‘กกต.’ลงดาบ สอบกปน.สุพรรณฯ นับคะแนนใหม่ไม่ตรง

‘กกต.’ลงดาบ สอบกปน.สุพรรณฯ นับคะแนนใหม่ไม่ตรง

‘กกต.’ลงดาบ สอบกปน.สุพรรณฯ นับคะแนนใหม่ไม่ตรง

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘กกต.’ลงดาบ สอบกปน.สุพรรณฯ นับคะแนนใหม่ไม่ตรง ส่อปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

กกต.สุพรรณบุรี ตั้งกรรมการสอบเอาผิด “กปน. 2 หน่วยเลือกตั้ง” เชื่อปฏิบัติหน้าที่มิชอบ“โอ๊ค” เยี่ยม “ทักษิณ” สุขภาพดีขึ้นมาก “ทนายวิญญัติ” ยันยื่นขอพักโทษแน่ ชงเรื่องเข้าอนุฯพิจารณามี.ค.นี้ ลุ้นรับอิสรภาพพ.ค.69 หลังรับโทษครบเกณฑ์2ใน3 ชี้ปมคดีม.112ไร้ผลกระทบ ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ถือเป็นผู้บริสุทธิ์ ยอดส.ส.รายงานตัวสภารวม5วัน มีผู้แทนฯรายงานตัว115คน จาก‘8พรรคการเมือง’คงเหลืออีก281คน

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุพรรณบุรี (กกต.สุพรรณบุรี) เผยแพร่ข้อมูล กรณีเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์2569 การนับคะแนนเลือกตั้งสส.สุพรรณบุรี ใหม่และการดำเนินการกับผู้ที่กระทำการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย 1.สำนักงาน กกต.สุพรรณบุรี พบภาพและคลิปทางโซเชียลมีเดีย ที่ปรากฏภาพเหตุการณ์ กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) นับคะแนนเลือกตั้งไม่ถูกต้องโดยไม่แสดงบัตรเลือกตั้งให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้เห็นเครื่องหมายการลงคะแนนในบัตรเลือกตั้งและขีดคะแนนเลือกตั้ง ในลักษณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่สามารถมองเห็นการขีดคะแนนได้

กกต.สุพรรณฯตั้งกก.สอบกปน.2หน่วย

สำนักงานกกต.สุพรรณบุรี จึงตรวจสอบข้อเท็จจริงและเสนอความเห็นต่อ กกต.เพื่อพิจารณาสั่งให้มีการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ 2.กกต.มีคำสั่งที่ 306/2569 ลงวันที่ 24ก.พ.2569 สั่งให้มีการนับคะแนนเลือกตั้ง สส.สุพรรณบุรี ใหม่ ดังนี้ 2.1 สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ในหน่วยเลือกตั้งที่ 1 ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2, หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลบ้านช้าง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 2.2 สส.แบบบัญชีรายชื่อ หน่วยเลือกตั้งที่ 11 ตำบลสนามชัย อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1, หน่วยเลือกตั้งที่ 1 ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2, หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลองครักษ์ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 3.กกต.ประจำเขตเลือกตั้งที่1และ2 ได้ประกาศกำหนดวัน เวลา และสถานที่นับคะแนนเลือกตั้งสส.ใหม่ ในวันศุกร์ที่ 27 ก.พ. 2569 โดยผลการนับคะแนนเลือกตั้ง ใหม่ พบว่า 3.1การนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ได้แก่ หน่วยเลือกตั้งที่11 ต.สนามชัย อ.เมืองสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1, หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลองครักษ์ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่2

3.2ผลการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ มีความแตกต่างจากผลการนับคะแนนเลือกตั้ง ในวันที่ 8 ก.พ. 2569 จนน่าเชื่อว่า กปน.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ได้แก่ หน่วยเลือกตั้งที่ 1 ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ, หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลบ้านช้าง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่2แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 4.ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุพรรณบุรี ได้สั่งรับกรณีตามข้อ 3.2 เป็นสำนวนการสืบสวน และมอบหมายให้ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนประจำจังหวัดสุพรรณบุรี ดำเนินการสืบสวนและไต่สวนตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อดำเนินการกับผู้กระทำความผิดและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป

โอ๊ค’ยัน’ทักษิณ’สุขภาพแข็งแรงดี

เวลา 10.40น.ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค บุตรชายคนโตของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ หรือติ๊ก ภรรยาและนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ได้เดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณ โดยมี นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัว ร่วมเดินทางเข้าเยี่ยมในฐานะตัวแทนครอบครัว ขณะที่หน้าเรือนจำยังคงมีมวลชนคนเสื้อแดงเดินทางมารอต้อนรับและให้กำลังใจสมาชิกครอบครัวชินวัตรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบัน นายทักษิณได้รับการคุมขังมาแล้ว5เดือน21วัน

เวลา 11.30น.หลังเข้าเยี่ยม นายพานทองแท้ เปิดเผยว่านายทักษิณ มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรงดี โดยการพูดคุยวันนี้เป็นการสนทนาเรื่องทั่วไป ไม่มีประเด็นอะไรเป็นพิเศษ ส่วนเรื่องการพักโทษที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมนั้น ไม่ได้มีการหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกัน ก่อนทั้งหมดจะกล่าวขอบคุณสื่อมวลชนและเดินทางกลับออกไป

ทนายย้ำขอพักโทษแน่นอนตามกม.

ด้านนายวิญญัติ เปิดเผยถึงอาการป่วยของ นายทักษิณ ว่า จากการพูดคุยพบว่า สุขภาพดีขึ้นกว่าระยะแรกๆที่เข้ามา สีหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน เนื่องจากมีลูกหลานและญาติเข้ามาเยี่ยมสม่ำเสมอ รวมถึงได้รับทราบถึงกำลังใจจากพี่น้องประชาชนและมวลชนคนเสื้อแดง สำหรับความคืบหน้ากระบวนการพักโทษนั้น ทนายวิญญัติ กล่าวว่า ตนในฐานะทนายความกำลังดำเนินการตามระเบียบและกฎกระทรวง รวมถึง พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะอนุกรรมการทั้ง 3ชุดภายในเดือนมีนาคมนี้ ตามที่รมว.ยุติธรรม ได้ให้ข่าวไว้ โดยขณะนี้ นายทักษิณ เข้าสู่การคุมขังเดือนที่ 6แล้ว ซึ่งตามเกณฑ์การพ้นโทษจะต้องคุมขังให้ครบ2ใน3ของโทษทั้งหมด 8เดือน หากครบถ้วนตามหลักเกณฑ์และได้รับการปล่อยตัวก็ถือเป็นเรื่องดีต่อตัวท่าน ครอบ ครัวและประชาชนที่เฝ้ารอ

คดีม.112ไม่เกี่ยวชี้ศาลยกฟ้องแล้ว

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีคดีมาตรา112 ที่มีการยื่นอุทธรณ์อยู่นั้น นายวิญญัติ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการขอขยายเวลาแก้อุทธรณ์ ซึ่งผลของคดีต้องกลับไปที่จุดเดิมคือ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องไปแล้ว ท่านจึงถือเป็นผู้บริสุทธิ์ การอุทธรณ์ของโจทก์ หรืออัยการ เป็นเพียงกระบวนการตามขั้นตอน ซึ่งไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาในขณะนี้ ที่สำคัญคือคดี112 เป็นคนละส่วนกับการพักโทษ เพราะการพักโทษเป็นเรื่องของคดีที่ถึงที่สุดแล้ว จึงไม่มีผลกระทบต่อกัน ส่วนการให้กำลังใจประชาชนที่รอคอยการได้รับอิสรภาพของ นายทักษิณ เดือนพฤษภาคมนี้ เชื่อว่าวันนั้นจะมาถึงในเร็วๆนี้ และทุกคนจะได้เห็นว่าท่านได้รับการบังคับโทษตามเกณฑ์อย่างครบถ้วนแล้ว ส่วนภารกิจของ นายทักษิณ หลังออกมาจะเป็นอย่างไรนั้น เป็นเรื่องส่วนตัวที่ท่านจะดำเนินการเอง พร้อมฝากถึงประชาชนที่กำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจหรือความกังวลเรื่องการเมืองว่าขอให้ใจเย็นๆ เนื่องจากประเทศชาติมีกลไกดำเนินการอยู่

ถามโพลสำรวจที่ไหนไม่อยากร่วมรบ.

จากกรณีผลสำรวจของนิด้าโพลล์ สำรวจความคิดเห็นของประชาชน ว่า หาก4 พรรคเพื่อไทย, ประชาชน , พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมรัฐบาลกับ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งผลสำรวจความคิดเห็นบอกประชาชนในส่วนของพรรคกล้าธรรม64.35%เห็นว่าไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย 34.05% ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยและ1.60 %ไม่ตอบ/ไม่สนใจ นั้น

นายองอาจ วงษ์ประยูร รมช.ศึกษาธิการ ในฐานะกรรมการบริหาร (กก.บห.)พรรคกล้าธรรม(กธ.)และสส.สระบุรี กล่าวว่า โพลล์ก็คือโพลล์ แต่ในส่วนพรรคกล้าธรรม โดยส่วนตัวตนอยู่พรรคกล้าธรรม เราก็อยู่ด้วยกันและพูดคุยกันตลอด แต่ประเด็นหลักสำคัญก็เป็นเรื่องของผู้ใหญ่และกรรมการบริหารพรรค แต่ในเรื่องของการทำงาน ตนในฐานะผู้แทนราษฎรอะไรดีที่สุดต่อพี่น้องประชาชนก็ได้หมด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลก็ไม่มีปัญหาก็ทำงานได้อย่างดี ถ้าเป็นฝ่ายค้านก็ต้องเข้มแข็ง เป็นฝ่ายรัฐบาลก็ต้องเข้มแข็งประเทศไทยก็ไปได้ ถ้าฝ่ายค้านอ่อนแอก็ไม่โอเค หรือถ้ารัฐบาลอ่อนแอประเทศก็ไม่โอเค ถ้าสองระบบนี้เข้มแข็งจึงจะดีที่สุด แต่โดยส่วนตัวตนอยู่ตรงไหนก็ได้

ลั่นกธ.พร้อมเป็นได้ทั้งรบ.หรือฝ่ายค้าน

‘ส่วนที่ประชาชนเชียร์ให้พรรคกล้าธรรมไม่เข้าร่วมรัฐบาลนั้น ผมก็ไม่เข้าใจว่า โพลล์ไปสอบถามประชาชนตรงส่วนไหนเพราะบางพื้นที่ก็บอกว่า อยากให้พรรคกล้าธรรมเป็นรัฐบาล เพราะทำดีทำได้ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้เป็นอย่างดี บางพื้นที่หรือจากที่ผมฟังสื่อกระแสก็บอกว่า อยากให้พรรคกล้าธรรมเป็นฝ่ายค้าน จะได้ตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างเข้มแข็ง ดังนั้นจึงมีความเห็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งก็อยากให้พรรคมาเป็นรัฐบาล อีกฝ่ายหนึ่งที่อยากให้พรรคเป็นฝ่ายค้านจะทำงานได้เป็นอย่างดี พรรคกล้าธรรมยืนได้ทั้งสองฝั่ง ส่วนจะอยู่ฝ่ายค้าหรือฝ่ายรัฐบาล ก็ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่และกก.บห.จะตัดสินใจ ส่วนเรื่องงูเขียวในพรรคก็ไม่มี เป็นเรื่องคุยกันเล่นสนุกมากกว่า เรามาด้วยกัน รักกัน อบอุ่น ขณะนี้ก็รอให้กกต.รับรองผล พวกเราก็พร้อมที่จะตามไปกับผู้บริหารพรรค คาดว่าวันที่ 5มีนาคม พรรคกล้าธรรมอาจจะไปรายงานตัวพร้อมกันที่รัฐสภาฯ’

ธรรมนัส’ยันไม่มีคืบหน้ตั้งรบ.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลกล่าวสั้นๆว่าว่า”ยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว ทุกอย่างยังเหมือนเดิมตามที่ได้ให้สัมภาษณ์ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว“

สส.รายงานตัววันที่5มาแล้ว115คน

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการรายงานตัวของสส.ชุดที่27 ที่เปิดให้รายงานตัว ที่สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นวันที่ 5 ตั้งแต่ช่วงเช้า ในเวลา08.30น.โดยในช่วงเช้าของวันนี้ (2 มี.ค.) มี สส.มารายงานตัวแล้ว 13 คน ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย นายอดิศักดิ์ แก้วมุงคุณทรัพย์ สส.อุดรธานี เขต 6 ,นางสาวนันทวัน วิเชียร สส.นครศรีธรรมราช เขต 2 , นายสุพล จุลใส สส. ชุมพร เขต 3 ,นางสาวพรพิมล ธรรมสาร สส. ปทุมธานี เขต8 , นายชยุต ภุมมะกาญจนะ สส. ปราจีนบุรี เขต 2 , นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ เชียงราย เขต 5 , นางสาวตวงทิพย์ จินตะเวช สส.อุบลราชธานีเขต 11, นางสาวกานสินี โอภาสรังสรรค์ สส.สุราษฎร์ธานีเขต 1 และ นายพิชญุตม์ พอจิต สส. อุตรดิตถ์เขต1 พรรคเพื่อไทย นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส. เลย เขต 2 , นาย สุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์ สส. กำแพงเพชร เขต4,นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สส.เชียงราย เขต2 ขณะที่พรรคประชาชนมารายงานตัวแล้ว 1 คน คือนายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี เขต7 ทั้งนี้ ตลอด 5วัน มีสส.มารายงานตัวแล้ว 115คน จาก 8พรรค ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชาติ พรรคพลังประชารัฐและพรรคโอกาสใหม่ ยังเหลืออีก 281คน ตามที่ กกต.ประกาศรับรองสส.แบบแบ่งเขต 396คน

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“เราก็วิงวอนทุกฝ่ายให้ความสำคัญเรื่องการเจรจาทางการทูต การพูดคุยการสร้างความเข้าใจให้มากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ เราต้องการให้โลกของเราเกิดสันติภาพให้เร็วที่สุด”

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย

โปรดเกล้าฯ ให้นายทหาร กลับเข้ารับราชการ และแต่งตั้งเป็น นายทหารราชองครักษ์ประจำพระองค์

โปรดเกล้าฯ ให้นายทหาร กลับเข้ารับราชการ และแต่งตั้งเป็น นายทหารราชองครักษ์ประจำพระองค์

โปรดเกล้าฯ ให้นายทหาร กลับเข้ารับราชการ และแต่งตั้งเป็น นายทหารราชองครักษ์ประจำพระองค์

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.53 น.

วันที่ 2 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระบรมราชโองการ ประกาศให้นายทหารสัญญาบัตรกลับเข้ารับราชการ และแต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์ประจำพระองค์ 

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตรกลับเข้ารับราชการ และแต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์ประจำพระองค์

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560

มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 มาตรา 6 มาตรา 9 และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2480 และข้อ 7 ของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งราชองครักษ์ พ.ศ. 2559

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศโท โอม โมรินทร์ กลับเข้ารับราชการในตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลอากาศโท) และแต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์ประจำพระองค์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

ศาลสั่งจำคุก 68 เดือน รอลงอาญา 1 ปี ‘อมรัตน์’ คดีคุกคาม-หมิ่น ‘ปีใหม่’ FC เพื่อไทย

ศาลสั่งจำคุก 68 เดือน รอลงอาญา 1 ปี 'อมรัตน์' คดีคุกคาม-หมิ่น 'ปีใหม่' FC เพื่อไทย

ศาลสั่งจำคุก 68 เดือน รอลงอาญา 1 ปี ‘อมรัตน์’ คดีคุกคาม-หมิ่น ‘ปีใหม่’ FC เพื่อไทย

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.24 น.

วันที่ 2 มีนาคม 2569 จากกรณีเมื่อช่วงเดือนกันยายนปี 2566 นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล แกนนำพรรคประชาชน โพสต์และคุกคามผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ปีใหม่ปีใหม่ หรือ ปีใหม่ ศิริกุล ซึ่งเป็นแฟนคลับพรรคเพื่อไทย เพราะรับไม่ได้ที่ถูกวิจารณ์ โดยพฤติกรรมของนางอมรัตน์ มีทั้งการโพสต์ชื่อเล่น อายุ และเรื่องครอบครัว พร้อมทั้งบอกตำแหน่งบ้าน สีรถยนต์ รวมถึงการบุกเข้าไปที่บ้าน และสถานที่ทำงานของคู่กรณี 

ต่อมาพบว่า ปีใหม่ ศิริกุล ได้ดำเนินคดีนางอมรัตน์ในหลายฐานความผิด เช่น หมิ่นประมาท ข่มขู่คุกคาม ทำให้ได้รับความอับอาย และผิด PDPA

ล่าสุดวันนี้ ทนายยอดมงคล ทรัพย์ไพศาลสุข ทนายความของปีใหม่ ศิริกุล เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า คดีที่ลูกความผมฟ้องอาญานางอมรัตน์ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 8 กรรม ลดโทษ 1 ใน 3 คงเหลือจำคุก 68 เดือน หรือ 5 ปีครึ่ง รอลงอาญา 1 ปี ปรับ 186,600 บาท

จากนั้นยัง คอมเมนต์เพิ่มเติมว่า คาดว่าลูกความจะอุทธรณ์ต่อแน่นอน เพราะฟ้องจริง ๆ มัน 44 กรรม ศาลลงโทษ 8 กรรม ต้องเอาผิดให้ถึงที่สุด ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างในสังคม 

ศาลพิพากษาวันนี้ ไม่จ่ายค่าปรับกักขังแทนค่าปรับวันละ 500 บาท คิดว่าจ่ายแน่ๆล่ะแต่อาจจะเจ็บใจหน่อย ฮ่าๆๆ

สภาพัฒน์หั่น GDP เหลือ 1.3% เซ่นพิษสงคราม-น้ำมันพุ่ง

สภาพัฒน์หั่น GDP เหลือ 1.3% เซ่นพิษสงคราม-น้ำมันพุ่ง

สภาพัฒน์หั่น GDP เหลือ 1.3% เซ่นพิษสงคราม-น้ำมันพุ่ง

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.04 น.

วันที่ 2 มี.ค. นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ว่า จากปัจจัยความเสี่ยงดังกล่าว ได้มีการประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย (GDP) จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 2% ดังนั้น  หากสถานการณ์จบลงภายใน 1 เดือน คาดว่า GDP จะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 1.6% แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อและมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซร่วมด้วย GDP มีโอกาสทรุดตัวลงเหลือเพียง 1.3%

ทั้งนี้หากสถานการณ์ลุกลามจนนำไปสู่การปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” อย่างสนิท จะส่งผลกระทบรุนแรงต่ออุปทานน้ำมันโลก ซึ่งอาจผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นถึง 150 เหรียญต่อบาร์เรล และอาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในประเทศ

สภาพัฒน์

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

อย่างไรก็ดีปัจจุบันกองทุนน้ำมันยังมีกำไรเป็นบวกอยู่ 2,000 ล้านบาท ในส่วนของมาตรการภายในประเทศ มีการเตรียมพร้อมนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาซับพอร์ตราคา โดยวางกรอบไว้ว่าหากราคาขายปลีกพุ่งเกิน 35 บาทต่อลิตร จะเป็นจุดที่ต้องเริ่มพิจารณาเข้าแทรกแซง ซึ่งหากสถานการณ์ลากยาวจนเงินหมด รัฐบาลอาจจำเป็นต้องหาวิธีการอื่นเข้ามาเสริมเหมือนที่เคยปฏิบัติมาในอดีต

 “ยอมรับว่าการคาดการณ์สถานการณ์ในอนาคตทำได้ยาก เนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ มักเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยตัวแปรสำคัญที่จะตอบได้ว่าสถานการณ์จะจบลงอย่างไรและเมื่อไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะท่าทีของสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก”  เลขาธิการฯ สภาพัฒน์ กล่าว

กรมการปกครอง แจงคำนำหน้านาม สตรีได้รับเครื่องราชฯ ท่านผู้หญิง-คุณหญิง ใช้ต่างกันยังไง

กรมการปกครอง แจงคำนำหน้านาม สตรีได้รับเครื่องราชฯ ท่านผู้หญิง-คุณหญิง ใช้ต่างกันยังไง

กรมการปกครอง แจงคำนำหน้านาม สตรีได้รับเครื่องราชฯ ท่านผู้หญิง-คุณหญิง ใช้ต่างกันยังไง

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.58 น.

วันที่ 2 มีนาคม 2569 กรมการปกครอง เผยแพร่ข้อมูลกับคำถามว่า สตรีที่ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ต้องใช้คำนำหน้านามว่าอะไร? อ้างตามประกาศ การใช้คำนำหน้านามสตรีผู้ได้รับพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ประกาศ ณ วันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2565

ระบุว่า ให้ใช้คำนำหน้านามว่า “ท่านผู้หญิง“ และ “คุณหญิง” ตามลำดับชั้นตรา

สตรีผู้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า “ชั้นปฐมจุลจอมเกล้า” และ “ชั้นทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ” ใช้คำนำหน้านามว่า “ท่านผู้หญิง”

สตรีทุกคนที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า “ชั้นทุติยจุลจอมเกล้า” “ตติยจุลจอมเกล้า” และ “จตุตถจุลจอมเกล้า” ใช้คำนำหน้านามว่า “คุณหญิง”

ตามประกาศ การใช้คำนำหน้านามสตรีผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ประกาศ ณ วันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2565

ธรรมนัส สั่ง สศก. ถกด่วน! ประเมินส่งออกเกษตรรับศึกตะวันออกกลาง

ธรรมนัส สั่ง สศก. ถกด่วน! ประเมินส่งออกเกษตรรับศึกตะวันออกกลาง

ธรรมนัส สั่ง สศก. ถกด่วน! ประเมินส่งออกเกษตรรับศึกตะวันออกกลาง

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.56 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีสงครามชาติตะวันออกกลางว่า ล่าสุดได้สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หรือ ส.ศ.ก. สรุปข้อมูลสินค้านำเข้าและส่งออกทั้งหมด เพื่อประเมินสถานการณ์ ผลกระทบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 

สำหรับสินค้าที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือปุ๋ย เนื่องจากวัตถุดิบในการผลิตมีการนำเข้าจากกลุ่มประเทศดังกล่าว ส่วนกรณีการส่งออก ได้สั่งให้มีการสรุปข้อมูลทั้งหมด เพื่อประเมินสถานการณ์ว่าสินค้าอะไรมีผลกระทบบ้าง และจะมีการสรุปอีกครั้งในวันพุธที่ 4 มีนาคมที่จะถึงนี้ ก่อนที่จะวางแผนในการแก้ปัญหาต่อไป 

ธรรมนัส

ขณะที่นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรียกประชุมด่วน กรณีเกิดสถานการณ์ตึงเครียดในประเทศตะวันออกกลาง ว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยไปยังตะวันออกกลางมีจำนวนหลายหมื่นล้านบาท สินค้าหลัก เช่น ข้าว ทูน่ากระป๋อง และสินค้าเกษตรประเภทเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อไก่ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบทั้งในด้านปริมาณและราคาสินค้าที่ส่งออก แต่การวิเคราะห์จำเป็นต้องแยกให้ชัดเจนว่า ไทยส่งสินค้าไปยังประเทศใดบ้างในภูมิภาคดังกล่าว เพราะพื้นที่ความขัดแย้งอยู่ใกล้กับเมืองท่าหลักที่ใช้ในการขนส่งสินค้า

โดยเบื้องต้นได้หารือร่วมกับหน่วยงานด้านการเกษตรและสมาคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามผลกระทบในแต่ละภูมิภาคอย่างใกล้ชิด ยอมรับว่าอาจได้รับผลกระทบบ้าง และจะส่งผลต่อเกษตรกรในประเทศ จึงต้องติดตามตัวเลขอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งผลกระทบที่เห็นได้ชัด คือด้านต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะเชื่อมโยงไปถึงราคาปุ๋ยและปัจจัยการผลิตอื่น ส่งผลต่อต้นทุนของเกษตรกร

ธรรมนัส

นายวิณะโรจน์ บอกอีกว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการดูแล ทั้งการหาตลาดใหม่ในภูมิภาคอื่น การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงติดตามแรงงานในภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การกำหนดมาตรการลดรายจ่ายหรือแนวทางช่วยเหลือเกษตรกร จำเป็นต้องย้อนดูข้อมูลผ่านผู้ส่งออกก่อนว่า เกษตรกรในพื้นที่ใดที่ได้รับผลกระทบจากการส่งสินค้าไปยังประเทศเหล่านั้น เพื่อให้ความช่วยเหลือได้ตรงจุด โดยจะมีการประเมินผลกระทบเป็นรายไตรมาสต่อไป ด้วย

อนุทิน ลั่นเป็นนายกฯ คุมความมั่นคงอยู่แล้ว ปัดตอบควบ ‘กลาโหม-มหาดไทย’

อนุทิน ลั่นเป็นนายกฯ คุมความมั่นคงอยู่แล้ว ปัดตอบควบ 'กลาโหม-มหาดไทย'

อนุทิน ลั่นเป็นนายกฯ คุมความมั่นคงอยู่แล้ว ปัดตอบควบ ‘กลาโหม-มหาดไทย’

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.22 น.

“อนุทิน” ไม่ตอบ ควบ รมว.กลาโหม หรือ รมว.มหาดไทย บอก รอรับรอง สส.-เลือก ปธ.สภา- เลือกนายกฯ ก่อน ชี้ สัมมนา ภท.ไม่เกี่ยวตั้ง รบ.

เมื่อเวลา 16.20 น. วันที่ 2 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงความสนใจจะมานั่งควบ รมว. กลาโหมหรือไม่ เพื่อคุมกองทัพและหน่วยงานความมั่นคงเองว่า ตำแหน่งนายกฯ คุมอยู่แล้ว เมื่อถามว่า ถ้าได้นั่ง รมว.กลาโหม จะสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น นายกฯ กล่าวว่า ต่อให้ไม่ได้นั่งก็คุม รมว.กลาโหมอยู่แล้ว กำกับดูแลอยู่แล้ว 

เมื่อถามว่า จะควบ รมว.มหาดไทยเหมือนเดิมใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เดี๋ยวค่อยว่ากัน คำตอบเดิม คือรอรับรอง สส.ให้เรียบร้อย รอเลือกประธานรัฐสภา รอเลือกนายกฯ ให้เรียบร้อย ตอนนี้จะไปพูดเรื่องตำแหน่งอะไรก็ไม่ได้ ตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นการโปรดเกล้าฯ ไปพูดอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น ไม่ใช่อำนาจของนายกฯ เพราะนายกฯ มีอำนาจเพียงทูลเกล้าฯ เพื่อให้มีพระปรมาภิไธย เราจะไปพูดอะไรก่อนไม่ได้เป็นอันขาด

เมื่อถามว่า การสัมมนาพรรคภูมิใจไทยในวันที่ 8 มี.ค. ที่จังหวัดบุรีรัมย์ จะรู้เลยใช่หรือไม่ว่า พรรคไหนร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน รีบสวนทันทีว่า ไม่เกี่ยวกันเลย อันนั้นเป็นการปฐมนิเทศ สส. เพราะเรามี สส.เพิ่มจาก 70 คนเป็น 192 คน เราก็ต้องมาปฐมนิเทศให้เขารู้จักกัน ทำให้มีความใกล้ชิดสนิทสนมกัน รู้จักอุปนิสัยกัน ก็มีทั้งการพูดคุยรูปแบบวิชาการ แล้วก็จะมีคนมานำเต้นไก่ย่างถูกเผา 

เมื่อถามว่า เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการประสาน นัดวันเปิดประชุมสภา เพื่อเลือกประธานสภาแล้วหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า รอก่อน

อนุทิน ไม่แคร์แรงกระเพื่อมทางการเมือง หลังแกนนำบางพรรคโยง เบน สมิธ

อนุทิน ไม่แคร์แรงกระเพื่อมทางการเมือง หลังแกนนำบางพรรคโยง เบน สมิธ

อนุทิน ไม่แคร์แรงกระเพื่อมทางการเมือง หลังแกนนำบางพรรคโยง เบน สมิธ

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.10 น.

นายกฯ แจง หมายจับ “เบน สมิธ” ทำตามกฎหมาย-ไม่มีอิทธิพล ย้ำ รัฐบาลไม่เข้าข้างคนผิด ยัน ไม่เคยก้าวก่าย ชี้ ไม่มีแรงกระเพื่อม 

เมื่อเวลา 16.20 น. วันที่ 2 มี.ค. 69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีตำรวจสอบสวนกลางออกหมายจับ นายเบน สมิธ และภรรยา ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง สมคบร่วมกันฟอกเงินหลังพบพยานหลักฐานว่า ตนเพิ่งได้รับทราบข่าวนี้ ขอตรวจสอบรายละเอียดก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดำเนินการมาต่อเนื่องตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งเรื่องสแกมเมอร์ ทุนเทา คอลเซ็นเตอร์ เงินไม่ถูกกฎหมายและการฟอกเงินต่างๆ นี่คือสิ่งที่ยืนยันนโยบายและหลักการของตน ที่เคยบอกว่าปิดชื่อถือพฤติกรรม ไม่รู้หรอกว่าใครไปทำอะไร แต่ถ้ามีเหตุอะไรขึ้นมาและเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย สร้างความเดือดร้อนให้คนในประเทศ และสร้างความเสียหายให้เศรษฐกิจประเทศ ใครที่ทำผิดกฎหมายก็ต้องโดน

เมื่อถามว่า ตำรวจรับปากหรือไม่ว่า การจับตัวนายเบน สมิธได้นั้น ต้องประสานอินเตอร์โพลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ถามรายละเอียดขนาดนั้น ซึ่งเราไม่ต้องให้ความสำคัญกับใครเป็นกรณีพิเศษ ในรัฐบาลที่มีตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล เราได้ให้นโยบายการปฎิบัติงานอย่างชัดเจน เราเข้ามาท่ามกลางความเสียหายของเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงอย่างมากมาย ฉะนั้นเราต้องไปแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ช่วงหลังๆ ประชาชนมีความเดือดร้อนเพราะสแกมเมอร์ การหลอกลวง การฟอกเงิน และคอลเซ็นเตอร์ต่างๆ เราต้องไปแก้ไขที่ต้นเหตุ

เมื่อถามว่า ตอนนี้สแกมเมอร์ตัวจี๊ดๆ โดนดำเนินคดีไปหมดหรือยัง นายกฯ กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการลงข่าวไปแล้ว ที่ศาลมีการพิพากษาอายัดทรัพย์ ผู้ที่เป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งคนต่างชาติและคนไทย ที่ทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ไปดำเนินการมา  อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ปฏิบัติ อย่าง ปปง. มีความมั่นใจ ดำเนินการปราบปรามธุรกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมายอย่างเต็มที่ โดยที่ไม่มีความกังวล เขามีความชัดเจนว่า การดำเนินการของหน่วยงานรัฐที่ปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายเหล่านี้ได้รับการยอมรับ ได้รับความยุติธรรม ได้ยึดทรัพย์ผู้กระทำความผิด และต้องเข้มข้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นการพิสูจน์ให้ชัดว่า ไม่มีอิทธิพลใดๆ อยู่เหนือกฎหมายได้ อันนี้เป็นการชี้ให้ประชาชนเห็นว่า รัฐบาลไม่เคยเข้าข้างคนทำผิดกฎหมาย มีแต่เข้าข้างผู้ที่ปราบปรามป้องกัน และรักษากฎหมาย 

เมื่อถามว่า การบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูล เพื่อป้องกันปราบปรามสแกมเมอร์ มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า รายละเอียด ตนเชื่อว่าหน่วยงานที่ทำการป้องกันและปราบปรามเรื่องนี้ดำเนินการอย่างเต็มที่ ซึ่งปปง. ทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน ทั้งตำรวจ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ธนาคารแห่งประเทศไทย เราทำงานกันเป็นทีม อย่าง ปปง. จะดำเนินการอะไรต่างๆ ก็ต้องมีคณะกรรมการทางธุรกรรมในการดำเนินการเรื่องนี้ ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยราชการ ทั้งจากกระทรวงมหาดไทย ตำรวจ สรรพากร บูรณาการข้อมูลร่วมกัน

เมื่อถามว่า  มีรายงานหรือไม่ว่ามีนักการเมืองหรือบุคคลสำคัญเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่เคยก้าวก่ายใดๆ เลย จะรายงานมาที่ตนก็ต่อเมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ตนไม่ต้องการทราบว่าใครอยู่ในข่าย ทั้งเฝ้าระวัง ติดตาม หรือสอบสวนพฤติกรรม ถ้าตนมารู้ เดี๋ยวจะมีข่าว เสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า ตนไปเกี่ยวข้อง ก้าวก่าย สั่งการ ฉะนั้นการทำงานของตนอาจจะไม่เหมือนกับคนอื่น ตนให้อำนาจผู้ปฏิบัติไปดำเนินการเต็มที่ ข้อสั่งการก็คือใครทำผิดกฏหมายไม่มีการละเว้น ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร

เมื่อถามว่า จะเกิดแรงกระเพื่อมทางการเมือง หรือไม่ เพราะมีแกนนำพรรคการเมืองบางพรรค เชื่อมโยงกับนาย เบน สมิธ  นายกฯ กล่าวว่า “ ผมก็ไม่ค่อยแคร์เท่าไหร่ กระเพื่อมของอะไร ตำแหน่งของผมเหรอ“ ผู้สื่อข่าวจึงบอกว่า แรงกระเพื่อมทางการเมืองทั้งหมด เพราะช่วงนี้เป็นช่วงจัดตั้งรัฐบาล บางทีคดีนี้อาจไปล็อกคอแกนนำบางพรรค นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา ความเดือดร้อนของประชาชน ความเสียหายของประเทศชาติมีความสำคัญกว่า เรื่องการจัดตั้งรัฐบาล หรือจะต้องไปเกรงใจนักการเมือง  หรือผู้มีอิทธิพลคนไหนไม่มีความหมายเลยตรงนี้

กกต. ตั้งกรรมการสอบ เอาผิด กปน. 2 หน่วยเลือกตั้ง เมืองสุพรรณฯ พฤติกรรมเข้าข่ายประพฤติมิชอบ

กกต. ตั้งกรรมการสอบ เอาผิด กปน. 2 หน่วยเลือกตั้ง เมืองสุพรรณฯ พฤติกรรมเข้าข่ายประพฤติมิชอบ

กกต. ตั้งกรรมการสอบ เอาผิด กปน. 2 หน่วยเลือกตั้ง เมืองสุพรรณฯ พฤติกรรมเข้าข่ายประพฤติมิชอบ

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.44 น.

กกต.ลุยเอาผิด กปน.เขตเลือกตั้ง 2 หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ชี้น่าเชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หลังผลนับคะแนนใหม่แตกต่างจากครั้งแรก

วันที่ 2 มีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุพรรณบุรี (กกต.สุพรรณบุรี) เผยแพร่ข้อมูลกรณีเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา การนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรีใหม่ และการดำเนินการกับผู้ที่กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

1. สำนักงานกกต.สุพรรณบุรี พบภาพและคลิปทางโชเชียลมีเดียที่ปรากฎภาพเหตุการณ์กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) นับคะแนนเลือกตั้งไม่ถูกต้อง โดยไม่แสดงบัตรเลือกตั้งให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้เห็นเครื่องหมายการลงคะแนนในบัตรเลือกตั้งและขีดคะแนนเลือกตั้งในลักษณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่สามารถมองเห็นการขีดคะแนนได้ สำนักงานกกต.สุพรรณบุรี จึงได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และเสนอความเห็นต่อกกต.เพื่อพิจารณาสั่งให้มีการนับคะแนนเลือกตั้ง ใหม่

2.กกต.ได้มีคำสั่งที่ 306/2569 ลงวันที่ 24 ก.พ.2569 สั่งให้มีการนับคะแนนเลือกตั้งสส.จังหวัดสุพรรมบุรี ใหม่ ดังนี้ (2.1) สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ในหน่วยเลือกตั้งที่ 1 ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 ,หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลบ้านช้าง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2

(2.2) สส.แบบบัญชีรายชื่อ หน่วยเลือกตั้งที่ 11 ตำบลสนามชัย อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 ,หน่วยเลือกตั้งที่ 1 ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2, หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลองครักษ์ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2

3. กกต.ประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 และ 2 ได้ประกาศกำหนดวัน เวลา และสถานที่นับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใหม่ ในวันศุกร์ที่ 27 ก.พ. 2569 โดยผลการนับคะแนนเลือกตั้ง ใหม่ พบว่า (3.1) การนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ได้แก่ หน่วยเลือกตั้งที่ 11 ตำบลสนามชัย อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1, หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลองครักษ์ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2

(3.2) ผลการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ มีความแตกต่างจากผลการนับคะแนนเลือกตั้ง ในวันที่ 8 ก.พ. 2569 จนน่าเชื่อว่ากปน.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ได้แก่ หน่วยเลือกตั้งที่ 1 ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ, หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลบ้านช้าง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

4. ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุพรรณบุรี ได้สั่งรับกรณีตามข้อ (3.2) เป็นสำนวนการสืบสวน และมอบหมายให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนประจำจังหวัดสุพรรณบุรี ดำเนินการสืบสวนและไต่สวนตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อดำเนินการกับผู้กระทำความผิดและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป