เพื่อไทยยันส่งแน่ ชิงเก้าอี้ สก. มั่นใจรักษาฐานที่มั่นเดิม ไม่หวั่นกระแสเปลี่ยน

เพื่อไทยยันส่งแน่ ชิงเก้าอี้ สก. มั่นใจรักษาฐานที่มั่นเดิม ไม่หวั่นกระแสเปลี่ยน

เพื่อไทยยันส่งแน่ ชิงเก้าอี้ สก. มั่นใจรักษาฐานที่มั่นเดิม ไม่หวั่นกระแสเปลี่ยน

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.08 น.

เวลา 12.00 น. วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายประเสริฐ จนทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความชัดเจนในการส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ว่า เบื้องต้นพรรคเพื่อไทยไม่มีนโยบายส่งผู้สมัคร โดยยอมรับว่า มีผู้สมัคร สก. ที่มีความประสงค์จะใช้ชื่อพรรคเพื่อไทยในการหาเสียง ซึ่งพรรคก็ไม่ขัดข้อง ก่อนย้ำว่า เปิดให้สมาชิกพรรคลงในนามสมาชิกพรรคได้ แต่ไม่ได้เป็นการส่งอย่างเป็นทางการจากพรรคเพื่อไทย ก่อนอธิบายเพิ่มเติมว่า คนที่จะลงเป็นสมาชิกพรรคอยู่แล้ว เขาอยากสู้ในนาม

ขณะที่ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวานิช รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กำกับดูแลกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมส่งผู้สมัครลงชิงสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ว่า ในส่วนของสก. เดิมของพรรคเพื่อไทย ก็ยังยืนยันว่าจะลงต่อโดยมีการขออนุญาตใช้โลโก้พรรค ซึ่งทางพรรคก็ไม่ได้ติดขัดและปฏิเสธ ฉะนั้นก็คืออนุญาตให้ใช้สามารถลงสมัครในนามของพรรคเพื่อไทยได้ 

เมื่อถามว่า จะส่งผู้สมัครลงครบทุกเขตหรือไม่ น.ส.ธีรรัตน์ กล่าวว่า ไม่ครบทั้ง 50 เขต แม้ว่าเราจะมีบุคลากรอยู่ แต่ก็ต้องประเมินความแตกต่างในแต่ละพื้นที่ ซึ่ง 20 สก.เดิมของพรรคเพื่อไทยก็มีทั้งคนที่ยังอยู่ และมีคนที่เปลี่ยนไปลงในนามอิสระ หรือกลุ่มต่างๆแล้ว เพราะฉะนั้นจะมีการคัดผู้สมัครทางผู้สมัครเดิมและผู้สมัครใหม่ที่จะเข้ามาเสริม และจะพยายามเคาะรายชื่อใหม่โดยเร็วที่สุด และคิดว่าขณะนี้หลายๆกลุ่มอยู่ระหว่างการทำงาน แต่ในเบื้องต้น อย่างน้อยสก.เดิมที่ไม่มีชื่อไปไหนยังยืนยันที่จะอยู่ต่อ ซึ่งคร่าวๆในมือมีอยู่ 20 รายชื่อ แต่เป็นเฉพาะคนที่ทำงานอยู่กับพรรค ทั้งสก.ปัจจุบันและผู้ที่เสนอตัวเข้ามาเป็นผู้แทนในระดับท้องถิ่น 

เมื่อถามว่า มั่นใจว่าจะได้จำนวนสก.เท่าเดิมหรือไม่ น.ส.ธีรรัตน์ กล่าวว่า ยังคงเชื่อมั่น เพราะจุดเด่นของพรรคเพื่อไทยคือการทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เข้าถึงประชาชนแนะนำปัญหาเข้าไปสู่กระบวนการการแก้ไข หน้าที่หลักของสก.อย่างหนึ่งคือการพิจารณากฎหมายส่วนของสภากทม.หลายเรื่องและหลายนโยบายที่เคยประกาศไว้เมื่อปี 2565 ก็สามารถผลักดันได้ และคิดว่าผลงานต่างๆที่ได้ดำเนินการมาก็จะได้รับการตอบรับจากประชาชน แต่คงต้องแยกกับการออกมาใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งสส.ที่ผ่านมา เนื่องจากสก.กับสส.มีตัวแปรที่แตกต่างกัน 

เมื่อถามว่า หวั่นใจหรือไม่สนาม สก.จะเปลี่ยนแปลงเหมือนสนามสส. น.ส.ธีรรัตน์ ยืนยันว่า ยังคงต้องยึดหลักในเรื่องการทำหน้าที่เพื่อประชาชน ส่วนเรื่องการตอบรับยังคงต้องมุ่งหวัง ว่าจะต้องเดินในทางที่ถูกต้องหรือทางที่ควรจะเป็น พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันการเมืองที่ต้องยืนหยัดทำงานต่อไม่ว่าประชาชนจะเลือกหรือไม่ก็ตาม 

วุฒิสภา ตั้ง 15 กมธ. สอบประวัติ จักรพงศ์ ก่อนลงมตินั่ง ตุลาการศาล รธน.

วุฒิสภา ตั้ง 15  กมธ. สอบประวัติ จักรพงศ์ ก่อนลงมตินั่ง ตุลาการศาล รธน.

วุฒิสภา ตั้ง 15 กมธ. สอบประวัติ จักรพงศ์ ก่อนลงมตินั่ง ตุลาการศาล รธน.

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.01 น.

‘สว.’ ตั้ง 15 กมธ.ตรวจสอบประวัติ ‘จักรพงศ์’ คั่วนั่ง ‘ตุลาการศาลรธน.’ ขีดเส้นทำงาน 60 วัน ด้าน ‘เทวฤทธิ์’ ข้องใจไร้ตัวแทนจาก  ‘กมธ.พัฒนาการเมืองฯ’ แนะพิจารณาปม 
‘บัตรสนเท่ห์’ ส่อขาดคุณสมบัติตามรธน. ขณะที่ ‘วุฒิชาติ’ แจงทำให้ถูกใจทุกคนไม่ได้ ย้ำกระบวนการไม่ได้เร่งรัด เคยชะลอเรื่องเข้าวุฒิสภามาแล้ว เหตุต้องรอสอบเรื่องร้องเรียน

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของ นายจักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อาจารย์คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 

โดยกรรมาธิการสอบประวัติที่สว.ตั้ง มีทั้งสิ้น 15 คน อาทิ นายกมล รอดคล้าย นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร นายชีวะภาพ ชีวะธรรม พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย นายธวัช สุระบาล  นายกัมพล สุภาเพ่ง พร้อมกับกำหนดเวลาทำงานภายใน 60 วัน

หลังจากนั้นนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. หารือเพื่อตั้งข้อสังเกตว่าการตั้งตัวแทน กมธ. เพื่อให้เป็นกมธ.สอบประวัติ ไม่มีตัวแทนของกมธ.การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค ถือเป็นความน่าเสียดาย เพราะบุคคลที่เสนอให้แต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในคุณสมบัติด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์มีความเกี่ยวข้องกับกมธ.การพัฒนาเมืองฯ 

นายเทวฤทธิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น ในกรณีที่รายงานของกรรมการสรรหา ที่ระบุถึงผลการตรวจสอบบัตรสนเท่ห์ให้ตรวจสอบคุณสมบัติที่พบว่านายจักรพงษ์ใช้สมัครไม่ตรงกับสาขาที่สมัครซึ่งพบผลการพิจารณาที่ใช้การลงมติตัดสิน โดยผลออกมาไม่เป็นเอกฉันท์ 6 ต่อ 2 ซึ่ง 2 เสียง ที่เห็นว่าคุณสมบัติไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มีนัยสำคัญ เพราะมีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการสรรหา คือ นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ทั้งนี้ตนมองว่ากระบวนการสรรหา ที่รัฐธรรมนูญกำหนดและตามความมุ่งหมาย ให้เน้นกระบวนการปรึกษาหารือ แต่รายงานที่สว.ได้รับ เน้นการลงมติและให้เหตุผลประกอบสั้นๆ ดังนั้นตนหวังว่ากรรมการสรรหาจะพิจารณาเรื่องดังกล่าว ให้เป็นสาระสำคัญของกระบวนการพิจาณาเพื่อให้เกิดความกระจ่างและลดข้อสงสัยจากประชาชน ว่า ทำไม 6 เสียงเห็นถึงว่าคุณสมบัติสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ขณะที่อีก 2 เสียงมองว่าไม่ถูกต้อง

นายเทวฤทธิ์ กล่าวต่อว่า ในรายงานของกมธ.ตรวจสอบปะวัติฯ นั้นตนขอเสนอให้พิจารณาในประเด็นของการเปิดเผยรายงานตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 129 และข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา 110 กำหนด เพราะที่ผ่านมาพบการเปิดเผยเพียงประวัติของผู้ถูกเสนอชื่อ 1 หน้ากระดาษ นอกนั้นคือกระบวนการของกมธ.และแบบฟอร์มตรวจสอบจริยธรรม  ซึ่งเรื่องดังกล่าวควรเปิดเผยให้รับทราบมากกว่านี้เพื่อให้สาธารณชนรับทาบ เพราะขณะนี้มีคความขัดแย้งและสงสัยในกระบวนการว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ 

ด้านนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา)  ชี้แจงว่า  กระบวนการคัดสรรกมธ.สามัญให้ทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติบุคคลที่เสนอชื่อ  เป็นการเรียงลำดับของกมธ. ซึ่งชุดนนี้อาจยังไม่ใช่ลำดับของกมธ.การพัฒนาการเมือง  ดังนั้นการดำเนินการตาม ทำให้ถูกใจทุกคนไม่ได้

นายวุฒิชาติ ชี้แจงอีกว่า ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการเห็นชอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูรอบนี้มีการเร่งรัด ตนไม่สบายใจ เพราะข้อเท็จจริงแล้วกระบวนการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญรอบนี้ทำมา ตั้งแต่ พ.ย.2567 หรือใช้เวลาปีครึ่ง ที่ประชุมกรรมการสรรหาหได้ทำมาหลายครั้ง และมีที่เสียงเห็นชอบไม่ถึง 2 ใน 3 ต้องเร่ิมกระบวนการใหม่ และรอบล่าสุดได้ขยายเวลาเปิดรับสมัคร เป็น 45 วันจากเดิม 15 วัน  เพราะมีผู้สมัครน้อย ส่วนการลงมติของกรรมการนั้นตนไม่ก้าวล่วง

“เวลาที่สื่อมวลชนนำเสนอว่าเร่งรัดการทำงาน จริงๆ แล้ว ได้เชิญฝ่ายเลขาธิการวุฒิสภามาหารือ ซึ่งจริงแล้วเรื่องนี้ได้รับการบรรจุวาระตั้งแต่ 28 เม.ย. แต่ชะลอเรื่องดังกล่าวออกไป เพราะมีข้อร้องเรียนต่อผู้ได้รับกาเสนอชื่อ ทั้งนี้เป็นข้อร้องเรียนหลังจากหมดเวลายื่นเรื่องแล้ว แต่กรรมการสรรหาไม่ได้ปล่อยวาง ไม่ได้ละเลย ขอรับเรื่องเพื่อพิจารณา จึงเลื่อนรับรอง จาก 24 เม.ย. เป็น 29 เม.ย.  กระบวนการนั้นได้ประสานงานกัน เรียกว่าทำงานเป็นทีม ว่าเรื่องจะเข้ามาเมื่อใด จะบรรจุวาระเมื่อใด”  นายวุฒิชาติ ชี้แจง

บรรจง นะแส ลั่นเดินหน้าค้านแลนด์บริดจ์ ถ้ารัฐบาลตอบไม่เคลียร์ เชื่อชาวบ้านไม่ยอมแน่

บรรจง นะแส ลั่นเดินหน้าค้านแลนด์บริดจ์ ถ้ารัฐบาลตอบไม่เคลียร์ เชื่อชาวบ้านไม่ยอมแน่

บรรจง นะแส ลั่นเดินหน้าค้านแลนด์บริดจ์ ถ้ารัฐบาลตอบไม่เคลียร์ เชื่อชาวบ้านไม่ยอมแน่

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.40 น.

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 บรรจง นะแส อดีตนายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย เอ็นจีโอ และนักเคลื่อนไหว ให้สัมภาษณ์กับแนวหน้าออนไลน์ เกี่ยวกับโครงการแลน​ด์บริดจ์ กรณี นาย​พิพัฒน์​ รัช​กิจ​ประการ​ รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.คมนาคม​ ไม่ได้ลงพื้นที่ โครงการแลน​ด์บริดจ์​ในวัน​ 8 พ.ค.​นี้​ เพราะรอผลการศึกษาจาก คณะกรรมการชุดของนายเอกนิติ ที่จะดำเนินการศึกษาระยะเวลา 90 วันตามที่ได้รับมอบหมายให้เรียบร้อยก่อน​ 

โดยบรรจง นะแส เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 มิถุนายนนี้ ที่จะไปชุมนุมหน้าทำเนียบ ทางเราต้องคุยกับใหม่  เพราะทาง อนุทินชาญ​ วี​รกูล ​นายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.มหาดไทย​ มอบหมายให้นายเอกนิติ​ นิติ​ทัณฑ์ประภาศ​  รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.คลัง​ เป็นประธานศึกษาโครงการแลน​ด์บริดจ์​ 90 วัน ต้องคุยกันก่อน เราต้องให้เกียรติรัฐบาล สิ่งที่เราทวงติงและกังวล รัฐบาลจะมีคำตอบยังไงในช่วง 90 วันที่นายก​รัฐมนตรี​ได้ให้สัมภาษณ์

“ถ้ารัฐบาลยังตอบคำถามไม่ได้ ไม่เคลียร์ก็จำเป็นต้องเดินหน้าต่อ เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่ ที่รู้สึกว่าคำถามที่ตั้งไว้ เรื่อง พ.ร.บ.SEC อย่างน้อยก็ 8-9 มาตราที่เรากังวล หรือประเด็นที่มีผลกระทบ ทั้งที่เป็นพี่น้องประมงทั้งฝั่งอันดามัน และอ่าวไทย ไม่ได้รับการรองรับ ความมั่นใจว่า หลังจากเปิดโครงการแล้ว พวกเขาจะอยู่อย่างไร ถึงแม้พวกตนจะไม่เคลื่อนไหว พี่น้องที่อยู่พื้นที่ที่จะสร้างนิคมอุตสาหกรรม หรือท่าเรือ 2 ฝั่ง หรือตามเส้นทางแลน​ด์บริดจ์ที่ผ่าน 2 จังหวัด เท่าที่ประเมินทางพี่น้องเขาไม่ยอม ถ้ารัฐบาลไม่สามารถตอบคำถาม หรือ สร้างความมั่นใจให้กับเขาได้ ซึ่งมันเป็นบ้านของ เป็นสิทธิ์ของเขา ตนเคารพในตรงนั้น”บรรจง นะแสกล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ประสิทธิ์ชัย ชี้ แลนด์บริดจ์แค่บังหน้า เป้าหมายคือสร้าง รัฐอิสระต่างชาติ ผ่าน พ.ร.บ. SEC

ประสิทธิ์ชัย ชี้ แลนด์บริดจ์แค่บังหน้า เป้าหมายคือสร้าง รัฐอิสระต่างชาติ ผ่าน พ.ร.บ. SEC

ประสิทธิ์ชัย ชี้ แลนด์บริดจ์แค่บังหน้า เป้าหมายคือสร้าง รัฐอิสระต่างชาติ ผ่าน พ.ร.บ. SEC

ประสิทธิ์ชัย ชี้ แลนด์บริดจ์แค่บังหน้า เป้าหมายคือสร้าง รัฐอิสระต่างชาติ ผ่าน พ.ร.บ. SEC

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.24 น.

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล นักเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อม ได้โพสต์เฟซบุ๊กถึง โครงการแลนด์บริดจ์ ว่า  แปลกนะครับ พูดถึงแต่แลนด์บริดจ์  ทั้งที่ระบุเองว่าแลนด์บริดจ์จะทำได้ต้องมี กรรมการนโยบายภายใต้ พ.ร.บ. SEC มาควบคุม รวมทั้งในเดือน พ.ค.นี้จะถกเรื่องกองทุนซึ่งเป็น1หมวดสำคัญใน พ.ร.บ. SEC อย่างไรเสียคนเขาก็จะรู้ความจริงอยู่ดี ว่าเป้าหมายของพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่แค่แลนด์บริดจ์แต่คือ การสร้างรัฐอิสระของต่างชาติ ภายใต้ พ.ร.บ. SEC 

พ.ร.บ.SEC คุมภาคใต้ด้วย 5 แผนสำคัญ แลนด์บริดจ์เป็นเพียง1โครงการในแผนว่าด้วยโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค

อยากเรียนต่อทุกท่านว่า ในแผนโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากเส้นขนส่งที่เรียกว่าแลนด์บริดจ์  ยังมีการยึดกุมระบบน้ำ  และระบบพลัง  

หากท่านเรียนรู้ พ.ร.บ.SEC   ทั้งหมดจะพบว่าแลนด์บนิดจ์เป็น1ใน100 เรื่องราวของ พ.ร.บ.SEC ครับด้วยเกตุนี้พรรคภูมิใจไทยตงต้องหลบเรื่อง พ.ร.บ.SEC เพราะแลนด์บริดจ์เรื่องเดียวก็จะตายอยู่แล้วแต่ไม่เป็นไรครับSEC Watch จะทำหน้าที่สื่อสารการยึดกุมภาคใต้ด้วย พ.ร.บ.SECเอง

นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล ยังโพสต์ต่อว่า  ในที่สุดก็ยอมรับว่าเป้าหมายที่แท้จริงคือ ทำให้ภาคใต้เป็นรัฐอิสระของต่างชาติ ทุกท่านครับ แลนด์บริดจ์เป็นเพียง1ใน100 เรื่องราวของการควบคุมภาคใต้ให้ต่างชาติ พรรคภูมิใจไทยไม่กล้าพูดเรื่อง พ.ร.บ.SEC  เพราะนี่คือ เครื่องมือสูงสุดในการควบคุม หากแลนด์บริดจ์ซึ่งเป็น1ใน100 เรื่องราว ยังก่อความเสียหายขนาดนี้ ลองนึกดูสิครับว่า อีก 71 มาตรา เขาเขียนให้อนาคตคนใต้พังยังไง พ.ร.บ.SEC มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆครับ

จับตา กก.วินัย ปชน. ถกลงดาบ ‘สส.ภัณฑิล’ อภิปรายเหมารวม กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เอี่ยวยาเสพติด

จับตา กก.วินัย ปชน. ถกลงดาบ ‘สส.ภัณฑิล’ อภิปรายเหมารวม กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เอี่ยวยาเสพติด

จับตา กก.วินัย ปชน. ถกลงดาบ ‘สส.ภัณฑิล’ อภิปรายเหมารวม กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เอี่ยวยาเสพติด

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.13 น.

จับตากก.วินัย พรรคประชาชน ถกลงดาบ ‘สส.ภัณฑิล’  อภิปรายเหมารวมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีเอี่ยวยาเสพติด ชี้เป็นการหาบทสรุปลงโทษเหมาะสมกับสัดส่วนความผิด หลัง กำนันผู้ใหญ่บ้านไม่ปลื้ม ตะเพิดสส.พิจารณาตัวเอง 

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ได้มีการอภิปราย พาดพิงไปถึงกำนันผู้ใหญ่บ้านว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทำให้เจ้าตัวต้องออกมาขอโทษและพรรคประชาชนออกแถลงการณ์มาขอโทษว่า ตนคิดว่าประเด็นที่เป็นปัญหาหลัก ซึ่งทางพรรคได้ออกแถลงการณ์ออกมาก่อนหน้านี้ เนื่องจากมีการอภิปรายในลักษณะที่มีการกล่าวหาแบบเหมารวม ซึ่งเราเข้าใจว่าผู้อภิปรายน่าจะต้องการที่จะสะท้อน ปัญหายาเสพติดแต่มีบางท่อนที่เป็นการกล่าวหาบางกลุ่ม เช่น กลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในลักษณะเหมารวม ทางพรรคมองว่าเป็นลักษณะที่ไม่เหมาะสม จึงมีการออกแถลงการณ์ตามเนื้อหาก่อนหน้านี้ และเรียกสส.ที่เกี่ยวข้องเข้าไปผ่านกระบวนการวินัยซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 6 พ.ค. นี้และจะมีมาตรการตามมา ซึ่งขอให้รอผลการประชุม ซึ่งทางพรรคจะออกมาชี้แจงอีกครั้งหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวถามว่าทางกำนันผู้ใหญ่บ้านบางส่วนมองว่าการออกมาขอโทษยังไม่เพียงพอสส.ที่มีการอภิปรายเรื่องดังกล่าวควรพิจารณาตัวเอง นายพริษฐ์ กล่าวว่า คิดว่าทางเจ้าตัวก็รับทราบและรับรู้ว่า สิ่งที่ตัวเองทำไปนั้นไม่เหมาะสมในการใช้คำพูดที่เป็นการกล่าวหาแบบเหมารวม ซึ่งเจ้าตัวก็ได้ออกมาชี้แจงและขอโทษผ่านหน้าสื่อไปแล้ว แต่อย่างที่บอกมาตรการของพรรค ซึ่งเป็นมาตรการที่เรามองว่าเพื่อให้เป็นการลงโทษที่ได้สัดส่วนกับการกระทำที่เกิดขึ้น ก็ต้องย้ำว่าในวันพรุ่งนี้กรรมการวินัยจะมีการประชุมกันและออกมาตรการออกมาขอให้รอทางพรรคแถลงในประเด็นนี้ดีกว่า

เมื่อถามต่อว่าเรื่องนี้ รวมถึงกรณีนายปิยบุตร แสงกนกกุล ก็ได้มีการออกมาโพสต์ จะเป็นสีที่ทำให้ทางพรรคประชาชนต้องปรับรูปแบบการทำงานหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าบทสรุปอย่างหนึ่งที่เราได้จากการประชุมใหญ่ ของพรรคประชาชนคือ เราบอกว่าสิ่งที่ทำให้พรรคประชาชนหรือย้อนไปถึงพรรคก้าวไกลได้รับการไว้วางใจจากประชาชนคือทำให้พี่น้องประชาชนเห็นภาพชัดว่า พรรคประชาชนมีความแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นในภูมิทัศน์การเมืองอย่างไร  หรือความแตกต่างของวาระที่เรานำเสนอเป็นประโยชน์ต่ออนาคตของประเทศอย่างไร ซึ่งตนคิดว่าการที่พรรคประชาชนเดินหน้าในการนำเสนอประเด็นที่มีความแตกต่างจากสิ่งที่ถูกนำเสนออยู่ในสังคม หรือสิ่งที่มีการดำเนินการในรัฐบาลนี้ก็เป็นประเด็นที่เราตกผลึกร่วมกันในที่ประชุมใหญ่อยู่แล้ว

เมื่อถามย้ำว่าหลังจากนี้มั่นใจว่าจะเดินตามยุทธศาสตร์ของพรรคได้ใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เราได้คุยกันพอสมควรในที่ประชุมใหญ่ สิ่งที่พรรคประชาชนให้คือความชัดเจนกับประชาชน ส่วนแรกในเรื่องของบุคลากร กับส่วนที่ 2 คือเสนอภาพอนาคตที่ชัดเจนให้กับประชาชนว่าถ้าให้โอกาสพรรคประชาชนเข้ามาบริหารประเทศในอนาคตจะบริหารประเทศในลักษณะที่มีความแตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างไรแล้วความแตกต่างนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไรซึ่งนี่คือสิ่งที่พูดคุยกันพอสมควรแล้วในที่ประชุมใหญ่ หลังจากนี้คงเป็นเรื่องการพิสูจน์ด้วยการกระทำ มากกว่าทั้งบทบาทฝ่ายค้านในการทำหน้าที่ตรวจสอบและปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และบทบาทในการเสนอแนะสิ่งที่เราอยากเห็นรัฐบาลควรจะดำเนินการ ผ่านครมเงา หรือฉันกรรมาธิการ ที่เรามีตัวแทนทั้ง 35 คณะ และเป็นประธาน 9 คณะ

อัครนันท์ สั่งรื้อหลักสูตร สกร. ของเก่า ตั้งเป้าใช้หลักสูตรใหม่ครบทุกจังหวัดในปี 70

อัครนันท์ สั่งรื้อหลักสูตร สกร. ของเก่า ตั้งเป้าใช้หลักสูตรใหม่ครบทุกจังหวัดในปี 70

อัครนันท์ สั่งรื้อหลักสูตร สกร. ของเก่า ตั้งเป้าใช้หลักสูตรใหม่ครบทุกจังหวัดในปี 70

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.07 น.

“อัครนันท์” สั่งรื้อหลักสูตร สกร. โละของเก่าปี 51 ตั้งเป้าใช้หลักสูตรใหม่ครบทุกจังหวัดในปี 70 ไม่หวั่น สส. ปชน. จี้ ถามกลางสภาฯ ขอบคุณช่วยตรวจสอบ มั่นใจเคลียร์ชัดทุกประเด็น

เมื่อเวลา 09.20 น.วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ทำเนียบฯ  นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการกล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ หรือ สกร. ภายหลังจากที่สส.พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยข้อมูลถึงความล้าหลังของหลักสูตรสกร.ว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ นางสาวเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร.ตอบคำถามว่าทำไมถึงยังใช้หลักสูตรเดิม และเรื่องการตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในการแก้ปัญหานี้ 

ส่วนหลักสูตรของสกร.ที่ไม่ทันสมัยนั้น นายอัครนันท์ กล่าวว่า หลักสูตรของสกร.ขณะนี้มีอยู่ 2 หลักสูตรคือหลักสูตรปี 2551 และปี 2567 ที่มีการทดลองใช้แล้ว 12 จังหวัด และจากการลงพื้นที่ในจังหวัดชัยภูมิพบว่า ยังคงใช้หลักสูตรในปี 2551 อยู่ ซึ่งเนื้อหาก็ไม่ได้ทันสมัย โบราณ เพราะบางเรื่องเปลี่ยนไปมากแล้ว   

“วันนี้เราต้องทันโลก ทันสถานการณ์ เพราะหลักสูตรควรเดินไปข้างหน้าและปรับปรุงเพราะการศึกษาใน สกร. ปีหนึ่งมีน้องๆมาเรียนกว่า 8 แสนคน พอเรามีหลักสูตรที่ไม่มีคุณภาพไม่มีมาตรฐาน จะกลายเป็นปัญหา ถ้าเราไม่ทำตั้งแต่วันนี้ก็จะกลายเป็นปัญหายืดยาวในอนาคต” 

เมื่อถามว่าการพัฒนาหลักสูตรของสกร.จำเป็นต้องใช้เวลามากน้อยเพียงใด นายอัครนันท์กล่าวว่า หลักสูตรของสกร.เป็นหลักสูตรต่อเนื่อง ซึ่งในวันที่ 9 และ 10 พฤษภาคม จะมีการพาผู้เรียนในหลักสูตรเดิมย้ายมาหลักสูตรใหม่ให้หมด เพื่อเข้าสู่หลักสูตรในปี 2567 และคาดว่าในช่วงเทอมการศึกษาที่ 1 ในปี 2570 จะทำการเปลี่ยนหลักสูตรใหม่ได้ทั้งหมดทั่วประเทศ

นายอัครนันท์ กล่าวว่า ทั้งนี้จากการหารือร่วมกับอธิบดีสกร. ขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจรับหนังสือและคณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพหนังสือ ซึ่งหลังจากนี้จะไม่มีการปล่อยปละละเลย ซึ่ง 2 คณะกรรมการจะช่วยกันทำงานในระยะยาว ซึ่งสกร.เองก็ต้องทำงานอย่างต่อเนื่องเพราะการศึกษาไม่มีที่สิ้นสุด ตนในฐานะที่กำกับดูแล สกร. มีนโยบายอยากให้ปรับปรุงหลักสูตรให้ทันยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นแนวนโยบายที่ชัดเจนไม่ใช่ว่าเปลี่ยนผ่านรัฐบาลไปแล้วยกเลิก ซึ่งอยากให้เป็นมาตรฐานการศึกษาของสรก.ในอนาคตว่าต้องมีการตรวจคุณสมบัติทุกประเด็น ทั้งหลักสูตรและตัวหนังสือ 

เมิ่อถามว่าการทำงานร่วมกันของรัฐมนตรีและอธิบดี สกร. จะทำงานร่วมกันได้ต่อเนื่องหรือไม่ นายอัครนันท์กล่าวว่า อธิบดีเป็นคนที่ทำงานดี ทำงานไว หลายเนื้องานอธิบดีทำงานด้วยความใส่ใจและแนวนโยบายก็คล้ายกัน เช่นกลุ่มเปราะบางที่จะไปทำงานร่วมกันที่กรมราชทัณฑ์  ซึ่งส่วนตัวตนและอธิบดีทำงานร่วมกันได้ดี เพราะการทำงานร่วมกันเป็นสิ่งที่ต้องคุยกันตลอดเวลา และการให้เกียรติการเป็นเรื่องสำคัญ ในส่วนที่ตนกำกับดูแลตนจะไม่เข้าไปยุ่ง  กับอธิบดี ให้ทำงานได้อย่างอิสระ ให้เกียรติอธิบดีในการทำงาน 

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่สส.พรรคประชาชนเตรียมที่จะตั้งกระทู้ถามในสภา หรือตั้งกระทู้เพื่อขอให้ตอบในราชกิจจานุเบกษา นายอัครนันท์ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณสส.พรรคประชาชนเพราะประเด็นนี้ตนได้ให้ความสำคัญตั้งแต่แรก การทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายค้านและรัฐบาลรอบนี้น่าจะทำงานด้วยกันได้อย่างดี ส่วนเรื่องนี้ตนมีคำตอบให้พรรคประชาชนอย่างแน่นอน เพราะการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญของชาติ 

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ที่พรรคประชาชนมองว่าประเด็นดังกล่าวอาจเสี่ยงทำให้หลุดจากเก้าอี้รัฐมนตรี นายอัครนันท์ ได้หัวเราะก่อนกล่าวว่า ตนจะทำให้ดีที่สุดวันนี้ถ้าเราทำดีอีก 10 ปีประเทศไทยก็จะดี เรื่องอาจจะไม่เป็นที่พอใจในวันนี้แต่ตนจะทำให้เต็มที่ 

รมว.ยุติธรรม ชี้ ไม่มีข้อห้าม ทักษิณ พูดการเมืองหลังพักโทษ ย้ำต้องติดกำไล EM

รมว.ยุติธรรม ชี้ ไม่มีข้อห้าม ทักษิณ พูดการเมืองหลังพักโทษ ย้ำต้องติดกำไล EM

รมว.ยุติธรรม ชี้ ไม่มีข้อห้าม ทักษิณ พูดการเมืองหลังพักโทษ ย้ำต้องติดกำไล EM

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.49 น.

5 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงเงื่อนไขในการติดกำไล EM ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายหลังได้รับการพักโทษออกจากเรือนจำว่า  เป็นไปตามมติของคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งจะต้องมีการติดกำไล EM ส่วนที่มีการอ้างเรื่องอายุเยอะนั้น พลตำรวจโทรุทธพล กล่าวว่า ไม่เข้าหลักเกณฑ์

เมื่อถามถึงกรณีที่ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เตรียมยื่นคัดค้านการพักโทษของนายทักษิณ โดยยกเหตุผลว่านายทักษิณไม่ใช่นักโทษชั้นดี เนื่องจากศาลเคยถูกศาลพิพากษาจำคุกมาแล้วถึง 2 ครั้ง พลตำรวจโทรุทธพล กล่าวว่า เรื่องนี้ตนเองยังไม่เห็น 

ส่วนจะมีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้นายทักษิณ ไม่ได้รับการพักโทษ ออกจากเรือนจำในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้หรือไม่ พลตำรวจโทรุทธพล ระบุว่า ต้องไปดูว่าเป็นประเด็นไหน และให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปดูเรื่องข้อกฎหมาย รวมถึงอาจจะต้องให้คณะกรรมการพิจารณาให้ความเห็นกลับมาอีกครั้งหนึ่ง แต่ตนก็เชื่อว่าที่ผ่านมาได้ดูในรายละเอียดที่ชัดเจนแล้ว จึงมีผลออกมาเช่นนี้

เมื่อถามว่า หากนายทักษิณได้รับการพักโทษออกมาจะสามารถพูดเรื่องการเมืองได้หรือไม่  พลตำรวจโทรุทธพล กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไข

ส่วนจะสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้หรือไม่ พลตำรวจโทรุทธพล ระบุว่า ไม่น่าจะได้ แต่หากมีความจำเป็นก็สามารถทำเรื่องขอศาลเพื่อพิจารณาได้

ทูตรัสเซีย-อนุทิน สนทนาชื่นมื่น กลางงานเลี้ยงรับรองวันฉัตรมงคล ณ ทำเนียบรัฐบาล

ทูตรัสเซีย-อนุทิน สนทนาชื่นมื่น กลางงานเลี้ยงรับรองวันฉัตรมงคล ณ ทำเนียบรัฐบาล

ทูตรัสเซีย-อนุทิน สนทนาชื่นมื่น กลางงานเลี้ยงรับรองวันฉัตรมงคล ณ ทำเนียบรัฐบาล

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.44 น.

ทูตรัสเซีย-อนุทิน สนทนาชื่นมื่น กลางงานเลี้ยงรับรองวันฉัตรมงคล ณ ทำเนียบรัฐบาล

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้ เผยแพร่ข้อความและภาพบรรยากาศผ่านช่องทางสื่อสารอย่างเป็นทางการ เพื่อบอกเล่าถึงความประทับใจและการเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง ณ ทำเนียบรัฐบาล เนื่องในวันฉัตรมงคล ดังนี้

“เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) ได้เดินทางไปเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง ณ ทำเนียบรัฐบาล เนื่องในโอกาสวันฉัตรมงคล วันพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในปี 2562

ระหว่างร่วมงาน เอกอัครราชทูตฯ ได้มีบทสนทนาสั้น ๆ กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย และสมาชิกคณะรัฐมนตรีท่านอื่นๆ อีกด้วย”

วันฉัตรมงคล
อนุิทิน
ไทย-รัสเซีย
สถานทูตรัสเซีย

สุริยะย้ำ! ย้ายอธิบดีฝนหลวง ไม่เกี่ยวกับหลาน พร้อมตั้งคกก.สอบ หากสังคมกังขา

สุริยะย้ำ! ย้ายอธิบดีฝนหลวง ไม่เกี่ยวกับหลาน พร้อมตั้งคกก.สอบ หากสังคมกังขา

สุริยะย้ำ! ย้ายอธิบดีฝนหลวง ไม่เกี่ยวกับหลาน พร้อมตั้งคกก.สอบ หากสังคมกังขา

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.36 น.

ชมคลิป “สุริยะ” ย้ำ ย้ายอธิบดีฝนหลวงไม่เกี่ยวกับหลาน ลั่น พร้อมตั้งคกก.ตรวจสอบ หากสังคมกังขา

5 เมื่อเวลา 09.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกกษตรและสหกรณ์ ให้สำภาษณ์ กรณีการโยกย้าย นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ที่ถูกโยกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการขณะนี้จบแล้วหรือยังว่า ตนได้สัมภาษณ์เรื่องนี้ไปหลายครั้ง ขอยืนยันอีกอีกครั้งว่าการโยกย้ายดังกล่าวปรึกษาปลัดกระทรวง และดำเนินการขั้นตอนทุกอย่างถูกต้อง อยากให้จบเรื่องนี้เพื่อเดินหน้าทำงานต่อในภารกิจหลักของกระทรวง 

เมื่อถามว่าขณะนี้ใบลาออกของนายราเชน ส่งถึงรัฐมนตรีแล้วหรือยัง นายสุริยะ กล่าวว่าตนยังไม่เห็น แต่อาจจะส่งไปที่ปลัดกระทรวงหรือไม่ตนไม่ทราบ

เมื่อถามว่าประเด็นดังกล่าวรัฐมนตรีอยากให้จบ แต่สังคมอาจจะยังไม่อยากจบเพราะมีการอ้างว่าขอรายละเอียดงบประมาณเพื่อธุรกิจส่วนตัว นายสุริยะตอบว่าขอชี้แจงซ้ำว่าเรื่องนี้ มีประเด็นไปพัวพันกับหลานของตนที่เป็นผู้บริหารของนกแอร์ ซึ่งหลานของตนติดต่อนายราเชน ไปตั้งแต่ช่วงก.ค. 68 ตอนนั้นตนยังไม่ได้เป็นรมว.เกษตร พอมารับตำแหน่งหลานของตนพยายามโทรหานายราเชนโดยตรง ตนไม่ทราบเรื่องจนมีการโยกย้าย การที่หลานตนติดต่อโดยตรง ตนไม่ได้ไปใช้อำนาจอะไรเลย และหลานไม่เคยมาปรึกษาอะไร การโยกย้ายจึงไม่เกี่ยวกับประเด็นหลานของตน ประเด็นนี้มันชัดเจนการโยกย้ายไม่เกี่ยวกับหลานตน เพียงแต่ต้องการผลักดันให้กระทรวงเกษตรตอบสนองเกษตรกร ผลักดันภารกิจของกระทรวง 

เมื่อถามถึงกรณีนายราเชน อ้างว่ามีคนเรียกดูงบประมาณปี70 นายสุริยะกล่าวว่าถ้าไม่มีการโยกย้ายคงไม่มีประเด็นนี้ขึ้นมาตอนนี้ก็พยายามเอาเรื่องอื่นขึ้นมาพูดแต่ยืนยันเรื่องนี้สามารถชี้แจงได้ เพราะช่วงนั้นตนได้รับตำแหน่งเนื่องจากมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ก็ได้รับคำแนะนำจากสำนักงบประมาณให้ไปดูงบประมาณของกระทรวงที่จะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ว่าจะมีอะไร ปรับเปลี่ยนหรือไม่เท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอะไร อย่างไรก็ตามหากสังคมสงสัยหรือมีข้อกังขาจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงก็สามารถดำเนินการได้ไม่มีปัญหาตนยินดี

เปิดประวัติ ดร.โจ จากวันที่กอดปลอบใจ พิธา สู่ขุนพลชิงชัยเก้าอี้ ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่

เปิดประวัติ ดร.โจ จากวันที่กอดปลอบใจ พิธา สู่ขุนพลชิงชัยเก้าอี้ ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่

เปิดประวัติ ดร.โจ จากวันที่กอดปลอบใจ พิธา สู่ขุนพลชิงชัยเก้าอี้ ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.12 น.

ท่ามกลางกระแสการเมืองที่เริ่มร้อนแรงขึ้นทุกวินาที เมื่อวาระการดำรงตำแหน่งของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบัน กำลังจะสิ้นสุดการทำหน้าที่ลงในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นกำหนดการหมดวาระอย่างเป็นทางการ และทาง กกต. ได้ขยับเดินหน้าประกาศดีเดย์วันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ในวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ที่จะถึงนี้ ซึ่งพรรคประชาชนในยามนี้ถูกจับตามองจากใครหลายคนว่า จะส่งใครเป็นตัวแทนของพรรคในการลงชิงชัยเก้าอี้ ผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ และชื่อของ ดร.โจ หรือ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชนที่พกดีกรีผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลกมาแบบเต็มกระเป๋าก็โผล่ขึ้นมาท่ามการกระแสการเมือง ร้อน ๆ นี้ 

ซึ่งในวันนี้ ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์ พาทุกท่านไปทำความรู้จักและเจาะลึกโปรไฟล์ของ ดร.โจ ว่าที่ขุนพลของพรรคประชาชนลงศึกชิงเก้าอี้เสาชิงช้าครั้งนี้ ว่าเขามีดีกรีและเส้นทางชีวิตอย่างไร ถึงได้กลายเป็นขุนพลเศรษฐกิจที่พรรคประชาชนให้ความไว้วางใจลงสู้ศึก

ดร.โจ

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ ดร.โจ เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2524 ปัจจุบันอายุ 45 ปี เริ่มต้นการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ก่อนจะเข้าศึกษาต่อที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคว้าปริญญาตรี วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากนั้นได้เดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น ณ สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งประเทศญี่ปุ่น (JAIST) จนจบการศึกษาระดับปริญญาโท (Master of Science) และปริญญาเอก (Doctor of Philosophy) ทางด้านวิทยาการสารสนเทศ (Information Science)

ก่อนจะก้าวเข้าสู่สนามการเมือง ดร.โจ มีประวัติการทำงานที่น่าสนใจและหลากหลาย เริ่มต้นอาชีพในตำแหน่งวิศวกรที่บริษัท Schlumberger Overseas S.A. ในปี พ.ศ. 2545 จากนั้นเบนเข็มไปสู่งานวิจัยในระดับสากล โดยเป็นนักวิจัยที่ JAIST และนักวิจัยอาวุโสที่ NEC Corporation (Central Research Labs) ประเทศญี่ปุ่น

ดร.โจ

และจุดเปลี่ยนสำคัญคือการเข้าทำงานที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นเวลากว่า 10 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 – พ.ศ. 2566 โดยดำรงตำแหน่งสุดท้ายคือ รองผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร มีบทบาทสำคัญในการดูแลนโยบายสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง และยุทธศาสตร์ข้อมูล นอกจากนี้ในช่วงปี พ.ศ. 2563- พ.ศ. 2564 ยังเคยได้รับเลือกเป็นที่ปรึกษาให้กับ Bank for International Settlements (BIS) Innovation Hub ซึ่งเป็นสถาบันการเงินระดับโลกอีกด้วย

เหตุผลที่ทำให้คนทำงานด้านเทคนิคและการเงินระดับสูงตัดสินใจลาออกจากแบงก์ชาติในปี พ.ศ. 2566 เพื่อลงสมัคร สส. คือความอัดอั้นจากการทำงานนโยบาย ดร.โจ เคยให้สัมภาษณ์ว่า ในขณะที่ดูแลนโยบายที่หน่วยงานรัฐสามารถทำได้ เขามักจะพบกับปัญหาทางกฎหมายที่ล้าสมัยและไม่ได้รับการปรับปรุงตามยุคสมัย ทำให้การดำเนินนโยบายขาดประสิทธิภาพ เขาจึงมองว่าหากต้องการเห็นประเทศไทยเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง ต้องเข้ามาเป็นคนทำกฎหมายเสียเอง

ดร.โจ

ในเส้นทางการเมือง นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 จากภาพที่เข้าไปกอดปลอบใจนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. จนได้รับฉายาว่า สส.หล่อบอกต่อด้วย และถูกขุดประวัติจนพบว่าโปรไฟล์ไม่ธรรมดา และหลังจากพรรคก้าวไกลถูกยุบ เขาได้ย้ายมา้ข่าสังกัดกับพรรคประชาชนในเวลาต่อมา โดยได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในทีมบริหารและดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคฝ่ายต่างประเทศ ในการเลือกตั้งชุดที่ 27 ที่ผ่านมา เขาได้รับเลือกตั้งเป็น สส.แบบบัญชีรายชื่อ สมัยที่ 2 ลำดับที่ 18 และเป็นหนึ่งในขุนพลเศรษฐกิจดิจิทัลของพรรค

และล่าสุดพรรคประชาชนมีกำหนดการจะเปิดตัว ดร.โจ อย่างเป็นทางการในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 17.00 น. ณ สามย่าน มิตรทาวน์ เพื่อนำเสนอวิสัยทัศน์กรุงเทพที่ง่ายกว่า ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญว่าความเชี่ยวชาญระดับดร. ด้านเทคโนโลยีการเงิน จะสามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนของเมืองหลวงได้โดนใจชาวกรุงเทพฯ หรือไม่

ดร.โจ
ดร.โจ

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร – โจ – Chaiwat Sathawornwichit