ข่าวกรองได้ข้อมูลแล้ว หนุ่มจีนซุกคลังแสง รอรายงานนายกฯ

ข่าวกรองได้ข้อมูลแล้ว หนุ่มจีนซุกคลังแสง รอรายงานนายกฯ

ข่าวกรองได้ข้อมูลแล้ว หนุ่มจีนซุกคลังแสง รอรายงานนายกฯ

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.55 น.

ผอ.สำนักข่าวกรอง ยอมรับได้รับรายงานกรณีชายชาวจีน ขับรถบรรทุกอาวุธสงครามพลิกคว่ำ ตอบสั้น ๆ ขอรอแจ้งนายกฯก่อน

วันนี้ 9 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ บน.6 นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ สภ.นาจอมเทียน จังหวัดชลบุรี เข้าตรวจสอบเหตุรถยนต์พลิกคว่ำ โดยพบผู้ขับรถเป็นชายชาวจีน และภายในรถตรวจพบอาวุธสงครามจำนวนมาก เกี่ยวข้องกับประเด็นด้านความมั่นคงหรือไม่ โดยกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่าขอรายงานนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ก่อน พร้อมยอมรับว่าได้รับข้อมูลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ผอ.สำนักข่าวกรอง
ผอ.สำนักข่าวกรอง

ติดกำไล EM ‘ทักษิณ’ 11 พ.ค. นี้ ก่อนปล่อยตัวพักโทษรอบสอง

ติดกำไล EM 'ทักษิณ' 11 พ.ค. นี้ ก่อนปล่อยตัวพักโทษรอบสอง

ติดกำไล EM ‘ทักษิณ’ 11 พ.ค. นี้ ก่อนปล่อยตัวพักโทษรอบสอง

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.44 น.

แย้ม 11 พ.ค. “สนง.คุมประพฤติกทม.7” เข้าติดกำไลEM ให้’ทักษิณ’ ที่เรือนจำฯก่อนปล่อยตัวพักโทษ ยันมติ’คณะอนุกรรมการฯ’สั่งติดกำไลEM “ทักษิณ” จนกว่าจะพ้นโทษถือเป็นที่สิ้นสุด หลัง’นายกสมาคมทนายความฯ’ วิจารณ์แหลก แต่ “ทักษิณ” ยังมีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอปลดกำไลหากจำเป็นรักษาพยาบาลหรือป่วยก่อนครบกำหนด 9 ก.ย.69 หรือได้รับอานิสงส์พระราชทานอภัยโทษหมู่ 

จากกรณีเมื่อวันที่ 29 เม.ย.69 คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ได้มีมติให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็น 1 ใน 859 ผู้ต้องขังเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ได้รับการพักโทษกรณีทั่วไป และพ่วงเงื่อนไขติดกำไล EM จนกว่าจะพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย.69 ขณะที่นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย มีบันทึกนายกสมาคมทนายความฯ กรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะได้รับการพักโทษในวันที่ 11 พ.ค.69 โดยคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ เห็นว่าอดีตนายกฯ มีคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 แต่มีเงื่อนไขว่า อดีตนายกฯ จะต้องติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ตลอดระยะเวลา 4 เดือนของการพักโทษคุมประพฤติ ซึ่งกรณีดังกล่าวแม้ว่าการติดกำไล EM เป็นหลักเกณฑ์ของการคุมประพฤติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสี่ยงกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี หรือจะไปก่อภยันอันตรายประการอื่นใด เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยของสังคม ซึ่งเหมาะที่จะใช้กับผู้ต้องหาหรือนักโทษในคดีอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกสูง ขณะที่นายทักษิณ คงเหลือพักโทษเพียง 4 เดือน ประกอบกับเป็นผู้สูงอายุ 76 ปี มีโรคประจำตัว จากเหตุผลและข้อเท็จจริงดังกล่าว จะเห็นได้ว่ามติของคณะอนุกรรมการฯ อาจขัดกับหลักเจตนารมณ์ของกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 ตามข้อ 44 ซึ่งหากคณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาถึงหลักเกณฑ์อย่างเสมอภาคและยุติธรรมแล้ว ก็จะมีเหตุเชื่อได้ว่าอดีตนายกฯไม่มีความจำเป็นที่จะต้องติดกำไล EM ตลอดระยะเวลาการพักโทษแต่อย่างใดนั้น 

ทักษิณ

วันนี้ 9 พฤษภาคม 2569 แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ได้มีมติโดยเห็นว่าอดีตนายกฯ มีคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ตลอดระยะเวลา 4 เดือน จนกว่าจะพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย.69 นั้น มติของคณะอนุกรรมการฯเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ถือเป็นมติถึงที่สุดแล้ว จะไม่มี เหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง เพราะคณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาจากข้อเท็จจริง พฤติการณ์ และคุณสมบัติของผู้ต้องขังตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายและกฎกระทรวงกำหนดไว้อย่างครบถ้วน 

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า สำหรับกำหนดการติดกำไลEM ให้กับนายทักษิณ ชินวัตร ทางเจ้าหน้าที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 7 จะเดินทางไปยังเรือนจำกลางคลองเปรม เพื่อติดกำไล EM ให้แก่อดีตนายกฯ และแจ้งเรื่องขั้นตอนการใช้งานอุปกรณ์กำไล EM พร้อมกับดำเนินการเรื่องเอกสารต่างๆ ทั้งนี้ เนื่องจากเรือนจำกลางคลองเปรม อยู่ในพื้นที่เขตจตุจักร จึงอยู่ในเขตรับผิดชอบของสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 7 ส่วนการรายงานตัวรับทราบเงื่อนไข หลักการปฏิบัติตนระหว่างการคุมประพฤติ 4 เดือนนั้น ภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ 11 พ.ค.69-13 พ.ค.69 นายทักษิณ จะต้องเดินทางไปรายงานตัวยังสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเขตบางพลัด เพราะ “บ้านจันทร์ส่องหล้า” ตามที่ผู้อุปการะของนายทักษิณได้แจ้งไว้ โดยนายทักษิณจะต้องไปรับทราบละเอียดทั้งหมด ทั้งนี้ เนื่องด้วยนายทักษิณเหลือระยะเวลาการคุมประพฤติเพียง 4 เดือน หรือจนถึงวันที่ 9 ก.ย.69 ดังนั้น การรายงานตัวของนายทักษิณกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 จะเกิดขึ้นเดือนละครั้ง รวมเป็นรายงานตัวทั้งสิ้น 4 ครั้ง หรือหากจะเป็นกรณี 2 เดือนค่อยรายงานตัว 1 ครั้ง ก็จะเป็นเรื่องที่ทางเจ้าหน้าที่คุมประพฤติกับผู้ถูกคุมประพฤติจะพูดคุยประสานงานกัน อย่างไรก็ตาม หากย้อนไปเมื่อครั้งการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษฯ ก่อนหน้านี้ พบว่านายทักษิณได้มีการรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพ มหานคร 1 ครบทุกครั้ง ไม่มีปัญหาใด ๆ

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยด้วยว่า สำหรับนายทักษิณ ถือเป็นผู้ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษเป็นการทั่วไป ดังนั้น การติดกำไล EM จะต้องถูกติดไปจนกว่าจะพ้นโทษ ในวันที่ 9 ก.ย.69 ซึ่งก็เป็นไปตามมติของอนุกรรม การเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลง โทษ ส่วนการจะขอปลดกำไล EM ระหว่างการคุมประพฤติ เนื่องจากปัญหาเรื่องสุขภาพหรือเพื่อการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะเหตุจำเป็นต้องเข้าอุโมงค์เพื่อทำ MRI (Magnetic Resonance Imaging) หรือการรักษาใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องตรวจที่ใช้สนามแม่เหล็กและคลื่นวิทยุความเข้มสูงนั้น ตามขั้นตอนปกติแล้ว หากผู้ถูกคุมประพฤติจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นครั้งคราว และติดอุปสรรคของกำไล EM ผู้ถูกคุมประพฤติสามารถยื่นคำร้องขอปลดกำไล EM ชั่วคราวได้ โดยใช้เอกสารที่มีความเห็นของแพทย์ ที่ระบุชัดเจนเลยว่า “กำไล EM มันเป็นอุปสรรคในการรักษาพยาบาลจริง”

รวมถึงแจ้งเหตุความจำเป็นของการรับการรักษาพยาบาลอย่างครบถ้วน ในวันเวลาใดบ้าง เพื่อยื่นประกอบการพิจารณาให้แก่เจ้าหน้าที่คุมประพฤติเจ้าของสำนวนคุมประพฤติดังกล่าวได้ อาทิ กรณีของอดีตนายกฯ ก็จะต้องยื่นคำร้องไปยังเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เพื่อจะได้ปลดกำไล EM เป็นการชั่วคราวเท่านั้น และเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการรักษาพยาบาล ก็ต้องกลับมาติดกำไล EM ดังเดิม แต่ถ้าหากเป็นกรณีที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือป่วยติดเตียง หรือข้อเท้าเป็นแผลพุพอง หรือการติดกำไล EM ทำให้เผชิญปัญหาสุขภาพย่ำแย่ลง ทางผู้ถูกคุมประพฤติสามารถยื่นคำร้องขอปลดกำไล EM แบบถาวรมายังเจ้าหน้าที่คุมประพฤติได้เช่นเดียวกัน เพื่อเจ้าหน้าที่คุมประพฤติจะเสนอรายงานไปยังคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ แต่ก็จะเป็นดุลพินิจของคณะอนุกรรมการฯ ว่าจะให้ปลดกำไล EM ระหว่างพักโทษคุมประพฤติด้วยเหตุทางด้านสุขภาพหรือการรับการรักษาพยาบาลตามที่ผู้ร้องยื่นคำขอหรือไม่ โดยจะเป็นชุดคณะอนุกรรมการฯ เดียวกันกับที่เคยมีมติให้ต้องติดกำไล EM ซึ่งถ้าคณะอนุกรรมการฯมีมติอย่างไร กรมคุมประพฤติก็มีหน้าที่ต้องทำตามมติของคณะอนุกรรมการฯทุกประการ

ทักษิณ

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า สำหรับเงื่อนไขการห้ามกระทำการใดๆ ระหว่างพักโทษคุมประพฤติในส่วนของนายทักษิณ พบว่ามติของคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ไม่ได้มีการกำหนดเงื่อนไขพิเศษอื่นใด โดยเฉพาะเรื่องการเมืองก็ไม่ได้ระบุห้ามไว้ ยังคงเป็นเงื่อนไขปกติเหมือนกับผู้พักโทษรายอื่นทุกคน ประกอบด้วย 1.ต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติที่สำนักงานคุมประพฤติท้องที่ภายใน 3 วันนับแต่ได้รับการปล่อยตัว และต่อไปให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนดจนกว่าจะพ้นโทษ 2.ต้องพักอาศัยอาศัยอยู่กับผู้อุปการะตามบ้านเลขที่ที่แจ้งไว้และห้ามออกนอกเขตท้องที่จังหวัด เว้นแต่ติดธุระสำคัญและต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานคุมประพฤติก่อน 3.ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ หากฝ่าฝืนและถูกลงโทษโดยเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับนั้น ต้องแจ้งให้พนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง 4.ให้ประกอบอาชีพสุจริต หากเปลี่ยนสถานที่ทำงานหรือย้ายงานใหม่ต้องแจ้งพนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง 5.ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำตักเตือนของพนักงานคุมประพฤติและเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกรมคุมประพฤติกำหนด 6.ห้ามประพฤติตนในทางเสื่อมเสีย เช่น เล่นการพนัน เสพยาเสพติด และกระทำความผิดขึ้นอีก 7.ห้ามเกี่ยวข้องกับสารระเหย วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตหรือประสาท หรือยาเสพติดให้โทษทุกประเภท รวมทั้งอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดทุกชนิด 8.ห้ามเยี่ยมเยียนและติดต่อกับนักโทษที่ไม่ใช่ญาติซึ่งกำลังต้องโทษอยู่ และ 9.ต้องแสดงหนังสือสำคัญการปล่อยตัวต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือเจ้าพนักงานเรือนจำเมื่อมีการเรียกให้แสดง และหากหนังสือสำคัญการปล่อยตัวสูญหายให้รีบแจ้งต่อพนักงานคุมประพฤติ

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยว่า สำหรับผู้ถูกคุมประพฤติ เงื่อนไขชัดเจนคือห้ามออกนอกเขตพื้นที่จังหวัด เว้นแต่มีกิจธุระสำคัญเป็นครั้งคราว ทางผู้ถูกคุมประพฤติก็สามารถขออนุญาตเจ้าหน้าที่คุมประพฤติได้ โดยต้องระบุเหตุผลการไปสถานที่นั้น ๆ ว่าไปปลายทางคือที่ใด มีวัตถุประสงค์เพื่อการใด ไประยะเวลากี่วัน เป็นต้น ส่วนถ้าจะเดินทางไปต่างประเทศระหว่างการคุมประพฤตินั้น ต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าสถานะของผู้พักโทษคุมประพฤติ ก็ยังคงสถานะผู้ต้องขัง ยังไม่ใช่การพ้นโทษ ดังนั้น ผู้ต้องขังไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้  

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก Thaksin Shinawatra

สส.ส้มโยง’หลานทักษิณ’ พันบริษัทฉาวที่ถูกสื่อนอกแฉ เป็นทางผ่านขายชิปให้จีน หลบเลี่ยงการแบนของสหรัฐ

สส.ส้มโยง'หลานทักษิณ' พันบริษัทฉาวที่ถูกสื่อนอกแฉ เป็นทางผ่านขายชิปให้จีน หลบเลี่ยงการแบนของสหรัฐ

สส.ส้มโยง’หลานทักษิณ’ พันบริษัทฉาวที่ถูกสื่อนอกแฉ เป็นทางผ่านขายชิปให้จีน หลบเลี่ยงการแบนของสหรัฐ

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.16 น.

จากกรณี สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานข่าว โดยอ้างแหล่งข่าวว่าบริษัท OBON Corp ที่มีฐานอยู่ในกรุงเทพฯ ถูกสงสัยว่ามีส่วนช่วยลักลอบนำเข้าเซิร์ฟเวอร์ Super Micro Computer มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งบรรจุชิป Nvidia ขั้นสูงไปยังประเทศจีน

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์เฟสบุ๊ค แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทของไทยที่ถูกสื่อต่างประเทศชื่อดังระบุว่า เป็นทางผ่านในการส่ง GPU ของ NVIDIA ไปยัง Alibaba เพื่อลบเลี่ยงการแบนของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา กับหลานชายของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

นายอิสริยะ ระบุในโพสต์ดังกล่าวว่า  “บริษัทไทย OBON ทางผ่านขาย GPU สหรัฐให้จีน?

ข่าวเด่นของวงการไอทีโลกในรอบวันนี้คือ Bloomberg ออกมาแฉว่ามีบริษัทไทยแห่งหนึ่งเป็นทางผ่านในการส่ง GPU ของ NVIDIA ไปยัง Alibaba เพื่อลบเลี่ยงการแบนของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา

บริษัทแห่งนี้มีชื่อว่า OBON Corporation (อ่านว่า โอบีโอเอ็น) ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับ Siam AI Cloud ที่เจ้าของคือ หลานชายทักษิณ

บริษัท Siam AI Cloud มีผู้ก่อตั้งและซีอีโอคือ รัตนพล วงศ์นภาจันทร์ บุตรชายของเยาวเรศ ชินวัตร น้องสาวของอดีตนายกทักษิณ ซึ่งรัตนพลก็เคยนั่งเป็นซีอีโอของ OBON มาก่อนด้วย โดยเจ้าตัวให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่าไม่เกี่ยวข้องกับ OBON แล้วหลังเขามาเปิดอีกบริษัทคือ Siam AI CLOUD 9

ในหน้าเว็บของ OBON ระบุว่าทำธุรกิจขายส่งฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะอุปกรณ์เครือข่าย ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าบอกว่าจดทะเบียนในปี 2561 แต่ส่งงบถึงแค่ปี 2566 มีรายได้ปีสุดท้าย 29 ล้านบาท ขาดทุน 8.7 ล้านบาท ชื่อกรรมการมีคนเดียวคือ นายณฐพล องค์มรกต ซึ่งค้นหาดูแล้วไม่มีชื่อปรากฏต่อสาธารณะว่าทำอะไรมาบ้าง 

อีกจุดที่น่าสนใจคือมีทุนจดทะเบียนสูงถึง 100 ล้านบาท แต่ถ้ามองว่าอดีตซีอีโอ (และน่าจะเป็นอดีตกรรมการ) คือหลานทักษิณ ก็พอเข้าใจได้ว่ามีทุนจดทะเบียนได้มากพอ (บริษัท Siam AI มีทุนจดทะเบียน 950 ล้านบาท)

จากการสอบสวนของ Bloomberg บอกว่า เซิร์ฟเวอร์ถูกผลิตจากบริษัทไต้หวัน Super Micro ที่เพิ่งมีข่าวฉาวเรื่องการลักลอบขายฮาร์ดแวร์ให้จีนจนซีอีโอต้องลาออก แล้วขายเข้าไทยมายังบริษัท OBON ระหว่างปี 2024-2025 เป็นมูลค่าสูงถึง 2.5 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 8 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ OBON บริษัทโนเนมของไทยกลายเป็นลูกค้ารายใหญ่อันดับ 11 ของ Super Micro อยู่ช่วงหนึ่งด้วย 

ตอนนี้เรายังไม่มีข้อมูลว่าเซิร์ฟเวอร์มันขายผ่าน OBON มาได้อย่างไร ลงรายได้กันอย่างไร เพราะงบมีถึงแค่ปี 66 

สิ่งที่เรารู้แน่ๆ คือ OBON มีความเชื่อมโยงกับ Siam AI Cloud และเป็นผู้ส่งเครื่องต่อไปให้ Siam AI Cloud จริง ในเอกสารข่าวแจกของ OBON เมื่อปี 2024 (2567) เขียนไว้ชัดเจนว่า OBON กำลังสร้างคลัสเตอร์ที่ใช้ชิป NVIDIA H100 ให้กับ Siam AI Cloud และระบุที่อยู่เว็บไซต์ของ OBON เป็น siam.ai (ไม่ใช่ obon.co.th ซึ่งมีเว็บไซต์แยกกันอยู่ก่อนแล้ว)

นักข่าวของ Bloomberg ยังบอกว่าลงสำรวจพื้นที่สำนักงานของ OBON ย่านพัฒนาการ มีป้ายชื่อบริษัท Siam AI ในตึกเดียวกัน แต่ไม่มีชื่อของ OBON อยู่ในรายชื่อผู้เช่าตึก

ในการเปิดตัวบริษัท Siam AI Cloud เมื่อปี 2567 เป็นงานใหญ่ระดับชาติ เพราะบริษัทหน้าใหม่ที่เพิ่งจดทะเบียนเดือนมกราคม 2567 ไม่เคยมีผลงานใดๆ มาก่อน กลับสามารถเชิญ Jensen Huang ซีอีโอของบริษัทระดับโลกอย่าง NVIDIA มาร่วมงานได้

ผมอยู่ในงานเปิดตัวรอบนั้นด้วย ก็พบว่าเป็นงานที่มีผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศไทยมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น อดีตนายกทักษิณ หรือมหาเศรษฐีใหญ่ของประเทศไทย ทั้งเจ้าสัวธนินทร์ เจียรวนนท์ ที่มาพร้อมลูกชาย 2 คน (สุภกิต-ศุภชัย), ฐาปน สิริวัฒนภักดี ลูกชายของกลุ่ม Thai Beverage, สารัชถ์ รัตนาวะดี แห่ง Gulf

ถ้าดูบริบทการเมืองในตอนนั้นที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาล นายกรัฐมนตรีชื่อเศรษฐา ทวีสิน (ประมาณ 4 ก่อนเศรษฐาหลุดจากตำแหน่ง) ก็พอเข้าใจได้ว่าการเปิดตัว Siam AI ในฐานะ “ธุรกิจใหม่” ของตระกูลชินวัตร ที่เป็นธุรกิจไฮเทคก้าวทันโลกตามที่อดีตนายกทักษิณถนัด จะต้องเป็นงานใหญ่ระดับประเทศ มีแขกระดับผู้หลักผู้ใหญ่เข้าร่วมกันมากมาย

อย่างไรก็ตาม ตัวโมเดลธุรกิจของ Siam AI Cloud ก็มีประเด็นที่น่าตั้งคำถามหลายข้อ เริ่มจากความสามารถในการทุ่มซื้อ GPU ของ NVIDIA ราคาแพงมหาศาล และทั้งโลกกำลังแย่งกันซื้อ การเป็นบริษัทหน้าใหม่ของวงการไม่น่าจะสามารถทำเองได้เพียงลำพัง (แม้มีเงินมากขนาดไหนก็ตาม) คงต้องใช้พลังคอนเนคชั่นระดับเทพด้วยเช่นกัน

คำถามถัดมาคือ ทุ่มซื้อ GPU แล้วเอามาทำอะไรต่อ? จากข่าวที่ปรากฏช่วงหลังจากนั้น Siam AI Cloud ได้เซ็นสัญญากับธุรกิจยักษ์ใหญ่ของไทยจำนวนมาก เช่น กลุ่ม CP/True หรือกลุ่ม Gulf (ซึ่งไม่น่าแปลกใจที่เจ้าสัวทั้งสองรายมาปรากฏตัวในงาน) เพื่อให้บริการเช่าใช้งาน GPU ต่อด้วย อันนี้ด้วยคอนเนคชั่นระดับเทพของกลุ่มชินวัตรก็ไม่น่าแปลกใจที่ Siam AI สามารถเจรจากับกลุ่มทุนใหญ่ๆ ของไทยได้โดยง่าย

แต่คำถามที่ผมยังสงสัยต่อไปก็คือ การทุ่มเงินขนาดนี้เพื่อให้บริการเช่าใช้งาน GPU มันเป็นโมเดลธุรกิจคุ้มค่าจริงหรือ เพราะเราเห็นข่าวบริษัทไอทีระดับโลกทุ่มทุนซื้อ GPU กันมหาศาลกว่านั้นมาก เป็นระดับแสนล้านหรือเกินล้านล้านบาทไทย แถมบริษัทระดับโลกเหล่านี้ก็ไม่สามารถ “ทำเงิน” จากการให้เช่า GPU ได้โดยตรงเท่าไรนัก อย่างที่เราเห็นข่าวกันว่าบริษัท AI ล้วนขาดทุนหนักๆ กันถ้วนหน้า ที่ยังอยู่ได้ในปัจจุบันก็เป็นเพราะมีเงินจากนักลงทุน VC หรือมีเงินมหาศาลจากธุรกิจอื่น (เช่น กูเกิลมีรายได้มหาศาลจากโฆษณา) มาช่วยอุ้มไว้เท่านั้น

นี่จึงนำไปสู่ข้อสงสัยสุดท้ายของผมว่า หรือจริงๆ แล้วการเล่นใหญ่ทุ่มซื้อ GPU มาให้บริษัทใหญ่ๆ ในไทยเช่าใช้งาน มันเป็นแค่ฉากหน้าที่ดูดี แต่โมเดลธุรกิจของจริงมันเรียบง่ายกว่านั้นมาก นั่นคือเป็นทางผ่านขาย GPU ไปยังบริษัทยักษ์ใหญ่ในจีนที่มีเงินสดพร้อมจ่ายค่า GPU ให้ทันที ไม่ต้องรอไปทำกำไรจากค่าเช่าในภายหลัง

พรรคประชาชนจะใช้กลไกของรัฐสภา ตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไปครับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโพสต์ดังกล่าวของ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน มีการแชร์ออกไปจำนวนมาก รวมทั้ง นส.รัชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน รวมทั้งนักวิชาการที่สนับสนุนพรรคประชาชน อาทิ สฤณี อาชวานันทกุล ด้วย

สำหรับนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ (มาร์ค) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี สื่อออนไลน์ และอดีตผู้บริหาร LINE MAN Wongnai ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ Blognone และ Brand Inside โดยในช่วงต้นปี 2569 ได้เข้าสู่แวดวงการเมืองในฐานะผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์

นายกฯอนุทิน โชว์วิสัยทัศน์อาเซียน ครั้งที่ 48 ชูไทยผู้นำสันติภาพ-ความมั่นคงภูมิภาค

นายกฯอนุทิน โชว์วิสัยทัศน์อาเซียน ครั้งที่ 48 ชูไทยผู้นำสันติภาพ-ความมั่นคงภูมิภาค

นายกฯอนุทิน โชว์วิสัยทัศน์อาเซียน ครั้งที่ 48 ชูไทยผู้นำสันติภาพ-ความมั่นคงภูมิภาค

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.45 น.


โฆษกรัฐบาลเปิดเผยผลสำเร็จของ”นายกฯ”บนเวทีอาเซียน ชี้บทบาทไทยสร้างสันติภาพ-เสถียรภาพภูมิภาค พร้อมเดินหน้าความร่วมมือเชิงรุกกับประเทศสมาชิก ท่ามกลางความผันผวนของโลก ผลักดันอาเซียนเข้มแข็ง มีเอกภาพ และมีบทบาทมากขึ้นบนเวทีระหว่างประเทศ พร้อมรักษาผลประโยชน์ชาติ ควบคู่การสร้างโอกาสให้ประชาชนไทย

9 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7–9 พฤษภาคม 2569 ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่วการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของไทยในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ท่ามกลางบริบทโลกที่เผชิญความผันผวนจากความขัดแย้งในหลายภูมิภาค ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงด้านพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และเสถียรภาพของภูมิภาคอาเซียน 

โดยนายกรัฐมนตรีได้ใช้เวทีอาเซียนยืนยันจุดยืนของไทยในการส่งเสริมสันติภาพ การแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา การยึดมั่นในกฎกติกาสากล และการผลักดันให้อาเซียนมีความเป็นเอกภาพ เข้มแข็ง และมีบทบาทมากยิ่งขึ้นบนเวทีโลก ควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนชาวไทย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ภารกิจสำคัญวันแรกของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 คือการเข้าร่วมการหารือสามฝ่ายร่วมกับสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เพื่อหารือสถานการณ์ไทย–กัมพูชา โดยการหารือดังกล่าวเป็นข้อริเริ่มของฝ่ายฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ซึ่งมีความประสงค์ให้ภูมิภาคอาเซียนดำรงไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งความร่วมมือและความเข้าใจอันดี ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีความละเอียดอ่อนในภูมิภาค

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้เข้าร่วมการหารือด้วยท่าทีสร้างสรรค์และมุ่งมองไปข้างหน้า พร้อมนำคณะผู้แทนด้านการต่างประเทศและฝ่ายความมั่นคงเข้าร่วม เพื่อยืนยันจุดยืนของประเทศไทยที่ยึดมั่นในแนวทางสันติภาพ ควบคู่กับการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนชาวไทย โดยนายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า ไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดในหลายมิติ และความขัดแย้งย่อมนำมาซึ่งความสูญเสียแก่ทุกฝ่าย จึงถึงเวลาที่ทั้งสองประเทศจะร่วมกันเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์ บนพื้นฐานของความจริงใจ ความไว้วางใจ และความร่วมมือที่สร้างสรรค์

ในการหารือดังกล่าว ไทยและกัมพูชาเห็นพ้องที่จะมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศร่วมกันจัดทำมาตรการสร้างความเชื่อมั่นในทางปฏิบัติ โดยเริ่มจากประเด็นที่สามารถดำเนินการร่วมกันได้ทันที เพื่อฟื้นฟูความไว้วางใจและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง 

อย่างไรก็ดี การหารือครั้งนี้มิได้มีการเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดนหรือการเปิดพรมแดนแต่อย่างใด โดยฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นในการรักษาผลประโยชน์ของชาติและดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายและกติกาสากลอย่างเคร่งครัด

สำหรับการประขุมฯ ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบเต็มคณะ (Plenary Session) ร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน เลขาธิการอาเซียน และประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมฯ ยืนยันความพร้อมของไทยในการทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกทุกประเทศ เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นเสาหลักของสันติภาพ เสถียรภาพ และความรุ่งเรืองของภูมิภาค ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอนและความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

พร้อมเสนอให้อาเซียนเร่งเสริมสร้างความร่วมมือเชิงปฏิบัติด้านความมั่นคงทางพลังงาน อาทิ การผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) การใช้กลไกความมั่นคงด้านปิโตรเลียมอาเซียน รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของภูมิภาคในระยะยาว

ในด้านความมั่นคงทางอาหาร ไทยพร้อมใช้ศักยภาพในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตอาหารสำคัญของโลก สนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารของภูมิภาคอย่างเต็มที่ พร้อมเสนอให้ต่อยอดความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จ เช่น ความตกลงการค้าข้าวระหว่างไทย–สิงคโปร์ ไปยังสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นอื่น ๆ เพื่อสร้างความพร้อมร่วมกันของอาเซียนในช่วงวิกฤต

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังได้เน้นย้ำถึงการคุ้มครองประชาชนอาเซียนในสถานการณ์วิกฤต โดยยกประสบการณ์ของไทยในการอพยพคนไทยจากพื้นที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความร่วมมือระดับภูมิภาค พร้อมยืนยันว่า ไทยพร้อมทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกเพื่อผลักดันให้อาเซียนสามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ตกลงเห็นชอบ “พิธีสารเซบู” เพื่อแก้ไขกฎบัตรอาเซียนให้รองรับการเข้าเป็นสมาชิกของติมอร์-เลสเต และร่วมรับรองแถลงการณ์สำคัญ 4 ฉบับ ครอบคลุมด้านความร่วมมือทางทะเล การรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง การบริหารจัดการภัยพิบัติ และการเสริมพลังเยาวชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของอาเซียนในการเสริมสร้างภูมิภาคให้เข้มแข็งและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

ต่อมา นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบไม่เป็นทางการ (Retreat Session) โดยได้หารือร่วมกับผู้นำอาเซียนเกี่ยวกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกและผลกระทบต่อภูมิภาค พร้อมย้ำว่า หลักการสำคัญของอาเซียน อาทิ การเจรจา การยับยั้งชั่งใจ และการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี จำเป็นต้องได้รับการผลักดันอย่างจริงจังมากขึ้นในบริบทโลกปัจจุบัน

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เสนอ 3 แนวทางเชิงยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยม (Regionalism) เพื่อเพิ่มเอกภาพและประสิทธิภาพในการตัดสินใจร่วมกันของอาเซียน การเสริมสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) โดยยึดหลัก ASEAN Centrality และพัฒนากลไกจัดการวิกฤตที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น และการรักษาความสำคัญของอาเซียนในเวทีโลก (Relevance) ผ่านการทำงานร่วมกับประเทศหุ้นส่วนเพื่อสนับสนุนระบบพหุภาคีนิยมและระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นภูมิภาคที่ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาคมระหว่างประเทศ

ในห้วงการประชุมดังกล่าว นายกรัฐมนตรียังได้ใช้โอกาสนี้หารือทวิภาคีกับผู้นำอีก 4 ประเทศ เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและประชาชนของไทย 

โดยในการหารือกับนายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเร่งขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุเป้าหมาย 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านการลงทุน การเชื่อมโยงด้านการบิน และการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม

สำหรับการหารือกับนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนภายใต้แนวคิด “Synergise Our Strength” โดยเห็นพ้องว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนควรใช้จุดแข็งร่วมกันในการเพิ่มอำนาจต่อรองและยกระดับบทบาทของภูมิภาคในเวทีโลก พร้อมสนับสนุนความร่วมมือด้านพลังงาน โดยเฉพาะการผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

ขณะที่การหารือกับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นไปอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเร่งผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชายแดน ทั้งถนนเชื่อมด่านสะเดา–บูกิตกายูฮิตัม และสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลกแห่งที่ 2 เพื่อส่งเสริมการค้า การเดินทาง และเศรษฐกิจชายแดน รวมถึงหารือความร่วมมือในการสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านแนวทางสันติวิธี ตลอดจนขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

สำหรับวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ก่อนเดินทางกลับ ยังได้หารือกับนายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันความพร้อมของไทยในการสนับสนุนการทำหน้าที่ประธานอาเซียนของฟิลิปปินส์ พร้อมเดินหน้ากระชับความร่วมมือระหว่างกันในหลายด้าน ทั้งความมั่นคงทางอาหาร การค้า การลงทุน และพลังงาน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาค ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์

“ผลการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทเชิงรุกของไทยในการขับเคลื่อนความร่วมมือระดับภูมิภาค ท่ามกลางบริบทโลกที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยไทยได้ยืนยันจุดยืนในการส่งเสริมสันติภาพ การแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา การรักษาผลประโยชน์ของชาติภายใต้กฎกติกาสากล และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง พลังงาน อาหาร และการดูแลประชาชน พร้อมเดินหน้าความร่วมมือกับประเทศสมาชิกและประเทศหุ้นส่วนอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นภูมิภาคแห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และโอกาสของประชาชนในระยะยาว” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เฝ้าระวังภาวะดื้อยาทั้งระบบ หลังพบเชื้อดื้อยาพุ่งเกิน 70%

รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เฝ้าระวังภาวะดื้อยาทั้งระบบ หลังพบเชื้อดื้อยาพุ่งเกิน 70%

รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เฝ้าระวังภาวะดื้อยาทั้งระบบ หลังพบเชื้อดื้อยาพุ่งเกิน 70%

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.27 น.

รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เฝ้าระวังภาวะดื้อยาทั้งระบบ แนะประชาชนใช้ยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด หลังพบเชื้อดื้อยาพุ่งเกิน 70% 

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับเครือข่ายโรงพยาบาล 141 แห่ง จาก 77 จังหวัด ดำเนินการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพทางห้องปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศย้อนหลัง 10 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2558 – 2568 พบว่า เชื้อ Acinetobacter calcoaceticus-baumannii complex มีอัตราการดื้อยากลุ่ม carbapenem ซึ่งเป็น “ยาต้านจุลชีพทางเลือกสุดท้าย” มีอัตราดื้อยาสูงกว่าร้อยละ 70 และยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อดื้อยาชนิดนี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะไม่มียาในการรักษา

ขณะที่ เชื้อ Klebsiella pneumoniae (เคลบซิลลา นิวโมเนียอี) พบแนวโน้มการดื้อยากลุ่ม carbapenem เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และมีอัตราการดื้อยากลุ่ม third generation cephalosporin (กลุ่มเซฟาโลสปอรินรุ่นที่สาม) ซึ่งเป็นกลุ่มยาปฏิชีวนะที่สามารถรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด ร้อยละ 35–45 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อรุนแรงในอนาคต

ส่วนเชื้อ E. coli (อีโคไลน์) แม้อัตราการดื้อยากลุ่ม carbapenem จะยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับเชื้อ ชนิดอื่น แต่พบอัตราการดื้อยากลุ่ม third generation cephalosporin โดยเฉพาะยา ceftriaxone (เซฟไตรแอ็กโซน) และ Cefotaxime (เซโฟแทกซิม) ในระดับค่อนข้างสูงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ได้จัดกัดอยู่เฉพาะในระบบโรงพยาบาลหรือระบบบริการสุขภาพเท่านั้น แต่เริ่มแพร่กระจายสู่ชุมชนแล้ว

“สำหรับประชาชนหรือผู้ป่วย เพื่อหยุดยั้งเชื้อดื้อยา ควรกินยาปฏิชีวนะให้ครบตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว รวมทั้งห้ามซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง ห้ามหยุดยาเอง และห้ามแบ่งยาให้ผู้อื่นเด็ดขาด รัฐบาลขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ การเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการ รวมถึงการดำเนินงานภายใต้แนวคิด One Health ที่เชื่อมโยงสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เพื่อสื่อสารเพิ่มความตระหนักรู้ ให้เกิดการชะลอการเพิ่มขึ้นของเชื้อดื้อยาในอนาคต  รวมถึงมอบหมายกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับเครือข่ายห้องปฏิบัติการทั่วประเทศ ในการเฝ้าระวังต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการวางแผนเชิงนโยบายและการตอบสนองด้านสาธารณสุขของประเทศไทย” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

‘พร้อมพงศ์’ วอนหยุดจองเวร ‘ทักษิณ’ เผยอายุ76 อยากเลี้ยงหลาน ไม่คิดเอาคืนใคร

'พร้อมพงศ์' วอนหยุดจองเวร 'ทักษิณ' เผยอายุ76 อยากเลี้ยงหลาน ไม่คิดเอาคืนใคร

‘พร้อมพงศ์’ วอนหยุดจองเวร ‘ทักษิณ’ เผยอายุ76 อยากเลี้ยงหลาน ไม่คิดเอาคืนใคร

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.02 น.

พร้อมพงศ์ มั่นใจ ทักษิณ พักโทษ ใช้เวลาพักผ่อนกับลูกหลาน ไม่คิดเอาคืนใคร อัด พวกขวางพักโทษ จ้องจองเวร เผย สังคมไทยเป็นสังคมให้โอกาส ควรปล่อยวาง ให้อภัย ย้ำ อดีตนายกฯ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมครบถ้วน วอน อย่าเอาแต่สะใจ เชื่อ แนวคิด ยังมีประโยชน์ต่อประเทศชาติ

9 พ.ค.69  นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กำลังจะได้รับการพักโทษวันที่ 11 พ.ค. แต่ยังมีนักเคลื่อนไหวบางคน บางกลุ่ม คัดค้านการพักโทษ ก่อนหน้าคนพวกนี้ บอกให้ท่านกลับเมืองไทย มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พอท่านกลับเข้ามาอย่างถูกต้อง เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอน ถูกคุมขัง2รอบ แต่คนเหล่านี้ยังไม่พอใจ รมว.ยุติธรรม พูดชัด เป็นไปตามขั้นตอนของคณะกรรมการพักโทษ และไม่อยู่ในข้อห้ามการพูดการเมือง สังคมไทยวนเวียนกับความขัดแย้งมานานกว่า 20ปี ด้วยเพราะมีคนคิดจองเวร ไม่จบไม่สิ้น ไม่รู้จักให้อภัย อดีตนายกฯทักษิณอายุ 76ปีแล้ว ท่านยอมทำตามกฎระเบียบทุกอย่าง แม้ได้ออกมา จะต้องใส่กำไลอีเอ็ม ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ไม่เข้าใจว่า คนที่เคลื่อนไหว จะต้องเป็นอย่างไรถึงพวกท่านจะพอใจ จะเอาแต่สะใจอย่างนั้นใช่หรือไม่ เราควรลดละ อภัย มองไปข้างหน้า มากกว่าจมอยู่ในอดีตแห่งความชิงชัง

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ทุกวิกฤตประเทศ ทางเศรษฐกิจ ผู้คนหวนคิดถึง แนวคิด การแก้ไขของอดีตนายกฯทักษิณ ที่เคยนำประเทศไทยไปยืนหยัดทัดเทียมนานาชาติอย่างไม่อายใคร ผู้นำทั่วโลกให้ความเชื่อถือ ยอมรับ มีนโยบายจับต้องได้ 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน โอทอป การปราบปรามยาเสพติดอย่างเอาจริงเอาจัง การแก้ไขปัญหาด้านพลังงาน แก้ปัญหาปากท้องชาวบ้านอย่างเป็นระบบ 

“ช่วงท่านอยู่ต่างประเทศ นักธุรกิจ นักการเมือง คนรู้จักแวดวงต่างๆ แวะเวียนไปร่วมพูดคุยปรึกษาอยู่บ่อยครั้ง อีกไม่กี่วัน อดีตนายกฯทักษิณ จะได้รับการพักโทษ ความคิด ประสบการณ์ที่ได้เคยบริหารงาน ได้ทำงานร่วมกับบริษัทขนาดใหญ่ระดับโลก และผู้นำหลายต่อหลายชาติ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการมองไปข้างหน้า พวกที่กังวล ท่านออกมาแล้วจะ เอาคืน ล้างแค้นใครหรือไม่ คนอายุ 76ปี กับหลานอีก 7คน คงอยากจะให้เวลาพักผ่อนกับลูกๆหลานๆมากกว่า คนที่เห็นโลกมามาก ผ่านอะไรมาเยอะ อย่างที่ท่านเคยบอก เคยเห็นทั้งนรกและสวรรค์ มาหมดแล้ว คนที่เคยคิดทำร้ายท่านถึงชีวิต ยังให้อภัย อโหสิกรรมให้หมด คงไม่มานั่งคิดเอาคืนอะไรใครหรอก พวกที่ปั่นเรื่อง ยุแยง ควรเลิกระแวง สงสัยได้แล้ว สังคมไทยเป็นสังคมให้โอกาส ให้อภัย อะไรที่ปล่อยวางกันได้ ควรจะปล่อยวางกัน” นายพร้อมพงศ์กล่าว

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ตนเป็นคนหนึ่ง ที่เคยได้รับโอกาส สัมผัส ได้รู้วิธีคิด วันที่ 11 พ.ค. จะเป็นหนึ่งคน ร่วมกับ พี่น้องเสื้อแดง คนที่รักศรัทธาท่าน รอต้อนรับการกลับมา ส่วนวันข้างหน้า บทบาทท่านจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้ คงให้ท่านหรือคนในครอบครัวออกมาบอกเอง แต่จากอดีต ประสบการณ์การเป็นนายกฯ การบริหารประเทศ การแก้ไขปัญหาปากท้อง หลายคนยังนึกถึง อดีตผู้นำ ที่ครั้งหนึ่ง ทำให้รู้สึกว่า นโยบายรัฐ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ชาวบ้านสัมผัสได้ เกิดประโยชน์ต่อประเทศ แบบที่ประชาธิปไตยกินได้จริงๆ   

ระวังไทยประสบวินาศกรรม อดีตบิ๊กข่าวกรอง เตือน รัฐบาล ฟรีวีซ่า ทำเหตุ ปล่อยจีนซุกคลังแสง

ระวังไทยประสบวินาศกรรม อดีตบิ๊กข่าวกรอง เตือน รัฐบาล ฟรีวีซ่า ทำเหตุ ปล่อยจีนซุกคลังแสง

ระวังไทยประสบวินาศกรรม อดีตบิ๊กข่าวกรอง เตือน รัฐบาล ฟรีวีซ่า ทำเหตุ ปล่อยจีนซุกคลังแสง

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.01 น.

วันนี้ 9 พฤษภาคม 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชำแหละปมร้อนกรณีการจับกุมชาวจีนที่ดูเหมือนจะเป็นอุบัติเหตุรถยนต์ธรรมดา แต่เกมพลิกกลายเป็นเรื่องความมั่นคงระดับชาติ โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “รื้อระบบการจับกุมคนจีนจากอุบัติเหตุรถยนต์ เกมพลิกพบสะสมอาวุธวัตถุระเบิดจำนวนมาก อาวุธสงครามน่าตกใจที่มีระเบิดซีโฟร์หนักลูกละ​ 16​ ปอนด์ถึง​ 5 ลูก​ ผูกติดกับเสื้อเกราะ​ จุดชนวนด้วยรีโหมด นั่นหมายถึงอุปกรณ์พร้อมทำงานในแบบพลีชีพ

นอกจากนั้น​ ยังพบคลิปการฝึกใช้อาวุธในประเทศข้างบ้านไทย เครื่องหมายคำถามตัวโตๆ ฟรีวีซ่าสวรรค์ของใคร เปิดประตูบ้านเปิดอ้าซ่า​ อยู่เกินกำหนด​ แปลงสัญชาติ​ ซื้อที่ดิน ระบบตรวจคนเข้าเมืองของไทยมีช่องโหว่หละหลวมตรงไหน​ ปล่อยให้คนต่างชาติเข้าประเทศง่ายเกินไปหรือไม่ ไม่มีกระบวนการตรวจสอบติดตามคนที่อยู่เกินกำหนด​ โดยไม่รู้ว่าหลบซ่อนตัวหรือแอบทำกิจกรรมอะไรที่ไหน การหาอาวุธและวัตถุระเบิดยังเป็นเรื่องซื้อง่ายขายคล่อง​ ระวังไทยจะต้องประสบกับวินาศกรรมครั้งใหญ่ ไทยต้องพึ่งพระสยามเทวาธิราชตลอดเลยหรือ”

นันทิวัฒน์ สามารถ

ทำเอาชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกับโพสต์ของ นายนันทิวัฒน์ สามารถ หลังจากที่โพสต์ของเจ้าตัวเผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความปลอดภัยและการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น

“งงครับ,..อาวุธส่วนหนึ่งตีตราว่า.RTA.ใครตอบได้บ้างอะไรเกิดขึ้นกับหน่วยงานข่าวกรองและงานความมั่นคงภายใน.อยากให้ท่าน รมว.มหาดไทย.และ รมว.กลาโหม.ออกแอ๊คชั่นมากกว่าที่เป็นอยู่นี้,..อย่าปล่อยให้ท่านสีหศักดิ์.ลุยอยู่คนเดียวเลย”

“กรรมมันติดจรวดมีจริง แล้วจะสืบสวนเจอใครทำ”

“จริงๆ ตม รู้ใช่ไหมครับว่าใครอยู่เกินวีซ่าฝรั่งซื้อที่ดินปลูกบ้านเองมีให้เห็นที่ภูเก็ตข้างบ้านผมเลย”

“หน่วยงาน​”ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง” ควรแยกออกจาก​ สตช เป็นกรมๆหนึ่ง​สังกัดกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง​ จะได้บริหารจัดการ​”บุคคลต่างด้าว” ได้มีประสิทธิภาพ่ดีกว่าที่เป็นอยู่”

“#ยกเลิกฟรีวีซ่า #อย่าเห็นแก่เศษเงินโดยไม่คัดกรองคน #รับคนมีความรู้มีฐานะทางการเงินอาชีพ”

นันทิวัฒน์ สามารถ
นันทิวัฒน์ สามารถ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Nantiwat Samart

นายกฯ หารือ ปธน.ฟิลิปปินส์ ยินดีการประชุมสุดยอดอาเซียนประสบผลสำเร็จ

นายกฯ หารือ ปธน.ฟิลิปปินส์ ยินดีการประชุมสุดยอดอาเซียนประสบผลสำเร็จ

นายกฯ หารือ ปธน.ฟิลิปปินส์ ยินดีการประชุมสุดยอดอาเซียนประสบผลสำเร็จ

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.40 น.

นายกฯ หารือ ปธน.ฟิลิปปินส์ ยินดีการประชุมสุดยอดอาเซียนประสบผลสำเร็จ พร้อมร่วมกันผลักดันบทบาทอาเซียน
 
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569) เวลา 09.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ ห้อง Business Center โรงแรมแชงกรีลา มักตัน เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือทวิภาคีกับ นายแฟร์ดีนันด์ โรมูอัลเดซ มาร์โคส จูเนียร์ (H.E. Mr. Ferdinand Romualdez Marcos Jr.) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 โดยนายกฯได้ขอบคุณฟิลิปปินส์ที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้อย่างดียิ่ง การประชุมดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ราบรื่น และเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยการหารือร่วมกันในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายในการแสวงหาแนวทางความร่วมมือที่นำไปสู่ความสำเร็จร่วมกัน

นายกรัฐมนตรียังได้ชื่นชมบทบาทของฟิลิปปินส์ในการริเริ่มจัดการประชุมสามฝ่าย ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้หารือกันอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ จนนำไปสู่ความเข้าใจร่วมกันในหลายประเด็นสำคัญ โดยฝ่ายฟิลิปปินส์มีบทบาทอย่างยิ่งในการส่งเสริมบรรยากาศแห่งความร่วมมือและความไว้วางใจ ซึ่งผลการหารือครั้งนี้ถือเป็นที่น่าพอใจ และนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพ สันติภาพ และความร่วมมืออันสร้างสรรค์ในภูมิภาค ซึ่งทุกฝ่ายต่างยินดีที่ได้ร่วมกันผลักดันให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

อนุทิน ชาญวีรกูล

โอกาสนี้ทั้งสองฝ่ายยังหารือในเรื่องความร่วมมือระหว่างกันในหลายด้าน ทั้งความมั่นคงทางอาหาร การค้า การลงทุน และพลังงาน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาค

อนุทิน ชาญวีรกูล

อย่าด้อยค่าทีมไทยแลนด์ อ.วันวิชิต กาง 8 ข้อ เกมรุกไทยสยบเขมรกลางนานาชาติ

อย่าด้อยค่าทีมไทยแลนด์ อ.วันวิชิต กาง 8 ข้อ เกมรุกไทยสยบเขมรกลางนานาชาติ

อย่าด้อยค่าทีมไทยแลนด์ อ.วันวิชิต กาง 8 ข้อ เกมรุกไทยสยบเขมรกลางนานาชาติ

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.33 น.

วันนี้ 9 พฤษภาคม 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง หรือ อ.โอบ นักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดัง โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชี้แจงกรณีดรามาภาพ นายกฯ ไทย จับมือ ฮุน มาเนต ในการประชุมที่เซบู ฟิลิปปินส์ ว่าอย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าเป็นการ จูบปากคืนดี เพราะเบื้องหลังไทยกำลังเดินเกมรุกหนักชนิดที่เขมรมีหนาว โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “เรื่องตีความภาพนายกไทย จับมือกับฮุนมาเนต และมีคนมาบอกว่า รบกันแทบตายสุดท้ายก็จูบปากคืนดีกัน?! ผมว่าต้องแยกแยะเรื่องมารยาทขั้นตอนทางการทูต และให้เกียรติเจ้าภาพฟิลิปปินส์ เขาด้วย ทุกคนเคยสงสัยมั้ยครับ ว่าในขณะที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์อยู่นั้น ทีมไทยแลนด์ทำอะไรไปพร้อมๆ กับการประชุมที่เซบู ฟิลิปปินส์บ้าง ผมจะแกะให้ฟังครับ

วันวิชิต บุญโปร่ง

1. ไทยรายงานข้อมูลการค้ามนุษย์ในโอร์เสม็ด กัมพูชาไปยังสหรัฐอเมริกา ว่า เป็นขบวนการค้าอวัยวะมนุษย์ และเชื่อมกับกลั่มสแกมเมอร์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้

2.จับกุมชาวจีนซุกซ่อนอาวุธสงครามที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง โดยมีคลิปการฝึกใช้ และเชื่อมโยงกับกลุ่ม BHQ หน่วยอารักขาฮุนเซน (ข่าวออกว่าบังเอิญพบ เพราะมีเกิดอุบัติเหตุเสียก่อน) แต่ตำรวจสนธิกำลังเร็วมากที่ตามรวบ และค้นรังซ่อนอาวุธ ?!

3 ข้อมูล 2 ชุดนี้นี้ ถือเป็นข้อมูลชั้นดีให้กับฝ่ายไทย ในการประชุมผู้นำอาเซียน ที่ฟิลิปปินส์รับรู้บ้างแล้ว และชาติต่างๆ เริ่มมาซักไซ้เรื่องราวเหล่านี้กันบ้างแล้ว คอยดูท่าทีผู้นำเขมร กันต่อไปนะครับว่าจะแก้ตัวยังไง

4. เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงระดับสูง เพิ่งเล่าให้ผมฟังว่า จับตาดูเขมรมาสักพักแล้ว มีความเคลื่อนไหวที่แปลกๆ เหมือนเขมรแบ่งบทกันเล่น ทหารเขมรชายแดนก็เล่นบทก่อกวนยั่วยุไป แต่ระดับสูงนิ่งผิดปกติ (ตรงนี้คุยกันก่อนที่ ตำรวจไทยจะค้นเจอระเบิดและจับกุมคนจีนนะครับ) กองทัพไทย ไม่เคยชะล่าใจเลยประมินความเคลื่อนไหวทุกวัน

วันวิชิต บุญโปร่ง

5. ฝ่ายความมั่นคงระดับสูงบอกให้ผมอย่างมั่นใจว่า ยังไงก็ไม่เปิดด่านอย่างแน่นอน เพราะเราต้องการให้ธุรกิจคาสิโนที่เป็นรังซ่องสุมสแกมเมอร์ให้ล้มละลาย พังลงไป

6. มาตรการการสร้างความไว้วางใจ ที่กระทรวงต่างประเทศ โยนโจทย์ให้เขมรแสดงออกถึงความจริงใจ อาทิ ร่วมกันถอนกู้ทุ่นระเบิด, ปราบปรามสแกมเมอร์ ตามข้อตกลงวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ถ้าทำได้จริงจัง ก็คงใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี ?! คุณคิดว่า เขมรจะทำได้มั้ย

7. ฝ่ายการเมือง, กองทัพ หลายระดับ ไม่ยอมให้การพลีชีพทหารทั้ง 42 คนต้องสูญเปล่า มาตรการการป้องกันประเทศในหลายมิติ ไทยได้ดำการไปหลายส่วนบ้างแล้ว (อาทิ การสร้างรั้วชายแดนบางพื้นที่, การพิจารณาเลือกซื้อ เรือฟริเกต ที่มีประสิทธิภาพสูง ฯลฯ)

8. กระทรวงการต่างประเทศมีผู้เชี่ยวชาญกฎหมายทางทะเล อยู่ในกรมสนธิสัญญาฯ หากอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) จะต้องต่อสู้ข้อมูล กันทีมไทยแลนด์ รับมือได้อย่างแน่นอนครับ หลายคนอาจมองว่า บังเอิญ ไทยโชคดีมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยไว้ ความเป็นจริงแล้ว เราติดตามความเคลื่อนไหว และรอปล่อยอาวุธลับ 2 เรื่องนี้ เอาไปขยายผลต่อ แต่อย่าด้อยค่าทีมไทยแลนด์กันเองเลยครับ ตราบใดฮุนเซน ยังอยู่ ทหารเขมรยังอยู่ประชิดชายแดนไทย เราไม่เคยเชื่ออย่างสนิทใจว่าความสัมพันธ์ของ 2 ชาติ จะปกติเหมือนเดิม”

วันวิชิต บุญโปร่ง

หลังจากโพสต์ของ ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง เผยแพร่ออกไป ชาวโซเชียลแห่เข้ามากดไลก์และแสดงความคิดเห็นกันอย่างคึกคัก เช่น

“ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด”

“ขอบคุณอ.วันวิชิตมากๆนะคะ”

“ขอบคุณ อ.วันวิชิต ที่บอกเล่าเรื่องนี้นะครับ ผมติดตามอ่านตลอดครับ”

“ใจคอจะให้คุณอนุทินเจอฮุนมาเนตแล้วกระทืบเท้าฮุนมาเนตเลยหรือไง”

“เพราะคนที่พูดแบบนี้ไม่เข้าใจบริบทใดๆเลยค่ะ สักแต่พูดออกมา”

“อาจารย์ก็น่าจะทราบว่าแต่ละคอมเม้นท์ที่มาออกความคิดเห็นคือพวกเหลือๆเศษๆ แห่กันเข้ามาด่า”

“ตามฮุนมาเน็ตพูดที่ฟิลิปปินส์ เพื่อต้องการให้ไปคุย jbc rbc หรือ gbcกับเขาอีกมั้ยคะ จะเข้าทางเขาหรือเปล่าคะอาจารย์”

วันวิชิต บุญโปร่ง
วันวิชิต บุญโปร่ง
วันวิชิต บุญโปร่ง

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Wanwichit Boonprong

‘อนุทิน’ เตรียมเสนอ ครม. ตั้ง ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ นั่ง ปธ.ผู้แทนพิเศษดับไฟใต้

'อนุทิน' เตรียมเสนอ ครม. ตั้ง 'สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว' นั่ง ปธ.ผู้แทนพิเศษดับไฟใต้

‘อนุทิน’ เตรียมเสนอ ครม. ตั้ง ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ นั่ง ปธ.ผู้แทนพิเศษดับไฟใต้

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.32 น.

นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมเสนอครม.แต่งตั้งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศเป็นหน.คณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลประสานการทำงานแก้ปัญหาความไม่สงบจชต. ระหว่างคณะรัฐมนตรีและราชการส่วนกลางกับหน่วยงานในพื้นที่ จะเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษฯคนแรกที่เป็นอดีตข้าราชการพลเรือน ต่างจากอดีตหน.คณะฯ 4 คนก่อนหน้านี้ ที่เป็นอดีตนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในกองทัพ

แหล่งข่าวความมั่นคงเปิดเผย รมว.กลาโหม พล.อ.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นตท.26 ของมทภ.4 พล.ท.นรธิป โพยนอก จะได้รับแต่งตั้งเป็นรองหน.คณะฯ และ พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เสธฯเอี่ยว รองเสธฯทหาร จากตท.26 เช่นกัน จะทำหน้าที่เลขาคณะฯ ขณะที่นายวันนอร์มะทา ประธานคณะทปษ.นายกฯ ซึ่งนายกฯมอบหมายให้ช่วยขับเคลื่อนงานสร้างสันติสุขในจชต.จะได้รับแต่งตั้งเป็นทปษ.พิเศษของคณะผู้แทนพิเศษฯ

มีรายงานข่าวก่อนหน้านี้ พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตมทภ.4 (ต.ค.53-มี.ค.56) ซึ่งเคยมีบทบาทสำคัญแก้ปัญหาการก่อเหตุความไม่สงบจชต.ของขบวนการแบ่งแยกดินแดน BRN  ผลักดันนโยบายพาคนกลับบ้านในปี 55-56  ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นหน.คณะฯในรัฐบาลอนุทิน1ช่วงปลายปี 68 จะได้รับการเสนอชื่อให้ทำหน้าที่หน.คณะฯต่อ แต่ถูกทักท้วงคัดค้านจากฝ่ายความมั่นคงในกองทัพที่เป็นนายทหารจากตท.26 กังวลหากแต่งตั้งพล.อ.อุดมชัย (ตท.13) ซึ่งมีแนวทางการทำงาน”สายพิราบ”ใช้การเมืองนำการทหาร เน้นงานมวลชน สร้างความเข้าใจ เป็นหน.คณะฯใหม่  อาจเกิดปัญหาในการประสานการทำงานในจชต.กับกองทัพ ที่มีพล.ท.นรทิป เป็นมทภ.4  และผอ.รมน.ภาค4 เป็นเหตุให้นายกฯตัดสินใจ หลังปรึกษาหารือกับทีมงานความมั่นคงของนายกฯเสนอรมว.กต.สีหศักดิ์เป็นหน.คณะฯคนที่ห้า 

มีการแต่งตั้งหน.คณะผู้แทนพิเศษครั้งแรกในปี2559 สมัยรัฐบาลคสช. ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่งตั้งพล.อ.อุดมเดช สีตบุตร อดีตผบ.ทบ.เป็นหัวหน้าคณะฯขณะเป็นรมช.กลาโหม  ในปี2560 พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ เป็นหน.คณะฯคนที่สอง ขณะเป็นรมต.ศึกษา พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคลเป็นหน.คณะฯคนที่สาม ขณะเป็นรมช.กห.ในปี 2562 และพล.อ.อุดมชัย เป็นหน.คณะฯคนที่สี่ ในรัฐบาลอนุทิน1

คณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล มีหน้าที่ประสานงานระหว่างคณะรัฐมนตรีและราชการส่วนกลางกับหน่วยงานในพื้นที่ ประสานงานกับรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในจชต. และประสานงานกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้  (ศอ.บต.),จังหวัด ส่วนราชการ และภาคส่วนต่างๆ ในการเชื่อมโยงงานให้เกิดการบูรณาการ และปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติและการพัฒนา ตลอดจนให้คำแนะนำแก่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย แต่ไม่มีอำนาจวินิจฉัยสั่งการ โดยหน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ให้รายงานปัญหา อุปสรรค ตลอดจนเสนอแนวทางการป้องกันหรือแก้ปัญหาต่อนายกรัฐมนตรีเป็นระยะๆ