บิ๊กดุลย์ ถกสภาทหารผ่านศึก เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิต ดัน 3 มาตรการสำคัญ

บิ๊กดุลย์ ถกสภาทหารผ่านศึก เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิต ดัน 3 มาตรการสำคัญ

บิ๊กดุลย์ ถกสภาทหารผ่านศึก เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิต ดัน 3 มาตรการสำคัญ

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.46 น.

“บิ๊กดุลย์”ถกสภาทหารผ่านศึก เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตทหารผ่านศึก-ครอบครัว ดัน 3 มาตรการสำคัญ เพิ่มวงเงินสินเชื่อ ปรับปรุงที่พัก และขยายพื้นที่ทำกิน

2 มิถุนายน 2569 ที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ในฐานะนายกสภาทหารผ่านศึก เป็นประธานการประชุมสภาทหารผ่านศึก ครั้งที่ 2/2569 เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับคุณภาพชีวิตและสวัสดิการของทหารผ่านศึกและครอบครัว จำนวน 3 เรื่องหลัก

เรื่องแรก เป็นการประชุมเห็นชอบการปรับเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้สินเชื่อเพื่อการสวัสดิการ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะเพิ่มวงเงินสินเชื่อที่ใช้เงินเลี้ยงชีพรายเดือน หรือเงินเบี้ยหวัด บำนาญ และเงินเพิ่มรายเดือนเป็นหลักประกันการชำระหนี้ จากเดิมไม่เกิน 70,000 บาท เป็นไม่เกิน 80,000 บาทต่อราย พร้อมทั้งขยายระยะเวลาผ่อนชำระหนี้จากเดิมไม่เกิน 18 เดือน เป็นไม่เกิน 24 เดือน เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน และเปิดโอกาสให้ทหารผ่านศึกและครอบครัวสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำสำหรับการประกอบอาชีพ หรือใช้จ่ายด้านสวัสดิการที่จำเป็นได้มากยิ่งขึ้น

เรื่องที่สอง เป็นโครงการปรับปรุงอาคารที่พักอาศัยทหารผ่านศึกพิการทุพพลภาพหรือพิการ ที่หมู่บ้านทหารผ่านศึก รามอินทรา ซึ่งเป็นอาคารที่พักอาศัยจำนวน 2 อาคาร สูง 5 ชั้น รวม 230 ห้อง โดยปัจจุบันอาคารมีการชำรุดและเสื่อมสภาพจากการใช้งาน ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของผู้พักอาศัย องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกจึงเตรียมดำเนินการปรับปรุงในปีงบประมาณ 2569 ครอบคลุมทั้งการก่อสร้างหลังคาและซ่อมแซมพื้นที่ดาดฟ้าที่มีปัญหาน้ำรั่วซึม การปรับปรุงระบบสุขาภิบาลเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำเสียและการอุดตันของท่อระบายน้ำ รวมถึงการเปลี่ยนประตูห้องพักและประตูห้องน้ำที่ชำรุด เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ความสะดวกในการใช้งาน และส่งเสริมสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับทหารผ่านศึกพิการและครอบครัว

รมว.กลาโหม กล่าวอีกว่า เรื่องสุดท้าย คือ โครงการจัดที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินให้แก่ทหารผ่านศึกเพิ่มเติมในพื้นที่นิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึก คลองน้ำใส ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยนิคมฯ คลองน้ำใส มีเนื้อที่ประมาณ 6,000 ไร่ และมีสมาชิกทหารผ่านศึกและครอบครัวจำนวน 201 ครอบครัว อย่างไรก็ตาม ยังมีทหารผ่านศึกที่ประสบความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินมาขึ้นทะเบียนขอรับการสงเคราะห์กับองค์การฯ เป็นจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้ ทางองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกจึงได้จัดทำโครงการขยายพื้นที่นิคมเพิ่มเติมจำนวน 116 ไร่ เพื่อรองรับทหารผ่านศึกและครอบครัวอีก 35 ครอบครัว โดยจัดสรรพื้นที่ให้ครอบครัวละประมาณ 3 ไร่ โครงการดังกล่าวมีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการจัดจ้างงานปรับพื้นที่และก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกภายในนิคมฯ ควบคู่กับการคัดเลือกทหารผ่านศึก ครอบครัวทหารผ่านศึก และทหารนอกประจำการ จำนวน 35 ครอบครัว เข้าเป็นสมาชิกนิคมฯ เพื่อให้มีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินเป็นของตนเอง อันจะช่วยสร้างความมั่นคงในชีวิตและยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

“การดำเนินการทั้ง 3 เรื่องทางองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก มุ่งมั่นในการดูแลสวัสดิการ ความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของทหารผ่านศึกและครอบครัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการพัฒนาสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิต เพื่อให้ทหารผ่านศึกและครอบครัวมีความมั่นคง ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น” รมว.กลาโหม กล่าว

ไม่ได้รังเกียจ แต่ติดเดี่ยวดีกว่า! ชัชชาติ หวั่นคนเข้าใจผิด ติดป้ายหาเสียงซ้อนข้างรถสองแถว

ไม่ได้รังเกียจ แต่ติดเดี่ยวดีกว่า! ชัชชาติ หวั่นคนเข้าใจผิด ติดป้ายหาเสียงซ้อนข้างรถสองแถว

ไม่ได้รังเกียจ แต่ติดเดี่ยวดีกว่า! ชัชชาติ หวั่นคนเข้าใจผิด ติดป้ายหาเสียงซ้อนข้างรถสองแถว

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.43 น.

ชัชชาติ ลั่นไม่ได้รังเกียจ ติดป้ายหาเสียงซ้อนข้างรถสองแถว แต่ขอติดเดี่ยว หวั่นคนเข้าใจผิด! เพราะขอเช่าดีลไว้ให้ติดป้ายเดียว พร้อมยันยังไม่คิดหนุนผู้สมัคร ส.ก. 

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ในการลงพื้นที่หาเสียงถึงการสนับสนุนผู้สมัคร ส.ก.ว่า เราเจอกันตามหน้างานให้กำลังใจกัน เมื่อวานก็เจอผู้สมัครฯ ส.ก.เขตลาดกระบัง และกลุ่มคนทำงาน คุยกันให้กำลังใจเผื่อในอนาคตได้ทำงานร่วมกัน หากเป็น ส.ก.เก่าคุ้นเคยก็ทักทายกัน เพราะตนเองไม่ได้ประกาศว่าจะสนับสนุนใคร ขอให้ทุกคนลงพื้นที่เยอะ ๆ เอาปัญหามาแบ่งปันกันและช่วยกันคิด และย้ำว่าขณะนี้ไม่ได้สนับสนุนกลุ่มผู้สมัครใดเป็นพิเศษ และยังไม่มีใครในใจ

ส่วนที่ผู้สมัคร ส.ก.ติดป้ายหาเสียงบนรถสองแถวเช่นเดียวกันนั้น นายชัชชาติ ชี้แจงว่า ไม่อยากให้เกิดความสับสน ตอนที่เราไปจ้างรถสองแถวขอให้ติดป้ายเดียว ไม่อยากให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเป็นกลุ่มเดียวกันหรือทีมเดียวกัน ไม่ได้รังเกียจใคร แต่เมื่อมาติดสองป้ายซ้อนกันก็ขอให้เป็นไปตามที่คุยคือ “ให้ติดป้ายเดียว” เราอยากจะใช้รถโดยสารหมวด 4 เพื่อให้เข้าถึงประชาชน เอาป้ายไปหาประชาชน

“เราไม่ได้รังเกียจที่ตัวคน ไม่ว่าใครจะเอามาติดซ้อนกับเราก็ไม่อยากให้ติด เพราะไม่อยากให้ประชาชนเข้าใจผิด ขอให้เป็นป้ายเดียว ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ติดของเรา” นายชัชชาติย้ำ

เมื่อถามว่าถ้าไปติดป้ายเดี่ยว ๆ ได้ใช่หรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า แล้วแต่เขา เพราะตอนที่เราขอเช่า เงื่อนไขคือเราเช่าคนเดียว หากเข้าใจผิดก็ขอไม่ติดเพื่อไม่ให้คนสับสน ไม่เกี่ยวกับเรื่องบุคคล ซึ่งการติดป้ายหาเสียงเช่นนี้เป็นการสนับสนุนชุมชน หากไปจ้างรายใหญ่เงินก็จะเข้ารายใหญ่ แต่รายเล็กก็ช่วยรถสองแถวที่ลำบาก ซึ่งเราประกาศไปกับ กกต.ว่าจะช่วยสนับสนุนให้รถหมวด 4 มีรายได้ เพราะเป็นเส้นเลือดฝอยที่เดินทางเข้าสู่บ้านประชาชนอย่างแท้จริง ช่วยได้ก็ช่วย แม้จะรายได้ไม่เยอะ แต่เขาก็พาไปเราไปหาประชาชน ปัญหาของเราคือผู้สูงอายุที่ไม่รู้หมายเลขเพราะไม่มีโซเชียลมีเดีย  ป้ายพวกนี้จึงจำเป็นที่จะลงเข้าไปถึงทุกตรอกซอกซอย เพื่อให้คนเห็นป้ายของเรา 

‘จิรายุ’ เขย่า ‘ชัชชาติ’ แฉปมแต่งตั้งมิชอบ-ส่วยพื้นที่

'จิรายุ' เขย่า 'ชัชชาติ' แฉปมแต่งตั้งมิชอบ-ส่วยพื้นที่

‘จิรายุ’ เขย่า ‘ชัชชาติ’ แฉปมแต่งตั้งมิชอบ-ส่วยพื้นที่

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.33 น.

จากกรณีที่ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการบริหารงานของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ภายใต้การนำของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ผ่านรายการ แนวหน้าข่าวเที่ยง ดำเนินรายการโดย คุณปรเมษฐ์ ภู่โต และคุณอัญชะลี ไพรีรัก โดยเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการบริหารงานของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ภายใต้การนำของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งรายละเอียดและถ้อยคำให้สัมภาษณ์ เนื้อหาสำคัญมุ่งเน้นไปที่ข้อครหาเรื่องกระบวนการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงที่ส่อแววไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ในหน่วยงานโยธาและเทศกิจ รวมถึงกรณีผู้อำนวยการเขตบางรายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อแลกเปลี่ยนตำแหน่ง

ข้อพิรุธปมแต่งตั้งโยกย้าย 17 ข้าราชการ

เรื่องที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงนามแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการจำนวน 17 ตำแหน่ง เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งต่อมาได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และมีผู้ยื่นเรื่องร้องเรียนเนื่องจากพบเอกสารสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า คณะกรรมการคัดสรรอาจมีเจตนาพิเศษในการผลักดันกลุ่มบุคคลดังกล่าวให้เข้าสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการเขตและผู้ตรวจราชการ อันเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนกระทั่งช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน ผลการไต่สวนของคณะกรรมการวินิจฉัยระบุว่าการแต่งตั้งทั้งหมดต้องเป็นโมฆะ ส่งผลให้เกิดคำถามตามมาเกี่ยวกับการใช้อำนาจและการบริหารงบประมาณของข้าราชการทั้ง 17 คนที่ปฏิบัติหน้าที่ไปก่อนหน้านี้

แม้วันต่อมา ผู้ว่าฯ กทม. จะมีคำสั่งให้ข้าราชการกลุ่มดังกล่าวไปช่วยราชการที่สำนักปลัดกรุงเทพมหานครเพื่อรอการปรับปรุงกระบวนการให้ถูกต้อง แต่เรื่องกลับเงียบหายไปจนกระทั่งวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้มีการลงนามให้บุคคลทั้ง 17 คนกลับเข้ามารับตำแหน่งเดิมอีกครั้ง เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นายจิรายุตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในการใช้อำนาจบริหารของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และความจำเป็นในการเร่งรัดดำเนินการดังกล่าวในช่วงเวลาที่ใกล้กับการเลือกตั้ง

ปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ในส่วยโยธาและเทศกิจ

นอกเหนือจากประเด็นการแต่งตั้งโยกย้ายแล้ว นายจิรายุยังได้เปิดเผยถึงปัญหาการทุจริตในระดับพื้นที่ โดยชี้ว่าในปัจจุบันผู้อำนวยการเขตจำนวนมากมีความต้องการที่จะย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ในเขตพื้นที่ชั้นนอก เช่น เขตคลองสามวา เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ มีการก่อสร้างอาคารและโรงงานเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ระบุว่ายังคงพบปัญหาการเรียกรับสินบนหรือ “ส่วยโยธา” บาทอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันในส่วนของงานเทศกิจ ก็มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเรียกเก็บผลประโยชน์จากร้านค้าและป้ายโฆษณาบนทางเท้าในอัตราประมาณ 500 บาทต่อโต๊ะต่อเดือน ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ประชาชนยังคงต้องเผชิญ

ข้อครหาพฤติกรรมเอื้อประโยชน์และกำหนดการยื่นตรวจสอบ

ประเด็นสำคัญที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง คือกระแสข่าวเรื่องพฤติกรรมเชิงชู้สาว หรือการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้บริหารบางท่านใน กทม. เพื่อแลกกับการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการเขต ซึ่งนายจิรายุยืนยันว่าแม้ตนจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์โดยตรง แต่ได้รับข้อมูลและพยานหลักฐานจากแหล่งข่าวเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งฝากข้อคิดเห็นถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้หันมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ระบบระบายน้ำและสภาพทางเท้า มากกว่าการเน้นการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เนื่องจากนโยบายกว่า 200 ข้อที่เคยประกาศไว้นั้น ปัจจุบันปัญหายังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ นายจิรายุยืนยันว่าการออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องและเพื่อความเป็นธรรมของสังคม โดยไม่ได้มีเจตนาทางการเมืองเพื่อกลั่นแกล้งผู้ใด ซึ่งกระบวนการตรวจสอบขั้นต่อไป นายจิรายุมีกำหนดการที่จะนำหลักฐานทั้งหมดเข้ายื่นเรื่องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการภายในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ เพื่อให้เกิดการไต่สวนข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสต่อไป

นายกฯ เยือนเวียดนาม 8-9 มิ.ย. ร่วมประชุม AFF 2026

นายกฯ เยือนเวียดนาม 8-9 มิ.ย. ร่วมประชุม AFF 2026

นายกฯ เยือนเวียดนาม 8-9 มิ.ย. ร่วมประชุม AFF 2026

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.21 น.

นายกฯ เยือนเวียดนาม 8-9 มิ.ย. ร่วมประชุม AFF 2026 

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2569 เวลา 14.00 น. ที่ทําเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ว่า เรื่องความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับประเทศเวียดนาม โดยนายกฯ ได้ย้ำว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีความสําคัญในการยกระดับความสัมพันธ์กับเวียดนาม นอกเหนือจากการลงนามในเอกสาร ต้องมีการขับเคลื่อนงานให้เป็นรูปธรรม ราคาขยายความร่วมมือเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน ซึ่งวันนี้มูลค่าทางการค้าอยู่ที่ 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งไทยและเวียดนามตั้งเป้าหมายว่าจะขยายไปให้ 2.5 หมื่นล้านเหรียญ

โดยนายกฯ จะเดินทางเยือนกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เพื่อร่วมประชุม  ASEAN Future Forum 2026 (AFF 2026) ระหว่างวันที่ 8-9 มิ.ย. ตามคำเชิญของนายนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อสานต่อความร่วมมือในระดับภูมิภาค รวมถึงหารือแนวทางรับมือความท้าทาย โดยเฉพาะการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยและเวียดนามให้ความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง 

ไทยช่วยไทย พลัส แรงไม่หยุด ยอดใช้จ่ายพุ่งทะลุ 2.5 พันล้าน ในวันเดียวหลังเปิดตัว

ไทยช่วยไทย พลัส แรงไม่หยุด ยอดใช้จ่ายพุ่งทะลุ 2.5 พันล้าน ในวันเดียวหลังเปิดตัว

ไทยช่วยไทย พลัส แรงไม่หยุด ยอดใช้จ่ายพุ่งทะลุ 2.5 พันล้าน ในวันเดียวหลังเปิดตัว

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.06 น.

ไทยช่วยไทย พลัส แรงไม่หยุด ทะลุ 2,581 ล้านบาท แล้ว หลังเปิดใช้วานนี้ – วันนี้ 11.00 น. รวมรายการใช้จ่าย 17.71 ล้านครั้ง 

2 มิถุนายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ว่า โครงการได้รับการตอบรับจากประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายและบทบาทของมาตรการภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยข้อมูล ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 11.00 น. มียอดใช้จ่ายสะสมรวมทั้งสิ้น 2,581.03 ล้านบาท

ทั้งนี้ แบ่งเป็นการใช้จ่ายในส่วนของประชาชน จำนวน 1,078.18 ล้านบาท และภาครัฐร่วมสนับสนุนการใช้จ่าย จำนวน 1,502.85 ล้านบาท

สำหรับจำนวนผู้เข้าร่วมใช้จ่ายผ่านโครงการฯ มีแล้วกว่า 10.09 ล้านคน เกิดรายการใช้จ่ายรวม 17.71 ล้านครั้ง ขณะที่มีร้านค้าเข้าร่วมและมีการใช้จ่ายผ่านโครงการแล้วกว่า 711,000 ร้านค้า ทั่วประเทศ

โฆษกฯ กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าโครงการไทยช่วยไทย พลัส สามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้ารายย่อย ผู้ประกอบการท้องถิ่น และธุรกิจชุมชนทั่วประเทศ

“รัฐบาลเชื่อมั่นว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญสร้างสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจฐานราก และช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ทั้งนี้ รัฐบาลจะได้ติดตามการดำเนินการโครงการฯ เพื่อให้จัดทำเป็นข้อมูลมหภาคเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงนโยบายต่อไป” นางสาวรัชดา กล่าว.

นายกฯ มอบ ศุภจี เจรจาภาษีทรัมป์ ชี้ เป็นเรื่องขีดความสามารถประเทศ ต้องรอบคอบ

นายกฯ มอบ ศุภจี เจรจาภาษีทรัมป์ ชี้ เป็นเรื่องขีดความสามารถประเทศ ต้องรอบคอบ

นายกฯ มอบ ศุภจี เจรจาภาษีทรัมป์ ชี้ เป็นเรื่องขีดความสามารถประเทศ ต้องรอบคอบ

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.04 น.

นายกฯ มอบ ศุภจี เจรจาภาษีทรัมป์ ชี้ เป็นเรื่องขีดความสามารถประเทศ ต้องรอบคอบ ยึดผลประโยชน์ประเทศ

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2569 เวลา 14.00 น. ที่ทําเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ว่า นายกฯ ได้สั่งการเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีกับสหรัฐอเมริกา โดยได้เน้นย้ำกับครม.ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ทั้งภาคการส่งออก ผู้ประกอบการ และเกษตรกร ไปทั้งระบบรวมถึงแรงงานของไทยทั้งระบบ ฉะนั้นทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องทํางานอย่างเร่งรัด และรอบคอบ ยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก โดยเรื่องนี้มอบหมายให้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พานิชย์ และหน่วยที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนการเจรจา ก่อนที่อัตราภาษีปัจจุบันจะสิ้นสุดลง คาดว่าจะอยู่ในช่วงวันที่ 24 ก.ค.2569 

โดยนายกฯ ยืนยันว่า รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้ไทยเสียจังหวะ ในการค้าโลก ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งทํางาน เพื่อให้การเจรจาภาษีกับสหรัฐ ได้ข้อสรุปที่รักษาผลประโยชน์ประเทศให้มากที่สุด

ครม. อนุมัติลงนาม MOC ส่งแรงงานไทยไปญี่ปุ่นระบบใหม่ ยกระดับทักษะ-คุ้มครองสิทธิ-เปลี่ยนนายจ้างได้

ครม. อนุมัติลงนาม MOC ส่งแรงงานไทยไปญี่ปุ่นระบบใหม่ ยกระดับทักษะ-คุ้มครองสิทธิ-เปลี่ยนนายจ้างได้

ครม. อนุมัติลงนาม MOC ส่งแรงงานไทยไปญี่ปุ่นระบบใหม่ ยกระดับทักษะ-คุ้มครองสิทธิ-เปลี่ยนนายจ้างได้

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.47 น.

ครม. อนุมัติลงนาม MOC ส่งแรงงานไทยไปญี่ปุ่นระบบใหม่ ESD ยกระดับทักษะ-คุ้มครองสิทธิ-เปลี่ยนนายจ้างได้ เริ่ม 1 เม.ย. 2570

เมื่อวันที่ 2 ม.ย.2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือโครงการการจ้างงานเพื่อการพัฒนาทักษะ (MOC) ระหว่างกระทรวงแรงงานไทย และหน่วยงานภาครัฐของประเทศญี่ปุ่น พร้อมอนุมัติให้ปลัดกระทรวงแรงงาน และอธิบดีกรมการจัดหางานเป็นผู้ลงนาม ซึ่งการจัดทำ MOC ครั้งนี้ เป็นการรองรับนโยบายนำเข้าแรงงานใหม่ของญี่ปุ่น ภายใต้ชื่อ “ระบบการจ้างงานเพื่อการพัฒนาทักษะ” (ESD) ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 เม.ย.2570 

ทั้งนี้ ร่างบันทึกความร่วมมือนี้ จะมีประโยชน์ต่อแรงงานไทยอย่างมาก โดยจะช่วยยกระดับการพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้มีทักษะอาชีพเทียบเท่า “แรงงานทักษะเฉพาะ หมายเลข 1” ผ่านการทำงานในญี่ปุ่น 3 ปี และยังช่วยคุ้มครองสิทธิความท่าเทียม เพราะแรงงานไทยจะได้รับสิทธิและการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานและความปลอดภัย เช่นเดียวกับลูกจ้างชาวญี่ปุ่น ไม่ถูกเลือกปฏิบัติหรือเอารัดเอาเปรียบ นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นขึ้น อนุญาตให้แรงงานขอย้ายงาน หรือเปลี่ยนนายจ้างได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดและจะมีมาตรการร่วมกับสถานทูตไทยดูแลให้แรงงานและครอบครัวเดินทางกลับประเทศอย่างราบรื่นเมื่อสิ้นสุดโครงการ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า MOC ฉบับนี้มีอายุบังคับใช้ 5 ปี (ต่ออายุอัตโนมัติคราวละ 5 ปี) โดยกระทรวงการต่างประเทศยืนยันไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ  ดังนั้น การลงนามครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดแรงงาน ยกระดับสิทธิประโยชน์ของคนไทยในญี่ปุ่นให้ได้รับความเป็นธรรม และนำทักษะกลับมาพัฒนาประเทศ

เช็กรายชื่อ ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็กรายชื่อ ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็กรายชื่อ ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.40 น.

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมติแต่งตั้งประจำวันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน 2569 ดังนี้

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเสนอ แต่งตั้ง นายโกสินทร์ เจติยานนท์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนัก [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (วิศวกรรมโยธา) สูง] สำนักวิเคราะห์และตรวจสอบ กรมทางหลวง ให้ดำรงตำแหน่ง วิศวกรใหญ่ที่ปรึกษาวิชาชีพเฉพาะด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านอำนวยความปลอดภัย) (วิศวกรโยธาทรงคุณวุฒิ) กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์  และรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนา

การอุดมศึกษา รวม 8 คน ซึ่งเป็นการแต่งตั้งตามมาตรา 50/6 แห่งพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 ดังนี้

1. ศาสตราจารย์นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล ประธานกรรมการ

2. นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ  ด้านการเงินการคลัง

3. นายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ  ด้านเศรษฐศาสตร์

4. นายไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ  ด้านการลงทุน

5. นายชั่งทอง โอภาสศิริวิทย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ  ด้านกฎหมาย

6. นายสุรพันธ์ เมฆนาวิน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านอื่น  ที่เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษา  หรือการบริหารองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบัณฑิต

7. นายชาญวุฒิ รุ่งแสงมนูญ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านอื่น ที่เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษาหรือการบริหารองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบัณฑิต

8. นายเจน นำชัยศิริ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านอื่น ที่เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษา หรือการบริหารองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบัณฑิต

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป 

เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน รวม 8 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ดังนี้

1. นายบัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานกรรมการ

2. นายประธาน จุฬาโรจน์มนตรี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

3. นายชูกิจ ลิมปิจำนงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

4. นายศรัณย์ โปษยะจินดา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

5. นายจักรชัย บุญยะวัตร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

6. นายปมทอง มาลากุล ณ อยุธยา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

7. นายคธาทิพย์ เอี่ยมกมลา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

8. นางพิมพ์ใจ ใจเย็น กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป 

เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ จำนวน 3 คน แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ และถึงแก่กรรม ดังนี้

1. นายสิริฤกษ์ ทรงศิวิไล

2. นายกมลภพ วีระพละ

3. นางคณาพร สนธยานนท์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว 

เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้ง นายสุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบัน

สารสนเทศทรัพยากรน้ำ แทน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน 

เรื่อง แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ จำนวน 3 คน เพื่อแทนกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก จำนวน 1 คน และแต่งตั้งเพิ่มเติม จำนวน 2 คน ดังนี้

1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์สันติกร ภมรปฐมกุล

2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพร ตั้งพัฒนกิจ

3. นายบุญชอบ วิเศษปรีชา (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนหรือให้เป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว 

เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กระทรวงพลังงาน)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน เสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการ

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำนวน 2 คน แทนกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก ดังนี้

1. นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง

2. นายพิชิต หุ่นศิริ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้กรรมการซึ่งได้รับการแต่งตั้งแทนอยู่ในตำแหน่งตามวาระของกรรมการซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้แทนชุมชนในเขตอำเภอบ้านแพ้วในคณะกรรมการโรงพยาบาลบ้านแพ้ว (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้ง นางพนิตา เตละวาณิชย์ เป็นกรรมการผู้แทนชุมชนในเขตอำเภอบ้านแพ้วในคณะกรรมการโรงพยาบาลบ้านแพ้ว แทน นายธีระชัย บุญอารีย์ กรรมการผู้แทนชุมชนเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว 

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้ง นายรัฐ คลังแสง เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

(นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป 

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

1. นายธนชัย สินธุไพร ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ)

2. นายคชศักดิ์ ศิริรัตน์มานะวงศ์ ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ)]

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป 

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงศึกษาธิการ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสนอแต่งตั้ง นางสาวพลอย ธนิกุล เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป 

เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงพลังงาน)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน เสนอแต่งตั้ง นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งนายชัย วัชรงค์ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง
เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งนายโกศล ปัทมะ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนภินทร  ศรีสรรพางค์) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

ไทยช่วยไทยพลัส คึกคัก! จากลุงตู่ถึงลุงหนู ธนกรชี้กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง

ไทยช่วยไทยพลัส คึกคัก! จากลุงตู่ถึงลุงหนู ธนกรชี้กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง

ไทยช่วยไทยพลัส คึกคัก! จากลุงตู่ถึงลุงหนู ธนกรชี้กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.29 น.

2 มิถุนายน 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ไทยช่วยไทยพลัสคึกคักกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง จาก“ลุงตู่”ถึง“ลุงหนู””

ทั้งนี้ นายธนกร สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยมีสาระสำคัญในการสนับสนุนโครงการดังกล่าวว่าเป็นกลไกที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง และเป็นการสานต่อความสำเร็จจากแนวคิดในอดีตสู่ปัจจุบัน

โดยเปรียบเทียบความต่อเนื่องของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ลุงตู่) มาสู่รัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล (ลุงหนู) โดยเน้นย้ำว่าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” คือการต่อยอดความสำเร็จจากโครงการ “คนละครึ่ง” ที่เคยทำผลงานได้ดีในการพยุงเศรษฐกิจช่วงวิกฤตที่ผ่านมา

นายกฯ เผย เรียก รมต.คุยนอกรอบเรื่องงบ 70

นายกฯ เผย เรียก รมต.คุยนอกรอบเรื่องงบ 70

นายกฯ เผย เรียก รมต.คุยนอกรอบเรื่องงบ 70

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.25 น.

นายกฯ เผย เรียก รมต.คุยนอกรอบเรื่องงบ 70 กำชับทุกหน่วยงานใช้งบฯ ให้เกิดประสิทธิภาพเต็มที่ 

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2569 เวลา 13.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเรียกรัฐมนตรีขึ้นไปหารือบนตึกไทยคู่ฟ้า รวมถึงหน่วยงานด้านความมั่นคง เมื่อช่วงเช้าก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้สั่งการ หรือกำชับอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ว่า ตนเดินทางไปต่างประเทศ 2 สัปดาห์ และวันนี้ (2 มิ.ย.) มีเรื่องของงบประมาณที่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา ก็ให้ทางผู้อำนวยการสำนักงานงบประมาณมาสรุปรายละเอียดให้กับรองนายกฯ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องรับทราบ ซึ่งไม่มีข้อกังวลอะไรเป็นพิเศษ ทุกอย่างเป็นไปตามกรอบของวงเงินงบประมาณ ปีนี้มากกว่าปีที่แล้วเพียง 7 พันล้านบาท ซึ่งก็เป็นวงเงินที่ค่อนข้างจำกัด จึงกำชับให้ทุกหน่วยงานใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ และกระจายไปให้ถึงประชาชนให้ได้มากที่สุด