ยังน่าห่วง! ยศชนัน-สุริยะ รุดลงพื้นที่เมืองน่าน เร่งติดตามสถานการณ์น้ำ หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง

19 สิงหาคม 2569 เวลา 21:51 น.

ยังน่าห่วง! ยศชนัน-สุริยะ รุดลงพื้นที่เมืองน่าน เร่งติดตามสถานการณ์น้ำ หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่านยังคงน่าเป็นห่วง หลังมีฝนตกหนักถึงหนักมากสะสมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่การเกษตรหลายแห่ง โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอปัว ซึ่งได้รับผลกระทบจากมวลน้ำที่ไหลบ่าลงสู่ลำน้ำปัวและลำน้ำขว้างอย่างรวดเร็ว

โดยล่าสุดวันนี้ (19 สิงหาคม 2569) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด โดยมี นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน นายนพดล น้อยไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 2 นายชุติมันต์ สกุลพราหมณ์ ผู้อำนวยการกองแผนงาน นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา นายณัฐพล วุฒิจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา นายเลอบุญ อุดมทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านจัดสรรน้ำและบำรุงรักษา) และคณะเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และสรุปผลการดำเนินงาน เพื่อกำหนดแนวทางรับมือและให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้จากสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดน่านตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2569 พบว่า ปริมาณฝนสะสม 24 ชั่วโมงในพื้นที่อำเภอปัวสูงถึง 277.6 มิลลิเมตร ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำเอ่อล้นตลิ่งจากแม่น้ำน่าน แม่น้ำปัว แม่น้ำย่าง และแม่น้ำขว้าง เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่การเกษตร ปัจจุบันพบพื้นที่ประสบอุทกภัยแล้ว 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอปัว อำเภอภูเพียง อำเภอสันติสุข และอำเภอท่าวังผา โดยมีระดับน้ำท่วมประมาณ 0.50–1.20 เมตร

โดยกรมชลประทาน โดยโครงการชลประทานน่าน สำนักงานชลประทานที่ 2 ได้เร่งนำเครื่องจักรและเครื่องสูบน้ำเข้าประจำพื้นที่เพื่อสนับสนุนการระบายน้ำ โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 14 นิ้ว จำนวน 1 เครื่อง ในพื้นที่อำเภอเมืองน่าน และเครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว จำนวน 3 เครื่อง ในพื้นที่อำเภอเวียงสา พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์น้ำและเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำและลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด

ทั้งนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับกรมชลประทานและโครงการชลประทานในพื้นที่ ติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และเครื่องสูบน้ำให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันที เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

นายสุริยะ กล่าวว่า ล่าสุดขณะนี้จังหวัดน่านยังมีฝนตกต่อเนื่อง โดยกรมชลประทานคาดว่า​ ปริมาตรน้ำสูงสุดจะมาถึงพื้นที่เมืองน่านหลังเที่ยงคืนนี้ และจะทยอยลดลงหากไม่มีฝนตกเพิ่ม แต่สิ่งที่ยังเป็นห่วงคือฝนยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานการณ์น้ำ จึงสั่งกรมชลประทานติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะระดับน้ำที่สถานี N.1 บริเวณสะพานพัฒนาภาคเหนือ อำเภอเมืองน่าน ซึ่งเป็นจุดเฝ้าระวังสำคัญของน้ำที่ไหลลงมาจากพื้นที่ตอนบน

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ทันที ทั้งการช่วยขนย้ายข้าวของและสัตว์เลี้ยง ลดความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร ตลอดจนเตรียมเสบียงสำหรับปศุสัตว์ ยาและเวชภัณฑ์ พร้อมกำชับหน่วยงานในสังกัดให้เตรียมความพร้อม สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรได้ตามสถานการณ์

ด้านนายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า ล่าสุดสถานีวัดน้ำที่ต้องเฝ้าระวังขณะนี้ ได้แก่ สถานี N.64 บ้านผาขวาง อำเภอเมืองน่าน สถานี N.1 บริเวณสะพานพัฒนาภาคเหนือ อำเภอเมืองน่าน และสถานี N.49 บ้านน้ำยาว อำเภอปัว ซึ่งมีแนวโน้มระดับน้ำเพิ่มขึ้น โดยมวลน้ำจากอำเภอปัวจะใช้เวลาประมาณ 10-12 ชั่วโมงไหลถึงสถานี N.1 ขณะที่สถานี N.13A บ้านบุญนาค อำเภอเวียงสา มีแนวโน้มระดับน้ำเพิ่มขึ้นเช่นกัน

สำหรับทิศทางของน้ำ หลังไหลผ่านพื้นที่เมืองน่านจะไหลต่อไปยังอำเภอเวียงสา ก่อนลงสู่เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ปัจจุบันเขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ 6,227 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 65.56 ของความจุอ่าง และยังสามารถรองรับน้ำได้อีก 3,275 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 34.44 จึงยังมีพื้นที่ว่างรองรับปริมาณน้ำในช่วงที่เหลือของฤดูฝน รวมถึงมวลน้ำที่ไหลมาจากจังหวัดน่าน

สำหรับการบริหารจัดการน้ำ กรมชลประทานได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 24 นิ้ว 1 เครื่อง ในพื้นที่อำเภอเมืองน่าน และเครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว 11 เครื่อง ในพื้นที่อำเภอเวียงสา พร้อมระดมรถแบคโฮและรถบรรทุกเทท้ายรวม 7 คัน เพื่อเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวางทางน้ำและบริเวณคอสะพาน รวมทั้งประสานจังหวัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อเตรียมรับมือและลดผลกระทบต่อประชาชน

กรมชลประทานขอให้ประชาชนในจังหวัดน่าน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่ริมลำน้ำ และพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ติดตามสถานการณ์น้ำและประกาศแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ยังอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามปริมาณฝนที่ตกลงมาเพิ่มเติม

น่าน, น้ำท่วมน่าน

เงิบหนัก! ไอซ์ รักชนก หน้าแหก หลังแซะเพจดัง’ง่าว’ เจอสวนใครกันแน่! ปมTH-AI Passport เปิดลงทะเบียนวันนี้ ไม่ใช่ 31 ส.ค.

19 สิงหาคม 2569 เวลา 21:22 น.

เงิบหนัก! ไอซ์ รักชนก หน้าแหก เพจดังแซะ ใครง่าวกันแน่ ปมTH-AI Passport เปิดลงทะเบียนวันนี้ ไม่ใช่ 31 ส.ค.

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “จักรวาลด้อมส้ม” ได้โพสต์ภาพย้อนคำพูดของ น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งเคยประกาศไว้ว่า หากโครงการ TH-AI Passport เปิดให้ลงทะเบียนเมื่อใด จะนำเรื่องยื่นร้องต่อ ป.ป.ช. ทันที พร้อมเขียนข้อความถามว่า “ยื่นเลยวันนี้”

ซึ่งทาง ไอซ์ รักชนก ได้เข้ามาคอมเมนต์ตอบกลับใต้โพสต์ดังกล่าว โดยระบุว่า “เค้าเปิดรับลงทะเบียนจริง วันที่ 31 สิงหาคม ง่าว” อย่างไรก็ตาม ทางเพจ “จักรวาลด้อมส้ม” ได้โพสต์ภาพสวนกลับทันที โดยมีข้อความว่า TH-AI passport เปิดลงทะเบียนวันนี้(19ส.ค.69)

โดยทางเพจ “จักรวาลด้อมส้ม” ยังโพสต์ข้อความในเพจอีกว่า แต่ข่าวทุกสำนักยืนยันตรงกันหมดว่า19 ส.ค. = เปิดลงทะเบียน
31 ส.ค. = วันที่พร้อมใช้งาน

คนละวันคนละขั้นตอนเลยค่ะ
ตกลงใครง่าวกันแน่คะ ?

โสภณตรวจสภาฯ พบห้องว่างไร้ประโยชน์เพียบ จ่อปรับปรุงให้ใช้งานได้

19 สิงหาคม 2569 เวลา 20:01 น.

‘โสภณ’ หนีบ ‘มงคล’ ตรวจสภาฯพบห้องว่างไร้ประโยชน์เพียบ เตรียมปรับปรุงให้ใช้งานได้ – เล็งใช้พื้นจัดถนนคนเดินหน้าสภาฯ ชี้ ‘ศาลาแก้ว’ ต้องใช้รับแขกบ้านแขกเมือง – จัดนิทรรศการ เป็นแลนด์มาร์ค รับยังไม่มีงบปรับปรุง หลังหมดประกัน จนต้องตัดต้นไม้เอง – ใช้จิตอาสาช่วย ลั่นไม่ใช่สายมู แต่ถือการกระทำ

19ส.ค.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา พร้อมคณะเดินตรวจอาคารรัฐสภา หลังหมดประกันซึ่งภาระการซ่อมแซมและปรับปรุง จะตกมาอยู่ในความดูแลของรัฐสภา โดยนายโสภณได้เดินตรวจห้องที่ไม่ได้ใช้งาน จากนั้นเดินไปดูศาลาแก้ว ซึ่งยังไม่เคยมีการเปิดใช้งานแม้แต่ครั้งเดียว จนทำให้มีสภาพทรุดโทรม

โดยนายโสภณ ให้สัมภาษณ์ว่า จากการที่เดินดูในครั้งนี้ มีส่วนที่ต้องปรับปรุงเยอะมาก โดยมีห้องว่างที่ไม่ได้งาน ซึ่งต้องมาดูว่าจะนำไปใช้งานอย่างไรให้มีประโยชน์ บางห้องตั้งแต่สร้างยังไม่เคยเปิดเข้าไปใช้รวมถึงศาลาแก้วต้องดูว่าจะใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง ไม่ใช่สร้างเพื่อเป็นสัญลักษณ์แต่ต้องให้เกิดประโยชน์ สร้างศาลาแก้วโดยการเอาไม้มาตากแดดแบบนี้ทำให้ดูแลยาก และยังมองไม่เห็นประโยชน์ที่จะใช้ ฉะนั้นเราต้องมาศึกษาว่าเมื่อสร้างแล้วก็ต้องใช้ประโยชน์ให้ได้จริง ๆ

“เรากำลังทำสภานี้ให้เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ ฉะนั้นก็ต้องทำให้สมกับหน้าตา เพราะเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ เราไปต่างประเทศก็จะมอง 2 อย่างคือทำเนียบและสภา ซึ่งสภาของเราที่ตั้งสวยมากติดแม่น้ำเจ้าพระยา มีโครงสร้างพื้นฐานรถไฟฟ้า ท่าเรือ ฉะนั้นตรงนี้ต้องเป็นแลนด์มาร์ค” นายโสภณ กล่าว

เมื่อถามว่าหมดประกันแล้วจะใช้งบประมาณส่วนไหนมาปรับปรุง นายโสภณ กล่าวว่า ไม่มี กำลังคิดอยู่เลยต้องอาศัยประธานขึ้นตัดต้นไม้เอง และพาข้าราชการ Big cleaning ทุกเดือน ซึ่งในยุคของตนถือว่าผู้บริหารมีหน้าที่แก้ไขปัญหา ถ้าเรามานั่งทับปัญหาอยู่มันก็ง่าย ถ้ามาแก้ปัญหามันก็ยาก นี่คือการแก้ปัญหาว่าทำอย่างไรถึงจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน และได้ใช้สภาอย่างที่ต้องการ อย่างศาลาแก้วเมื่อสร้างขึ้นมาแล้วก็ต้องใช้รับแขกบ้านแขกเมือง หรือเป็นที่จัดนิทรรศการเพื่อให้คนมาดู ถ้าสร้างแล้วไม่มีคนมาดูจะสร้างทำไม ซึ่งตอนนี้กำลังคิดปรับอยู่ ขอเวลาเพราะจะให้เสร็จภายในวันเดียวคงไม่ได้ แต่เราก็เห็นการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ไม่ใช่ตนมายกตัวเอง แต่เรามาขันน็อตต่าง ๆ เยอะมาก รวมถึงการชักชวนหน่วยงานอื่นให้เข้ามาใช้พื้นที่ และนอกจากนี้ยังจะเปิดเป็นเนอสเซอรี่ให้ลูกข้าราชการเข้ามาใช้ได้หรือไม่เรื่องเหล่านี้ต้องใช้เวลา ตนจึงได้พูดคุยกับผู้ว่ากทม. ว่าจะทำอย่างไร เพราะเรามีอาคารทางผู้ว่า กทม. มีงบประมาณให้มาดูแลเรื่องการศึกษาและคน

เมื่อถามว่า จะมีการเปิดให้บุคคลภายนอกเข้ามาเช่าห้องเพื่อจัดสัมมนาหารายได้ให้กับสภาหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ต้องไปดูระเบียบว่าสามารถทำได้หรือไม่ ดีกว่าปล่อยให้โทรมไปตามกาลเวลา สภาจะได้คึกคัก มีการเชิญชวนหน่วยงานราชการ เข้ามาใช้อยู่แล้ว เพราะเราบริการสมาชิกไม่ว่าจะฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ให้มาจัดกิจกรรมทุกเสาร์อาทิตย์อยู่แล้ว นอกจากนั้นบริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภาคิดว่าจะให้จัดถนนคนเดิน โดยรอให้รถไฟฟ้าสร้างเสร็จก่อน แต่จะเสร็จทันในสมัยตนหรือไม่ก็ขอให้ทุกคน ช่วยกันให้พวกตนอยู่นาน ๆ ทั้งนี้ตนถือเรื่องการกระทำไม่ใช่สายมูจะมาบอกว่า ทำอย่างนั้นอย่างนี้เพื่อให้เจริญไม่ใช่

สภา, โสภณ

ยศชนัน ปักหลักน่าน บัญชาการรับมือน้ำท่วม สั่งลุย 6 มาตรการช่วยประชาชน

19 สิงหาคม 2569 เวลา 19:26 น.

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

วันนี้ (19 ส.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. เดินทางถึงจังหวัดน่าน ลงพื้นที่ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ป้องกันและแก้ไขปัญหา อุทกภัย วาตภัย น้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มจังหวัดน่าน ร่วมกับนายเจเศรษฐ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน เพื่อบัญชาการและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ในพื้นที่จังหวัดน่าน และใกล้เคียง เมื่อเดินทางมาถึง ได้รับฟังรายงานสถานการณ์ล่าสุดจากผู้ว่าราชการจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน และหน่วยราชการในพื้นที่

ซึ่งก่อนหน้าลงพื้นที่ ศ.ดร.ยศชนัน ได้สั่งการด่วนในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พะเยา และลำพูน เพื่อรับมือสภาวะน้ำท่วมฉับพลันอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนด 8 มาตรการปฏิบัติการจริงที่ครอบคลุมแบบครบวงจร ตั้งแต่การเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าอย่างแม่นยำผ่านระบบ Cell Broadcast, การสแตนด์บายกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องจักรกลต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อพร้อมอพยพและส่งเสบียงทันที, การตั้งศูนย์บัญชาการและศูนย์พักพิงที่เน้นเข้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก ไปจนถึงร่วมกับหน่วยงานกระทรวง อว. ในพื้นที่ เพื่อช่วยขนย้าย ทำความสะอาด และเร่งทำบัญชีจ่ายเงินเยียวยาทันทีหลังน้ำลด เพื่อให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติงานได้จริง สอดประสานกัน และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้รวดเร็วที่สุด

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

จากนั้น ได้ลงพื้นที่ อ.ปัว ทันที ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ประสบภัยหนักที่สุดอีกแห่งหนึ่งของ จ.น่าน โดยลงพื้นที่ใน อ.ปัว ทั้งหมด 3 จุด จุดแรกคือบริเวณหน้าปั๊ม ปตท. อ.ปัว ซึ่งเป็นจุดที่ถนนขาดจากกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก จุดที่สอง คือพื้นที่ศูนย์อพยพ วัดปรางค์ อ.ปัว ซึ่งมีประชาชนผู้ประสบภัยอพยพพักพิงและรอการช่วยเหลือสนับสนุนจากภาครัฐ และอาสาสมัครจิตอาสาจากหน่วยงานต่างๆ

ระหว่างลงพื้นที่จุดที่สองนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ได้เดินพบปะเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมสั่งการให้นำรถบรรทุกน้ำมาฉีดล้างทำความสะอาดไล่ดินโคลนที่ไหลเข้าท่วมบ้านเรือน และให้เตรียมแผนซ่อมแซมฟื้นฟูทันทีหลังสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ตลอดจนได้มอบถุงยังชีพเพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ชุมชนปรางค์ นอกจากนี้ ยังได้แสดงความห่วงใยและให้ประชาชนเฝ้าระวังและรอฟังการแจ้งเตือนเรื่องระดับน้ำอย่างใกล้ชิด และย้ำอีกว่าหากคืนนี้มีฝนตกเพิ่มเติม ขอให้รีบอพยพออกจากบ้านเรือนไปยังพื้นที่ปลอดภัยทันที

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ต่อมาได้เดินทางไปยังจุดที่สาม ณ ศูนย์บัญชาการส่วนหน้า ที่ว่าการอำเภอปัว เพื่อประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยรองนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. ระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า – ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแจ้งเตือนประชาชนผ่านระบบ Cell Broadcast ล่วงหน้าอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนสถานการณ์รุนแรง เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงมีเวลาเตรียมตัวและอพยพได้อย่างทันท่วงที

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

2. เร่งช่วยเหลือและอพยพประชาชน – เน้นย้ำเป้าหมายสูงสุดคือ “การรักษาชีวิตของทุกคน“ โดยสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ยังติดค้างอยู่ภายในบ้านเรือน พร้อมทั้งเร่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยโดยเร็วที่สุด

3. จัดเตรียมอาหารและน้ำดื่มสำหรับผู้ประสบภัย – สั่งการให้ตั้งโรงครัวตามจุดพักพิงต่างๆ ทั่วพื้นที่ประสบภัย โดย กองทัพบก (ทบ.) ตั้งโรงครัวพระราชทาน เตรียมอาหารและน้ำดื่ม จำนวน 2,000 ชุด องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน (อบจ.น่าน) เตรียมอาหารและน้ำดื่ม จำนวน 2,000 ชุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

4. เฝ้าระวังระดับน้ำตลอด 24 ชั่วโมง – สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามและเฝ้าระวังระดับน้ำในจุดสำคัญต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงทีหากระดับน้ำมีแนวโน้มสูงขึ้น

5. เยียวยาผู้ประสบภัย – สั่งการให้เร่งดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ประสบภัยและครอบครัวผู้เสียชีวิต

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

6. เตรียมเครื่องจักรขนาดใหญ่ฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย – สั่งการให้เตรียมเครื่องจักรขนาดใหญ่ อาทิ รถบรรทุกน้ำ รถตัก เพื่อฉีดล้างทำความสะอาดบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงเครื่องจักรกลหนักสำหรับเคลียร์เส้นทางที่ถูกปิดกั้นจากดินโคลนและเศษซาก เพื่อเปิดเส้นทางสัญจรและพร้อมสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนในกรณีจำเป็นอื่นๆ

สำหรับสถานการณ์น้ำในคืนนี้ มีจุดที่น่าเป็นห่วงคือ อ.ท่าวังผา และ อ.ภูเพียง โดยให้มีการแจ้งเตือน และอพยพคนออกจากพื้นที่ โดยรองนายกฯ จะอยู่บัญชาการตลอดคืน ส่วนทางอำเภอเมือง สั่งการให้มีการนำกระสอบทรายปิดจุดที่เป็นช่องว่าง และในส่วนที่เป็นจุดเปราะบางเช่นโรงพยาบาล ได้มีการเสริมการป้องกัน และเตรียมเครื่องปั่นไฟให้สามารถผลิตไฟฟ้าใช้ในโรงพยาบาลได้อย่างน้อย 3 วัน

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ช่วงท้าย รองนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือประชาชนที่ยังคงประสบภัยในพื้นที่โดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งให้เฝ้าระวังสถานการณ์และภัยที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้เตรียมแนวทางการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถดำเนินการเยียวยาและฟื้นฟูความเป็นอยู่ของประชาชนได้อย่างเร่งด่วนทันทีที่สถานการณ์คลี่คลาย ทั้งนี้ คณะของรองนายกฯ ยศชนัน จะพักค้างคืนที่จังหวัดน่าน เพื่อบัญชาการและคลี่คลายสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

น่าน, น้ำท่วม, ภาคเหนือ, ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ไอซ์ รักชนก โดนอีกคดี! ศาลรับคดี ‘สุชาติ’ ฟ้องหมิ่น ปมแชร์โพสต์เบอร์รี่ฟินแลนด์ 36 ล้าน

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:56 น.

ไอซ์ รักชนก ตกเป็นจำเลยอีกคดี หลังศาลประทับฟ้องที่เสี่ยเฮ้ง”ฟ้องหมิ่นฯ ปมแชร์โพสต์ กินหัวคิวแรงงาน 36ล้านเก็บลูกเบอร์รี่ ที่ฟินแลนด์ ศาลนัดสอบ คำให้การ 5 ต.ค.นี้บ่าย

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษกศาลนัดฟังคำสั่งชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีที่ นายสุชาติ ชมกลิ่นรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน (ปชน.) เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณาฯ

กรณีที่น.ส.รักชนกแชร์โพสต์ของ น.ส.หทัยรัตน์ พหลทัพ (บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record) นำเสนอปมเจ้าหน้าที่และนักการเมืองไทยเรียกรับสินบนจากบริษัทจัดการแรงงานเก็บเบอร์รี่ป่าที่ประเทศฟินแลนด์

โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า จำเลยใช้แอปพลิเคชั่นเฟซบุ๊ก บัญชีชื่อรักชนก ศรีนอก มีผู้ติดตาม 1. 7 ล้านคน เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2569 จำเลยโพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชั่นเฟซบุ๊กบัญชีของจำเลยว่า”บ้าหน่า พี่เค้าคนดี ไอซ์ไม่เชื่อ คนชลบุรีก็ไม่เชื่อ” พร้อมกับแชร์ข้อความบัญชีเฟซ บุ๊ก ชื่อ Hathairat Phaholtap ว่า “สุชาติ ชมกลิ่น ว่าที่ ส.ส.เขต 1 ชลบุรี พรรคภูมิใจไทย ถูก DSIกล่าวหาว่า รับสินบนจากบ.เบอร์รี่ฟินแลนด์มูลค่า 36 ล้าน อ่านต่อในคอมเมนต์” และพิมพ์ข้อความในช่องแสดงความคิดเห็นว่า “เปิดหลักฐานจากสำนวนดีเอสไอ คดีนักการเมืองรับสินบน 36ล้าน พร้อมบทสนทนาจากแชตไลน์ที่นายหน้านำเงินไปให้อดีต รมว.แรงงาน รวมสินบนกว่า 36 ล้านบาท ส่งสำนวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กระทั่งมีการกล่าวหาอดีตนักการเมือง2 คน และอดีตข้าราชการระดับสูง กระทรวงแรงงาน 2คน เเละข้อความอื่นๆซึ่งลเวนเป็นเท็จ

โดยมีบุคคลทั่วไปเข้าไปแสดงความคิดเห็นต่อข้อความดังกล่าวเป็นจำนวนมากว่าโจทก์เป็นคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต อันมีลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงต่อบุคคลที่สามว่าโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และดำรงตำแหน่ง รมว.เเรงงานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ รับสินบนและเรียกเก็บค่าหัวคิวจำนวน 36 ล้านบาท และกรมสอบสวนคดีพิเศษส่งสำนวนให้ ป.ป.ช.ไต่สวนและดำเนินคดีกับโจทก์ทั้งที่ความจริงแล้วโจทก์มิได้เรียกหรือเรียกเก็บค่าหัวคิวจากแรงงาน และมิได้ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษและ ป.ป.ช.ดำเนินคดีในเรื่องดังกล่าว อันเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยการโฆษณา ทำให้บุคคลทั่วไปที่พบเห็นและอ่านข้อความดังกล่าวเข้าใจว่าโจทก์มีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและรับสินบน คดโจทก์ฟ้อวมีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326,328 ให้ประทับฟ้องคดีไว้พิจารณา

ศาลนัดสอบคำให้การ ตรวจพยานหลักฐาน และกำหนดวันวันนัดสืบพยาน วันที่ 5 ต.ค.นี้เวลา 13.30 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีคดีที่ น.ส.รักชนก ถูก นายสุชาติ ฟ้องหลายคดี เช่น

1.กรณีกล่าวหาตึกsky 9 โดยศาลอาญารัชดา นัดสืบพยานโจทก์-จำเลย ช่วงเดือน พ.ย. 2569

2.กรณีโพสต์กล่าวหาทุจริตเลือกตั้ง มีการไกล่เกลี่ยซึ่งนายสุชาติถอนฟ้อง

นอกจากนี้ยังมีคดีที่ สน.ทองหล่อ ที่นายสุชาติมิบิำนาจให้ทนายความแจ้งความดำนเนิคดี 2 คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีโพสต์กล่าวหานายสุชาติ ทุจริตรับสินบน กรณีตึก SKYY 9 และ ส่งคนงานไปเก็บผลไม้เบอรี่ที่ประเทศฟินแลนด์ รวมถึงคดีที่ น.ส.รักชนกโพสต์เเชร์ ผลโพล ภาคเอกชน กรธ. ที่ระบุว่า ผลตัวอย่างงานวิจัย กรมควบคุมมลพิษ ทุจริตอันดับ 1 พร้อมเขียนข้อความทำให้นายสุชาติฯได้รับความเสียหาย .

สุชาติ ชมกลิ่น, ไอซ์ รักชนก

‘สุรเดช’ ยกกรณี ‘เล่าต๋า’ สะท้อนช่องโหว่หลักเกณฑ์ลดโทษ ข้องใจ เหตุใดมีการรับโทษเพียงเล็กน้อย

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:44 น.

‘สุรเดช’ ยกกรณี ‘เล่าต๋า’ สะท้อนช่องโหว่หลักเกณฑ์ลดโทษ ข้องใจ เหตุใดมีการรับโทษเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบอัตราโทษจำคุกตลอดชีวิต ทำสังคมสงสัยใครได้รับประโยชน์หรือไม่ แนะ ควรตรวจสอบเส้นทางการเงินผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องนี้

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์การปล่อยตัว เล่าต๋า แสนลี่ อดีตราชายาเสพติด หลังได้รับการลดโทษจำคุกตลอดชีวิตจนเหลือเพียงราว 8 ปี 3 เดือน รวมคุมขังจริงประมาณ 9 ปี 10 เดือนว่า เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นอีกครั้งว่า การบริหารโทษและหลักเกณฑ์การลดโทษมีปัญหาและช่องโหว่ทางกฎหมายหรือไม่ เพราะมีหลายครั้งที่นักโทษเด็ดขาดถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต หรือถูกจำคุกหลายสิบปี แต่ติดคุกจริงเพียงไม่กี่ปี และได้รับการปล่อยตัวออกมาในที่สุด นอกจากนี้ มักบังเอิญว่า บุคคลส่วนใหญ่ที่ได้รับการปล่อยตัวมักเป็นผู้มีอิทธิพล มีชื่อเสียง มีฐานะทางสังคม หรือเคยเป็นนักการเมือง มาก่อนทั้งสิ้น ซึ่งสังคมกังขามาตลอดว่า มีการใช้ช่องโหว่เรื่องอายุ เรื่องสุขภาพ และพฤติกรรม เข้ามาช่วยเหลือเพื่อให้ได้ลดโทษโดยเร็วหรือไม่ รวมถึงกระบวนการกลั่นกรองที่มีปัญหา ไม่รอบคอบ จนหลายๆ ครั้ง หลายคนกลับมากระทำความผิดซ้ำอีกทั้งที่เพิ่งออกมา อย่างเหตุการณ์ฆาตกรรม 5 ศพ ที่ จ.ชลบุรี เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่ง รมว.ยุติธรรมเองก็ออกมายอมรับเองว่ามีความผิดพลาด รวมทั้งให้ตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคตอีก

นายสุรเดช กล่าวว่า กรณีของเล่าต๋า แสนลี่ มีการพิจารณาชั้นนักโทษชั้นเยี่ยมประกอบกับการได้สิทธิ์ลดโทษพิเศษซ้ำหลายรอบในฐานะผู้ต้องขังสูงอายุเกิน 70 ปี ซึ่งไม่ต่างจากการเปิดช่องให้นักโทษคดียาเสพติดร้ายแรงได้รับการลดโทษไวกว่าคดีทั่วไป ทำให้เห็นได้ว่า กรมราชทัณฑ์ขาดกรอบการจำแนกประเภทเกณฑ์อภัยโทษของคดีอุกฉกรรจ์ออกจากเกณฑ์อภัยโทษในคดีปกติ ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่น่ากังวลใจ ซึ่งอาจทำให้การปราบปรามยาเสพติดของรัฐที่ผ่านมาต้องสูญเปล่า เพราะผู้มีอิทธิพลหรือขบวนการค้ายารายใหญ่สามารถหลบหลีกการรับโทษจริง หรือได้รับโทษเพียงเล็กน้อยโดยอาศัยช่องโหว่เหล่านี้ อีกทั้งยังไม่มีหลักประกันใดว่า จะไม่มีการกระทำผิดซ้ำ และหากกระทำผิดซ้ำ ใครจะรับผิดชอบกับความผิดพลาดจากการอภัยโทษในครั้งนี้

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า ส่วนตัวมองว่า กรมราชทัณฑ์อาจจะมีปัญหาในเรื่องของหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการอภัยโทษของนักโทษในคดีร้ายแรง และอาจจะเป็นไปได้หรือไม่ว่า มีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะคดีดังกล่าว ถือว่าเป็นคดีร้ายแรงมีผลต่อความมั่นคงของประเทศ มีการปล่อยตัวง่ายๆ แบบนี้ รวมทั้งในขั้นตอนที่มีการเสนอชื่อขออภัยโทษดังกล่าว มีการระบุว่า เป็นนักโทษชั้นดี ชั้นดีเยี่ยม ต่อเนื่องกันมา ทำให้สังคมสงสัยได้ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบ ขั้นตอนของกรมราชทัณฑ์หรือไม่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ควรตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้มีอำนาจและมีส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว ว่ามีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อให้สังคมคลายความสงสัยในเรื่องดังกล่าวเพราะเครือข่ายยาเสพติดนั้น มีเงินมหาศาล แม้ก่อนหน้านี้อาจจะมีการยึดทรัพย์ แต่คำถามคือ ยึดทรัพย์แค่ไหน

นายสุรเดช กล่าวตอนท้ายว่า เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีก รัฐบาลจำเป็นต้องปฏิรูปเกณฑ์การอภัยโทษและการบริหารโทษทั้งระบบครั้งใหญ่และโดยทันที ตนขอเสนอเรื่องต้องยกเว้นหรือกำหนดเงื่อนไขขั้นต่ำที่เข้มงวดเป็นพิเศษสำหรับคดียาเสพติดร้ายแรง คดีในส่วนของผู้มีอิทธิพล และคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ ไม่ให้สามารถได้รับการลดโทษจนเหลือระยะเวลาที่ได้รับโทษจริงที่สั้นเกินไป นอกจากนี้ ควรมีการปรับปรุงระบบจัดชั้นนักโทษให้สอดคล้องกับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดในอดีตมากกว่า ไม่ใช่แต่เพียงพิจารณาแค่เพียงพฤติการณ์ของนักโทษว่า ไม่เคยมีประวัติในการกระทำความผิดทางวินัยในเรือนจำเท่านั้น ที่สำคัญควรมีการสร้างกลไกตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างอัยการ ศาล และกรมราชทัณฑ์ในการพิจารณาลดโทษ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียมในสังคม

นายกพอใจเยือนออสเตรเลีย กวาดลงทุน วิน-วิน ชูจับคู่ธุรกิจฉลุย-ทุนไทยผงาดลงทุนอสังหาฯ 2.3 แสนล้าน

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:39 น.

นายกฯ ปลื้มเยือนออสซีกวาดลงทุน “วิน-วิน” พอใจ 2 เด้งชูจับคู่ธุรกิจฉลุย-ทุนไทยผงาดลงทุนอสังหาฯในออสเตรเลีย 2.3 แสนล้านบาท ลั่นแรงงานยุคใหม่ขายฝีมือ ย้ำจุดยืนฟันเด็ดขาดแก๊งค้ายาข้ามชาติ นายกฯออสซี่ไม่ติดใจแอร์สาวขนยาเสพติด

รัฐบาลไทยกางผลงานชิ้นโบแดงหลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนประเทศออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ โดยนายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยถึงความสำเร็จในการกระชับความสัมพันธ์เชิงรุก ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งภาคเศรษฐกิจ การลงทุน การยกระดับแรงงาน รวมถึงการจัดการปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเป็นรูปธรรม

วันที่19 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา17.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นที่เร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนประเทศออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ นะหว่างวันที่ 17-19 ส.ค. ว่า การเยือนครั้งนี้น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากได้เชิญชวนผู้ประกอบการออสเตรเลียในหลายภาคส่วนให้เข้าไปขยายกิจการในไทย รัฐบาลได้นำเสนอนโยบาย “Thailand Fast Pass” ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งทำหน้าที่เป็น One Stop Seevice ในการอำนวยความสะดวกและขจัดอุปสรรคให้นักลงทุนต่างชาติในจุดเดียว

โดยสิ่งที่ทำให้การเยือนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างเหนือความคาดหมาย คือการขับเคลื่อนให้เกิด การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนและเจรจาต่อยอด จนนำไปสู่ การร่วมลงทุน (Joint Venture) ในธุรกิจขนาดใหญ่ สร้างบรรยากาศการค้าแบบ “วิน-วิน” (Win-Win Situation) ที่เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
“ในวงหารือว่า หลายๆ บริษัทพูดกับผมว่า เพิ่งตัดสินใจที่จะไปขยายกิจการลงทุนในประเทศไทย สุดท้ายเขาก็จะเลือกประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่ การเยือนครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จที่ทำให้พอใจ 2 เด้งเพราะไม่เพียงแค่ดึงนักลงทุนเข้าไทย แต่ยังเป็นการเปิดทางให้นักลงทุนไทยไปเติบโตในออสเตรเลีย”
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีกลุ่มทุนไทยรายใหญ่เข้าไปควบรวมและร่วมลงทุนมากมาย ทั้งในด้านพลังงาน เคมีภัณฑ์ และโรงแรม โดยเฉพาะบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในเครือกลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น (TCC Group) กลุ่มบริษัทของคนไทยที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์ในออสเตรเลียรวมมูลค่าสูงถึง 230,000 ล้านบาท ทำให้ออสเตรเลียมองคนไทยว่าเราไม่ใช่เป็นประเทศเกษตรกรรมทำไร่ไถนาอย่างเดียว แต่เราเป็นประเทศที่มีทุนระดับชาติ ไปลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในต่างประเทศได้ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ข้อกังวลของภาคเอกชนเรื่องระยะเวลาวีซ่าการทำงานของแรงงานไทยที่อาจจะสั้นเกินไป ไผู้ด้หารือกัอกับนายกรีฐมนตรอิสเตรเลียได้รับทราบปัญหาและมอบหมายให้รัฐมนตรีแรงงานของทั้งสองประเทศรับไปหารือเพื่อหาทางออกร่วมกันแล้ว
“แรงงานไทยในสายตาต่างชาติที่เคยกังวลว่า มาแล้วจะไม่ยอมกลับ ประเทศไทย คนไทยวันนี้ เราไม่ได้มาเพื่อขายแรงงานถูกๆ อีกต่อไป แต่เรามาพร้อมทักษะ ความถนัด ความรู้ และเทคโนโลยี” ตัวอย่างความสำเร็จของคนรุ่นใหม่ชาวไทยที่เข้าไปทำงานในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง แคนวา (Canva) เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ศักยภาพและสมองขับเคลื่อนองค์กรชั้นนำได้อย่างโดดเด่น”

สำหรับประเด็นที่คนไทยถูกจับกุมในข้อหาลักลอบขนยาเสพติดเข้าออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พฤติการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ รฐีบาลนี้ประกาศความเป็นศัตรูกับกระบวนการค้ายาเสพติดในทุกรูปแบบ รัฐบาลไทยจึงไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้เลยหากท่านกระทำผิด และได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นหารือกับ นายแอนโทนี อัลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย โดยตรง และแจ้งอย่างชัดเจนว่า ขอให้ท่านดำเนินการกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายออสเตรเลียได้อย่างเต็มที่ รัฐบาลไทยจะไม่เข้ามาก้าวก่ายหรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมใดๆ ขณะที่นายกฯ ออสเตรเลียได้ตอบกลับด้วยความเข้าใจว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความผิดส่วนบุคคล และไม่ได้ให้น้ำหนักจนกระทบต่อชื่อเสียงของประเทศไทย ขณะเดียวกัน ออสเตรเลียยังคงมองไทยเป็นพันธมิตรสำคัญในการร่วมปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์และแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งที่ผ่านมาทางการไทยได้โชว์ผลงานกวาดล้างและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายเหล่านี้ไปแล้วกว่า 5-6 หมื่นล้านบาท

อนุทิน ชาญวีรกูล, ออสเตรเลีย

กมธ.ศาสนา ลงพื้นที่เก็บข้อมูล ปมพิพาท วัดป่าอดุลยาราม เตรียมหอบข้อเท็จจริงเข้าสภาสัปดาห์หน้า

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:35 น.

‘กมธ.ศาสนาฯ’ ยกคณะลงพื้นที่ ‘วัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น’ รับฟังข้อมูลทุกฝ่าย เจาะปม ‘โฉนด-ปิดทางเข้าวัด-แอบอ้างเบื้องสูง’ เตรียมหอบข้อเท็จจริงเข้าสภาฯสัปดาห์หน้า

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น จ.ขอนแก่น นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะกรรมาธิการฯ ประกอบด้วย นายประสิทธิ์ โนทะ รองประธานกรรมาธิการฯ นายอดิศร เพียงเกษ กรรมาธิการและประธานที่ปรึกษากรรมาธิการฯ นายปัญญา ชวนบุญ นายสมศักดิ์ บุญประชม และนายกรณ์ มีดี กรรมาธิการฯ พร้อมคณะที่ปรึกษา ลงพื้นที่ประชุมร่วมกับรองเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่นและคณะสงฆ์ เพื่อติดตามปัญหาข้อพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยาราม หลังเรื่องดังกล่าวอยู่ในความสนใจของประชาชน

การประชุมมี นายยุทธนา โพธิวิหค รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พร้อมผู้แทนสำนักงานที่ดินจังหวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด นายอำเภอเมืองขอนแก่น เทศบาลนครขอนแก่น และตำรวจ เข้าร่วมให้ข้อมูล ขณะที่พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ไม่สามารถเดินทางมาชี้แจงด้วยตนเอง เนื่องจากต้องเข้ารับการฟอกไต จึงมอบหมายทนายความและไวยาวัจกรวัดเป็นผู้ให้ข้อมูลแทน

สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่นชี้แจงถึงประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะกรณีการปิดทางเข้า-ออกวัด ซึ่งขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างดำเนินคดี ทราบตัวผู้เกี่ยวข้องแล้ว และเตรียมออกหมายเรียกให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาภายในวันที่ 27 สิงหาคมนี้

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังติดตามขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินให้เป็นของวัด ตลอดจนประเด็นการแอบอ้างเบื้องสูง และกรณีบุคคลภายนอกเข้ามาในพื้นที่วัด ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

นางธิวัลรัตน์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ต้องการรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย ทั้งคณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐ และผู้เกี่ยวข้อง ก่อนรวบรวมข้อมูลทั้งหมดกลับไปพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ในสัปดาห์หน้า โดยเฉพาะปมโฉนดที่ดินวัด ซึ่งจำเป็นต้องหาข้อเท็จจริงและแนวทางแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมกันนี้ จะประสานสำนักงานพระพุทธศาสนาให้ช่วยเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการที่ดินและศาสนสมบัติแก่พระสงฆ์และวัดทั่วประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก

ประธานกมธ.การศาสนาฯ กล่าวต่อว่า จากการรับฟังข้อมูลครั้งนี้ถือว่าได้รับข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และจะเร่งนำเรื่องกลับไปพิจารณาที่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาตามกฎหมาย รวมถึงศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่วัด ตลอดจนภาระภาษีจากการยกที่ดินถวายวัด โดยจะนำกรณี “วัดป่าอดุลยาราม” เป็นกรณีศึกษาเพื่อถอดบทเรียนและวางแนวทางป้องกันปัญหาในภาพรวม

จากนั้นช่วงบ่าย คณะกรรมาธิการฯ เดินทางลงพื้นที่วัดป่าอดุลยาราม ตรวจสอบสภาพพื้นที่จริง พร้อมรับฟังข้อมูลเพิ่มเติมจากรองเจ้าอาวาส ก่อนรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ และได้เดินทางไปยังวัดป่าแสงอรุณ เพื่อกราบสรีระพระพรหมวชิรดิลก ซึ่งละสังขาร เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกถึงคุณูปการของท่าน

กมธ.ศาสนา, วัดป่าอดุลยาราม

นายกฯ หนุน TH-AI Passport ยกระดับคนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีโลก ยันไม่ใช่โครงการไร้ค่า มั่นใจ ไชยชนก ชี้แจงเรื่องนี้ได้

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:21 น.

“อนุทิน” หนุน “TH-AI Passport” ช่วยยกระดับคนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีโลก ยันไม่ใช่โครงการไร้ค่า ให้ดูจำนวนคนลงทะเบียน รัฐบาลเร่งอัพสกิล-รีสกิล แก้ปัญหา AI แย่งงาน มั่นใจ “ไชยชนก” ชี้แจงเรื่องนี้ได้หากถูกอภิปรายในสภา

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เมื่อเวลา 17.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สัมภาษณ์ ถึงโครงการ TH-AI Passport ที่เปิดให้ลงทะเบียนวันนี้เป็นวันแรกว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของคนไทยให้เท่าทันโลกเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI ที่เป็นทคโนโลยีที่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมากเมื่อเทียบกับในอดีต

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ใช่โครงการใหม่ของรัฐบาลนี้ที่ทำมาแต่ขั้นตอนแรกแต่เป็นการต่อยอด และปรับปรุงมาจากโครงการของรัฐบาลชุดก่อนหน้า โดยรัฐบาลชุดนี้ได้นำมาปัดฝุ่น และยกระดับให้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้น รวมทั้งมีการเพิ่มแพลตฟอร์มและช่องทางแอปพลิเคชัน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้โดยไม่มีข้อจำกัด

แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีการวิพากษ์วิจารณ์จนทำให้โครงการล่าช้าไปประมาณเดือนเศษ เนื่องจากมีการเจรจาขอเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ใช้งาน ที่ผ่านมานายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีการปรับปรุงทีโออาร์ ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนสูงสุด และท้ายที่สุดก็สามารถเปิดตัวได้ แม้ว่าจะล่าช้าจากกำหนดเดิมที่ตั้งใจจะเปิดตัวในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของเทคโนโลยี AI ต่ออนาคตของแรงงานไทย ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายการ อัพสกิลและรีสกิล(Upskill-Reskill) เพื่อรองรับการเข้ามาของ AI ที่มีบทบาทสำคัญมากขึ้น

นายอนุทินยังได้ตอบโต้กระแสวิจารณ์ที่มองว่าโครงการนี้อาจไร้ประโยชน์ โดยชี้ให้เห็นถึงจำนวนผู้สนใจลงทะเบียนในวันแรก ซึ่งเพียงวันเดียวก็จะรู้ว่าโครงการได้รับความสนใจจากประชาชนมากแค่ไหน ซึ่งหากโครงการนี้ไม่ดี ก็คงไม่ลงทะเบียนกันมากขนาดนี้ โดยเป้าหมายหลักของโครงการ TH-AI Passport คือกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบการ Startup และ SME เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มที่มีความเสถียร ต่างจากแอปพลิเคชันฟรีทั่วไปที่มีข้อจำกัดและโฆษณา ทั้งนี้เชื่อว่าหากคนไทยเข้าถึง AI ได้มากขึ้น โอกาสในการสร้างรายได้และอนาคตของประเทศก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวปาฐกถาแสดงความกังวลว่า เทคโนโลยี AI อาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อตลาดแรงงานของไทยในอนาคต

นายอนุทินกล่าวว่าเรื่องนี้คำถามและคำตอบอยู่ในตัวมันเอง คือหากรัฐบาลไม่ทำเรื่องอัพสกิลและรีสกิลประชาชน สิ่งที่อดีตนายกฯกังวลก็จะเกิดขึ้นจริงโดยในปัจจุบันแรงงานไม่ได้หมายถึงผู้ใช้กำลังเท่านั้น แต่รวมถึงพนักงานและลูกจ้างทั่วไปที่ใช้ “แรงงานสมอง” ซึ่งจำเป็นต้องเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

“โครงการ TH-AI Passport ของรัฐบาลคือคำตอบที่เป็นรูปธรรมในการแก้ปัญหาที่นายทักษิณกังวล เพื่อให้คนไทยเข้าถึง AI ได้มากที่สุดและลดข้อจำกัดต่าง ๆ เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องการเห็นการพัฒนาศักยภาพของคนไทย ให้เข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดที่โลกใบนี้มีอยู่ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่าฝ่ายค้านจะนำเรื่องนี้ไปอภิปรายในสภา นายอนุทินกล่าวด้วยว่ารัฐบาลยืนยันความโปร่งใสในทุกขั้นตอนของโครงการ และพร้อมที่จะชี้แจงต่อสภาหากมีการตั้งข้อสงสัยหรือการตรวจสอบจากฝ่ายค้านในเรื่องนี้ และมั่นใจว่าหากมีการอภิปรายเรื่องนี้จริงนายไชยชนกจะสามารถชี้แจงเรื่องนี้ได้

TH-AI Passport, รัฐบาล, อนุทิน ชาญวีรกูล, ไชยชนก

‘ดร.ณัฏฐ์’ สวนกลับ ‘สส.เต้’ อย่าให้แฉพฤติกรรม ท้าดีเบตออกสื่อ ถ้าแพ้ต้องลาออก

19 สิงหาคม 2569 เวลา 15:30 น.

ดร.ณัฏฐ์

วันที่ 19 ส.ค.69 สืบเนื่องจากนายภัณฑิล น่วมเจิม หรือนายเต้ สส.พรรคประชาชน กทม. แถลงปม พยาน ฝ่าย กกต.ในคดีบัตรเลือกตั้ง ทำให้ องค์กร กกต.ลดความน่าเชื่อถือ นั้น

ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน โต้กลับทันควันว่า นายภัณฑิล น่วมเจิม หรือนายเต้ สส.พรรคประชาชน กทม.เขต 4 ไม่รู้ว่า พี่น้องประชาชนเลือกมาเป็นตัวแทนได้อย่างไร อยากให้ พี่น้องประชาชนช่วยสั่งสอนในการเลือกตั้ง สส.ครั้งหน้าให้หน่อย

ดร.ณัฏฐ์

ผมต้องเรียนต่อพี่น้องสื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนทางบ้านว่า พยานผู้เชี่ยวชาญไม่ว่าด้านใด ต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ

ตนเรียนจบกฎหมาย จบเนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา จบปริญญาเอกทางด้านกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบปริญญาเอกสาขาการเมือง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นครูบาอาจารย์สอนหนังสือด้านกฎหมายและด้านรับศาสตร์ ในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก หลสายสถาบัน ตั้งแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบัน มีลูกศิษย์มากมาย

ตนศึกษาและเขียนวิจัยดุษฎีนิพนธ์เกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส.โดยตรง โดยสมัยเป็นนักศึกษากฎหมายปริญญาเอกกฎหมาย ลงภาคสนามในต่างประทศ ดู กกต.วในต่างประเทศ จัดการเลือกดตั้ง สส. ทำให้รู้ว่า บาร์โค้ดและคิดวอาร์โค้ดในประเทศตะวันตก เขามีพัฒนาการก่อนประเทศไทยเข้าสู่จากยุคอนาล็อก สู่ยุดดิจิทัล ต้องไปดูว่า ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการาเลือกตั้ง สส.พ.ศ.2566 ข้อ 129 วรรคสอง กกต.สามารถกระทำได้หรือไม่ ตรวจสอบย้อนกลับไปละเมิดสิทธิผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งหรือไม่ กระบบวนการเลือกตั้ง สส.ของ กตต.ในต่างประเทศภาคพื้นยุโรป อาทิ เยอรมัน อังกกฤษ สก็อตแลนด์ เนเธิแลนด์ เบลเยี่ยมและประเทศในอาเซียน สิงคโปร์ เป็นต้น

ถามว่า นายต้า หรือนายภัณฑิล น่วมเจิม คุณเรียนจบอะไรมา ปัดโธ่ อย่าให้ผมขุดประวัติแฉคุณนะ จะไม่มีที่ยืนในสังคม สส.พรรคนี้บางคน มีพฤติกรรมคุกคามทางเพศเสียด้วย คุณแค่มีประสบการณ์เด็กๆ ประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็ก ทำอะไรให้กับสังคมมาบ้าง แค่ อนุ กมธ.การเงิน การคลัง เป็นแค่สามล้อถูกหวยได้เป็น สส. ครั้งหน้า ตนขอฝากพี่น้องประชาชนว่า อย่าไปเลือกนายต้า มาเป็นตัวแทนอีกนะ ไม่มีผลงานอะไรเลย

เต้ ภัณทิล

ส่วนประเด็น พยานผู้เชี่ยวชาญในศาล รธน. เขาวัดกันที่ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ เท่านั้น หาก กกต.เชิญตน ลองพิจารณาดูก่อน เพราะ ที่ประชุมใหญ่ กกต.มีมติให้ตนเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นเรื่องบัตรเลือกตั้ง ในฐานะนักวิชาการ แล้วคุณจะมาห้ามผมได่อย่างไร ตนเคยให้ถ้อยคำและลงนามไว้แล้ว จะทำเพื่อประเทศชาติ มันผิดตรงไหน ส่วน กกต.จะอ้างเป็นพยานหรือไม่ ตนไม่อาจยืนยันได้เพราะตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับองค์กรนี้ ไม่มีเวลาไปยุ่งกับเรื่องชาวบ้าน เน้นทำธุรกิจ ทำมาหากิน ไม่เสียเวลาและไม่ให้ราคาคุณกับคนอย่างคุณ เพราะตนไม่รู้จัก มาดีเบตเรื่องบัตรเลือกตั้งกันไหม นัดผ่านสื่อมาเลยช่องไหน ถ่ายทอดสด หากคุณดีเบตสู้ไม่ได้ คุณต้องลาออกจาก สส.นะ อยู่ไปเสียงบประมาณภาษีประชาชน

ต้องถามว่า คุณรู้ได้อย่างไรว่า ผมเป็นพยานให้ กกต. เพราะคุณไม่ได้เป็นคู่ความในคดีและใม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในศาลรัฐธรรมนูญ อย่าเพิ่งคาดคะเน เพราะคุณอย่าไปชี้นำศาล จะติดคุกฐานละเมิดอำนาจศาลป่าวๆ ไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์ให้คุ้มค่าเงินเดือน สส.ภาษีประชาชนจะดีกว่า ก่อนจะกล่าวหาใคร ให้หันดูตัวเองก่อนนะ อย่าให้แฉ ผมมีข้อมูลของคุณอยู่ในมือ ฝากพี่น้องประชาชน ช่วยแชร์ถึงนายต้า สส.ปชน.เขต 4 กทม.ด้วย

หากตนได้รับเชิญให้ไปเบิกความในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญ แล้วแต่ดุลพินิจของศาล หากศาล รธน.มีหมายเรียก ตนจะให้ความร่วมมือ เพื่อประโยชน์สาธารณะ ประเทศชาติย่อมได้ประโยชน์

แต่ต้องดูก่อน เพราะเปิดอาณาจักรธุรกิจครบวงจรลงทุนในเมกะโปรเจคหลายหมื่นล้านร่วมทุนกับเพื่อนนักธุรกิจภาคพื้นยุโรปสัญชาติอเมริกันในไทย เพิ่งเปิดตัวยิ่งใหญ่ที่โรงแรมอัศวิน แกรน์คอนเวนชั่น หลักสี่ ในวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา ตนดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บจ.AURELIAN GROUP และบริษัทในเครือกลุ่ม AG ทั้งหมด 27 บริษัท โดยตนถือหุ้นใหญ่ ไม่แน่ใจว่า จะมีเหตุขัดข้องไม่อาจไปเบิกความหรือไม่

เพราะต้องดูแล บจ.AURELIAN GROUP องค์กรขนาดใหญ่ ต้องกำกับนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนลงทุนทางธุรกิจเมกะโปรเจคทั้งหมด มีอำนาจตัดสินใจแต่ผู้เดียวในการเงิน โดยคุณมดแดง นางสาวชัชชลัยย์ ยุ้นพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร(CEO) ขับเคลื่อนองค์กร บจ.AURELIAN GROUP โดยดูแลทรัพยากรบุคคลและขับเคลือนนโยบาย

นายต้า คุณไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย อยากแนะนำว่า คุณอย่าหิวแสง ประชาชนเขาไม่รู้จักคุณ หากคุณละเมิดกฎหมาย ผมจะมอบอำนาจให้ทนายความดำเนินคดีอาญากับนายต้า ให้เป็นตัวอย่าง และขอให้ ปปช.ไต่สวนข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เหมือนกับ สส.หญิงรายหนึ่งที่ถูกพิมพ์มือประวัติอาชญากรที่ สน.ทองหล่อ ที่ผ่านมา ผมไม่รู้จักและไม่ให้ราคา

ส่วน ที่นายต้า เอ่ยถึงชื่อ ท่านฐิติเชษฐ์ นุชนาฎ กกต. คุณพูดเอง เออเอง ทำให้สังคมสับสน ตนอยู่ภาคเอกชน เป็นนักธุรกิจ มีเพื่อนทุกวงการจำนวนมาก แทบทุกองค์กร ถามว่า มีกฎหมายห้ามไหมว่า ห้ามรู่จักกัน ปัดโธ่ สำหรับตนไม่มีพรรค มีแต่พวก เพราะใม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง หากพี่น้องสื่อมวลชน มาถามความเห็น ตนต้องให้ความรู้ในฐานะนักวิชาการกฎหมายมหาชน เพื่อประโยชน์สาธารณะ

ตนจะสอนมวยให้ กกต.เป็นองค์กรอิสระ มีกฎหมายคุ้มครองและกระทำในรูปแบบคณะกรรมการ คุณเป็น สส.ฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่มีอำนาจไปแทรกแซงเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่น หากมีเวลาช่วยไปอ่าน รธน.มาตรา185 ด้วยนะ คุณต้องรับผิดชอบในคำพูดและการะทำของตนเอง สส.ก็ติดคุกได้

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม, นักกฎหมายมหาชน, พรรคประชาชน, ภัณฑิล น่วมเจิม, สส.