ปธน.มาดากัสการ์ยุบรัฐบาล หลังม็อบ Gen Z ประท้วงน้ำ-ไฟขัดข้อง ดับแล้วอย่างน้อย 22 ศพ

ปธน.มาดากัสการ์ยุบรัฐบาล หลังม็อบ Gen Z ประท้วงน้ำ-ไฟขัดข้อง ดับแล้วอย่างน้อย 22 ศพ

30 ก.ย. 2568 11:21 น.

ปธน.มาดากัสการ์ยุบรัฐบาล หลังม็อบ Gen Z ประท้วงน้ำ-ไฟขัดข้อง ดับแล้วอย่างน้อย 22 ศพ

ประธานาธิบดีมาดากัสการ์ แถลงผ่านโทรทัศน์ประกาศยุบรัฐบาลและปลดนายกรัฐมนตรี หลังเผชิญแรงกดดันจากการประท้วงใหญ่ของกลุ่มเยาวชน “Gen Z” ต่อต้านปัญหาน้ำประปาและไฟฟ้าขัดข้องเรื้อรัง

วันที่ 29 กันยายน 2568 นายอ็องดรี ราโจเอลินา ประธานาธิบดีมาดากัสการ์ แถลงผ่านโทรทัศน์ประกาศยุบรัฐบาลและปลดนายกรัฐมนตรี หลังเผชิญแรงกดดันจากการประท้วงใหญ่ของเยาวชนที่เรียกตัวเองว่า “Gen Z” ต่อต้านปัญหาน้ำและไฟฟ้าขัดข้องเรื้อรัง

โดยประธานาธิบดีราโจเอลินา กล่าวว่า เขาเข้าใจความโกรธ ความเศร้า และความยากลำบาก ของประชาชน พร้อมยอมรับว่าเจ้าหน้าที่รัฐทำงานล้มเหลว และจะเปิดรับการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ภายใน 3 วัน ก่อนจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ อีกทั้งยังแสดงความตั้งใจจะเปิดการเจรจากับเยาวชน

การชุมนุมประท้วงที่เริ่มต้นในกรุงอันตานานาริโว เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ได้ลุกลามไปแล้ว 8 เมืองทั่วประเทศ โดยผู้ประท้วงนับพันตะโกนเรียกร้อง “เราต้องการมีชีวิต ไม่ใช่แค่เอาชีวิตรอด” ขณะที่สหประชาชาติประณามการใช้ กำลังเกินกว่าเหตุ ของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ซึ่งมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 22 ศพ และบาดเจ็บกว่า 100 ราย 

การประท้วงยังสะท้อนความไม่พอใจที่สะสมมานานต่อบริการสาธารณะล้มเหลวและการบริหารที่ถูกมองว่าไม่โปร่งใสในประเทศที่เคยเผชิญวิกฤตการเมืองหลายครั้งตั้งแต่ได้รับเอกราชในปี 2503

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ประกาศเคอร์ฟิวช่วงกลางคืนในกรุงอันตานานาริโว หลังเกิดเหตุปล้นสะดมและความรุนแรง โดยตำรวจใช้ทั้งแก๊สน้ำตาและกระสุนยางสลายฝูงชน มีรายงานว่าบางพื้นที่มีการยิงกระสุนจริง ขณะที่นายวอลเกอร์ เทิร์ก ข้าหลวงสิทธิมนุษยชนยูเอ็นเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมโดยพลการ.  

นิโคล คิดแมน-คีธ เออร์บัน แยกทางกันแล้ว ปิดฉากชีวิตสมรส 19 ปี

นิโคล คิดแมน-คีธ เออร์บัน แยกทางกันแล้ว ปิดฉากชีวิตสมรส 19 ปี

30 ก.ย. 2568 11:13 น.

นิโคล คิดแมน-คีธ เออร์บัน แยกทางกันแล้ว ปิดฉากชีวิตสมรส 19 ปี

สื่อหลายแห่งรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยอ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวตนว่า นิโคล คิดแมน นักแสดงหญิงเจ้าของรางวัลออสการ์ และ คีธ เออร์บัน นักร้องเพลงคันทรีชื่อดัง ได้ตัดสินใจแยกทางกันแล้ว หลังจากที่ใช้ชีวิตสมรสร่วมกันมานานถึง 19 ปี

เว็บไซต์ TMZ ซึ่งเป็นผู้รายงานข่าวดังกล่าวเป็นคนแรก ระบุว่า คู่รักคนดังคู่นี้ได้เริ่มแยกกันอยู่ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูร้อน โดยเออร์บันได้ย้ายออกจากบ้านพักของครอบครัวในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี และไปซื้อบ้านพักส่วนตัวในเมืองเดียวกัน 

ทั้ง TMZ และนิตยสารพีเพิล ต่างรายงานว่า นิโคล คิดแมน วัย 58 ปี ไม่เห็นด้วยกับการแยกทาง และได้พยายามต่อสู้เพื่อประคับประคองชีวิตสมรสไว้ อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวรอยเตอร์ยังไม่สามารถยืนยันรายงานการแยกทางนี้ได้ ขณะที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์และผู้จัดการส่วนตัวของนักแสดงและนักร้องทั้งสองคนยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นใด ๆ 

คิดแมนและเออร์บัน ซึ่งต่างถือสองสัญชาติคือสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย และเริ่มต้นอาชีพของตนในออสเตรเลีย ได้พบกันในเดือนมกราคมปี 2005 ในงานอีเวนต์ที่ฮอลลีวูดเพื่อโปรโมตประเทศออสเตรเลีย ก่อนจะเข้าพิธีสมรสที่นครซิดนีย์ในปีถัดมา ทั้งคู่มีลูกสาวด้วยกัน 2 คน คือ ซันเดย์ โรส วัย 17 ปี และ เฟธ มาร์กาเร็ต วัย 14 ปี นอกจากนี้ คิดแมนยังมีบุตรบุญธรรมอีก 2 คนจากการแต่งงานครั้งก่อนกับนักแสดง ทอม ครูซ

รายงานของเดอะ ฮอลลีวูด รีพอร์เตอร์ ระบุว่า นิโคล คิดแมน ซึ่งเคยได้รับรางวัลออสการ์จากการรับบท เวอร์จิเนีย วูล์ฟ ในภาพยนตร์เรื่อง “The Hours” ได้โพสต์ภาพคู่กับสามีล่าสุดบนโซเชียลมีเดียเมื่อเดือนมิถุนายน เพื่อฉลองครบรอบวันแต่งงาน ขณะที่ คีธ เออร์บัน วัย 57 ปี ได้โพสต์ภาพของทั้งคู่ล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม หลังจากที่พวกเขาเข้าร่วมงาน Academy of Country Music Awards ปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่เขาได้รับรางวัล ACM Triple Crown

ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา คิดแมนเพิ่งเสร็จสิ้นการถ่ายทำภาพยนตร์ภาคต่อเรื่อง “Practical Magic” ร่วมกับ แซนดร้า บูลล็อก ส่วน เออร์บันอยู่ระหว่างการทัวร์คอนเสิร์ตตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เพื่อสนับสนุนอัลบั้มสตูดิโอชุดที่ 11 ของเขา ชื่อ “High”.

ที่มา  Reuters

ทูตเกาหลีเหนือขึ้นเวที UN ประกาศชัด ไม่ล้มเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์

ทูตเกาหลีเหนือขึ้นเวที UN ประกาศชัด ไม่ล้มเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์

30 ก.ย. 2568 09:47 น.

ทูตเกาหลีเหนือขึ้นเวที UN ประกาศชัด ไม่ล้มเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์

ทูตเกาหลีเหนือขึ้นเวที UN ลั่นไม่ยอมทิ้งนิวเคลียร์ อ้างคานอำนาจคาบสมุทรเกาหลี ซัดซ้อมรบร่วมสหรัฐ-พันธมิตรคือภัยคุกคาม

วันที่ 29 กันยายน 2568 นายคิม ซอน กยอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือ กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ โดยประกาศย้ำจุดยืนแข็งกร้าวว่า เกาหลีเหนือจะไม่มีวันยอมสละอาวุธนิวเคลียร์ โดยอ้างว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาสมดุลอำนาจบนคาบสมุทรเกาหลี ท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติที่เรียกร้องให้เกาหลีเหนือเลิกโครงการนิวเคลียร์มาอย่างยาวนาน 

นายคิมกล่าวว่า ความมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลีอยู่ในภาวะเผชิญความท้าทายร้ายแรงที่สุด ขณะที่สหรัฐ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นยังคงจัดการซ้อมรบร่วมในลักษณะที่เขามองว่าเป็นการยั่วยุและเป็นภัยคุกคามที่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยการซ้อมครั้งล่าสุดถูกระบุว่ามีทั้งขนาด ความถี่ และขอบเขตที่ใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา 

พร้อมกันนี้เขา ย้ำว่าการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว และเป็นสิ่งที่ประเทศจะไม่มีวันยอมละทิ้งอย่างเด็ดขาด.

ตึกหอประชุมรร.อินโดฯพังถล่ม ดับอย่างน้อย 1 ศพ บาดเจ็บ 83 ราย หวั่นเด็กติดใต้ซาก

ตึกหอประชุมรร.อินโดฯพังถล่ม ดับอย่างน้อย 1 ศพ บาดเจ็บ 83 ราย หวั่นเด็กติดใต้ซาก

30 ก.ย. 2568 09:18 น.

ตึกหอประชุมรร.อินโดฯพังถล่ม ดับอย่างน้อย 1 ศพ บาดเจ็บ 83 ราย หวั่นเด็กติดใต้ซาก

เกิดเหตุอาคารหอประชุมโรงเรียน ความสูง 4 ชั้น พังถล่มระหว่างที่นักเรียนกว่า 100 คนกำลังร่วมพิธีละหมาด ส่งผลให้นักเรียนเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 ศพ บาดเจ็บ 83 ราย หลายคนอาการสาหัส และคาดว่ายังมีเด็กนักเรียนอีกหลายสิบชีวิตติดอยู่ใต้ซากอาคาร

วันที่30 กันยายน 2568 สื่อท้องถิ่นของอินโดนีเซียรายงานว่า เกิดเหตุอาคารหอประชุมโรงเรียน ความสูง 4 ชั้น พังถล่มระหว่างที่นักเรียนกว่า 100 คนกำลังร่วมพิธีละหมาด  โดยจุดเกิดเหตุเป็นโรงเรียนประจำ “อัล โคซีนี” ของศาสนาอิสลาม ในเมืองซีโดอาร์โจ จังหวัดชวาตะวันออก 

เจ้าหน้าที่กู้ภัย ตำรวจ และทหาร ระดมกำลังเร่งค้นหา ใช้ทั้งเครื่องจักรหนักและแรงคน ขุดเจาะซากคอนกรีตตลอดทั้งคืน โดยพบว่านักเรียนชายส่วนใหญ่เป็นผู้ประสบเหตุ เนื่องจากนักเรียนหญิงละหมาดแยกต่างหาก

ด้านโฆษกตำรวจชวาตะวันออก ระบุว่า อาคารหอประชุมเดิมมีเพียง 2 ชั้น แต่ถูกต่อเติมเพิ่มเป็น 4 ชั้นเพื่อการเรียนการสอน โดยไม่ได้ขออนุญาตตามกฎหมาย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อาคารไม่แข็งแรงและพังถล่มลงมา

ขณะที่หัวหน้าทีมกู้ภัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันเจ้าหน้าที่สามารถส่งออกซิเจนและน้ำไปถึงเด็ก 3 คนที่ยังมีชีวิตอยู่ใต้ซาก เพื่อช่วยประคับประคองจนกว่าจะนำร่างออกมาได้แต่การปฏิบัติงานเต็มไปด้วยความเสี่ยง เนื่องจากโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กอาจถล่มซ้ำทุกเมื่อ ในขณะที่ครอบครัวนักเรียนต่างเฝ้ารอข่าวดีด้วยใจระทึก ท่ามกลางการค้นหาที่ดำเนินต่อเนื่องแข่งกับเวลา.

อาร์เจนตินาประท้วงเดือด กรณีหญิง 3 คนถูกสังหารถ่ายทอดสดทางโซเชียล

อาร์เจนตินาประท้วงเดือด กรณีหญิง 3 คนถูกสังหารถ่ายทอดสดทางโซเชียล

30 ก.ย. 2568 07:03 น.

อาร์เจนตินาประท้วงเดือด กรณีหญิง 3 คนถูกสังหารถ่ายทอดสดทางโซเชียล

ชาวอาร์เจนตินาจำนวนมากออกมาชุมนุมประท้วงในกรุงบัวโนสไอเรส เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ผู้หญิง 3 คน ที่ถูกแก๊งค้ายาเสพติดลวงไปสังหาร และถ่ายทอดสดบนโลกออนไลน์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 29 ก.ย. 2568 ว่า ผู้ประท้วงหลายพันคนออกมาเดินขบวนตามท้องถนนในกรุงบัวโนสไอเรส เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับหญิงสาว 2 คน และวัยรุ่นหญิงอีก 1 คน ซึ่งถูกทรมานและฆาตกรรมถ่ายทอดสดผ่านโซเชียลมีเดีย สร้างความตกตะลึงไปทั่วประเทศอาร์เจนตินา

ญาติของผู้เสียหายได้ชูป้ายที่มีชื่อของพวกเธอ “ลารา, เบรนด้า, โมเรน่า” และป้ายที่มีรูปภาพของพวกเธอ โดยมีผู้สนับสนุนเดินขนาบข้างขณะที่พวกเขาเดินขบวนไปยังอาคารรัฐสภา

“มันคืออาชญากรรมฆ่าผู้หญิงและยาเสพติด!” “ชีวิตของเราไม่ใช่ของทิ้งขว้าง!” ข้อความบนป้ายและแบนเนอร์ต่างๆ ที่ผู้ประท้วงชู ขณะที่ตีกลองระหว่างการเดินขบวนซึ่งจัดโดยกลุ่มสตรีนิยม

ร่างของ โมเรนา เวอร์ดี (Morena Verdi) กับ เบรนดา เอล กัสติลโญ่ (Brenda del Castillo) ลูกพี่ลูกน้องวัย 20 ปี และ ลารา กูเตียร์เรซ (Lara Gutierrez) วัย 15 ปี ถูกพบฝังอยู่ในสนามหญ้าของบ้านหลังหนึ่งในชานเมืองทางใต้ของบัวโนสไอเรสเมื่อวันพุธที่ 24 ก.ย. หรือราว 5 วันหลังจากที่พวกเธอหายตัวไป

เจ้าหน้าที่ระบุว่า อาชญากรรมครั้งนี้ ซึ่งทีมสืบสวนเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับแก๊งค้ายาเสพติด ถูกถ่ายทอดสดผ่านอินสตาแกรม และมีสมาชิก 45 คนในบัญชีส่วนตัวรับชม

“ผู้หญิงจะต้องได้รับการปกป้องมากกว่าที่เคยเป็น” เลโอเนล เดล กัสติลโญ่ พ่อของเบรนดากล่าวกับผู้สื่อข่าวในการประท้วง โดยก่อนหน้านี้เขาเคยกล่าวว่า เขาไม่สามารถระบุศพลูกสาวของเขาได้เนื่องจากการถูกทำร้ายที่เธอต้องทนรับ

ขณะที่นาย อันโตนิโอ เดล กัสติลโญ่ ปู่ของเบรนดา ถึงกับหลั่งน้ำตา โดยเรียกฆาตกรว่า “พวกกระหายเลือด” “สิ่งที่คุณทำกับพวกเธอ คุณไม่ควรทำกับสัตว์ด้วยซ้ำ” เขากล่าว “ผมหวังว่าความจริงจะถูกเปิดเผย ผมขอให้ประชาชนยืนหยัดเคียงข้างพวกเรา”

เมื่อวันศุกร์ (26 ก.ย.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติ แพทริเซีย บุลริช (Patricia Bullrich) ได้ประกาศจับกุมผู้ต้องสงสัยรายที่ 5 ทำให้ยอดผู้ต้องสงสัยรวมตอนนี้เป็นชาย 3 คนและหญิง 2 คน

เจ้าหน้าที่สืบสวนระบุว่า ผู้เสียหายทั้ง 3 คน ถูกล่อลวงให้ขึ้นรถตู้คันหนึ่งซึ่งพวกเธอเชื่อว่าจะพาไปงานเลี้ยง เมื่อวันที่ 19 ก.ย. โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่จะ “ลงโทษ” พวกเธอฐานละเมิดกฎของแก๊ง และเพื่อใช้เป็นคำเตือนสำหรับคนอื่นๆ

นายฮาเวียร์ อลอนโซ (Javier Alonso) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงของจังหวัดบัวโนสไอเรส กล่าวว่า ตำรวจค้นพบคลิปวิดีโอที่ถ่ายทอดบนอินสตาแกรม หลังจากผู้ต้องขังรายหนึ่งเปิดเผยข้อมูลระหว่างการสอบปากคำ โดยในคลิป หัวหน้าแก๊งคนหนึ่งพูดว่า “นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนที่ขโมยยาเสพติดของฉัน”

ด้านบริษัท เมตา (Meta) บริษัทแม่ของ อินสตาแกรมโต้แย้งว่า การถ่ายทอดสดไม่ได้เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มของพวกเขา โดยโฆษกคนหนึ่งบอกกับสำนักข่าว AFP ว่า “เราไม่พบหลักฐานใดๆ ว่ามีการถ่ายทอดสดบนอินสตาแกรม ทีมงานของเรายังคงให้ความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ในขณะที่พวกเขาสืบสวนอาชญากรรมอันน่าสยดสยองนี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cbsnews

สิงคโปร์พบผู้เสียชีวิตจาก ชิ้นส่วนถุงลมนิรภัยบริษัท “ทาคาตะ” รายแรก

สิงคโปร์พบผู้เสียชีวิตจาก ชิ้นส่วนถุงลมนิรภัยบริษัท “ทาคาตะ” รายแรก

30 ก.ย. 2568 04:26 น.

สิงคโปร์พบผู้เสียชีวิตจาก ชิ้นส่วนถุงลมนิรภัยบริษัท “ทาคาตะ” รายแรก

สิงคโปร์พบผู้เสียชีวิตจากเศษโลหะที่พุ่งออกมาจากถุงลมนิรภัยของบริษัท ทาคาตะ เป็นครั้งแรก หลังจากมีการเรียกคืนทั่วโลกเมื่อ 12 ปีก่อนเนื่องจากปัญหาดังกล่าว

เมื่อวันจันทร์ที่ 29 ก.ย. 2568 ศาลไต่สวนชันสูตรพลิกศพของสิงคโปร์ ยืนยันว่า ชายวัย 57 ปี ซึ่งเสียชีวิตในอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันหลายคันบนทางด่วนสาย “เซเลตาร์” (SLE) เมื่อปี 2565 เสียชีวิตเนื่องจากวัตถุโลหะแปลกปลอมจากพวงมาลัยพุ่งฝังเข้าในศีรษะของเขา หลังถุงลมนิรภัยด้านคนขับทำงาน

นี่ถือเป็นครั้งแรกในสิงคโปร์ที่มีผู้เสียชีวิตจากข้อบกพร่องของถุงลมนิรภัยของบริษัท “ทาคาตะ” (Takata) ซึ่งถูกเรียกคืนทั่วโลกในปี 2556 หลังตรวจพบข้อบกพร่องที่อาจทำให้เศษโลหะพุ่งออกมาเมื่อถุงลมนิรภัยทำงาน โดยมีรายงานว่า ข้อบกพร่องนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 12 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายรายทั่วโลก

ข้อมูลที่เปิดเผยออกมาระหว่างการไต่สวนของศาลระบุว่า จนถึงวันนี้ในสิงคโปร์มีการเรียกคืนรถยนต์ที่ติดตั้งถุงลมนิรภัยเจ้าปัญหาเพื่อการตรวจสอบแล้ว 198,800 คัน และดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว 94%

ทั้งนี้ นายไมเคิล ออง (Michael Ong) กำลังขับรถไปตามทางด่วน SLE เมื่อเวลาประมาณ 8 โมงเช้าของวันที่ 10 ตุลาคม 2565 ก่อนที่เขาจะประสบอุบัติเหตุรถชนต่อเนื่องถึง 6 คัน

รถของนายอองเป็นคันที่ 5 ในเหตุดังกล่าว บนช่องทางเดินรถช่องแรกของถนน 4 ช่องทาง โดยรถคันที่อยู่ข้างหน้าเขาได้ชะลอความเร็วและหลีกเลี่ยงการชนได้สำเร็จ แต่ถูกรถของนายอองพุ่งชนท้าย ทำให้รถคันดังกล่าวพุ่งไปข้างหน้าและชนกับรถคันที่ 3 ในลำดับการชน

แรงกระแทกที่รถของนายอองชนกับรถคันข้างหน้านั้น “ค่อนข้างรุนแรง” และในบรรดารถทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง มีเพียงถุงลมนิรภัยของรถนายอองเท่านั้นที่ทำงาน และไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ เว้นแต่นายอองที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในสภาพหมดสติและหัวใจหยุดเต้นจากบาดแผลรุนแรง ก่อนจะถูกประกาศว่าเสียชีวิตในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้

การชันสูตรพลิกศพพบว่ามีบาดแผลทะลุที่ศีรษะของนายออง และพบวัตถุโลหะขนาดยาว 1.5 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 2.2 ซม. ในบาดแผล ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่า วัตถุนี้พุ่งออกมาในตอนที่ถุงลมนิรภัยระเบิดออกจากพวงมาลัยรถยนต์ และทะลุเข้าสู่ศีรษะของนายอองพอดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์-เนทันยาฮู ตกลงแผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่ ขู่ฮามาสให้ยอมรับ

ทรัมป์-เนทันยาฮู ตกลงแผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่ ขู่ฮามาสให้ยอมรับ

30 ก.ย. 2568 03:42 น.

ทรัมป์-เนทันยาฮู ตกลงแผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่ ขู่ฮามาสให้ยอมรับ

โดนัลด์ ทรัมป์ กับเบนจามิน เนทันยาฮู เห็นชอบแผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่แล้ว พร้อมกดดันให้กลุ่มฮามาสยอมรับข้อเสนอ มิเช่นนั้นจะถูกทำลาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวในงานแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันจันทร์ที่ 29 ก.ย. 2568 ว่า เขาเข้าใกล้ข้อตกลงเพื่อยุติสงครามในฉนวนกาซาแล้ว หลังจากพบปะหารือกับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล โดยทั้งคู่ได้เห็นชอบแผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่ร่วมกันแล้ว แต่ต้องรอความเห็นของกลุ่มฮามาส

แผนสันติภาพดังกล่าวมีทั้งหมด 20 ข้อ ซึ่งหากทุกฝ่ายปฏิบัติตาม มันจะเริ่มจากการหยุดปฏิบัติการทางทหารในทันที และแช่แข็ง “เส้นแนวหน้าการปะทะ” เอาไว้ ณ จุดเดิม

ภายใต้แผนการนี้ กลุ่มฮามาสจะต้องวางอาวุธ และอาวุธสำหรับโจมตีของพวกเขาจะต้องถูกทำลาย นอกจากนั้น ฮามาสจะต้องปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่ที่เหลืออีก 20 คน และคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิตแล้วอีก 28 คน ให้แก่อิสราเอลภายใน 72 ชั่วโมง และเมื่อการปล่อยตัวประกันเสร็จแล้ว อิสราเอลจะปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์หลายร้อยคน

ข้อตกลงระบุด้วยว่า เมื่ออิสราเอลกับฮามาสเห็นชอบข้อเสนอ ความช่วยเหลือเต็มรูปแบบจะถูกส่งเข้าสู่ฉนวนกาซาในทันที

สหรัฐฯ ยังเปิดเผยแผนการของพวกเขาสำหรับการบริหารฉนวนกาซาในอนาคตด้วยว่า คณะกรรมการปาเลสไตน์ที่เป็นนักวิชาการและไม่ฝักใฝ่การเมืองจะเข้ามาบริหารชั่วคราว โดยมีการกำกับดูแลและควบคุมโดยองค์กรเปลี่ยนผ่านระหว่างประเทศชุดใหม่ คือ คณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ซึ่งจะมีนายทรัมป์เป็นประธาน

นายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กับผู้นำคนอื่นๆ ที่จะมีการประกาศในภายหลัง จะเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการบริหารนี้ด้วย ขณะที่กลุ่มฮามาสจะต้องไม่มีบทบาทในการบริหาร “ไม่ว่าจะโดยตรง โดยอ้อม หรือในรูปแบบใดก็ตาม”

ส่วนแผนการที่เหลือ ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่สิ่งที่สหรัฐฯ เรียกว่า “แผนพัฒนาเศรษฐกิจ” เพื่อสร้างฉนวนกาซาขึ้นใหม่ นอกจากนี้ยังระบุว่า อิสราเอลจะไม่ยึดครองหรือผนวกกาซา และกองกำลังของพวกเขาจะทยอยถอนตัวออกจากดินแดนดังกล่าวเป็นระยะตามเวลาที่กำหนด

แผนนี้ยังเปิดช่องทางไปสู่การจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ในท้ายที่สุดอีกด้วย

ทั้งนี้ นายเนทันยาฮูยังเตือนให้กลุ่มฮามาสยอมรับแผนสันติภาพฉบับล่าสุดของสหรัฐฯ นี้ เพราะหากฮามาสปฏิเสธหรือไม่ทำตามแผน อิสราเอลจะจบงานกำจัดกลุ่มฮามาสให้เสร็จสิ้น ขณะที่นายทรัมป์กล่าวว่า ผู้นำอิสราเอลจะได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ เพื่อทำให้สิ่งที่เขาจะต้องทำ หากฮามาสไม่ยอมรับแผนการนี้

ด้านแหล่งข่าวชาวปาเลสไตน์ ซึ่งคุ้นเคยกับการเจรจาหยุดยิงระหว่างกลุ่มฮามาสกับอิสราเอล บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า เจ้าหน้าที่ของกลุ่มฮามาสเพิ่งได้รับข้อเสนอสันติภาพ 20 ข้อของสหรัฐฯ ผ่านเจ้าหน้าที่ของกาตาร์กับอียิปต์ผู้นำหน้าที่เป็นตัวแทนเจรจา แต่ยังไม่มีการเปิดเผยว่า ฮามาสเห็นชอบกับแผนการนี้หรือไม่

ในขณะเดียวกัน นายทรัมป์เปิดเผยว่า นายเนทันยาฮูได้โทรศัพท์หานายกรัฐมนตรีกาตาร์แล้วเพื่อพูดคุยเปิดใจซึ่งกันและกัน โดยมีแหล่งข่าวเปิดเผยว่า นายเนทันยาฮูได้กล่าวขอโทษต่อผู้นำกาตาร์ กรณีที่อิสราเอลโจมตีทางอากาศใส่กรุงโดฮาเมื่อเดือนก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , cnn

ทรัมป์เผย เตรียมตั้งกำแพงภาษี ภาพยนตร์ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ อัตรา 100%

ทรัมป์เผย เตรียมตั้งกำแพงภาษี ภาพยนตร์ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ อัตรา 100%

30 ก.ย. 2568 02:11 น.

ทรัมป์เผย เตรียมตั้งกำแพงภาษี ภาพยนตร์ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ อัตรา 100%

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า เขาเตรียมตั้งกำแพงภาษีภาพยนตร์ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ ทั้งหมด ในอัตรา 100% โดยอ้างว่า ธุรกิจภาพยนตร์สหรัฐฯ กำลังถูกประเทศอื่นๆ ขโมยไป

เมื่อวันจันทร์ที่ 29 ก.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตราสูงถึง 100% จากภาพยนตร์ที่ผลิตในต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งเป็นมาตรการที่ไม่เคยมีมาก่อนและอาจสั่นคลอนรูปแบบธุรกิจระดับโลกของฮอลลีวูด

ความเคลื่อนไหวล่าสุดส่งสัญญาณว่า นายทรัมป์ตั้งใจที่จะขยายมาตรการทางการค้าแบบกีดกันเข้าไปในอุตสาหกรรมด้านวัฒนธรรม ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับสตูดิโอที่ต้องพึ่งพารายได้จากบ็อกซ์ออฟฟิศต่างประเทศและการผลิตร่วมกันข้ามประเทศอย่างมาก

นายทรัมป์ประกาศเรื่องดังกล่าวผ่านโพสต์บน Truth Social โดยอ้างว่า “ธุรกิจการสร้างภาพยนตร์ของเราถูกประเทศอื่นๆ ขโมยไปจากสหรัฐอเมริกา เหมือนกับการแย่งขนมจากเด็กทารก” อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทรัมป์จะใช้อำนาจทางกฎหมายใดในการเรียกเก็บภาษี 100% สำหรับภาพยนตร์ที่ผลิตในต่างประเทศ

ด้านทำเนียบขาวยังไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ขณะที่บริษัทผู้สร้างภาพยนตร์รายใหญ่อย่าง Warner Bros Discovery, Comcast, Paramount Skydance และ Netflix ก็ไม่ได้แสดงความเห็นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ประกาศของนายทรัมป์ทำให้หุ้นของ Netflix ลดลง 1.5% ทันทีในช่วงต้นของการซื้อขาย

ทั้งนี้ นายทรัมป์เสนอแนวคิดเรื่องเก็บภาษีภาพยนตร์ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่เปิดเผยรายละเอียดน้อยมาก จนทำให้ผู้บริหารในอุตสาหกรรมบันเทิงไม่แน่ใจว่า มาตรการนี้จะใช้บังคับกับประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ หรือกับการนำเข้าทั้งหมด

ผู้บริหารสตูดิโอหลายคนบอกกับรอยเตอร์เมื่อต้นปีนี้ว่า พวกเขา “งงงวย” ว่าจะบังคับใช้ภาษีภาพยนตร์ได้อย่างไร เนื่องจากภาพยนตร์สมัยใหม่มักมีการผลิต การจัดหาเงินทุน การตัดต่อหลังการถ่ายทำ และวิชวลเอฟเฟกต์ที่กระจายอยู่ในหลายประเทศ

นักวิเคราะห์ด้านกฎหมายและการค้าต่างออกมาแสดงความกังขาต่อมาตรการนี้ โดยบางคนโต้แย้งว่า ภาพยนตร์เป็นทรัพย์สินทางปัญญารูปแบบหนึ่ง และเป็นส่วนหนึ่งของการค้าบริการทั่วโลก ซึ่งเป็นด้านที่สหรัฐฯ มักจะเกินดุลการค้าเสมอ ทำให้เกิดคำถามเรื่องพื้นฐานทางกฎหมายของการเก็บภาษี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ศาลจีนตัดสินประหารชีวิต 11 สมาชิก “มาเฟียตระกูลหมิง” หัวโจกแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ศาลจีนตัดสินประหารชีวิต 11 สมาชิก “มาเฟียตระกูลหมิง” หัวโจกแก๊งคอลเซ็นเตอร์

30 ก.ย. 2568 00:33 น.

ศาลจีนตัดสินประหารชีวิต 11 สมาชิก “มาเฟียตระกูลหมิง” หัวโจกแก๊งคอลเซ็นเตอร์

(ภาพจาก: Xinhua)

ศาลในประเทศจีนตัดสินประหารชีวิต 11 สมาชิกแก๊ง “มาเฟียตระกูลหมิง” หัวโจกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา และพัวพันคดีอื้อทั้งฉ้อโกง เจตนาฆ่า ยาเสพติด และค้าประเวณี

เมื่อ 29 ก.ย. 2568 ศาลในประเทศจีนมีคำพิพากษาให้ประหารชีวิตสมาชิก 11 คนของแก๊งมาเฟียตระกูลหมิง หัวโจกศูนย์หลอกลวงทางโทรศัพท์ (แก๊งคอลเซ็นเตอร์) ในประเทศเมียนมา นอกจากนั้นยังมีสมาชิกอีก 28 คนถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงข้อหาทำกิจกรรมผิดกฎหมาย

ใน 28 คนนี้ มี 5 คนถูกพิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิตโดยให้รอลงอาญา 2 ปี, 11 คนถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ส่วนที่เหลือได้รับโทษจำคุกตั้งแต่ 5-24 ปี

ตระกูลหมิงทำงานให้กับ 1 ใน 4 ตระกูลที่บริหารเมือง เล่าก์ก่าย อันเงียบสงบในเมียนมา ซึ่งอยู่ใกล้ชายแดนติดกับประเทศจีน และได้เปลี่ยนเมืองนี้ให้เป็นศูนย์กลางสำหรับการพนัน ยาเสพติด และแก๊งคอลเซ็นเตอร์

สุดท้าย เมียนมาก็ดำเนินการปราบปรามศูนย์หลอกลวงดังกล่าวในปี 2566 และจับกุมสมาชิกตระกูลหมิงได้หลายสิบคน ก่อนจะส่งตัวพวกเขาให้แก่ทางการจีน

ระหว่างการไต่สวน ศาลของจีนพบว่า ตระกูลหมิงและกลุ่มอาชญากรรมอื่นๆ มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางอาญา ซึ่งรวมถึงการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม บ่อนการพนันผิดกฎหมาย การค้ายาเสพติด และการค้าประเวณี มาตั้งแต่ปี 2558 แล้ว โดยบ่อนและการหลอกลวงของพวกเขา ทำเงินมากกว่า 1 หมื่นล้านหยวน

ก่อนหน้านี้เคยมีการประมาณการว่า บ่อนการพนันของแต่ละตระกูลใน 4 ตระกูลดังกล่าวนั้นมีเงินหมุนเวียนหลายพันล้านดอลลาร์ในแต่ละปี

ศาลยังพบด้วยว่าตระกูลหมิงและกลุ่มอาชญากรรมอื่นๆ มีส่วนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของพนักงานศูนย์หลอกลวงหลายคน รวมถึงการยิงพนักงานในเหตุการณ์หนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขากลับไปยังประเทศจีน

ทั้งนี้ ในตอนแรกบ่อนในเมืองเล่าก์ก่าย ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์จากความต้องการเล่นพนันของชาวจีน เนื่องจากการพนันเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศจีนและประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ อีกหลายประเทศ ก่อนที่บ่อนจะพัฒนาไปเป็นฉากหน้าที่มีกำไรงามสำหรับการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และศูนย์หลอกลวงทางโทรศัพท์อีกหลายสิบแห่ง

สหประชาชาติเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองเล่าก์ก่ายว่า “scamdemic” (การระบาดของการหลอกลวง) ซึ่งทำให้มีชาวต่างชาติมากกว่า 100,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ถูกล่อลวงไปยังศูนย์ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถูกกักขังและบีบบังคับให้ทำงานเป็นเวลานาน เพื่อทำการฉ้อโกงออนไลน์ที่มีความซับซ้อน โดยมีเป้าหมายที่เหยื่อทั่วโลก

ตระกูลหมิง เคยเป็นหนึ่งในตระกูลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในรัฐฉานของเมียนมา และบริหารศูนย์หลอกลวงทางโทรศัพท์ในเล่าก์ก่าย ซึ่งมีพนักงานอย่างน้อย 10,000 คน สถานที่ที่ฉาวโฉ่ที่สุดคืออาคารชุดที่รู้จักกันในชื่อ “Crouching Tiger Villa” (คฤหาสน์เสือหมอบ) ซึ่งพนักงานถูกทำร้ายและทรมานเป็นประจำ

จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีก่อน กลุ่มพันธมิตรกบฏเปิดฉากโจมตีและขับไล่กองทัพรัฐบาลเมียนมาออกจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐฉาน และเข้ายึดเมืองเล่าก์ก่าย โดยที่เชื่อกันว่า จีน ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อกลุ่มเหล่านี้ เป็นผู้อนุญาตให้มีการก่อการนี้

มีรายงานว่า หมิง เซวี่ยฉาง (Ming Xuechang) หัวหน้าตระกูลได้จบชีวิตตัวเอง ส่วนสมาชิกคนอื่นๆ ในตระกูลถูกส่งตัวให้กับทางการจีนแล้ว และบางคนสารภาพด้วยความสำนึกผิด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไต้ฝุ่น “บัวลอย” คร่าแล้ว 40 ศพในเวียดนาม-ฟิลิปปินส์ คนอพยพนับแสน

ไต้ฝุ่น “บัวลอย” คร่าแล้ว 40 ศพในเวียดนาม-ฟิลิปปินส์ คนอพยพนับแสน

29 ก.ย. 2568 22:30 น.

ไต้ฝุ่น “บัวลอย” คร่าแล้ว 40 ศพในเวียดนาม-ฟิลิปปินส์ คนอพยพนับแสน

ไต้ฝุ่น บัวลอย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 40 ศพในเวียดนามกับฟิลิปปินส์ ก่อนจะอ่อนกำลังลงและเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศลาว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ไต้ฝุ่น “บัวลอย” ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 40 ศพ ในประเทศเวียดนามกับฟิลิปปินส์ และสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนจำนวนมาก ก่อนที่พายุจะอ่อนกำลังลง และเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว ในวันจันทร์ที่ 29 ก.ย. 2568

ไต้ฝุ่นบัวลอยพัดถล่มเกาะเล็กๆ ตอนกลางของฟิลิปปินส์เมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้ต้นไม้และเสาไฟฟ้าหักโค่น นอกจากนั้นยังทำให้เกิดน้ำท่วมบีบให้ประชาชนมากกว่า 400,000 คนต้องอพยพ

สำนักงานป้องกันพลเรือนของฟิลิปปินส์เปิดเผยในวันจันทร์ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากอิทธิพลของพายุลูกนี้เพิ่มขึ้นเป็น 27 ศพแล้ว โดยสาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่มาจากการจมน้ำ หรือถูกซากปรักหักพังตกใส่

ส่วนที่เวียดนาม พายุบัวลอยเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งเมื่อกลางดึกวันอาทิตย์ ทำให้เกิดลมกระโชกแรงความเร็วถึง 130 กม./ชม. โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดการภัยพิบัติของเวียดนามอัพเดตข้อมูลผ่านเว็บไซต์ในวันจันทร์ ว่าไต้ฝุ่นลูกนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 13 ศพ และเจ้าหน้าที่กำลังค้นหาผู้สูญหายอีก 20 คน

ผู้เคราะห์ร้าย 9 รายเสียชีวิตในเหตุลมหมุนที่เกิดจากพายุไต้ฝุ่นที่พัดผ่านจังหวัด นิงบิ่ญ ทางเหนือของเวียดนามเมื่อเช้าวันจันทร์ นอกจากนั้นยังมีผู้เสียชีวิตอีก 1 ศพในจังหวัดเว้ และอีก 1 คนในจังหวัดแทงฮว้า ส่วนผู้สูญหายรวมถึงนักประมง 9 คนที่เรือประมงหายไปในทะเลเมื่อคืนวันอาทิตย์

พายุยังทำให้บ้านเรือนมากกว่า 44,200 หลังในเวียดนามได้รับความเสียหายหลากหลายระดับ รวมถึงหลังคาถูกลมพัดพาไป และมีบ้านอีก 800 หลังถูกน้ำท่วม เช่นเดียวกับพื้นที่เพาะปลูกขนาดเกือบ 6,000 เฮกตาร์

กระทรวงสิ่งแวดล้อมของเวียดนามระบุว่า มีผู้คนมากกว่า 53,000 คนถูกอพยพไปยังโรงเรียนและศูนย์การแพทย์ที่ถูกดัดแปลงเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวก่อนที่บัวลอยจะพัดถล่ม

ขณะที่สนามบินภายในประเทศ 4 แห่ง และส่วนหนึ่งของทางหลวงแห่งชาติถูกปิดในวันจันทร์ ส่งผลให้เที่ยวบินมากกว่า 180 เที่ยวบินถูกยกเลิกหรือล่าช้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna