สมชัย ลบโพสต์ทันควัน! หลังถูกเตือนปมบาร์โค้ด ส่อเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

สมชัย ลบโพสต์ทันควัน! หลังถูกเตือนปมบาร์โค้ด ส่อเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

สมชัย ลบโพสต์ทันควัน! หลังถูกเตือนปมบาร์โค้ด ส่อเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.11 น.

“สมชัย”ลบโพสต์ทันควัน! คำถาม”ปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” หลังถูกเตือนส่อเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล ยันรับทราบ รับปฏิบัติ

20 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่มีการเผยแพร่ข่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือแจ้งเตือนไปยัง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.และ นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที กรณีโพสต์ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้ร้องเรียนในคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งได้จัดทำคำชี้แจงยื่นมายังศาลรัฐธรรมนูญนั้น (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ศาล รธน.เตือน สมชัย-ธนารัตน์ ระวังโพสต์ประเด็นไต่สวนปมบาร์โค้ด ส่อเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล)

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” ของนายสมชัย ก็ได้โพสต์ภาพเอกสารข่าวดังกล่าวของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมระบุข้อความว่า “รับทราบ รับปฏิบัติครับ ได้แก้ไข โดยลบโพสต์ในอดีตทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อย โปรดงดวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ในคอมเมนท์ด้วย”

ศาล รธน.เตือน สมชัย-ธนารัตน์ ระวังโพสต์ประเด็นไต่สวนปมบาร์โค้ด ส่อเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

ศาล รธน.เตือน สมชัย-ธนารัตน์ ระวังโพสต์ประเด็นไต่สวนปมบาร์โค้ด ส่อเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

ศาล รธน.เตือน สมชัย-ธนารัตน์ ระวังโพสต์ประเด็นไต่สวนปมบาร์โค้ด ส่อเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.04 น.

ศาล รธน.ส่งหนังสือเตือน”สมชัย-ธนารัตน์” ระวังโพสต์ประเด็นไต่สวนปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ส่อเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

20 พฤษภาคม 2569 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งว่า ตามที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 มีบุคคลทำการเผยแพร่เอกสาร ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้ร้องเรียนในเรื่องพิจารณาที่ ต.30/2569 จัดทำความเห็นเป็นหนังสือยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญในสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก และมีการแสดงความคิดเห็นในโพสเฟซบุ๊กชื่อ “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” (https://www.facebook.com/somchaivision) และเฟซบุ๊กชื่อ “Thanarat Kuawattanaphan” (https://www.facebook.com/earthchie) นั้น

สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีหนังสือแจ้งให้บุคคลที่ทำการเผยแพร่เอกสารข้างต้น ทราบแล้วว่ากรณีนี้เป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การกระทำดังกล่าวอาจกระทบต่อกระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ควรระมัดระวังการกระทำให้อยู่ภายใต้กรอบของเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็นตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ เพื่อมิให้เป็นการกระทำที่เข้าข่ายตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 38 และข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2562 ข้อ 10

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสาระสำคัญของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 38 กำหนดว่าศาลมีอำนาจรักษาความสงบเรียบร้อยของการพิจารณาคดีในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลที่เข้ามาหรือจะเข้ามาในที่ทำการศาล หรือบริเวณที่ทำการศาล หรือเข้าฟังการไต่สวนของศาล หรือในกรณีมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนศาลอาจมีคำสั่งให้บุคคลใด หรือกลุ่มบุคคลใดกระทำการ หรืองดเว้นกระทำการเพื่อให้การพิจารณาคดีดำเนินไปโดยสงบเรียบร้อยและรวดเร็ว

ส่วนสาระสำคัญของข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2562 ข้อ 10 กำหนดว่าห้ามมิให้ผู้ใดบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายตามคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของศาลหรือวิจารณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของศาลโดยไม่สุจริตหรือใช้ถ้อยคำหรือมีความหมายหยาบคาย เสียดสี ปลุกปั่น ยุยง หรืออาฆาตมาดร้าย

โดยข้อ 11 ระบุว่าผู้ใดฝ่าฝืนข้อกำหนดหรือคำสั่งของศาลตามข้อ 10 ให้ถือว่าเป็นการละเมิดอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 39

นายกฯ ปัดตอบ ปม ศิริกัญญา จับโป๊ะรัฐบาลสอดไส้ใช้เงินกู้

นายกฯ ปัดตอบ ปม ศิริกัญญา จับโป๊ะรัฐบาลสอดไส้ใช้เงินกู้

นายกฯ ปัดตอบ ปม ศิริกัญญา จับโป๊ะรัฐบาลสอดไส้ใช้เงินกู้

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.45 น.

“นายกฯ”เผยภาพรวมประชุม สมช.”โอเคทุกอย่าง” ไม่ตอบปม”ศิริกัญญา”จับโป๊ะรัฐบาลสอดไส้ใช้เงินกู้กับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

20 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 16.20 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางออกจากที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก่อนเวลา โดยให้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมต่อ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ระบุว่ารัฐบาลสอดไส้ใช้เงินกู้กับโครงการประจำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นายกฯ กล่าวเพียงว่า ให้ไปถาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งขณะนี้กำลังประชุม เดี๋ยวก็ลงมา

ส่วนภาพรวมการประชุม สมช.เป็นไปด้วยดีใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ดีมากครับ โอเคทุกอย่าง”

รัฐบาลมาถูกทาง! นักวิชาการ เจาะลึกโครงการไทยช่วยไทยพลัส

รัฐบาลมาถูกทาง! นักวิชาการ เจาะลึกโครงการไทยช่วยไทยพลัส

รัฐบาลมาถูกทาง! นักวิชาการ เจาะลึกโครงการไทยช่วยไทยพลัส

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.37 น.

นักวิชาการเจาะลึกโครงการไทยช่วยไทยพลัส ชี้รัฐบาลมาถูกทาง เร่งช่วยเหลือประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจไทย ชมรัฐบาลอ่านขาด ไม่ยึดเลข GDP แต่มองความเป็นจริง

20 พฤษภาคม 2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้ความเห็นต่อโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” หรือมาตรการเติมวงเงินบัตรสวัสดิการและคนละครึ่งพลัส 60/40 ที่รัฐบาลเตรียมเริ่มใช้ในเดือนมิถุนายนนี้ ว่า แม้นโยบายลักษณะดังกล่าวอาจถูกมองในทางการเมืองเช่นเดียวกับมาตรการแจกเงินของรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา แต่หากมองผ่านมุมเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ จะพบว่านี่คือ “เกมประคองประเทศ” ท่ามกลางช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความผันผวนรุนแรงที่สุดระลอกหนึ่งในรอบหลายปี

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า โลกในปัจจุบันไม่ได้เผชิญเพียงปัญหาเงินเฟ้อ แต่กำลังเผชิญ “สงครามต้นทุนชีวิต” ทั้งจากราคาพลังงาน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงแรงกระแทกจากเศรษฐกิจมหาอำนาจที่ส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนระดับฐานรากโดยตรง ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ รัฐที่ดีไม่ใช่รัฐที่ยืนมองประชาชนเผชิญปัญหาอยู่ข้างสนาม แต่คือรัฐที่ลงมาอยู่ในสนามเดียวกับประชาชน เข้าใจปัญหาและเข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

“สิ่งที่น่าสนใจของไทยช่วยไทย พลัส ไม่ได้อยู่แค่ตัวเลข 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน แต่อยู่ที่ปรัชญาเบื้องหลังนโยบาย ที่พยายามเปลี่ยนจากรัฐแจกเงินแบบเดิม ไปสู่รัฐที่ออกแบบการฟื้นเศรษฐกิจร่วมกับประชาชน” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว

พร้อมอธิบายว่า โมเดลร่วมจ่าย 60/40 ซึ่งรัฐช่วย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% ถือเป็นแนวคิดที่มีความน่าสนใจในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง เพราะทำให้ประชาชนไม่ได้อยู่ในสถานะ “ผู้รอรับ” เพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็น “หุ้นส่วน” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกับภาครัฐ เป็นการสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบร่วมกันต่อประเทศในช่วงวิกฤต

ผศ.ดร.เชษฐา ระบุว่า จุดแข็งสำคัญของนโยบายประเภทนี้ คือเม็ดเงินที่ลงไปถึงคนระดับฐานรากมักถูกใช้จ่ายทันที ไม่ได้ถูกเก็บไว้ในระบบออมทรัพย์ แต่จะหมุนเข้าสู่ร้านอาหารตามสั่ง ร้านโชห่วย ตลาดสด ร้านกาแฟขนาดเล็ก หรือบริการในชุมชนต่าง ๆ ทำให้เงินสามารถหมุนเวียนต่อในระบบเศรษฐกิจได้หลายรอบ และช่วยพยุงผู้ประกอบการรายย่อยในช่วงที่กำลังซื้อชะลอตัว

นอกจากนี้ ยังมองว่าโครงการดังกล่าวสะท้อนภาพ “รัฐดิจิทัลแบบไทย” ได้อย่างชัดเจน เพราะแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” กำลังพัฒนาไปไกลกว่าแค่แอปใช้จ่ายเงิน แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของรัฐ ทั้งในฐานะกระเป๋าเงินดิจิทัล ฐานข้อมูลเศรษฐกิจ และเครื่องมือบริหารนโยบายแบบ Real-time

“รัฐไทยกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านจากระบบราชการยุคแฟ้มเอกสาร ไปสู่รัฐอัลกอริทึมสมัยใหม่ ซึ่งหลายประเทศกำลังพยายามทำ แต่ไทยกลับเดินมาได้ไกลกว่าที่หลายคนคิด” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.เชษฐา เห็นว่า โจทย์สำคัญต่อจากนี้ คือการออกแบบให้เม็ดเงินสามารถหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้มากที่สุด ไม่ใช่เพียงช่วยระยะสั้น แต่ต้องสามารถสร้างงาน พยุงเอสเอ็มอี และกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนได้จริง โดยเสนอว่า รัฐบาลอาจพิจารณาเพิ่มแรงจูงใจพิเศษ หากประชาชนนำสิทธิไปใช้กับร้านค้าชุมชน วิสาหกิจท้องถิ่น หรือผู้ประกอบการไทยรายเล็ก เพื่อป้องกันไม่ให้เม็ดเงินกระจุกตัวอยู่เฉพาะห้างค้าปลีกหรือแพลตฟอร์มออนไลน์รายใหญ่

รวมถึงเสนอให้รัฐใช้ AI และ Big Data วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่ายแบบรายพื้นที่ เพื่อออกแบบมาตรการเฉพาะจุดในอนาคต แทนการใช้นโยบายแบบหว่านทั้งประเทศ โดยมองว่าในโลกยุคใหม่ 

“นโยบายที่ดี ไม่ใช่นโยบายที่เสียงดังที่สุด แต่คือนโยบายที่แม่นยำที่สุด”

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ “ไทยช่วยไทย พลัส” อาจไม่ใช่นโยบายที่เปลี่ยนประเทศได้ในชั่วข้ามคืน แต่กำลังส่งสัญญาณสำคัญว่า รัฐบาลไทยเริ่มเข้าใจแล้วว่า ในยุคที่เศรษฐกิจโลกผันผวนหนัก ความแข็งแรงของประเทศไม่ได้วัดกันเพียงตัวเลข GDP แต่ต้องวัดจากความสามารถของรัฐในการยื่นมือเข้าช่วยเหลือประชาชนได้รวดเร็วเพียงใด ในวันที่คนตัวเล็กกำลังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพอย่างหนัก

นายกฯประชุมสมช. ด้าน ไชยชนก เผยถก 3 วาระลับ/ไทย-กัมพูชา

นายกฯประชุมสมช. ด้าน ไชยชนก เผยถก 3 วาระลับ/ไทย-กัมพูชา

นายกฯประชุมสมช. ด้าน ไชยชนก เผยถก 3 วาระลับ/ไทย-กัมพูชา

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.29 น.

20 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 15.07 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 3/2569 โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง , นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ , นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ , พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม , นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ปลัดกระทรวงกลาโหม และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เข้าร่วมด้วย

โดยก่อนการประชุมผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายไชยชนก ถึงวาระการประชุมในวันนี้มีวาระอะไรบ้าง โดยนายไชยชนก กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “มี 3 วาระ แต่เป็นความลับ ต้องรอให้การประชุมเสร็จก่อน แล้วนายกฯ จะเป็นผู้แถลง” เมื่อถามว่า ในที่ประชุมมีวาระเรื่องไทย-มาเลเซีย และไทย-กัมพูชา หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า “มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องไทย-กัมพูชา

พรรคส้ม ร้อน! อัดรัฐบาลกระทำการมิบังควร

พรรคส้ม ร้อน! อัดรัฐบาลกระทำการมิบังควร

พรรคส้ม ร้อน! อัดรัฐบาลกระทำการมิบังควร

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.26 น.

20 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “พรรคประชาชน – People’s Party” โพสต์ข้อความระบุว่า [ รัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ]

ในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อเตรียมรับมือภัยแล้งปี 2569 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นกลไกปกติของรัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายและมาตรการรับมือวิกฤตตามฤดูกาล

แต่สิ่งที่ไม่ปกติและแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือการปรากฏตัวของคณะองคมนตรีหลายท่าน ได้แก่ พลากร สุวรรณรัฐ, พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ, พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา, พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ, พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท, พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง และเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อ “ให้กำลังใจและคำแนะนำ” ในการรับมือภัยแล้งครั้งนี้

มองเผินๆ นี่อาจดูเหมือนความห่วงใยต่อประชาชนในยามวิกฤต แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่องคมนตรีเข้า “คลุกวงใน” กับการทำงานของฝ่ายบริหารอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ ชวนให้ตั้งคำถามสำคัญถึงความเหมาะสมในทางหลักการ

ตามหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง เพื่อรักษาความเป็นกลางและเสถียรภาพของสถาบันโดยไม่ทรงเข้ามาข้องเกี่ยวโดยตรงกับอำนาจบริหาร

ขณะที่องคมนตรี ซึ่งมีขอบเขตหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญชัดเจนว่าเป็นผู้ถวายคำปรึกษาต่อพระมหากษัตริย์ ย่อมต้องวางตัวเป็นกลางเพื่อรักษาดุลยภาพนั้น และต้องไม่มีบทบาททางการเมืองเด่นชัดต่อสาธารณะอันอาจถูกตีความได้ว่าเป็นการแทรกแซงฝ่ายบริหาร

ในความเป็นจริง เส้นแบ่งระหว่างการ “ให้คำแนะนำ” กับ “การมีอิทธิพลต่อการบริหารราชการแผ่นดิน” นั้นบางเบาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในบริบทสังคมไทย “คำแนะนำ” จากผู้สวมหัวโขนที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ย่อมถูกปฏิเสธได้ยาก และมักได้รับน้ำหนักเหนือกว่าข้อสั่งการหรือแนวนโยบายของผู้ปฏิบัติงานจริงที่หน้างาน

คำถามสำคัญคือ รัฐบาลและข้าราชการในที่ประชุม บกปภ.ช. จะสามารถปฏิเสธหรือตั้งคำถามต่อ “คำแนะนำ” เหล่านั้นได้จริงหรือ? ในทางปฏิบัติคงเป็นไปได้ยากยิ่ง และนี่คือเหตุผลว่าทำไมองคมนตรีจึงไม่ควรเข้าร่วมประชุมสำคัญของฝ่ายบริหาร เพราะหน่วยงานรัฐจำเป็นต้องรับคำแนะนำเหล่านั้นแทบทั้งหมดไปปฏิบัติโดยอัตโนมัติ

และที่สำคัญที่สุดคือหลักความรับผิดรับชอบ (Accountability) ในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลคือฝ่ายที่ประชาชนเลือกเข้ามา มีหน้าที่ใช้อำนาจบริหารและต้องรับผิดชอบต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวผ่านกลไกตรวจสอบของรัฐสภา ต่างจากองคมนตรีที่มีที่มาจากการแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย และไม่มีกลไกที่จะต้องรับผิดชอบทางการเมืองหรือกฎหมายต่อสาธารณะ

หาก “คำแนะนำ” เหล่านั้นถูกนำไปปฏิบัติแล้วเกิดความล้มเหลว สังคมจะสามารถเรียกหาความรับผิดชอบจากผู้ให้คำแนะนำได้หรือไม่? หรือสุดท้ายรัฐบาลต้องเป็นผู้แบกรับแทน?

พรรคประชาชนเห็นว่ารัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การปล่อยให้เกิดสภาวะเช่นนี้รังแต่จะสร้างความสับสนว่า ใครคือผู้บริหารประเทศตัวจริง ระหว่างผู้ที่ประชาชนเลือกเข้ามา หรือผู้ที่ไม่มีสถานะทางการเมืองโดยตรงแต่มีบทบาทในกระบวนการบริหารอย่างต่อเนื่อง

ไม่มีใครปฏิเสธความปรารถนาดีต่อประชาชน แต่ในระบอบประชาธิปไตย “ความหวังดี” ต้องอยู่บนฐานของความถูกต้องตามหลักการ

องคมนตรีจึงต้องวางตัวอย่างระมัดระวังที่สุด ไม่ให้ “คำแนะนำ” กลายสภาพเป็น “ข้อสั่งการ” โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประชาชนนับล้าน ซึ่งสมควรเป็นหน้าที่และการตัดสินใจของฝ่ายบริหารที่จะต้องรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

อธิบดีปกครอง สั่งเด้งกราวรูด 5 เจ้าหน้าที่ภูเก็ต ช่วยราชการส่วนกลาง เซ่นปมส่วยหาดป่าตอง

อธิบดีปกครอง สั่งเด้งกราวรูด 5 เจ้าหน้าที่ภูเก็ต ช่วยราชการส่วนกลาง เซ่นปมส่วยหาดป่าตอง

อธิบดีปกครอง สั่งเด้งกราวรูด 5 เจ้าหน้าที่ภูเก็ต ช่วยราชการส่วนกลาง เซ่นปมส่วยหาดป่าตอง

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

อธิบดีปกครอง สั่งเด้งกราวรูด ปลัดจังหวัด-นอภ.-ป้องกันจว. 5รายในจ.ภูเก็ต มาช่วยราชการส่วนกลาง เปิดทางสอบข้อเท็จจริง ป้องยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน เซ่นพิษปม สถานบันเทิง-ปชช. ในพื้นที่แสดงจุดยืนต้านส่วย ร้องรัฐแก้ปัญหา ใบอนุญาต-รีดไถ เด้งรับนโยบาย อนุทิน ล้างบาง ผู้มีอิทธิพล 

เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้มีคำสั่งกรมการปกครอง ที่ 1512/2569 เรื่อง ให้ข้าราชการช่วยราชการ โดยระบุว่า ตามที่ปรากฏข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กรณีการร้องเรียนของประชาชนและตัวแทนผู้ประกอบการสถานบันเทิงในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกระทรวงมหาดไทยและกรมการปกครอง รวมถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อหน่วยงานราชการนั้น

เพื่อประโยชน์ของทางราชการ และเพื่อให้กระบวนการสืบสวนข้อเท็จจริงเป็นไปโดยรวดเร็ว สร้างความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และลดผลกระทบจากสถานการณ์ในพื้นที่ อาศัยอำนาจตามมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงมีคำสั่งให้ข้าราชการช่วยราชการที่กรมการปกครองเป็นการประจำ จำนวน 5 ราย ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 24 มิถุนายน 2569 ดังนี้

1. นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต ให้ช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง ทำหน้าที่ให้คำแนะนำด้านการฝึกอบรม ติดตาม ประเมินผล และรายงานผลเกี่ยวกับการพัฒนาข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง และพนักงานฝ่ายปกครอง รวมถึงสนับสนุนงานหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

2. นายศิวัชฐ์ ระวังกุล นายอำเภอเมืองภูเก็ต ให้ช่วยราชการที่สำนักบริหารการปกครองท้องที่ กรมการปกครอง ทำหน้าที่ให้คำแนะนำด้านการบริหารและพัฒนาการปกครองท้องที่ รวมถึงการปฏิบัติงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และคณะกรรมการหมู่บ้าน

3. นางสาววิไลลักษณ์ เรืองผล นายอำเภอถลาง ให้ช่วยราชการที่กองวิชาการและแผนงาน กรมการปกครอง ทำหน้าที่ให้คำแนะนำ เสนอแนะนโยบาย จัดทำแผน มาตรการ ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติราชการของกรมการปกครอง

4. นายอัครพล สุทธิรักษ์ จิตต์สุภาพ นายอำเภอกะทู้ ให้ช่วยราชการที่กองการสื่อสาร กรมการปกครอง ทำหน้าที่ให้คำแนะนำด้านการสื่อสารระหว่างจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน รวมถึงสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

5. นายดนัย สุขสกุล ป้องกันจังหวัดภูเก็ต ให้ช่วยราชการที่สำนักงานเลขานุการกรม กรมการปกครอง ทำหน้าที่ช่วยอำนวยการด้านงานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่กิจกรรมของกรม รวมถึงสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากอธิบดีกรมการปกครองไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ทั้ง 5 ราย เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน หลังผู้ประกอบการและพนักงานสถานบันเทิงในพื้นที่ซอยบางลา หาดป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต รวมตัวแสดงจุดยืนคัดค้านการรีดไถและการเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาการขอใบอนุญาตประกอบกิจการ และสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่

ทั้งยังสอดรับกับกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามการแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพลบุกรุกพื้นที่สาธารณะหาดฟรีดอม จ.ภูเก็ต  เมื่อวันที่ 10 พค.ที่ผ่านมา โดยต้องการให้มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบด้วย

เปิดโผนักการเมือง เปิดกรุนาฬิกา มูลค่าแพงระยับ อัปเดตล่าสุดใครครองแชมป์?

เปิดโผนักการเมือง เปิดกรุนาฬิกา มูลค่าแพงระยับ อัปเดตล่าสุดใครครองแชมป์?

เปิดโผนักการเมือง เปิดกรุนาฬิกา มูลค่าแพงระยับ อัปเดตล่าสุดใครครองแชมป์?

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.33 น.

วงการการเมืองไทยนั้นไม่เคยสิ้นไร้สีสัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวาทกรรมหรือนโยบายเด็ดๆ แต่สิ่งที่กลายเป็น “วาระแห่งชาติ” ทุกยุคสมัยคือไอเทมแฟชั่นบนเรือนร่างของบรรดานักการเมืองระดับบิ๊กเนม โดยเฉพาะ “นาฬิกาข้อมือ” ที่มักจะเป็นจุดโฟกัสสายตาของนักสืบโซเชียลอยู่เสมอ เพราะเครื่องบอกเวลาบนข้อมือไม่ได้มีไว้แค่ดูเวลา แต่ยังสะท้อนถึงความมั่งคั่งที่บางเรือนมีมูลค่าสูงกว่าคฤหาสน์เสียอีก!

อันดับ 1 ทักษิณ ชินวัตร ภาพจำหลักร้อยล้าน หากจะพูดถึงความสุดทางด้านมูลค่าเรือนเดี่ยว นาทีนี้ไม่มีใครล้มแชมป์อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้อย่างแน่นอน ข้อมูลนี้ไม่ได้มาจากการยื่น ป.ป.ช. ในอดีต แต่มาจากเหตุการณ์ที่ท่านเดินทางกลับสู่แผ่นดินไทยเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2566 สิ่งที่สะดุดตาผู้เชี่ยวชาญด้านนาฬิกาทั่วโลกคือ Patek Philippe รุ่น Grandmaster Chime Ref. 6300G บนข้อมือ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นนาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อนที่สุดในโลกและผลิตจำนวนจำกัด สนนราคาป้ายอาจจะอยู่ที่ราวร้อยล้านบาท แต่มูลค่าการซื้อขายจริงในตลาดนักสะสมพุ่งทะยานไปแตะระดับ 200 – 300 ล้านบาท เรียกว่าเป็นที่สุดของความหรูหราแห่งยุค

อันดับ 2 แพทองธาร ชินวัตร กรุสมบัติ 162 ล้านบาท อัปเดตล่าสุดปี 2567 ตามมาติดๆ กับข้อมูลที่เพิ่งเปิดเผยล่าสุดในปี 2567 ของนายกรัฐมนตรีหญิง แพทองธาร ชินวัตร ทันทีที่ ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินตอนเข้ารับตำแหน่ง จุดที่สร้างความฮือฮาสุดๆ คือเธอครอบครองนาฬิกาหรูมากถึง 75 เรือน รวมมูลค่าสูงถึง 162 ล้านบาท! เจาะลึกลงไปจะพบว่าแบรนด์ลูกรักของเธอคือ Patek Philippe ที่มีถึง 29 เรือน ร่วมด้วย Audemars Piguet และ Rolex ถือเป็นกรุนาฬิกานักการเมืองที่มูลค่ารวมสูงที่สุดเท่าที่มีการยื่นทรัพย์สินในปัจจุบัน

อันดับ 3 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จุดเริ่มต้นเทรนด์นักสืบนาฬิกาปี 2560 แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงปลายปี 2560 โดยเริ่มต้นจากแสงแดดแยงตาจน “บิ๊กป้อม” ต้องยกมือขึ้นบัง เผยให้เห็นนาฬิกา Richard Mille RM 029 ราคาในขณะนั้นถูกประเมินไว้ที่ราวๆ 3.5 – 4 ล้านบาท ก่อนที่ชาวเน็ตจะขุดพบนาฬิกาหรูสลับสับเปลี่ยนกันใส่กว่า 20 เรือน มูลค่ารวมในตลาดตอนนั้นสูงหลายสิบล้านบาท นำไปสู่วลีระดับตำนาน “ยืมเพื่อนมา” ที่ยังคงถูกหยิบยกมาพูดถึงจนถึงปัจจุบัน

อันดับ 4 พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีตแชมป์กรุนาฬิกา 40 ล้าน หากย้อนกลับไปดูข้อมูลเชิงลึกจากสำนักข่าวอิศราที่เคยรวบรวมสถิติไว้ในปี 2560 ตำแหน่งแชมป์นักการเมืองที่มีมูลค่านาฬิกาสูงสุดจากการยื่น ป.ป.ช. ในยุคก่อนหน้านั้น ตกเป็นของ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก โดยแจ้งครอบครองนาฬิกา 10 เรือน มูลค่ารวม 40 ล้านบาท (เฉลี่ยเรือนละ 4 ล้านบาท) แม้จะเป็นข้อมูลในอดีต แต่ก็เป็นบรรทัดฐานที่ทำให้เห็นว่าความหรูหราคู่ข้อมือกับการเมืองไทยนั้นมีมาอย่างยาวนาน

อันดับ 5  สุชาติ ชมกลิ่น ไวรัลล่าสุดชาวเน็ตโฟกัสผิดจุด วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เมื่อภาพการแถลงข่าวของนายสุชาติ ชมกลิ่น กลายเป็นไวรัลที่ทำเอาหลุดโฟกัสกันทั้งโซเชียล โดยจังหวะที่เจ้าตัวพนมมือไหว้ขอโทษผู้สื่อข่าวหลังเกิดกรณีปะทะคารมพร้อมวลีฮิต “มึงรู้จักกูน้อยไป” เพจเฟซบุ๊ค iremixbeer ได้ตั้งข้อสังเกตและถอดรหัสไอเทมบนข้อมือว่าอาจเป็น Patek Philippe รุ่น Chronograph 40mm Stainless Steel, Blue Dial (Ref. 5980/1A-001) ซึ่งนาฬิกาหน้าปัดน้ำเงินสุดแรร์เรือนนี้ ถูกประเมินราคาซื้อขายในตลาดว่าอาจพุ่งสูงถึงประมาณ 4,000,000 บาทขึ้นไป ประกายความหรูหราบนข้อมือสวนทางกับบรรยากาศตึงเครียด ทำเอาชาวเน็ตตาโตจนต้องหันมาวิเคราะห์ราคากันพัลวัน

การเปิดกรุสมบัติเรือนเวลาของเหล่านักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการยื่นทรัพย์สินล่าสุด หรือภาพข่าวที่ถูกจับตา ล้วนสร้างความตื่นตาตื่นใจให้สังคมเสมอ เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของแฟชั่น แต่เป็นสีสันทางการเมืองที่เชื่อมโยงถึงความโปร่งใสที่ประชาชนให้ความสนใจไม่เคยเปลี่ยน!

นายกฯ บินฝรั่งเศสพรุ่งนี้ เตรียมถก ปธน.มาครง พร้อมเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเชิงรุก

นายกฯ บินฝรั่งเศสพรุ่งนี้ เตรียมถก ปธน.มาครง พร้อมเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเชิงรุก

นายกฯ บินฝรั่งเศสพรุ่งนี้ เตรียมถก ปธน.มาครง พร้อมเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเชิงรุก

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

นายกฯ บินฝรั่งเศสพรุ่งนี้ เตรียมถก ปธน.ฝรั่งเศส องค์การระหว่างประเทศ ภาคเอกชนไทย-ฝรั่งเศส ทีมประเทศไทย เดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเชิงรุก สนับสนุนความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่สายตานานาประเทศ

เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 21-27 พ.ค.2569 

โฆษกฯ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสการเยือนในครั้งนี้พบหารือกับผู้นำและบุคคลสำคัญจากหลายภาคส่วน ได้แก่

1. ระดับผู้นำ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการพบกับนายเอมานูว์แอล มาครง (H.E. Mr. Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ในงานเลี้ยงอาหารค่ำ (working dinner) ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสนี้หารือเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส มุ่งสู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีครบรอบ 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างกัน พร้อมทั้งผลักดันความร่วมมือที่สำคัญ โดยเฉพาะด้านการค้าการลงทุน พลังงาน คมนาคม การทหาร และอากาศยาน

2. องค์การระหว่างประเทศ นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับผู้อำนวยการองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency – IEA) เพื่อส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน พร้อมทั้งพบหารือกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก ซึ่งจะเป็นโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือที่ได้หารือร่วมกันเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา และผลักดันบทบาทวัฒนธรรมไทยในเวทีโลก โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ในปลายปีนี้ เพื่อสร้างการรับรู้และต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย ทั้งด้านแฟชั่น งานหัตถกรรม การท่องเที่ยว และซอฟต์พาวเวอร์ไทยในระดับนานาชาติ

3. ภาคเอกชนฝรั่งเศส นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับคณะนักธุรกิจฝรั่งเศสภายใต้สมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International) พร้อมทั้งพบปะภาคเอกชนฝรั่งเศสในสาขาต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นโอกาสในการเชิญชวนภาคเอกชนฝรั่งเศสให้เข้ามาลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของไทย โดยเฉพาะในสาขาที่ฝรั่งเศสมีความเชี่ยวชาญ เช่น อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

4. ทีมประเทศไทย ภาคเอกชนไทย และชุมชนไทยในฝรั่งเศส โดยนายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมและแลกเปลี่ยนความเห็นในการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป พร้อมทั้งพบปะชุมชนไทยในฝรั่งเศส ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเผยแพร่วัฒนธรรม เอกลักษณ์ความเป็นไทย และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในฝรั่งเศส รวมถึงภาคเอกชนไทยในฝรั่งเศส ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างชื่อเสียงและมูลค่าเพิ่มให้แบรนด์ไทยในระดับสากล

ศิริโชค ลุยฟ้อง ป.ป.ช. ปมดองสำนวนคดี ณัฏฐ์ชนน เกือบ 2 ปี

ศิริโชค ลุยฟ้อง ป.ป.ช. ปมดองสำนวนคดี ณัฏฐ์ชนน เกือบ 2 ปี

ศิริโชค ลุยฟ้อง ป.ป.ช. ปมดองสำนวนคดี ณัฏฐ์ชนน เกือบ 2 ปี

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.11 น.

20 พฤษภาคม 2569 นายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โฑสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วันนี้ผมยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ๒ ราย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค ๑ สระบุรี ข้อหา : ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ม.๑๕๗

───────────────────
ฟ้องใคร?
① นายสุทธิ กลีบสัตบุตร
พนักงานไต่สวนผู้เชี่ยวชาญ สำนักงาน ป.ป.ช.
เจ้าของสำนวนคดีนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ
② นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข
ประธาน ป.ป.ช.
ผู้กำกับดูแลสำนักที่รับผิดชอบสำนวน

───────────────────
คดีนี้คืออะไร?
ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.เขต ๗ สงขลา พรรคภูมิใจไทย ทั้งทางอาญาและจริยธรรมร้ายแรง ตั้งแต่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๗
แต่นับถึงวันนี้ เกือบ ๒ ปีแล้ว สำนวนยังไม่แล้วเสร็จ อ้างแค่ว่า “กำลังสอบพยานเพิ่ม ๒ ปาก”

───────────────────
ที่น่าตั้งคำถามที่สุด — Inside Information
[????] ๑๗ ก.ค. ๖๗ → ป.ป.ช. มีมติชี้มูล (ยังไม่รับรองรายงานการประชุม)
[????] ๓ ส.ค. ๖๗ → นายณัฏฐ์ชนนยื่นขอทบทวนมติ ← ยื่นดักก่อน
[????] ๑๔ ส.ค. ๖๗ → สำนักไต่สวนนำเรื่องเข้าที่ประชุมเพื่อรับรองรายงานการประชุม
[????] ๒๑ ต.ค. ๖๗ → ป.ป.ช. ประชุมพิจารณาคำร้อง มติ ๕ ต่อ ๑ ให้สอบพยานเพิ่ม ๒ ปาก
[????] ๒ ม.ค. ๖๘ → ป.ป.ช. แถลงข่าวต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก
[????] พ.ค. ๖๙ → วันนี้ เกือบ ๒ ปีหลังมติ ต.ค. สำนวนยังไม่เสร็จ
นายณัฏฐ์ชนนรู้ผลมติก่อนรายงานการประชุมได้รับการรับรอง ๑๑ วัน และก่อนประชาชนจะรู้เกือบ ๖ เดือน
เขารู้ได้อย่างไร?

───────────────────
กฎหมายพูดไว้ชัด
พ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา ๔๗–๔๘ กำหนดให้กรรมการ ป.ป.ช. และเลขาธิการต้องกวดขันให้การไต่สวนเสร็จ ภายในกรอบสูงสุด ๒+๑ ปี
การสอบพยานเพียง ๒ ปาก ใช้เวลาเกือบเท่ากับกรอบคดีใหม่ทั้งคดี
ประธาน ป.ป.ช. ย่อมรู้ดีกว่าผู้ใดว่ากฎหมายกำหนดอะไรไว้ แต่กลับไม่กำกับดูแล

───────────────────
เปรียบเทียบให้เห็นชัด
คดี ๔๔ สส.ก้าวไกล ปม ม.๑๑๒
→ ป.ป.ช. ชี้มูล ๙ ก.พ. ๖๙
→ ยื่นศาลฎีกา ๙ เม.ย. ๖๙
→ ใช้เวลา ๒ เดือน
คดีนายณัฏฐ์ชนน
→ ป.ป.ช. ชี้มูล ๑๗ ก.ค. ๖๗
→ ถึงวันนี้ พ.ค. ๖๙
→ เกือบ ๒ ปี ยังไม่เสร็จ
คดีประเภทเดียวกัน เวลาต่างกันราวฟ้ากับดิน

───────────────────
การฟ้องคดีครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว
แต่เป็นการยืนยันว่า องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำและการละเว้นของตน
#ปปช #ม157 #ศาลอาญาทุจริต #สงขลา #ณัฏฐ์ชนน