ธนกรมั่นใจ อนุทินเด็ดขาด! พร้อมสั่งฟันมาเฟียต่างชาติยึดภูเก็ต-เกาะพะงัน

ธนกรมั่นใจ อนุทินเด็ดขาด! พร้อมสั่งฟันมาเฟียต่างชาติยึดภูเก็ต-เกาะพะงัน

ธนกรมั่นใจ อนุทินเด็ดขาด! พร้อมสั่งฟันมาเฟียต่างชาติยึดภูเก็ต-เกาะพะงัน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.03 น.

“ธนกร”มั่นใจ”อนุทิน”เด็ดขาด! พร้อมสั่งฟันมาเฟียต่างชาติยึดภูเก็ต-เกาะพะงัน ลั่นต้องจัดระเบียบใหม่ คุมเข้มนอมินีผู้มีอิทธิพลแย่งอาชีพคนไทย ชี้เพื่อกระตุ้นท่องเที่ยว โดยเฉพาะเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างรายได้ให้ประเทศและประชาชนอย่างยั่งยืน

14 พฤษภาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และอดีตรมว.อุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ปัญหาการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติผ่านนอมินี ว่า ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เด็ดขาดและเอาจริงแน่นอน หากพบว่ามีมาเฟียต่างชาติกล้ายึดครองพื้นที่ในภูเก็ต และเกาะพะงัน รวมถึงชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และปัญหาการบุกรุกพื้นที่สาธารณะริมชายหาด นอกจากนี้ จะต้องมีการจัดระเบียบใหม่ โดยคุมเข้มนอมินีผู้มีอิทธิพลที่มาแย่งอาชีพคนไทย เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเน้นการดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศและประชาชน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาท่านนายกฯ ได้ลงพื้นที่ภูเก็ต และเกาะพะงันด้วยตัวเอง เพื่อรับฟังสถานการณ์ในพื้นที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งรับฟังข้อเสนอแนะทั้งจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และผู้ประกอบการต่างๆ เพื่อนำมาพิจารณาวางแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมาปัญหามักเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง นายธนกร กล่าวว่า ยืนยันว่าท่านนายกฯ ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่กระทบต่อการดำรงชีพของพี่น้องประชาชน ดังนั้น รัฐบาลจะบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังแน่นอน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในสายตาของนานาประเทศ และสร้างรายได้มั่นคงให้กับพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ การลงพื้นที่ด้วยตัวเองของท่านนายกฯ นั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า รัฐบาลจะบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังแน่นอน เห็นได้จากการที่ท่านนายกฯ ได้สั่งการให้เร่งรัดกระบวนการทางกฎหมายเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องนั้น จะต้องจัดการอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป

“ผมเชื่อมั่นในตัวท่านนายกฯ จากนี้เราจะได้เห็นการจัดการอย่างเด็ดขาดกับมาเฟียต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายแน่นอน รัฐบาลจะต้องจัดระเบียบใหม่ เพื่อคุมเข้มนอมินีที่แย่งอาชีพคนไทย รวมถึงเร่งแก้ปัญหาเรื่องแหล่งน้ำและระบบไฟฟ้าให้เสถียร เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวคุณภาพเดินทางมาเที่ยวที่ประเทศไทยให้มากขึ้น เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศและประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน” นายธนกร กล่าว

เปิดสถิติ 4 เดือน! ปราบอาชญากรรมออนไลน์ 121,921 คดี เสียหายรวม 7.48 พันล้านบาท

เปิดสถิติ 4 เดือน! ปราบอาชญากรรมออนไลน์ 121,921 คดี เสียหายรวม 7.48 พันล้านบาท

เปิดสถิติ 4 เดือน! ปราบอาชญากรรมออนไลน์ 121,921 คดี เสียหายรวม 7.48 พันล้านบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.43 น.

รัฐบาลเดินหน้าปราบอาชญากรรมออนไลน์ต่อเนื่อง เปิดสถิติ 4 เดือนแรก ปี 2569 พบ 121,921 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 7.48 พันล้านบาท ยอดคดีโกงเริ่มลดลง 

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2569 น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URL ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เพื่อเป็นการตัดช่องทางการก่ออาชญากรรมที่สำคัญของขบวนการมิจฉาชีพ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของรัฐบาล ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดเผยผลการวิเคราะห์จำนวนคดีที่รับแจ้งความเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ รวมถึงแผนประทุษกรรมของสแกมเมอร์ ตั้งแต่ 1 มกราคม – 30 เมษายน 2569 ในวงรอบ 120 วัน พบว่า มีจำนวนคดี 121,921 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 7.48 พันล้านบาท ในระยะเวลาดังกล่าว ทีมวิเคราะห์ของศูนย์ ACSC พบว่ารูปแบบการหลอกลวง แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่

1.การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ จำนวนคดีสูงที่สุด 85,215 คดี คิดเป็น 69.9% ของคดีทั้งหมด ความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีอยู่ที่ 15,727 บาท โดยมีการผันผวนตามเทศกาล หรือฤดูซื้อของออนไลน์ จุดสูงสุดอยู่ที่เดือน มี.ค.2569 (มีจำนวน 22,908 คดี มูลค่าเสียหายรวม 353.3 ล้านบาท) ก่อนจะมีการปรับลดลงในเดือน เม.ย. (จำนวนคดี 20,823 คดี มูลค่าความเสียหาย 288.3 ล้านบาท) สะท้อนได้ว่ามาจาก seasonal-effect และผลของมาตรการเตือนภัย

2.กลุ่มหลอกลวงเชิงผลประโยชน์/ลงทุน สร้างมูลค่าความเสียหายสูงสุด 5,997.7 ล้านบาท หรือ 80.2% ของมูลค่าทั้งหมด ความเสียหายเฉลี่ยต่อคดี 166,449 บาท (ซึ่งสูงกว่ารูปแบบที่ 1 ราว 10 เท่า) แต่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ตั้งแต่ ม.ค. ซึ่งมีจำนวน 10,146 คดี และลดลงเหลือ 6,642 คดี ในเดือน เม.ย. เท่ากับลดลงประมาณ 34.5% ในระยะเวลา 4 เดือน สะท้อนผลของการปฏิบัติการของศูนย์ ACSC และการรับเรื่องของ AOC (ตัดข้อมูลติดต่อ) และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดต่อเนื่อง

3.กลุ่มการโจมตีทางเทคนิคเชิงรุก และคดีฉ้อโกงเทคโนโลยีอื่น ๆ เป็นภัยคุกคามที่ต้อง อาศัยทักษะทางเทคนิคของคนร้าย หากนับเชิงปริมาณ ถือว่า น้อยที่สุด มีจำนวนคดี 673 คดี คิดเป็น 0.55% แต่ค่าเฉลี่ยความเสียหายต่อคดีกลับอยู่ที่ 211,686 บาท ถือว่าสูงที่สุด และเป็นภัยคุกคามขั้นสูง จากข้อมูลพบว่ารูปแบบนี้มีการขยายตัวอย่างน่ากังวล โดยเฉพาะในเดือน มี.ค. มีจำนวน 385 คดี มูลค่าความเสียหาย 87.7 ล้านบาท พบมาจากการ Phishing / Hacking ขนาดใหญ่ และคดี Ransomware ที่มีมูลค่าต่อคดีพุ่งสูง

“รัฐบาลขอเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อกดลิงก์หรือกรอกข้อความใดๆ ที่ส่งมาทางแอปพลิเคชัน หรือแพลตฟอร์มใดก็ตาม และอย่าหลงเชื่อหน่วยงานหรือใครก็ตามที่มีการอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ต่างๆ ขอให้ทำการติดต่อสอบถามไปยังต้นสังกัดที่ถูกแอบอ้างก่อนทุกครั้ง ก่อนทำธุรกรรมใดๆ รวมไปถึงก่อนการลงทุนทุกครั้ง และขอให้ตรวจสอบไปที่ SEC Check first ก่อนทุกครั้ง เพื่อพิสูจน์ว่าบริษัทดังกล่าวมีจริงหรือไม่ และอย่าเพิ่งโอนเงินใดๆ หากยังไม่ได้ตรวจสอบบัญชีปลายทางให้ดี เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง ที่สำคัญ ขอให้มีสติ ไม่เชื่อ และไม่โอนเงิน เด็ดขาด” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.29 น.

14 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ได้เข้าบริหารประเทศ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๙ – ๑๐ เมษายน ๒๕๖๙ โดยมี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรที่มีจำนวนสมาชิกมากที่สุด และสมาชิกมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร นั้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๐๖ ของรัฐธธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นปีที่ ๑๑ ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ภัทร์ดารัสมิ์ แจงปมแถลงข่าวคลาดเคลื่อน ยัน ไม่มีใบสั่งการเมือง – พท.เข้าใจ

ภัทร์ดารัสมิ์ แจงปมแถลงข่าวคลาดเคลื่อน ยัน ไม่มีใบสั่งการเมือง - พท.เข้าใจ

ภัทร์ดารัสมิ์ แจงปมแถลงข่าวคลาดเคลื่อน ยัน ไม่มีใบสั่งการเมือง – พท.เข้าใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.28 น.

ภัทร์ดารัสมิ์ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบฯ หลัง ครม.ตั้งเป็นรองโฆษก รบ. แจงปมแถลงข่าวปลดล็อก 8 กิจการไม่ต้องขออนุญาต พาดหัวคลาดเคลื่อน สื่อความหมายไม่ครบ ยัน ไม่มีใบสั่งการเมือง – พท.เข้าใจ

เมื่อเวลา 07.56 น. วันที่ 14 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สักการะศาลพระภูมิ ศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้งเป็นรองโฆษกฯ

โดย ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ เปิดเผยว่า ในส่วนของงานที่กำกับดูแล ได้รับมอบหมายดูเรื่องที่เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์งานในกระทรวงที่พรรคเพื่อไทย (พท.) รับผิดชอบ และสิ่งสำคัญ คือ จะเน้นเรื่องการสื่อสารว่า รัฐบาลจะเดินหน้าการดำเนินงานอย่างไร 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีแล้วหรือยัง หลังจากออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเกิดความคลาดเคลื่อนในการแถลงมติ ครม. อนุมัติพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจ ที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 8 กลุ่มธุรกิจ ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดคุย ซึ่งจากกรณีที่ผิดพลาดอาจเกิดจากความคลาดเคลื่อนในเนื้อหา และการพาดหัวข่าว หลังจากนี้จะระมัดระวังในการสื่อสาร ที่อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิด เนื่องจากบางเรื่องมีเนื้อหา รายละเอียดค่อนข้างเยอะ อยากให้ติดตาม และอ่านในรายละเอียดด้วย และยืนยันว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การวางยาทางการเมืองหลังเข้ารับตำแหน่งใหม่อย่างแน่นอน และเรื่องนี้ได้หารือกับพรรค พท.แล้ว ซึ่งทางผู้ใหญ่ของพรรคไม่ได้ว่าอะไร
 

สุขุมฟันธงทักษิณสู้ต่อ! จับตาสานต่อภารกิจพายิ่งลักษณ์กลับบ้าน

สุขุมฟันธงทักษิณสู้ต่อ! จับตาสานต่อภารกิจพายิ่งลักษณ์กลับบ้าน

สุขุมฟันธงทักษิณสู้ต่อ! จับตาสานต่อภารกิจพายิ่งลักษณ์กลับบ้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.01 น.

14 พฤษภาคม 2569 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองภายหลังการได้รับการพักโทษของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า การกลับมามีอิสรภาพของอดีตนายกฯ รายนี้ จะทำให้บรรยากาศการเมืองไทยกลับมาคึกคักและมีสีสันมากขึ้นทันที แต่ก็ยังไม่ควรประเมินบทบาททางการเมืองของนายทักษิณต่ำเกินไป เพราะเป็นนักการเมืองที่การเมืองเพรียกหา และเจ้าตัวก็เพรียกหาการเมืองอยู่เสมอ

รศ.ดร.สุขุม กล่าวต่อว่า จากนี้ต้องจับตาความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบุคคลที่จะเดินทางเข้าเยี่ยมและเข้าพบ เพราะสิ่งเหล่านี้จะสะท้อนถึงอิทธิพลและเครือข่ายทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่ เพียงภาพบรรยากาศวันที่ได้รับการพักโทษ ก็สะท้อนชัดแล้วว่า ยังมีนักการเมืองและกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดงจำนวนมากให้การสนับสนุน

“ระดับนายทักษิณ จะให้เงียบคงยาก เพราะเขาเป็นตัวละครสำคัญของการเมืองไทยอยู่แล้ว ดูจากคนที่ไปรับ มีแต่นักการเมือง มีแต่คนเสื้อแดง ก็สะท้อนว่ายังมีบทบาทอยู่” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

รศ.ดร.สุขุม กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ หนึ่งในภารกิจสำคัญที่นายทักษิณ จะเดินหน้าต่อ คือ ความพยายามช่วยเหลือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ น้องสาว ให้สามารถกลับประเทศไทยได้อีกครั้ง เนื่องจากภารกิจดังกล่าวยังถือว่าไม่สำเร็จ และในมุมมองทางการเมือง รวมถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวนายทักษิณย่อมต้องพยายามหาทางแก้เกมต่อไป

“ภารกิจพาน้องกลับบ้านยังไม่จบ เพราะเมื่อพาน้องมาตกระกำลำบาก ก็ต้องพยายามหาทางช่วยเหลือ อีกทั้งนิสัยของนายทักษิณ เป็นคนสู้ ไม่ใช่คนยอมแพ้ง่ายๆ” รศ.ดร.สุขุม ระบุ

เมื่อถามถึงบทบาทของพรรคเพื่อไทย (พท.) รศ.ดร.สุขุม กล่าว่า พรรคเพื่อไทยยังคงคาดหวังให้นายทักษิณ เข้ามาช่วยฟื้นฟูและจัดระเบียบภายในพรรค โดยเฉพาะการประสานระหว่างคนรุ่นใหญ่และคนรุ่นใหม่ในพรรคให้สามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันได้

“พรรคเพื่อไทยเองก็คงหวังให้คุณทักษิณเข้ามาช่วยจัดการพรรค เข้ามาจูนทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นเล็ก ให้เดินไปข้างหน้า เพราะช่วงหลังพรรคเองก็มีโจทย์และความท้าทายอยู่มาก” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

รศ.ดร.สุขม กล่าวด้วยว่า บุคคลที่น่าเป็นห่วงอาจกลายเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพราะที่ผ่านมาเป็นคนค่อนข้างเงียบ ยิ่งเมื่อนายทักษิณ กลับมา ยิ่งเงียบกว่าเดิม ดังนั้น ไม่ควรประมาทนักการเมืองสูงวัย เพราะการเมืองไทยที่ผ่านมา มีตัวอย่างให้เห็นชัดว่าหลายคนแม้อายุเพิ่มขึ้น แต่ยังคงมีพลังและบทบาทสำคัญทางการเมือง เช่น นายชวน หลีกภัย และ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ซึ่งยังคงได้รับการยอมรับ และมีอิทธิพลทางการเมือง

“อย่าคิดว่าคนแก่จะคิดช้า ทำช้า หรือสิ้นลาย เพราะการเมืองไทย ผู้สูงวัยหลายคนยังมีพลังใจและประสบการณ์สูงมาก การกลับมาของนายทักษิณ ถือเป็นการคืนสู่เวทีของตัวละครสำคัญทางการเมืองไทย ที่จะทำให้สถานการณ์การเมืองหลังจากนี้เข้มข้นและน่าจับตามองมากขึ้นอย่างแน่นอน” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

กลาโหม ฮึ่ม! เก็บหลักฐานเขมรผิดข้อตกลงหยุดยิง ยันพร้อมป้องอธิปไตยขั้นสูงสุด

กลาโหม ฮึ่ม! เก็บหลักฐานเขมรผิดข้อตกลงหยุดยิง ยันพร้อมป้องอธิปไตยขั้นสูงสุด

กลาโหม ฮึ่ม! เก็บหลักฐานเขมรผิดข้อตกลงหยุดยิง ยันพร้อมป้องอธิปไตยขั้นสูงสุด

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.36 น.

“กลาโหม”ย้ำไทยไม่ต้องการความขัดแย้ง พร้อมดูแลอธิปไตยและความปลอดภัยประชาชน เก็บหลักฐานกัมพูชาผิดข้อตกลงหยุดยิง

14 พฤษภาคม 2569 พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า รัฐบาลและกระทรวงกลาโหมได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยขณะนี้กองกำลังสุรนารีและหน่วยด้านความมั่นคงในพื้นที่ยังคงสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดนอย่างเต็มขีดความสามารถ

ทั้งนี้ การปฏิบัติของฝ่ายไทยและหน่วยในพื้นที่จะดำเนินการตามกฎการปะทะ (Rules of Engagement : ROE) ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามลำดับขั้นตอน จากเบาไปหาหนัก ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยึดหลักความอดทน อดกลั้น และเป็นไปตามข้อตกลงร่วม รวมถึงกฎหมายและกติกาสากลอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกันกองทัพไทยพร้อมปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน หากเกิดสถานการณ์รุกล้ำหรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) ของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee : GBC) วาระพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งมุ่งเน้นการเสริมสร้างบรรยากาศแห่งสันติสุขตามแนวชายแดน และหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจเป็นการยั่วยุหรือเพิ่มความตึงเครียด ทั้งนี้ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากฝ่ายกัมพูชาในบางกรณีถือเป็นการไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งฝ่ายไทยจะรวบรวมข้อมูลและบันทึกเป็นหลักฐานเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

พร้อมกันนี้ ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงยังคงติดตามและประเมินสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการ รวมทั้งใช้วิจารณญาณในการรับส่งข้อมูลข่าวสาร เพื่อป้องกันความสับสนจากข่าวบิดเบือนในยุคสงครามข้อมูลข่าวสาร

ทบ.แจงเหตุกัมพูชายั่วยุ! กองกำลังสุรนารีตรึงกำลังเข้มโอร์เสม็ด-ช่องจอม

ทบ.แจงเหตุกัมพูชายั่วยุ! กองกำลังสุรนารีตรึงกำลังเข้มโอร์เสม็ด-ช่องจอม

ทบ.แจงเหตุกัมพูชายั่วยุ! กองกำลังสุรนารีตรึงกำลังเข้มโอร์เสม็ด-ช่องจอม

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.34 น.

ทบ.แจงพบการยั่วยุของทหารกัมพูชาพื้นที่โอร์เสม็ด-ช่องจอม 2 เหตุการณ์ ย้ำกองกำลังสุรนารีเฝ้าติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมพิทักษ์รักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน

14 พฤษภาคม 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า วานนี้ (13 พ.ค.69) กองทัพบก ได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 กองกำลังสุรนารี ตรวจพบเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่โอร์เสม็ด ใกล้กับช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ รวม 2 เหตุการณ์ โดยในช่วงเช้าวันนี้ เวลาประมาณ 09.00 น.หน่วยได้ตรวจพบทหารกัมพูชาประมาณ 10 – 15 คน พร้อมด้วยชาวต่างชาติ 2 คน มีพฤติกรรมยั่วยุ โดยเข้ามาใกล้แนวเขตลวดหนามและทำการบันทึกวิดีโอ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้แจ้งเตือนด้วยวาจาแต่ไม่เป็นผล จึงดำเนินการยิงเตือนจำนวน 2 นัด ตามมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันการรุกล้ำพื้นที่และป้องปรามการกระทำที่อาจขัดต่อข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ตลอดจนเพื่อลดความตึงเครียดที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงบริเวณชายแดน

ต่อมาเมื่อเวลา 18.40 น.ที่ผ่านมา หน่วยได้ตรวจพบเหตุเพิ่มเติมในพื้นที่บริเวณเดียวกัน โดยตรวจพบการยิงอาวุธปืนเล็กจากฝั่งกัมพูชาตลอดแนวพื้นที่โอร์เสม็ด จำนวนรวม 11 นัด ซึ่งหน่วยในพื้นที่ได้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและยังไม่ได้มีการตอบโต้กลับ เนื่องจากประเมินว่าเป็นการยิงยั่วยุเพื่อตรวจสอบแนววางกำลังของฝ่ายไทย ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงปัจจุบันยังไม่พบความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมจากฝ่ายกัมพูชา

โฆษกกองทัพบก กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทัพบก โดยกองกำลังสุรนารี ยังคงตรึงกำลังและพร้อมปฏิบัติการทันทีหากมีการรุกล้ำอธิปไตย โดยยึดถือหลักปฏิบัติตามข้อตกลงและกติกาสากลอย่างเคร่งครัด เพื่อดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนอย่างเต็มความสามารถ ทั้งนี้ หากประชาชนพบเหตุผิดปกติสามารถแจ้งหน่วยทหารในพื้นที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นายกฯ รับทราบ เหตุทหารเขมรยิงแนวชายแดน 11 นัด ย้ำล่วงล้ำอธิปไตยไทยไม่ได้

นายกฯ รับทราบ เหตุทหารเขมรยิงแนวชายแดน 11 นัด ย้ำล่วงล้ำอธิปไตยไทยไม่ได้

นายกฯ รับทราบ เหตุทหารเขมรยิงแนวชายแดน 11 นัด ย้ำล่วงล้ำอธิปไตยไทยไม่ได้

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.30 น.

นายกฯ รับทราบ เหตุทหารเขมรยิง 11 นัดแนวชายแดนโอร์เสม็ด บอกเหตุการณ์เงียบไปหลังไทยยิงเตือน 2 นัด ย้ำล่วงล้ำอธิปไตยไทยไม่ได้

เมื่อเวลา 23.00 น.วันที่ 13 พ.ค.2569 ที่บน.6 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ว่าได้รับทราบรายงานกรณี ทหารกัมพูชายิง 11 นัดตลอดแนวพื้นที่โอร์เสม็ด ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งอยู่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์แล้ว จากพล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก โดยการยิงครั้งนี้อยู่ในฝั่งของเขา ไม่ได้มายั่วยุเราแบบเห็นชัดเจน หรือแสดงอะไร เพียงแต่ได้ยินเสียงปืน และหลังจากที่ทหารไทยได้มีการยิงเตือนไป2 นัด เหตุการณ์ก็เงียบไป 

ส่วนที่ชาวบ้านกังวล ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทหารได้มีการตรึงกำลังตลอดตามแนวชายแดน ซึ่งเขาจะมาล่วงล้ำอธิปไตยไทยไม่ได้

หนูไม่ง้อเขมร ปมเมินเจรจาทวิภาคี โต้คลิปเสียงเปิดด่าน

หนูไม่ง้อเขมร ปมเมินเจรจาทวิภาคี โต้คลิปเสียงเปิดด่าน

หนูไม่ง้อเขมร ปมเมินเจรจาทวิภาคี โต้คลิปเสียงเปิดด่าน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนูไม่ง้อเขมร ปมเมินเจรจาทวิภาคี โต้คลิปเสียงเปิดด่าน

“อนุทิน”โต้คลิปเสียงเปิดด่าน แค่AI เมินเขมรไม่เจรจาทวิภาคี ย้ำยกเลิก MOU44 ฝ่ายเขมรรับทราบแล้ว ส่วนรั้วชายแดน ให้งบกองทัพดำเนินการแล้ว ด้าน เสธ.ทบ.เยี่ยมชาวบ้านเผชิญหน้าทหารเขมร สั่งปรับกำลังคุมพื้นที่ เร่งช่วยคนไทยถูกจับ ขณะที่เขมรประท้วงไทยขึ้นทะเบียน 3 ปราสาทชายแดน

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่มีอินฟลูเอนเซอร์กัมพูชา เผยแพร่คลิปเสียงในโซเชียลมีเดีย ลักษณะว่านายกฯ ไทย จะเปิดด่านชายแดน ว่าเป็น AI ชัดๆ อยู่แล้ว ตนพูดไม่เก่งแบบนั้น ขออย่าไปเชื่อ ก่อนจะตั้งคำถามว่าเหตุใดวิธีการจึงเริ่มไม่เข้าท่ามากขึ้นทุกวัน อันนั้นเชื่อถือไม่ได้เลย ไม่เคยพูด ยืนยันไม่มีเปิดด่านแน่นอน ขณะที่นายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา สั่งห้ามเจรจาทวิภาคี หลังจากไทยยกเลิก MOU44 ซึ่งฝ่ายไทยยกเลิกโดยไม่ต้องขอความตกลงหรือไปรายงานใคร ตนไปร่วมประชุมอาเซียน ที่กรุงเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ มีการจัดให้พบนายกฯ กัมพูชา ก็ได้แจ้งให้ทราบ โดยกัมพูชา แสดงความผิดหวัง แต่ก็เป็นท่าทีของกัมพูชา

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมฯ ยังยกเรื่องนี้ขึ้นมาในถ้อยแถลงของนายกฯ กัมพูชา

พร้อมยืนยันว่า จะใช้กลไกการบังคับให้ประนอมข้อพิพาท ก่อนเข้าสู่กระบวนการอื่น (Compulsory Conciliation) ถือว่าเป็นการรู้กันแล้ว ว่านั่นคือท่าทีฝ่ายกัมพูชา ส่วนท่าทีฝ่ายไทย ก็ใช้กระบวนการตาม UNCLOS และจะเจรจาในรูปแบบไหน ยังไม่ได้ตั้งรูปแบบขึ้นมา เพราะประเทศไทย ไม่ได้เดือดร้อนอะไร

นายอนุทิน กล่าวถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทย ที่ถูกทหารกัมพูชาจับกุม ภายหลังเข้าไปหาของป่าบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งคาดว่าจะขึ้นศาลกัมพูชา วันเดียวกันนี้ ว่ามีการประสาน ในอดีตที่ผ่านมาการลอบข้ามแดนโดยไม่ได้ตั้งใจของประชาชนชาวกัมพูชา ทั้งเส้นทางธรรมชาติ ชาวประมง ก็มีการประสานกัน หากดูแล้วไม่ได้เข้ามาเพื่อโจรกรรม หรือทำสิ่งใดที่กระทบกับความมั่นคงของไทย เราก็จะส่งตัวกลับไป จึงหวังว่าคนของเราไม่ได้ไปกระทำผิดกฎหมายของเขา

“ส่วนที่คุยกันได้ก็คุยกัน อย่างที่บอกว่าประชาชนไม่เกี่ยว เรื่องนี้เป็นเรื่องของรัฐบาลกับรัฐบาล ที่มีความเห็นไม่ตรงกัน ไม่เกี่ยวข้องกับประชาชน” นายกฯ กล่าว

เมื่อถามว่าความคืบหน้าในการก่อสร้างรั้วตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากที่คนไทยถูกจับกุมตัวไปจะเป็นเช่นไรนั้น นายกฯ ระบุว่า เรื่องกำแพงชายแดนไม่ต้องถามรัฐบาล กองทัพได้รับการจัดสรรและตั้งงบประมาณเรียบร้อยแล้ว ซึ่งรัฐบาลได้เห็นชอบและอนุมัติไปแล้ว ดังนั้นขั้นตอนการก่อสร้าง และรูปแบบ ต้องไปถามกองทัพ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็มีหน่วยงานความมั่นคงรับผิดชอบ บางที่เป็นของกองทัพบก หรือของกองทัพเรือ และกองบัญชาการทหารสูงสุด

ด้าน พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กล่าวถึงการลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์บริเวณช่องสายตะกู จ.บุรีรัมย์ เพื่อติดตามการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน และเยี่ยมให้กำลังใจนายอภิรักษ์ บุตรเพชร ที่บ้านพักใน อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ภายหลังเข้าไปหาของป่าแล้วพบกลุ่มทหารกัมพูชา พร้อมอาวุธ เข้ามาในพื้นที่ ว่าได้ลงไปดูพื้นที่ซึ่งเป็นช่องว่าง เนื่องจากได้รับข้อมูลจากชาวบ้าน ว่าทหารกัมพูชาอาจใช้ลักลอบเข้ามาตามช่องทางดังกล่าว จึงพูดคุยกับกองกำลัง ว่าจะมีการปรับกำลังในการคุมพื้นที่ หลังจากนี้จะมีการตรวจสอบยุทโธปกรณ์ที่เกี่ยวกับเซ็นเซอร์ หรือโดรน ที่ใช้ในการลาดตระเวนพื้นที่ เพื่อคุ้มครองประชาชนให้ได้มากยิ่งขึ้น

ส่วนสรุปแล้วเป็นทหารกัมพูชา หรือ เป็นกลุ่มคนที่ทำผิดกฎหมาย ลักลอบเข้ามาจากที่ชาวบ้านพบนั้น พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวยอมรับว่าเป็นทหารกัมพูชา เพราะชาวบ้านทั้งสอง ยืนยันว่าอีกฝ่ายยืนอยู่ในระยะประชิด อีกทั้งภาษากายของทหารกัมพูชา ที่เข้ามา ก็ค่อนข้างจะคุกคาม แต่ชาวบ้านมีความชำนาญในพื้นที่มากกว่า จึงเดินออกมา ทำให้ทหารกัมพูชาตามไม่ทัน ซึ่งผู้บัญชาการกองกำลังในพื้นที่ ได้เข้าไปพูดคุยกับทหารกัมพูชาแล้ว ว่าให้ระมัดระวัง และอย่ากระทำการอะไรก็แล้วแต่ ที่กระทบกับคนไทย

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้ประเมินหรือไม่ว่าทหารกัมพูชาเข้ามาหาข่าว หรือ เข้ามาเพื่อการใด พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า หากดูภูมิประเทศค่อนข้างสลับซับซ้อน เพราะเป็นพื้นที่ป่า จึงมีโอกาสทั้งเจตนาที่จะเข้ามา หรือเดินเข้ามาในพื้นที่ซึ่งเขาคิดเอาไว้ก่อน รวมถึงมีความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาหาของป่า หรือมาลาดตระเวนในพื้นที่ของเรา หรือมาดูว่าทหารของเราอยู่ตรงไหน เป็นไปได้ทั้งนั้น แต่กรณีนี้เป็นการละเมิด Joint statement ที่ได้ลงนามกันไว้หรือไม่นั้น ถ้าเรามีหลักฐานก็จะดำเนินการ แต่จากคำบอกเล่าของชาวบ้านก็เป็นเช่นนั้น

นอกจากนี้ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวถึงกรณีนายโยชน์ สายน้อย ชาว จ.สุรินทร์ ที่ถูกทหารกัมพูชาจับกุมขณะเข้าไปหาของป่า บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จะช่วยเหลืออย่างไรนั้น ทางกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ พยายามเร่งรัดและให้ความช่วยเหลืออยู่ ขณะเดียวกันทหารในพื้นที่ได้ติดต่อไปเพื่อให้ช่วยเหลือได้รวดเร็วที่สุด จึงขอเตือนชาวบ้านว่าการออกไปหาของป่า แม้จะเป็นวิถีชีวิต แต่ขอให้แจ้งกับเจ้าหน้าที่รัฐ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือทหาร และตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้รู้ว่ามีคนไทยออกไปอยู่ที่ไหน เพราะหากออกไปแล้วไม่ได้แจ้ง เมื่อหายตัวไป กว่าจะทราบก็ช้าเกินไป พร้อมยืนยันว่าเราจะพยายามตรวจสอบดูพื้นที่เสี่ยงที่จะทำให้เกิดการกระทบกระทั่ง โดยจะเอาทหารเข้าไปดูแล

วันเดียวกัน กระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ได้ออกหนังสือประท้วงไทยอย่างรุนแรง และปฏิเสธต่อการตัดสินใจของกรมศิลปากรของไทย ในการขึ้นทะเบียนโบราณสถานเพิ่มเติม โดยรวมปราสาทตาเมือน ปราสาทตาควาย ปราสาทคนา และโบราณสถานอื่นๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณชายแดน ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมฯ กัมพูชา มีแถลงการณ์ ระบุว่า การดำเนินการฝ่ายเดียวถือว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เป็นโมฆะ และไม่มีผลทางกฎหมายใดๆ การขึ้นทะเบียนดังกล่าวปราศจากมูลความจริงโดยสิ้นเชิง และไม่อาจใช้เป็นหลักฐานอ้างสิทธิอธิปไตยเหนือดินแดน หรือใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดเขตแดนได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ ประเด็นเรื่องอธิปไตย และการปักปันเขตแดนระหว่างกัมพูชากับไทย จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเคร่งครัดตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ปี พ.ศ.2450 และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ โดยเฉพาะบันทึกความเข้าใจปี 2543 (MOU43) กรอบอ้างอิงปี 2546 (TOR 2546) และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC)

กระทรวงวัฒนธรรมฯ กัมพูชา พิจารณาแล้วว่าการขึ้นทะเบียนดังกล่าว เป็นความพยายามที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในการสร้างภาพลักษณ์ทางกฎหมายเทียม เหนือแหล่งวัฒนธรรมที่ตั้งอยู่ในเขตปกครองของราชอาณาจักรกัมพูชา การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา และบ่อนทำลายเจตนารมณ์แห่งการเจรจาโดยสันติ และความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างสองประเทศ

กระทรวงวัฒนธรรมฯ กัมพูชา ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทย ถอนการขึ้นทะเบียนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวโดยทันที และงดเว้นการดำเนินการฝ่ายเดียวใดๆ ที่บั่นทอนความพยายามของกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ ผ่านกลไกทวิภาคี ราชอาณาจักรกัมพูชา ยังคงยึดมั่นอย่างแน่วแน่ต่อการแก้ไขทุกประเด็นที่ยังคงค้างอยู่ด้วยสันติวิธี ภายใต้การเคารพอย่างเต็มที่ต่อกฎหมายระหว่างประเทศและกลไกทวิภาคี

ลึกลับในสนามข่าว : 14 พฤษภาคม 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 14 พฤษภาคม 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 14 พฤษภาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

nn…ถึงแม้ตัวจะไกล ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ แต่ “สส.ปุ้ย – พิมพ์ภัทราวิชัยกุล” สส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย ก็ไม่พลาดภารกิจดูแลพี่น้องประชาชน เพราะมีทีมงานปึ้ก!!! ดูแลพ่อแม่
พี่น้องลุงป้าน้าอาลูกหลานได้ดีพอกับที่สส.ปุ้ยอยู่เอง ลงพื้นที่เองเลยทีเดียว…สมกับเจ้าของสโลแกน “รักจริงไม่ทิ้งกัน” อย่างสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พี่ปุ้ยบอกว่า ปฏิบัติภารกิจสภาฯติดพันอยู่ในกทม. แต่พอทราบว่า มีชาวบ้านเดือดร้อน สส.พี่ปุ้ยก็นั่งไม่ติด สายตรงหาทีมงานลงไปดูแลทันที…..ดูแลทุกชีวิต เมื่อทราบความแล้ว จะไม่มีคำว่าทอดทิ้งค่ะ!!!

พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล

…นี่เป็นอีกกรณีที่ต้องได้รับการช่วยเหลือดูแลทันทีทันควัน ปุ้ยไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ติดภารกิจต่างพื้นที่ แต่ได้มอบให้ทีมปุ้ยไปร่วมกับทุกภาคส่วน ช่วยกันคนละไม้คนละมือ…พอเสร็จภารกิจแล้ว น้องๆ ทีมงานของพี่ปุ้ยก็จะส่งภาพการทำงานในพื้นที่แจ้งให้สส.ปุ้ยทราบ เช่นเดียวกับเคสนี้ ศูนย์ประสานงานพรรคภูมิใจไทย นครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือดูแลน้องอายุ 9 ขวบ ป่วยด้วยภาวะทางสมอง จึงประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งท้องที่ ท้องถิ่นฝ่ายปกครอง อสม. อพม. รพ.สต.บ้านหิน องค์การบริหารส่วนตำบลเปลี่ยน องค์การบริหารส่วนจังหวัด โรงพยาบาลสิชล เข้าไปถึงจุดหมายทันที ไปดูแลกันหาทางช่วยเหลือกันทางด้านการเข้าถึงแพทย์กระบวนการรักษา ตามมาด้วยการดูแลความเป็นอยู่ เครื่องอุปโภค-บริโภคที่จำเป็น จนเรียบร้อยครบวงจร…“ปุ้ยมอบให้ทีมปุ้ยที่อยู่ในพื้นที่เฝ้าติดตามกรณีนี้ และเข้าไปดูแลประสานงานเป็นระยะ เพื่อประคับประคองการใช้ชีวิตของน้องและครอบครัวให้ผ่านพ้นโรคภัยนี้ ร่วมกันดูแลครอบครัวเขาเรา เพื่อแผ่นดินเกิดเพื่อทุกคนค่ะ#รักจริงไม่ทิ้งกัน”…เรียกว่า แม้จะเข้าช่วยเหลือครบถ้วนตามกระบวนการดูแลรักษาแล้ว แต่ก็ต้องติดตามความเป็นอยู่ต่อเนื่อง เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีถาวรยั่งยืนจ้า…nn

สุชาติ ชมกลิ่น

nn…ใช่การรณรงค์ลดพลาสติกจะจำกัดอยู่แต่ในกระทรวงอุตสาหกรรมเท่านั้นนะ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้การนำของรมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ “เสี่ยเฮ้ง – สุชาติ ชมกลิ่น” ผนึกภาคเอกชน–พันธมิตรกว่า 20 องค์กร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน มุ่งจัดการพลาสติกอย่างยั่งยืนด้วยนะเออ โดยต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รมต.เฮ้ง ไปเป็นประธานสักขีพยานพิธีประกาศเจตนารมณ์และลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการ “รวมพลังขับเคลื่อนไทยสู่ความยั่งยืน :AXTRA Circular Impacts” ระหว่างกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติฯโดยกรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับ บริษัทผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกยักษ์ใหญ่ และองค์กรพันธมิตรกว่า 20 แห่ง จากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ร่วมประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนการจัดการพลาสติกอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Circular Retail”ผลักดันภาคค้าปลีกไทยสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นรูปธรรมโดยมุ่งลดการใช้พลาสติกที่ไม่จำเป็น ส่งเสริมการเก็บกลับคืน คัดแยกและรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติกเป็นระบบ รวมถึงพัฒนานวัตกรรมและบรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน ตลอดจนสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิด 5R ได้แก่ Re-educate, Reduce, Recycle, Replace และ Reinvent เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

…งานนี้รมต.เฮ้งบอกว่า การสร้างความยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง ต้องอาศัย “พลังแห่งความร่วมมือ” จากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคประชาสังคม และประชาชนทุกคน เพื่อร่วมกันผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในอนาคต…เรียกว่า เป็นอีกมิติของความร่วมมือที่ดึงภาคค้าปลีกมาเป็นต้นแบบบริหารจัดการขยะครบวงจร เน้นมหภาคในการช่วยยกระดับระบบจัดการขยะของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น…nn