ห้างแทบแตก! ลิซ่า ลลิษา ปรากฏตัวที่เซ็นทรัลเวิลด์ แฟนคลับแห่ต้อนรับแน่น

ห้างแทบแตก! ลิซ่า ลลิษา ปรากฏตัวที่เซ็นทรัลเวิลด์ แฟนคลับแห่ต้อนรับแน่น

ห้างแทบแตก! ลิซ่า ลลิษา ปรากฏตัวที่เซ็นทรัลเวิลด์ แฟนคลับแห่ต้อนรับแน่น

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.15 น.

สร้างปรากฏการณ์ความคึกคักใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อ “ลิซ่า BLACKPINK” หรือ ลลิษา มโนบาล ศิลปินสาวระดับโลก ปรากฏตัวในงาน SHISEIDO ULTIMUNE Studio: LISA’S BACKSTAGE ซึ่งจัดขึ้นในวันนี้ (3 ก.ค.) ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ท่ามกลางแฟนคลับและสื่อมวลชนที่เดินทางมารอต้อนรับกันอย่างเนืองแน่น

ทันทีที่ลิซ่าปรากฏตัว บรรยากาศภายในงานก็เต็มไปด้วยเสียงกรี๊ดและความตื่นเต้นจากแฟน ๆ ที่เฝ้ารอชมตัวจริงของไอดอลคนโปรด โดยเจ้าตัวมาในลุคเรียบหรู สวยสง่า พร้อมออร่าที่สะกดทุกสายตา แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดแฟชั่นลุคอย่างเป็นทางการ แต่ภาพและคลิปจากภายในงานก็ถูกแชร์ต่อบนโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว

นอกจากบรรยากาศภายในงานจะคึกคักแล้ว กระแสบนโลกออนไลน์ก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน เมื่อแฮชแท็ก #LISAxSHISEIDO และ #LISAwithULTIMUNE พุ่งขึ้นสู่อันดับ 1 บนแพลตฟอร์ม X อย่างรวดเร็ว มีแฟน ๆ ร่วมโพสต์ภาพ คลิป และข้อความชื่นชมการปรากฏตัวของลิซ่าจำนวนมาก

ขอบคุณภาพจาก : CentralWorld

​ศรีริต้า เจนเซ่น เช็กอินญี่ปุ่น สวมกิโมโนอวดลุคเรียบหรู สวยแพงทุกลุค

​ศรีริต้า เจนเซ่น เช็กอินญี่ปุ่น สวมกิโมโนอวดลุคเรียบหรู สวยแพงทุกลุค

​ศรีริต้า เจนเซ่น เช็กอินญี่ปุ่น สวมกิโมโนอวดลุคเรียบหรู สวยแพงทุกลุค

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.41 น.

ทำเอาแฟนๆ กดไลก์กันรัวๆ เมื่อนางเอกสาวและคุณแม่คนสวย “ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช” ปล่อยภาพจากทริปพักผ่อนที่ประเทศญี่ปุ่น ท่ามกลางสวนสีเขียว 

       นอกจากภาพเดี่ยวที่เผยความสวยแล้ว ศรีริต้ายังแชร์โมเมนต์สุดหวานกับสามี “กรณ์ ณรงค์เดช” ที่สวมชุดกิโมโนเข้าคู่กันอย่างลงตัว เติมเต็มบรรยากาศของทริปให้ดูอบอุ่นและโรแมนติก จนแฟนๆ ต่างเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมทั้งความน่ารักของทั้งคู่ และความสวยสง่าของศรีริต้าอย่างต่อเนื่อง

       เรียกได้ว่าไม่ว่าจะอยู่ในลุคไหน หรือเช็กอินมุมใดของญี่ปุ่น ศรีริต้า เจนเซ่น ก็ยังคงสะกดทุกสายตาด้วยความสง่างามและรสนิยมอันโดดเด่น สมกับเป็นอีกหนึ่งไอคอนด้านแฟชั่นและความงามของวงการบันเทิงไทย

ขอบคุณภาพจากอินสตาแกรม : @sriritajensen

แอน ทองประสม เปิดบ้านนาที่เชียงใหม่ บรรยากาศร่มรื่นสุดฮีลใจ

แอน ทองประสม เปิดบ้านนาที่เชียงใหม่ บรรยากาศร่มรื่นสุดฮีลใจ

แอน ทองประสม เปิดบ้านนาที่เชียงใหม่ บรรยากาศร่มรื่นสุดฮีลใจ

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.03 น.

ทำเอาแฟนๆ อดอิจฉาไม่ได้ เมื่อนางเอกและผู้จัดคนดัง “แอน ทองประสม” ขอพักเบรกจากชีวิตในเมือง เดินทางกลับไปพักผ่อนที่บ้านนา จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมเผยบรรยากาศสุดร่มรื่น ท่ามกลางธรรมชาติสีเขียวที่โอบล้อมไปด้วยทุ่งนาและภูเขา

โดย แอน ทองประสม ได้โพสต์คลิปผ่านโซเชียลมีเดีย พาแฟน ๆ ชมวิวรอบบ้านที่เต็มไปด้วยความเขียวขจี ตั้งแต่ภาพยามเช้าที่สดชื่น อากาศบริสุทธิ์ ไปจนถึงมุมต่าง ๆ ภายในพื้นที่บ้าน

และเขียนแคปชั่นว่า “กลับบ้านนา.. มาหาชูใจ หมูปิ้ง หมูสะเต๊ะ” ทำเอาแฟนๆ เข้ามาคอมเมนต์แซวกันอย่างคึกคัก พร้อมชื่นชมว่าบรรยากาศของบ้านนาสวยงาม ร่มรื่น และน่าไปพักผ่อนตามรอย

แม่ทราย สก๊อต ถอนฟ้องลูกชายแล้ว เปิดทางเจรจา ย้ำรักลูกทั้งสองไม่มีเงื่อนไข

แม่ทราย สก๊อต ถอนฟ้องลูกชายแล้ว เปิดทางเจรจา ย้ำรักลูกทั้งสองไม่มีเงื่อนไข

แม่ทราย สก๊อต ถอนฟ้องลูกชายแล้ว เปิดทางเจรจา ย้ำรักลูกทั้งสองไม่มีเงื่อนไข

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.29 น.

3 กรกฎาคม 2569 นางจีรานุช ภิรมย์ภักดี มารดาของนายสิรณัฐ สก๊อต หรือ “ทราย” ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งพระโขนง ขอถอนฟ้องคดีเพิกถอนการให้ ที่ยื่นฟ้องบุตรชาย พร้อมออกแถลงการณ์ระบุว่า การนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการศาลไม่ใช่สิ่งที่แม่คนหนึ่งต้องการ แต่เป็นทางเลือกสุดท้ายหลังพยายามพูดคุยและหาทางออกร่วมกันมาหลายปีแต่ไม่เป็นผล

นางจีรานุช ระบุว่า ภายหลังการไกล่เกลี่ยเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2569 ศาลได้แนะนำให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้าพูดคุยกันในฐานะแม่ลูก ซึ่งตรงกับความตั้งใจของตน จึงตัดสินใจถอนฟ้องเพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาและหาทางออกร่วมกัน โดยยังคงหวังว่าสายใยความเป็นครอบครัวจะช่วยคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นได้

ทั้งนี้ ยืนยันว่าที่ผ่านมาเลือกไม่แสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว และไม่ต้องการให้ส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่นในตระกูลภิรมย์ภักดี รวมถึงกลุ่มบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทดังกล่าว

นอกจากนี้ ตนยังยืนยันว่ารักลูกทั้งสองคนอย่างไม่มีเงื่อนไข และหากบุตรเลือกใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง ก็พร้อมเคารพการตัดสินใจดังกล่าว โดยหวังให้ความจริงและความเป็นธรรมปรากฏ พร้อมขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนและสาธารณชนให้พื้นที่ครอบครัวได้พูดคุยและเยียวยาความสัมพันธ์ต่อไป

โดยศาลได้นัดอีกครั้งวันที่ 8 – 9 ก.ค. 2569 และจะมีการพิจารณาคำสั่งถอนฟ้องในคดีดังกล่าว

พบแหวนทองคำมีจารึก อายุ 2 พันปี ขณะเก็บโครงกระดูกและโบราณวัตถุ แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง

พบแหวนทองคำมีจารึก อายุ 2 พันปี ขณะเก็บโครงกระดูกและโบราณวัตถุ แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง

พบแหวนทองคำมีจารึก อายุ 2 พันปี ขณะเก็บโครงกระดูกและโบราณวัตถุ แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.55 น.

เจอเพิ่ม ’แหวนพราหมี‘ อายุ2พันปี! ’ปธ.กมธ.ศาสนาฯ‘ เผยคืบหน้าสำรวจแหล่ง ’โบราณคดีดอนยายหอม’ ดันเป็น ‘พิพิธภัณฑ์กลาง’ แห่งแรกของ ’เพชรบุรี‘ พร้อมหนุน ‘พระนครคีรี’ ขึ้น ’มรดกโลก‘

นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการขุดค้นพบแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรีว่า  ล่าสุด ทีมนักโบราณคดีได้พบแหวนทองคำเพิ่มอีก 2 วง โดยหนึ่งในนั้นเป็นแหวนตราประทับที่ส่วนหัวแหวนสลักอักษร “พราหมี” อายุราว 1,900-2,100 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ชาวบ้านพบกลองมโหระทึกเป็นจุดเริ่มต้น ก่อนจะขุดเพิ่มพบกลองมโหระทึกรวม 5 ใบ โครงกระดูกมนุษย์โบราณ 8 โครง และคาดว่าเป็นโครงที่ 9 เป็นโครงกระดูกเด็ก รวมทั้งเครื่องประดับล้ำค่า เช่น กำไล แหวนทองคำ ภาชนะสำริด และลูกปัดโบราณ  นักโบราณคดีระบุว่าเป็นสถานที่แรกในไทยที่พบโบราณสถานและโบราณวัตถุจำนวนมาก โดยเตรียมของบประมาณสนับสนุนจากกรมศิลปากร เพื่อทำการขุดค้นศึกษาต่อไป อย่างไรก็ตามเนื่องจากช่วงนี้เป็นฤดูฝน จึงเร่งเคลื่อนย้ายโครงกระดูกไปเก็บรักษาชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์ในจังหวัดปทุมธานี และหลังพ้นฤดูฝนจะนำโบราณวัตถุกลับมาจัดนิทรรศการให้ประชาชนในจังหวัดเพชรบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงได้เข้าชม

“ดิฉันในฐานะคนจังหวัดเพชรบุรี และประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ เห็นว่าจังหวัดเพชรบุรีมีมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจำนวนมาก แต่ยังไม่มีพิพิธภัณฑ์กลางของจังหวัด โบราณวัตถุและของดีของเมืองเพชรบุรีส่วนใหญ่ต้องไปจัดเก็บและจัดแสดงอยู่ที่จังหวัดอื่น เนื่องจากในพื้นที่ยังไม่มีพิพิธภัณฑ์รองรับที่เหมาะสม ส่วนพิพิธภัณฑ์เดิมบนพระนครคีรี มีข้อจำกัดเรื่องการเดินทาง ซึ่งผู้สูงอายุเข้าถึงได้ยาก จึงอยากให้กรมศิลปากรสนับสนุนในเรื่องนี้ด้วย” นางธิวัลรัตน์ กล่าว

ประธาน กมธ.การศาสนาฯ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ทางอธิบดีกรมศิลปากร เตรียมผลักดันพระนครคีรีขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยตั้งคณะทำงานที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เพื่อศึกษาผลกระทบอย่างละเอียดว่าการเป็นมรดกโลกจะส่งผลต่อการจัดงานพระนครคีรี ที่จัดขึ้นทุกปี และมีผู้ร่วมงานนับหมื่นคนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ทางจังหวัดยินดีหากมีงบประมาณเข้ามาสนับสนุนการบูรณะซ่อมแซมให้ดียิ่งขึ้น คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดเชียงใหม่จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จึงขอเชิญชวนทุกจังหวัดที่มีศักยภาพเชื่อมโยงข้อมูลกับคณะกรรมาธิการฯ เพื่อผลักดันแหล่งมรดกของไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ และส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ

ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี รายงานว่า  นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ได้มอบหมายให้นางนิภา สังคนาคินทร์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี นำทีมนักโบราณคดีและผู้เชี่ยวชาญ ดำเนินการเก็บหลักฐานทางโบราณคดีได้แก่ ชิ้นส่วนโครงกระดูกมนุษย์และโบราณวัตถุที่พบขึ้นจากหลุมขุดค้น แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ต.สมอพลือ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี เนื่องจากหลุมขุดค้นประสบปัญหาน้ำใต้ดิน ความเค็ม และความชื้นแฉะจากฤดูฝน ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งให้โครงกระดูกเปื่อยยุ่ยและโบราณวัตถุประเภทสำริดผุกร่อน จึงต้องเร่งเก็บเพื่อนำส่งไปอนุรักษ์ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ ของกรมศิลปากร

อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ในระหว่างการจัดเก็บโครงกระดูกและโบราณวัตถุ นักโบราณคดี ได้พบแหวนทองคำเพิ่มอีก จำนวน 2 วง จากโครงกระดูกหมายเลข 4 โดยหนึ่งวงพบว่าส่วนหัวแหวน มีการสลักอักษรโบราณ เป็นลักษณะของแหวนตราประทับ เบื้องต้น ดร.อุเทน วงศ์สถิต คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านภาษาโบราณ กรมศิลปากร สันนิษฐานว่าเป็นอักษรอินเดียโบราณพราหมี อายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 5 – 7 หรือประมาณ 1,900 – 2,100 ปีที่ผ่านมา อ่านว่า “ปุสรขิตส” แปลว่า “ของปุสรขิตะ” หมายถึงผู้ที่ถูกรักษาโดยฤกษ์หรือดาวปุษยะ สันนิษฐานว่า เจ้าของแหวนน่าจะอยู่ในวรรณะแพศย์ (พ่อค้า) ส่วนแหวนอีกหนึ่งวง ไม่มีลวดลายประดับตกแต่ง ทั้งนี้ เคยมีการค้นพบอักษรพราหมีบนตราประทับและเครื่องประดับมาแล้วในแหล่งโบราณคดีบริเวณภาคใต้ของประเทศไทย ได้แก่ แหล่งโบราณคดีคลองท่อม จังหวัดกระบี่ และแหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว จังหวัดชุมพร เป็นต้น ปัจจุบันทางสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี ได้ดำเนินการส่งมอบแหวนทองคำทั้งสองวงให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี เก็บรักษาไว้เพื่อเตรียมการอนุรักษ์และศึกษาต่อไป

สำหรับการดำเนินงานเก็บโบราณวัตถุที่เป็นโครงกระดูกมนุษย์แบ่งเป็น 2 แนวทาง โดยจัดเก็บเป็นรายชิ้นส่วนสำหรับโครงกระดูกกลุ่มที่ 1 คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ และการจัดเก็บแบบยกทั้งแท่นดินขึ้นจากหลุมขุดค้น สำหรับกลุ่มโครงกระดูกกลุ่มที่ 2 โดยมีทีมนักวิทยาศาสตร์ กรมศิลปากรร่วมกำกับดูแลและใช้วิธีผนึกโครงกระดูกเพื่อป้องกันการเสียสภาพ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ส่วนโครงกระดูกที่พบล่าสุด ที่สันนิษฐานว่าเป็นโครงกระดูกเด็กมีสภาพค่อนข้างเปื่อยและมีภาชนะสำริดขนาดใหญ่วางอยู่บริเวณกลางลำตัว จะใช้วิธียกขึ้นทั้งแท่นเพื่อความปลอดภัยและรักษาสภาพเอาไว้ให้ได้มากที่สุด คาดว่าภารกิจช่วงสุดท้ายนี้จะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน หลังจากนั้นจะทำการปิดหลุมขุดค้นและจัดแถลงผลการดำเนินงานทางโบราณคดีระยะแรก โดยจะมีการจัดนิทรรศการเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมโบราณวัตถุจากแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ก่อนจะนำเข้าสู่กระบวนการอนุรักษ์และศึกษาวิจัย ฯ

‘ในหลวง-พระราชินี’ โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯอุบลราชธานี เชิญดอกบัวและตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปถวายพระภิกษุสงฆ์ที่ได้รับบาดเจ็บจากรถยนต์เฉี่ยวชนขณะเดินธุดงค์

'ในหลวง-พระราชินี' โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯอุบลราชธานี เชิญดอกบัวและตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปถวายพระภิกษุสงฆ์ที่ได้รับบาดเจ็บจากรถยนต์เฉี่ยวชนขณะเดินธุดงค์

‘ในหลวง-พระราชินี’ โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯอุบลราชธานี เชิญดอกบัวและตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปถวายพระภิกษุสงฆ์ที่ได้รับบาดเจ็บจากรถยนต์เฉี่ยวชนขณะเดินธุดงค์

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.20 น.

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เวลา  15.30  น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายณรงค์  เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เชิญดอกบัว และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปถวายพระภิกษุสมเกียรติ  มณีพรรัตนาชัย พระภิกษุสงฆ์ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุรถยนต์เฉี่ยวชน ขณะเดินธุดงค์

เหตุเกิดบริเวณหน้าตลาดนาสีนวน ถนนมุกดาหาร – ดอนตาล (ขาเข้าเมือง) ตำบลนาสีนวน อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี
 
ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับ พระภิกษุสงฆ์
ที่ได้รับบาดเจ็บ ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

‘ในหลวง’ โปรดเกล้าฯให้เชิญดอกบัวและตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปถวายพระภิกษุสงฆ์ที่บาดเจ็บจากเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนขณะเดินธุดงค์ และทรงรับพระภิกษุและประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

'ในหลวง' โปรดเกล้าฯให้เชิญดอกบัวและตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปถวายพระภิกษุสงฆ์ที่บาดเจ็บจากเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนขณะเดินธุดงค์ และทรงรับพระภิกษุและประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

‘ในหลวง’ โปรดเกล้าฯให้เชิญดอกบัวและตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปถวายพระภิกษุสงฆ์ที่บาดเจ็บจากเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนขณะเดินธุดงค์ และทรงรับพระภิกษุและประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.12 น.

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เวลา  15.00  น.  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายไกร  เอี่ยมจุฬา รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เชิญดอกบัว และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปถวาย พระภิกษุสุริยา เสียงใส พระภิกษุไพวัลย์ พันโยธา พระภิกษุเยือน หาญชัย พระภิกษุกิตติพันธ์ ลาภธนาสาร พระภิกษุยงยุทธ์ กองแก้ว พระภิกษุอนุวัชร ภาษี พระภิกษุพิศิษฐ์ อ่อนยอง พระภิกษุพงษ์สันต์ ปานมน

พระภิกษุสงฆ์ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุรถยนต์เฉี่ยวชน ขณะเดินธุดงค์ เหตุเกิดบริเวณหน้าตลาดนาสีนวน ถนนมุกดาหาร – ดอนตาล (ขาเข้าเมือง) ตำบลนาสีนวน อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ต่อจากนั้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายไกร  เอี่ยมจุฬา รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ นายประมวลศรี  คำแพง ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว และเข้ารับ
การรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับ พระภิกษุสงฆ์ 
และประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บ ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ ผู้บาดเจ็บอย่างหาที่สุดมิได้

มจพ. คว้ารางวัลเชิดชูเกียรติหน่วยงานดีเด่น ‘ประเภทใส่ใจพัฒนา’ บนเวที Traffy Fondue Awards ระดับประเทศ

มจพ. คว้ารางวัลเชิดชูเกียรติหน่วยงานดีเด่น ‘ประเภทใส่ใจพัฒนา’ บนเวที Traffy Fondue Awards ระดับประเทศ

มจพ. คว้ารางวัลเชิดชูเกียรติหน่วยงานดีเด่น ‘ประเภทใส่ใจพัฒนา’ บนเวที Traffy Fondue Awards ระดับประเทศ

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.09 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ตอกย้ำความสำเร็จด้านการบริหารจัดการ โดยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 รศ.ดร.ศักดา กตเวทวารักษ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาสิ่งแวดล้อมและกายภาพ มจพ. เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยเข้ารับรางวัลเชิดชูเกียรติหน่วยงานดีเด่น “Traffy Fondue: City Transformers Awards” ประเภทใส่ใจพัฒนา จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) การนี้ ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ

รางวัลนี้ จัดขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติหน่วยงานที่มีผลการใช้งานแพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาได้อย่างดีเยี่ยม ตลอดจนสร้างขวัญ กำลังใจ และเป็นแรงจูงใจให้แก่บุคลากร รวมถึงเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับหน่วยงานอื่น ๆ ในการนำแพลตฟอร์มดิจิทัลไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับขีดความสามารถ และเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนงานบริการสาธารณะ

เบื้องหลังความสำเร็จในครั้งนี้ นำโดยทีมงานจาก กองอาคารสถานที่และยานพาหนะ และกองส่งเสริมวิชาการ มจพ. ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในการนำระบบมาพัฒนาร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานของมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย

•             นางเสาวรส แสนสุข ผู้อำนวยการกองอาคารสถานที่และยานพาหนะ

•             นายเกรียงศักดิ์ คงมา 

•             นางปรารถนา ธูปสมุทร (ผู้พัฒนาระบบ)

•             นายธนาคม เจริญแพทย์ (ผู้พัฒนาระบบ)

นางยุพิน ปิ่นแก้ว

นายจักรพงษ์ ช่วยนุกูล

รางวัลนี้ สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ มจพ. ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาปรับใช้จริงในการดูแลและพัฒนาสิ่งแวดล้อม กายภาพ และระบบสาธารณูปโภคภายในมหาวิทยาลัย เพื่อให้บริการแก่นักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และยั่งยืน

#มจพ #KMUTNB #TraffyFondue #CityTransformers #สวทช #กระทรวงอว #นวัตกรรมอุดมศึกษา

ป.ป.ช. ฟัน นพรัตน์ อดีตผอ.สำนักพุทธฯ และพวก เบิกเงินบูรณวัดไทยที่เดนมาร์ก-อินเดีย ผิดกฎหมาย

ป.ป.ช. ฟัน นพรัตน์ อดีตผอ.สำนักพุทธฯ และพวก เบิกเงินบูรณวัดไทยที่เดนมาร์ก-อินเดีย ผิดกฎหมาย

ป.ป.ช. ฟัน นพรัตน์ อดีตผอ.สำนักพุทธฯ และพวก เบิกเงินบูรณวัดไทยที่เดนมาร์ก-อินเดีย ผิดกฎหมาย

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.33 น.

ป.ป.ช.ชี้มูล นพรัตน์ อดีตผอ.สำนักพุทธฯ และพวก กรณีเบิกเงินบูรณวัดไทยเดนมาร์ก-วัดป่าพุทธาคยา ที่อินเดีย ไม่ชอบกฎหมาย ชี้อยู่ต่างแดนไม่ถือเป็นวัด ไม่เข้าเงื่อนไขรับเงินอุดหนุน ฟันอาญา-วินัย จี้สำนักพุทธฯ เรียกค่าเสียหายคืน  

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กับพวกรวม 4 ราย กรณีร่วมกันอนุมัติจัดสรรเงินอุดหนุนการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร ประเทศเดนมาร์ก และวัดป่าพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย ปีงบประมาณ 2555 -2556 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจากการไต่สวนปรากฏว่าในปีงบประมาณ 2555 นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ ผู้อำนวยการส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการศาสนาสงเคราะห์ ได้เสนอบันทึกขออนุมัติการจ่ายเงินประจำงวดลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2555 เพื่อจัดสรรอุดหนุนการบูรณะและปฏิสังขรณ์วัดทั่วไปให้กับวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร ประเทศเดนมาร์กจำนวน 3,000,000 บาท

ตามที่นายนพรัตน์และนายเฉลิมพล มีศิลารัตน์ ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนสถาน สั่งการ โดยนายเฉลิมพล เป็นผู้พิจารณาและลงนามในบันทึกเสนอต่อไปยังนายพนม ศรศิลป์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยได้มีการพิจารณาและลงนามในบันทึกเพื่อเสนอต่อนายนพรัตน์ ซึ่งได้พิจารณาอนุมัติในวันเดียวกัน ทั้งที่วัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหารเป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกราชอาณาจักรไทยไม่ถือว่าเป็นวัดตามที่ระบุไว้ในกฎหมายและไม่สามารถจัดสรรเงินงบประมาณให้ได้ตามหลักเกณฑ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่าด้วยการขอและจัดสรรเงินอุดหนุนบูรณะปฏิสังขรณ์วัดประจำปีงบประมาณ 2555 กำหนด 

ส่วนในปีงบประมาณ 2556 นั้น นายวสวัตติ์ ได้มีการเสนอขออนุมัติใช้จ่ายเงินประจำงวดลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2555 เพื่อจัดสรรเงินอุดหนุนการบูรณะและปฏิสังขรณ์ทั่วไปให้กับวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหารและวัดป่าพุทธคยา สาธารณ รัฐอินเดีย วัดละ 2,500,000 บาท ตามที่นายนพรัตน์และนายเฉลิมพลเป็นผู้เสนอ และนายนพรัตน์พิจารณาและอนุมัติในวันเดียวกัน ทั้งที่วัดทั้ง 2 แห่งตั้งอยู่นอกราชอาณาจักรไทยและไม่ถือเป็นวัดตามที่ระบุไว้ในกฎหมายและไม่สามารถจัดสรรเงินงบประมาณให้ได้จึงเป็นการอนุมัติเงินจัดสรรเงินงบประมาณประจำปี 255-2556 ไม่เป็นไปตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่กำหนดก่อให้เกิดความเสียหายต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาจำนวน 8,000,000 บาท  

ป.ป.ช.พิจารณาและมีมติชี้มูลการกระทำของนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์, นายพนม ศรศิลป์, นายเฉลิมพล มีศิลารัตน์ และนายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ มีมูลความผิดอาญาและความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงให้ส่งรายงานการไต่สวนเอกสารหลักฐานให้อัยการสูงสุดดำเนินการตามกฎหมายต่อไปและส่งไปยังผู้บังคับบัญชาเอาผิดทางวินัยและแจ้งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาดำเนินการเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหาย  

นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังมีมติชี้มูลความผิดนายวิชัย ทิพรักษ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรณีร่ำรวยผิดปกติ โดยจากการไต่สวนพบว่านายวิชัยเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระหว่างปี 2555-2563 มีรายได้ตามแบบยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือ ภ.ง.ด.91 รวมเป็นเงิน 3,786,733.54 บาท แต่มีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นผิดปกติไม่สัมพันธ์กับรายได้และไม่สามารถพิสูจน์หรือแสดงที่มาของทรัพย์สินดังกล่าวโดยเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของตนเองและคู่สมรสรวมเป็นเงิน 1,082,080.80 บาท ประกอบด้วยเงินฝากในชื่อนายวิชัย ทิพรักษ์ 1 บัญชีรวมเป็นเงิน 306,000 บาท เงินฝากในชื่อนางรติมา ทิพรักษ์ ซึ่งเป็นคู่สมรสจำนวน 1 บัญชีรวมเป็นเงิน 776,070.80 บาท ป.ป.ช.จึงมีมติชี้มูลความร่ำรวยผิดปกติในส่วนของทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นมากผิดปกติจำนวน 1,082,070.80 บาท

โดยให้ส่งรายงานการไต่สวนเอกสารพยานหลักฐานและความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อส่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดินและแจ้งคำวินิจฉัยพร้อมข้อสรุปข้อเท็จจริงไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนสั่งลงโทษไล่ออกภายใน 60 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้ง โดยมีอำนาจสั่งไล่ออกหรือดำเนินการถอดถอนได้โดยไม่ต้องสอบสวนหรือขอมติจากคณะรัฐมนตรีหรือความเห็นชอบจากองค์กรบริหารงานบุคคล และหากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินตามที่ป.ป.ช.มีมติชี้มูลให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมดหรือบางส่วนขอให้ศาลบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาภายในระยะเวลา 10 ปี 

‘ไอซ์’ ยอมขอโทษ ‘สุชาติ’ จบคดีหมิ่นฯ ปมเลือกตั้ง

'ไอซ์' ยอมขอโทษ 'สุชาติ' จบคดีหมิ่นฯ ปมเลือกตั้ง

‘ไอซ์’ ยอมขอโทษ ‘สุชาติ’ จบคดีหมิ่นฯ ปมเลือกตั้ง

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.19 น.

สืบเนื่องจากเวลา 13.30 น. วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลได้นัดไต่สวนมูลฟ้องและไกล่เกลี่ยในคดีที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.รักชนก หรือไอซ์ ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นจำเลยฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีกล่าวหาทำนองว่า “ไอ้รัฐมนตรีมาจากการโกงเลือกตั้ง”

ในช่วงแรกของการเจรจา ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เนื่องจากทนายความฝ่ายโจทก์ระบุว่า น.ส.รักชนก ยังคงมีพฤติกรรมโพสต์พาดพิงในลักษณะเดิมซ้ำ ๆ ทว่าในเวลาต่อมา เมื่อ น.ส.รักชนก ยอมแสดงความสำนึกผิดและเอ่ยปากขอโทษต่อหน้าศาล เมื่อทราบถึงท่าทีดังกล่าว นายสุชาติที่ในตอนแรกติดภารกิจและมอบหมายให้ตัวแทนมาศาลแทน จึงตัดสินใจเดินทางมายังศาลด้วยตนเองอย่างเร่งด่วนเพื่อรับคำขอโทษ

ต่อมาในเวลา 14.20 น. นายสุชาติ ได้เดินทางมาถึงศาล ก่อนจะขึ้นห้องพิจารณาคดีไปประมาณ 20 นาที จากนั้นได้เปิดเผยภายหลังการไกล่เกลี่ยคดีว่า ศาลได้เสนอให้ทั้งสองฝ่ายพูดคุยทำความเข้าใจ เนื่องจากคดีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งมีการกล่าวหาว่าตนทุจริตการเลือกตั้งในเขต 1 จังหวัดชลบุรี และใช้ถ้อยคำพาดพิงว่าเป็น “รัฐมนตรีเฮ้งซวย” ทั้งที่ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ตรวจสอบและยืนยันแล้วว่าตนได้รับชัยชนะจากคะแนนเสียงที่บริสุทธิ์

นายสุชาติ กล่าวว่า ในฐานะนักการเมืองยอมรับการตรวจสอบได้ แต่สิ่งที่กระทบจิตใจมากที่สุดคือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับครอบครัว โดยเฉพาะพ่อแม่ที่มีอายุมากและเจ็บป่วยจนต้องเข้ารักษาตัวในห้อง ICU รวมถึงลูกที่ต้องเผชิญกับการถูกเพื่อนล้อเลียนจากข่าวที่เผยแพร่ออกไป จึงเห็นว่าความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเองเพียงคนเดียว แต่ขยายวงไปถึงคนในครอบครัว อย่างไรก็ตาม วันนี้คู่กรณีได้เดินทางมาขอโทษด้วยตนเองต่อหน้าศาล ซึ่งตนในฐานะผู้ใหญ่กว่าเห็นว่าเมื่ออีกฝ่ายสำนึกและกล่าวขอโทษแล้ว ก็ถือว่าให้อภัยกันได้

ทั้งนี้ นายสุชาติ ยังฝากถึงผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์และประชาชนว่า การโพสต์ข้อความหมิ่นประมาทหรือกล่าวหาใคร ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงเรื่องสนุกหรือทำเพื่อสร้างคอนเทนต์ เพราะทุกคนล้วนมีครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ แม้นักการเมืองจะพร้อมรับการตรวจสอบ แต่การนำข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงไปเผยแพร่ย่อมสร้างบาดแผลทางความรู้สึกแก่คนในครอบครัวได้

นายสุชาติ กล่าวย้ำทิ้งท้ายอย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนว่า การยอมความในครั้งนี้ จะนำไปสู่การ “ถอนฟ้องเฉพาะคดีที่กล่าวหาว่าโกงเลือกตั้ง และประเด็นรัฐมนตรีเฮ้งซวยเท่านั้น” เนื่องจากมองว่าเป็นเรื่องที่พอจะพูดคุยและให้อภัยกันได้เพื่อยุติปัญหา

“ส่วนคดีอื่นที่เกี่ยวกับข้อกล่าวหาทุจริตคอร์รัปชันนั้น ยังคงยืนยันจะดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายต่อไป เนื่องจากเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้.”