โฆษกรัฐบาลน้อมรับ นิด้าโพลแลนด์บริดจ์ เร่งสื่อสารข้อมูลมากยิ่งขึ้น นายกฯ ย้ำทำความเข้าใจ-รับฟังทุกมิติ

โฆษกรัฐบาลน้อมรับ นิด้าโพลแลนด์บริดจ์ เร่งสื่อสารข้อมูลมากยิ่งขึ้น  นายกฯ ย้ำทำความเข้าใจ-รับฟังทุกมิติ

โฆษกรัฐบาลน้อมรับ นิด้าโพลแลนด์บริดจ์ เร่งสื่อสารข้อมูลมากยิ่งขึ้น นายกฯ ย้ำทำความเข้าใจ-รับฟังทุกมิติ

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.09 น.

โฆษกรัฐบาลน้อมรับ “นิด้าโพลแลนด์บริดจ์” ต้องสื่อสารวงกว้าง  นายกฯ ย้ำทำความเข้าใจ-รับฟังทุกมิติ  

วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลสำรวจนิด้าโพลในหัวข้อ “คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว” ที่พบว่า กลุ่มผู้ที่เคยรับรู้ข้อมูลโครงการ จำนวน 1,333 คน (เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก / เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง /เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย) ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.22 เห็นด้วยกับโครงการ โดยแบ่งเป็น เห็นด้วยมาก 34.21% และค่อนข้างเห็นด้วย 33.01% ขณะที่มีประมาณร้อยละ 32.78 ไม่เห็นด้วย สะท้อนทั้งโอกาสของโครงการ และบทบาทของภาครัฐในการสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงหัวข้อ “การเคยได้ยินและความเข้าใจของคนภาคใต้เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์” ที่พบว่ากว่าครึ่งหรือ ร้อยละ 54.53 เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย  ว่า นี่คือโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารสร้างการรับรู้ ทั้งกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่เข้าใจ ให้เข้าถึงความข้อมูลมากยิ่งขึ้น   

“นายกรัฐมนตรี ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การตัดสินใจและการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” นางสาวรัชดา ฯ  เผย 

สำหรับ นักวิชาการและผู้สนใจหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและตั้งข้อสังเกตต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ความเห็นที่สอดคล้องกัน คือ โครงการแลนด์บริดจ์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ทั้งด้านโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับข้อคำถามสำคัญ อาทิ มูลค่าการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ โดยทุกประเด็นต้องถูกศึกษาในรายละเอียด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้

“นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกประเด็นต้องอธิบายได้อย่างชัดเจน แม้ภาพรวมจะได้รับการสนับสนุน แต่ยังมีข้อกังวลจากประชาชน ภาครัฐจึงต้องเร่งสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและได้รับการยอมรับ” นางสาวรัชดา กล่าว

คนไทยร่อแร่! ไอเอฟดีโพล เผย 88% ปากท้องตึง-หมดหวัง ขยันแค่ไหนชีวิตก็ไม่ดีขึ้น

คนไทยร่อแร่! ไอเอฟดีโพล เผย 88% ปากท้องตึง-หมดหวัง ขยันแค่ไหนชีวิตก็ไม่ดีขึ้น

คนไทยร่อแร่! ไอเอฟดีโพล เผย 88% ปากท้องตึง-หมดหวัง ขยันแค่ไหนชีวิตก็ไม่ดีขึ้น

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.37 น.

ไอเอฟดีโพล เผย ประชาชนประสบวิกฤตปากท้องตึง ร่อแร่ หมดหวัง 88.31% “ดร.แดน” ชี้ ปัญหาหนักกระทบความมั่นคงในชีวิตทั้งระบบ

วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 2569 ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ หรือ ดร.แดน ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ ร่วมแถลงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป เรื่อง “วิกฤตปากท้องตึง ร่อแร่ หมดหวัง 88.31%” กลุ่มตัวอย่าง 1,264 ตัวอย่าง สำรวจระหว่างวันที่ 28 เม.ย. – 1 พ.ค. 2569 ครอบคลุม 6 ภูมิภาค ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และค่าความคลาดเคลื่อน ±3%

ผลโพลสะท้อนว่า วิกฤตปากท้องไม่ใช่แค่ปัญหาเงินในกระเป๋า แต่กำลังลามไปสู่ “สุขสภาพ” ของคนไทย พบว่า หากครัวเรือนไม่มีรายได้ คนไทยจำนวนมากจะอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน 78.62% และเมื่อเผชิญปัญหาปากท้องยังต้องพึ่งตนเอง ครอบครัว และญาติ 69.02% ขณะที่ทางรอดสุดท้ายของครัวเรือนยังเป็นการใช้ทุนชีวิตเดิมเพื่อประคองตัว ได้แก่ การกู้เงิน ขายทรัพย์สิน หรือย้ายกลับไปพึ่งครอบครัว รวม 76.38% และหากรวมการส่งสมาชิกในครัวเรือนออกไปหารายได้เพิ่มอีก 12.89% จะพบว่า 89.27%ของประชาชนต้องแก้ปัญหาด้วยการพึ่งตนเองและครอบครัวเป็นหลัก ที่สำคัญ ประชาชนกลัวว่าปากท้องจะกระทบสุขภาพ สุขใจ สุขสัมพันธ์ และสุขอนาคตถึง 98.00% พร้อมกับรู้สึกว่าทำงานหนักแล้วชีวิตดีขึ้นได้ยากหรือไม่ดีขึ้น 90.67% 

ผลไอเอฟดีโพล สำรวจประเด็นสภาพเศรษฐกิจของครัวเรือน พบว่า ประชาชน 88.31% อยู่ในภาวะการเงินครัวเรือน “เริ่มตึงมือถึงไปต่อไม่ไหว” แบ่งเป็น ยังพออยู่ได้แต่เริ่มตึงมือ 47.07%, แทบไปต่อไม่ไหว ต้องระวังทุกบาท 32.51% และ ไปต่อไม่ไหวแล้ว 8.73% ขณะที่กลุ่มที่ยังอยู่ได้ตามปกติมีเพียง 11.69% เท่านั้น

เมื่อถามว่า หากตั้งแต่วันนี้ครัวเรือนไม่มีรายได้เข้ามาเลย จะอยู่ได้นานแค่ไหน พบว่า กลุ่มที่อยู่ได้ไม่เกิน 1 เดือนมี 31.39% กลุ่มที่อยู่ได้ 1-3 เดือนมี 33.70% และกลุ่มที่อยู่ได้ 4-6 เดือนมี 13.53% เมื่อนำมารวมกัน สะท้อนว่าประชาชนมีสายป่านทางการเงินไม่เกิน 6 เดือนถึง 78.62% และในจำนวนนี้อยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือนถึง 65.09%
หากขาดรายได้กะทันหันจะพึงพาใครได้ ประชาชนตอบว่าจะพึ่งตนเองเป็นอันดับหนึ่ง 38.59% รองลงมาคือพ่อแม่หรือครอบครัวเดิม 13.85% ญาติพี่น้อง 10.17% และลูก-หลาน 6.41% เมื่อนำกลุ่มตนเอง ครอบครัว และญาติมารวมกัน จะอยู่ที่ 69.02% ขณะที่กลุ่มที่ระบุว่าจะพึ่งความช่วยเหลือจากภาครัฐมีเพียง 3.44% และกลุ่มที่ไม่มีที่พึ่งชัดเจนมี 13.61%

ทางรอดสุดท้าย หากครัวเรือนไม่มีรายได้เกิน 3-6 เดือน ประชาชนเลือกขายทรัพย์สินหรือของที่มีอยู่มาพยุงชีวิตมากที่สุด 32.03% รองลงมาคือกู้เงินหรือยืมเงิน 26.50% ย้ายกลับไปอยู่กับครอบครัวเดิมหรือรวมบ้านเพื่อลดค่าใช้จ่าย 17.85%ส่งสมาชิกในครัวเรือนออกไปหารายได้เพิ่ม 12.89% ไม่มีทางไปหรือคิดไม่ออก 8.25% และอื่น ๆ 2.48% เมื่อนำกลุ่มกู้เงิน ขายทรัพย์สิน และย้ายพึ่งครอบครัวมารวมกัน จะอยู่ที่ 76.38% และหากรวมการส่งสมาชิกออกไปหารายได้เพิ่ม จะสูงถึง 89.27% 

เมื่อถามถึงสิ่งที่กลัวหรือเจ็บปวดที่สุด หากเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องเงิน พบว่า อันดับหนึ่งคือสุขภาพจิตแย่ลงและความเครียดสะสม 32.91% รองลงมาคือความสัมพันธ์ในครอบครัวตึงเครียด 16.57% ต้องตัดโอกาสหรือสิ่งที่ลูกหลานควรได้ 15.53% หมดหวังกับอนาคต 14.25% ต้องเลื่อนรักษาหรือดูแลสุขภาพตนเอง 13.21% ต้องลดการดูแลพ่อแม่หรือผู้สูงอายุ 5.53% และอื่น ๆ 2.00% เมื่อนำกลุ่มสุขภาพกาย สุขภาพใจ สุขสัมพันธ์ และสุขอนาคตมารวมกัน จะอยู่ที่ 98.00%

ในประเด็นความเชื่อว่า “ทำงานหนักแล้วชีวิตจะดีขึ้น” ประชาชนตอบว่าได้แน่นอนเพียง 9.13% ขณะที่ตอบว่าได้บ้างแต่ยากขึ้นมาก 43.71% ไม่ค่อยได้แล้ว 32.59% และแทบไม่ได้เลย 14.57% เมื่อรวมกลุ่มที่เห็นว่าชีวิตดีขึ้นยาก ไม่ค่อยดีขึ้น หรือแทบไม่ได้เลย จะสูงถึง 90.87%
 
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) วิเคราะห์ผลและนัยยะจากผลไอเอฟดีโพล ว่า คนไทยสายป่านสั้นอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน 78.62% สะท้อนว่า ครัวเรือนไทยจำนวนมากมีความเปราะบางสูง หากไม่มีรายได้เข้ามาเลย ประชาชน 31.39% อยู่ได้ไม่เกิน 1 เดือน, 65.09% อยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน และ 78.62% อยู่ได้ไม่เกิน 6 ‍เดือน ตัวเลขนี้ชี้ว่า ครัวเรือนส่วนใหญ่ไม่มีเบาะรองรับวิกฤตเพียงพอ เหตุไม่คาดคิดเพียงครั้งเดียว เช่น ตกงาน เจ็บป่วย รายได้ลด หรือธุรกิจสะดุด อาจผลักครัวเรือนจากภาวะ “ยังพออยู่ได้” ไปสู่ภาวะ “อยู่ไม่ไหว” ได้อย่างรวดเร็ว  มีปัญหาปากท้อง พึ่งครอบครัวญาติ 69.02% สะท้อนว่า เมื่อขาดรายได้กะทันหัน ประชาชนยังมองว่าที่พึ่งหลักคือ ตนเอง 38.59% และ ลูกหลาน พ่อแม่ หรือญาติ 30.43% รวมกันเป็น 69.02% นัยยะสำคัญคือ ประชาชนไม่ได้มองว่ารัฐหรือระบบคุ้มครองทางสังคมเป็นที่พึ่งแรกในยามวิกฤต แต่ยังต้องพึ่งแรงตนเองและครอบครัวเป็นหลัก ซึ่งแม้สะท้อนความเข้มแข็งของเครือญาติไทย แต่ก็น่าห่วง เพราะหากทั้งครอบครัวเปราะบางพร้อมกัน วิกฤตของคนหนึ่งจะกลายเป็นภาระของทั้งบ้าน

ส่วนทางรอดสุดท้ายคือ: กู้ + ขาย + ย้าย 76.38% สะท้อนว่า ทางรอดของประชาชนจำนวนมากไม่ใช่ทางเลือกเพื่อการเติบโต แต่เป็นการใช้ทุนชีวิตเดิมเพื่อประคองปัจจุบัน โดยประชาชนเลือก ขายทรัพย์สิน 32.03%, กู้เงินหรือยืมเงิน 26.50% และ ย้ายกลับไปพึ่งครอบครัว 17.85% รวมกันเป็น 76.38% หากรวมการส่งสมาชิกออกไปหารายได้เพิ่มอีก 12.89% จะพบว่า 89.27% ต้องพึ่งตนเองหรือครอบครัวเพื่อผ่านวิกฤต สะท้อนว่าระบบรองรับภายนอกยังไม่เพียงพอ
กลัวขาดสุขสภาพ 98.00% สะท้อนว่า สิ่งที่ประชาชนกลัวจากเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นไม่ใช่แค่ไม่มีเงินใช้ แต่คือการสูญเสียคุณภาพชีวิตหลายมิติ ทั้ง สุขกาย 13.21%, สุขใจ 32.91%, สุขสัมพันธ์ในครอบครัว 37.63% และ สุขอนาคต 14.25% รวมกัน 98.00% ตัวเลขนี้ชี้ว่า ปากท้องกำลังกดดันทั้งความเครียด การรักษาสุขภาพ โอกาสของลูกหลาน การดูแลพ่อแม่ ความสัมพันธ์ในบ้าน และความหวังต่ออนาคต หากยืดเยื้อ ต้นทุนที่สังคมต้องจ่ายจะไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ แต่รวมถึงสุขภาพจิต ครอบครัว และทุนมนุษย์ของประเทศ    ทำงานหนัก: ยากที่จะดีขึ้นและไม่ดีขึ้น 90.67% สะท้อนสัญญาณที่น่ากังวลที่สุด เพราะประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่าความพยายามส่วนบุคคลไม่เพียงพอที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นอีกต่อไป เมื่อมีเพียงส่วนน้อยที่เชื่อว่าทำงานหนักแล้วชีวิตจะดีขึ้นได้แน่นอน ขณะที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าได้บ้างแต่ยากขึ้นมาก ไม่ค่อยได้แล้ว หรือแทบไม่ได้เลย นัยยะนี้ลึกกว่าปัญหารายได้ เพราะเป็นเรื่องความหวัง ความเป็นธรรม และความเชื่อในระบบเศรษฐกิจ หากคนทำงานรู้สึกว่าขยันแค่ไหนก็ยกระดับชีวิตไม่ได้ สังคมจะเผชิญแรงจูงใจที่ลดลง ความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้น และความเชื่อมั่นต่ออนาคตที่อ่อนแรงลง

“ปัญหาปากท้อง ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องรายได้ไม่พอรายจ่าย แต่กำลังขยายเป็นปัญหาความมั่นคงของชีวิตทั้งระบบ ที่กระทบต่อสุขกาย สุขใจ สุขสัมพันธ์ และสุขอนาคต คือ สุขสภาพที่ครัวเรือนกำลังถูกบีบอย่างต่อเนื่อง”ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าว

ระวังซ้ำรอยอดีต! ดร.ดิเรกฤทธิ์ มอง สุริยะ ย้าย ราเชน หากมีเจตนาแฝง เสี่ยงผิดกฎหมาย

ระวังซ้ำรอยอดีต! ดร.ดิเรกฤทธิ์ มอง สุริยะ ย้าย ราเชน หากมีเจตนาแฝง เสี่ยงผิดกฎหมาย

ระวังซ้ำรอยอดีต! ดร.ดิเรกฤทธิ์ มอง สุริยะ ย้าย ราเชน หากมีเจตนาแฝง เสี่ยงผิดกฎหมาย

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.03 น.

วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันประชาธิปไตยสุจริต ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ สั่งย้าย นายราเชน ศิลปะรายะ จากอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ไปเป็นผู้ตรวจราชการ

โดยระบุว่า ย้ายได้ แต่ถ้ามี “เจตนาแฝง” = เสี่ยงผิดกฎหมาย

กรณี “สุริยะ ย้ายอธิบดีราเชนทร์” กำลังถูกตั้งคำถามว่า เป็น “อำนาจบริหาร” หรือ “การแทรกแซง” เพราะในอดีต คดี “ยิ่งลักษณ์ – ถวิล” ศาลเคยวินิจฉัยว่า “การโยกย้ายที่มีเจตนาทางการเมือง อาจขัดรัฐธรรมนูญ”

วันนี้…จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคนคนเดียว แต่คือ “มาตรฐานการใช้อำนาจของรัฐบาล”

ท่านคิดว่าเคสนี้เข้าข่ายแบบไหน?

คำขอโทษซ้ำซากพรรคส้ม ความรับผิดชอบสูง หรือไร้วุฒิภาวะ

คำขอโทษซ้ำซากพรรคส้ม  ความรับผิดชอบสูง หรือไร้วุฒิภาวะ

คำขอโทษซ้ำซากพรรคส้ม ความรับผิดชอบสูง หรือไร้วุฒิภาวะ

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.34 น.

และแล้วพรรคการเมือง ที่ขายความเป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ ทำการเมืองแบบใหม่ ก็ต้องออกแถลงการณ์ขอโทษอีกครั้ง อย่างเป็นทางการ อันเนื่องมาจากการอภิปราย ของ สส.ของพรรค ไปกระทบความรู้สึกของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั้งประเทศ

“ พรรคประชาชน ยืนยันว่า การใช้คำพูดในลักษณะเหมารวมกำนันผู้ใหญ่บ้านทั้งประเทศว่าเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย เป็นการกระทำที่ผิดต่อแนวทางและคุณค่าของพรรค แม้เจตนารมณ์ของการอภิปรายจะมีความตั้งใจที่จะชี้ให้รัฐบาลเห็นถึงปัญหา ที่อาจมีผู้มีอำนาจหรือผู้มีตำแหน่งทางการเมืองบางกลุ่มเข้าไปพัวพันกับขบวนการเหล่านี้ แต่การสื่อสารที่ขาดความระมัดระวังและเกินความพอดีจนกลายเป็นการเหมารวม ถือเป็นการบั่นทอนผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต ซึ่งพรรคไม่เห็นด้วยและไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ”

ข้อความข้างต้น เป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งของแถลงการณ์ เมื่อวันที่ 3 พ.ค.69 ที่พรรคประชาชนออกมาขอโทษ กรณี นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.ของพรรค อภิปรายในสภา เมื่อวันที่ 30 เมษายน 69  เสนอให้มีการ “ตรวจฉี่” กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อหาสารเสพติด รวมถึงการกล่าวถึงกำนันผู้ใหญ่บ้านแบบเหมารวม ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งได้สร้างความไม่พอใจให้แก่กำนันผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ จนประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย นายยงยศ แก้วเขียว ต้องออกแถลงตอบโต้

หากย้อนเวลาไปในอดีต จะพบว่า พรรคการเมืองที่ประกาศตนเป็นฝ่ายก้าวหน้า แตกต่างจากพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิม มีเหตุการณ์ ที่เกิดจากการกระทำของสมาชิกพรรค ในระดับต่างๆ รวมถึงท่าทีของพรรค ที่เกิดความผิดพลาด ทั้งทางกฎหมาย ทางจริยธรรมและขัดต่อความรู้สึกของประชาชน จนต้องมีการออกมาขอโทษอยู่บ่อยครั้ง นับตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่ มาเป็นพรรคก้าวไกล และล่าสุดกลายร่างมาเป็นพรรคประชาชน

ที่สำคัญๆ มีดังต่อไปนี้

กุมภาพันธ์ 2569  ผู้สมัคร สส. ถูกศาลฎีกาพิพากษษจำคุก 2ปี8เดือน คดีข่มขืน  

นายศรายุทธ ใจหลัก เลขาธิการพรรคในขณะนั้น  ออกมาขอโทษและบอกว่าต้องทบทวนกระบวนการสรรหา 

มีนาคม   2569   ข้อมูลสมาชิกพรรคหลุด 

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ  หัวหน้าพรรค ออกมายอมรับว่า “ระบบยังไม่รัดกุมพอ”

ธันวาคม 2568 : ว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. พัวพันคดียาเสพติด/ฟอกเงิน

เหตุการณ์ : นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์  ว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 33 (บางพลัด-บางกอกน้อย) ถูกจับกุมในคดีฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (เท้ง) หัวหน้าพรรค แถลงขอโทษชาวบางพลัดและประชาชนที่คัดกรองคนไม่ดีพอ พร้อมย้ำจุดยืน “มีเราไม่มีเทา” 

ธันวาคม 2568 : ขอโทษปมแก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ

เหตุการณ์ : การผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่สำเร็จตามที่รับปากไว้กับผู้สนับสนุน

การขอโทษ : พรรคจัดกิจกรรม “ปิกนิกขอโทษจากใจ” โดยมีอดีตหัวหน้าพรรคทั้ง 3 ยุค (ธนาธร, พิธา, ชัยธวัช) มาร่วมขอโทษที่ทำภารกิจไม่สำเร็จ

2. ยุคพรรคก้าวไกล (2563 – 2567)

ตุลาคม – พฤศจิกายน 2566 วิกฤตจริยธรรม สส. คุกคามทางเพศ (กรณี สส.ปราจีนบุรี และ สส.กรุงเทพฯ)

เหตุการณ์ : นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา (สส.ปราจีนบุรี) และ นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ (สส.กทม.) ถูกกล่าวหาว่าคุกคามทางเพศทีมงาน

การขอโทษ : นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคในขณะนั้น ต้องแถลงขอโทษสังคมซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อกระบวนการตัดสินของพรรคที่ล่าช้าและผลการลงมติในตอนแรกที่สร้างความไม่พอใจให้สังคม

กรกฎาคม – สิงหาคม 2566 : กรณีถอยให้พรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาล

เหตุการณ์ : หลังการเลือกตั้ง 2566 พรรคก้าวไกลไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และต้องส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทย

การขอโทษ : นายชัยธวัช แถลงขอโทษประชาชนที่ไม่สามารถรักษาเจตจำนงของเสียงข้างมากไว้ได้

พฤษภาคม 2566 : กรณีดีล “พรรคชาติพัฒนากล้า” เข้าร่วมรัฐบาล

เหตุการณ์ : พรรคมีข่าวจะดึงพรรคชาติพัฒนากล้า (ที่มีนายกรณ์ จาติกวณิช) มาร่วมรัฐบาล จนเกิดกระแส #มีกรณ์ไม่มีกู

การขอโทษ : พรรคต้องออกแถลงการณ์ขอโทษและยุติการเจรจาในทันทีภายในคืนเดียว

3. ยุคพรรคอนาคตใหม่ (2561 – 2563)

กันยายน 2562 : กรณี สส.ศรีนวล บุญลือ อภิปรายเรื่องโรงพยาบาล

เหตุการณ์ : สส.ศรีนวล (ในขณะนั้น) อภิปรายประเด็นงบประมาณสาธารณสุขแต่ถูกมองว่าข้อมูลคลาดเคลื่อนและสร้างความสับสน

การขอโทษ : แกนนำพรรคต้องคอยออกมาชี้แจงและขอโทษในข้อผิดพลาดเชิงข้อมูลของสมาชิกพรรคบ่อยครั้งในที่ประชุมสภา

ดูเหมือนว่า “วัฒนธรรมการขอโทษ” ด้านหนึ่งอาจจะแสดงออกถึง ความรับผิดชอบของพรรค แต่อีกด้านหนึ่งมันก็แสดงละจุดอ่อนที่สะท้อนว่าพรรคยังมีปัญหาเรื่องการคัดกรองบุคลากร และการแสดงจุดยืนทาทงการเมืองในบางสถานการณ์ และก็ไม่แน่ว่า หลังจากแถลงการณ์ขอโทษ ครั้งล่าสุด การอภิปรายแบบ ไร้วุฒิภาวะ ของสส.กทม.ครั้งนี้แล้ว จะมีเหตุการณ์ที่ให้พรรคประชาชน ต้องออกแถลงการณ์ขอโทษ ในอนาคตอีกหรือไม่

ปชน. แถลงขอโทษ ‘กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน’ หลัง สส.ภัณฑิล พาดพิงเอี่ยวยาเสพติด ชง กก. สอบวินัย

ปชน. แถลงขอโทษ 'กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน' หลัง สส.ภัณฑิล พาดพิงเอี่ยวยาเสพติด ชง กก. สอบวินัย

ปชน. แถลงขอโทษ ‘กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน’ หลัง สส.ภัณฑิล พาดพิงเอี่ยวยาเสพติด ชง กก. สอบวินัย

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.08 น.

วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 พรรคประชาชน(ปชน.) ได้ออกแถลงการณ์ ต่อกรณีนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน อภิปรายพาดพิงเครือข่ายกำนันผู้ใหญ่บ้านในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2569 ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (‘สส.ภัณฑิล’ พรรคส้มดิ้นพล่าน! อัดคลิปขอโทษกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน อภิปรายพาดพิงปมยาเสพติด)

แถลงการณ์พรรคประชาชน

เรื่อง: กรณีการอภิปรายพาดพิงเครือข่ายกำนันผู้ใหญ่บ้าน

ตามที่ได้มีการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 โดยนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ซึ่งปรากฏเนื้อหาบางส่วนที่มีการกล่าวพาดพิงในลักษณะเหมารวมถึงกำนันและผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั้น

พรรคประชาชนได้รับทราบถึงข้อห่วงใย ความไม่สบายใจ และเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม รวมถึงเครือข่ายกำนันผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ พรรคประชาชนขอยืนยันจุดยืนในการให้ความสำคัญและเคารพการทำหน้าที่ของผู้แทนของประชาชนในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น

พรรคประชาชน ยืนยันว่า การใช้คำพูดในลักษณะเหมารวมกำนันผู้ใหญ่บ้านทั้งประเทศว่าเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย เป็นการกระทำที่ผิดต่อแนวทางและคุณค่าของพรรค แม้เจตนารมณ์ของการอภิปรายจะมีความตั้งใจที่จะชี้ให้รัฐบาลเห็นถึงปัญหา ที่อาจมีผู้มีอำนาจหรือผู้มีตำแหน่งทางการเมืองบางกลุ่มเข้าไปพัวพันกับขบวนการเหล่านี้ แต่การสื่อสารที่ขาดความระมัดระวังและเกินความพอดีจนกลายเป็นการเหมารวม ถือเป็นการบั่นทอนผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต ซึ่งพรรคไม่เห็นด้วยและไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้

แม้เจ้าตัวผู้อภิปรายตระหนักถึงความผิดพลาดและได้ออกมาขอโทษแล้ว (ตาม QR Code ด้านล่าง) แต่พรรคประชาชนได้นำกรณีนี้ เพื่อทำการสอบสวนและพิจารณาบทลงโทษและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

ดังนั้น พรรคประชาชนได้นำกรณีนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ “คณะกรรมการวินัยและจริยธรรมของพรรค” เพื่อดำเนินการสอบสวนและพิจารณาบทลงโทษตามขั้นตอนโดยทันที

พรรคประชาชนขอน้อมรับทุกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา และจะใช้กรณีนี้เป็นบทเรียนสำคัญในการกำชับผู้แทนราษฎร ตลอดจนบุคลากรของพรรคทุกคน ให้มีความรอบคอบและมีวุฒิภาวะในการทำหน้าที่ เพื่อรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานการทำงานในฐานะสถาบันทางการเมืองที่รับผิดชอบต่อประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายต่อไป

พรรคประชาชน
3 พฤษภาคม 2569

อ้างเรือเสีย-อุทกศาสตร์ 9บริษัทดิ้นสู้ คดีลอบตุนน้ำมัน

อ้างเรือเสีย-อุทกศาสตร์  9บริษัทดิ้นสู้  คดีลอบตุนน้ำมัน

อ้างเรือเสีย-อุทกศาสตร์ 9บริษัทดิ้นสู้ คดีลอบตุนน้ำมัน

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อ้างเรือเสีย-อุทกศาสตร์ 9บริษัทดิ้นสู้ คดีลอบตุนน้ำมัน ดีเอสไอยังไม่เชื่อ ดึงศรชล.ให้ข้อมูล บี้สอบประวิงเวลา

ดีเอสไอเดินหน้าลุยสางปมไอ้โม่งกักตุนน้ำมันเผยสอบครบ 9 บริษัทเรือ พอพิรุธ 20 เที่ยวส่งไปสุราษฎร์ อ้างเหตุผลติดปัญหาอุทกศาสตร์-เรือเสีย แต่ยังไม่ปักใจเชื่อ เตรียมเชิญศรชล.ให้ข้อมูลทางเทคนิค ไขปมประวิงเวลา –กักตุน พร้อมตรวจบิลน้ำมันผิดปกติอีก166ฉบับ หลังทีมสุดซอยส่งมาให้

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม  ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหนังสือเรียก 8 บริษัทเจ้าของเรือขนส่งน้ำมัน ในฐานะพยาน และพบเพิ่มอีก 1 บริษัท ซึ่งเป็นบริษัทให้เช่าซื้อเรือ (Leasing) ไม่ใช่บริษัทเจ้าของเรือ รวมเป็น 9 บริษัท หลังจากพบความผิดปกติ 20 เที่ยวเรือ จากเรือ 12 ลำ เข้ารับน้ำมันจากโรงกลั่นในพื้นที่ภาคตะวันออก แล้วพบว่ามีน้ำมันหายกลางทะเล จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ 57-60 ล้านลิตร โดยเฉพาะเรื่องการลักลอบกักตุนน้ำมัน การประวิงเวลา การขนส่งน้ำมัน การกักตุนน้ำมัน การปฏิเสธจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ตามความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542โดยให้ทั้ง 9 บริษัท เข้าพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ภายในวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา ว่า พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 59/2569กล่าวว่า ขณะนี้ผู้แทนบริษัทเจ้าของเรือทั้ง 9 บริษัท ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อสอบปากคำเรียบร้อยแล้ว

พ.ต.ต.วรณัน กล่าวต่อว่า ขณะนี้พบข้อมูลการว่าจ้างบริษัทเรือ 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.บริษัทต้นทาง คือ โรงกลั่นน้ำมันและมีการส่งปลายทางคลังน้ำมันเป็นบริษัทเดียวกัน ส่วนใหญ่โรงกลั่นจัดหาเรือให้เป็นตามแผนการขนส่ง และ 2.กรณีบริษัทปลายทางเป็นคนละบริษัทกับโรงกลั่นจะมีการจัดหาเรือเข้ามาเอง หรือขอให้โรงกลั่นเป็นผู้จัดหาเรือมาให้ก็ได้

ส่วนการใช้ระยะเวลาเดินเรือนานกว่าปกติมี 3 รูปแบบตามคำให้การของบริษัทเรือนั้น ได้แก่1.กรณีเกี่ยวข้องกับเรื่องอุทกศาสตร์ เรื่องร่องน้ำ คือน้ำขึ้น-น้ำลง ทำให้เรือไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้ตามกำหนด 2.กรณีการแจ้งเหตุว่ามีเรือเสียจึงต้องใช้เวลาซ่อมแซมก่อนจะเดินเรือเข้าท่า และเมื่อซ่อมแซมเสร็จก็มาติดปัญหาเรื่องร่องน้ำ คือน้ำขึ้น-น้ำลง เช่นกัน และ 3.กรณีมีเรือลำอื่นยังลอยลำอยู่ระหว่างถ่ายน้ำมันหรือน้ำมันยังมีอยู่ในคลัง ทำให้ไม่สามารถขนถ่ายน้ำมันลงได้

นอกจากนี้ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ได้ส่งมอบรายงานการวิเคราะห์การเดินเรือให้คณะพนักงานสอบสวนแล้ว

พ.ต.ต.วรณันกล่าวอีกว่า หลังจากนี้พนักงานสอบสวนดีเอสไอ จะเทียบข้อมูลการสอบปากคำบริษัทเจ้าของเรือทั้งหมดและรายงานของ ศรชล.ที่ส่งมอบให้มา ซึ่งอาจต้องเดินทางไปยัง ศรชล.เพื่อขอรายละเอียดอุปกรณ์เทคนิคประกอบในประเด็นการใช้เวลาเดินเรือนานกว่าปกติ คาดว่าดำเนินการได้ภายในสัปดาห์หน้า ส่วนจะเรียกหน่วยงานอื่นๆ เพิ่มเติมหรือไม่ต้องรอให้ได้ข้อสรุปทีละประเด็นเสียก่อน

สำหรับกรณี น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ อดีต สส.กทม.ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน (ทีมสุดซอย) พร้อมฝ่ายกฎหมาย นำเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือที่พบความผิดปกติ 166 ฉบับ ไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน ช่วงเดือนมีนาคม 2569 จากบริษัทคลังน้ำมัน จ.ระยอง และ จ.ชลบุรี ส่งยังปลายทางคลังน้ำมันที่ จ.สุราษฎร์ธานี ชุมพร และสงขลา อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าอยู่ภายใต้มติหรือเข้าเงื่อนไขที่จะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ หรือมีเหตุสงสัยสามารถตั้งเลขสืบสวนได้ แต่หากไม่อยู่ภายใต้มติ ก็ต้องส่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) รับไปดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม สำหรับคดีพิเศษที่ 66/2569 กรณีการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่ จ.อ่างทอง โดย อธิบดีดีเอสไอ มอบหมายให้ พ.ต.ท.นิรุติ พัฒนรัฐ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานต่อไปเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงทุกมิติ

ขึ้นแท่นเบอร์1ฝ่ายค้าน มาร์คแซงเท้ง ‘หนู’นักการเมืองโดดเด่น

ขึ้นแท่นเบอร์1ฝ่ายค้าน  มาร์คแซงเท้ง  ‘หนู’นักการเมืองโดดเด่น

ขึ้นแท่นเบอร์1ฝ่ายค้าน มาร์คแซงเท้ง ‘หนู’นักการเมืองโดดเด่น

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

 ขึ้นแท่นเบอร์1ฝ่ายค้าน มาร์คแซงเท้ง ‘หนู’นักการเมืองโดดเด่น ปชน.ชงสอบสั่งเด้งราเชน เสื้อแดงค้างคืนรอรับแม้ว

กลุ่มคนเสื้อแดงจัดกิจกรรมหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม พร้อมปักหลักค้างคืนนับถอยหลังรอรับทักษิณพ้นคุก 11 พฤษภาคมนี้ ด้าน “เด็จพี่” อยู่เป็นอวยนายใหญ่ช่วงชีวิตเทียบชั้น “แมนเดล่า-มหาเธร์” ขณะที่ ปชป.เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.กลางเดือนพ.ค.แย้มสปกเป็นผู้ชาย ส่วน‘เท้ง’โต้ปมดีลลับ‘ชัชชาติ’ แต่ยอมรับคุยเบื้องหลังเป็นเรื่องปกติยันส่งตัวเลือกดีที่สุดให้คนกรุงเลือกสวนดุสิตโพลเผยดัชนีการเมืองไทยเม.ย. 69ชู’อนุทิน’นักการเมืองรัฐบาลที่โดดเด่น ส่วนฝ่ายค้าน’อภิสิทธิ์’มาแรงแซง‘ณัฐพงษ์’

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 ที่หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม กลุ่มคนเสื้อแดง ได้ขึ้นเวทีปราศรัยให้กำลังใจนายทักษิณ ชินวัตร อดีรตนายกรัฐมนตรีที่จะได้รับการพักโทษและมีกำหนดปล่อยตัวในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้โดยมี ดร.ประยูร คลองยศ นายวรชัย เหมะ และนายอรรถชัย อนันตเมฆ สลับกันขึ้นเวทีปราศรัยนับถอยหลังการปล่อยตัวพักโทษนายทักษิณ

บรรยากาศภายในงาน ยังมีแจกล็อตเตอรี่ 350 คู่ให้แก่คนเสื้อแดงที่ไปจัดกิจกรรมให้กำลังใจ พร้อมกับนัดหมายจัดกิจกรรมหน้าเรือนจำฯ อีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ 10 พ.ค.69 ตั้งแต่เวลา 14.00-24.00 น. เพื่อรอต้อนรับการกลับมาของนายทักษิณ ในวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.69 เวลา 07.00 น. เป็นต้นไป

คนเสื้อแดงค้างคืนรอรับทักษิณ

อย่างไรก็ตาม ทางแกนนำแนะนำให้ผู้เข้าร่วมเดินทางมาล่วงหน้าในช่วงเวลา 03.00–04.00 น. เพื่อความสะดวกในการเข้าพื้นที่ ขณะเดียวกัน จะมีมวลชนบางส่วนปักหลักค้างคืนบริเวณหน้าเรือนจำ โดยมีการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ พัดลม และรถสุขาเคลื่อนที่ไว้รองรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม

นอกจากนี้ยังได้มีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดระเบียบพื้นที่และอำนวยความสะดวกด้านการจราจรโดยรอบเรือนจำคลองเปรม และมีการจัดที่จอดรถไว้ 2 จุด สำหรับรถบัสจอดตรงบริเวณถนนกำแพงเพชร 6 ทางไปจตุจักร รถตู้จอดที่วัดเสมียนนารี / โดยก่อนวันจัดกิจกรรมจะมีการส่งพิกัดยืนยันสถานที่อีกครั้งหนึ่ง

เด็จพี่อวยนายใหญ่คือตำนาน

ด้านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันที่ 11 พ.ค. นายทักษิณ จะได้รับการพักโทษ นักการเมืองถือเป็นตำนานของเมืองไทยช่วงชีวิตการเมืองขึ้นสุดลงสุดเคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ถูกรัฐประหาร ต้องคดีความไปอยู่ต่างประเทศนานกว่า 17 ปี ตนเป็นคนหนึ่งได้ศึกษา ติดตามแนวคิด นายทักษิณ ได้เห็นหลายนโยบายที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศมหาศาล

“นายทักษิณคิดริเริ่ม โครงการใหม่ๆในขณะนั้น สร้างความเป็นอยู่ให้ชีวิตชาวบ้านได้อย่างทันท่วงที เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน ผู้ว่าซีอีโอ โอท็อป การปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาด การแก้ปัญหาเศรษฐกิจยกระดับชีวิตชาวบ้านอย่างเป็นระบบ “ นายพร้อมพงษศ์ กล่าว

ยกเทียบชั้น‘เนลสัน แมนเดล่า’

นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า แม้ช่วงชีวิตของท่านเผชิญมรสุมการเมืองมากมาย ถูกจำกัดสิทธิทางการเมือง แต่แนวคิด มุมมอง ความห่วงใยต่อประเทศชาติและประชาชน ยังคงเหมือนเดิม ขณะถูกจองจำ แต่กำลังใจจากประชาชน ผู้สนับสนุนพรรคและตัวท่าน ยังคงเต็มเปี่ยม ไม่แปลกใจ ถ้าวันที่ได้รับการพักโทษ 11 พ.ค. จะมีแกนนำ สมาชิกพรรค คนเสื้อแดง จะไปรอรับอย่างคับคั่งด้วยพลังความรัก ความศรัทธา

“นายทักษิณ มีชีวิตโลดโผนทางการเมืองยาวนานหลายสิบปี ทำให้ย้อนคิดถึงนายเนลสัน แมนเดล่า อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ผู้ล่วงลับ นายมหาเธร์ โมฮัมหมัด การกลับมาเป็นนายกฯสมัยที่2 ของมาเลเซียเมื่อปี2018 ตอนช่วงอายุมากสุด โดยทั้ง2คน เคยผ่านช่วงเวลาแห่งความขัดแย้ง ถูกจำกัดบทบาท สูญเสียอำนาจก่อนจะหวนกลับมาในฐานะสัญลักษณ์ของความหวังและการเริ่มต้นใหม่ โดยไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา”นายพร้อมพงษศ์ กล่าว

ปชป.แย้มผู้สมัครชิงผู้ว่ากทม.

นายสกลธีภัททิยกุล ส.ส. บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ กล่าวถึงบุคคลที่เป็นตัวแทนพรรคฯ ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ว่า ขณะนี้ได้บุคคลที่จะลงสมัครผู้ว่ากทม.แล้ว แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นใคร เพราะยังมีกระบวนการที่ต้องไปดำเนินการอีกนิดหน่อย โดยจะมีการเปิดตัวประมาณกลางเดือนพ.ค.

“ยืนยันได้ว่าพรรคฯ มีผู้สมัครผู้ว่ากทม.เรียบร้อยแล้ว แต่ยังมีกระบวนการอีกนิดหน่อย จึงยังไม่สามารถเปิดได้ว่าเป็นใคร อยู่แวดวงไหน บอกไม่ได้จริงๆ บอกได้แค่ว่าเป็นผู้ชาย”นายสกลธีกล่าว

ได้ทีมผู้สมัครส.ก.ครบทั้ง50เขต

นายสกลธีกล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้ผู้สมัครส.ก.ครบทั้ง 50 เขตแล้วโดยการประชุมกรรมการบริหาร(กก.บห.) พรรควันที่ 5 พ.ค.นี้ จะอนุมัติผู้สมัครที่เหลือ และจะมีการประชุม สก.ทั้ง 50 เขต ในวันที่ 11 พ.ค.นี้ เวลา 10.00 น. ที่พรรคฯ เพื่อซักซ้อมทำความเข้าใจ

ทั้งนี้จะมีการเปิดตัว ผู้สมัคร สก. พร้อมกับผู้สมัครผู้ว่ากทม. ประมาณกลางเดือนพ.ค.เป็นต้นไป เพราะมีเรื่องนโยบายและอะไรอีกหลายๆ อย่าง ที่เราอยากให้พร้อมก่อนแล้วค่อยเปิดออกมาส่วนทีมผู้ว่าฯกทม.จะเปิดตัวเลยหรือไม่นั้น ยังไม่มีการเปิดตัวทีมพร้อมกับผู้ว่ากทม.แต่จะทยอยเปิดออกมา

‘เท้ง’เตรียมเปิดตัว5พ.ค.นี้

ขณะที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.)กล่าวถึงการเปิดแคมเปญเปิดตัวผู้ว่าฯ กทม. ว่า เป็นการสะท้อนถึงปัญหาการดำรงชีวิต การใช้ชีวิตใน กทม. ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายโดยจะเปลี่ยนให้เป็นเรื่องง่าย เช่น การใช้สิทธิบัตรทองเกี่ยวกับการส่งตัวที่มีความแตกต่างจากต่างจังหวัด หรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในต่างจังหวัดที่มีคุณภาพที่ดีกว่าในกรุงเทพฯ

“พรรคประชาชนเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี ที่จะส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชาว กทม. โดยจะเปิดตัวในวันที่ 5 เดือน 5 ที่สามย่านมิตรทาวน์ เวลา 17.00น.คุณสมบัติของบุคคลที่จะส่งลงผู้ว่าฯ กทม. ว่า เป็นคนที่เลือกอยู่ข้างประชาชน และใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใส”นายณัฐพงษ์ กล่าว

ชูเลือกทีมสีส้มสก.-สส.ยันผู้ว่าฯ

เมื่อถามว่านายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ก็ประกาศลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. อีกสมัย พรรคประชาชนมีความมั่นใจแค่ไหน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มั่นใจในทีมผู้ว่าฯ และสก. รวมทั้งยังมี สส. 33 เขตของพรรคสนับสนุนผลักดันวาระ กทม.ให้ก้าวหน้าได้โดยย้ำว่าขอให้เลือกพรรคประชาชนทั้งผู้ว่าฯ และทีม สก. จากพรรคประชาชนตนเชื่อว่าทีมปชน.เป็นหนึ่งตัวเลือกที่ดี โดยพรรคจะทำให้การจัดซื้อจัดจ้างมีความโปร่งใสมากที่สุด และประชาชนไม่ต้องเจอข่าวซ้ำว่าซื้อของแพงเกินจริงใน กทม.

เลี่ยงตอบดีลลับ’ชัชชาติ’ลงผู้ว่าฯ

เมื่อถามถึงการทาบทามนายชัชชาติมาเป็นแคนดิเดตผู้ว่าฯ ของพรรคประชาชนมีข้อเท็จจริงอย่างไร นายณัฐพงษ์ เลี่ยงที่จะตอบคำถามตรง ๆ แต่ชี้แจงว่า ไม่มีการดีลกัน แต่การพูดคุยกันเบื้องหลังหรือนอกรอบก็เป็นเรื่องปกติ ซึ่งทั้ง สส. และ สก. ก็มีการพูดคุยงานทั้งภายในพรรคเดียวกันและต่างพรรค การพูดคุยกับทีมผู้ว่าฯ ก็เป็นเรื่องปกติในการแก้ไขปัญหาให้กับชาว กทม. ยืนยันว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีดีลทางการเมืองที่จะไปต่อรองผลประโยชน์

“มันเป็นการคุยกันในเรื่องเอาวาระประชาชนเป็นตัวตั้งในการแก้ไขปัญหา แต่ในสนามเลือกตั้งไม่มีการดีลหรือต่อรองใดๆจะแบ่งโมเดลหรือแบ่งพื้นที่การเลือกตั้งไม่มีการพูดคุยแบบนั้นอยู่แล้ว” นายณัฐพงษ์ กล่าว

อ้างขึ้นอยู่กับเสียงประชาชน

เมื่อถามย้ำว่าไม่ได้มีการทาบทามนายชัชชาติ มาเป็นแคนดิเดตผู้ว่าฯ ของพระประชาชนจริง ๆ ใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มันอยู่ที่เสียงของประชาชนเป็นคนตัดสิน และยอมรับว่าในมุมมองของคน กทม. หลายคนอาจตัดสินใจยาก เชื่อว่าแต่ละคนที่ถูกเสนอมาเป็นตัวเลือกก็จะเสนอสิ่งที่ดีที่สุด

ชงกมธ.ปมเด้งอธิบดีฝนหลวง

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงการโยกย้ายอดีตอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยให้เหตุผลว่าเกี่ยวข้องกับอายุ ว่า การแต่งตั้งโยกย้ายต้องทำไปด้วยความเป็นธรรม หากมีประเด็นการทุจริตคอร์รัปชันอยู่เบื้องหลัง ตนคิดว่าก็เป็นความชอบธรรมที่เราต้องดำเนินการให้ถูกต้อง แต่หากเป็นการดำเนินการทางการเมืองก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

“เรื่องนี้ยังไม่อยากให้ไปมองที่ตัวบุคคล โดยสิ่งที่พวกเราจะทำหลังกรรมาธิการ (กมธ.) ทั้ง 9 คณะ มีการแต่งตั้งประธานเสร็จแล้ว กรณีนี้จะเป็นเรื่องที่พรรคประชาชนติดตามอย่างแน่นอน เราจะใช้กลไกใน กมธ.ตรวจสอบเบื้องหลัง ว่าการแต่งตั้งโยกย้ายต่างๆ มีที่มาที่ไปอย่างไร”นายณัฐพงษ์ ระบุ

เมื่อถามถึงกรณีที่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเกมการเมืองนั้น นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ถือเป็นข้อคิดเห็นของแต่ละฝ่าย แต่อย่างที่ตนบอกรอการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องหลังในชั้น กมธ. ก่อน ก็พร้อมที่จะสื่อสารต่อสังคม

โพลชี้ดัชนีการเมืองไทยร่วง

ทางด้าน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนเมษายน 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,214 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 27-30 เม.ย.2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนเมษายน เฉลี่ย 3.79 คะแนน ลดลงจากเดือนมี.ค.2569 ที่ได้ 3.89 คะแนน

มาร์คขึ้นแท่นเบอร์1 ฝ่ายค้าน

ส่วนตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.31 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือการแก้ปัญหา ยาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย3.22 คะแนน ขณะที่ นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่น คือ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 39.07 ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 28.22ด้านฝ่ายค้าน คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 27.82 รักชนก ศรีนอก ร้อยละ 23.25

สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาล คือ แก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน ร้อยละ 49.82 และสิ่งที่อยากฝากบอกฝ่ายค้าน คือ ตรวจสอบการทุจริตและการใช้งบประมาณของรัฐบาล ร้อยละ 44.37

สะท้อนยังไม่เห็นผลงานชัดเจน

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจดัชนีการเมืองไทยที่ลดลงทุกตัวชี้วัด แสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่ได้กังวลเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่กำลังมองภาพรวมของการเมือง การบริหารประเทศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตไปในทิศทางเดียวกัน คือ ยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนพอ โดยเฉพาะคะแนนด้านเศรษฐกิจและปากท้องยังอยู่ในระดับต่ำ

“เสียงสะท้อนของประชาชนจึงอยากฝากถึงรัฐบาลให้เร่งแก้ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ เพราะโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลไม่ใช่แค่การประกาศนโยบาย แต่คือการทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่าชีวิตดีขึ้นจริง”ดร.พรพรรณ

‘เท้ง’ไม่หวั่นโพลร่วง‘อภิสิทธิ์’แซง

ขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงผลโพลการเมืองของฝ่ายค้านที่คะแนนความนิยมของนายณัฐพงษ์ ร่วงลงไป แต่คะแนนความนิยมของนายอภิสิทธิ์ กลับแซงหน้าขึ้นมาว่า ตนเชื่อว่าความเข้มแข็งของพรรคประชาชน คือเราไม่ได้ยึดติดที่ตัวบุคคล เราทำงานเป็นทีม ทั้งทีม สส. และทีมสก.รวมถึงหลายภาคส่วนที่ช่วยกันขับเคลื่อนการทำงาน

มีไอซ์แบกพรรคอยู่ในกระแส

“หากดูผลจากดุสิตโพลล่าสุดไม่ใช่มีแค่ตัวแทนของพรรคปชน.คนเดียวที่อยู่ในโพล แต่ยังมี น.ส.รัชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชน.ด้วย ดังนั้น หากดูภาพรวมผลคะแนนความนิยมของพรรค ส่วนตัวยังเชื่อว่าพรรคปชน.เป็นพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเวลานี้”นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่าเมื่อผลออกมาเช่นนี้จะทำให้เราต้องมีความขยันมากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์ มีความโดดเด่นด้านการตรวจสอบรัฐบาล จะมองว่าฝ่ายค้านแข่งขันกันเองในการทำงานหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หากมีการแข่งขันกันเอง แต่สุดท้ายมองผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้งและนำการตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาเป็นตัวตั้ง สุดท้ายคนได้ประโยชน์ก็คือหากประชาชน

ชงแลนด์บริดจ์เข้าสภา จี้หนูทบทวน สว.ดาหน้ารุมคัดค้าน

ชงแลนด์บริดจ์เข้าสภา  จี้หนูทบทวน  สว.ดาหน้ารุมคัดค้าน

ชงแลนด์บริดจ์เข้าสภา จี้หนูทบทวน สว.ดาหน้ารุมคัดค้าน

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ชงแลนด์บริดจ์เข้าสภา จี้หนูทบทวน สว.ดาหน้ารุมคัดค้าน ซัดกระทบวิถีชุมชน ทำสิ่งแวดล้อมพินาศ มวลชนปักหลักต้าน

มูลนิธิร่วมพัฒนาภาคใต้ ออกโรงเตือน “อนุทิน-พิพัฒน์” ถ้าจะดันแลนด์บริดจ์ระนอง-ชุมพร ต้องถามประชาชนในพื้นท่ี แนะย้ายแนวไปปรับปรุงแนวเซาท์เทิร์นซีบอร์ด กระบี่-สุราษฎร์ธานี และต่อยอดนิคมอุตสาหกรรมจะนะ สงขลา ประเทศชาติได้ประโยชน์มากกว่า ด้าน “โพลคนใต้” ห่วงแลนด์บริดจ์ กระทบทางธรรมชาติ ทั้งทางบกและทะเล ขณะที่กลุ่ม SEC Watch ทำจดหมายเปิดผนึกไล่ทุบ สส.สะตอภูมิใจไทย ให้มีความรับผิดชอบต่อพื้นที่ ฝ่าย “สว.” ชงญัตติด่วน จี้รัฐบาลทบทวนอังคารนี้

เมื่อวันที่ 3  พฤษภาคม ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว” สำรวจระหว่างวันที่ 28-30 เม.ย.2569 จากประชาชน ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในภาคใต้ (จำนวน 14 จังหวัด ประกอบด้วย ชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี สงขลา กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง สตูล นราธิวาส ปัตตานี และยะลา รวม 1,455 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของคนภาคใต้ต่อโครงการแลนด์บริดจ์

จากการสำรวจ เมื่อถามถึงการเคยได้ยินและความเข้าใจของคนภาคใต้เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 54.43 ระบุว่า เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย เกี่ยวกับโครงการฯ รองลงมา ร้อยละ 26.67 ระบุว่า เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง เกี่ยวกับโครงการฯ ร้อยละ 10.52 ระบุว่า เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก เกี่ยวกับโครงการฯ ร้อยละ 7.08 ระบุว่า ไม่เคยได้ยินใด ๆ เลย เกี่ยวกับโครงการฯ และร้อยละ 1.30 ระบุว่า เคยได้ยิน แต่ไม่เข้าใจเลย เกี่ยวกับโครงการฯ

ห่วงกระทบสิ่งแวดล้อมเพียบ

เมื่อถามว่า เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง และเคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย เกี่ยวกับโครงการฯ (จำนวน 1,333 หน่วยตัวอย่าง) ถึงกรณีที่ “คนภาคใต้ มีความกังวลใจเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์” ร้อยละ 38.03 ระบุว่า ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทางธรรมชาติทั้งทางบกและทางทะเล รองลงมา ร้อยละ 33.16 ระบุว่า ไม่กังวลใจใด ๆ เลย

ร้อยละ 29.71 ระบุว่า ผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนท้องถิ่น เช่น การถูกเวนคืนที่ดิน วิถีชีวิตท้องถิ่นที่อาจจะเปลี่ยนไป ร้อยละ 25.81 ระบุว่า การทุจริตและความไม่โปร่งใสของโครงการฯ ร้อยละ 15.30 ระบุว่า ความคุ้มค่าในระยะยาว ร้อยละ 12.08 ระบุว่า การถูกต่อต้านจากชุมชน คนในพื้นที่ ร้อยละ 11.78 ระบุว่า คนใต้จะได้ประโยชน์อะไร ร้อยละ 11.40 ระบุว่า ประชาชนคนไทยทั้งประเทศจะได้ประโยชน์อะไร ร้อยละ 10.50 ระบุว่า ปัญหาการก่อสร้างโครงการฯ ที่ล่าช้าหรือไม่สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ ร้อยละ 7.58 ระบุว่า ปัญหางบประมาณของรัฐ หากต้องลงทุน ทำโครงการเอง ร้อยละ 6.30 ระบุว่า ปัญหาการหาผู้ลงทุนในโครงการฯร้อยละ 6.15 ระบุว่า ในอนาคต ประเทศไทยอาจจะกลายเป็นพื้นที่สำคัญในการแข่งขันกันของประเทศมหาอำนาจ ร้อยละ 4.35 ระบุว่า ปัญหาโครงการฯ อาจจะไม่เกิดขึ้นจริง ร้อยละ 3.98 ระบุว่า การถูกต่อต้านจาก NGO (องค์กรพัฒนาเอกชน) นักวิชาการ นักการเมือง และร้อยละ 0.98 ระบุว่า การถูกต่อต้านจากต่างประเทศ

เมื่อสอบถามความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างที่ระบุว่า เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง และเคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย เกี่ยวกับโครงการฯ (จำนวน 1,333 หน่วยตัวอย่าง) ถึงความคิดเห็นของคนภาคใต้เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 34.21ระบุว่า เห็นด้วยมาก รองลงมา ร้อยละ 33.01 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 19.43 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 13.35 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย

ต้องรับฟังความเห็นประชาชน

ดร.สุเมต สุวรรณพรหม รองประธานมูลนิธิร่วมพัฒนาภาคใต้ และกรรมการบริหารสมาคม ชาวปักษ์ใต้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้สัมภาษณ์กรณีรัฐบาลมีนโยบายสร้างแลนบริดจ์แนว จ.ระนองชุมพรและมีเสียงคัดค้านจากภาคประชาชนและองค์กรเอ็นจีโออย่างมากและมีความต่อเนื่องนั้น ว่ามีการคัดค้านมากขึ้นเรื่อยเรื่อย เรื่องนี้ตนรู้สึกเป็นห่วงเพราะโครงการแลนด์บริดจ์ แนว ระนอง ชุมพร นั้น เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจในภาคใต้ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งจะมีความต่อเนื่องไปถึง จ สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช ที่มีรัฐบาลมีความหวังดีที่จะพัฒนาประเทศไทยอย่างเป็นระบบในพื้นที่ภาคใต้ให้มีความเจริญทางด้านพาณิชย์นาวีและด้านโลจิสติกส์การขนส่งทางทะเลในระดับนานาชาติ ดังนั้นรัฐบาลควรฟังเสียงของพี่น้องประชาชนให้รอบคอบ

แนะย้ายไปเซาเทิร์นซีบอร์ด

ส่วนตัวนั้นเห็นด้วยให้ย้ายแนวแลนด์บริดจ์ จ.ชุมพร และระนองลงไปอีกประมาณ 100 กิโลเมตรและไปเร่งดำเนินการโครงการ“เซาท์เทอร์นซีบอร์ด”หรือบนถนนที่ชาวบ้านเรียกว่า“เซาท์เทิร์นแลนด์บริดจ์”บนถนนทางหลวงสาย 44 ซึ่งหากรัฐบาลดำเนินการจะเริ่มต้นโครงการได้ทันทีภายในปี 2569

ในขณะเดียวกัน ดร.สุเมต ยังได้เสนอให้รัฐบาลเร่งสนับสนุนโครงการจะนะเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตซึ่งเป็นดำริของท่านพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินโครงการพัฒนาชายฝั่งตะวันออกหรืออีสเทิร์นซีบอร์ดในแนวจังหวัดชลบุรี แหลมฉบังมาบตาพุดและระยองซึ่งมีความเจริญก้าวหน้า อย่างยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้ โครงการจะนะได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชามาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งเป็น โครงการที่ภาคเอกชนนำโดยบริษัททีพีไอโพลีนจำกัด(มหาชน) เป็นผู้ขับเคลื่อนโครงการที่ผ่านมาโครงการได้เกิดความล่าช้าเพราะหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นศูนย์อำนวยการจังหวัดชายแดนภาคใต้และสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ขับเคลื่อนโครงการนี้ในระบบราชการทำให้เกิดความล่าช้ามากมาถึง9ปีแล้ว

เดินหน้านิคมอุตสาหกรรมจะนะ

ซึ่งหากโครงการจะนะเมือง อุตสาหกรรมเกิดขึ้นจะสร้างความ เจริญให้กับพื้นที่ 5จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างยั่งยืน ช่วยให้คนมีงานทำไม่น้อยกว่า 30,000 อัตราเงินลงทุนถึง 900,000ล้าน มีโครงการอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลใหญ่ในระดับโลก มีโครงการผลิตไฟฟ้ามากถึง 3000 เมกะวัตต์และมีท่าเรือน้ำลึกขนส่งสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ ระดับโลกแก้ปัญหาที่ปัจจุบันนี้ประเทศไทยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าไปที่ท่าเรือสิงคโปร์ปีละหลาย 100,000 ล้านบาทและเสียค่าใช้จ่ายให้กับท่าเรือปีนังปีละ1-2แสนล้านบาท โครงการจะนะมีเส้นทางเชื่อมจากฝั่งอ่าวไทยที่จังหวัดสงขลาและไปออกฝั่งอันดามันที่อำเภอสะเดาท่าเรือนานาชาติปีนังประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีการขนส่งสินค้ากันอยู่เป็นประจำเปรียบเสมือนแลนด์บริดจ์

ที่เชื่อมระหว่างไทยกับมาเลเซียจากท่าเรือน้ำลึกจะนะไปออกทะเลอันดามันที่ท่าเรือปีนัง อีกทั้งหากรัฐบาลขับเคลื่อนโครงการ อุตสาหกรรม จะนะ จะส่งผลให้พื้นที่อ.หาดใหญ่และจ.สงขลา เศรษฐกิจที่ซบเซาจะกลับมาคึกคักเจริญเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน ตนจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งสนับสนุนโครงการจะนะเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ในการประชุมใหญ่สมาคมชาวปักษ์ใต้ในพระบรมราชูปถัมภ์ วันที่24 พค.2569 นี้ จนจะนำเรื่องนี้ให้สมาคมฯเข้ามาศึกษาและร่วมสนับสนุนโครงการนี้ด้วย เพื่อร่วมคลี่คลายและช่วยแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ของชาติในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน.

ไล่บี้สส.สะตอภูมิใจไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ SEC Watch ทำจดหมายเปิดผนึกถึง สส.เขตพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคใต้ทุกจังหวัดทุกคนว่า สถานการณ์ปัจจุบันภาคใต้กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างยิ่งภายใต้นโยบายรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ซึ่งผลักดันพรบ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ เพื่อเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ภาคใต้ไปสู่เขตนิคมอุตสาหกรรมของต่างชาติ ภายใต้มาตรการที่กำหนดในกฎหมายจะส่งผลให้ที่ดินภาคใต้อยู่ภายใต้มือของต่างชาติ ส่งผลการเปลี่ยนแปลงต่อภาคใต้ทุกจังหวัดและประชากรภาคใต้10ล้านคนรวมทั้งคนไทยทั่วประเทศ

กฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ที่พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคแรกที่นำเสนอกฎหมายนี้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรจำนวน 2ฉบับ บทบัญญัติของกฎหมายนี้ทำลายศักยภาพของภาคใต้โดยตรง ซึ่งมีจำนวน71 มาตราที่ปรากฎในร่าง พ.ร.บ.ฉบับของสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หน่วยงานในกระทรวงคมนาคมซึ่งจะกลายเป็นกฎหมายฉบับที่คณะรัฐมนตรีจะมีมติส่งไปยังรัฐสภาเพื่อทำการพิจารณาเห็นชอบและบังคับใช้ต่อไป การผลักดันกฎหมายระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ส่งผลให้ที่ดินของภาคใต้ทั้ง14จังหวัดไปทำเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรม โดยให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้99ปีและถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่ดินซึ่งจะส่งผลให้คนใต้สูญเสียที่ดินและไม่สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินทางการเกษตรและท่องเที่ยวได้

เตือนอย่าทำลายภาคใต้

สิ่งที่พรรคของท่านกระทำการลงไปนั้นตรงข้ามกับบริบทของภาคใต้ที่มีศักยภาพสูงด้านการเป็นภูมิภาคเกษตรและอาหารคุณภาพสูงของโลก ซึ่งเป็นสาขาทางเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตในโลกขณะนี้ ประกอบกับบริบทในปัจจุบันสินค้าอาหารจะเป็นที่ต้องการตลาดโลก แต่พรรคภูมิใจไทยกลับทำลายศักยภาพความสมบูรณ์ของภาคใต้ด้วยการออกกฎหมายบังคับให้นำแผ่นดินภาคใต้ไปเป็นแหล่งรับจ้างผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของนักลงทุนต่างชาติ

การนำภาคใต้ไปเป็นแหล่งรับจ้างผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เป็นเพียงการทำให้คนหยิบมือเดียวเติบโต เมื่อเทียบกับการพัฒนาเกษตรโครงสร้างใหม่ ท่องเที่ยวและบริการคุณภาพ ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจของคนภาคใต้จำนวนนับ 10ล้านคน พรรคของพวกท่านเลือกนำแผ่นดินภาคใต้ไปให้ต่างชาติแทนที่จะพัฒนาภาคใต้ตามศักยภาพ ในฐานะผู้แทนราษฎรที่ต้องรับผิดชอบสุงสุดต่อประชาชน พวกท่านจะทำตัวเรียบร้อยมองดูกฎหมายบับนี้เดินหน้าต่อไปเช่นนั้นหรือ

พรรคของท่านอาศัยอำนาจอะไรจึงกล้าหาญเกินเหตุ เขียนกฎหมายผลักแผ่นดินภาคใต้ไปให้เป็นของต่างชาติ พวกท่านจะอาศัยอะไรมารับผิดชอบต่อความทุกข์ยากนับล้านชีวิตของคนใต้ที่จะต้องสูญเสียที่ดิน มีความทุกข์อยาก ถูกละเมิดสิทธิ สูญเสียอาชีพ เพราะกฎหมายของพวกท่านจะยึดที่ดิน น้ำ ทรัพยากรภูเขา ชายฝั่งทะเล ไปปรนเปรอนักลงทุนต่างชาติเพื่อทำนิคมอุตสาหกรรมและถมทะเลทำท่าเรือ

ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน

ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งต้องรับผิดชอบสูงสุดต่อประชาชน การดำเนินครั้งนี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและสะเทือนถึงรากฐานของสิทธิเสรีภาพของประชาชนรวมถึงภาวะความยากจนที่จะเกิดรุนแรงขึ้นในภาคใต้หลังจากที่ดินและทรัพยากรถูกบังคับนำไปให้ต่างชาติทำนิคมอุตสาหกรรม หวังว่าท่านจะได้กระทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะหากท่านร่วมผลักดันกฎหมายนี้กับพรรคนั่นเท่ากับประกาศนำแผ่นดินภาคใต้ไปให้ต่างชาติ ผลจากการที่นักการเมืองผู้หนึ่งร่วมผลักดันให้แผ่นดินภาคใต้กลายเป็นของต่างชาติ สิ่งที่ทุกท่านจะต้องรับไม่ใช่ผลการเลือกตั้งครั้งต่อไปแต่หมายถึงตราบาปที่พวกท่านกระทำต่อแผ่นดินนี้ ด้วยเคารพ

โอกาสทองของประเทศ

ด้านนายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อรรคภูมิใจไทย โฟตส์เฟสบุก ระบุ ขอสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้รัฐบาลเร่งผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง- ชุมพร ให้เกิดขึ้นจริงครับ เพราะนี่คือกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกภาคใต้จากการถูกปิดล้อมทางยุทธศาสตร์ และเปลี่ยนเราให้เป็นศูนย์กลางการค้าของโลกอย่างแท้จริง โดยต้องเน้นการเชื่อมโยงด้วย “ระบบท่อส่งน้ำมัน” และ “รถไฟรางคู่” เป็นแกนหลัก

ผมถึงเห็นว่าจะต้องทำตอนนี้ โดยเหตุผลหลักคือเรื่อง “ความมั่นคงทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ” ครับ ปัจจุบันโลกมีความผันผวนสูงมาก ดูอย่างวิกฤตที่ช่องแคบฮอร์มุซที่เพิ่งเกิดขึ้น ซึ่งกระทบต่อการขนส่งน้ำมันทั่วโลก หากเหตุการณ์ลักษณะนี้ลุกลามมาถึงช่องแคบมะละกาที่ปัจจุบันรองรับการค้าโลกถึง 40% หรือแม้ไม่เกิดขึ้นช่องแคบมะละกาก็กำลังจะเต็มความจุในปี 2573 เศรษฐกิจเราจะลำบากมาก ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีเส้นทางสำรองที่เชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกเข้าด้วยกัน เพื่อดึงดูดสินค้าผ่านจากจีน อินเดีย ลาว และเมียนมา ให้ไหลผ่านภาคใต้ของเรา

ปักหมุดท่าเรือแหลมอ่าวอ่าง

จากประสบการณ์ที่ผมเคยเป็นกรรมาธิการศึกษาเรื่องนี้มาหลายคณะแล้ว ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือบทเรียนจากในอดีต ผมเคยร่วมศึกษาโครงการขุดคอคอดกระอย่างละเอียดและพบว่าทำไม่ได้เพราะไม่คุ้มทุนและกระทบสิ่งแวดล้อมมหาศาล แต่โครงการแลนด์บริดจ์รูปแบบใหม่นี้ต่างออกไปครับ จากที่ผมไปลงพื้นที่ดูด้วยตัวเองในฐานะกรรมาธิการคมนาคมของสภาชุดที่ 25 และได้เคยไปดูงานที่ท่าเรือ จ.ระนอง เมื่อเดือนมกราคม 2564 ผมเห็นว่าการเลือกที่ตั้งท่าเรือฝั่งระนองที่ “แหลมอ่าวอ่าง” ซึ่งมีความลึกน้ำถึง 21 เมตร และอยู่ติดทะเลเปิด ไม่ต้องขุดเข้าไปในแผ่นดินลึกเหมือนที่เดิม จะช่วยลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติที่เราหวงแหนได้มาก คุ้มค่ากับการลงทุนซึ่งจะจูงใจนักลงทุนระดับโลกได้จริง

สืบสานวิสัยทัศน์น้าชาติ

บทสรุปของคนใต้เพื่ออนาคตประเทศไทย ผมเชื่อมั่นว่าโครงการนี้คือการสืบสานวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกลด้านการต่างประเทศของท่านอดีตนายกฯ ชาติชายชุนหะวัน มองเห็นว่าภาคใต้เป็นทำเลทองที่สามารถเจริญรุ่งเรืองได้ และเกรงว่าประเทศเรานั้นสุ่มเสี่ยงอยู่เช่นกันจากหากเกิดปัญหาการออกจากอ่าวไทยที่ต้องผ่านพื้นที่ซ้อนทับทางทะเลทั้งกับ เขมรที่กำลังมีปัญหากันอยู่ ทั้งเวียตนามและมาเลเซียก็มีพื้นที่ทับซ้อนกัน จำที่จะต้องหาทางออกอีกฝั่งทะเลตะวันออกไว้ไว้ เมื่อมีตัวอย่างให้เห็นจากสงครามและผลกระทบต่อการเดินเรือที่ชัดเจนแล้ว เราก็ต้องฉวยโอกาสนี้ผลักดัน ซึ่งหากเราทำสำเร็จ โครงการนี้จะสร้างงานได้อย่างมากมาย และยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกหลานชาวใต้ให้ยั่งยืน ถึงเวลาแล้วที่เราจะเปลี่ยน “ทำเลทอง” ของเราให้กลายเป็น “โอกาสทอง” ของประเทศเสียที

สว.นัดประชุมแลนด์บริดจ์

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้ออกหนังสือนัดประชุมวุฒิสภา ในวันที่ 5 พ.ค. โดยในวาระดังกล่าวได้ระบุว่าเป็นการพิจารณาญัตติต่างๆ ที่สว. เสนอ รวม6 ญัตติ ทั้งนี้มีญัตติที่เสนอใหม่ คือ ญัตติ ของนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. ที่ขอให้รัฐบาลทบทวนเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์

โดยเหตุผลของการเสนอญัตติดังกล่าว นายนรเศรษฐ์ ได้ระบุไว้ในหนังสือว่าตามข้อเท็จจริงที่ รมว.คมนาคมและคณะทำงานได้ประกาศต่อสื่อมวลชน ต่อแผนการสานต่อโครงการแลนด์บริดจ์เพื่อเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ โดยใช้เงินลงทุน 9.9 แสนล้านบาท ทั้งนี้นโยบายดังกล่าวถูกวิพาษณ์วิจารณ์จากหลายภาคส่วน ทั้งภาควิชาการและภาคประชาสังคมว่าอาจไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจตามรายงานที่เสนอสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรนำเสนอ และผลกระทบโครงการอาจนำมาสู่ความเสื่อมถอยของสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ภาคใต้ และกะทบต่อสิทธิชุมชนของคนในพื้นที่ภาคใต้ในมิติของวัฒนธรรมและทางสังคม

“ช่วงที่ผ่านมามีพบการเสนอทางเลือกอื่นที่มีโอกาสสร้างความคุ้มค่าและมีผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าการลงทุนโครงการแลนด์บริดจ์อยู่หลายโครงการ ทว่าไม่ได้รับความสนใจจากัฐบาลที่มุ่งหน้าศึกษามากพอ” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

ปชน.ข้องใจรีบเร่งรัดโครงการ

  นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเดินหน้าทำแลนด์บริดจ์ของรัฐบาล ว่า ขณะนี้ประชาชนภาคใต้ทุกคนจับตาเป็นพิเศษว่าโครงการแลนด์บริดจ์มีความพยายามเร่งรัดเร่งรีบโดยฝ่ายบริหารที่มีความพยายามดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์มากกว่าโครงการที่รับปากไว้กับประชาชนเสียอีก ในช่วงสนามเลือกตั้งเราเห็นทุกพรรคการเมืองนำเสนอโครงการใหญ่ให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ว่าภาคใต้จะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่หากเราย้อนกลับไปพรรคภูมิใจไทยในขณะนั้นช่วงหาเสียงเลือกตั้ง นโยบายแลนด์บริดจ์อาจไม่ใช่นโยบายเรือธงที่สำคัญในภาคใต้

นายณัฐชา กล่าวต่อว่า แต่หลังจากเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล มาเป็นฝ่ายบริหารได้ไม่กี่เดือนก็มีความพยายามแปลกๆ มีการเร่งรัดทุกกระบวนการ มีการกระทบกระทั่งกันแม้กระทั่งฝ่ายบริหารด้วยกันเอง ที่แตะหรือสัมภาษณ์หรือพูดพาดพิงโครงการนี้ก็ไม่ได้ โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเหมือนมีความพยายามอยากจะผลักดันให้เกิดขึ้น มันต้องมีพลังงานบางอย่างอยู่ในการพิจารณาเรื่องนี้ และต้องมีอะไรอย่างบางอย่างที่ประชาชนยังไม่ทราบ เรื่องนี้อาจต้องมีการพูดคุยเป็นวงกว้าง หากรัฐบาลดันทุลังทำในสิ่งที่ตัวเองอยากได้อย่างเดียว โดยไม่ฟังเสียงของประชาชนว่าเมื่อเกิดโครงการแล้วประชาชนจะได้อะไร เรื่องนี้สำคัญมาก

เมื่อถามว่า หลังจากนี้พรรคประชาชนจะเสนอให้คนในพรรคติดตามประเด็นอย่างไรบ้าง นายณัฐชา กล่าวว่า ในประเด็นนี้ปกติจะมี น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ซึ่งเป็นแม่ทัพภาคใต้ ดูแลทุกโครงการในภาคใต้และดูแลเขตเลือกตั้งของภาคใต้ ได้จัดวงประชุมอย่างเร่งด่วนเพื่อพูดคุยในเรื่องนี้

รบ.ฟังความเห็นตรงไปตรงมา

น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง กรณี น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ความน่ากังวลคือประชาชนในพื้นที่ภาคใต้สนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์ โดยยังไม่เข้าใจ มองผลดีแค่มิติเดียว หากพี่น้องสนับสนุนโดยเข้าใจโครงการนี้ทุกมิติแล้วจะเป็นเรื่องดีมากๆ ที่ผ่านมารัฐบาลมักจะให้ข้อมูลด้านเดียว โดยไม่ได้ตอบข้อกังวลของภาคประชาชนและเอกชนที่ตั้งคำถามต่อโครงการนี้ ประชาชนไม่มีข้อมูลเรื่องนี้ในการทำความเข้าใจนั้นรัฐบาลรับทราบข้อโต้แย้งต่อโครงการแลนด์บริดจ์ จากหลายๆ ส่วน ทั้งประเด็น EIA และ EHIA โดยรัฐบาลจะทำทุกขั้นตอนให้ครบถ้วน และได้ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ให้เข้าใจสิ่งที่จะเกิดขึ้นใน 4 จังหวัดภาคใต้อย่างต่อเนื่อง โดยในวันที่ 8 พ.ค.2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม จะลงพื้นที่ จ.ชุมพร และระนองเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในทุกมิติ รวมทั้งเพื่อชี้แจงข้อดี ข้อเสีย รายละเอียดจากผลการศึกษาโครงการ การจ้างงาน และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา

“รัฐบาลไม่นิ่งเฉยต่อข้อกังวลของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประเด็นการสร้างการรับรู้ต่อประชาชนพื้นที่ภาคใต้ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ไม่ต้องห่วง การขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ มีการศึกษาทุกขั้นตอนอย่างละเอียด และอธิบายให้ประชาชนเข้าใจอยู่แล้วรัฐบาลตั้งใจทำโครงการนี้ เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูง ของคนไทย ให้เป็นเครื่องจักรตัวใหม่ที่จะสร้างรายได้และสร้างเศรษฐกิจให้กับจังหวัดภาคใต้“ น.ส.พลอยทะเล ย้ำ

ชัชชาติ ฮึ่มพวกชอบมโน! อย่าแอบอ้าง ยันไม่ได้สนับสนุน ส.ก.คนใด

ชัชชาติ ฮึ่มพวกชอบมโน! อย่าแอบอ้าง ยันไม่ได้สนับสนุน ส.ก.คนใด

ชัชชาติ ฮึ่มพวกชอบมโน! อย่าแอบอ้าง ยันไม่ได้สนับสนุน ส.ก.คนใด

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.34 น.

ชัชชาติ ฮึ่มพวกชอบมโน! อย่าแอบอ้าง ยันไม่ได้สนับสนุนส.ก.คนใด ถ้ามีจะแจ้งเอง แจงไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม Better Bangkok แต่อย่างใด

เมื่อวันที่ 3 พ.ค.69 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ”มีคนถามมาเยอะเรื่องที่มีผู้ที่สนใจจะลงสมัคร ส.ก. นำรูปและชื่อของผมไปประกอบการหาเสียงอยู่หลายท่าน

ขอแจ้งว่า 

1. ขณะนี้ผมไม่ได้มีการสนับสนุนผู้สมัครท่านใดเลย ในอนาคต ถ้าผมจะสนับสนุนใคร ผมจะเป็นผู้แจ้งเองครับ

2. ชื่อ Better Bangkok เป็นชื่อที่ผมเคยใช้ตอนเริ่มหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่า กทม เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ปัจจุบันเลิกใช้ไปนานแล้ว และผมไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของกลุ่ม Better Bangkok ที่ตั้งมาใหม่นี้ครับ

ผมพร้อมจะทำงานร่วมกับทุกคน แต่ขอความร่วมมือไม่สร้างความเข้าใจผิดให้กับคนกรุงเทพ ว่าผมสนับสนุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษครับ”

ก่อแก้ว ลุยแจกลอตเตอรี่ หน้าเรือนจำ เอาใจ เสื้อแดง เยี่ยม ทักษิณ

ก่อแก้ว ลุยแจกลอตเตอรี่ หน้าเรือนจำ เอาใจ เสื้อแดง เยี่ยม ทักษิณ

ก่อแก้ว ลุยแจกลอตเตอรี่ หน้าเรือนจำ เอาใจ เสื้อแดง เยี่ยม ทักษิณ

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.50 น.

ก่อแก้ว ลุยแจกลอตเตอรี่ หน้าเรือนจำ เอาใจ เสื้อแดง เยี่ยม ทักษิณ

เมื่อวันที่ 3 พ.ค.2569 นายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ออนทัวร์ เบลเยี่ยม-เนเธอร์แลนด์ ระหว่าง 25 เมษา – 7 พฤษภา  ถึงตัวอยู่ไกล แต่ภารกิจแจกลอตเตอรี่หน้าเรือนจำคลองเปรม ยังดำเนินต่อไป

19 เมษา ตั้งเป้าแจก 100 คู่ แจกจริง 130 คู่ 26 เมษา ตั้งเป้าแจก 100 คู่ แจกจริง 150 คู่ 3 พฤษภา ตั้งเป้าแจก 100 คู่ แจกจริง 140 คู่ 10 พฤษภา ตั้งเป้าแจก 200 คู่ แต่จะเตรียมเผื่อไว้ 250 คู่

แจกเพื่อขอบคุณพี่น้องที่ไปเยี่ยม ท่านนายกฯในดวงใจ “ดร.ทักษิณ ชินวัตร” “คนติดไม่ท้อ คนรอไม่ทิ้ง” แต่ถ้ายังไม่ได้ออก 11 พฤษภาฯ นี้ คนแจกลอตเตอรี่ อาจจะเจ๊งก่อนนะครับ”