โจ ไบเดน เริ่มรับการฉายรังสี-ฮอร์โมนบำบัด รักษามะเร็งต่อมลูกหมากแล้ว

โจ ไบเดน เริ่มรับการฉายรังสี-ฮอร์โมนบำบัด รักษามะเร็งต่อมลูกหมากแล้ว

12 ต.ค. 2568 01:03 น.

โจ ไบเดน เริ่มรับการฉายรังสี-ฮอร์โมนบำบัด รักษามะเร็งต่อมลูกหมากแล้ว

โจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เริ่มรับการฉายรังสีและฮอร์โมนบำบัด เพื่อรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมากแล้ว หลังจากได้รับการวินิจฉัยเมื่อเดือนพฤษภาคม

เมื่อวันเสาร์ที่ 11 ต.ค. 2568 โฆษกของ โจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ วัย 82 ปี ระบุว่า อดีตผู้นำสหรัฐฯ รายนี้ เริ่มรับการฉายรังสีและฮอร์โมนบำบัด เพื่อรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมากแล้ว ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองเรื่องสุขภาพของเขา

เมื่อเดือนพฤษภาคม สำนักงานของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่า นายไบเดนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดรุนแรงที่แพร่กระจายไปยังกระดูก หลังจากเขาเข้ารับการตรวจเนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะและพบก้อนเนื้อที่ต่อมลูกหมาก

“มะเร็งสัมผัสเราทุกคน” นายไบเดนระบุในโพสต์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ในตอนนั้น “เหมือนกับพวกคุณหลายคน จิลกับผมได้เรียนรู้ว่าเราแข็งแกร่งที่สุดในสถานที่ที่พังทลาย ขอบคุณที่ดึงพวกเราขึ้นมาด้วยความรักและการสนับสนุน”

ทั้งนี้ เรื่องสุขภาพของนายไบเดนกลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง หลังจากหนังสือเล่มใหม่ของนายไบเดนให้รายละเอียดเกี่ยวกับสุขภาพที่ทรุดโทรมของเขา ในตอนที่เขากำลังรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเมื่อปีก่อน เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองกับ โดนัลด์ ทรัมป์

ไบเดนประกาศถอนตัวจากการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนกรกฎาคม 2567 หลังจากการดีเบตกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งไบเดนแสดงให้เห็นถึงความไม่พร้อมอย่างสิ้นเชิง และเขาประกาศสนับสนุนนาง คามาลา แฮร์ริส ผู้เป็นรองประธานาธิบดีในขณะนั้น ลงชิงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ แทน แม้สุดท้ายเธอจะพ่ายแพ้ให้นายทรัมป์

อนึ่ง ข้อมูลของสมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา ระบุว่า มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในหมู่ผู้ชาย และพบบ่อยเป็นพิเศษในผู้สูงอายุ โดยผู้ชายที่มีอายุเกิน 80 ปี ประมาณ 80% มีเซลล์มะเร็งอยู่ในต่อมลูกหมาก

สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา ระบุด้วยว่า แม้ว่ามะเร็งต่อมลูกหมากจะมีโอกาสรักษาให้หายได้สูงหากตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ แต่ก็เป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งอันดับสองในผู้ชาย

ฮอร์โมนบำบัดเป็นวิธีการรักษาที่พบบ่อย ซึ่งสามารถช่วยทำให้ก้อนเนื้อหดตัวลงและชะลอการเติบโตของมะเร็งได้ แต่ไม่ใช่การรักษาให้หายขาด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทูตจีนประจำกัมพูชาแจงยิบ หนุนไทย-กัมพูชาคุยแก้ปัญหา ลั่นเป็นมิตรทั้ง 2 ฝ่าย

ทูตจีนประจำกัมพูชาแจงยิบ หนุนไทย-กัมพูชาคุยแก้ปัญหา ลั่นเป็นมิตรทั้ง 2 ฝ่าย

11 ต.ค. 2568 22:45 น.

ทูตจีนประจำกัมพูชาแจงยิบ หนุนไทย-กัมพูชาคุยแก้ปัญหา ลั่นเป็นมิตรทั้ง 2 ฝ่าย

นายหวัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชาโพสต์ข้อความยืนยัน จีนเป็นมิตรกับทั้งไทยและกัมพูชา และพยายามอย่างแข็งขันในการส่งเสริมการพูดคุยเพื่อสันติภาพ

เมื่อวันเสาร์ที่ 11 ต.ค. 2568 นายหวัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศกัมพูชาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ยืนยันว่าจีนเป็นมิตรกับทั้งไทยและกัมพูชา ลั่นยึดหลักเท่าเทียมและเสมอภาค หลังก่อนหน้านี้เขาโพสต์ข้อความระบุว่า “จีนสนับสนุนกัมพูชาอย่างมั่นคง” จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง

“นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งบริเวณพรมแดนระหว่างกัมพูชาและไทย ในฐานะที่จีนเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรของทั้งสองประเทศ จีนยึดมั่นในจุดยืนเรื่องความเท่าเทียมและเสมอภาค และได้พยายามอย่างแข็งขันในการส่งเสริมการพูดคุยเพื่อสันติภาพ”

“รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน กัมพูชา และไทย ได้บรรลุผลลัพธ์ในการประชุมที่อำเภออันหนิง มณฑลยูนนานของจีน ทั้งสามประเทศได้จัดการหารืออย่างไม่เป็นทางการ และผู้แทนพิเศษด้านกิจการเอเชียของกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจทางการทูตแบบไปกลับเพื่อสันติภาพระหว่างทั้งสองฝ่ายหลายครั้ง ด้วยความพยายามอย่างแข็งขันของจีน มาเลเซีย และฝ่ายต่าง ๆ กัมพูชาและไทยได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง และทั้งสองฝ่ายกำลังสื่อสารกันผ่านกลไกทวิภาคี ฝ่ายที่เกี่ยวข้องชื่นชมจีนสำหรับบทบาทที่ไม่มีใครแทนได้ในกระบวนการนี้”

“จีนสนับสนุนให้กัมพูชาและไทยแก้ไขข้อพิพาทผ่านการเจรจาและการปรึกษาหารือ และสนับสนุนมาเลเซียในฐานะประธานเวียนของอาเซียนในการส่งเสริมการแก้ไขปัญหาทางการเมืองผ่านวิถีอาเซียน (ASEAN Way) จีนพร้อมที่จะสานต่อการส่งเสริมการพูดคุยเพื่อสันติภาพในแบบของตัวเอง ตามความประสงค์ของกัมพูชาและไทย และจะส่งเสริมการพูดคุยเพื่อทำให้ข้อตกลงหยุดยิงมั่นคงและผลักดันการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ”

“จีนดำเนินการเรื่องความร่วมมือทางทหารตามปกติกับทุกประเทศในอาเซียน รวมถึงกัมพูชาและไทย สื่อตะวันตกบางสำนักพยายามใช้ความร่วมมือดังกล่าวเพื่อสร้างความแตกแยกระหว่างจีนกับประเทศที่เกี่ยวข้อง แต่ความพยายามเช่นนั้นจะไม่มีทางประสบความสำเร็จ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook / Wang Wenbin

เกาหลีใต้เรียกทูตกัมพูชาเข้าพบ ปมนักศึกษาถูกฆ่า ยกระดับเตือนเดินทาง

เกาหลีใต้เรียกทูตกัมพูชาเข้าพบ ปมนักศึกษาถูกฆ่า ยกระดับเตือนเดินทาง

11 ต.ค. 2568 22:06 น.

เกาหลีใต้เรียกทูตกัมพูชาเข้าพบ ปมนักศึกษาถูกฆ่า ยกระดับเตือนเดินทาง

รัฐบาลเกาหลีใต้เรียกตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาเข้าพบ เพื่อแสดงความกังวลกรณีนักศึกษาเกาหลีใต้ถูกสังหารในกัมพูชา และหลอกลวงที่มุ่งเป้าหมายไปที่ชาวเกาหลีใต้ พร้อมยกระดับเตือนการเดินทาง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2568 กระทรวงต่างประเทศของเกาหลีใต้เรียกตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาเข้าพบ เพื่อประท้วงกรณีการฆาตกรรมนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ในประเทศกัมพูชา และได้ยกระดับการแจ้งเตือนสำหรับการเดินทางไปกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา เนื่องจากคดีหลอกลวงทางออนไลน์ที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีใต้

นาย โช ฮยอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ได้แสดงความกังวลต่อ นายควน โพน รัตนาก เอกอัครราชทูตกัมพูชา เรื่องการหลอกลวงเรื่องงานและการควบคุมตัวพลเมืองชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาเร่งออกมาตรการที่รวดเร็วและปฏิบัติได้จริงเพื่อกำจัดการหลอกลวงทางออนไลน์

ด้านนายควนกล่าวว่า เขาเข้าใจถึงความกังวลและจุดยืนของรัฐบาลเกาหลีใต้ และจะรายงานเรื่องนี้ให้รัฐบาลของเขาทราบ

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของกระทรวงต่างประเทศของเกาหลีใต้เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่า นักศึกษาหนุ่มชาวเกาหลีใต้วัย 23 ปี เดินทางไปยังกัมพูชาเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม โดยบอกกับครอบครัวในเมืองเยชอน จังหวัดคยองซังเหนือ ว่า จะเดินทางไปร่วมงานนิทรรศการ

แต่ 1 สัปดาห์ต่อมา ครอบครัวของนักศึกษาหนุ่มรายนี้ก็ได้รับโทรศัพท์จากชายปริศนา พูดภาษาเกาหลีสำเนียงจีนอ้างว่า พวกเขาจับตัวนักศึกษารายนี้เอาไว้ พร้อมเรียกค่าไถ่เป็นเงิน 50 ล้านวอน (ราว 1.15 ล้านบาท) เพื่อแลกกับการปล่อยตัว

ครอบครัวของนักศึกษาหนุ่มรีบแจ้งต่อสถานทูตกัมพูชาและตำรวจทันที แต่การติดตามคดีเป็นไปด้วยความยากลำบาก จนกระทั่งในวันที่ 8 ส.ค. มีการพบศพนักศึกษารายนี้ใกล้กับภูเขาบกกอร์ จังหวัดกำปอต เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกับสถานทูตกัมพูชายืนยันว่า เขาเสียชีวิตจากการหัวใจวายเนื่องจากการทรมานและความเจ็บปวดแสนสาหัส

ในแถลงการณ์อีกฉบับเมื่อวันศุกร์ (10 ต.ค. 2568) กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ประกาศยกระดับการแจ้งเตือนสำหรับการเดินทางไปยังกรุงพนมเปญ จากเดิมอยู่ที่ระดับ 2 ให้เป็นระดับ “พิเศษ” โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ในเวลา 21.00 น.วันเดียวกันนี้ตามเวลาท้องถิ่น

ทั้งนี้ คำเตือนการเดินทางระดับ “พิเศษ” ของเกาหลีใต้ เทียบเท่ากับระดับ 2.5 จากทั้งหมด 4 ระดับ หมายความว่า ให้พลเรือนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังเมืองที่ถูกประกาศ หรือให้พลเรือนออกจากเมืองดังกล่าวหากอยู่ที่นั่น โดยจะมีผลบังคับใช้นาน 90 วัน และสามารถขยายเวลาได้หากจำเป็น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters , koreatimes

สถานทูตอิสราเอลจัดฉายภาพยนตร์สารคดีรำลึกเหยื่อเหตุการณ์ฮามาสโจมตี 7 ต.ค. 2566

สถานทูตอิสราเอลจัดฉายภาพยนตร์สารคดีรำลึกเหยื่อเหตุการณ์ฮามาสโจมตี 7 ต.ค. 2566

11 ต.ค. 2568 11:41 น.

สถานทูตอิสราเอลจัดฉายภาพยนตร์สารคดีรำลึกเหยื่อเหตุการณ์ฮามาสโจมตี 7 ต.ค. 2566

สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย จัดฉายภาพยนตร์สารคดี  We Will Dance Again เพื่อรำลึกและสดุดีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่กลุ่มก่อการร้ายฮามาสบุกโจมตีอิสราเอล เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566

วันที่ 10 ตุลาคม 2566 สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย จัดฉายภาพยนตร์สารคดี We Will Dance Again ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเทศกาลดนตรีโนวา (Nova Music Festival)  ซึ่งเดิมเป็นงานเฉลิมฉลองดนตรี สันติภาพ และเสรีภาพ แต่กลับกลายเป็นสมรภูมิแห่งความตายในเหตุโจมตีของกลุ่มก่อการร้ายฮามาส เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2666 

การโจมตีครั้งนี้คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปมากกว่า 1,200 คน รวมถึงทั้งชาวอิสราเอลและชาวต่างชาติ  ในจำนวนนั้นมีแรงงานชาวไทย 46 คนที่ถูกสังหาร เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการก่อการร้ายครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล และเป็นการสังหารหมู่พลเรือนครั้งเลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมา

นอกจากนี้ ยังมีผู้ถูกจับไปเป็นตัวประกันรวม 255คน ประกอบด้วยชาย หญิง เด็ก ผู้สูงอายุ และทารก ในจำนวนนั้นมีชาวไทย 31 คนรวมอยู่ด้วย ปัจจุบันยังมีผู้ถูกคุมขังอยู่ในกาซา 48 คน รวมถึงร่างของแรงงานชาวไทยสองคนที่ถูกสังหารในเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม

ดร.อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่เราต้องจดจำคือ เทศกาลดนตรีโนวา ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองมิตรภาพ สันติภาพ และเสรีภาพ ได้กลับกลายเป็นสถานที่แห่งความสยองขวัญ เป็นพื้นที่ของการสังหารหมู่ที่จุดชนวนให้เกิดสงครามในฉนวนกาซาในปัจจุบัน เทศกาลนี้เต็มไปด้วยคนหนุ่มสาวจากทั่วประเทศอิสราเอล ที่มารวมตัวกันเพื่อเต้นรำ ฉลองคุณค่าของชีวิต สันติภาพและมิตรภาพ ในสถานที่ที่ควรจะปลอดภัยและมีความสุข แต่แล้วในพริบตา ความฝันนั้นก็พังทลาย และโศกนาฏกรรมก็เริ่มต้นขึ้น

ทั้งนี้ ภาพยนตร์สารคดี We Will Dance Again เป็นภาพยนตร์สารคดีที่สร้างขึ้นในปี 2567 ถ่ายทอดคำให้การของผู้รอดชีวิตกว่า 20 คน ที่บอกเล่าเรื่องราวแห่งความกล้าหาญ มนุษยธรรม และวีรกรรม โดยมีการใช้ภาพจริงที่บันทึกจากโทรศัพท์มือถือของผู้เข้าร่วมงาน ในขณะที่วิ่งหนีหรือซ่อนตัวระหว่างการบุกโจมตี โดยภาพยนตร์เขียนบทและกำกับโดย ยาริฟ โมเซอร์. 

“ทรัมป์” ขู่จีน เตรียมขึ้นภาษีสินค้านำเข้าเพิ่มอีก 100% จุดชนวนสงครามการค้าระลอกใหม่

“ทรัมป์” ขู่จีน  เตรียมขึ้นภาษีสินค้านำเข้าเพิ่มอีก 100% จุดชนวนสงครามการค้าระลอกใหม่

11 ต.ค. 2568 05:27 น.

“ทรัมป์” ขู่จีน เตรียมขึ้นภาษีสินค้านำเข้าเพิ่มอีก 100% จุดชนวนสงครามการค้าระลอกใหม่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ขู่ถอนตัวจากการประชุมซัมมิตกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง หลังจีนเข้มกฎส่งออกแร่หายาก พร้อมประกาศขึ้นภาษีสินค้าจีนเพิ่มอีก 100% มีผล 1 พฤศจิกายนนี้ เขย่าตลาดหุ้นวอลล์สตรีทร่วงหนัก

วันที่ 10 ตุลาคม 2568 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ระบุว่าจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มอีก 100% พร้อมควบคุมการส่งออกซอฟต์แวร์สำคัญ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ เพื่อเป็นการตอบโต้การที่จีนออกมาตรการเข้มงวดควบคุมการส่งออกแร่หายาก ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในอุตสาหกรรมรถยนต์และสมาร์ทโฟน

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวหาว่าจีนเริ่มมีท่าทีเป็นศัตรูมากขึ้น และพยายามจับโลกไว้เป็นตัวประกัน  พร้อมระบุว่าไม่เห็นเหตุผลใดที่จะต้องพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในเดือนนี้  ซึ่งคำกล่าวของทรัมป์ทำให้ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองชาติเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ร่วงลงถึง 2.7% ซึ่งเป็นการร่วงหนักที่สุดตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา

ทางด้านจีน ซึ่งครองตลาดการผลิตแร่หายากทั่วโลก ยังเปิดการสอบสวนการผูกขาดของควอลคอมม์ บริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ รวมถึงเตรียมเก็บค่าธรรมเนียมท่าเรือใหม่จากเรือที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันในสงครามการค้าระลอกใหม่

ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนจากสถาบันบรูกกิงส์ วิเคราะห์ว่า การเคลื่อนไหวของสี จิ้นผิง เป็นความพยายาม  สร้างอำนาจต่อรองล่วงหน้า  ก่อนการเจรจาที่คาดว่าจะมีขึ้นในเกาหลีใต้ ขณะที่เกรซลิน บราสคาราน ผู้อำนวยการโครงการความมั่นคงแร่สำคัญแห่งสถาบัน CSIS ชี้ว่า การที่จีนเล่นงานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของสหรัฐฯ ถือเป็นการโจมตีที่ จี้จุดอ่อนไหว ของสหรัฐฯโดยตรง และแม้โอกาสที่ทรัมป์และสีจะพบกันในเร็ว ๆ นี้จะลดลง แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ายังมี ช่องทางการเจรตา เหลืออยู่ก่อนกฎใหม่ของจีนจะมีผลในเดือนธันวาคม.

ระเบิดสนั่น โรงงานผลิตวัตถุระเบิดทหารในรัฐเทนเนสซี ของสหรัฐฯ บ้านเรือนสั่นสะเทือนนับสิบกิโลเมตร

ระเบิดสนั่น โรงงานผลิตวัตถุระเบิดทหารในรัฐเทนเนสซี ของสหรัฐฯ บ้านเรือนสั่นสะเทือนนับสิบกิโลเมตร

11 ต.ค. 2568 02:21 น.

ระเบิดสนั่น โรงงานผลิตวัตถุระเบิดทหารในรัฐเทนเนสซี ของสหรัฐฯ บ้านเรือนสั่นสะเทือนนับสิบกิโลเมตร

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงภายในโรงงานผลิตวัตถุระเบิดของกองทัพสหรัฐฯ รัฐเทนเนสซี เสียงดังสนั่นจนบ้านเรือนในรัศมีหลายไมล์สั่นสะเทือน เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ได้ เนื่องจากยังมีเสียงระเบิดต่อเนื่อง

วันที่ 10 ตุลาคม 2568  เกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่ขึ้นที่โรงงานผลิตวัตถุระเบิด “Accurate Energetic Systems” ใกล้เมืองบักส์นอท  รัฐเทนเนสซี ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองแนชวิลล์ ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 97 กิโลเมตร  เจ้าหน้าที่กู้ชีพ ระบุว่า ขณะนี้ทีมกู้ภัยยังไม่สามารถเข้าไปภายในโรงงานได้ เนื่องจากยังมีการระเบิดต่อเนื่องในพื้นที่ และยังไม่มีรายงานแน่ชัดว่ามีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตหรือไม่

สำนักงานนายอำเภอฮิกแมนเคาน์ตี เปิดเผยว่า เหตุระเบิดครั้งนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนจนรู้สึกได้ในพื้นที่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร พร้อมขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าปฏิบัติงาน

โดยภาพจากสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นเผยให้เห็นซากเศษวัสดุและควันไฟจำนวนมากพวยพุ่งขึ้นจากจุดเกิดเหตุ รถยนต์หลายคันในลานจอดได้รับความเสียหาย ส่วนชาวบ้านในพื้นที่เมืองโลเบลวิลล์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 20 นาทีโดยรถยนต์ ระบุว่าบ้านของพวกเขาสั่นสะเทือนแรง และบางรายสามารถบันทึกเสียงระเบิดไว้ได้จากกล้องรักษาความปลอดภัยภายในบ้าน

ขณะที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกำลังเร่งตรวจสอบสาเหตุของการระเบิด ขณะที่พื้นที่โดยรอบยังคงถูกปิดกั้นเพื่อความปลอดภัยของประชาชน.

ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับฮามาสมีผลบังคับใช้ กองกำลังอิสราเอลบางส่วนเริ่มออกจากกาซา

ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับฮามาสมีผลบังคับใช้ กองกำลังอิสราเอลบางส่วนเริ่มออกจากกาซา

11 ต.ค. 2568 01:40 น.

ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับฮามาสมีผลบังคับใช้ กองกำลังอิสราเอลบางส่วนเริ่มออกจากกาซา

ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอล-ฮามาสมีผลบังคับใช้แล้ว กองทัพอิสราเอลเริ่มถอนกำลังออกจากพื้นที่ เปิดทางรถบรรเทาทุกข์เข้าได้ ขณะที่ฮามาสมีเวลาจนถึงจันทร์นี้ในการปล่อยตัวประกันตามเงื่อนไข 

วันที่ 10 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวอัลจาซีราห์ รายงานว่า ข้อตกลงหยุดยิงและแลกตัวประกันระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสได้เริ่มมีผลบังคับใช้ กองทัพอิสราเอล (IDF) ประกาศถอนกำลังบางส่วนออกจากอาณาเขตกาซา โดยยึดแนวถอยร่นตามที่ตกลงไว้ในข้อตกลง

ทางด้านฝ่ายอิสราเอลเผยว่า จะถอนทัพมายังแนวปรับตำแหน่งใหม่  ขณะที่ฮามาสได้รับเวลาให้ปล่อยตัวประกันอิสราเอลทั้งหมดภายในเวลา 12:00 น. ของวันจันทร์นี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) รวมถึงผู้ที่ยังอยู่ในสถานะรอดชีวิตหรือเป็นศพ

ในขณะที่ฮามาสปล่อยตัวประกัน อิสราเอลจะปล่อยผู้ต้องขังปาเลสไตน์ราว 250 คน รวมทั้งผู้ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต และปล่อยผู้ถูกกักขังในกาซาอีก 1,700 คน

ภายใต้เงื่อนไขข้อตกลง รถบรรทุกช่วยเหลือต้องสามารถเข้าไปในฉนวนกาซาได้โดยไม่มีข้อจำกัด คาดว่าประมาณ 600 คันต่อวัน จะถูกส่งเข้าไปเพื่อบรรเทาทุกข์ให้ประชาชนที่ถูกทำลายบ้านเรือนและขาดอาหาร

ในพื้นที่ที่กองทัพถอนกำลังออกไป ฮามาสส่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้าดำเนินการแทน ขณะที่ผู้คนเริ่มเดินทางกลับทางเหนือของกาซา แม้ว่าสภาพถนนยังเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง

ถึงแม้จะมีการถอนกำลังบางส่วน ทหารอิสราเอลยังคงประจำในย่านที่ตกลงกันไว้ พร้อมยืนยันว่าจะยังคงดำเนินปฏิบัติการหากพบ ภัยคุกคามทันที

นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวในโทรทัศน์ว่า เขาจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะนำตัวประกันกลับให้หมด พร้อมย้ำว่า ฮามาสจะถูกปลดอาวุธ และกาซาจะถูกปลดทหาร  ในอนาคต

การหยุดยิงครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังคณะแห่งรัฐบาลอิสราเอลอนุมัติแผนหยุดยิงของทรัมป์เมื่อวันพฤหัสบดี โดยแผนแบ่งเป็นหลายขั้นตอนซึ่งยังอยู่ระหว่างการเจรจาเพิ่มเติม

“มาเรีย โครีนา มาชาโด” ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา คว้าโนเบลสาขาสันติภาพ 2025

"มาเรีย โครีนา มาชาโด" ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา คว้าโนเบลสาขาสันติภาพ 2025

10 ต.ค. 2568 16:22 น.

“มาเรีย โครีนา มาชาโด” ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา คว้าโนเบลสาขาสันติภาพ 2025

คณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ประกาศว่า รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2025 มอบให้แก่ มาเรีย โครีนา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองของเวเนซุเอลา เพื่อยกย่อง “ความกล้าหาญและความทุ่มเทไม่รู้เหน็ดเหนื่อย” ของเธอในการส่งเสริมสิทธิประชาธิปไตยและผลักดันให้ประเทศเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการสู่ประชาธิปไตยอย่างสันติ

คณะกรรมการระบุว่า มาชาโดเป็น “ตัวอย่างอันโดดเด่นของความกล้าหาญของพลเมืองในละตินอเมริกา” โดยเธอมีบทบาทสำคัญในการรวมกลุ่มฝ่ายค้านที่เคยแตกแยกให้มีจุดยืนร่วมกันในประเด็นสำคัญคือ “การเลือกตั้งเสรีและรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของประชาชน” ซึ่งถือเป็นแก่นแท้ของประชาธิปไตย

เวเนซุเอลาเคยเป็นประเทศที่มั่งคั่งและมีประชาธิปไตย แต่ปัจจุบันตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการ มีความยากจนแพร่หลาย และประชาชนราว 8 ล้านคนต้องอพยพหนีออกนอกประเทศ ขณะที่รัฐใช้ความรุนแรงและกลไกทางกฎหมายปราบปรามฝ่ายตรงข้ามอย่างเป็นระบบ

มาชาโดเป็นผู้ก่อตั้งองค์กร Súmate ซึ่งส่งเสริมการเลือกตั้งอย่างเสรีและเป็นธรรมตั้งแต่กว่า 20 ปีก่อน เธอกล่าวในเวลานั้นว่า “เราต้องเลือกบัตรเลือกตั้ง แทนกระสุนปืน” ตลอดชีวิตการทำงานทางการเมือง เธอยืนหยัดเรียกร้องความเป็นอิสระของศาล สิทธิมนุษยชน และการเป็นตัวแทนของประชาชน

ก่อนการเลือกตั้งปี 2024 มาชาโดได้รับเลือกเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากฝ่ายค้าน แต่ถูกรัฐบาลสกัดไม่ให้ลงสมัคร เธอจึงหันไปสนับสนุน เอดมุนโด กอนซาเลซ อูร์รูเตีย ผู้สมัครจากอีกพรรคหนึ่ง พร้อมระดมอาสาสมัครหลายแสนคนจากทั่วประเทศให้ทำหน้าที่สังเกตการณ์เลือกตั้งเพื่อป้องกันการโกง แม้ต้องเสี่ยงต่อการคุกคาม การจับกุม หรือการทรมาน

ผลการนับคะแนนที่ฝ่ายฝ่ายค้านรวบรวมได้ชี้ชัดว่า มาชาโดและพรรคพันธมิตรเป็นฝ่ายชนะเลือกตั้ง แต่รัฐบาลกลับปฏิเสธผลและยึดอำนาจต่อไป จุดชนวนให้ประชาคมโลกวิจารณ์อย่างกว้างขวาง

คณะกรรมการโนเบลกล่าวว่า “ประชาธิปไตยคือเงื่อนไขพื้นฐานของสันติภาพที่ยั่งยืน” และยกย่องมาชาโดว่าเป็น “สัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อเสรีภาพในยุคที่ระบอบอำนาจนิยมกำลังขยายตัวทั่วโลก”

ตลอดปีที่ผ่านมา มาชาโดต้องใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อนเนื่องจากถูกคุกคามเอาชีวิต แต่เธอยังคงอยู่ในประเทศและไม่ละทิ้งการต่อสู้ เป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนเวเนซุเอลาจำนวนมาก

“มาเรีย โครีนา มาชาโด แสดงให้เห็นว่าประชาธิปไตยและสันติภาพเดินคู่กันได้” แถลงการณ์ระบุ “เธอเป็นสัญลักษณ์ของความหวังในอนาคตที่ผู้คนมีสิทธิพื้นฐาน ได้รับการคุ้มครอง และสามารถใช้เสียงของตนได้อย่างเสรี”

ญี่ปุ่นยืนยันพบกระดูกเด็กหญิง 6 ขวบ เหยื่อสึนามิญี่ปุ่น 2011 หลังหายสาบสูญนาน 14 ปี

ญี่ปุ่นยืนยันพบกระดูกเด็กหญิง 6 ขวบ เหยื่อสึนามิญี่ปุ่น 2011 หลังหายสาบสูญนาน 14 ปี

10 ต.ค. 2568 15:39 น.

ญี่ปุ่นยืนยันพบกระดูกเด็กหญิง 6 ขวบ เหยื่อสึนามิญี่ปุ่น 2011 หลังหายสาบสูญนาน 14 ปี

ตำรวจญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ที่ถูกค้นพบในเมืองชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นเมื่อปี 2023 ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นของเด็กหญิง นัตสึเสะ ยามาเนะ วัย 6 ขวบ ซึ่งหายสาบสูญไปในเหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในจังหวัดอิวาเตะ เมื่อเดือนมีนาคม 2011

การค้นพบครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ผ่านมานานถึง 14 ปี โดยครอบครัวของเด็กหญิงนัตสึเสะ ยามาเนะ ได้ออกแถลงการณ์ว่า “พวกเราเลิกหวังไปนานแล้ว ว่าจะพบร่างของเธอ ดังนั้นเมื่อได้รับการแจ้ง พวกเราจึงรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง และรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมาก”

นี่นับเป็นกรณีแรกในรอบสองปีที่สามารถระบุตัวตนของผู้เสียชีวิตจากพื้นที่ภัยพิบัติในจังหวัดอิวาเตะ มิยางิ และฟุกุชิมะได้ โดยครั้งสุดท้ายคือในจังหวัดอิวาเตะ เมื่อเดือนสิงหาคม 2023

ตามรายงานของตำรวจ ระบุว่า บ้านของเด็กหญิงในเมืองยามาดะ ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่ง ถูกคลื่นสึนามิซัดเข้าใส่ ชิ้นส่วนที่พบคือเศษกระดูกขากรรไกร ซึ่งถูกพบในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ระหว่างที่บริษัทแห่งหนึ่งรับเหมากำลังดำเนินการทำความสะอาดชายหาดและทางเท้าในเมืองมินามิซานริคุ จังหวัดมิยางิ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านลงไปทางใต้ประมาณ 100 กิโลเมตร

ขณะที่กำลังคัดแยกสิ่งของที่เก็บรวบรวมจากงานทำความสะอาด พนักงานที่สำนักงานของบริษัทพบส่วนหนึ่งของกระดูกขากรรไกรและฟันหลายซี่เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2023  เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าชิ้นส่วนดังกล่าวเป็นของเด็กหญิง โดยผ่านการตรวจดีเอ็นเอ และการวิเคราะห์โปรตีนบนฟัน โดยได้รับความช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัยโทโฮคุ และยืนยันว่าจะมีการส่งมอบชิ้นส่วนดังกล่าวคืนให้กับครอบครัวของเธอในเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ ตำรวจจังหวัดมิยางิเพิ่งสามารถระบุตัวตนของเหยื่อภัยพิบัติ 3/11 ได้เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนมีนาคม 2021 ขณะที่ยังมีร่างผู้เสียชีวิตที่ยังไม่สามารถระบุตัวตนได้อีก 6 ราย อยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ในจังหวัดดังกล่าว

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2011 เกิดจากแผ่นดินไหวขนาด 9.0 นอกชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งทำให้เกิดคลื่นสึนามิครั้งใหญ่และวิกฤตนิวเคลียร์ ตามข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่น ณ ต้นปีนี้ ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติครั้งนั้นทั่วประเทศรวม 15,900 ราย ขณะที่ยังคงมีผู้สูญหายอีกกว่า 2,500 ราย.

ที่มา Asahi Shimbun

สภาเปรูลงมติถอดถอน ปธน. ดีนา โบลูอาร์เต พ้นตำแหน่ง เซ่นวิกฤตอาชญากรรมพุ่งสูง

สภาเปรูลงมติถอดถอน ปธน. ดีนา โบลูอาร์เต พ้นตำแหน่ง เซ่นวิกฤตอาชญากรรมพุ่งสูง

10 ต.ค. 2568 13:14 น.

สภาเปรูลงมติถอดถอน ปธน. ดีนา โบลูอาร์เต พ้นตำแหน่ง เซ่นวิกฤตอาชญากรรมพุ่งสูง

สมาชิกสภานิติบัญญัติของเปรู ได้ลงมติถอดถอนประธานาธิบดี ดีนา โบลูอาร์เต ออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจอย่างรุนแรงของประชาชนจากปัญหาอาชญากรรมที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ รวมถึงเหตุกราดยิงในกรุงลิมาที่ซ้ำเติมความโกรธแค้นของสังคม

ก่อนหน้านี้ สมาชิกรัฐสภาได้ลงคะแนนเพื่ออภิปรายถอดถอนเธอในข้อหา “ไร้ความสามารถทางศีลธรรม” และได้เรียกให้เธอเข้าชี้แจงต่อสภาในคืนวันเดียวกัน แต่เธอกลับปฏิเสธที่จะปรากฏตัว ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีคะแนนเสียงเพียงพอที่จะดำเนินการถอดถอนอย่างรวดเร็ว

โฮเซ่ เฆรี ประธานรัฐสภาเปรู ประกาศผลการลงมติว่า สส. จำนวนถึง 118 เสียง จากทั้งหมด 122 เสียง ลงคะแนนเห็นชอบให้ถอดถอนเธอออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี ด้วยคะแนนที่ท่วมท้นอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่น่าตกใจนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเกิดเหตุการณ์ยิงกันในคอนเสิร์ตกลางเมืองหลวง ซึ่งยิ่งโหมกระพือความโกรธแค้นต่อวิกฤตอาชญากรรมที่กำลังกัดกินประเทศ

การลงมติถอดถอนครั้งนี้แตกต่างจากความพยายามครั้งก่อนๆ ถึง 8 ครั้ง เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่กลุ่มการเมืองเกือบทุกฝ่ายในรัฐสภาแสดงการสนับสนุนข้อเสนอดังกล่าวอย่างชัดเจน

ประธานาธิบดีโบลูอาร์เต เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนธันวาคม 2565 หลังจากรัฐสภาได้ใช้กลไกเดียวกันนี้ถอดถอนอดีตประธานาธิบดีคนก่อนหน้าของเธอเช่นกัน

รัฐบาลของโบลูอาร์เตประสบปัญหาอย่างหนักในการรับมือกับอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีฆาตกรรมและการขู่กรรโชกทรัพย์ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (8 ต.ค.) เธอกล่าวโทษปัญหาอาชญากรรมส่วนหนึ่งว่าเป็นผลมาจากผู้อพยพที่อาศัยอยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมาย

“อาชญากรรมเหล่านี้ถูกบ่มเพาะมานานหลายทศวรรษ และถูกเสริมความแข็งแกร่งโดยการอพยพที่ผิดกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลในอดีตไม่สามารถจัดการได้” เธอกล่าวระหว่างพิธีทางทหาร “แต่กลับเปิดประตูพรมแดนของเรา และอนุญาตให้ผู้กระทำผิดเข้ามาทุกที่ โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ”

ตัวเลขอย่างเป็นทางการเผยว่า มีผู้เสียชีวิตจากการฆาตกรรม 6,041 ราย ระหว่างเดือนมกราคมถึงกลางเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในช่วงเวลาเดียวกันนับตั้งแต่ปี 2560 ขณะที่เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการขู่กรรโชกทรัพย์รวมอยู่ที่ 15,989 กรณี ระหว่างเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 28% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567

วิกฤตประธานาธิบดีครั้งล่าสุดของเปรูปะทุขึ้น หลังจากมีชายคนหนึ่งเปิดฉากยิงและทำให้มีผู้บาดเจ็บ 5 ราย ในระหว่างการแสดงคอนเสิร์ตของวงดนตรีแนวคัมเบียยอดนิยมที่สุดของเปรู เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

แม้ว่านายเอดูอาร์โด อารานา นายกรัฐมนตรี จะออกมาปกป้องประธานาธิบดีโบลูอาร์เตในการไต่สวนต่อรัฐสภาเกี่ยวกับปัญหาอาชญากรรมเมื่อวันพฤหัสบดี แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนใจ สส. ในการเดินหน้าถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง

“ความกังวลของรัฐสภาไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการยื่นญัตติถอดถอน และยิ่งไปกว่านั้นคือการอนุมัติญัตติ” นายอารานาชี้แจงต่อสภา “เราไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง เราอยู่ตรงนี้ และเรารู้ตั้งแต่ต้นว่าวันแรกที่เราทำงาน อาจเป็นวันสุดท้ายที่เราอยู่ในตำแหน่งด้วยเช่นกัน”.

ที่มา FRANCE 24