่าหม้อใหญ่ครั้งนี้จบลงด้วยดีแบบม้วนเดียวจบ โดยเพจทิ้งท้ายว่า แม่มดดำได้ขอโทษขอโพยสาวดิวเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นการเคลียร์ใจของตัวมารดาแบบสวย ๆ ชนิดที่ขาเม้าท์ขาเผือกทั้งหลายสบายใจหายห่วงและแยกย้ายไปพักผ่อนกันได้เลยค๊า

มดดำ คชาภา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เพจเฟซบุ๊ก บันเทิงหน้าตุ๊ด, อินสตา่แกรม moddamkachapa, อินสตาแกรม duearisara

เรื่องจริงยิ่งกว่าทอล์กโชว์ โน้ส อุดม โดน คนสนิท โกงหมดตัว

เรื่องจริงยิ่งกว่าทอล์กโชว์ โน้ส อุดม โดน คนสนิท โกงหมดตัว

เรื่องจริงยิ่งกว่าทอล์กโชว์ โน้ส อุดม โดน คนสนิท โกงหมดตัว

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.25 น.

กลายเป็นกระแสฮือฮาฮอตปรอทแตกติดเทรนด์โลกโซเชียลขึ้นมาทันที เมื่อเจ้าพ่อไมโครโฟนอย่าง โน้ส อุดม แต้พานิช ที่กำลังจะกลับมาสร้างเสียงหัวเราะอีกครั้งในเดี่ยว 16 DEAW 16 : NEVER GROW UP ได้ไปเปิดใจแบบหมดเปลือกในรายการ กรรมกรข่าว คุยนอกจอ ของตัวพ่อเล่าข่าว สรยุทธ สุทัศนะจินดา งานนี้ทำเอาแฟน ๆ ช็อกตาค้างและส่งกำลังใจกันรัว ๆ เพราะเบื้องหลังรอยยิ้มครั้งนี้กลับมีเรื่องราวสุดสะเทือนใจซ่อนอยู่ เมื่อเจ้าตัวยอมรับตรง ๆ ถึงสถานะทางการเงินในปัจจุบันที่ถึงขั้นต้องนิยามการกลับมาขึ้นเวทีครั้งนี้ว่าเป็น ไมค์ปลดหนี้ เหตุเพราะโดนลูกน้องคนสนิทโกงจนหมดตัว

โดย พี่โน้ส ยอมรับว่าเรื่องนี้ไม่เคยบอกใครมาก่อน ผู้ก่อเหตุเป็นอดีตลูกน้องคนสนิทที่ไว้ใจมาก แอบนำบัตรเครดิตและเอกสารต่าง ๆ ไปทำธุรกรรมจนเงินรายได้จากการแสดงเดี่ยวกว่า 46 รอบในอดีตหายเกลี้ยง ปัจจุบันศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกคู่กรณี 20 ปีโดยไม่ให้ประกันตัว ส่วนภรรยาของผู้ก่อเหตุได้หลบหนีไป ซึ่งพี่โน้สเล่าว่าตนไม่เคยไปปรากฏตัวที่ศาลเลยเพราะมันปวดใจเกินกว่าจะมองหน้าคนที่เคยรักและไว้ใจ

โน้ส อุดม

มรสุมครั้งนี้ทำให้พี่โน้สในวัยนี้ต้องกลับมานับหนึ่งใหม่ ถึงขั้นต้องนำบ้านหลังใหญ่ที่อาศัยอยู่ไปจำนองเพื่อกู้เงินมาประดับประคองและหมุนเวียนในชีวิต นอกจากเรื่องโดนโกงแล้ว พี่ยุทธยังเผยอีกหนึ่งเรื่องราวชวนเอ็นดู เมื่อพี่โน้สทุ่มเงินซื้อที่ดินริมน้ำย่านบึงกุ่ม หน้ากว้าง 50 เมตร เพื่อตั้งใจจะสร้างอาคารแสดงงานศิลปะ แต่พีคตรงที่ลืมคำนวณกฎหมายการก่อสร้างเรื่องระยะถอยร่นจากทั้งฝั่งน้ำและฝั่งถนน ซึ่งที่ดินมีความลึกน้อยอยู่แล้ว พอหักระยะร่นออกไปเลยเหลือพื้นที่สร้างอาคารได้บางมาก ชนิดที่เข้าประตูหน้าก็ถึงหลังบ้านทันที สรุปคือสร้างไม่ได้เลย ทำเอาเจ้าตัวหัวเราะแก้เขินพร้อมยอมรับตรง ๆ ว่า “โคตรโง่เลย ไม่เคยเล่าให้ใครฟังเรื่องนี้… ผมน่ะฉลาดแต่เรื่องโง่ ๆ”

โน้ส อุดม

แม้จะต้องเจอเรื่องหนักหนาและต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ แต่พี่โน้สก็ยังคงเดินหน้าส่งต่อความสุขและเสียงหัวเราะให้แฟน ๆ ในเดี่ยว 16 ต่อไป แฟน ๆ คนไหนอยากไปให้กำลังใจก็อย่าลืมไปจับจองบัตรกันได้เลยจ้า

โน้ส อุดม

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากรายการ กรรมกรข่าว คุยนอกจอ

ยิ่งโตยิ่งสวย น้องทาเรีย ลูกสาว น้ำฝน กุลณัฐ ฉายแววออร่านางเอก

ยิ่งโตยิ่งสวย น้องทาเรีย ลูกสาว น้ำฝน กุลณัฐ ฉายแววออร่านางเอก

ยิ่งโตยิ่งสวย น้องทาเรีย ลูกสาว น้ำฝน กุลณัฐ ฉายแววออร่านางเอก

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.37 น.

ยิ่งโตก็ยิ่งฉายแววความสวย สำหรับ “น้องทาเรีย” ลูกสาวสุดที่รักวัย 9 ขวบ ของนักแสดงสาว “น้ำฝน กุลณัฐ” และ “จอร์แดน วินเทอร์” นักธุรกิจชาวอเมริกัน ที่ล่าสุดทำแฟนๆ ชื่นชมในความน่ารักและหน้าตาที่โดดเด่นไม่แพ้คุณพ่อคุณแม่

ล่าสุด น้ำฝน กุลณัฐ ได้โพสต์ภาพของน้องทาเรียในชุดบัลเลต์ที่สวมใส่สำหรับการประกวด เผยให้เห็นความสดใสและความสง่างามของลูกสาวที่เริ่มเติบโตเป็นสาวน้อยอย่างเต็มตัว พร้อมรอยยิ้มหวานที่สะกดสายตา จนหลายคนเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมความสวยและเชียร์ให้ก้าวตามรอยคุณแม่ในวงการบันเทิง

แถมคุณแม่น้ำฝนยังเผยความรู้สึกผ่านแคปชั่น ว่า “ทุกครั้งที่ทาเรียมีโชว์ หนูจะดูชิลมาก เพราะเป็นคนชอบโชว์ แต่คนที่ตื่นเต้นที่สุดน่าจะเป็นหม่ามี้ซินะ  รักหนูนะลูก… ขอบคุณน้าเอ๋สำหรับหน้าและผมที่สวยเสมอ”

หลังจากโพสต์ถูกเผยแพร่ออกไป แฟน ๆ ต่างเข้ามากดไลก์และแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก หลายคนชมเป็นเสียงเดียวกันว่า น้องทาเรียยิ่งโตยิ่งสวยจริงๆ

ขอบคุณภาพจาก : @namfonkullanut

‘เบิ้ล ปทุมราช’ ทำบุญวันเกิด ให้ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลอำนาญเจริญ

‘เบิ้ล ปทุมราช’ ทำบุญวันเกิด ให้ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลอำนาญเจริญ

‘เบิ้ล ปทุมราช’ ทำบุญวันเกิด ให้ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลอำนาญเจริญ

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.26 น.

นับเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ใจฟูของศิลปินลูกทุ่งสุดฮอต “เบิ้ล ปทุมราช” กับการทำบุญวันเกิด โดยงานนี้เจ้าตัวได้เดินทางกลับบ้านเกิดที่จังหวัดอำนาจเจริญ พร้อมจัดกิจกรรมแจกข้าวกล่องให้แก่ผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอำนาจเจริญ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น เรียบง่าย และรอยยิ้มแห่งการแบ่งปัน

 ซึ่งการได้กลับมาทำบุญและแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้กับบ้านเกิด ถือเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจที่เจ้าตัวยึดถือมาโดยตลอด เรียกว่าสร้างความอิ่มเอมใจให้กับทั้งผู้ให้และผู้รับ นับว่าวันเกิดปีนี้ของหนุ่มเบิ้ลเต็มไปด้วยความหมายและความสุขอย่างแท้จริง