ภราดร เผยหากที่ประชุม สส.ภท. เห็นชอบร่างแก้ รธน.จ่อส่งประธานรัฐสภา 20 พ.ค.

ภราดร เผยหากที่ประชุม สส.ภท. เห็นชอบร่างแก้ รธน.จ่อส่งประธานรัฐสภา 20 พ.ค.

ภราดร เผยหากที่ประชุม สส.ภท. เห็นชอบร่างแก้ รธน.จ่อส่งประธานรัฐสภา 20 พ.ค.

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

ภราดร เผยหากที่ประชุม สส.ภท. เห็นชอบร่างแก้ รธน.จ่อส่งประธานรัฐสภา 20 พ.ค. บอกเป็นพรรคแรกสนองผลประชามติ 21 ล้านเสียง ใช้บทเรียนครั้งที่แล้วมาแก้ไขตั้งเป้าหมายต้องดันให้สำเร็จ

เมื่อวันที่  18 พ.ค.2569 เวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยว่า วันที่ 19 พ.ค. จะเสนอร่างให้ที่ประชุมสส.ของพรรคพิจารณา หากที่ประชุมเห็นชอบจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยต่อประธานรัฐสภาวันที่ 20 พ.ค. โดยเนื้อหาในร่างของพรรคภูมิใจไทยจะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 โดยเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามผลการลงประชามติของประชาชน 21 ล้านเสียง โดยจะไม่มีการแก้ไขเนื้อหาในหมวด1หมวด 2 โดยจะกำหนดล็อคไม่ให้สภาร่างรัฐธรรนูญ (ส.ส.ร.) มาแก้ไขส่วนนี้ด้วย

เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ เนื่องจากที่ผ่านมามีความขัดแย้งจนไม่สามารถเดินหน้าได้ นายภราดร ตอบว่า ต้องไปดูที่ผ่านมาปัญหาและอุปสรรคอยู่ตรงไหนโดยเรานำสิ่งเหล่านั้นมาปรับปรุงเพื่อยกร่าง จากนี้ก็ต้องไปหารือเจรจากับทุกฝ่าย เพราะการจะผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ต้องมีหลายส่วนทั้งในส่วนของ สว. สัดส่วนของฝ่ายค้านก็ต้องเห็นด้วยร้อยละ 20 การจะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเห็นด้วยทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ ในฐานะพรรคภูมิใจไทย เราต้องการผลักดันให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ

เมื่อถามว่าพรรคภูมิใจไทยต้องการให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญาของพรรคเป็นร่างหลักหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า อยู่ที่การพิจารณาของรัฐสภา ส่วนที่พรรคเพื่อไทยจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นกันในส่วนของพรรคร่วมจะคุยกันก่อนหรือไม่นั้น การยื่นร่างกฎหมายเป็นสิทธิของแต่ละพรรค พรรคภูมิใจไทยก็เป็นหนึ่งในพรรคการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย เราเห็นความสำคัญและประกาศตัวเป็นพรรคแรกที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังจากที่รัฐบาลประกาศไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของสภาฯชุดที่ผ่านมา เรื่องนี้พรรคการเมืองก็เดินหน้าต่อ เมื่อถามว่าระหว่างการร่างได้พูดคุยกับทางสว.จนเป็นที่ยอมรับแล้วหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ประเด็นของสว.ครั้งที่แล้วติดใจเรื่องอำนาจ 1 ใน 3 ในการโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนจะมีสสร. ซึ่งเรื่องนี้ต้องนำไปพูดคุยในพรรคในวันที่ 19 พ.ค. ว่าจะดำเนินการแบบไหนว่าแบบไหนคือจุดตรงกลาง ซึ่งร่างเดิมของพรรคภูมิใจไทยใส่ตรงนี้ไว้ 1 ใน5 

ครม.เงา ชงรัฐบาล 3 ข้อ ถึงรัฐบาล แก้เหตุรถไฟชนรถเมล์ บี้ผลักดัน Missing Link แก้ปัญหาจุดตัดรถไฟ

ครม.เงา ชงรัฐบาล 3 ข้อ ถึงรัฐบาล แก้เหตุรถไฟชนรถเมล์ บี้ผลักดัน Missing Link แก้ปัญหาจุดตัดรถไฟ

ครม.เงา ชงรัฐบาล 3 ข้อ ถึงรัฐบาล แก้เหตุรถไฟชนรถเมล์ บี้ผลักดัน Missing Link แก้ปัญหาจุดตัดรถไฟ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.34 น.

‘ครม.เงา‘ ชง 3 ข้อถึงรัฐบาลแก้เหตุรถไฟชนรถเมล์ ’เข้มวินัยจราจรคนขับรถ-สอบสาเหตุผ่านกก.สอบ-เร่งผลักดันมิสซิ่งลิงก์แก้จุดตัดทางรถไฟ‘

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงหลังการประชุมครม.เงา กรณีรถไฟชนรถเมล์บริเวณแยกอโศก เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิตจำนวนมากว่า พรรคประชาชนจะใช้ทุกกลไกที่มีในการตรวจสอบข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล โดยจะมีการนำเรื่องเข้าที่ประชุมกรรมาธิการ(กมธ.)การคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 20 พ.ค.นี้ 

นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนภาพรวมข้อเสนอของครม.เงา ต่อรัฐบาล มี 3 เรื่อง คือ 1. การเข้มงวดกวดขันวินัยจราจร การใช้รถใช้ถนน ทั้งคนขับรถเมล คนขับรถไฟ และอื่นๆ 2.การสอบสวนหาสาเหตุต่างๆ เป็นหน้าที่ของทุกหน่วยงาน ตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง ผ่านคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุของการขนส่งทางราง และ 3. ขอให้รัฐบาลเร่งผลักดัน มิสซิ่งลิงก์ (Missing Link) ที่อนุมัติไปแล้วตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาจุดตัดทางรถไฟบนผิวจราจรได้

ฟ้องมา ฟ้องกลับ สมชัย ประกาศกร้าว เราขอใช้แนวคิดนายกฯบ้าง

ฟ้องมา ฟ้องกลับ สมชัย ประกาศกร้าว เราขอใช้แนวคิดนายกฯบ้าง

ฟ้องมา ฟ้องกลับ สมชัย ประกาศกร้าว เราขอใช้แนวคิดนายกฯบ้าง

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.20 น.

วันนี้ 18 พฤษภาคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โพสต์ข้อความพร้อมภาพจากสื่อแห่งหนึ่ง โดยระบุว่า “ฟ้องมา ฟ้องกลับ

ใครกล้าแจ้งความดำเนินคดีประชาชน ด้วยข้อกล่าวหาเท็จ รุนแรง หมิ่นประมาท เพิ่อหวังปิดปากการวิจารณ์โดยชอบ ต้องพร้อมถูกฟ้องกลับด้วย 10.00 น. วันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่ อาคาร 1 กองปราบ ข้างแดนเนรมิตเดิม ประชาชนที่ถูกแจ้งความดำเนินคดีโดยมิชอบ จะแจ้งความดำเนินคดีอาญากลับ 1) ฟ้องเท็จ 2) หมิ่นประมาท 3) จงใจใช้ตำแหน่งหน้าที่ปฏิบัติมิชอบ

สมชัย ศรีสุทธิยากร

หมายเหตุ : ข่าวไม่เกี่ยวกับภาพประกอบ แต่สื่อว่า เราขอใช้แนวคิดนายกอนุทินบ้าง”

หลังจากที่โพสต์ของ สมชัย ศรีสุทธิยากร เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“อาจารย์ สมชัย สุ้ๆ จะอยุ่เคียงข้าง คะ”

“เริ่่ด”

“พอร่อง”

“ถ้าคนตั้งใจจะปราบโกง เขาต้องหาทางเอื้อให้คนเปิดโปงและร้องเรียน ไม่ใช่ข่มขู่คนให้ข้อมูล แบบอันธพาล”

“ยุคคอรัปชั่นพลัส”

“สรุปไม่มีรับสินบน ไม่มีฮั้วสว. ที่เขากระโดงก็ไม่ผิดว่างั้น”

“หัวหน้าแก๊งครับ”

“เห็นด้วยครับ อาจารย์ ตั้งฐานสู้กับพวกมัน จะระดมทุน หรือไม่ ช่วยรายละเอียดด้วยครับ”

สมชัย ศรีสุทธิยากร
สมชัย ศรีสุทธิยากร
สมชัย ศรีสุทธิยากร
สมชัย ศรีสุทธิยากร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร

‘ปชน.’ กาง 3 หลักการ ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ เพิ่มส่วนร่วมปชช.-ป้องกันการผูกขาด-ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษ สว.

‘ปชน.’ กาง 3 หลักการ ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ เพิ่มส่วนร่วมปชช.-ป้องกันการผูกขาด-ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษ สว.

‘ปชน.’ กาง 3 หลักการ ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ เพิ่มส่วนร่วมปชช.-ป้องกันการผูกขาด-ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษ สว.

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.20 น.

‘เงาส้ม‘ กาง 3 หลักการ ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ เพิ่มส่วนร่วมประชาชน-ป้องผูกขาด-ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษ สว. ด้าน ‘พริษฐ์’ ย้ำเบื้องต้นต้องมีคูหาให้ประชาชนร่วมเลือกได้ อัด คำวินิจฉัยศาล รธน. ขัดหลักประชาธิปไตย-ย้อนแย้งกันเอง โทษ ’รธน. 60‘ คืออุปสรรคสำคัญสุด เหตุวางด่านป้องกันการแก้ใหม่ ลามเอื้อเป็นปุ๋ยให้ ’ระบอบสีน้ำเงิน‘ กินรวบทุกสถาบันการเมือง

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เงา จากพรรคประชาชน โดยมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม และแถลงผลการประชุมเกี่ยวกับแนวทางการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราต้องการรัฐธรรมนูญที่มีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด ไม่ใช่โดยเร็วที่สุด พรรคประชาชนจึงมีข้อเสนอ 3 ข้อ ประกอบด้วย 1.ในส่วนของพรรคประชาชนและภาคประชาชน เราเห็นตรงกันว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น จะเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนที่ได้ออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มากที่สุด ต้องคงหลักการ 3 ข้อไว้ด้วยกัน หลักการข้อ1. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุด โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ถึงแม้เราจะอยู่ภายใต้กรอบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568 หลักการข้อ2.เราต้องป้องกันการผูกขาด ในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ต้องไม่เกิดกระบวนการทำให้กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งผูกขาดกระบวนการจัดทำรัฐธรรรมนูญฉบับใหม่ได้ตลอดกระบวนการ หลักการข้อ3.ไม่ควรเพิ่มสิทธิพิเศษกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) สมาชิกรัฐสภาทุกคนควรมีสิทธิเท่าเทียมกันในการโหวตเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบตลอดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า 2.พรรคประชาชนพร้อมจะเสนอและผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเพิ่มเติมหมวด 15/1 ที่ยึดกับหลักการทั้ง 3 ข้อก่อนหน้า เข้าสู่รัฐสภาตามผลการออกเสียงประชามติของประชาชน 3.พรรคประชาชนพร้อมจัดสรร สส. ของพรรคบางส่วนไปสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 นี้ของพรรคการเมืองอื่นๆ ที่เสนอเข้ามา ตราบใดที่ร่างของพรรคการเมืองอื่นๆ นั้น สอดคล้องกับหลักการข้างต้นทั้ง 3 ข้อ 4.พรรคประชาชนพร้อมสนับสนุนภาคประชาชน ในการรวบรวมอย่างน้อย 50,000 รายชื่อ ของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 โดยภาคประชาชน 5.พรรคประชาชนและภาคประชาชนเห็นตรงว่า ทุกหน่วยงาน ทุกภาคส่วนในสังคม ควรต้องมีส่วนร่วมในการรณรงค์และจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับรู้ เข้าใจ และมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ครั้งนี้อย่างมีความหมาย

ด้านยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการและผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) กล่าวว่า เราไม่อยากเห็นเพียงว่า รัฐบาลที่นําโดยพรรคภูมิใจไทย จะเอาร่างฉบับเดิมกลับมา หรือจะเสนอร่างฉบับใหม่เมื่อไหร่ แค่นี้ไม่เพียงพอ ขอเรียกร้องอย่างน้อยรัฐบาลชุดนี้ จําเป็นต้องประกาศแถลงโรดแมป กระบวนการจัดทํารัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด ให้ประชาชนได้เข้าใจ อย่างน้อยต้องมีประชามติอีกสองครั้ง มีกระบวนการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ว่าอยากเห็นรัฐธรรมนูญใหม่เป็นอย่างไร ซึ่งกระบวนการข้างหน้า อาจจะเสร็จเร็วได้ในระยะ 2-3 ปี หรือเสร็จช้าไม่ทันรัฐบาล แต่ประชาชนจําเป็นต้องรับรู้ล่วงหน้า เพื่อเตรียมตัว

“ไม่ว่าพรรคการเมืองไหน ต้องไม่มีอิทธิพลมากไปกว่าคนอื่นในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และยังมีคดีติดพันตัวเองอยู่ว่า มาโดยสุจริตถูกต้องหรือไม่ สว.ไม่มีความชอบธรรมที่จะมีอํานาจเหนือ สส. และประชาชน ในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าพวกเราในฐานะประชาชนคนธรรมดา ไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงตามที่ศาลบอกไว้ สว. ซึ่งมีที่มาโดยไม่ชอบธรรม ก็ไม่ควรมีสิทธิที่จะเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญเช่นกัน และกระบวนการข้างหน้าหวังว่าจะไม่มีการโยนอํานาจไปให้ สว.มากเกินความจำเป็น อย่างไรก็ดี หากร่างที่พรรคการเมืองเสนอไม่ได้มีส่วนร่วมของประชาชน เราคงต้องใช้สิทธิ์ของประชาชนเข้าชื่อเสนอร่างฉบับอื่นเข้าแข่งขัน” นายยิ่งชีพ กล่าว

ขณะที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ในภาพใหญ่ รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้นำพาประเทศมาสู่ระบบการเมืองที่ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน โดยเปิดช่องให้รัฐบาลฮั้วกับองค์กรอิสระได้ โดยใช้วุฒิสภาเป็นเครื่องมือ เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดวิธีการเลือก สว. ไม่ยึดโยงกับประชาชน และมาจากการเลือกกันเอง เปิดช่องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมือง สามารถเข้ามาแทรกแซงและควบคุมเสียงของวุฒิสภาได้อย่างเบ็ดเสร็จ และในเมื่อรัฐธรรมนูญออกแบบให้วุฒิสภามีอำนาจชี้ขาดบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ดังนั้น หากฝ่ายการเมืองที่เข้าควบคุมเสียงวุฒิสภานั้นเป็นฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ประชาชนก็ย่อมมองได้ว่า รัฐบาลนั้นอาจคุมเสียงในองค์กรอิสระได้ด้วยเช่นกัน

“รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เป็นปุ๋ยชั้นดีของระบอบสีน้ำเงิน ที่พยายามรุกคืบและกินรวบประเทศ ด้วยการควบคุมสถาบันทางการเมืองทั้งหมดให้สำเร็จ เราจึงกังวลใจว่า ระบอบสีน้ำเงินจะทำทุกวิถีทาง ให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ไม่สำเร็จ หรือพยายามทำให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้เงื่อนไขให้ระบอบสีน้ำเงินสามารถผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และการกำหนดเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า พรรคประชาชนจะทำเต็มที่ในระบบรัฐสภา เพื่อให้ประเทศเรามีระบบและกติกาการเมืองที่เป็นธรรม มีส่วนร่วมของประชาชน และหลุดพ้นจากระบอบสีน้ำเงิน แต่คงไม่อาจสำเร็จได้ หากไม่ร่วมมือและรวมพลังกับภาคประชาชนที่มีอยู่ทั่วประเทศ

เมื่อถามถึงเงื่อนไขเรื่องอำนาจของ สว. นายพริษฐ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนไม่ได้ตัดอำนาจ สว. เพราะอำนาจ 1 ใน 3 ของ สว. ในกรณีดังกล่าวนั้น ไม่ได้มีบทบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ และเมื่อมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนส่งไปทำประชามติ เราคิดว่าอย่างน้อย สส. กับ สว. ควรมี 1 สิทธิ 1 เสียงเท่าเทียมกัน ไม่ควรเพิ่มสิทธิกำหนดให้ต้องมีเสียง สว. เกิดสัดส่วนเท่าไร จึงจะส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อถามประชามติกับประชาชนได้ พรรคประชาชนจึงยืนยันหลักการที่สอดคล้องกับภาคประชาชนว่าไม่ควรเพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. แต่หากมีฝ่ายที่เห็นต่างก็ควรนำมาปรึกษาหารือกันในระบบรัฐสภา

เมื่อถามถึงสูตร 20 หยิบ 1 ที่เคยมีในร่างแก้ไขก่อนหน้านี้ จะยังมีอยู่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนจะมีการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมี 3 หลักการสำคัญ คือเพิ่มส่วนร่วมของประชาชน เพิ่มกฎเกณฑ์ป้องกันการผูกขาด และไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. เราจึงอาจต้องนำเอาหลายร่างที่เคยเสนอไป มาทบทวนปรับปรุงให้สอดคล้องกับ 3 หลักการนี้ เพื่อยื่นกลับเข้าไป

เมื่อถามถึงรูปธรรมของหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน นายพริษฐ์ กล่าวว่า ยืนยันว่า รูปธรรมของหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน คือการมีคูหา เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนรูปแบบของคูหาจะเป็นเช่นไร เมื่อเข้าสู่การประชุมของ สส. และมีข้อสรุปชัดเจน ก็จะสามารถแถลงรายละเอียดให้ทราบได้ แต่เบื้องต้นยืนยันได้เรื่องการมีคูหา ซึ่งเป็นรูปธรรมของการมีส่วนร่วมของประชาชน

นายพริษฐ์ กล่าวว่า การมีคูหาไม่ได้เป็นอะไรที่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แน่นอนว่าพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว และมองว่าคำวินิจฉัยขัดต่อหลักการประชาธิปไตย และขัดต่อคำวินิจฉัยก่อนหน้านั้นในปี 2564 ด้วยซ้ำ ว่าประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ดังนั้น เราต้องยืนยันว่า เป็นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตย และขัดแย้งกันเอง

“แต่แม้เราเอาคำวินิจฉัยดังกล่าวมาอ่านเพิ่มเติม ก็ต้องยืนยันว่า การมีคูหาที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่าง ก็ไม่ได้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แม้กระทั่งร่างที่พรรคประชาชนเคยเสนอไปในวาระ 1 เมื่อปลายปีที่แล้ว ก็มีคูหาให้ประชาชนเลือกสภาที่ปรึกษาโดยตรง และกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญโดยอ้อม” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวว่า อย่าลืมว่าเวลานั้นสมาชิกรัฐสภา รวมถึงเสียง สว. เกิน 1 ใน 3 ก็เห็นชอบรับหลักการร่างของพรรคประชาชนเช่นนี้มา จึงยืนยันได้ว่า ร่างดังกล่าวไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และไม่อยากให้ฝ่ายใดนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นเกราะกำบังความพยายามในการลดการมีส่วนร่วมของประชาชน
ดังนั้น อุปสรรคที่สำคัญที่สุดในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ คือตัวรัฐธรรมนูญ ปี 2560 เอง เพราะการออกแบบกติกาตั้งแต่สมัย คสช. คือป้องกันไม่ให้เกิดการแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงเจอหลายอุปสรรคที่ถูกฝังไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2560 ทั้งการกำหนดว่าการแก้ไขใดๆ ต้องมีเสียง 1 ใน 3 ของ สว. รวมถึงการเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่สร้างอุปสรรค ทั้งเรื่องจำนวนการทำประชามติ และการเลือกผู้ร่าง

“แต่สิ่งที่จะเป็นปัจจัยสำคัญในการให้เราร่วมกันทลายอุปสรรคดังกล่าวได้ คือพลังของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งได้สะท้อนเจตจำนงชัดเจนแล้วผ่านการออกเสียงประชามติ หากยังมีพลังของประชาชนผลักดันกระบวนการนี้อย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นส่วนสำคัญในการทลายอุปสรรคเหล่านี้” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามถึงหลักการข้อที่ 3 เรื่องการไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว.  นายพริษฐ์ กล่าวว่า ยอมรับว่า เป็นไปได้ว่าจะยึดเกณฑ์เดิมคือ ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเกณฑ์นี้เคยได้รับเสียงเห็นชอบจากกรรมาธิการเสียงข้างมากในการพิจารณาเมื่อช่วงต้นปีด้วย

ขณะที่นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ ที่ไม่บรรลุผลตาม MOA ที่ทำไว้กับพรรคภูมิใจไทย จะมีการโน้มน้าว สว. หรือพรรคการเมืองอื่นอย่างไรว่า สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังการทำ MOA คือเสียงของประชาชนในการออกเสียงประชามติ 21 ล้านเสียง ที่ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลักการทั้งหมดอยู่ใน 3 ข้อที่เราแถลงไปแล้ว ตราบใดที่สมาชิกรัฐสภาและทุกฝ่ายการเมืองให้ความสำคัญและความเคารพกับเจตนารมณ์ของประชาชน ที่อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของประชาชน ถ้าทุกคนเคารพเจตจำนงตรงกัน หลักการทั้ง 3 ข้อที่เราวางไว้ ไม่น่าจะขัดแย้งกับความเห็นใดๆ ของทุกภาคส่วน และเราก็บอกด้วยว่า พร้อมจะสนับสนุนร่างแก้ไขของพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วยซ้ำ หากไม่ขัดต่อหลักการทั้ง 3 ข้อดังกล่าว

นายกฯ หารือทูตบังกลาเทศ เชื่อมโยงเส้นทางเดินเรือ–เที่ยวบิน-ความมั่นคงทางอาหาร ดันไทยเป็นสะพานเชื่อม ASEAN–BIMSTEC

นายกฯ หารือทูตบังกลาเทศ เชื่อมโยงเส้นทางเดินเรือ–เที่ยวบิน-ความมั่นคงทางอาหาร ดันไทยเป็นสะพานเชื่อม ASEAN–BIMSTEC

นายกฯ หารือทูตบังกลาเทศ เชื่อมโยงเส้นทางเดินเรือ–เที่ยวบิน-ความมั่นคงทางอาหาร ดันไทยเป็นสะพานเชื่อม ASEAN–BIMSTEC

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.54 น.

นายกฯ หารือทูตบังกลาเทศฯ เดินหน้าเชื่อมโยงคมนาคมทางเรือ–เที่ยวบิน และความมั่นคงทางอาหาร ผลักดันไทยเป็นสะพานเชื่อม ASEAN–BIMSTEC สร้างโอกาสและเสถียรภาพของภูมิภาค 

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายฟัยยาซ มูรชิด กาซี  เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสพ้นจากหน้าที่ โดยภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญของการหารือ ดังนี้
 
นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมเอกอัครราชทูตบังกลาเทศฯ ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมืออันใกล้ชิดระหว่างไทยกับบังกลาเทศตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง โดยมองความร่วมมือไทย–บังกลาเทศไม่เพียงในมิติทวิภาคี แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพของภูมิภาคในระยะยาว พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลของทั้งสองประเทศจะร่วมกันผลักดันความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นต่อไป


 
โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นความสัมพันธ์และความร่วมมือที่สำคัญ ดังนี้
 
1. ด้านการค้าและการลงทุน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องการเริ่มต้นเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับบังกลาเทศ เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างกัน โดยมุ่งหวังให้เกิดความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

2. ด้านการเชื่อมโยงโลจิสติกส์ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญในการส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านการขนส่งระหว่างท่าเรือระนองของไทยกับท่าเรือจิตตะกองของบังกลาเทศ นอกจากนี้ ฝ่ายบังกลาเทศยังสนใจให้มีการเปิดเส้นทางบินตรงระหว่างจังหวัดเชียงใหม่กับเมืองจิตตะกอง เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการเดินทาง และการเชื่อมโยงระดับประชาชนของทั้งสองประเทศ

3. ด้านการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีที่ในปี 2568 ประเทศไทยให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวจากบังกลาเทศมากกว่า 140,000 คน และยืนยันความพร้อมในการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวชาวบังกลาเทศ ขณะที่ฝ่ายบังกลาเทศเน้นย้ำความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพที่สำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวชาวบังกลาเทศ

4. ด้านความมั่นคงทางอาหาร ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะในมิติการเกษตรและสาธารณสุข เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศและภูมิภาคอย่างยั่งยืน


 
5. ความร่วมมือด้านความมั่นคงและการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อผลสำเร็จของการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านกลาโหมระหว่างไทยกับบังกลาเทศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ฝ่ายบังกลาเทศยังได้ชื่นชมความพยายามและผลการดำเนินงานของไทยในการปราบปรามแก๊งหลอกลวงออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติ ขณะที่นายกรัฐมนตรียืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง
 
6. ความร่วมมือภายใต้กรอบ BIMSTEC นายกรัฐมนตรียืนยันการสนับสนุนการดำรงตำแหน่งประธาน BIMSTEC ของบังกลาเทศในช่วงปี 2568 – 2570 อย่างเต็มที่ โดยไทยพร้อมทำงานอย่างใกล้ชิดกับสมาชิกทุกประเทศ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายร่วมกัน รวมถึงการผลักดัน “วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030” (BIMSTEC Bangkok Vision 2030) ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า ไทยมองบทบาทของประเทศในฐานะ “สะพานเชื่อม” ระหว่าง ASEAN กับ BIMSTEC เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การคมนาคม ห่วงโซ่อุปทาน และความมั่นคงของภูมิภาคในระยะยาว พร้อมเน้นย้ำว่าความร่วมมือภายใต้กรอบ BIMSTEC ไม่เพียงเป็นโอกาสของประเทศสมาชิกเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเสถียรภาพ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงร่วมกันของภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวอวยพรและแสดงความยินดีที่เอกอัครราชทูตบังกลาเทศฯ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ พร้อมเน้นย้ำการสานต่อความร่วมมือทวิภาคีไทย–บังกลาเทศ บนพื้นฐานความสัมพันธ์อันดีและวิสัยทัศน์ร่วมกันในการส่งเสริมความเชื่อมโยงและเสถียรภาพของภูมิภาค

ทรงศักดิ์ เมิน เสรีพิศุทธ์ จ่อลงพื้นที่เขากระโดง ป้องนายกฯ ไม่ได้ละเว้นปฏิบัติหน้าที่

ทรงศักดิ์ เมิน เสรีพิศุทธ์ จ่อลงพื้นที่เขากระโดง ป้องนายกฯ ไม่ได้ละเว้นปฏิบัติหน้าที่

ทรงศักดิ์ เมิน เสรีพิศุทธ์ จ่อลงพื้นที่เขากระโดง ป้องนายกฯ ไม่ได้ละเว้นปฏิบัติหน้าที่

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.07 น.

‘ทรงศักดิ์’ เมิน ‘เสรีพิศุทธ์’ ลงพื้นที่เขากระโดง มอง แค่อยากเป็นข่าว ยัน รัฐธรรมนูญคุ้มครองประชาชน เหตุถือโฉนดที่รัฐออกให้ ป้อง “นายกฯ”ไม่ได้ละเว้นปฏิบัติหน้าที่เพราะไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานที่ดิน หลังถูกขู่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญฟันจริยธรรม

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.40 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย จะลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ แจ้งจับตระกูลชิดชอบ เนื่องจากรุกที่ดินพื้นที่เขากระโดง ว่า เขาเป็นคนไทยไปไหนก็ได้ ส่วนใครยึดพื้นที่เขากระโดงตนยังไม่ทราบ เพราะคนที่อยู่ส่วนใหญ่มีกรรมสิทธิ์ มีโฉนดที่รัฐออกให้ เพราะออกโดยกรมที่ดิน และรัฐธรรมนูญถือว่าคุ้มครองสิทธิ์ ดังนั้นคนที่อยู่ถือว่าอยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นคนที่จะมาบอกว่าถือเอกสารเหล่านี้ไม่ชอบนั้น ต้องมีหน้าที่ไปพิสูจน์เพื่อหักล้าง

เมื่อถามว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ มีสิทธิ์ลงพื้นที่ตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เขาคงอยากลงไปดูเพื่อให้เกิดความชัดเจน 

เมื่อถามว่า มองการเคลื่อนไหวครั้งนี้อย่างไร นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า “ก็เป็นข่าวนะ”

เมื่อถามย้ำว่า พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ออกจากตำแหน่งเนื่องจากมองว่ามีพฤติกรรมละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และผิดจริยธรรมร้ายแรงกรณีไม่ดำเนินการเรื่องที่ดินเขากระโดง นายทรงศักดิ์ ย้อนถามกลับว่า นายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าพนักงานที่ดินหรือไม่ ถ้าไม่ได้เป็นก็ไม่ได้เกี่ยวกับนายกรัฐมนตรี 

อธิบดีกรมราง เผยกล่องดำฟ้อง รถไฟชนรถเมล์ พนักงานขับเบรกกระชันชิด 100 เมตร แต่ไม่ทัน

อธิบดีกรมราง เผยกล่องดำฟ้อง รถไฟชนรถเมล์ พนักงานขับเบรกกระชันชิด 100 เมตร แต่ไม่ทัน

อธิบดีกรมราง เผยกล่องดำฟ้อง รถไฟชนรถเมล์ พนักงานขับเบรกกระชันชิด 100 เมตร แต่ไม่ทัน

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.45 น.

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ดร.พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ได้โฟนอินในสัมภาษณ์ในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ กรณีรถไฟชนรถเมล์ บริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน ถนนอโศก-ดินแดง 

ดร.พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ เปิดเผยว่า บริเวณเส้นสีเหลืองเป็นเส้นที่รถยนต์จะจอดไว้ไม่ได้ เมื่อเช้าได้เข้าไปตรวจจุดดูทั้งหมด รถยังจอดทับกันเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ขอความร่วมมือประชาชน ให้ความระมัดระวัง สีเหลืองจอดล้ำไม่ได้ ตัวรถไฟออกมาทำร้ายท่านไม่ได้ ถ้าเราไม่ล้ำ ไม่จอดคร่อม เส้นสีเหลือง เราจะปลอดภัย

ดร.พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ยืนยันว่า ถ้ารถเมล์คาอยู่ ไม้กั้นลงไม่ได้อยู่แล้ว ตราบใดไม้กั้นไม่ลงรถไฟวิ่งเข้าไม่ได้เด็ดขาด เพราะสัญญาณไฟ ก็จะห้ามเอาไว้ว่าข้ามเข้ามา พนักงานรถไฟต้องโบกธงสีแดงห้ามอีก เคสนี้คนขับรถไฟฝ่าทั้งสัญญาณไฟและธงสีแดงน่าจะเกิดจากสารเสพติด จุดตัดทางรถไฟทั้งประเทศกว่าพันจุดอยู่ภายใต้กฎนี้

ส่วนกรณีกล่องดำของรถไฟคือบันทึกความเร็ว คนขับรถไฟใช้เบรกฉุกเฉินเพียงแค่ 100 เมตร ความเร็วจาก 34 กม./ชม. เหลือ 28 กม./ชม. ก่อนถึงจุดเกิดเหตุ ซึ่งไม่ทันแน่นอน ซึ่งกล่องดำจะบอกแค่ความเร็วเท่านั้น ซึ่งจะคำนวณระยะ ความเร็วได้ แต่ที่แน่ๆ รถควรจะหยุด แต่มันมีความเร็วผิดตั้งแต่ต้นแล้ว

การแก้ปัญหาในระยะยาวทาแยกต่างระดับ รถไฟอยู่ใต้ดิน ถนนอยู่ข้างบน แก้ปัญหาทั้งหมดใน 4 ปี เรื่องการทำอุโมงค์ ครม.อนุมัติไปเมื่อปี 59 แต่การรถไฟยังไม่ได้สร้าง ต้องสำรวจพื้นที่รับฟังประชาชน ทำทั้งหมดใน กทม. ซึ่งมีทั้งหมด 20 จุด จุดนี้อันตรายสุด ระยะกลางต้องมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี ถ้าไม้กั้นไม่ลง ล้อรถไฟไม่หมุน ความปลอดภัยต้องมีหลายชั้น แต่กรณีนี้หละหลวมทุกชั้น ส่วนการแก้ปัญหาระยะสั้น ขอความร่วมมือประชาชน สีเหลืองอย่าเข้าเด็ดขาด เข้าไปไม่ได้ ต้องช่วยกันรณรงค์ ใครล้ำเส้นเหลืองต้องจับปรับโทษสูง ติดกล้องวงจรปิด ส่งลงโทษทางกฎหมาย ปรับปรุงสัญญาณจราจร ให้เชื่อมกับระบบรถไฟ

ขอบคุณข้อมูล : กรรมกรข่าว คุยนอกจอ

ไม่เกี่ยวแลนด์​บริดจ์ ทรงศักดิ์​ เล็งจัดสรรที่ทำกินให้ประชาชน สแกนเข้มต่างชาติใช้นอมินี

ไม่เกี่ยวแลนด์​บริดจ์ ทรงศักดิ์​ เล็งจัดสรรที่ทำกินให้ประชาชน สแกนเข้มต่างชาติใช้นอมินี

ไม่เกี่ยวแลนด์​บริดจ์ ทรงศักดิ์​ เล็งจัดสรรที่ทำกินให้ประชาชน สแกนเข้มต่างชาติใช้นอมินี

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.32 น.

‘ทรงศักดิ์​’ เล็งจัดสรรที่ทำกินให้ประชาชน​ ยัน​ ไม่เกี่ยวจัดสรรพื้นที่แลนด์​บริดจ์ บอก สั่งสแกนต่างชาติ​ใช้นอมินีถือครองที่ดิน​ ลั่น หากผิดดำเนิน​การตามกฎหมายทันที

วันที่ 18 พ.ค. 2569 เมื่อเวลา 10.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์​ ทอง​ศรี​ รองนายกรัฐมนตรี​ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีหน่วยงาน​ที่​เกี่ยวข้อง​เข้าร่วมอย่างพร้อม​เพียง​ พร้อมกล่าวในช่วงต้น​ ว่า​ เป็นการประชุมคณะกรรมการนโยบายที่เด่นแห่งชาติซึ่งเป็นการประชุม ครั้งที่ 1/2569 หรือเป็นการประชุมครั้งแรกของตน สืบเนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้มอบหมาย ให้ตนทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการ ซึ่งถือเป็นคณะกรรมการที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน การนโยบายการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้อง กับการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเป็นหลักประกันสำคัญของครอบครัวในการดำเนินชีวิต ถ้าประชาชน​อยู่บนที่ดิน​ ที่มีความมั่นใจว่าถูกต้อง​ เขาจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวมีความสุข และความมั่นคงในการดำเนินชีวิต

ทรงศักดิ์​ ทอง​ศรี​

โดยนายทรงศักดิ์​ กล่าวก่อนการประชุม​ ยืนยันว่า​เป็นเพียงจัดสรรที่ดินของรัฐ​ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์​ให้ประชาชนได้ทำกิน​ ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรที่ดินในโครงการแลน​ด์บริดจ์​​ โดยเป้าหมายการจัดสรรที่ดินต้องดูตัวเลข​ของหน่วยงานของเจ้าของที่ดิน​ พร้อมดูเรื่องการส่งเสริมการเพราะปลูกและพัฒนาสินค้า​ 

เมื่อถามว่า การแก้ปัญหาชาวต่างชาติใช้นอมินีถือครองที่ดิน นายทรงศักดิ์​ กล่าวว่า​ ที่ดินนั้นบุกรุกและกรณีที่ดินถูกต้องแต่มีนอมินีเข้าไปถือครอง​ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่หากพบว่ากระทำผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย 

ทรงศักดิ์​ ทอง​ศรี​

เปิดปูม ‘บิ๊กหยม’ แคนดิเดทผู้ว่าฯกทม. พรรคเศรษฐกิจ เพื่อนซี้ ‘จักรทิพย์’

เปิดปูม 'บิ๊กหยม' แคนดิเดทผู้ว่าฯกทม. พรรคเศรษฐกิจ เพื่อนซี้ 'จักรทิพย์'

เปิดปูม ‘บิ๊กหยม’ แคนดิเดทผู้ว่าฯกทม. พรรคเศรษฐกิจ เพื่อนซี้ ‘จักรทิพย์’

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.26 น.

เริ่มทยอยเปิดตัวเพิ่มขึ้น สำหรับว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ล่าสุด “บิ๊กหยม” พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช จ่อเปิดตัวเป็นตัวแทนพรรคเศรษฐกิจ หลัง “บิ๊กแป๊ะ” เพื่อนซี้ปฏิเสธลงสนาม
พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บิ๊กหยม” ไม่ใช่คนใหม่ในสนามการเมืองเสียทีเดียว เพราะเคยดำรงตำแหน่งระดับเลขาธิการพรรคคนแรกของพรรคไทยภักดีมาแล้ว

นอกจากนี้ยังเคยได้รับตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ด้วย

บิ๊กหยม เกิดวันที่ 6 ตุลาคม 2501 ย่านสี่แยกบ้านแขก ฝั่งธนบุรี หลังจบการศึกษาระดับมัธยมจาก ภปร.ราชวิทยาลัย ก็เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 36 (นรต.36) รุ่นเดียวกับ บิ๊กแป๊ะ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีตผบ.ตร. โดยถือเป็นเพื่อนซี้กันเพราะเป็นนักกีฬารักบี้ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจด้วยกันตลอดระยะเวลา 4 ปี

หลังจากจบการศึกษา พล.ต.ท.ชาญเทพ ไปเริ่มต้นชีวิตราชการในตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราช ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งสำคัญประกอบด้วย รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2560 และเกษียณอายุราชการในตำแหน่ง น.1

ในสนามการเมือง บิ๊กหยม รับเป็นเลขาธิการพรรคไทยภักดีคนแรก เมื่อปี 2565 แต่ต่อมาได้ขอลาออก โดยบอกว่าอยากกลับไปทำสวนทำไร่ อย่างไรก็ตามเมื่อปี่กลองชิงชัยสนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2569 เริ่มบรรเลง ก็มีข่าวว่า พรรคเศรษฐกิจจะส่ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ลงสมัคร แต่เมื่อบิ๊กแป๊ะปฏิเสธ ก็ปรากฏชื่อ “บิ๊กหยม พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช” เพื่อนรักลงสมัคร ในนามพรรคเศรษฐกิจ โดยจะเปิดตัวเร็วๆนี้ ซึ่งคอการเมืองคาดว่าคงได้รับการสนับสนุนจากบิ๊กแป๊ะ อย่างเต็มตัว

ชำแหละโศกนาฏกรรมกลางกรุง เปลือยรอยรั่ว รถไฟขยี้รถเมล์

ชำแหละโศกนาฏกรรมกลางกรุง เปลือยรอยรั่ว รถไฟขยี้รถเมล์

ชำแหละโศกนาฏกรรมกลางกรุง เปลือยรอยรั่ว รถไฟขยี้รถเมล์

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.25 น.

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 15.40 น. บริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน ช่วงถนนอโศก-ดินแดง ซึ่งเป็นพื้นที่ใจกลางเมืองที่มีการจราจรคับคั่ง ได้เกิดอุบัติเหตุระหว่างรถไฟบรรทุกสินค้า ขบวนที่ 2126 ซึ่งเดินทางจากท่าเรือแหลมฉบังมุ่งหน้าไปยังชุมทางบางซื่อ กับรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์ ขสมก.) ปรับอากาศสาย 206 ที่วิ่งให้บริการในเส้นทางเมกาบางนา-บางเขน

ความรุนแรงของการชนไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่แรงกระแทกเท่านั้น แต่เนื่องจากจุดที่หัวรถจักรพุ่งเข้าชนรถเมล์นั้น ตรงกับตำแหน่งของถังก๊าซ NGV ที่ติดตั้งอยู่ใต้ท้องรถพอดี แรงปะทะจึงส่งผลให้เกิดการระเบิดและมีเพลิงลุกไหม้ตัวรถโดยสารอย่างรวดเร็วและรุนแรงในทันที นอกจากนี้ แรงชนยังได้กวาดเอารถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประชาชนที่จอดรอสัญญาณจราจรอยู่บริเวณใกล้เคียงให้ได้รับความเสียหายพังยับเยินไปอีกหลายคัน เปลวไฟที่ลุกโชนได้สร้างความตื่นตระหนกและนำมาซึ่งความสูญเสียครั้งใหญ่ที่ไม่มีใครคาดคิด

ความสูญเสียและบาดแผลที่ฝากไว้

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตยืนยันจำนวน 8 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้โดยสารที่ติดอยู่ภายในรถเมล์คันดังกล่าว สภาพร่างของผู้เสียชีวิตถูกไฟไหม้อย่างรุนแรงจนไม่สามารถระบุตัวตนด้วยตาเปล่าหรือตรวจสอบลายนิ้วมือได้ ทางสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ จึงต้องเร่งดำเนินการเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม (DNA) จากญาติผู้สูญหาย เพื่อนำมาเปรียบเทียบและพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ก่อนที่จะสามารถส่งมอบร่างคืนให้ครอบครัวนำไปประกอบพิธีทางศาสนาได้

นอกจากผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกประมาณ 32 ราย ซึ่งมีทั้งผู้โดยสารบนรถเมล์ พนักงานขับรถ พนักงานเก็บค่าโดยสาร พนักงานขับรถไฟ รวมถึงประชาชนที่สัญจรอยู่บริเวณนั้น ผู้บาดเจ็บทั้งหมดได้ถูกเร่งกระจายตัวนำส่งไปรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆ โดยในจำนวนนี้มีผู้ที่มีอาการบาดเจ็บสาหัสและต้องเข้ารับการรักษาในห้องไอซียูด้วย บาดแผลที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่เป็นบาดแผลทางร่างกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบาดแผลทางจิตใจอันลึกซึ้งของผู้ประสบเหตุทุกคน ที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์เฉียดตายอย่างกะทันหัน

เจาะลึกสาเหตุโศกนาฏกรรม

เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ พบว่าเกิดจากหลายปัจจัยที่เข้ามาประกอบกันพอดี ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้

  1. สภาพการจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก: ในช่วงเวลาเกิดเหตุ บริเวณแยกอโศก-ดินแดงมีปริมาณรถสะสมเป็นจำนวนมาก ทำให้รถเมล์สาย 206 ต้องจอดติดสัญญาณไฟจราจรในลักษณะ “จอดคร่อมอยู่บนรางรถไฟ” เมื่อขบวนรถไฟกำลังจะแล่นผ่าน รถเมล์คันดังกล่าวจึงไม่สามารถขยับหรือเคลื่อนตัวออกจากบริเวณจุดตัดทางรถไฟได้ทันเวลา
  2. ระบบไม้กั้นและสัญญาณเตือน: จากรายงานพบว่า เมื่อมีรถยนต์จอดติดค้างกีดขวางอยู่บนแนวรางรถไฟ ระบบเครื่องกั้นทางรถไฟจึงไม่สามารถเลื่อนพาดลงมาปิดถนนได้อย่างสมบูรณ์ ตามหลักการทำงาน หากไม้กั้นไม่ปิดลงมา ระบบก็จะไม่ส่งสัญญาณไฟอนุญาตให้ขบวนรถไฟแล่นผ่านไปได้
  3. ข้อจำกัดของขบวนรถไฟ: ขบวนรถที่ประสบเหตุเป็นรถไฟบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์สินค้า ซึ่งมีน้ำหนักมหาศาลและต้องการระยะเบรกที่ยาวไกลมาก เมื่อพนักงานขับรถไฟไม่สามารถหยุดขบวนรถได้ทันในระยะกระชั้นชิด จึงทำให้หัวรถจักรพุ่งเข้าชนรถเมล์ที่จอดขวางอยู่อย่างจัง
  4. ปัจจัยด้านพฤติกรรมและสารเสพติด: ประเด็นที่สร้างความตกตะลึงให้แก่สังคมคือ ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวพนักงานขับรถไฟไปตรวจร่างกาย และพบว่ามี “สารเสพติด” อยู่ในปัสสาวะ ซึ่งปัจจัยนี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสติสัมปชัญญะ ประสิทธิภาพในการตัดสินใจ และการตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินในขณะปฏิบัติหน้าที่

การดำเนินคดีและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

ในด้านการดำเนินการทางกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหากับพนักงานขับรถไฟในฐานความผิด “กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและบาดเจ็บสาหัส” นอกจากนี้ยังได้มีการเชิญตัวเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมไม้กั้นรถไฟมาสอบปากคำอย่างละเอียดเพื่อพิจารณาความรับผิดชอบด้วย ทางด้านกรมการขนส่งทางรางได้มีคำสั่งด่วนที่สุด ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) สั่งพักงานพนักงานขับรถไฟและพนักงานคุมไม้กั้นทันที พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง นอกจากนี้ ยังออกคำสั่งบังคับใช้มาตรการ “Zero Tolerance” หรือต้องเป็นศูนย์เท่านั้น ในการตรวจคัดกรองสารเสพติดและแอลกอฮอล์พนักงานทุกคนก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่

สำหรับการเยียวยานั้น ทางรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่เยี่ยมผู้บาดเจ็บและสั่งการอย่างเด็ดขาด ให้หน่วยงานต้นสังกัดทั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ดูแลรับผิดชอบและชดเชยเยียวยาให้แก่ผู้บาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิตในระดับ “สูงสุด” เท่าที่จะทำได้

โดยในเบื้องต้น ขสมก. ยืนยันว่าครอบครัวผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินเยียวยาสูงสุดรายละ 1.5 ล้านบาทจากประกันภัย พร้อมเงินสมทบเพิ่มเติมจาก ขสมก. อีก 30,000–50,000 บาท ส่วนผู้บาดเจ็บจะได้รับการดูแลค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง อีกทั้ง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ยังได้ตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อเข้ามาช่วยเหลือด้านกฎหมายและติดตามสิทธิอันพึงได้ของผู้ประสบเหตุทุกราย เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเดินเรื่องเรียกร้องสิทธิอย่างโดดเดี่ยว

ชำแหละ “รูรั่ว” ของระบบผ่านทฤษฎีชีสสวิส (Swiss Cheese Model)

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเพียงปัจจัยเดียว แต่เป็นผลรวมของความบกพร่องหลายระดับ ซึ่งเพจเฟซบุ๊ก “ปราชญ์ สามสี” ได้นำเสนอการวิเคราะห์เหตุการณ์นี้ผ่าน ทฤษฎี Swiss Cheese Model (แบบจำลองชีสสวิส) โดยอธิบายว่า ในระบบใหญ่ๆ จะมี “ชั้นป้องกัน” หลายชั้น เหมือนแผ่นชีสที่วางเรียงกัน แต่ละชั้นจะมี “รูรั่ว” ของตัวเอง ในวันเกิดเหตุ รูรั่วเหล่านี้บังเอิญมาเรียงตรงกันพอดี ตั้งแต่การจราจรที่ติดขัด รถเมล์ค้างบนราง สัญญาณไฟที่ไม่สอดคล้อง ระบบเตือนภัยที่ไม่สามารถหยุดเหตุได้ ไปจนถึงรถไฟสินค้าที่เบรกไม่ทัน ทำให้ความผิดพลาดทะลุผ่านทุกชั้นป้องกันจนกลายเป็นหายนะ

สอดคล้องกับ นายจิรวัฒน์ จังหวัด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้หยิบยกทฤษฎี Swiss Cheese Model มาอธิบายเช่นกัน โดยระบุว่าระบบคมนาคมที่ปลอดภัยต้องมีด่านป้องกันถึง 5 ชั้น ตั้งแต่กฎจราจรห้ามหยุดทับเส้นทแยงเหลือง, ระบบไม้กั้นและสัญญาณเตือน, ระบบอาณัติสัญญาณที่ไม่อนุญาตให้รถไฟผ่านหากทางไม่โล่ง, การควบคุมจราจรในพื้นที่คอขวด, ไปจนถึงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการแยกรถไฟออกจากถนน แต่ปัญหาคือระบบเหล่านี้พังพินาศและถูกปล่อยปละละเลยมานาน

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ เจาะลึกความบกพร่องในแต่ละจุด

นอกเหนือจากทฤษฎีชีสสวิสแล้ว ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการหลายท่านได้ออกมาชี้ให้เห็นถึงรอยรั่วในมิติต่างๆ ดังนี้:

  • รอยรั่วด้านวิศวกรรมจราจร (Gridlock Trap): นายณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม ชี้ว่าสภาพการจราจรบริเวณนั้นคือ “กับดักรถติด” (Gridlock Trap) ที่รถขยับไม่ได้ ปัญหาหลักคือประเทศไทยไม่มี “สัญญาณไฟจราจรกักรถ” (Pre-Signals) ตั้งอยู่ก่อนถึงรางรถไฟอีกหนึ่งชั้นเพื่อเคลียร์พื้นที่บนรางให้ว่าง 100% ตลอดเวลาแบบในต่างประเทศ
  • รอยรั่วด้านระบบอาณัติสัญญาณ: ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (เอ้) หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ได้ตั้งคำถามเชิงวิศวกรรมความปลอดภัยว่า หากไม้กั้นปิดไม่สนิท ระบบอาณัติสัญญาณหรือระบบบังคับสัมพันธ์ (Interlocking) ย่อมต้องไม่ส่ง “สัญญาณไฟวาบๆ” อนุญาตให้รถไฟผ่านไปได้ คนขับรถไฟควรเห็นสัญญาณหยุดและต้องชะลอรถ จึงต้องเร่งตรวจสอบกล่องดำของรถไฟว่าระบบทำงานปกติหรือไม่ และคนขับอยู่ในสภาพพร้อมทำงานหรือไม่
  • รอยรั่วด้านพฤติกรรมและการบังคับใช้กฎหมาย: นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ มองว่าการที่ ขสมก. อ้างว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจากรถติดนั้น เป็นการลดน้ำหนักความผิด เพราะตามกฎหมาย พ.ร.บ.จราจรทางบก ห้ามจอดรถในระยะ 15 เมตรจากทางรถไฟ รถติดจึงไม่ใช่ใบอนุญาตให้เอารถขึ้นไปค้างบนราง ด้าน นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ เสนออย่างดุเดือดว่าควรยึดใบขับขี่ผู้ที่จอดรถคารางรถไฟตลอดชีวิต และเรียกร้องให้ตำรวจรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งกล้องจับปรับอย่างจริงจังเสียที
  • รอยรั่วด้านโครงสร้างและความรับผิดชอบของรัฐ: นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ให้มุมมองทางกฎหมายว่า แม้รถไฟจะมี “สิทธิทาง” (Right of Way) แต่ไม่ได้หมายความว่ารถไฟชนอะไรก็ไม่ผิด หากพิสูจน์ได้ว่าระบบไม้กั้นของรัฐขัดข้อง หรือพนักงานขับรถไฟมีความประมาท (เช่น กรณีพบสารเสพติด) รัฐก็อาจตกอยู่ในฐานะ “ต่างประมาททั้งคู่” และต้องร่วมรับผิดชอบ

ข้อเสนอแนะและทางออกเพื่ออนาคต

จากความสูญเสียครั้งนี้ หลายภาคส่วนได้ออกมาเสนอแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

  1. การปรับปรุงทางกายภาพและโครงสร้างพื้นฐาน
    • นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้สั่งการให้สำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) เร่งทบทวนความปลอดภัยและเครื่องหมายจราจร เช่น เส้นทแยงเหลือง ในจุดตัดทางรถไฟทั่วกรุง พร้อมมองแผนระยะยาวว่าอาจต้องก่อสร้างทางยกระดับแบบถนนวิภาวดีรังสิต หรือพิจารณาทำถนนลอดใต้ดิน (อุโมงค์ทางลอด)
    • นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน และ นายจิรวัฒน์ จังหวัด ต่างเสนอให้เร่งรัดโครงการทางรถไฟส่วนขาด หรือรถไฟฟ้าสายสีแดง (Missing Link) เพื่อยกระดับทางรถไฟและล้างบางจุดตัดระดับดินในเขตเมืองชั้นใน
  2. การจัดทำแผนที่ความเสี่ยงและบูรณาการเทคโนโลยี
    • ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติผู้ทรงคุณวุฒิ เสนอให้จัดทำ “แผนที่จุดเสี่ยงระดับประเทศ” (National Rail Crossing Risk Map) แบบเรียลไทม์ และยกระดับใช้ AI Camera ตรวจจับยานพาหนะ พร้อมใช้มาตรการ “Quick Win” ภายใน 90 วัน เช่น การทาสีชะลอความเร็ว เพิ่มไฟส่องสว่าง และตรวจเช็กไม้กั้นทั่วประเทศ
    • ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย เสนอให้ใช้ “ค่าตัวคูณควบจราจร” (TM – Traffic Moment) มาประเมินความเสี่ยงของจุดตัดทั่วประเทศที่มีกว่า 2,300 แห่ง หากค่า TM สูงเกิน 100,000 ควรดำเนินการสร้างเป็นทางต่างระดับทันที
  3. การแก้ปัญหาที่พฤติกรรมของบุคลากร
    • กรมการขนส่งทางราง ได้ตอบสนองต่อกรณีที่ตรวจพบสารเสพติดในพนักงานขับรถไฟ โดยออกคำสั่งด่วนบังคับใช้มาตรการ “Zero Tolerance” สั่งให้ รฟท. ตรวจคัดกรองสารเสพติดและแอลกอฮอล์พนักงานขับรถและเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินทุกคนก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ในทุกผลัด
  4. การจัดตั้งองค์กรสอบสวนอุบัติเหตุอิสระ

นายวัส ติงสมิตร และ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ต่างเรียกร้องให้ประเทศไทยมี “องค์กรสอบสวนอุบัติเหตุอิสระ” (คล้าย NTSB ของสหรัฐอเมริกา) เพื่อทำหน้าที่สืบสวนหาสาเหตุเชิงวิศวกรรมความปลอดภัยอย่างเป็นกลาง นำไปสู่การถอดบทเรียนเพื่อปรับปรุงระบบ มากกว่าการตั้งคณะกรรมการเพื่อปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปในที่สุด

บทเรียนราคาแพง

โศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ที่แยกมักกะสัน ไม่ควรถูกจดจำเพียงในฐานะข่าวอุบัติเหตุร้ายแรงรายวัน แต่ควรเป็น “เสียงระฆังเตือนสติ” ครั้งสำคัญที่ปลุกให้ทุกภาคส่วนตื่นขึ้นมาตระหนักถึงความหละหลวมของมาตรฐานความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ เพราะสิทธิในการเดินทางอย่างปลอดภัย คือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนพึงได้รับ

การกล่าวคำแสดงความเสียใจ หรือการจ่ายเงินเยียวยาหลังเกิดเหตุการณ์ เป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการลงมือ “ปฏิรูปโครงสร้าง” อย่างจริงจัง เพื่ออุดรอยรั่วของระบบ และสร้างความมั่นใจว่า โศกนาฏกรรมเช่นนี้จะถูกบันทึกไว้เป็น “ครั้งสุดท้าย” และคนไทยจะไม่ต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงดวงทุกครั้งที่ก้าวเท้าออกจากบ้านเพื่อใช้ระบบขนส่งสาธารณะอีกต่อไปครับ