บุญทรงกระอักซ้ำ ปปช.ฟันร่ำรวยผิดปกติ ส่งศาลฎีกาสั่งยึด107ล.

บุญทรงกระอักซ้ำ ปปช.ฟันร่ำรวยผิดปกติ ส่งศาลฎีกาสั่งยึด107ล.

บุญทรงกระอักซ้ำ ปปช.ฟันร่ำรวยผิดปกติ ส่งศาลฎีกาสั่งยึด107ล.

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บุญทรงกระอักซา ปปช.ฟันร่ำรวยผิดปกติ ส่งศาลฎีกาสั่งยึด107ล.

ผลพวง จำนำข้าว” หนีไม่พ้นกรรม ป.ป.ช.ชี้มูล บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีตรมว.พาณิชย์ ปมร่ำรวย 107 ล้านบาท แจงที่มาไม่ได้ แจ้งรายได้ 2 ล้านกว่าบาท มีเงินเข้าบัญชีลูกผิดปกติ ส่งศาลฎีกานักการเมือง ยึดทรัพย์ตกเข้าแผ่นดิน ด้านครม.เงาผนึกกำลังเขย่าทุจริตคอร์รัปชั่น จองกฐินก.แรงงาน-ทรัพยากรฯข้องใจถ่วงเวลาบิ๊กโปรเจกต์เพื่องาบหัวคิว ไอซ์ รักชนกสงสัยกรมอุทยานฯเก็บเงินสด มีส่วนเอาเงินเข้ากระเป๋าง่ายหรือไม่

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ปปช.แถลงว่า คณะกรรมการ ปปช.มีมติชี้มูลความผิดนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ฐานร่ำรวยผิดปกติ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 107,020,830บาท ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ระหว่างวันที่ 18มกราคม2555 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2556 ขณะที่ นายบุญทรง ดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว มีรายได้จากเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมเป็นเงิน 2,083,320บาท คู่สมรสมีรายได้จากค่าเช่าที่ดินปีละ 200,000 บาท ส่วนบุตรอยู่ในระหว่างการศึกษาเล่าเรียน แต่ปรากฏรายการธุรกรรมเงินฝากจำนวนมากเข้าบัญชีธนาคารของนายบุญทรง คู่สมรส บุตร และบริษัทจำกัด 2แห่ง ที่มีนายบุญทรง เป็นผู้ก่อตั้งและมารดาของคู่สมรส เป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนเงิน โดยปราศจากแหล่งที่มาของรายได้ที่ชัดเจน

ปปช.ฟันแจงที่มาทรัพย์สินไม่ได้

ต่อมา ปรากฏข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม.25/2558 และ อม.1/2559 คดีหมายเลขแดงที่ อม.178/2560 และ อม.179/2560 เมื่อวันที่ 25สิงหาคม2560และวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 ประกอบคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ อม.อธ.3,4/2560และคดีหมายเลขแดงที่ อม.อธ.2-3/2562 เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2562 ว่า นายบุญทรง ได้กระทำการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว และการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) และการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อเงินงบประมาณแผ่นดินที่รั่วไหลเป็นจำนวนมากทรัพย์สินของนายบุญทรง รวมทั้งทรัพย์สินที่อยู่ในการถือครองของบุคคลและนิติบุคคลที่ใกล้ชิดในระหว่างตำแหน่งดังกล่าว รวมจำนวนทั้งสิ้น 107,020,830 บาท ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์หรือแสดงแหล่งที่มาของทรัพย์สินได้ จึงเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ ประกอบด้วยทรัพย์สินดังนี้ 1.เงินฝากธนาคารในชื่อของนายบุญทรง จำนวน 1 บัญชี รวมเป็นเงิน 300,000 บาท 2.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีคู่สมรส จำนวน 2 บัญชี รวมเป็นเงิน 3,100,000บาท 3.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีบุตรจำนวน 5 บัญชี รวมเป็นเงิน 70,598,700 บาท 4.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีบริษัทจำกัด 2 แห่ง ซึ่งมีมารดาของคู่สมรสเป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนเงิน จำนวน 2 บัญชี รวมเป็นเงิน 33,022,130 บาท

ส่งศาลฎีกายึดทรัพย์เข้าแผ่นดิน

คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วมีมติดังนี้ นายบุญทรง ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น มากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 107,020,830 บาท ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สิน ที่ร่ำรวยผิดปกติ รวมทั้งบรรดาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ได้มาแทนทรัพย์สินนั้น ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา118 หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่า ร่ำรวยผิดปกติ ตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแล้ว ให้ขอให้ศาลบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ ภายในระยะเวลา 10 ปี ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา125 ด้วย

ครม.เงาตามเขย่าทุจริตคอร์รัปชั่น

ที่รัฐสภา น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ ในฐานะทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านปฏิรูปภาครัฐ แถลงภายหลังการประชุม ครม.เงา พรรคประชาชน (ปชน.) ว่า เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการให้สินบน สืบเนื่องจากการที่คณะทำงานซีโร่คอร์รัปชั่นของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และกลุ่มเพื่อนไม่ทน ได้นำเสนอข้อมูลที่มาจากผลสำรวจ ซึ่งเป็นการสำรวจ SMEsไทยที่มีภาระจะต้องจ่ายสินบนและเจอกับเรื่องนี้ทุกวัน เรามีความน่าเป็นห่วงมาก เพราะเศรษฐกิจเองอยู่ในภาวะที่กำลังหนักหนาสาหัสยังต้องมาเจอเรื่องการจ่ายสินบน สำหรับข้อเสนอมี 3 ประเด็น ได้แก่ 1.ปัญหาการเรียกสินบนการทุจริตคอร์รัปชั่นส่วนหนึ่ง และส่วนสำคัญ มันมาจากการใช้อำนาจในการอนุญาต หรือการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีความจำเป็นต้องยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัย ลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น และลดขั้นตอน ระยะเวลา

ประชาชนต้องมีส่วนร่วมตรวจสอบ

น.ส.เพียงพนอ กล่าวต่อว่า 2.เปลี่ยนวิธีการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รวมถึงการแก้ไขกฎกระทรวงที่ทำให้ลดการแข่งขัน เช่น การจ้างต่ำกว่า 500,000บาท ซึ่งมีหน่วยงานที่ได้รับสิทธิพิเศษและจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งมูลค่าประมาณ 400,000ล้านบาทและหากสามารถดำเนินการได้จะประหยัดไปประมาณ 10% หรือ 40,000ล้านบาท 3.จัดให้มีความคุ้มครองในเรื่องผู้ที่ให้เบาะแสการให้สินบน ทุจริต หรือคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นหลักที่ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือOECD ที่รัฐบาลไทยได้สมัครเป็นสมาชิก ก็เป็นหลักการสำคัญและพ.ร.บ.ปปช.ก็มีหลักการนี้ ดังนั้น เราต้องส่งเสริมให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการลดปัญหานี้ ซึ่งจากรายงานผลสำรวจของ กกร.พบว่า ประชาชนไม่มั่นใจในการให้ข้อมูล จึงมีความจำเป็นที่รัฐจะต้องส่งเสริมทำให้เกิดความมั่นใจ

ไอซ์แนะใช้เทคโนโลยีสู้คอร์ฟรัปชั่น

ด้านน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ในส่วนของ กกร.ที่ตนสำรวจมา พบว่ามี 2 เรื่องที่ กกร.ให้ความสำคัญคือ 1.การจัดซื้อจัดจ้างที่เจ้าหน้าที่รัฐพยายามเข้ามาบอกว่าหากติดสินบนอาจจะได้โครงการรัฐง่ายขึ้นและ2.การใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพื่อลดดุลยพินิจของรัฐ ซึ่งการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นที่ดีที่สุดคือการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะและให้ภาคประชาสังคมหรือภาคประชาชนได้ใช้ทักษะหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาวิเคราะห์ ซึ่งทุกวันนี้ภาคประชาชนพร้อมอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นแอคไอเอ หรือเว็บไซต์ภาษีไปไหน แต่สิ่งที่ติดขัดนั้นติดขัดอยู่ที่ภาครัฐพรรคประชาชน เราเคยเสนอไปว่าให้เปิดฐานข้อมูลคือ ข้อมูลของระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-GP (Electronic Government Procurement) สิ่งที่เราต้องการคือการเปิด API ของระบบ e-GP ของกรมบัญชีกลางเพื่อให้ภาคประชาชนสามารถเชื่อมต่อข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ อีกส่วนหนึ่งคือการจดทะเบียนต่างๆ ของบริษัทในกรมพัฒนาธุรกิจ ซึ่งทุกวันนี้หากใครที่ต้องการจะเข้าไปดูรายชื่อหรือข้อมูลลึกๆ ต้องจ่ายเงิน รวมถึงการจะเข้าไปดูรายชื่อผู้ถือหุ้นยังมีข้อจำกัดและยากอยู่มาก และยังมีรายชื่อของข้าราชการระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งต่างๆ ซึ่งฐานข้อมูลอาจจะไม่ได้เปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย

ช่วยทำให้การจัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า อีกอย่างคือเรื่องของบัญชีทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แม้จะมีการขยายเวลาแล้ว แต่ก็ยังมีเวลาที่ค่อนข้างจำกัดอยู่ ทั้งนี้ หากเราเปิด API ในระบบ e-GP ของกรมบัญชีกลาง และเปิด API ของฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจ เราจะสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อทำให้การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐโปร่งใสเพิ่มขึ้นได้ โดยที่อาจจะมีธงแดงในโครงการที่ส่อว่าจะเป็นไปในทิศทางการฮั้วประมูล นักการเมืองหรือผู้บริหารระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้องหรือมีนามสกุลที่เกี่ยวข้องกันหรือไม่ โดยสิ่งเหล่านี้จะทำให้การเรียกรับผลประโยชน์ลดลงไปได้ในที่สุด การแข่งขันจะเป็นไปในทิศทางสมบูรณ์มากขึ้น

จองกฐินก.แรงงาน-ก.ทรัพยากรฯ

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า ขณะที่การใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพื่อลดดุลยพินิจของรัฐ ซึ่งตนเห็นว่ามีอยู่สองกรมที่อยู่ภายใต้การสำรวจที่ขึ้นชื่อว่ามีสถิติการเรียกรับผลประโยชน์มีความถี่อยู่ในระดับที่ 10 กว่าๆ คือ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกระทรวงแรงงานพยายามที่จะใช้แพลตฟอร์ม e-WorkPermitซึ่งมีการตั้งงบประมาณสูงถึง 7พันล้านบาท ในการที่จะทำแพลตฟอร์มให้แรงงานต่างด้าวหรือแรงงานข้ามชาติสามารถลงทะเบียนได้โดยใช้แพลตฟอร์มที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ แต่เราต้องยอมรับว่าการที่เวลาต่างด้าวหรือแรงงานข้ามชาติไปขอใบอนุญาตในการทำงานหรือขอบัตรชมพูต่างๆ มีการเรียกรับผลประโยชน์อยู่ ดังนั้น จึงมีการถ่วงเวลาเพื่อที่จะทำให้ระบบนี้ล่าช้าลงไป

น.ส.รักชนก กล่าวว่า รวมถึง e-ticket ที่อยู่ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ หรือกรมอุทยาน ที่แม้ว่าโครงการนี้จะมีมาหลายปีแล้วแต่อุทยานยังไม่ได้มีการประยุกต์ใช้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะการเรียกเก็บค่าเข้าอุทยานบางครั้งบางที่ยังเรียกเก็บเป็นเงินสด ซึ่งสามารถที่จะนำเข้ากระเป๋าได้สะดวกขึ้น โดยอาจจะเห็นว่าบางครั้งอธิบดีบางกรมของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ถูกจับ

ชัชชาติทำงานวันสุดท้าย5โมงเย็น

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ภายหลังประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสมัยสอง ในเวลา 17.00 น.นี้ว่า ใบลาออกไปเช้าวันนี้แล้ว มีผลทันทีในเวลา 17.00น.เพราะคืนนี้ต้องเดินทางไปต่างประเทศร่วมงานรับปริญญาของ “แสนดี” นายแสนปิติ สิทธิพันธุ์ ลูกชาย จะได้ไม่ต้องไปเบียดเบียนเวลาราชการและไม่ต้องมีรักษาการ โดยยืนยันว่าจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ในสมัยต่อไป สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเน้นนโยบายเรื่องผลิตภาพ (Productivity) เพราะขณะนี้เราต้องแข่งกับเมืองทั่วโลก ทำอย่างไรใช้ทรัพยากรให้น้อยเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด เพิ่มประสิทธิภาพของเมืองให้มากขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี ประกอบไปด้วย 3 เรื่องคือ “ความสุข โอกาส และความหวัง” เพราะช่วงที่ผ่านมาเรามีความสุขมากขึ้น เมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต่อไปจึงต้องใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ แข่งขันกับเมืองต่าง ๆ ทั่วโลกในอนาคต

ขอบคุณมารค์ให้คะแนนมากกว่า5

นายชัชชาติ ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้คะแนนตนเองมากกว่า 5 คะแนน และ สก.ของพรรคประชาธิปัตย์ก็อยากทำงานร่วมด้วยว่า ขอขอบคุณนายอภิสิทธิ์ อย่างที่บอกว่าให้คะแนนตนเองไม่ได้ ต้องฟังคนอื่นและฟังคำติเยอะๆ เราพร้อมร่วมงานกับ สก.ทุกคนทุกพรรคเป็นคนเก่งคนดี ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และ สก.ที่ไม่สังกัดพรรคก็มีดีเยอะ ขอฝากประชาชนช่วยกันคัดเลือก สก.ที่ซื่อสัตย์ สุจริต ทำงานดี ดูแลประชาชนเข้ามาทำงานร่วมกัน อนาคตผู้ว่าฯ กทม.จะเป็นใครก็ตาม คงจะได้ สก.ที่ดี มีคุณภาพมาทำงาน

นำคณะไหว้ลาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กทม.

เวลา 15.25 น.ที่ศาลาว่าการกทม.(เสาชิงช้า) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. นำทีมบริหารรองผู้ว่าฯ คณะที่ปรึกษาฯ ร่วมไหว้สักการะพระพุทธนวราชบพิตร ภายในศาลาว่าการกทม. เป็นครั้งสุดท้าย ภายหลังลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก่อนหมดเวลาปฏิบัติหน้าที่ 17.00 น.

จากนั้นนายชัชชาติ ได้ไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า)ประกอบด้วย ศาลพระภูมิ หลวงปู่มงคลประสาท และ ศาลจีน เจ้าพ่อเพ่งนั้มกิมไซ และได้พาสื่อมวลชนเข้าชมห้องทำงานหลังจากเก็บของเสร็จหมดแล้ว

ภท.จ่อชงร่างแก้รธน.ให้สภา20พ.ค.

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยว่า วันที่ 19 พ.ค.จะเสนอร่างให้ที่ประชุมสส.ของพรรคพิจารณา หากที่ประชุมเห็นชอบจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยต่อประธานรัฐสภาวันที่ 20พ.ค.โดยเนื้อหา ในร่างของพรรคภูมิใจไทยจะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา256โดยเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามผลการลงประชามติของประชาชน 21ล้านเสียง โดยจะไม่มีการแก้ไขเนื้อหาในหมวด 1หมวด 2 โดยจะกำหนดล็อคไม่ให้สภาร่างรัฐธรรนูญ(สสร.)มาแก้ไขส่วนนี้ด้วย

ปชป.จ่อหารือพท.-กธ.-ปช.ยื่นแก้รธน.

ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่าในการประชุมสส.ของพรรควันพรุ่งนี้(19พ.ค.)จะมีประเด็นหารือถึงการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ใน 2 ประเด็นคือ ว่าด้วยองค์กรอิสระ และ การแก้ไขมาตรา 256 เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของพรรคที่ได้หาเสียงไว้ ในตอนแรกคาดว่าคณะรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทยจะยืนยันร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ค้างอยู่ในสภาชุดก่อนหน้านี้ เมื่อรัฐบาลเลือกไม่ยืนยัน พรรคจึงมีแนวทางที่จะเดินหน้า แต่ด้วยเสียงที่มีปัจจุบันไม่เพียงพอที่จะเข้าชื่อเสนอได้ เพราะการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้ 100เสียงขึ้นไป ในที่ประชุมพรรคจะหารือเพื่อให้เป็นข้อยุติต่อการเดินหน้าพูดคุยกับพรรคการเมืองที่มีแนวคิดต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกัน แต่มีจำนวน สส.ในพรรคไม่เพียงพอต่อการเสนอร่างแก้ไข เช่น พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม พรรคประชาชาติ มาร่วมเสนอร่างแก้ไข ส่วนรายละเอียดนั้นยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจน ทั้งนี้ต้องรอหารือกับพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วย และหลังจากการประชุมสส.ในวันที่ 19 พ.ค.แล้ว พรรคจะเดินหน้าหารือและชักชวนสส.ในพรรคการเมือง ที่เสียงไม่พอต่อการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที

​ชงฉีกMOU43 ชี้ขัดรธน.ไทย-เขมร สว.เสนอครม.ตัดสิน

​ชงฉีกMOU43 ชี้ขัดรธน.ไทย-เขมร สว.เสนอครม.ตัดสิน

​ชงฉีกMOU43 ชี้ขัดรธน.ไทย-เขมร สว.เสนอครม.ตัดสิน

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ชงฉีกMOU43 ชี้ขัดรธน.ไทย-เขมร สว.เสนอครม.ตัดสิน

กมธ.” ชงรัฐบาลฉีก MOU43 ต่อจาก MOU44 ชี้ขัดรธน.ทั้งไทย-กัมพูชา ไม่รอบคอบ การปักปันเขตแดน 26 ปีไม่คืบหน้า ทภ.1 ส่งทหารเคลียร์ปัญหา เขมร” เข้าพื้นที่ชายแดนทำการเกษตร เตือนระวังเข้ม หลังไทยเพิ่มมาตรการคุมพื้นที่ โฆษก ทอ.” เผยปี’72 เตรียมรับ กริพเพน อีเอฟ” ลำแรกเข้าประจำการแทน F-16 ฝูงบิน 102 หลังปลดประจำการ ลั่น เมื่อรบก็ต้องชนะ

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. กองบัญชาการกองทัพไทย จัดการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 4 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีพลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานการประชุมพร้อมด้วย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ณ กองบัญชาการกองทัพอากาศ เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ โดยในวันนี้ที่ประชุมได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถระบบอัตโนมัติ (Autonomous Systems) มีสาระสำคัญดังนี้

ปัจจุบันสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อ การพัฒนาขีดความสามารถทางทหารของหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะการนำระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ การตอบสนองต่อสถานการณ์ และการปฏิบัติการทางทหารในสงครามยุคใหม่ นำไปสู่แนวความคิดในการพัฒนาระบบอัตโนมัติ (Autonomous Systems)

ทุกเหล่าทัพร่วมเสนอแนวทาง

ทั้งนี้ กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่างก็ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถระบบอัตโนมัติของตนเองอย่างพร้อมเพรียง ก่อนที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จะได้กล่าวขอบคุณความร่วมมือจากทุกเหล่าทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการนำแนวคิดระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชน ซึ่งจะต้องกำหนดแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถด้านระบบอัตโนมัติอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และประสานสอดคล้องกัน เพื่อให้กองทัพไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำรงความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจภายใต้สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วต่อไป

ทภ.1เคลียร์ปัญหาเขมรเข้าทำเกษตร

ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.ต.วินธัย สุวารี กล่าวถึงกรณีประชาชนไทยไม่พอใจชาวกัมพูชาเข้ามาใช้พื้นที่ทำการเกษตรในพื้นที่ ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ว่า ขณะนี้กองทัพภาคที่ 1ได้ส่งกำลังทหารเข้าไปพูดคุยแล้ว เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าว ยังเป็นพื้นที่ที่ไม่มีการแบ่งเขตแดนอย่างชัดเจนจึงยังไม่สามารถระบุกรรมสิทธิ์ได้แน่นอน พร้อมขอความร่วมมือให้งดเข้าใช้พื้นที่ไปก่อน

โฆษกกองทัพบก กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้เข้มงวดเรื่องการใช้พื้นที่มากนัก แต่ภายหลังเกิดสถานการณ์สู้รบ ทำให้จำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดและใช้ความระมัดระวังมากขึ้น

เมื่อถามถึงกรณีประชาชนเรียกร้องให้มีการสร้างรั้วชายแดน สามารถดำเนินการได้ทันทีหรือไม่ พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีเส้นแบ่งเขตแดนที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน แม้บางพื้นที่ไทยจะเป็นฝ่ายควบคุมดูแล โดยบริเวณที่ควบคุมได้มีการวางแนวรั้วลวดหนามไว้แล้ว

พื้นที่ยาวกว่า400กม.ต้องใช้เวลา

ทั้งนี้ พื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะในความรับผิดชอบของ กองทัพภาคที่ 2 มีความยาวกว่า 400 กิโลเมตร จึงจำเป็นต้องใช้เวลาในการดำเนินการและบริหารจัดการพื้นที่อย่างเหมาะสม

“ขอให้พี่น้องประชาชนรับข้อมูลข่าวสารจากทหารและหน่วยราชการเป็นหลัก เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน บางครั้งประชาชนอาจยังไม่เข้าใจเรื่องเส้นสมมุติฐานที่ทหารทั้งสองฝ่ายกำหนดไว้ ซึ่งปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนแนวควบคุมพื้นที่อยู่ตลอด ส่วนพื้นที่ทำการเกษตรของประชาชนฝั่งไทยไม่มีปัญหา เพราะทราบแนวเขตสิ้นสุดของพื้นที่ชัดเจน ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา เจ้าหน้าที่ทหารของเขาก็ต้องไปทำความเข้าใจกับประชาชนของตนเองเช่นกัน” โฆษกกองทัพบกกล่าว

เส้นทางนารายณ์บรรทมสินธุใต้น้ำ

วันเดียวกัน กองทัพภาคที่ 2 โดย พล.ท.วีรยุทธ รักษศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้นำคณะร่วมสำรวจและเปิดเส้นทางลาดตระเวนและศึกษาธรรมชาติจากฐานพระใหญ่ กรมทหารพรานที่ 23 บริเวณสำนักสงฆ์ภูวังน้ำจั้น โดยใช้เส้นทางที่ชาวบ้านแข้ด่อน อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ที่เคยใช้เดินทางขึ้นไปสักการะ “นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ” ซึ่งถือเป็นภาพแกะสลักใต้น้ำแห่งเดียวของประเทศไทย หวังผลักดันเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์อย่างยั่งยืน

คณะสำรวจได้เดินทางศึกษาธรรมชาติและเข้าสักการะภาพสลักนูนต่ำ “พระนารายณ์บรรทมสินธุ์” บนโขดหินทรายธรรมชาติ ซึ่งถูกค้นพบโดยบังเอิญเมื่อปี พ.ศ.2522 จากนายพรานในพื้นที่หมู่บ้านแข้ด่อน ระหว่างออกหาปลาเพื่อยังชีพ ก่อนสังเกตเห็นภาพสลักใต้น้ำบริเวณลำธาร

เชื่อมีอายุเก่าแก่มากกว่า1,000 ปี

จากการตรวจสอบพบว่า เป็นภาพพระนารายณ์บรรทมตะแคงขวาเหนือพญาอนันตนาคราชสามเศียร บริเวณพระนาภีมีดอกบัวตูมผุดขึ้นมา และบริเวณปลายพระบาทปรากฏรูปสตรี ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นพระลักษมี ตัวภาพมีความยาวประมาณ 120 เซนติเมตร สูง 50 เซนติเมตร และเชื่อว่ามีอายุมากกว่า 1,000 ปี

ปัจจุบัน ภาพสลักดังกล่าวอยู่ภายใต้การดูแลของ สำนักศิลปากรที่ 9 ร่วมกับ อุทยานแห่งชาติภูจองนายอย ในพื้นที่เทือกเขาพนมดงรัก เขตเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

สำหรับเรื่องราว “นารายณ์บรรทมสินธุ์” ปรากฏอยู่ในมหากาพย์ มหาภารตะ ซึ่งกล่าวถึงช่วงสิ้นกัลป์ว่า ทุกสรรพสิ่งจะถูกทำลายและจมลงใต้มหาสมุทร ก่อนที่พระนารายณ์ ผู้บรรทมเหนือพญานาค จะตื่นขึ้นเพื่อสร้างโลกและสรรพสิ่งขึ้นใหม่อีกครั้ง สะท้อนความเชื่อด้านจักรวาลวิทยาและศรัทธาทางศาสนาที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

เตรียมพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว

ทั้งนี้ ภายหลังเหตุการณ์ปะทะในพื้นที่ กองพลพัฒนาที่ 2 และหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 ได้เริ่มดำเนินการพัฒนาเส้นทางยุทธศาสตร์เชื่อมต่อถนนสายหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ โดยมีแผนพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดส่งเสริมกิจกรรมท่องเที่ยวชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและโบราณวัตถุ เพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยในทุกปีจะมีการจัดพิธีบวงสรวง “นารายณ์บรรทมสินธุ์” ในช่วงน้ำลดราวต้นเดือนมีนาคม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งประเพณีสำคัญของชาวจังหวัดอุบลราชธานีและผู้มีจิตศรัทธาจากทั่วประเทศ

กมธ.ชง รัฐบาลฉีก MOU43

ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณารายงานศึกษาเรื่องข้อดีข้อเสียการยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และเอ็มโอยู 2544 เพื่อแก้ปัญหาาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ที่มี นายนพดล อินนา สว. เป็นประธานกมธ. พิจารณาแล้วเสร็จ

โดยนายนพดล รายงานผลการศึกษาตอนหนึ่ง กมธ.มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และ เอ็มโอยู 2544 โดยในส่วนของเอ็มโอยู 2543 เป็นสนธิสัญญาที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อปี 2543 ไม่ได้มีมติเห็นชอบ แต่มีมติเพียงรับทราบ และการอนุมัติให้ไปลงนามรับรองเอ็มโอยู 2543 ยังไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องเสนอครม.ให้ความเห็นชอบก่อน และการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2แสนในเอ็มโอยูที่มีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐ แต่ไม่ได้เสนอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น แผนที่ที่จัดทำขึ้นตาม เอ็มโอยู 2543 เมื่อเสร็จแล้ว จะไม่ได้รับการรับรองจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างแน่นอน และการดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชาตามเอ็มโอยู 2543 มีความคืบหน้าน้อยมาก แม้เวลาผ่านไปเกือบ 26 ปี ซึ่งปัจจุบัน การดำเนินการยังอยู่ในขั้นแรก จากทั้งหมด 5 ครั้ง และเกิดการปะทะกันครั้งล่าสุด

“กมธ.ยืนยันว่า ฝ่ายไทย สามารถยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ฝ่ายเดียวได้ แต่ต้องแจ้ง ให้กัมพูชาทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน และเมื่อไทยแจ้งยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ให้กัมพูชาทราบแล้ว ไทยยังมีเวลาอีกอย่างน้อย 3 เดือน หากไทยต้องการจะเจรจากับกัมพูชา เพื่อปรับปรุงเอ็มโอยู 2543 ตามที่ไทยต้องการสามารถทำได้ ถ้าการเจรจาสำเร็จ ไทยสามารถถอนการยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ได้ แต่ถ้าการเจรจาไม่สำเร็จ ไทยยังยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งที่เจรจาตกลงกันได้แล้วก่อนการยกเลิก” นายนพดล กล่าว

สว.มีทั้งเห็นด้วยและคัดค้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการพิจารณารายงานดังกล่าว พบว่ามี สว. ที่เห็นแตกต่าง ทั้งสนับสนุนรายงานและไม่สนับสนุนรายงานเนื่องจากมองว่ามีวาระซ่อนเร้นอีกทั้งมองว่าเอ็มโอยู 2543 ยังเป็นเครื่องมือสำคัญต่อการเจรจาหาทางออกกับกัมพูชาในความขัดแย้งโดยเฉพาะเรื่องทรัพยากรที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

โดยนายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. อภิปรายไม่เห็นด้วยต่อรายงานของกมธ. ตอนหนึ่งว่า การฉีกเอ็มโอยูทิ้ง เท่ากับการสูญเสียกลไกทวิภาคี และจะทำให้ไทยเดินเข้าสู่การประนอมข้อพิพาทภาคบังคับ ที่มีคนต่างชาติ 5 คนมาเป็นคนกลางพิจารณา ดังนั้นเหตุผลที่ระบุว่ายกเลิกเพื่อลดข้อกังวลจึงเป็นการเอาอธิปไตยไทยไปวางในมือของคนนอก ทั้งนี้การฉีกเอ็มโอยูทิ้ง เท่ากับไทยละทิ้งข้อตกลงว่าด้วยการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนที่กำหนดให้เจรจาผลประโยชน์ทางทะเลไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นข้อที่ทำให้ไทยได้เปรียบกว่ากัมพูชา อย่างไรก็ดีตนมองว่าการพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่าให้กระแสชาตินิยมข่มผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ และขอให้พิจารณาว่าเราจะเป็นรัฐที่ฉลาดใช้เครื่องมือทางการทูตเพื่อต้อนคู่แข่งให้จนมุม หรือเป็นรัฐหวาดระแวงในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงตามกระแสชาตินิยมจนฉีกข้อตกลงทิ้ง ตนมองว่าการรักษาหรือปรับเปลี่ยนเอ็มโอยู 2543 เอ็มโอยู 2544 เพื่อใช้ คือยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งและสมเกียรติประเทศไทย

และหลังจากที่ สว.ได้อภิปรายและกมธ.ได้ชี้แจงแล้ว พล.อ.เกรียงไกร แจ้งว่าจะส่งความเห็น ข้อสังเกตและรายงานของ กมธ. ให้ ครม. พิจารณารับทราบต่อไป

ทอ.เตรียมรับกริพเพน อีเอฟ

ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ (โฆษก ทอ.) กล่าวกับสื่อมวลชนถึงความคืบหน้าการจัดหาเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง “กริพเพน อีเอฟ” เข้าประจำการว่า เมื่อต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะประธานคณะกรรมการ และฝ่ายรัฐบาลในโครงการจัดซื้อครั้งนี้ ได้เดินทางไปประชุมที่ประเทศสวีเดนร่วมกับรัฐบาลสวีเดน โดยบรรยากาศการดำเนินโครงการเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ รวมทั้งมีการหารือถึงการดำเนินโครงการในระยะที่ 2 ซึ่งกองทัพอากาศจะเสนอของบประมาณในปีงบประมาณ 2571 โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ช่วงเวลานี้ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของโครงการ ทั้งนี้ โครงการถูกแบ่งออกเป็นหลายระยะ เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ จึงต้องมีการพูดคุยและเจรจา เพื่อให้แผนการจัดหาทดแทนครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสามารถนำเครื่องบินขับไล่ “กริพเพน อีเอฟ” เข้าประจำการได้ตามแผนที่กำหนดไว้

พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ กล่าวว่า กองทัพอากาศได้ปรับโครงสร้างกำลังรบ เพื่อให้พร้อมรองรับกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากมีความจำเป็นต้องใช้กำลังในอนาคต กองทัพอากาศต้องมีความพร้อมในทุกมิติ เพื่อปฏิบัติการทางอากาศ รักษาผลประโยชน์ของชาติ และปกป้องอธิปไตยของไทย

พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ กล่าวอีกว่า โครงการ “กริพเพน อีเอฟ” ของกองทัพอากาศไทย จะจัดซื้อทั้งหมด 12 เครื่อง เพื่อนำมาทดแทนเครื่องบินขับไล่ F-16 ของฝูงบิน 102 ซึ่งปัจจุบันปลดประจำการไปแล้ว โดยขณะนี้กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา ยังเหลือเครื่องบิน F-16 ของฝูงบิน 103 ประจำการอยู่ และคาดว่าจะสามารถนำเครื่องบินเข้าประจำการครบทั้ง 12 เครื่องได้ภายในปี 2580 ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลในแต่ละช่วงเวลา

ลั่นเมื่อรบก็ต้องชนะ

เมื่อถามว่าเครื่องบินขับไล่ “กริพเพน อีเอฟ” จะเข้าประจำการแทน F-16 ลำแรกได้เมื่อใด พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ กล่าวว่า ในปี 2572 จะเริ่มเฟสแรกทยอยเข้าประจำการ โดยโครงการทั้งหมดมีการวางแผนไว้แล้ว ส่วนเฟส 2 ยังไม่สามารถยืนยันจำนวนเครื่องได้ เนื่องจากต้องเสนอของบประมาณในปี 2571

“เครื่องบินขับไล่ทุกแบบที่กองทัพอากาศไทยจัดซื้อ ล้วนผ่านการคัดเลือกอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ติดตั้งกับเครื่องบิน ทั้งจรวดนำวิถีความร้อน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชั้นนำของโลกที่สามารถยิงได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร การจัดซื้อไม่ได้มีเพียงเครื่องบิน แต่รวมถึงระบบอาวุธที่ทำให้เรามั่นใจว่าเหนือกว่าภัยคุกคามรอบด้าน ต่อให้ประเทศเพื่อนบ้านมีเครื่องบินรบในอนาคต เมื่อเรารบ เราก็ต้องชนะ” พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ กล่าว

อึ้งกักตุนน้ำมันเงินว่อน สะพัด3พันล. นอมินีโผล่คลังอ่างทอง

อึ้งกักตุนน้ำมันเงินว่อน สะพัด3พันล. นอมินีโผล่คลังอ่างทอง

อึ้งกักตุนน้ำมันเงินว่อน สะพัด3พันล. นอมินีโผล่คลังอ่างทอง

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อึ้งกักตุนน้ำมันเงินว่อน สะพัด3พันล. นอมินีโผล่คลังอ่างทอง 4หน่วยงานรัฐร่วมสอบ มัดจอดเรือ-ประวิงเวลา ทำดีเซลล่องหนมหาศาล ไม่พบนักการเมืองเอี่ยว

“4 หน่วยงาน” พบหลักฐานขบวนการ ประวิงเวลา-กักตุนน้ำมัน” ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันในช่วงวิกฤต พบใช้หุ่นเชิดรับเงินแทน ในคลังอ่างทอง มีหลักฐานเงินหมุนเวียนกว่า 3 พันล้าน ขณะที่ปมจอดเรือประวิงเวลากลางอ่าวไทยโดนไปหลายลำ ทำดีเซลล่องหนมหาศาล แต่ไม่พบนักการเมืองมีเอี่ยวชุดสุดซอยเตรียมเข้าแจ้งความบริษัทคลังน้ำมันเพิ่มเติมที่ดีเอสไอ

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน พร้อมด้วย พลตำรวจเอกธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปนม.ตร.) พันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรมสรรพสามิต กรมธุรกิจพลังงาน และกรมการค้าภายใน แถลงผลการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ส่วนหนึ่ง ที่มีสถานีน้ำมันของตนเองมีการประวิงเวลา การจำหน่ายเพื่อกักตุนน้ำมัน ฉวยโอกาสเก็งกำไร ราคาน้ำมันที่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเป็นเหตุให้เกิดภาวะวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงในเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการสู้รบกันในตะวันออกกลาง

คณะทำงานฯตรวจสอบจนพบว่า สาเหตุที่น้ำมันขาดแคลนโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันดีเซล เกิดจากการประวิงเวลา การจำหน่าย น้ำมันของผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ส่วนหนึ่งที่มีสถานีบริการน้ำมันไม่จ่ายน้ำมันออกไปยังสถานีบริการน้ำมันในช่วงปิดช่องแคบฮอร์มุซ ระหว่างวันที่ 20 – 25 มีนาคม 2569 ถึงแม้มีน้ำมันอยู่ในคลังน้ำมันอย่างเพียงพอ จนทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากจากการที่สถานีบริการน้ำมันไม่มีน้ำมันจำหน่าย โดยปริมาณน้ำมันดีเซลช่วงหลังจากปิดช่องแคบฮอร์มุช น้ำมันดีเซลได้หายไปจากระบบสะสมรวมแล้วกว่า 29.2 ล้านลิตร คิดเป็น 20.2%

นอกจากนั้น แล้วผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ยังมีการนำน้ำมันไปกักตุนในการขนส่งทางเรือและทางรถ โดยใช้การประวิงเวลาเพื่อให้น้ำมันไปถึงคลังน้ำมันในช่วงเวลาที่ตนเองสามารถที่จะทำกำไรได้อย่างมหาศาลจากการเก็งกำไร ราคาน้ำมัน โดยพบเรือขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่ (2-5 ล้านลิตร) จำนวน 23 เที่ยว (ของเดิม 2 เที่ยว) ประวิงเวลาเพื่อกักตุน น้ำมันบนเรือ จำนวน 50.8 ล้านลิตร และการประวิงเวลาทางรถ ซึ่งพบว่าไม่มีการระบุปลายทางจำนวน 662 เที่ยว จำนวน น้ำมัน 2.1 ล้านลิตร ซึ่งเชื่อว่ามีพฤติกรรมในการกักตุนน้ำมันไว้บนรถหรือในสถานที่กักเก็บน้ำมันอื่นใดที่มีใช้ของสถานีบริการ น้ำมัน โดยจะมีการสืบสวนขยายผลต่อไป

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ส่วนหนึ่งที่มีสถานีบริการน้ำมันที่มีการกระทำที่บิดเบือนกลไกตลาด โดยการประวิงเวลากักตุนน้ำมันในคลังและในการขนส่งทางเรือ ทางรถ เพื่อฉวยโอกาสทำกำไรให้กับธุรกิจของตนเอง ขาดธรรมาภิบาล โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนและไม่เกรงกลัว ต่อกฎหมาย ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ พนักงานสอบสวนในข้อหา “ประวิงการจำหน่าย มาตรา 30 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 เพื่อดำเนินคดีต่อไป

ด้านพลตำรวจเอกธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่าจากการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบความผิดปกติในระบบกระจายน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งการกักตุนบนคลังน้ำมัน การหน่วงเวลาขนส่งทางเรือ และการขนส่งทางบก เพื่อหวังเก็งกำไรในช่วงวิกฤตโครงสร้างระบบน้ำมันของประเทศไทย เริ่มจากการนำน้ำมันดิบเข้าสู่โรงกลั่น ก่อนส่งต่อไปยังคลังน้ำมันและกระจายไปยังสถานีบริการทั่วประเทศ ทั้งทางเรือและทางรถบรรทุก โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่พึ่งพาการขนส่งทางเรือเป็นหลัก

จากการตรวจสอบพบว่า แม้ปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศจะมีเพียงพอต่อการบริโภค โดยช่วงต้นเดือนมีนาคมมีน้ำมันในคลังสูงถึงเกือบ 600 ล้านลิตร และลดลงมาเหลือประมาณ 400 ล้านลิตร ซึ่งยังถือว่าเพียงพอ แต่กลับพบว่าผู้ค้าน้ำมันบางรายลดการจ่ายน้ำมันออกจากคลังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติอย่างผิดสังเกต

โดยในช่วงวันที่ 20-25 มีนาคม ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตน้ำมันขาดแคลน พบว่าปริมาณการจ่ายน้ำมันลดลงต่อเนื่อง จากปกติที่ควรจ่ายวันละประมาณ 48 ล้านลิตร ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 24 และบางวันลดลงต่ำกว่านั้น ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำมันขาดตลาด ทั้งที่ในระบบยังมีน้ำมันเพียงพอ

นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมกักตุนน้ำมัน ทั้งในระดับครัวเรือนและผู้ประกอบการขนส่ง รวมถึงการกักเก็บน้ำมันบนเรือขนส่ง โดยตรวจสอบพบเรือขนส่งน้ำมันจำนวน 257 เที่ยว มีถึง 23 เที่ยวที่ไม่ส่งน้ำมันตามกำหนด และมีพฤติการณ์ประวิงเวลาเพื่อรอราคาปรับสูงขึ้น คิดเป็นปริมาณน้ำมันกว่า 50 ล้านลิตร มูลค่าความเสียหายประมาณ 380 ล้านบาท

พลตำรวจเอกธัชชัย ยังยกตัวอย่างผู้ค้าน้ำมันรายหนึ่ง ที่มีน้ำมันสำรองกว่า 13 ล้านลิตร แต่ในช่วงวิกฤตกลับลดการจ่ายน้ำมันลงกว่า 64 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงปกติ ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถหาซื้อน้ำมันได้

พลตำรวจเอกธัชชัย ยืนยันว่า ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ส่วนหนึ่ง ที่มีสถานีบริการน้ำมัน มีการกระทำที่บิดเบือนกลไกตลาด โดยการประวิงเวลา กักตุนน้ำมันในคลัง และในการขนส่งทางเรือ ทางรถ เพื่อฉวยโอกาสทำกำไรให้กับธุรกิจของตนเอง ขาดธรรมาภิบาล โดยไม่คำนึงความเดือดร้อนของประชาชนและ ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง

เบื้องต้นเตรียมแจ้งความเอาผิด กลุ่มคลังน้ำมัน (มาตรา 7) และกลุ่มเรือขนส่งน้ำมัน จำนวน 23 เที่ยว ในข้อหา “ประวิงการจำหน่าย”

ด้านพันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI บอกว่า สำหรับกรณีกักตุนน้ำมันที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขณะนี้มีการสอบปากคำพยานไปแล้วจำนวนหนึ่ง หลังพบความผิดปกติในการจำหน่ายน้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ที่มีการจำหน่ายสูงถึง 2.16 ล้านลิตร สูงกว่าช่วงเดือนก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับช่วงที่เกิดความตื่นตระหนกและความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น

พันตำรวจตรียุทธนาระบุว่า ช่วงเวลาดังกล่าวมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันรวมถึง 6 ครั้ง รวมกว่า 11.50 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจสำคัญให้เกิดการกักตุน เพื่อเก็งกำไร โดยคาดว่าอีกประมาณ 10 วัน จะสามารถสรุปผลการสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องได้

ส่วนคดีปลอมปนน้ำมันในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง ขณะนี้พนักงานสอบสวนพบข้อมูลและพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงผู้ได้รับผลประโยชน์ตัวจริง ซึ่งไม่ใช่ผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัทโดยตรง แต่เป็นบุคคลภายนอกที่มีอำนาจควบคุมการเงินและการดำเนินธุรกิจแทนบริษัท จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบเงินหมุน เวียนกว่า 3,000 ล้านบาท ขณะที่ผู้ถือหุ้นและกรรมการบางรายเข้าข่ายเป็นเพียง “ตัวแทนอำพราง” หรือ นอมินี โดยบุคคลที่ได้รับผลประโยชน์ตัวจริงอาจมีรายได้จากธุรกิจดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่ง DSI อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม ก่อนขยายผลดำเนินคดีต่อไป

นอกจากนี้ DSI ยังตรวจพบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางเรือจำนวน 99 เที่ยว จากภาคตะวันออกไปยังภาคใต้ โดยพบการฝ่าฝืนประกาศกรมธุรกิจพลังงานถึง 166 รายการ เช่น ไม่ระบุปลายทางการขนส่ง ไม่มีหมายเลขกำกับเอกสาร วันเวลาเดินทาง หรือข้อมูลผู้ขนส่งอย่างชัดเจน ซึ่งอาจเปิดช่องให้มีการกระทำผิดอื่นแอบแฝง เบื้องต้น เจ้าหน้าที่เตรียมออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขณะเดียวกัน DSI ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารหลักฐานจากสถานประกอบการอีก 7 จุด ทั้งข้อมูลปริมาณน้ำมันคงคลัง กล้องวงจรปิด ใบกำกับภาษี และค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เพื่อวิเคราะห์เส้นทางการกระทำผิดและขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อไป

พันตำรวจตรียุทธนา บอกอีกว่า ในขณะเดียวกันรัฐบาลได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาในเรื่องความผิดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหนึ่งในคณะทำงานมีทางปปง.อยู่ด้วย แต่ในขณะนี้ยังไม่พบว่าเป็นความผิดมูลฐานข้อหาฟอกเงิน แต่หากสอบสวนไปแล้วพบว่าพฤติการณ์เข้าความผิดฐานอาญาก็จะยึดทรัพย์ด้วยทันที ส่วนกลุ่มการเมืองในขณะนี้จากการตรวจสอบยังไม่พบว่ามีนักการเมืองเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง

ด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ทุกหน่วยงานร่วมมือกับตรวจสอบเรื่องกักตุนน้ำมันจนความจริงปรากฎ และดำเนินคดีทุกรายเพื่อไม่ให้มีการฉวยโอกาสหากำไรจากความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงวิกฤตอีกต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า วันที่ 20 พ.ค.69 เวลาประมาณ 13.00 น. เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน นำโดย น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หรือโอ๋ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน (ทีมชุดสุดซอย) จะเดินทางมา ที่อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร เพื่อเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติมแก่บริษัทคลังน้ำมันแห่งหนึ่ง ใน จ.อ่างทอง ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มี.ค.69 เนื่องจากพฤติการณ์ “ไม่มีการแจ้งปริมาณการนำเข้า-ส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงตามคำสั่งนายกฯ”

ศุภมาส สั่ง สคบ. ขยายผลเหตุรถเมล์สาย 4-3E เรียกค่าเสียหายผู้โดยสารหัวฟาดกระจก ชม ขสมก. เยียวยาเร็ว

ศุภมาส สั่ง สคบ. ขยายผลเหตุรถเมล์สาย 4-3E เรียกค่าเสียหายผู้โดยสารหัวฟาดกระจก ชม ขสมก. เยียวยาเร็ว

ศุภมาส สั่ง สคบ. ขยายผลเหตุรถเมล์สาย 4-3E เรียกค่าเสียหายผู้โดยสารหัวฟาดกระจก ชม ขสมก. เยียวยาเร็ว

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.34 น.

ศุภมาส สั่ง สคบ. ขยายผลเหตุรถเมล์สาย 4-3E “ผู้โดยสารหัวฟาดกระจกถูกเรียก 4,300 บาท” ชม ขสมก. เยียวยาเร็ว ลั่นต้องวางมาตรฐานทั้งระบบ ห้ามผู้ประกอบการโยนภาระให้ผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สั่งการ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. ขยายผลกรณีรถโดยสารประจำทางสาย 4-3E เส้นทางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถึง หมอชิต 2 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่พนักงานขับรถด้วยความเร็วสูงเข้าโค้ง ทำให้ผู้โดยสารหญิงสูงอายุล้มศีรษะกระแทกกระจกแตก และถูกเรียกเก็บค่าเสียหาย 4,300 บาท ก่อนนำส่งโรงพยาบาล.

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า “ดิฉันขอชื่นชม ขสมก. ที่เร่งเข้าเยี่ยม ขอโทษ และยืนยันว่าผู้เสียหายไม่ต้องจ่ายเงินจำนวนดังกล่าว แต่กรณีนี้ต้องไม่จบแค่การลงโทษพนักงาน 2 คน ดิฉันสั่งให้ สคบ. ประสาน ขสมก. และกรมการขนส่งทางบก ยกระดับมาตรฐานบริการรถโดยสารสาธารณะทั้งระบบ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำกับผู้บริโภครายอื่น”.

สคบ. ชี้ว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนการละเมิดสิทธิผู้บริโภคตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ใน 2 ประเด็นหลัก คือ สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้บริการ และสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย โดยการเรียกเก็บค่ากระจกจากผู้โดยสารที่บาดเจ็บจากความประมาทของพนักงาน ถือเป็นการผลักภาระโดยไม่ชอบ ผู้บริโภคไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดในความเสียหายที่ตนเองไม่ได้ก่อ.

นางสาวศุภมาส กล่าวปิดท้ายว่า “ดิฉันขอย้ำผู้ประกอบการขนส่งทุกราย ทั้งรัฐและเอกชน เมื่อรับเงินค่าโดยสารแล้ว หน้าที่แรกคือพาผู้โดยสารถึงปลายทางอย่างปลอดภัย หากเกิดเหตุ ต้องนำส่งโรงพยาบาลก่อนเสมอ ห้ามใช้การกักตัวหรือข่มขู่เรียกเงินจากผู้บาดเจ็บโดยเด็ดขาด และขอฝากพี่น้องประชาชน หากเจอเหตุลักษณะนี้ อย่ายอมจ่ายภายใต้แรงกดดัน บันทึกหลักฐาน แจ้ง 191 และร้องเรียน สคบ. ได้ทันที”.

ผู้บริโภคร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th และศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัดทั่วประเทศ.

แกนนำเสื้อแดง 50 เขต กทม. ตบเท้าร่วมหนุน ‘หม่อมกร’ สู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

แกนนำเสื้อแดง 50 เขต กทม. ตบเท้าร่วมหนุน ‘หม่อมกร’ สู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

แกนนำเสื้อแดง 50 เขต กทม. ตบเท้าร่วมหนุน ‘หม่อมกร’ สู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.38 น.

ณ ห้องประชุมโรงแรมนิรันดร์แกรนด์ อุดมสุข (สุขุมวิท 103) บรรยากาศการรวมตัวของแกนนำคนเสื้อแดง 50 เขต กรุงเทพมหานคร เป็นไปอย่างคึกคักและอบอุ่น เพื่อร่วมแสดงพลังสนับสนุน หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี ในการลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

​กิจกรรมในช่วงเช้าเริ่มต้นด้วยการพบปะพูดคุยและกระชับมิตร โดยการนำของท่านดร.ปณชัย แดงอร่าม ประธานที่ปรึกษาแกนนำ 50 เขตกทม. มี คุณทรงรัก นิตยาชิตประธานแกนนำ 50 เขต และ คุณเปรียว (เต้น สภาโจ๊ก) โฆษกกลุ่ม ร่วมดำเนินรายการเปิดเวที เพื่อให้แกนนำแต่ละพื้นที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมทั้งเตรียมประเด็นข้อซักถามในการร่วมรับฟังวิสัยทัศน์ ของหม่อมกรกสิวัฒน์เกษมศรี ในช่วงบ่าย

​ต่อมาในช่วงบ่าย บรรยากาศเต็มไปด้วยความหวังและรอยยิ้มอย่างเป็นกันเอง เมื่อหม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ ได้ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ที่สะท้อนถึงความเข้าใจใน “หัวใจ” และความต้องการที่แท้จริงของคนกรุงเทพฯ พร้อมบอกเล่าถึงแรงบันดาลใจในวัยเด็กที่เห็นความยากลำบากของประชาชน จนกลายเป็นปณิธานตั้งมั่นว่า “จะขอใช้ความรู้ความสามารถเข้าช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนเมื่อมีโอกาส” และมีอำนาจ

​นอกจากนี้ นโยบายต่างๆ ที่นำเสนอ โดยเฉพาะประเด็นด้านพลังงานที่หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ได้รับเสียงปรบมือสนับสนุนอย่างเกรียวกราวจากผู้เข้าร่วมประชุมตลอดการสนทนา

​ทั้งนี้ หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ ได้กล่าวเปิดใจชวนพี่น้องแกนนำทั้ง 50 เขต ร่วมจับมือเดินหน้าพัฒนาและสร้างกรุงเทพฯ ให้ดีกว่าเดิม พร้อมทิ้งท้ายเชิญชวนร่วมงาน เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคมนี้ ณ สมาคมธรรมศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ซอยงามดูพลี ถนนพระราม 4) เพื่อรับฟังนโยบายฉบับเต็มและชัดเจนที่จะมาพลิกโฉมกรุงเทพฯ ร่วมกัน

คมนาคม แถลงด่วน! สั่งเยียวยาเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ สูงสุด 2 ล้านบาท ฟันอาญา-วินัยคนผิด

คมนาคม แถลงด่วน! สั่งเยียวยาเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ สูงสุด 2 ล้านบาท ฟันอาญา-วินัยคนผิด

คมนาคม แถลงด่วน! สั่งเยียวยาเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ สูงสุด 2 ล้านบาท ฟันอาญา-วินัยคนผิด

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.12 น.

พิพัฒน์-สิริพงศ์ แถลงด่วน! สั่งเยียวยาเหยื่อรถไฟชนรถเมล์มักกะสันสูงสุด 2 ล้านบาท ฟันอาญา-วินัยคนผิด พร้อมงัดมาตรการแก้ปัญหาจุดตัดทั่วกรุงฯ ขีดเส้นตาย 3 เดือนต้องเห็นแผน

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 เวลา 17.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นำการแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีอุบัติเหตุขบวนรถไฟพุ่งชนรถโดยสารประจำทาง (ขสมก.) บริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และได้รับบาดเจ็บ 30 ราย พร้อมด้วย นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)

โดยนายพิพัฒน์ ได้เป็นตัวแทนรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมเปิดเผยมาตรการเยียวยาและแผนยกระดับความปลอดภัยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอย

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้ชี้แจงประเด็นสำคัญครอบคลุมทั้งการเยียวยา การดำเนินคดี และการแก้ปัญหาระยะสั้น-ระยะยาว ดังนี้

มาตรการเยียวยาผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ กระทรวงคมนาคมได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อมอบเงินชดเชยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ กรณีเสียชีวิต (รับเงินเยียวยาเบื้องต้นรวม 2,090,000 บาท/ราย + เงินสมทบเพิ่มเติม)

ขสมก.: จ่ายรวม 1,750,000 บาท (ประกอบด้วย ประกันภัย/พ.ร.บ. 1.5 ล้านบาท จ่ายภายใน 7 วัน, เงินจากภาคีเครือข่าย 50,000 บาท และรับผิดชอบค่าจัดการศพทั้งหมด)

รฟท.: จ่ายรวม 340,000 บาท (เงินช่วยเหลือเบื้องต้นและค่าปลงศพ 80,000 บาท และจ่ายเพิ่มอีก 260,000 บาทหลังพิสูจน์ทายาทแล้ว)

เงินสมทบพิเศษ: รับเพิ่ม 300,000 บาท จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

กรณีบาดเจ็บ ขสมก.รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลตามจริง 80,000 – 1,000,000 บาท (หากเกินกำหนด ขสมก. จ่ายส่วนต่างให้ทั้งหมด) พร้อมมอบเงินจากภาคีเครือข่าย 30,000 บาท และกองทุนอุบัติเหตุอีก 20,000 บาท รฟท.: มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 5,000 บาท และจ่ายเยียวยาเพิ่มตามระดับอาการสูงสุด 50,000 บาท (กรณีเข้า ICU)

การดูแลต่อเนื่องและผู้ได้รับผลกระทบ โดย ขสมก. รับผิดชอบค่าเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกทั้งหมด (เช่น รถยนต์/จักรยานยนต์บริเวณรอบข้าง) และจัดทีมลงพื้นที่ดูแลสภาพจิตใจผู้บาดเจ็บทุกวันจนกว่าจะออกจากโรงพยาบาล และ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้นำเงินสมทบจาก กรมการขนส่งทางราง และกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามาช่วยดูแลเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ

นายสิริพงศ์ ยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมจะไม่มีการปกป้องผู้กระทำผิด โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ส่วน คือ

1.ความผิดทางอาญา ตำรวจจะดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด โดย รฟท. จะเป็นเจ้าทุกข์ฟ้องร้องพนักงานขับรถไฟฐานประมาททำให้ผู้อื่นเสียชีวิต

2.ความผิดทางวินัย: รฟท. และ ขสมก. จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนทุกระดับชั้น หากพบผู้บังคับบัญชาละเลย จะถูกสั่งพักงานและรับโทษทางวินัยทันที

3. ตามที่นายพิพัฒน์ให้ให้นโยบายไว้กับ กระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 จะยกระดับความปลอดภัย (พ.ร.บ.ราง) บังคับใช้มาตรฐานเทียบเท่าการบิน (Aviation Standard) ยกเลิกการสุ่มตรวจ เปลี่ยนเป็นปูพรมตรวจสารเสพติด 100% พนักงานขับรถสาธารณะทุกคน (รฟท., ขสมก., บขส.) ต้องตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนปฏิบัติหน้าที่ทุกวัน ไม่มีข้อยกเว้น

ปัจจุบันจุดตัดทางรถไฟสายเหนือและสายอีสาน (8 จุด) ได้ถูกแก้ไขโดยใช้ทางยกระดับสายสีแดงแล้ว เหลือเพียงสายตะวันออก (16 จุด) และสายตะวันตก/ใต้ (3 จุด) ที่ยังรอการก่อสร้าง Missing Link กระทรวงคมนาคมจึงกำหนดมาตรการแก้ปัญหา 2 มิติ ได้แก่

มิติที่ 1: รถไฟโดยสาร (ขนส่งคน) ระยะเร่งด่วน: ใช้กฎเหล็ก “ไม้กั้นไม่ลง รถไฟไม่เคลื่อนขบวน” พร้อมซิงค์ระบบกับไฟจราจร และขอความร่วมมือประชาชนหยุดรถหลังเส้นเหลือง

ระยะกลาง: ปรับแผนไม่ให้รถไฟทางไกล/ชานเมืองเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน โดยสายตะวันตกและสายใต้ให้หยุดที่ “สถานีตลิ่งชัน” (ต่อสายสีแดง) และสายตะวันออกให้หยุดที่ “สถานีลาดกระบัง” (ต่อแอร์พอร์ตลิงก์) หรือให้ ขสมก. จัดหารถรับส่งเพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน โดยรัฐบาลจะใช้ระบบตั๋วร่วมดูแลค่าโดยสารไม่ให้เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

ระยะยาว: เร่งสร้างทางรถไฟยกระดับช่วง Missing Link (พญาไท-ยมราช-สถานีกลางฯ) ให้แล้วเสร็จ ดันสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์เป็นสถานีปลายทางหลัก และ “ยกเลิกสถานีหัวลำโพง”

มิติที่ 2: รถไฟสินค้า (ขนส่งสินค้า) ระยะเร่งด่วน ได้สั่งหยุดรถไฟสินค้าเข้าเมือง (ลดได้ 10 ขบวน/วัน) ให้เปลี่ยนถ่ายสินค้าที่สถานีรอบนอก (ICD ลาดกระบัง, บ้านภาชี, นครปฐม) แล้วใช้รถบรรทุกขนาดเล็กวิ่งแทน

โดยขบวนรถน้ำมันจะห้ามไม่ให้เข้าสู่พื้นที่กรุงเทพ ส่วนขบวนรถสินค้าอื่น ที่จำเป็นต้องเข้าเมือง อนุญาตให้วิ่งเฉพาะเวลากลางคืนควบคู่กับการใช้ระบบไม้กั้นบริเวณจุดตัดระดับดิน

ระยะยาว: พัฒนาถนนวงแหวนรอบที่ 3 (MR10) ตามแผน MR-Map ให้รถสินค้าวิ่งเลี่ยงเมือง (Bypass) และสร้างศูนย์เปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Multimodal Transport) ไปยังทางถนนและทางน้ำในพื้นที่ปริมณฑล

นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ผมได้สั่งการให้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นำข้อสั่งการนี้ไปปฏิบัติในระยะเร่งด่วนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมทันที และภายใน 3 เดือน ให้ไปศึกษามาตรการต่างๆ ให้ครอบคลุม ตลอดจนแนวทารองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น  และต้องรายงานผลให้ผมทราบเป็นประจำทุกเดือน เพื่อเร่งรัดติดตามให้เป็นไปตามแผน และสร้างความมั่นใจให้พี่น้องประชาชนว่าเหตุการณ์สูญเสียเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต

สรรเพชญลงพื้นที่ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน

สรรเพชญลงพื้นที่ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน

สรรเพชญลงพื้นที่ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.53 น.

‘สรรเพชญ’ ลงพื้นที่ติดตามงานคมนาคม จ.สงขลา และพื้นที่ภาคใต้ เร่งขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน ย้ำโปร่งใสทุกโครงการ มุ่งยกระดับความปลอดภัยและรองรับการเติบโตด้านขนส่งในอนาคต

วันนี้ (18 พ.ค.) ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมติดตามผลการดำเนินงานและมอบนโยบายแก่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมในพื้นที่ จ.สงขลา โดยมีนายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายชีพ น้อมเศียร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก นายอนุเทพน์ เกษา ขนส่งจังหวัดสงขลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นายสรรเพชญ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อติดตามและผลักดันนโยบายของรัฐบาลสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเร่งรัดโครงการสำคัญด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้กรอบนโยบายหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การลดภาระค่าครองชีพและยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรม การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อลดภาระงบประมาณของภาครัฐในอนาคต

พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำเรื่อง “ความโปร่งใส” ในการดำเนินงานของทุกหน่วยงาน โดยกำชับให้ยึดหลักธรรมาภิบาล สามารถตรวจสอบได้ และต้องไม่มีผลประโยชน์ส่วนบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่า หากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตและเป็นไปตามกฎหมาย กระทรวงคมนาคมพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่หากพบการทุจริตหรือเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีให้เป็นไปตามแผน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะการสำรวจและซ่อมแซมถนนที่ชำรุด รวมถึงระบบไฟฟ้าแสงสว่างที่เสียหาย เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยในการสัญจร

ในส่วนของการเตรียมความพร้อมรับมือฤดูมรสุมและสถานการณ์น้ำท่วม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้กรมเจ้าท่าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการร่วมกับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งดำเนินการขุดลอกคูคลองและลำน้ำที่ตื้นเขิน โดยเฉพาะบริเวณจุดคอขวดที่กีดขวางทางระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝน ลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

ขณะเดียวกัน ยังได้แสดงความพร้อมในการสนับสนุนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของจังหวัดสงขลา อาทิ โครงการปรับปรุงอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ โครงการขุดลอกร่องน้ำเดินเรือของกรมเจ้าท่า โครงการก่อสร้างทางเลี่ยงเมืองหาดใหญ่ของกรมทางหลวง รวมถึงโครงการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะด้วยรถพลังงานไฟฟ้า (EV) ของสำนักงานขนส่งจังหวัดสงขลา เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศอย่างไร้รอยต่อ รองรับการเติบโตด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และระบบโลจิสติกส์ในอนาคต

ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดเร่งเดินหน้าโครงการด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามและรายงานผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้กระทรวงสามารถผลักดันและสนับสนุนในระดับนโยบายได้อย่างทันท่วงทีและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกล่าวขอบคุณและให้กำลังใจหัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ปฏิบัติงานอย่างทุ่มเท โดยขอให้ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลางในการทำงาน

จากนั้น ที่ประชุมได้รับฟังรายงานผลการดำเนินงานภาพรวมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมในพื้นที่จังหวัดสงขลา ประกอบด้วย สำนักงานทางหลวงที่ 18 ศูนย์สร้างทางสงขลา สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 12 (สงขลา) สำนักงานขนส่งจังหวัดสงขลา สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 4 และท่าอากาศยานหาดใหญ่ รวมทั้งเปิดเวทีหารือและรับข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมขนส่งของจังหวัดให้มีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างครอบคลุมและยั่งยืน

ในตอนท้าย นายสรรเพชญ กล่าวกับผู้เข้าร่วมการประชุมให้เตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าบ้านรับการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ที่ จ.สงขลา ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-9 มิ.ย.2569 โดยขอให้หน่วยงานในสังกัดของกระทรวงคมนาคม ได้เตรียมความพร้อม ทั้งในด้านบุคลากร ข้อมูล ตลอดจนการอำนวยความสะดวก เพื่อให้การประชุม ครม.สัญจร เป็นไปด้วยความราบรื่น

015

อนุทิน ปลื้มสภาพัฒน์ฯ ระบุ GDP ไตรมาสแรก โต 2.8% เตรียมนำข้อเสนอเจ้าสัว หารือ ครม.พรุ่งนี้

อนุทิน ปลื้มสภาพัฒน์ฯ ระบุ GDP ไตรมาสแรก โต 2.8% เตรียมนำข้อเสนอเจ้าสัว หารือ ครม.พรุ่งนี้

อนุทิน ปลื้มสภาพัฒน์ฯ ระบุ GDP ไตรมาสแรก โต 2.8% เตรียมนำข้อเสนอเจ้าสัว หารือ ครม.พรุ่งนี้

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.52 น.

อนุทิน ปลื้มผลสภาพัฒน์ฯ ระบุ GDP ไตรมาสแรก โต 2.8% สะท้อนรากฐานประเทศมีความมั่งคง พร้อมขอบคุณ ปชช.ต่อสู้แม้สถานการณ์โลกไม่เป็นใจ เผย 19 พ.ค.นี้ เตรียมนำข้อเสนอเจ้าสัว หารือ ครม.

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการนำข้อเสนอของ 38 เจ้าสัวที่ได้หารือร่วมกับรัฐบาลเมื่อ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา จะเข้าสู่วาระการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อผลักดันเป็นนโยบายต่อไปหรือไม่ ว่า ตนได้จดบันทึกไว้ในบริบทของตน และจะสรุปประมวลให้คณะรัฐมนตรีฟัง ส่วนข้อเสนอของกลุ่มเจ้าสัวจะผลักดันในรูปแบบใดนั้น กล่าวเพียงว่า มีทุกรูปแบบ 

เมื่อถามถึงการที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  หรือ สศช.เปิดเผยว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวขึ้น 2.8% ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ จะเป็นโอกาสที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปอย่างไรนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า เห็นถึงรากฐานที่ประเทศไทยมีความมั่นคงแข็งแกร่ง ขอบคุณพี่น้องชาวไทยที่ร่วมมือกันทั้งที่สถานการณ์เศรษฐกิจของโลกไม่เป็นใจ เรายังช่วยกันร่วมมือค้ำยัน ผลักดันให้มีการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลหวังว่าหากต้องการให้มีความมั่นคงเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน โดยจะใช้เงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 4แสนล้านบาทเพื่อทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้

อนุทิน ไฟเขียวเยียวยา เหยื่อรถไฟชนรถเมล์ ลั่นเคาะวงเงินได้เลย ไม่ต้องเสนอถึงมือนายกฯ

อนุทิน ไฟเขียวเยียวยา เหยื่อรถไฟชนรถเมล์ ลั่นเคาะวงเงินได้เลย ไม่ต้องเสนอถึงมือนายกฯ

อนุทิน ไฟเขียวเยียวยา เหยื่อรถไฟชนรถเมล์ ลั่นเคาะวงเงินได้เลย ไม่ต้องเสนอถึงมือนายกฯ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.47 น.

’อนุทิน‘สั่งเยียวยาเหยื่อรถไฟชน ตัวเลขเงินไม่ต้องถึงมือนายกฯ ปัดเรียก‘ผู้ว่าฯ รฟท.’ เข้าพบ  เหตุเจอกันมา 2 วันแล้ว

18 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 16.55 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเงินเยียวยาของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุรถไฟชนรถเมล์ บริเวณแยกอโศก-เพชรบุรี ที่ได้กำชับการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) ว่า ”ได้ให้แนวทางไปดูแลผู้เคราะห์ร้ายที่ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่แล้ว ส่วนตัวเลขเงินเยียวยาไม่ต้องเสนอถึงตนเอง“

เมื่อถามต่อวันนี้มีข่าวว่า นายกฯได้เรียกผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)เข้าพบที่ตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล นายกฯ กล่าวว่า  “เจอมา 2 วันแล้ว” ก่อนที่ผู้สื่อข่าวย้ำถามต่อว่าไม่ได้เรียกเข้าพบใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบสั้นๆ ว่า ”ไม่ได้เรียกครับ“.

นายกฯ เซ็นตั้ง คตท.ระดมรัฐ-เอกชน เดินหน้าต้านทุจริต ตอบโจทย์ความโปร่งใส-ลดกม.ไม่จำเป็น

นายกฯ เซ็นตั้ง คตท.ระดมรัฐ-เอกชน เดินหน้าต้านทุจริต ตอบโจทย์ความโปร่งใส-ลดกม.ไม่จำเป็น

นายกฯ เซ็นตั้ง คตท.ระดมรัฐ-เอกชน เดินหน้าต้านทุจริต ตอบโจทย์ความโปร่งใส-ลดกม.ไม่จำเป็น

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.45 น.

นายกฯ เซ็นตั้ง คตท.ระดมหน่วยงานรัฐ-เอกชน เดินหน้าต้านการทุจริต ตอบโจทย์ความโปร่งใส-ปรับลดกฎหมายที่ไม่จำเป็น หนุนเข้า OECD ตามกรอบปี 2571  

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (18 พ.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 174/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต

โดยมีสาระสำคัญว่าตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 ว่าจะดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ กฎหมาย และวิธีการทำงานของระบบราชการของไทยเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development) หรือ “OECD” ให้ทันภายในปี พ.ศ. 2571  ซึ่งหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต้องผลักดันก็คือการต่อต้านการทุจริตและการสร้างความชื่อตรง (Anti-Corruption and Integrity) ขึ้นทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ประกอบกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

โดยคณะทำงานและ Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลยกระดับการต่อต้านการทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ มีการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและเพื่อร่วมมือกันต่อต้านการทุจริต โดยใช้เทคโนโลยีในการอนุมัติ อนุญาตและการให้บริการประชาชน รวมทั้งแก้ไขกฎหมายลำดับรองเพื่อความโปร่งใส ลดขั้นตอน และดุลพินิจโดยไม่จำเป็นอันเป็นประโยชน์ต่อการปิดกั้นและลดทอนการทุจริต และการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งรัฐบาลพิจารณามาแล้วเป็นเรื่องที่ตรงกับนโยบายและความมุ่งหมายของรัฐบาล สมควรให้มีคณะกรรมการดังกล่าวขึ้นเพื่อผลักดันข้อเสนอต่างๆเอกชนให้เป็นรูปธรรมอันจะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายในการเข้าเป็นสมาชิก OECD 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) และ (9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้

1.ให้มี “คณะกรรมการประสานงานเพื่อต่อต้านการทุจริตเรียกโดยย่อว่า “คตท.” ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ  รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรรม เป็นรองประธานกรรมการ 

ส่วนกรรมการประกอบไปด้วย อัยการสูงสุด เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน  เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ประธานองค์กรเพื่อความโปร่งใส่ในประเทศไทย ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ข้าราชการสำนักงาน ก.พ.ร. ซึ่งได้รับมอบหมายคนหนึ่งเป็นกรรมการและเลขานุการ ข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งได้รับมอบหมายคนหนึ่งเป็นผู้ช่วยเลขานุการ

และให้ คตท. มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

1.เสนอแนะแนวทางและมาตรการในการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน ในการแก้ไขปัญหาการทุจริตต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติการป้องกันและปราบปรามการทุจริตสู่การปฏิบัติให้บังเกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย (Corruption Perceptions Index: CPI)

2.ส่งเสริมและสนับสนุนการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของภาครัฐ รวมทั้งการอนุมัติอนุญาต และการให้บริการต่าง ๆ ของภาครัฐไปสู่ระบบดิจิทัล รวมทั้งเสนอแนะและติดตามการแก้ไขกฎหมายลำดับรองให้ทันสมัย

3.ขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมาให้ข้อมูล ชี้แจง หรือส่งเอกสารหลักฐานต่อ คตท.เพื่อประกอบการพิจารณา 

4.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานตามความจำเป็น

5.ดำเนินการอื่นๆตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

โดยขอให้เจ้าหน้าที่รัฐมาให้ข้อมูล ชี้แจงหรือ ส่งหลักฐานตามที่ คตท. ร้องขอ ส่วนการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของ คตท. และคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานที่แต่งตั้งตามคำสั่งนี้ ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 หรือตามระเบียบของราชการ แล้วแต่กรณี โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของ สำนักงาน ก.พ.ร.  ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป