ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดพิธีถวายความอาลัยและน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดพิธีถวายความอาลัยและน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดพิธีถวายความอาลัยและน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.20 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดพิธีถวายความอาลัยและน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร แพทย์ พยาบาล บุคลากรและนักศึกษาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เข้าร่วมพิธีและร่วมลงนามถวายความอาลัย เพื่อน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ และพระกรณียกิจนานัปการที่ทรงบำเพ็ญเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยตราบนิจนิรันดร์ พิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม ชั้น ๓ อาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงอุทิศพระวรกายปฏิบัติพระกรณียกิจนานับประการด้วยความวิริยอุตสาหะ ทรงเปี่ยมด้วยพระปรีชาสามารถและพระปณิธานอันแน่วแน่ในการใช้ความรู้ด้านกฎหมายขับเคลื่อนการพัฒนาสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน อีกทั้งยังทรงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการส่งเสริมหลักนิติธรรม และยกระดับมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนในเวทีระหว่างประเทศ นับเป็นคุณูปการสำคัญยิ่งต่อประเทศไทยและประชาคมโลก ในด้านการสาธารณกุศล ได้พระราชทานความช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัยพิบัติผ่าน “มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” พระกรณียกิจทั้งปวงที่ทรงปฏิบัติมาโดยตลอดนั้น ล้วนสร้างประโยชน์สุขแก่อาณาประชาราษฎร์และประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ขอน้อมถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้

ยัสปาล กรุ๊ป สานต่อพันธกิจ ‘The Power of Next’ สนับสนุนแฟชั่นโชว์ธีสิส 5 สถาบัน ส่งเสริมดีไซเนอร์รุ่นใหม่สู่วงการแฟชั่นไทย

ยัสปาล กรุ๊ป สานต่อพันธกิจ 'The Power of Next' สนับสนุนแฟชั่นโชว์ธีสิส 5 สถาบัน ส่งเสริมดีไซเนอร์รุ่นใหม่สู่วงการแฟชั่นไทย

ยัสปาล กรุ๊ป สานต่อพันธกิจ ‘The Power of Next’ สนับสนุนแฟชั่นโชว์ธีสิส 5 สถาบัน ส่งเสริมดีไซเนอร์รุ่นใหม่สู่วงการแฟชั่นไทย

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.00 น.

ยัสปาล กรุ๊ป (Jaspal Group) ผู้นำในอุตสาหกรรมแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ของประเทศไทย เดินหน้าสานต่อพันธกิจในการเติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่กับการสนับสนุนสังคม ภายใต้แนวคิด “The Power of Next” โดยได้มอบทุนสนับสนุนงานแฟชั่นโชว์ผลงานธีสิสของนิสิตนักศึกษาด้านแฟชั่นดีไซน์จาก 5 สถาบันการศึกษารวม 145,000 บาท ให้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และมุมมองใหม่ ๆ ที่จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของวงการแฟชั่นไทยอย่างยั่งยืน

 ผศ.ดร.อรรถพนธ์ พงษ์เลาหพันธุ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนลินี เรืองวิทยานุกูล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ยัสปาล กรุ๊ป หรือ บริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน)

นลินี เรืองวิทยานุกูล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ยัสปาล กรุ๊ป กล่าวว่า “ยัสปาล กรุ๊ป เชื่อมั่นว่า คนรุ่นใหม่คือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย การสนับสนุนแฟชั่นโชว์ผลงานธีสิสในครั้งนี้ จึงเป็นหนึ่งในการแสดงเจตนารมณ์ของแนวคิด ‘The Power of Next’ ที่เราอยากให้นิสิตนักศึกษาได้เห็นว่า ความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพของพวกเขามีคุณค่า และสามารถต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพในโลกแฟชั่นได้จริง ขณะเดียวกัน เวทีนี้ยังเป็นโอกาสให้ ยัสปาล กรุ๊ป ได้เห็นพลัง ความสามารถ และมุมมองใหม่ ๆ ของนักออกแบบรุ่นใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีศักยภาพได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร และร่วมเติบโตไปกับแบรนด์ต่าง ๆ ภายใต้ ยัสปาล กรุ๊ป ในอนาคต”

ผศ.ปรุฬห์ลภย์ พฤกษ์โสภี อาจารย์สาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และนลินี เรืองวิทยานุกูล

นลินี เรืองวิทยานุกูล และรองศาสตราจารย์ ดร.กิตติกรณ์ นพอุดมพันธุ์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

นลินี เรืองวิทยานุกูลม, นักศึกษา และอาจารย์ จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.กรุงเทพ

ในปีนี้ ยัสปาล กรุ๊ป ได้ร่วมสนับสนุนการจัดแสดงผลงานแฟชั่นธีสิสของนิสิตนักศึกษาจาก 5 สถาบันชั้นนำ ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้ถ่ายทอดตัวตน ความคิดสร้างสรรค์ และมุมมองต่อโลกผ่านผลงานแฟชั่นที่สะท้อนแนวคิดอันหลากหลาย ดังนี้

นลินี เรืองวิทยานุกูล ร่วมแสดงความยินดี

สาขาแฟชั่นและสิ่งทอ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้แนวคิด “EXITS” ถ่ายทอดการค้นหาทางออก ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ และการสำรวจตัวตน ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงแฟชั่นเข้ากับประสบการณ์ชีวิต

สาขาแฟชั่นและสิ่งทอ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


ภาควิชาการออกแบบแฟชั่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ภายใต้แนวคิด “ULTIMATE SOURCE XIX” เปิดพื้นที่ให้ผู้สร้างสรรค์ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ผ่านการทดลองแนวคิด เทคนิค และมุมมองที่ไร้ข้อจำกัด


ภาควิชาการออกแบบแฟชั่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 

สาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้แนวคิด “GENESIS” สื่อถึงจุดเริ่มต้นของการเติบโต การเรียนรู้ และการค้นพบตัวตนของนักออกแบบรุ่นใหม่ ผ่านผลงานที่สะท้อนพัฒนาการทางความคิดและทักษะ

สาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


หลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ภายใต้แนวคิด “WHAT E VER NEXT?” ตั้งคำถามต่ออนาคตของความคิดสร้างสรรค์และทิศทางของอุตสาหกรรมแฟชั่น พร้อมชวนสำรวจบทบาทของนักออกแบบรุ่นใหม่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

หลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ


คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ภายใต้แนวคิด “Activism Thai Modern” นำเสนอการตีความอัตลักษณ์ความเป็นไทยในบริบทสมัยใหม่ ผ่านการผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับแนวคิดร่วมสมัย เพื่อสะท้อนบทบาทของแฟชั่นในฐานะเครื่องมือสื่อสารทางสังคม

คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

นอกเหนือจากการสนับสนุนเวทีแฟชั่นธีสิส ยัสปาล กรุ๊ป ยังเดินหน้าผลักดันแนวคิด “The Power of Next” ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับ 4 มหาวิทยาลัย ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านการออกแบบ เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้จากดีไซเนอร์มืออาชีพในเครือ ยัสปาล กรุ๊ป ที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จริง ตั้งแต่กระบวนการคิด การสร้างสรรค์ผลงาน การพัฒนาคอลเลกชัน ไปจนถึงขั้นตอนการผลิต และการดำเนินธุรกิจแฟชั่นในโลกการทำงาน รวมไปถึงการฝึกงาน พร้อมเชื่อมโยงสู่โอกาสในการฝึกประสบการณ์และร่วมงานจริงกับแบรนด์ต่าง ๆ ภายใต้องค์กรในอนาคต

ด้วยความเชื่อมั่นในพลังและศักยภาพของคนรุ่นใหม่ ยัสปาล กรุ๊ป ยังคงเดินหน้าสานต่อพันธกิจ “The Power of Next” ผ่านการสร้างโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาทักษะวิชาชีพ และการเชื่อมโยงเยาวชนสู่โลกการทำงานจริง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันนักออกแบบและบุคลากรรุ่นใหม่ให้เติบโตสู่กำลังสำคัญของอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยในอนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

Easter Surgery Hospital ประกาศยกระดับสู่โรงพยาบาลศัลยกรรมเฉพาะทางเต็มรูปแบบ

Easter Surgery Hospital ประกาศยกระดับสู่โรงพยาบาลศัลยกรรมเฉพาะทางเต็มรูปแบบ

Easter Surgery Hospital ประกาศยกระดับสู่โรงพยาบาลศัลยกรรมเฉพาะทางเต็มรูปแบบ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.16 น.

Easter Surgery Hospital ประกาศความพร้อมในการยกระดับสู่การเป็นโรงพยาบาลศัลยกรรมเฉพาะทางเต็มรูปแบบ มุ่งเน้นการให้บริการด้านศัลยกรรมตกแต่งและเวชศาสตร์ชะลอวัยที่ได้มาตรฐานสากล สะท้อนวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและผลลัพธ์ทางการแพทย์ ต่อยอดจากประสบการณ์การดูแลผู้รับบริการมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการยุคใหม่ด้วยคุณภาพสูงสุด

นพ. ประดิษฐ์ เจริญพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร (President) ของ Easter Surgery Hospital เปิดเผยว่า “การก้าวสู่การเป็นโรงพยาบาลศัลยกรรมเฉพาะทางครั้งนี้ เกิดจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาสถานพยาบาลที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้รับบริการได้อย่างครอบคลุม ทั้งในด้านการรักษาพยาบาล การดูแลหลังผ่าตัด และการยกระดับบริการภายใต้มาตรฐานทางการแพทย์ที่ปลอดภัยและทันสมัยที่สุด”

ยกระดับมาตรฐานการรักษาด้วยความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยี

นพ.ประดิษฐ์ กล่าวถึงหัวใจสำคัญในการทำงานว่า “ศัลยกรรมคือการผสมผสานระหว่างศาสตร์และศิลป์ที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและความมั่นใจของบุคคล โรงพยาบาลจึงให้ความสำคัญสูงสุดกับการวินิจฉัยและการวางแผนการรักษาที่แม่นยำ โดยทีมแพทย์ของเรายึดถือมาตรฐานทางวิชาการและแนวปฏิบัติทางการแพทย์ที่เคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของผู้รับบริการเป็นสำคัญ”

Easter Surgery Hospital มุ่งเน้นการดูแลผู้รับบริการทั้งด้านศัลยกรรมตกแต่งและศัลยกรรมแก้ไข (Correction Surgery) โดยให้ความสำคัญกับการประเมินปัญหาอย่างรอบด้านและออกแบบแนวทางการรักษาแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) เพื่อให้ผลลัพธ์การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด

ผสานประสบการณ์ทีมแพทย์สู่มาตรฐานสากล

จุดแข็งสำคัญของโรงพยาบาลคือการบูรณาการองค์ความรู้จากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ยาวนาน ร่วมกับแพทย์รุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อการแลกเปลี่ยนนวัตกรรมและเทคนิคทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง

“เรามุ่งมั่นติดตามความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและเทคนิคการรักษาจากทั่วโลก เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพสูงสุด ภารกิจของเราไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการให้บริการด้านความงาม แต่ให้ความสำคัญกับการดูแลผู้รับบริการในภาพรวม เพราะการศัลยกรรมเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นใจ คุณภาพชีวิต และความพึงพอใจของแต่ละบุคคล การพัฒนา Easter Surgery Hospital จึงเป็นการต่อยอดประสบการณ์และองค์ความรู้ที่สั่งสมมาตลอดหลายทศวรรษ สู่การให้บริการที่ครบวงจรและมีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเรายังยึดมั่นในปรัชญา “3 สวย” อย่างเคร่งครัด โดยทีมแพทย์ทุกคนทำงานภายใต้หลักการเดียวกัน คือ สวยถูกต้อง : ต้องถูกต้องตามหลักวิชาการแพทย์
สวยถูกใจ: มีทักษะในการสื่อสารและเข้าใจความต้องการของคนไข้ เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาตรงใจที่สุดภายใต้ความถูกต้อง สวยปลอดภัย: ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดที่ทีมแพทย์ยึดถือ นี่คือความตั้งใจของเราในการสร้างสรรค์ประสบการณ์การรักษาที่น่าเชื่อถือ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้รับบริการอย่างยั่งยืน”
นพ.ประดิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการและนวัตกรรมใหม่ๆ สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ เว็บไซต์: www.easterhospital.com

จากลุคปรุงจัด สู่เทรนด์ ปรุงจืด ด้วย 7 เมกอัปตัวดังจาก found & found

จากลุคปรุงจัด สู่เทรนด์ ปรุงจืด ด้วย 7 เมกอัปตัวดังจาก found & found

จากลุคปรุงจัด สู่เทรนด์ ปรุงจืด ด้วย 7 เมกอัปตัวดังจาก found & found

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.59 น.

เมื่อเทรนด์บิวตี้จากรันเวย์ทั่วโลกหันมาโฟกัสความงามที่ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น เทรนด์ “ปรุงจืด” จึงได้ก้าวขึ้นมาเป็นนิยามความงามใหม่ และกลายเป็นเทรนด์บิวตี้ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในโลกโซเชียล ด้วยเมกอัป ที่เน้น “งานผิวจริง” ผ่านการคอมพลีทลุคที่ดูเรียบง่าย เผยผิวสุขภาพดี และสดใสอย่างเป็นธรรมชาติ สไตล์เมกอัปนี้ช่วยครีเอตลุคให้ละมุนอย่างพอดี ไล่ตั้งแต่ผิวโกลว์บางเบา แก้มชมพูระเรื่อ ไปจนถึง ริมฝีปากโทนนู้ด ซึ่งเป็นหนึ่งใน  เทรนด์เมกอัปงานผิวในยุคนี้ ที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลกสาว ๆ คนไหนไม่อยากตกขบวน และอยากอัปเลเวลงานผิวให้ทันรับเทรนด์นี้ found & found คัดมาแล้วกับ  7 เมกอัปสำหรับครีเอตลุคผิวสวยฉ่ำ ดูสุขภาพดี มาดูกันว่ามีไอเทมชิ้นไหนน่าช้อปบ้าง ไปดูกันเลย!

TIRTIR Mask Fit Red Cushion (21N Ivory)

หัวใจของลุคปรุงจืดคือผิวที่ดูสวยเหมือนไม่ได้พยายามมากเกินไป แต่ผิวยังต้องสวยเนียนฉ่ำ งานนี้เราขอยกให้คุชชั่นตลับแดงทรงไข่สุดฮิตจากเกาหลี ที่เนื้อสัมผัสบางเบาแต่ให้การปกปิดดีเยี่ยม ช่วยเบลอรูขุมขนเรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ และติดทนนานสูงสุด 72 ชั่วโมง ควบคุมความมัน กันเหงื่อ ช่วยให้ผิวดูโกลว์มีสุขภาพดี

Wakemake Defining Cover Concealfit Palette (01)

คอนซีลเลอร์พาเลตต์เนื้อครีมบางเบา ปกปิดเนียนกริบอย่างเป็นธรรมชาติ ติดทนนาน กลมกลืนไปกับผิว  มีหลายเฉดในตลับเดียว ช่วยแก้ไขปัญหาผิวบนใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Dasique Shadow Palette (27 Rose Milk Tea)

เติมมิติให้ดวงตาอย่างแผ่วเบา ด้วยพาเลตต์อายแชโดว์โทนสีชมพูชานมอ่อนละมุน มาพร้อมทั้ง 3 สัมผัสเนื้อแมตต์ ชิมเมอร์ และกริตเตอร์เกลี่ยง่าย ไม่เป็นก้อน สีฟุ้งกระจายสวย ช่วยสร้างลุคดวงตานุ่มนวล ดูหวานกำลังดี

Cezanne Blend Color Cheek Blush (01)

แก้มระเรื่อคืออีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของลุคปรุงจืด บลัชออนตัวนี้ช่วยเติมสีสันให้พวงแก้มดูดีมีเลือดฝาดตามธรรมชาติ เนื้อพาวเดอร์ผสมมอยส์เจอร์ไรเซอร์ เกลี่ยง่าย ให้ฟินิชบางเบาที่ช่วยเสริมให้ผิวโดยรวมดูสุขภาพดีและมีชีวิตชีวามากขึ้น

Canmake Styling Edge Eyebrow (01 Natural Brown)

คิ้วที่ดูเป็นธรรมชาติแต่ยังมีทรงสวยคือกุญแจสำคัญของเมกอัปสไตล์นี้ พลิกวงการดินสอเขียนคิ้ว ด้วยหัวดินสอปลายสี่เหลี่ยม 2in1 ให้ความบาง 0.8 มม. เนรมิตขนคิ้วเรียงเส้นสวย วาดเส้นคิ้วให้ดูคล้ายขนคิ้วจริง ให้ลุคละมุนและดูไม่แข็งจนเกินไป

KISSME Heavy Rotation Coloring Eyebrow (03)

ยกระดับลุคปรุงจืดให้ดูซอฟต์ขึ้นด้วยมาสคาร่าคิ้วที่ช่วยปรับสีคิ้วให้กลมกลืนกับสีผมและเมกอัปโดยรวม เนื้อฟิล์มบางเบาช่วยจัดทรงคิ้วให้ดูฟูเป็นธรรมชาติ เพิ่มความละมุนให้ใบหน้าโดยไม่ต้องแต่งเติมมาก

Colorgram Nude Blur Tint (03)

ปิดท้ายลุคด้วยริมฝีปากโทนนู้ดอมชมพูที่ดูสุขภาพดี ลิปทินท์เนื้อแมตต์บางเบาช่วยเบลอขอบปากให้ดูนุ่มนวล พร้อมมอบเอฟเฟกต์ซอฟต์โฟกัสที่ทำให้ริมฝีปากดูละมุนราวกับสีปากจริง เป็นความสวยแบบเรียบง่ายที่กำลังได้รับความนิยม

เพราะเสน่ห์ของเทรนด์ “ปรุงจืด” ไม่ได้อยู่ที่การแต่งหน้าให้น้อยที่สุด แต่คือการเลือกเติมแต่งอย่างพอดี สีที่เป็นธรรมชาติ เพื่อดึงความสวยในแบบของตัวเองออกมาให้โดดเด่นอย่างเป็นธรรมชาติ ใครที่อยากอัปเดตลุคให้ทันเทรนด์ และสัมผัสเสน่ห์ของเมกอัปสไตล์ปรุงจืด สามารถเลือกช้อปไอเทมทั้งหมดนี้ได้ที่ found & found ทุกสาขา หรือช้อปสะดวกผ่านบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้ง GrabMart, LINE MAN MART, Shopee, Lazada และ TikTok Shop ได้ง่าย ๆ เพียงปลายนิ้ว

ชวนสัมผัสประสบการณ์บิวตี้รูปแบบใหม่สไตล์ J/K Beauty เจอครบจบที่ found & found พร้อมติดตามสินค้าใหม่และกิจกรรมอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: foundnfound.official, IG: found.n.found  LINE Official Account: @foundnfound หรือคลิก https://bit.ly/foundnfound-line

#JKBeautyเจอครบจบที่นี่ #foundnfound #SimpleEasyEverySkin #makeupnomakeup #ปรุงจืด #glowyskin

อธิบดีกรมหม่อนไหม ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด โชว์ความสำเร็จ กลุ่มแปลงใหญ่บ้านโนนชัยศรี

อธิบดีกรมหม่อนไหม ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด โชว์ความสำเร็จ กลุ่มแปลงใหญ่บ้านโนนชัยศรี

อธิบดีกรมหม่อนไหม ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด โชว์ความสำเร็จ กลุ่มแปลงใหญ่บ้านโนนชัยศรี

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.31 น.

กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน ณ กลุ่มแปลงใหญ่หม่อนไหมบ้านโนนชัยศรี ต.โพธิ์ใหญ่ อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด เป็นหนึ่งในกลุ่มแปลงใหญ่หม่อนไหมต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งโชว์ศักยภาพการยกระดับผ้าไหมไทยสู่เวทีระดับประเทศ ประจำปี 2569 

นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กลุ่มแปลงใหญ่หม่อนไหมบ้านโนนชัยศรี มีจุดเริ่มต้นจากการทำอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมระดับครัวเรือนในปี พ.ศ. 2542 มีสมาชิกเริ่มต้นเพียง 10 ราย ต่อมาในปี พ.ศ. 2555 ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ร้อยเอ็ด ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และสาวไหมอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งกลุ่มสามารถยกระดับได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP หม่อนใบ) และรวมตัวจัดตั้งเป็นกลุ่มแปลงใหญ่หม่อนไหมสำเร็จในปี พ.ศ. 2560 ปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 82 ราย มีพื้นที่ปลูกหม่อนรวม 65 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่บ้านโนนชัยศรีและบ้านหนองแคน โดยมีการแบ่งสัดส่วนกิจกรรมของสมาชิกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน ได้แก่ กลุ่มปลูกหม่อนเพื่อจำหน่ายใบ 62 ราย และกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อจำหน่ายเส้นไหม 20 ราย 

กรมหม่อนไหมได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของกลุ่ม จึงได้สนับสนุนงบประมาณขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2564 ได้สนับสนุนงบประมาณ 3,000,000 บาท ผ่านโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำและระบบการจัดการน้ำในแปลงหม่อน ทำให้ใบหม่อนมีคุณภาพดีและเหมาะสมต่อการเลี้ยงไหมอย่างมีประสิทธิภาพ และล่าสุดในปี พ.ศ. 2569 นี้ กรมหม่อนไหมได้ผลักดันงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมอีก 2 โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการสร้างเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงไหมวัยอ่อนเพื่อผลิตไหมหัตถกรรม เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตรังไหม ควบคุมการแพร่กระจายเชื้อโรคโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน อีกทั้งยังช่วยลดเวลาและแรงงาน ทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มรอบการเลี้ยงไหมให้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น  และโครงการนำเทคโนโลยีการผลิตหม่อนไหมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในกลุ่มแปลงใหญ่เส้นไหมจังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อขยายผลเทคโนโลยีการเกษตร เทคโนโลยีดิจิทัล และระบบการบริหารจัดการน้ำ

นายศรัญญู กล่าว จุดเด่นที่สำคัญอีกประการของกลุ่มแปลงใหญ่บ้านโนนชัยศรี คือการปรับตัวเข้าสู่ยุคการตลาดออนไลน์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 ภายใต้การนำของนายบุญเรือง รัตนโสภา ประธานกลุ่ม และนางสุวะภาพ หมื่นแสน ผู้นำกลุ่มผู้ผลิตเส้นไหมมาตรฐาน โดยทางกลุ่มได้ขับเคลื่อนการจำหน่ายเส้นไหมไทยสาวมือผ่านช่องทางออนไลน์และสร้างเครือข่ายไปยังจังหวัดใกล้เคียงจนมียอดสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการยกระดับสินค้าจนได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตเส้นไหมไทยสาวมือ (มกษ.8000-2565 และ มกษ. 5900-2565) และติดเครื่องหมายรับรองคุณภาพ “Q” ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงตลอดทั้งปี 

“การพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ในวันนี้ กรมหม่อนไหมตั้งใจที่จะเผยแพร่ความสำเร็จของกลุ่มแปลงใหญ่หม่อนไหมบ้านโนนชัยศรี เพื่อให้เป็นศูนย์เรียนรู้และเป็นแบบอย่างให้กับเกษตรกรกลุ่มอื่น ๆ ทั่วประเทศ ในการนำเทคโนโลยีและมาตรฐานผลิตภัณฑ์มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอัตลักษณ์พื้นบ้าน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง มุ่งสู่ความยั่งยืนในอาชีพด้านหม่อนไหมของประเทศไทยต่อไป” นายศรัญญู กล่าว

นายศรัญญู กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้กรมหม่อนไหมยังได้นำสื่อมวลชนเข้าชม “งานประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ระดับประเทศ ประจำปี 2569” ณ หอโหวด 101 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งการจัดงานประกวดในปีนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญในการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติแก่เยาวชน บุคคล ชุมชน และหมู่บ้านต้นแบบ ที่สามารถรักษาวิถีการผลิตเส้นไหมและการทอผ้าไหมไทยให้คงอยู่คู่ชุมชนได้อย่างเข้มแข็ง พร้อมทั้งเป็นเวทีนำเสนอผลงานด้านภูมิปัญญาและสร้างแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานที่ถูกต้องเกี่ยวกับลายผ้าไหมไทย ประวัติผ้าไหม ตลอดจนกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ไปจนถึงการแปรรูปและการดูแลรักษาผลิตภัณฑ์ สำหรับ ไฮไลต์สำคัญในปีนี้ มีการจัดการประกวดแข่งขันรวมทั้งสิ้น 34 ประเภท ประกอบด้วย การแข่งขันสาวเส้นไหม 6 ประเภท,การประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน 27 ประเภท และสิ่งประดิษฐ์จากผ้าไหม 1 ประเภท ซึ่งมีผลงานจากเยาวชน เกษตรกร และกลุ่มผู้ผลิตผ้าไหมจากศูนย์เครือข่ายทั่วประเทศ ส่งเข้าประกวดอย่างคึกคักรวมกว่า 800 ชิ้น ถือเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาคุณภาพสินค้าหม่อนไหมและการสร้างสรรค์ผลงานรูปแบบใหม่ ๆ ให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงและตรงใจตลาดผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายตลาดผ้าไหมไทยให้กว้างขวางยิ่งขึ้น  

คุณแหน : 22 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 22 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 22 มิถุนายน 2569

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

๐๐จุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผวจ.สุราษฎร์ธานี ต้อนรับ พลโท อรรคเดช ประทีปอุษานนท์ พร้อมด้วยคณาจารย์และนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 68 มาดูกิจการและศึกษาภูมิประเทศภาคใต้ พร้อมเปิดเวทีเสวนาทางวิชาการหัวข้อ “ยุทธศาสตร์การพัฒนา จ.สุราษฎร์ธานี การท่องเที่ยว และพลังงานไฟฟ้าชีวมวล”..๐๐

๐๐ ชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผวจ.ร้อยเอ็ด ประธานเปิดโครงการฝึกอบรมเพิ่มประสิทธิภาพผู้นำท้องที่ และท้องถิ่น เพื่อพัฒนาเป็นเครือข่าย ป.ป.ช. ภาคประชาสังคม จ.ร้อยเอ็ด..๐๐

๐๐ยินดีกับคณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ที่ได้รับรางวัล Thai HealthTech Excellence Awards 2026 ในหมวด รร.แพทย์ ระดับ Gold ในฐานะองค์กรที่สนับสนุนและพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมด้านสุขภาพของประเทศไทย..๐๐

๐๐ เพลินพิศ ศรีภพ นายกเทศมนตรีเมืองตาคลี พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมพิธีเปิด การประกวดแข่งขันทักษะทางวิชาการ ระดับภาคเหนือ ครั้งที่ 21 “สวรรคโลกวิชาการ CREATIVE CITY CREATIVE LEARNING” โดยมี สมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ รอง ผวจ.สุโขทัย เป็นประธานในพิธีเปิด..๐๐

๐๐ มิตรสหายยินดีกับ ภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ที่ได้เป็น ว่าที่  รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน..๐๐

๐๐มูลนิธิเวชดุสิตในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ สนับสนุนสนามเด็กเล่นให้กับ รร.บ้านป้องกันตนเองด่านชุมพล จ.ตราด เพื่อเสริมสร้างทักษะทางด้านร่างกายให้เหมาะสมแก่วัย และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ..๐๐

๐๐ ชื่นชม วิทูร สุริยวนากุล ซีอีโอ บมจ.โกลบอลเฮ้าส์ พร้อม เข็มชาติ สังฆะคาม ที่ร่วมส่งมอบโครงการ AI Empowering Education เพื่อสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี AI ในการพัฒนาการเรียนรู้และเสริมสร้างศักยภาพของนักศึกษา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ม.ราชภัฏร้อยเอ็ด โดยมี ผศ.ดร.วิชิต กำมันตะคุณ อธิการบดี รับมอบ..๐๐

๐๐คมคาย ธูสรานนท์ ชวน พิมพาพรรณ ชาญศิลป์ และ นฤมล ปุณณกิติเกษม เที่ยวชมฟยอร์ดและน้ำตกอลังการในนอร์เวย์ ไปจบโปรแกรมที่สวีเดน โดยมีขาประจำ กาญจนา แสมขาว, วรรณภา อาจแย้มสรวล, วิทยา ดำรงค์ศักดิ์สกุล และ รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์ ร่วมทีม..๐๐

๐๐ ยามว่าง ดร.จรวยพรภัทร ลีสมสิริ พร้อม ปารณีย์ อำนวยรักษ์กุล ชวนเพื่อนๆ วตท. และ วพน. ไปออกรอบตีกอล์ฟที่ มาเก๊า 3 วัน..๐๐

๐๐ ภญ.วันวิสา สหศุภานันท์ ศิษย์เก่าเภสัชมหิดลรุ่น 25 มอบเงินบริจาค เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของ 10 ภาควิชาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล โดยมี รศ. ภก.สุรกิจ นาฑีสุวรรณ รับมอบ..๐๐

๐๐ ชนิต สุวรรณพรินทร์ เป็นตัวแทนสมาคมการตลาดฯ ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินในโครงการประกวดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร ของสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย (FoSTAT)..๐๐

๐๐ สมาคมนักศึกษาเก่า ม.เชียงใหม่ ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ ดร.ภญ.ฐานิศร มหัตนิรันดร์กุล นักศึกษาเก่าคณะเภสัชศาสตร์ ม.เชียงใหม่..๐๐

๐๐ สวด พรชัย สกุลวีระ บิดา อัญญารัตน์ สกุลวีระ 21-26 มิ.ย.19.30 น.วัดศรีประจันตคาม ปราจีนบุรี ..ฌาปนกิจ 27 มิ.ย.15.30 น. และสวด วาสนา ภู่บัวเผื่อน มารดา นงชนก สถานานนท์ 21-24 มิ.ย.18.30 น.วัดคันลัด พระประแดง สมุทรปราการ ..ฌาปนกิจ 25 มิ.ย.16.30 น..๐๐

น้องใหม่

หนุ่ม ศรราม ตอบตรงๆ ถ้าย้อนเวลาได้จะเลือกแต่งงานไหม ฟังแล้วน้ำตาคลอ

หนุ่ม ศรราม ตอบตรงๆ ถ้าย้อนเวลาได้จะเลือกแต่งงานไหม ฟังแล้วน้ำตาคลอ

หนุ่ม ศรราม ตอบตรงๆ ถ้าย้อนเวลาได้จะเลือกแต่งงานไหม ฟังแล้วน้ำตาคลอ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.53 น.

สร้างความประทับใจให้กับแฟนรายการและผู้ชมไม่น้อย เมื่อพระเอกตลอดกาล “หนุ่ม ศรราม เทพพิทักษ์” ควงลูกสาวสุดที่รัก “น้องวีจิ” มาเปิดบ้านและพูดคุยแบบอบอุ่นในรายการ ตีท้ายครัว ทางช่อง 3 พร้อมเปิดใจถึงเรื่องความรักและชีวิตครอบครัวหลังทำหน้าที่คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวมาหลายปี

ในช่วงหนึ่งของรายการ หนุ่ม ศรราม ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องความรักในอนาคต หลังถูกถามว่า น้องวีจิหวงคุณพ่อจนไม่อยากให้มีแฟนหรือไม่ ซึ่งเจ้าตัวตอบว่า “ผมไม่คิดจะมีแฟนครับ ตั้งแต่ผมเหลือแค่พี่วีจิกับผมสองคน ผมตัดสินใจเลยว่า ผมน่าจะไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องความรักแล้ว ผมมีวีจิคนเดียวก็ดีกว่า เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกับลูก”

พระเอกรุ่นใหญ่ยังยอมรับว่า เมื่ออายุมากขึ้น ความเป็นตัวของตัวเองก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ทำให้มองว่าการใช้ชีวิตกับลูกสาวเพียงสองคนในตอนนี้คือความสุขที่ลงตัวที่สุด และไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบต่อความรู้สึกของลูกจากการเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่

นอกจากนี้ หนุ่ม ศรราม ยังถูกถามถึงอดีตภรรยา “กุ้งพลอย กนิษฐรินทร์” ว่า หากย้อนเวลากลับไปได้ จะยังตัดสินใจแต่งงานด้วยหรือไม่ เจ้าตัวตอบว่า “เลือกทำครับ เพราะได้วีจิครับ วันนี้มีวีจิแล้วไงครับ”

หลังรายการออกอากาศ แฟนๆ ต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นชื่นชมในความรักและความทุ่มเทของ หนุ่ม ศรราม ที่ทำหน้าที่ทั้งพ่อและแม่ให้กับลูกสาวมาโดยตลอด พร้อมยกให้เป็นอีกหนึ่งคุณพ่อคนบันเทิงที่ดูแลลูกได้อย่างอบอุ่นและน่าชื่นชม

ไทยพีบีเอสเปิดเวที เพลงครูในยุค AI ผนึกกำลังหาทางออกลิขสิทธิ์ ดนตรีไทยบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

ไทยพีบีเอสเปิดเวที เพลงครูในยุค AI ผนึกกำลังหาทางออกลิขสิทธิ์ ดนตรีไทยบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

ไทยพีบีเอสเปิดเวที เพลงครูในยุค AI ผนึกกำลังหาทางออกลิขสิทธิ์ ดนตรีไทยบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.47 น.

ไทยพีบีเอส ผนึกความร่วมมือภาคีด้านศิลปวัฒนธรรมและทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเวทีเสวนา “เพลงครูในยุค AI: ดนตรีดั้งเดิม ลิขสิทธิ์ และแพลตฟอร์มดิจิทัล” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและร่วมกันหาทางออกต่อปัญหาการอ้างสิทธิ์ลิขสิทธิ์เพลงไทยเดิมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมผลักดันการสร้างระบบข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นธรรม เพื่อให้ดนตรีไทยสามารถก้าวต่อไปในโลกดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส โดย ศูนย์สื่อศิลปวัฒนธรรม ร่วมกับ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โครงการคีตนคร และกรมทรัพย์สินทางปัญญา จัดกิจกรรมศิลป์สโมสรเสวนา “เพลงครูในยุค AI: ดนตรีดั้งเดิม ลิขสิทธิ์ และแพลตฟอร์มดิจิทัล”  โดยมี ดร.พิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านบริหาร เป็นผู้กล่าวเปิดงาน ณ ห้อง Friend for BACC หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เดินหน้าบทบาทสื่อสาธารณะในการเป็น “พื้นที่กลาง” แลกเปลี่ยนหาแนวทางแก้ไขปัญหาการอ้างสิทธิ์ลิขสิทธิ์ผลงานดนตรีไทยบนโลกออนไลน์ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569

ภายในเวทีเสวนาได้หยิบยกประเด็นปัญหาสำคัญที่กำลังส่งผลกระทบต่อวงการดนตรีไทย อย่างปัญหาการอ้างสิทธิ์ลิขสิทธิ์ดนตรีดั้งเดิมบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เมื่อบทเพลงดั้งเดิมซึ่งถือเป็น “สาธารณสมบัติ” และมรดกทางวัฒนธรรม ถูกนำไปบรรเลงและเผยแพร่บนแพลตฟอร์มดิจิทัล แต่กลับถูกระบบ AI ตรวจจับและแจ้งเตือนว่าละเมิดลิขสิทธิ์ ปัญหานี้สร้างความตื่นตระหนกและ “ความกลัวลิขสิทธิ์” ให้กับเยาวชนและนักดนตรีไทยเป็นอย่างมาก จนหลายคนเลือกที่จะลบผลงานทิ้ง

กรณีศึกษาที่ทำให้ประเด็นนี้ถูกพูดถึงในวงกว้าง มาจาก คุณปกป้อง ขำประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจทำนองหลักเพลงไทย ที่จัดประกวดการบรรเลงเพลง “มูล่ง” ให้จบภายใน 4 นาที แต่เมื่ออัปโหลดคลิปของผู้เข้าแข่งขัน กลับถูกแจ้งเตือนละเมิดลิขสิทธิ์จากบริษัทต่างชาติ ซึ่งคุณปกป้องได้เน้นย้ำในวงเสวนาว่า ไม่ว่าเราจะหาทางออกด้วยวิธีใด สุดท้ายวงการดนตรีไทยก็ต้องกลับมาเริ่มต้นที่การมีฐานข้อมูลที่ชัดเจน ว่าเรามีต้นทุนเพลงสาธารณสมบัติอยู่เท่าไหร่

ดร.พิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านบริหาร และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ระบุว่า ระบบการตรวจจับเสียงหรือ Acoustic Fingerprint ที่แพลตฟอร์มดิจิทัลใช้ในการบริหารจัดการลิขสิทธิ์นั้น ไม่ได้มีความแม่นยำสมบูรณ์แบบเสมอไป เนื่องจากเป็นการวิเคราะห์และเปรียบเทียบลักษณะเฉพาะของคลื่นเสียงเป็นหลัก โดยไม่ได้พิจารณาถึงสถานะทางกฎหมายของบทเพลงว่ามีลิขสิทธิ์อยู่หรือเป็นงานสาธารณสมบัติ ส่งผลให้บางกรณีเกิดการอ้างสิทธิ์เหนือผลงานดนตรีดั้งเดิมที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมร่วมของสังคม

โดย ดร.พิเศษ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวสะท้อนความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องเร่งพัฒนา “ฐานข้อมูลกลาง” (Database) สำหรับรวบรวมข้อมูลบทเพลงและองค์ความรู้ด้านดนตรีที่อยู่ในกลุ่มสาธารณสมบัติอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้เป็นแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือสำหรับนักดนตรี ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ หน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยฐานข้อมูลดังกล่าวจะช่วยลดข้อพิพาทจากการอ้างสิทธิ์ที่คลาดเคลื่อน สร้างความชัดเจนในการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ และเปิดโอกาสให้เกิดการต่อยอด สร้างสรรค์ และเผยแพร่มรดกทางดนตรีไทยสู่สาธารณะได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น

ด้าน คุณวรพจน์ นิ่มวิจิตร ตัวแทนจากสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยฯ ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างดนตรีไทยและดนตรีคลาสสิกของตะวันตกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการที่เพลงไทยเดิมขาดการจดทะเบียนรหัสมาตรฐานสากล เช่น ISWC (รหัสประจำตัวงานดนตรีกรรม) และ ISRC (รหัสประจำตัวสิ่งบันทึกเสียง) ทำให้เมื่อระบบ AI สแกนข้อมูล จึงไม่พบ Meta Data ที่จะช่วยยืนยันความแตกต่างของชิ้นงานได้

สำหรับผู้ที่ประสบปัญหา คุณนิธิ กฤษณพันธุ์ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ให้ความรู้ว่า การแจ้งเตือนจากระบบ Content ID ยังไม่ใช่การตอกย้ำว่าทำผิดกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์ในทันที แพลตฟอร์มยังเปิดโอกาสให้โต้แย้งสิทธิ์ (Dispute) ได้ พร้อมระบุว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมให้คำปรึกษาแก่ผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงประสานงานกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อหาแนวทางแก้ไขในระยะยาว

เวทีเสวนาครั้งนี้ได้ข้อเสนอร่วมกันว่า การแก้ปัญหาลิขสิทธิ์ดนตรีไทยในยุคดิจิทัลจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ นักดนตรี สถาบันการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญา และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อสร้างระบบข้อมูลที่ชัดเจน เพิ่มองค์ความรู้ให้กับผู้ใช้งาน และคุ้มครองสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ควบคู่ไปกับการรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

ช่วงท้ายของการเสวนา ดร.พิเศษ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของไทยพีบีเอสว่า ไทยพีบีเอสมีแผนและยุทธศาสตร์ที่จะสนับสนุนพื้นที่ทั้งบนหน้าจอโทรทัศน์ (On Air) และออนไลน์ (Streaming/Podcast) เพื่อเป็นเวทีให้เยาวชน คนดนตรี ศิลปินพื้นบ้าน ไปจนถึงกลุ่มชาติพันธุ์ ได้แสดงออกถึงความรู้ความสามารถทางศิลปวัฒนธรรม

กิจกรรมศิลป์สโมสรเสวนา “เพลงครูในยุค AI: ดนตรีดั้งเดิม ลิขสิทธิ์ และแพลตฟอร์มดิจิทัล” นี้ นับเป็นส่วนหนึ่งของการทำหน้าที่สื่อสาธารณะในการเปิดพื้นที่ เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม เทคโนโลยี และกฎหมาย พร้อมเปิดพื้นที่ให้สังคมร่วมกันหาคำตอบต่อโจทย์สำคัญของยุคสมัย เพื่อให้ “เพลงครู” และมรดกทางดนตรีของไทยสามารถเดินทางต่อไปบนโลกดิจิทัลได้อย่างเข้าใจ เป็นธรรม และยั่งยืน

สามารถติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X (Twitter), LINE, TikTok, Instagram
▪ Website : www.thaipbs.or.th
▪ Application : Thai PBS

วินนี้ไม่ดุไม่โหด แต่น่ารัก อุ๊บ วิริยะ ย้อนอดีตสวมวิญญาณ สู้โควิด งานนี้บอกเลยหล่อขึ้นฟรี

วินนี้ไม่ดุไม่โหด แต่น่ารัก อุ๊บ วิริยะ ย้อนอดีตสวมวิญญาณ สู้โควิด งานนี้บอกเลยหล่อขึ้นฟรี

วินนี้ไม่ดุไม่โหด แต่น่ารัก อุ๊บ วิริยะ ย้อนอดีตสวมวิญญาณ สู้โควิด งานนี้บอกเลยหล่อขึ้นฟรี

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.27 น.

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งคนบันเทิงที่ขยันทำมาหากินไม่เลือกงานและไม่เคยหวั่นต่อความลำบาก สำหรับนักปั้นมือทองชื่อดังอย่าง อุ๊บ วิริยะ พงษ์อาจหาญ ที่ล่าสุดได้ออกมาเผยภาพวันวานผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว สร้างความฮือฮาและเรียกเสียงชื่นชมจากแฟนคลับเป็นอย่างมาก

โดยภาพที่นำมาเผยแพร่นั้นเป็นเหตุการณ์ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อประมาณ 6-7 ปีก่อน ซึ่งในเวลานั้นเจ้าตัวได้สวมวิญญาณเป็นโชเฟอร์ขับวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างอยู่ที่บริเวณตะวันนา บางกะปิ เพื่อหารายได้เสริมในช่วงที่งานในวงการบันเทิงอาจได้รับผลกระทบไปบ้าง

อุ๊บ วิริยะ

งานนี้เจ้าตัวยังได้เขียนข้อความประกอบภาพสุดน่ารักด้วยสไตล์ที่เป็นกันเองว่า “วินนี้น่ารัก ไม่ดุไม่โหดครับ ผู้ชายหล่อขึ้นฟรีค้า (รูปเมื่อ 6-7 ปีที่ผ่านมาตอนเกิดโควิด..พี่อุ๊บไปขับวินเล่นๆ ที่ตะวันนา บางกะปิ ครับ)” ซึ่งเผยให้เห็นโมเมนต์ที่ อุ๊บ วิริยะ สวมเสื้อกั๊กวินสีส้ม พร้อมหมวกกันน็อก สวมบทบาทเป็นพี่วินมอเตอร์ไซค์อย่างตั้งใจ

ทำเอาชาวเน็ตที่ได้เห็นภาพต่างเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ชื่นชมในความสู้ชีวิตและความน่ารักเป็นกันเองของพี่อุ๊บกันอย่างท่วมท้น เช่น

อุ๊บ วิริยะ
อุ๊บ วิริยะ
อุ๊บ วิริยะ
อุ๊บ วิริยะ
อุ๊บ วิริยะ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากเฟซบุ๊ก วิริยะ พงษ์อาจหาญ 

ไปให้สุดแล้วหยุดที่คุก ลูกหมี ทนายเดชา เฮลั่นสะใจชนะคดี

ไปให้สุดแล้วหยุดที่คุก ลูกหมี  ทนายเดชา เฮลั่นสะใจชนะคดี

ไปให้สุดแล้วหยุดที่คุก ลูกหมี ทนายเดชา เฮลั่นสะใจชนะคดี

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.15 น.

เป็นประเด็นร้อนในวงการบันเทิงวันนี้ หลังจากการต่อสู้ทางกฎหมายอันยาวนาน ล่าสุด “ลูกหมี รัศมี” ได้ออกมาเปิดใจด้วยความโล่งอก หลังศาลมีคำพิพากษาตัดสินให้ชนะคดีความขัดแย้งกับคู่กรณีอดีตดาราดัง “ปู มัณฑนา” โดยศาลสั่งลงโทษจำคุกคู่กรณีเป็นเวลา 2 ปี ในขณะเดียวกันทางศาลได้อนุญาตให้ ปู มัณฑนา ยื่นขอประกันตัวชั่วคราวด้วยวงเงินจำนวน 45,000 บาท ทั้งนี้ในวันดังกล่าว ทางฝั่งของปู มัณฑนา ได้แจ้งต่อสื่อมวลชนว่ายังไม่สะดวกที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆ เกี่ยวกับผลการตัดสินของคดีในเวลานี้ด้าน ‘ทนายเดชา’ ก็ได้ออกมาโพสต์แจ้งข่าวผ่านแฟนเพจ ทนายคลายทุกข์ ว่า  ศาลอาญากรุงเทพใต้จำคุก ‘ปู มัณฑนา’  สองปีแจ้งความเท็จกลั่นแกล้งผู้อื่นและหมิ่นประมาท #ลูกหมีเป็นโจทย์

โดย ลูกหมี รัศมี ได้เปิดเผยถึงผลการตัดสินของศาลในวันนี้ว่า ชนะค่ะ ‘ลูกหมี’ ชนะนะคะ ก็ ‘ปู’ ติดคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญานะคะ ซึ่งเป็นโทษหนักสุด ดีใจมาก ๆ เลยค่ะ เราเป็นโจทย์ก็ต้องคอยบวกเลขไปเรื่อยๆ ไม่มีวันที่สิ้นสุดเลยในการบวกเลข เลขมงคลวันนี้ 2+4   ติดคุกไม่รอลงอาญา 2 ปี และนับโทษต่ออีก 2 คดี เป็น 4 ปี ตอนนี้รวมไปรวมมาก็ 10 ปีแล้วนะนิ้วนับไม่พอแล้ว วันนี้เรื่องคดีไม่ตื่นเต้น แต่ลุ้นว่าศาลท่านจะตัดสินให้จำคุกกี่ปี  เพราะถ้าท่านสั่งจำคุก 2 ปีก็ต้องไปบวกเลขเพิ่มไปอีกก็เลยยิ่ง งง

ในช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์ นางแบบชื่อดังยังได้ฝากข้อความเดือดส่งตรงไปถึงอดีตดาราสาวคู่กรณี เกี่ยวกับแนวโน้มการต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไปว่า“ก็นิสัย “คุณปู” น่าจะสู้นะคะ ไปเลยค่ะ ไปให้สุด แล้วหยุดที่คุกค่ะ”