‘อนุทิน-กก.บห.ภูมิใจไทย’รอด! กกต.มีมติส่งคำร้องคดีฮั้ว สว. 77 ราย เป็น สว.26 คน ผู้มีสิทธิเลือก 36 คน บุคคลอื่น 15 คน

14 กันยายน 2569 เวลา 16:25 น.

วันที่ 14 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งได้เริ่มการประชุมเพื่อลงมติในสำนวนคดีฮั้ว สว. 229 คน แล้ว โดยมีกกต.มาครบทั้ง 7 คน ซึ่งบรรยากาศโดยรอบสำนักงาน กกต. มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก บก.น.2 และ สน.ทุ่งสองห้อง สน.ประชาชื่น และสน.ดอนเมือง เข้ามาดูแลรักษาความเรียบร้อยจำนวน 200 นาย โดยมีการกันพื้นที่ไม่ให้สื่อมวลชนและผู้ที่สังเกตการณ์เข้าไปในภายในบริเวณชั้น 2 สำนักงาน กกต.ซึ่งจัดเป็นสถานที่ในการแถลงข่าวในเวลา 15.00 น.โดยกำหนดให้เฉพาะสื่อมวลชนที่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมรับฟังเท่านั้น ส่วนผู้สังเกตการณ์และประชาชนสามารถรับฟังการแถลงข่าวผ่านโทรทัศน์กล้องวงจรปิดหน้าสำนักงาน กกต.หรือเพจ YouTube ECT Thailand

จากนั้น เวลา 15.45 น. นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. และ ว่าที่ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ร่วมแถลงผลการพิจารณาสำนวนคดีทุจริตเลือกสว.

โดยณรงค์ กล่าวถึงการพิจารณาของ กกต. ทุกคนมีความเป็นอิสระ แต่ความมีอิสระในการพิจารณาอยู่ในกรอบของกฎหมาย สำนวนในคดีเลือก สว. มีเกณฑ์ในการพิจารณา เมื่อมีคำร้อง คำคัดค้าน หรือเป็นความปรากฏขึ้นจะมีการไต่สวน เมื่อมาถึงชั้น กกต. ก็จะมีการพิจารณาจากคำร้อง คำคัดค้าน พยานบุคคลและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในทุกด้าน ทั้งพยานนิติวิทยาศาสตร์ เส้นเงิน และการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน รวมถึงพยานแวดล้อม เราไม่ได้พิจารณาตามอำเภอใจหรือแรงกดดันจากสังคม หรือความต้องการจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

สำหรับผลการพิจารณาไม่สามารถบอกได้ว่าใครมีมติอย่างไร แต่สามารถบอกได้ว่ามติเสียงข้างมากเสียงข้างน้อยเป็นอย่างไรในข้อกล่าวหาต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม กกต.ได้ตั้งคณะกรรมการไต่สวน พิจารณา โดยมีผู้ถูกร้อง 427 คน ไม่ใช่ 229 คน

ว่าที่ ร.ต. ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. แถลงว่า ข้อกล่าวหาที่ 1 ผู้ที่ถูกกล่าวหากรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และ สส. จำนวน 20 คน กกต. มีมติไม่ส่งฟ้องศาลฎีกา และบุคคลอื่น ถูกส่งฟ้อง 1 คน กกต. ไม่มีมติส่งฟ้องเช่นกัน

ข้อกล่าวหาที่ 2 สว. ที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง 137 คน สว. สำรอง 1 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. 2 คน รวม 140 คน กกต. ไม่มีมติส่งฟ้องศาลฎีกา

ข้อกล่าวหาที่ 3 สว. ที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง 137 คน กกต. มีมติส่งฟ้อง 26 คน สว. สำรอง 1 คน กรรมการบริหารพรรค สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 20 คน กกต. มีมติไม่ส่งฟ้อง ส่วนผู้มีสิทธิเลือก สว. 2 คน ส่งฟ้อง 1 คน บุคคลอื่น 15 คน ส่งฟ้อง 9 คน

ข้อกล่าวหาที่ 4-7 สว. ที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง กกต. มีมติส่งฟ้อง 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. ส่งฟ้อง 36 คน และบุคคลอื่นส่งฟ้อง 15 คน รวม 77 คน

สำหรับ กกต.ชุดปัจจุบันมี 7 คน ประกอบด้วย

1.นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง

2.นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ

3.นายชาย นครชัย

4.นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ

5.นายอนันต์ สุวรรณรัตน์

6.นายณรงค์ รักร้อย

7.นายจิรุตม์ วิศาลจิตร

กปช.ประชุมนัดแรก ศุภจี กำชับปรับยุทธศาสตร์สื่อสาร ดึง พี่ดี้ นิติพงษ์ นักแต่งเพลงชื่อดัง นั่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ดันการสื่อสารเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม

14 กันยายน 2569 เวลา 15:26 น.

“กปช.”ประชุมนัดแรก “ศุภจี”กำชับปรับยุทธศาสตร์สื่อสาร หลังเจอมรสุมภูมิรัฐศาสตร์-เศรษฐกิจ ดึง”พี่ดี้ นิติพงษ์”นักแต่งเพลงชื่อดัง นั่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สร้างความเชื่อมั่น ดันการสื่อสารเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม

14 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 14.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ หรือ กปช.โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมครั้งแรก

นางศุภจี กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้มาเป็นประธานในการประชุมครั้งนี้ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง มีความตั้งใจอย่างยิ่ง ที่จะสร้างความร่วมมือและขยายผลนโยบายรัฐให้กับประชาชนได้ทราบถึงข้อเท็จจริง ในวันนี้สถานการณ์ วิกฤติที่เจอ เป็นวิกฤติที่ไม่เคยเจอซ้ำซ้อนกันมาก่อน ทั้งเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้มีผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ และรวมถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมากมายที่เราต้องการจัดการ เหล่านี้ทำให้การสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ เราคงไม่สามารถรับมือได้ในท่าทีเดิมๆ เราควรจะต้องมานั่งมองกันว่าคณะกรรมการชุดเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นแค่คณะกรรมการที่มาเจอกัน แล้วทำภารกิจเหมือนเดิม แต่เราต้องเข้ามาคิดและช่วยกัน ร่วมมือกันว่าจะทำอย่างไร จึงจะสื่อสารข้อเท็จจริงให้กับประชาชนเข้าใจถึงสิ่งที่รัฐบาลพยายามผลักดันได้ สิ่งใดที่เป็นสิ่งที่ดี เราจะส่งต่อไปให้ประชาชนได้ทราบ แต่สิ่งไหนยังทำไม่ดี ก็จะทำหน้าที่รับฟังและนำมาปรับในเรื่องของการทำงาน

นางศุภจี กล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้ คงไม่ได้ทำงานในลักษณะของการให้ข้อมูลอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องรับฟังทิศทางและสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมว่ามีความวิตกกังวลหรือความไม่เข้าใจในเรื่องใด และช่วยกันจัดวางเป็นนโยบาย ที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับประชาชนในยุคที่เรารับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพเดิมๆไม่ได้ ดังนั้นความเห็นทัศนคติ ข่าวปลอม จึงเป็นสิ่งที่เราต้องจัดการอย่างทันท่วงที

นางศุภจี กล่าวอีกว่า วันนี้ควรจะมีโอกาสได้ร่วมกันพิจารณาเรื่องต่างๆ หลายประเด็น ทั้งการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ เห็นรายชื่อแล้วต้องกราบขอบพระคุณทุกท่านที่มาช่วยกันทำในเรื่องนี้ และเชื่อได้ว่าทุกคนมีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะทำให้การสื่อสารของเรามีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์กับประชาชน

รองนายกฯ กล่าวว่า สำหรับการประชุมในวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของระเบียบวาระที่ว่าด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการ รายงานผลการดำเนินงานและอยากจะเรียนท่านผู้ทรงคุณวุฒิว่าอย่าพึ่งไม่พอใจว่ามีแต่เรื่องเปเปอร์เวิร์ค การบ้าน ที่อาจจะไม่ได้ตรงกับสิ่งที่เราอยากจะทำนัก แต่อันนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี เจอกันครั้งสุดท้ายตนเองไม่ได้เป็นประธาน ซึ่งจากการบันทึกประชุมครั้งสุดท้ายตั้งแต่ ปี 67 ตอนนี้ 2 ปีผ่านไป โลกเปลี่ยนไปเยอะ ซึ่งเราจะต้องมานั่งพูดคุยกันว่าที่เคยตั้งไว้ในปี 67 จะเดินไปแบบนั้นหรือไม่ รวมถึงการตั้งคณะกรรมการให้มีภารกิจที่ชัดเจนและเดินหน้ากันต่อ ส่วนการประชุมครั้งต่อไป ไม่ต้องรอ 2 ปี หวังว่าจะเชิญคุยกันเร็วขึ้น และนำเรื่องที่เป็นยุทธศาสตร์จริงๆ นโยบายจริงๆ มาสะท้อนร่วมกัน

ด้าน นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ในฐานะที่กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเราประชุมครั้งล่าสุด 2 ปีมาแล้ว การประชุมที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้มีการประชุมในรูปแบบลักษณะนี้ เพราะจากหลายปัจจัยเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเรื่องของฝ่ายการเมือง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ทำให้การประชุมชะลอไปบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม เราก็เห็นความพยายามผลักดันความเชื่อมโยงระหว่างกรมประชาสัมพันธ์และหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาล ที่มีการประชุมกันนอกรอบตลอดเวลา วันนี้เป็นที่น่ายินดีที่เราได้มีผู้ทรงคุณวุฒิที่ทุกคนให้ความเชื่อมั่น ซึ่งทุกคนเห็นชื่อก็ชื่นชมที่มาช่วยเป็นองค์ประกอบ จึงคิดว่าน่าจะเป็นทิศทางที่ดี ที่จะจะช่วยสื่อสารกับประชาชนในหลายกลุ่ม ครอบคลุมทุกกลุ่มของประชาชน

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมมี นายนิติพงษ์ ห่อนาค หรือ พี่ดี้ นักแต่งเพลงชื่อดัง ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และคนอื่นๆ เข้าร่วมประชุมด้วย

คำสั่งคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ที่ 2/2569 เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ลงนามโดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ

ด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ตามคำสั่งคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ที่ 1/2567 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้ครบวาระการดำรงตำแหน่งสองปีแล้ว ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินการด้านประชาสัมพันธ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาศัยอำนาจตามความในข้อ 5 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ พ.ศ.2553 จึงแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ดังต่อไปนี้

1.นายนิติพงษ์ ห่อนาค กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

2.นายพีระพัฒน์ วัฒนาภิรมย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

3.นางสาวอรัญญา เกตุแก้ว กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

4.รองศาสตราจารย์ สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

5.นางสาวสมปรารถนา นาวงษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

6.นายระวี ตะวันธรงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 4 กันยายน พ.ศ.2569

กาฬสินธุ์ลุยปราบ! เร่งเดินหน้ามาตรการ ‘เจอ แจ้ง จับ จบ’ ตัดวงจรปลาหมอคางดำ-หลังยอดพบพุ่ง 16 ตัว

15 กันยายน 2569 เวลา 12:45 น.

กาฬสินธุ์ลุยปราบ! ยอดพบปลาหมอคางดำเขื่อนลำปาวพุ่ง 16 ตัว เร่งเดินหน้ามาตรการ ‘เจอ แจ้ง จับ จบ’ ตัดวงจร ขณะที่กลุ่มเลี้ยงกุ้งเข้มกรองน้ำสกัดลุกลาม

วันที่ 15 กันยายน 2569 ความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาพบปลาหมอคางดำที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยตลอดช่วงบ่ายวานนี้ ที่ห้องประชุมสำนักงานปฏิรูปที่ดิน จังหวัดกาฬสินธุ์ มีการประชุมคณะกรรมการประมง จังหวัดกาฬสินธุ์ ครั้งที่ 1/2569 โดย นายสุวรรธน์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้มอบหมายให้ นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานการประชุม

โดยมี นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์, นายวิระ จิตสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดกาฬสินธุ์, นางสายฝน เสียงหวาน เจ้าพนักงานประมงอาวุโส หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านการประมง พร้อมคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ รอง ผวจ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้นอกจากจะมีการแจ้งคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการประมงจังหวัด และแจ้งระเบียบกรมประมงเรื่องการขออนุญาตแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่จับสัตว์น้ำแล้ว ประเด็นสำคัญคือกรณีพบปลาหมอคางดำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจากกาฬสินธุ์เป็นจังหวัดแรกในภาคอีสานที่ตรวจพบปลาหมอคางดำ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์มีความเป็นห่วงและเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ด้าน นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ประมงได้ร่วมกับผู้นำชุมชนและชาวประมงพื้นบ้านรอบเขื่อนลำปาวเข้าตรวจสอบ 11 จุด พบปลาหมอคางดำจำนวน 13 ตัว โดยพบเพียงจุดละ 1–3 ตัวเท่านั้น จึงยังไม่เข้าข่ายชุกชุมหรือประกาศเขตภัยพิบัติ คาดว่ามีอายุไม่น้อยกว่า 3–6 เดือน เป็นปลาประจำถิ่นอาศัยในน้ำนิ่ง ชอบอยู่เป็นฝูงบริเวณที่มีอินทรียสาร และยังไม่มีรายงานพบบริเวณใต้เขื่อนลำปาวซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงกุ้งก้ามกราม

อย่างไรก็ตาม ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา มีรายงานเข้ามาในกลุ่มไลน์ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ระบุว่า ชาวประมงพื้นบ้าน บ้านคำเขื่อนแก้ว ต.สำราญใต้ อ.สามชัย จ.กาฬสินธุ์ ได้หว่านแหพบปลาหมอคางดำเพิ่มอีก 3 ตัว รวมพบจุดนี้ 9 ตัว ส่งผลให้ยอดรวมปลาหมอคางดำที่พบรอบเขื่อนลำปาวขณะนี้อยู่ที่ 16 ตัว

ด้าน นายวีระชาติ ภูโปร่ง ประธานสมาพันธุ์ผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามบัวบาน ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ถึงแม้จะยังไม่พบปลาหมอคางดำหลุดลอดลงมาในบ่อเลี้ยงกุ้ง แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทุกรายได้ตระหนักถึงปัญหา จึงกำชับให้คุมเข้มเป็นพิเศษเรื่องการใช้อุปกรณ์กรองน้ำขณะสูบน้ำจากคลองชลประทานเข้าบ่อกุ้ง ซึ่งทุกคนเอาใจใส่เป็นอย่างดี จึงไม่ค่อยวิตกกังวลแต่จะไม่ประมาทโดยเด็ดขาด

ขณะที่ นางสายฝน เสียงหวาน เจ้าพนักงานประมงอาวุโส หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านการประมง สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า กรมประมงได้ใช้วางมาตรการ ‘เจอ แจ้ง จับ จบ’ เพื่อเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาก่อนเกิดการแพร่ระบาดดังนี้ เจอ แจ้ง : เมื่อพบเจอปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำ ให้รีบ แจ้งเบาะแสผ่านระบบคิวอาร์โค้ด หรือโทร. 043-811034

และ จับ จบ : เจ้าหน้าที่จะออกตรวจจับเพื่อกำจัดด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมปัญหาจะได้จบ โดยนำปลามาทำประโยชน์ เช่น แปรรูปเป็นอาหาร (สาคูไส้ปลา, ไส้อั่วปลา, ข้าวเกรียบปลา, น้ำยาขนมจีน), ทำปลาป่น, ทำน้ำหมักบำรุงพืช และอาหารสัตว์

สำหรับมาตรการ ‘เจอ แจ้ง จับ จบ’ ถือเป็นการล้อมคอกเขื่อนลำปาวเพื่อตัดวงจรชีวิตปลาหมอคางดำให้จบลงที่เหนือเขื่อนอย่างได้ผล หากนำมาใช้ป้องกันอย่างจริงจังก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดและลุกลามไปยังพื้นที่ใต้เขื่อนซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงกุ้งก้ามกราม หรือขยายพันธุ์ไปยังลุ่มน้ำชี แม่น้ำมูล และแม่น้ำโขงในอนาคต ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างเคร่งครัดเพื่อสยบปลาหมอคางดำไม่ให้ขยายพันธุ์ต่อไป

เชียงรายผนึกกำลัง 6 สหกรณ์! เซ็น MOU เอกชนรับซื้อข้าวเปลือก-ดันปลูก ‘ข้าวหอมมะลิ’ เสริมรายได้

14 กันยายน 2569 เวลา 16:30 น.

เชียงรายผนึกกำลัง 6 สหกรณ์! เซ็น MOU เอกชนรับซื้อข้าวเปลือก ปี 69/70 เร่งยกระดับคุณภาพ-ดันปลูก ‘ข้าวหอมมะลิ’ เสริมรายได้เกษตรกร

วันที่ 14 กันยายน 2569 ที่โรงแรมแกรนด์ วิสต้า เชียงราย ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการรวบรวมข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/2570 ระหว่าง บริษัท ศิริอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และ บริษัท สิริอินเตอร์กรุ๊ปประเทศไทย จำกัด ร่วมกับ สหกรณ์การเกษตรในจังหวัดเชียงราย รวม 6 แห่ง โดยมี นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี และ นายขวัญตระกูล หาญกล้า นายอำเภอป่าแดด พร้อมด้วยผู้แทนสำนักงานพาณิชย์จังหวัด, ธ.ก.ส., สำนักงานเกษตรจังหวัด, ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นการเชื่อมโยงกระบวนการผลิตไปจนถึงการตลาด เพื่อให้เกษตรกรมีช่องทางจำหน่ายข้าวเปลือกที่ชัดเจน ได้รับราคาที่เป็นธรรม พร้อมทั้งวางแนวทางปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูก ใช้เมล็ดพันธุ์อย่างเหมาะสม เน้นยกระดับคุณภาพและน้ำหนักของเมล็ดข้าวมากกว่าการเพิ่มปริมาณ เพื่อแก้ปัญหาเมล็ดเล็กและเมล็ดหัก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้อย่างยั่งยืน

สำหรับสหกรณ์การเกษตรที่เข้าร่วมลงนาม MOU ในครั้งนี้ ประกอบด้วย 6 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรป่าแดด จำกัด , สหกรณ์การเกษตรเมืองเทิง จำกัด , สหกรณ์การเกษตรแม่สรวย จำกัด , สหกรณ์การเกษตรแม่สาย จำกัด , สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.เชียงราย จำกัด และชุมชนสหกรณ์จังหวัดเชียงราย จำกัด

นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐ สหกรณ์ เกษตรกร และภาคเอกชน จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนข้าวเชียงรายตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการพัฒนามาตรฐาน ลดต้นทุน และสร้างตลาดรองรับ เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก

ด้าน นายณัฏฐ์ชานนท์ สุริยะไกรกุล ผู้แทนบริษัท ศิริอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทมุ่งสร้างตลาดรองรับที่แน่นอนและเป็นธรรม พร้อมมีแผนส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวหอมมะลิเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นที่ต้องการสูงทั้งในและต่างประเทศ มีราคาดีกว่าข้าวสายพันธุ์อื่น ขณะที่พื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิใน จ.เชียงราย ปัจจุบันมีแนวโน้มลดลง จึงต้องเร่งส่งเสริมเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ต่อไป

“ประเสริฐ” นำทัพคณะผู้แทนไทยเยือนเยอรมนี หลังครม. ไฟเขียว ลงนาม JDoI ไทย–เยอรมนี

15 กันยายน 2569 เวลา 14:31 น.

S__88481848_0

“ประเสริฐ” นำทัพคณะผู้แทนไทยเยือนเยอรมนี หลังครม. ไฟเขียว ลงนาม JDoI ไทย–เยอรมนี พร้อมหารือ ปั้นกำลังคนทักษะสูง ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

14 ก.ย.69 เวลา 14.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าพบ H.E. Ms. Karin Prien รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กิจการครอบครัว ผู้สูงอายุ สตรี และเยาวชนแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMBFSFJ) ตามคำเชิญของฝ่ายเยอรมนี เพื่อร่วมลงนามในปฏิญญาร่วมแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม (Joint Declaration of Intent: JDoI) ณ BMBFSFJ

โอกาสนี้ ก่อนการลงนาม JDoI ทั้งสองฝ่ายได้หารือทิศทางความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการยกระดับความร่วมมือด้านการศึกษา โดยเฉพาะการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนากำลังคนที่มีทักษะสูงและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานปัจจุบัน โดยมีนายจิตติพัฒน์ ทองประเสริฐ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมการหารือกับฝ่ายเยอรมนี

“ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการมุ่งยกระดับการเรียนรู้สู่หลักสูตรฐานสมรรถนะ นำเทคโนโลยีและ AI มาใช้ในการจัดการศึกษา ตลอดจนพัฒนาระบบสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผู้เรียน ภายใต้วิสัยทัศน์ All for Education” รมว.ศธ. กล่าว พร้อมระบุว่า

“อาชีวศึกษา” ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการสร้างกำลังคนทักษะสูง โดยประเทศไทยมุ่งเน้นการยกระดับอาชีวศึกษาทวิภาคี (Dual VET) ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตรที่มุ่งเน้นสมรรถนะ (Smart Curriculum) (2) การพัฒนาทักษะเทคโนโลยีขั้นสูงควบคู่กับทักษะภาษาเยอรมัน (Future Skills & Language) และ (3) การยกระดับศักยภาพครูและบุคลากรอาชีวศึกษา (Teacher Capacity Up-leveling)

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังได้เสนอแนวคิดการจัดตั้งวิทยาลัยเทคนิคไทย–เยอรมัน (Thai-German Vocational College) เพื่อเป็นต้นแบบความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาในการร่วมกันพัฒนาหลักสูตร ครูและบุคลากร ตลอดจนผู้เรียนให้มีสมรรถนะตามมาตรฐานที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ขณะที่เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้เสนอให้ทั้งสองฝ่ายพิจารณาผลักดันการรับรองคุณวุฒิและประกาศนียบัตรด้านอาชีวศึกษาระหว่างกัน (Degree/ Certificate Recognition) เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายแรงงานพร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ครูและนักเรียนอาชีวศึกษาได้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนและฝึกประสบการณ์ในต่างประเทศ (Outgoing Mobility Program) มากยิ่งขึ้น

ส่วนการขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการศึกษาไทย–เยอรมัน (Thai-German Joint Working Group: JWG) เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้ JDoI และร่วมกันจัดทำแผนงาน (Roadmap) เพื่อนำประเด็นหารือเชิงนโยบายไปสู่การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม รวมถึงการเชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานระดับรัฐของเยอรมนี (Federal States) และการดำเนินโครงการร่วมกับ iMOVE (International Marketing of Vocational Education) เพื่อขยายโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบอาชีวศึกษาของทั้งสองประเทศ

นอกจากความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและการเข้าสู่สังคมสูงวัย (Demographic Challenges & Aging Society) ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั้งประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีต่างเผชิญร่วมกัน โดยเห็นถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในการวางแผนพัฒนาคน การศึกษา และกำลังแรงงานให้สามารถรองรับโครงสร้างประชากรและตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงในอนาคต

อีกหนึ่งประการสำคัญ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนบทเรียนจากผลการประเมิน PISA และแนวทางการปฏิรูปการศึกษา โดยฝ่ายเยอรมนีให้ความสนใจแนวทางของประเทศไทยในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ฝ่ายไทยจึงได้แบ่งปันแนวนโยบายสำคัญ ได้แก่ “All for Education” และ “Thailand Zero Dropout” ตลอดจนการปรับกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์และการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน ในขณะเดียวกันฝ่ายเยอรมนีได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับความท้าทายที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ทั้งการใช้เวลาหน้าจอและสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนผู้ลี้ภัย โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยช่วงอายุ 3–6 ปี การเสริมสร้างทักษะพื้นฐานในระดับประถมศึกษา และการนำข้อมูลมาใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและบริหารจัดการศึกษา (Data-driven Education) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นระบบ

ภายหลังการหารือ รมว.ศธ. ไทย และรมว.ศธ. เยอรมนี ได้ร่วมลงนามใน JDoI ฉบับใหม่ เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการสานต่อและยกระดับความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม และร่วมกันผลักดันความร่วมมือด้วยกลไก JWG ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม JDoI ฉบับใหม่ มุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมระหว่างไทยกับเยอรมนี โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาทักษะของผู้เรียนและบุคลากรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางอาชีพให้แก่ผู้เรียนอาชีวศึกษาไทย เพื่อให้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานในสาขาที่มีความต้องการสูง และมีโอกาสได้รับรายได้และค่าตอบแทนที่สูงขึ้นในอนาคต อันเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการที่จะเดินหน้าปั้นกำลังคนทักษะสูง ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคตตามที่ รมว.ศธ. ได้กล่าวไว้ในโอกาสที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่าง JDoI และอนุมัติให้ รมว.ศธ. เป็นผู้แทนฝ่ายไทยในการลงนาม

‘ทนายอนันต์ชัย’ ยัน ‘พระมหาธีรนาถ’ บริสุทธิ์ จ่อดำเนินคดีสื่อ-เจ้าหน้าที่รัฐ

15 กันยายน 2569 เวลา 14:23 น.

มูลนิธิทนายกองทัพธรรม แถลงยัน ‘พระมหาธีรนาถ’ บริสุทธิ์ จ่อดำเนินคดีสื่อ-เจ้าหน้าที่รัฐ หลังนำเสนอข้อมูลเท็จกรณีร้องเรียนวัดภูผาสู

วันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ทำการมูลนิธิทนายกองทัพธรรม นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม พร้อมด้วย นายประยุทธ ประเทศเสนา หรือ “มหาหมี” รองประธานมูลนิธิฯ ร่วมแถลงข่าวชี้แจงกรณีมีสื่อมวลชนและรายการข่าวช่องดัง นำเสนอข้อมูลกล่าวหา พระมหาธีรนาถ อคฺคธีโร ประธานที่พักสงฆ์ภูกระแต (ภูผาสูง) จ.นครราชสีมา ในประเด็นเรื่องการมีภรรยาและบุตร การถูกจับสึกจากวัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม การบุกรุกพื้นที่ป่า และการบริหารจัดการเงินวัด

นายอนันต์ชัย ไชยเดช ชี้แจงในเบื้องต้นว่า การร้องเรียนลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ มาแล้วถึง 4 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2550, 2556, 2559 และล่าสุดปี 2569 ซึ่งทุกครั้งผ่านการตรวจสอบอธิกรโดยคณะสงฆ์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องรวม 9 หน่วยงาน โดยผลการสอบสวนสรุปตรงกันว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่มีมูลความจริง พระมหาธีรนาถเป็นผู้บริสุทธิ์ตามพระธรรมวินัย

สำหรับประเด็นหญิงที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นภรรยาและดูแลเงิน 45 ล้านบาทนั้น แท้จริงคือ คุณศรีประภา คล่องคำนวณการ บุตรสาวของแม่บุญธรรมพระมหาธีรนาถ ซึ่งตระกูลนี้เป็นคหบดีที่มีจิตศรัทธานำเงินส่วนตัวนับพันล้านบาทมาสร้างวัดและเสนาสนะถวายพระพุทธศาสนา ไม่ใช่เรื่องพุทธพาณิชย์แต่อย่างใด ขณะเดียวกันวัดราชบพิตรฯ ก็ได้ทำหนังสือยืนยันแล้วว่าไม่เคยมีประวัติจับสึกพระมหาธีรนาถตามที่ถูกกล่าวอ้าง

ทั้งนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเบื้องหลังเรื่องนี้เกิดจากกลุ่มพระสงฆ์ระดับสูงแถวฝั่งธนบุรีและวังน้ำเขียวเกิดความอิจฉาริษยาจึงส่งบัตรสนเท่ห์กลั่นแกล้ง

ด้าน นายประยุทธ ประเทศเสนา (มหาหมี) ได้ชี้แจงในรายละเอียดข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า พระมหาธีรนาถบวชเรียนตั้งแต่เป็นสามเณรสายกรรมฐาน ติดสอยห้อยตามครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ เช่น หลวงปู่มหาบัว ญาณสัมปันโน และหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ซึ่งในระหว่างนั้นโยมแม่ของคุณศรีประภาได้รับสามเณรธีรนาถเป็นลูกบุญธรรม และฝากฝังให้คุณศรีประภาช่วยดูแลในฐานะน้องชาย

ต่อมาเมื่อปี 2537 สามเณรธีรนาถได้ลาสิกขา (บวชครั้งแรก) โดยชอบด้วยพระธรรมวินัย ณ วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม จ.ปทุมธานี กับหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ซึ่งมีหลักฐานหนังสือสุทธิและการบันทึกพ้นสังกัดวัดราชบพิตรฯ ลงนามโดยอดีตเจ้าอาวาสยืนยันชัดเจน ไม่เคยถูกจับสึกแต่อย่างใด จากนั้นเมื่อท่านกลับมาอุปสมบทใหม่เป็นครั้งที่ 2 หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ได้สั่งการให้ท่านขึ้นไปดูแลรักษาผืนป่าภูกระแตเนื้อที่กว่า 2,800 ไร่ ซึ่งต่อมากรมป่าไม้ได้เข้ามาจัดสรรพื้นที่ร่วมกับชาวบ้าน แยกออกเป็น “ที่พักสงฆ์ภูผาสูง” บนภูเขา มีพระมหาธีรนาถเป็นประธานที่พักสงฆ์ดูแลป่า และ “วัดป่าภูผาสูง” ที่อยู่ด้านล่าง ห่างกัน 120 กิโลเมตรหากใช้รถยนต์ โดยมีเจ้าอาวาสปกครองแยกกันชัดเจน

สำหรับประเด็นการเปิดบัญชีธนาคารนั้น เนื่องจากที่พักสงฆ์บนเขายังไม่ได้ยกฐานะเป็นวัดหรือนิติบุคคล การเปิดบัญชีเพื่อรับปัจจัยมาจัดสร้างเสนาสนะจึงต้องใช้ชื่อบุคคลตามกรอบปฏิบัติ และเงินทั้งหมดถูกนำไปใช้สร้างศาสนวัตถุเพื่อประโยชน์ของพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม นายอนันต์ชัย ได้กลับมาสรุปข้อกฎหมายและท่าทีของมูลนิธิฯ โดยตั้งคำถามไปถึงผู้บังคับการ ปปป. (บก.ปปป.) ว่าเอกสารทางราชการหลุดไปอยู่ในมือของสื่อมวลชนได้อย่างไร พร้อมประกาศจะดำเนินคดีเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 157

นอกจากนี้ ยังยื่นคำขาดให้เวลา 7 วัน สำหรับสื่อมวลชนและทีมงานรายการดังกล่าวในการทำหนังสือขอขมาต่อพระมหาธีรนาถ หากพ้นกำหนดจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

วว. ชู วทน. เสริมแกร่งเกษตรกร-SMEs ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่สากล

15 กันยายน 2569 เวลา 14:11 น.

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ และต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ในการเร่งหาทางรอดและสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ เร่งงานวิจัย พัฒนา และบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (STI) แบบครบวงจร ตั้งแต่ “ห้องแล็บ…สู่ตลาดโลก” เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ พร้อมปักฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนบนโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy)

วว. เปลี่ยนงานวิจัยเป็น IMPACT เชิงเศรษฐกิจที่จับต้องได้ มุ่งเน้น “งานวิจัยขึ้นหิ้งสู่ห้าง” ที่วัดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างชัดเจน ผ่านการนำวิทยาศาสตร์เข้าไปแก้ปัญหาและสร้างโอกาสใหม่ให้ธุรกิจไทย ดังนี้ 1.สร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจรวมกว่า 3,000 – 5,000 ล้านบาทต่อปี ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการให้บริการวิทยาศาสตร์แก่ภาคอุตสาหกรรมและชุมชน , 2.ยกระดับผู้ประกอบการ & SMEs  ส่งเสริมและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP, SMEs และ Social Enterprise มากกว่า 5,000 รายต่อปี ให้สามารถเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง , 3.ลดการนำเข้า – เพิ่มการส่งออก งานวิจัยด้านจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทย สารสกัดชีวภาพ และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ช่วยลดการนำเข้าสารเคมี/วัตถุดิบต่างประเทศได้ปีละหลายร้อยล้านบาท และ 4.กระจายรายได้สู่ฐานราก   สร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายเฉลี่ย 20–30% ต่อครัวเรือน

บูรณาการ STI ต่อยอดความหลากหลายทางชีวภาพไทย สู่ Superfood & Bio-products”  ประเทศไทยมีจุลินทรีย์ สมุนไพร พืชพรรณ และผลไม้เศรษฐกิจนับหมื่นชนิด วว. นำนวัตกรรมเข้ามาต่อยอดสร้างคุณค่าใหม่ ผ่าน 3 กลุ่ม S-Curve สำคัญ ได้แก่ 1.ศูนย์จุลินทรีย์ วว. (TISTR Culture Collection)  คลังเก็บรวบรวมจุลินทรีย์อันดับ 1 ของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสายพันธุ์จุลินทรีย์มากกว่า 11,000 สายพันธุ์ นำมาสกัดเป็น โพรไบโอติก (Probiotics) อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) และปุ๋ยชีวภาพ ลดการนำเข้าจุลินทรีย์จากต่างประเทศ , 2.สารสกัดสมุนไพรและเครื่องสำอาง (Cosmeceuticals) เปลี่ยนพืชสมุนไพรท้องถิ่นให้เป็นสารสกัดมูลค่าสูง สำหรับอุตสาหกรรมเวชสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพที่ได้มาตรฐานสากล และ 3.บรรจุภัณฑ์และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว (Smart Packaging & Post-harvest)  ยืดอายุผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี้  มังคุด ช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกและลดขยะอาหาร (Food Waste) ได้อย่างมหาศาล

พื้นที่ดำเนินงานสำเร็จเป็นรูปธรรม จาก “แล็บวิจัย” สู่ “ชุมชน-ท้องถิ่น” อาทิ “มาลัยวิทยสถาน” ยกระดับไม้ดอกไม้ประดับไทย (จ.เลย และ จ.ลำปาง)  วว. นำวิทยาศาสตร์เข้าไปส่งเสริมการปลูกไม้ดอกไม้ประดับและไม้ใบเศรษฐกิจ ปรับปรุงสายพันธุ์ วางระบบการจัดการโรคพืช และสร้างบรรจุภัณฑ์ขนส่งที่ยืดอายุไม้ดอก เปลี่ยนเกษตรกรรายย่อยให้กลายเป็นผู้ส่งออก สร้างรายได้ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานมากกว่า 100 ล้านบาท , นวัตกรรมเพิ่มมูลค่า “ลำไย” ยกระดับเศรษฐกิจภาคเหนือ (จ.ลำพูน และ จ.เชียงใหม่)  แก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำด้วยการพัฒนานวัตกรรมแปรรูป เช่น ลำไยอบแห้งทรงคุณค่า สารสกัดซาร์โคเพนจากเมล็ดลำไยสำหรับบำรุงข้อต่อ และเทคโนโลยีการยืดอายุลำไยสดเพื่อการส่งออก ช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตรกรได้นับร้อยล้านบาทต่อฤดูกาล , “สงขลาเมืองสมุนไพร” และกลุ่มความหลากหลายทางชีวภาพภาคใต้  นำพืชท้องถิ่นและวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรมาสกัดเป็นสารฟังก์ชันนัล และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพเคมี สร้างโมเดลการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม

โครงสร้างพื้นฐาน STI : สะพานเชื่อม SMEs ไทยสู่ตลาดโลก หนึ่งในจุดแข็งของ วว. คือ การมีโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พร้อมให้บริการแบบ Total Solution ดังนี้ โรงงานต้นแบบแปรรูปสินค้าเกษตรและอาหาร (Pilot Plant)  ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้ามาทดลองผลิตสินค้าจริง ก่อนลงทุนสร้างโรงงาน ลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจ , การทดสอบ/มาตรวิทยาและระบบมาตรฐานสากล  รับรองมาตรฐานสินค้าระดับสากล (ISO/IEC 17025) เพื่อให้สินค้าไทยผ่านการทดสอบความปลอดภัยและได้รับการยอมรับในตลาดต่างประเทศ และศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง   ให้คำปรึกษาเชิงลึกโดยทีมนักวิจัยมืออาชีพ ตอบโจทย์อุตสาหกรรมในยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีทันสมัย

สพฐ. เดินหน้าสร้างโอกาสเด็กห่างไกล ยกระดับการอ่าน-ความปลอดภัยโรงเรียน

15 กันยายน 2569 เวลา 14:09 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 33/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา สร้างโอกาสและความเสมอภาคให้แก่ผู้เรียน ตลอดจนเสริมสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สพฐ. ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการศึกษาและการเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและขาดโอกาส ผ่านโครงการ “ปลูกพลังฝัน เสริมประสบการณ์ เปลี่ยนอนาคต” ซึ่งเตรียมนำนักเรียนบนพื้นที่สูง จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 100 คน เดินทางมาเปิดโลกการเรียนรู้ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์และทะเล ระหว่างวันที่ 21–25 กันยายน 2569 โดยได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน รวมถึงกองทัพอากาศในการสนับสนุนการเดินทางด้วยเครื่องบิน

ขณะเดียวกัน สพฐ. ยังขยายโอกาสให้เด็กในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ขาดโอกาส ได้เดินทางไปเรียนรู้ที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อเปิดโลกทัศน์ เรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้

“ด้านการผลิตและพัฒนาครู สพฐ. เตรียมเปิดการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ใน 116 เขตพื้นที่การศึกษา รวม 726 อัตรา ครอบคลุม 45 วิชาเอก ขณะที่อีก 130 เขตพื้นที่การศึกษายังสามารถเรียกบรรจุผู้สอบแข่งขันได้จากบัญชีเดิม จึงขอเชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจเข้าสู่วิชาชีพครู เตรียมความพร้อมทั้งด้านความรู้และทักษะ เพื่อก้าวสู่การเป็นครูคุณภาพที่สามารถพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ” เลขาธิการ กพฐ. กล่าวและว่า พร้อมกันนี้ สพฐ. เดินหน้าสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทางการศึกษาในพื้นที่ ผ่านการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา 4 ภูมิภาค ครอบคลุมโรงเรียน 28,834 แห่ง และกรรมการสถานศึกษาประมาณ 300,000 คน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมคิด ร่วมทำ และแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยหลังจากเริ่มดำเนินการที่จังหวัดนครราชสีมาแล้ว จะเดินหน้าจัดกิจกรรมในภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคกลางอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของการส่งเสริมการอ่านและความฉลาดรู้ของผู้เรียน สพฐ. เตรียมจัดกิจกรรมใน 4 ภูมิภาค เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและต่อยอดสู่ทักษะการเรียนรู้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน พร้อมนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ รวมถึงการพัฒนาครูและศึกษานิเทศก์ และเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยน Best Practice เพื่อให้การส่งเสริมการอ่านเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและนำไปสู่การพัฒนาทักษะที่จำเป็นของผู้เรียนในอนาคต

ด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา ได้กำชับให้ทุกโรงเรียนให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดความเสี่ยง โดยเฉพาะการตรวจสอบระบบไฟฟ้า อาคารสถานที่ และการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการตรวจสอบความพร้อมในช่วงวันหยุด เพื่อป้องกันเหตุที่อาจเกิดขึ้น พร้อมเตรียมประชุมผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศกว่า 1,200 คน ระหว่างวันที่ 12–13 กันยายน 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีด้านความปลอดภัย และการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก

 “สำหรับการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก สพฐ. มีแผนดำเนินงานระยะ 5 ปี โดยให้ความสำคัญกับโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 50 คน ซึ่งมีประมาณ 5,813 แห่ง มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคส่วนต่างๆเพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและตอบโจทย์บริบทของพื้นที่ ขณะเดียวกัน จากสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่าน สพฐ. พร้อมนำเงินและสิ่งของที่ได้รับบริจาคลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัย โดยเฉพาะนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา พร้อมยืนยันว่า ‘ชาว สพฐ. ไม่ทิ้งกัน’ และจะเดินหน้าดูแลผู้เรียนและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเต็มกำลัง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ก.ค.ศ. เคาะเพิ่มรายชื่อสถานศึกษา ลดเวลาขอเลื่อนวิทยฐานะ ผ่านร่างเกณฑ์คุมเข้มกรรมการประเมิน DPA

15 กันยายน 2569 เวลา 14:08 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) โดยที่ประชุมมีมติสำคัญหลายเรื่องที่สะท้อนการขับเคลื่อนระบบบริหารงานบุคคลให้ทันสมัย คล่องตัว และตอบโจทย์การปฏิบัติงานจริง ตั้งแต่การปรับปรุงหลักเกณฑ์ การสรรหาและคัดเลือกบุคลากร 38 ค. (2) การส่งเสริมความก้าวหน้าในวิชาชีพของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่พิเศษ ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานและจริยธรรมในกระบวนการประเมินวิทยฐานะ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. เปิดเผยว่า ก.ค.ศ. ได้เห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการย้าย การเปลี่ยนตำแหน่ง และการโอนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และการย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญไปบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานบุคคล ลดข้อจำกัดจากหลักเกณฑ์เดิม และเปิดโอกาสให้ส่วนราชการสามารถบริหารตำแหน่งและบุคลากรให้สอดคล้องกับภารกิจและบริบทของแต่ละหน่วยงานมากขึ้น รวมถึงรองรับการย้ายต่อเนื่องและการกำหนดปฏิทินการดำเนินงานที่เหมาะสม

นอกจากนี้ได้มีการอนุมัติจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวนทั้งสิ้น 7,276 อัตรา แบ่งเป็น สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 77 อัตรา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 3 อัตรา  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 6,792 อัตรา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 292 อัตรา และสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ จำนวน 112 อัตรา

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังเห็นชอบการกำหนดประกาศรายชื่อสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ ฉบับใหม่รวมสถานศึกษา จำนวน 3,657 แห่ง เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สายงานการสอนและสายงานบริหารสถานศึกษา ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ตามเงื่อนไข สามารถใช้สิทธิลดระยะเวลาการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ จาก 4 ปี เหลือ 3 ปีได้ โดยแบ่งเป็นสถานศึกษาสังกัด สพฐ. 2,739 แห่ง สอศ. 17 แห่ง และ สกร. 901 แห่ง พร้อมกำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อรักษาสิทธิของผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่พิเศษ ตามประกาศเดิม (ว 23/2565) โดยผู้ที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาต่อเนื่องครบ 3 ปี และมีคุณสมบัติครบถ้วนภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 สามารถใช้สิทธิลดระยะเวลาได้อีก 1 ครั้ง และยื่นคำขอผ่านระบบ DPA ได้ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2570 รวมทั้งรองรับกรณีมีการย้าย หรือเปลี่ยนสถานศึกษา เพื่อให้สามารถนับระยะเวลาการปฏิบัติงานต่อเนื่องตามเงื่อนไขที่กำหนด

ทั้งนี้ ให้ยกเลิกประกาศรายชื่อสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษเดิม ตาม ว 23/2565 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 และให้ประกาศใหม่ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไปเช่นกัน ซึ่งสำนักงาน ก.ค.ศ. จะประกาศรายชื่อสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษให้ทราบต่อไป

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การยกระดับมาตรฐานจริยธรรมของกรรมการประเมินวิทยฐานะ โดย ก.ค.ศ. เห็นชอบ (ร่าง) ข้อกำหนดสำหรับกรรมการประเมินวิทยฐานะ ในระบบ DPA และเห็นชอบให้นำไปกำหนดไว้ในประมวลจริยธรรมข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อกำกับการปฏิบัติหน้าที่ให้มีความเป็นกลาง รักษาความลับ ป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และพิจารณาผลงานด้วยความเที่ยงธรรม โดยกำหนดให้การฝ่าฝืนข้อกำหนด ถือเป็นความผิดทางจริยธรรมและวินัยอย่างร้ายแรงรวมถึงกรณีกรรมการประเมินไม่ได้เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หากกระทำผิดให้ถือว่ามีความผิดทางอาญา

ด้าน ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า ก.ค.ศ. ได้ติดตามการดำเนินงาน รับฟังความคิดเห็นและได้รับข้อร้องเรียนว่า พบพฤติกรรมของกรรมการบางรายที่อาจไม่สอดคล้องกับจริยธรรมของการทำหน้าที่ เช่น การเปิดเผยตัวตน การรวมกลุ่มผ่านช่องทางออนไลน์ การจัดอบรมทำผลงานทางวิชาการ รวมถึงการขาดการตรวจสอบและวินิจฉัยการคัดลอกหรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการในการประเมิน  ก.ค.ศ. จึงเห็นความจำเป็นในการกำหนดมาตรฐานจริยธรรมสำหรับกรรมการประเมินให้มีความชัดเจนและมีสภาพบังคับมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานการประเมินวิทยฐานะให้ได้รับความเชื่อมั่นจากข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ  ซึ่งทั้งหมดมีเป้าหมายร่วมกัน คือทำให้ระบบบริหารงานบุคคลมีความชัดเจน เป็นธรรม โปร่งใส และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

“ก.ค.ศ. จะเร่งนำมติและหลักเกณฑ์ที่ได้รับความเห็นชอบไปสู่การปฏิบัติ พร้อมสื่อสารทำความเข้าใจกับหน่วยงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงของหลักเกณฑ์เกิดประโยชน์กับผู้ปฏิบัติงานอย่างแท้จริง และช่วยให้หน่วยงานทางการศึกษาสามารถบริหารจัดการบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป” เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าว

วธ.รับมอบ ไม้จันทน์หอม จัดสร้างพระโกศจันทน์-หีบพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

14 กันยายน 2569 เวลา 20:43 น.

วธ. รับมอบไม้จันทน์หอมสำหรับนำไปจัดสร้างพระโกศจันทน์และหีบพระศพไม้จันทน์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) รับมอบไม้จันทน์หอมสำหรับนำไปจัดสร้างพระโกศจันทน์และหีบพระศพไม้จันทน์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวง ราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นผู้ส่งมอบ พร้อมด้วยนางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร นางอภิญญา เอี่ยมอำภา รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ตลอดจนประชาชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมในพิธี ณ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร จังหวัดนครปฐม

นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดหาไม้จันทน์หอมสำหรับนำไปจัดสร้างพระโกศจันทน์และหีบพระศพไม้จันทน์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยคัดเลือกไม้จันทน์หอม ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ตำบลหาดขาม อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีลักษณะเหมาะสม ยืนต้นตายตามธรรมชาติ เปลาตรง และมีพิธีบวงสรวงไม้จันทน์หอมไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พุทธศักราช 2569 จากนั้นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ส่งมอบไม้จันทน์หอมที่ผ่านการคัดเลือกและแปรรูปตามขนาดและจำนวนที่กำหนด เป็นไม้จันทน์หอมแปรรูป ไม้ท่อน จานวน 370 ท่อน และไม้จันทน์หอมแปรรูป ไม้แผ่น จำนวน 1,350 แผ่น รวมปริมาตร 16.053 ลูกบาศก์เมตร ให้แก่กระทรวงวัฒนธรรม

นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า ความร่วมมือระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และพร้อมแสดงความจงรักภักดีด้วยหัวใจ ทำให้การตัดไม้จันทน์หอม และการเคลื่อนย้ายมายังสำนักช่างสิบหมู่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งสำนักช่างสิบหมู่ได้จัดเตรียมบุคลากรไว้พร้อมแล้วเพื่อดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ นับจากนี้ ช่างโลหะ ช่างไม้ประณีต ช่างโกรกฉลุ และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร จะดำเนินการจัดสร้างพระโกศจันทน์และหีบพระศพไม้จันทน์ อย่างสุดฝีมือด้วยความละเอียดรอบคอบ ประณีตและพิถีพิถัน เพื่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมประโยชน์ และแสดงฝีมือเชิงช่างศิลปกรรมชั้นสูงอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทยให้เป็นที่ปรากฏสืบไป นอกจากนี้ จะบันทึกองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดสร้างพระโกศจันทน์และหีบพระศพไม้จันทน์ไว้เป็นจดหมายเหตุของชาติ ตั้งแต่การจัดหาต้นจันทน์หอม พิธีบวงสรวง พิธีการตัดต้นจันทน์หอม และขั้นตอนการจัดสร้างโดยละเอียดและสมบูรณ์ เพื่อเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และสืบทอดองค์ความรู้ให้แก่อนุชนจากรุ่นสู่รุ่นต่อไป