ปลดกำไลEM-จ่อบินปร๋อดูไบ ทักษิณเฮติดปีก คาดเยียม‘ยิ่งลักษณ์’

ปลดกำไลEM-จ่อบินปร๋อดูไบ ทักษิณเฮติดปีก คาดเยียม‘ยิ่งลักษณ์’

ปลดกำไลEM-จ่อบินปร๋อดูไบ ทักษิณเฮติดปีก คาดเยียม‘ยิ่งลักษณ์’

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปลดกำไลEM-จ่อบินปร๋อดูไบ ทักษิณเฮติดปีก คาดเยียม‘ยิ่งลักษณ์’ หนูลั่นกลางอาเซียน
ผลักดันแลนด์บริดจ์ พท.ยอมแก้ที่มาสสร.

“ทักษิณ ชินวัตร”ปลดกำไล EM เรียบร้อยแล้ว หลังศาลอาญาธนบุรี ตรวจสอบรายชื่อผู้ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ คาดเตรียมบินดูไบไปพบ “ยิ่งลักษณ์”สิ้นเดือนมิถุนายนนี้ หลังไม่ได้เจอกันนาน 8 เดือน นายกฯ ‘อนุทิน’โชว์วิสัยทัศน์เวที ASEAN Future Forumที่เวียดนามผนึกกำลังวางรากฐานสันติภาพ-ความมั่นคงเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมประกาศผลักดัน“แลนด์บริดจ์”ต่อนายกฯหารือปธน.เวียดนาม ต่อยอดวิสัยทัศน์ จับมือและเติบโตไปด้วยกัน ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์รอบด้านร่วมกัน

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าความเคลื่อนไหวหน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า ซอยจรัญสนิทวงศ์ 71 บ้านของนายทักษิณชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังมีรายงานว่าศาลอาญาธนบุรีอยู่ระหว่างพิจารณาตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับอภัยโทษซึ่งหนึ่งในนั้นคือรายชื่อของนายทักษิณแต่จากการเฝ้าสังเกตการณ์หน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า ไม่พบว่ามีรถของเจ้าหน้าที่กรมคุมประพฤติขับ เข้าไปในบ้าน แต่ผู้สื่อข่าวที่อยู่ฝั่งประตูด้านหลังของบ้านจันทร์ส่องหล้าบอกว่าช่วงเวลา14.00น.เห็นรถฟอร์จูนเนอร์สีดำขับเข้าไปในบ้าน

“ทักษิณ”ปลดกำไลEM แล้ว

โดยเมื่อเวลาประมาณ14.30น.นายทักษิณ ได้ดำเนินการถอดกำไลอิเล็กทรอนิกส์(EM)ร่วมกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ภายหลังจากขั้นตอนทางกฎหมายที่ศาลอาญาธนบุรีได้พิจารณาตรวจสอบรายชื่อผู้ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งปรากฏรายชื่อของนายทักษิณ เป็นหนึ่งในผู้ได้รับสิทธิดังกล่าวอย่างเป็นทางการโดยเมื่อกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องเสร็จสิ้นลง ทางสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1จึงได้อนุญาตให้ทำการปลดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ตามระเบียบขั้นตอนขั้นสุดท้าย

จ่อบินดูไบพบ“ยิ่งลักษณ์”สิ้นมิ.ย.

อย่างไรก็ตาม หลังจากปลดกำไลEM แล้ว นายทักษิณ มีกำหนดการเดินทางไปหาน้องสาว คือ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก่อนสิ้นเดือนมิถุนายนนี้และจะใช้เวลาพักผ่อนอยู่กับน้องสาวสักระยะหนึ่ง หลังจากที่ไม่ได้เจอกันนาน 8 เดือนซึ่งช่วงเวลาดังกล่าว นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้ใช้ชีวิตโดดเดี่ยวอยู่ต่างแดน ทำให้นายทักษิณอยากบินไปหาน้องสาวทันทีที่ได้รับการอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศขณะเดียวกัน นายทักษิณก็มีกำหนดการที่จะเดินทางไปต่างประเทศเช่น ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นบ้านพักที่นายทักษิณ และครอบครัวได้ใช้เวลาพักผ่อนช่วงหนึ่งตอนที่อยู่ต่างประเทศ.

‘อนุทิน’โชว์วิสัยทัศน์เวทีASEAN

สำหรับภารกิจของนายกรัฐมนตรีในการเยือนเวียตนามวันที่สอง เมื่อเวลา 08.30น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม ASEAN Future Forum ครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อ “Shaping our Future Together: Peace, Prosperity, People-Centered” ซึ่งมีเวียดนามเป็นเจ้าภาพ ร่วมกับผู้นำประเทศอาเซียนจากสปป.ลาว กัมพูชาและติมอร์-เลสเต ที่โรงแรมMelia Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

โดยนายกฯได้กล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมสรุปสาระสำคัญดังนี้นายกฯกล่าวชื่นชมเวียดนามในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม ASEAN Future Forum 2026 ซึ่งได้กลายเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของภูมิภาคในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการค้าโลก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสะท้อนว่าระบบภูมิภาคและระบบโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบใหม่ โดยอาเซียนกำลังเผชิญทั้งความเสี่ยงและโอกาสสำคัญในเวลาเดียวกัน

ผนึกกำลังวางรากฐานสันติภาพ

ในสถานการณ์ที่หลายภูมิภาคของโลกเผชิญความผันผวน อาเซียนมีศักยภาพที่จะเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีเสถียรภาพมากที่สุดของโลก และเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุน การเติบโต และนวัตกรรมในอนาคต โดยสิ่งที่จะกำหนดอนาคตดังกล่าวคือการตัดสินใจร่วมกันของประเทศสมาชิกในวันนี้ ทั้งนี้ อาเซียนต้องใช้ประโยชน์จากจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนาน โดยยึดมั่นหลักการผสานผลประโยชน์ของชาติและผลประโยชน์ของภูมิภาค เพื่อรักษาความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) ในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง การสร้างความไว้วางใจ และการเปิดพื้นที่สำหรับความร่วมมือกับทุกฝ่ายท่ามกลางโลกที่มีความแตกแยกมากขึ้น

ประกาศผลักดัน“แลนด์บริดจ์”ต่อ

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า“ความยืดหยุ่น”หรือ Resilience จะเป็นรากฐานสำคัญของความมั่งคั่งในอนาคตของอาเซียน โดยต้องเร่งส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงในทุกมิติ ทั้งด้านกายภาพและดิจิทัล พร้อมแสดงความยินดีที่อาเซียนมีเป้าหมายลงนามความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ภายในปีนี้ เพื่อปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค

นอกจากนี้ ไทยยังผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ของไทยในฐานะเส้นทางทางเลือกเพื่อเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลก ลดความเปราะบางจากจุดคอขวดด้านการคมนาคมทางทะเล รวมทั้งพร้อมสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานของภูมิภาค โดยไทยได้เสนอความพร้อมในการจัดหาเชื้อเพลิงอากาศยานแก่ประเทศสมาชิกอาเซียนจากกำลังการผลิตส่วนเกินที่มีอยู่

พร้อมร่วมขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่าอาเซียนต้องให้ความสำคัญกับการสร้างผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชน เพราะความสำเร็จของอาเซียนไม่ได้วัดจากจำนวนการประชุมหรือเอกสารที่รับรองร่วมกัน แต่ต้องวัดจากคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นในอนาคตของประชาชนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญทั้งโอกาสและความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีรวมถึงปัญญาประดิษฐ์(AI)จึงจำเป็นต้องเสริมสร้างความร่วมมือในการรับมือกับปัญหาที่กระทบต่อชีวิตประจำวันเช่นการหลอกลวงทางออนไลน์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ความเสี่ยงด้านสาธารณสุข และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ควบคู่กับการลงทุนด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะ ระบบสาธารณสุข และระบบคุ้มครองทางสังคม

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า อาเซียนมีศักยภาพเพียงพอที่จะรับมือกับความท้าทายและคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลก เนื่องจากอาเซียนยังคงมีจุดแข็งสำคัญที่หลายภูมิภาคกำลังขาดแคลน ได้แก่ เสถียรภาพ การเชื่อมโยง และความไว้วางใจ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสให้แก่ประชาชน พร้อมยืนยันว่าไทยพร้อมทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนและหุ้นส่วนทุกฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ย้ำไทยเขมรอยู่ในห้วงตัดสินใจทิศทาง

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาว่าทั้งสองประเทศกำลังอยู่ในห้วงเวลาสำคัญที่การตัดสินใจในวันนี้จะส่งผลต่อทิศทางความสัมพันธ์ในอนาคตจึงจำเป็นต้องร่วมกันเผชิญความท้าทายและเปิดหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยการบรรลุแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง ความมุ่งมั่น ความไว้วางใจ และการเจรจาด้วยความสุจริตใจ แม้จะไม่มีหนทางที่ง่าย แต่เชื่อมั่นว่าทั้งสองฝ่ายสามารถก้าวไปข้างหน้าร่วมกันได้ผ่านการสร้างความเชื่อมั่นและการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์

นายกฯเข้าหารือปธน.เวียดนาม

เวลา11.00 น.ที่ห้อง Stateroom ทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนาม (Tonkin Palace) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม เพื่อสานต่อความร่วมมือและติดตามผลการหารือระหว่างกัน ภายหลังการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีเวียดนามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เน้นย้ำสัมพันธ์ใกล้ชิดผู้นำทั้ง2ปท.

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้ 1.ไทยเน้นย้ำความสำเร็จของการเยือนและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของผู้นำทั้งสองประเทศประธานาธิบดีเวียดนามกล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นระหว่างการเยือนประเทศไทย ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากและได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งประชาชนไทยและเวียดนาม พร้อมแสดงความยินดีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนเวียดนามในครั้งนี้ ซึ่งมีความหมายสำคัญต่อการสานต่อความร่วมมือระหว่างสองประเทศนายกฯกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีเวียดนามที่ให้เกียรติเข้าเยี่ยมคารวะและเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวัน พร้อมกล่าวด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเองโดยการเดินทางเยือนครั้งนี้มีรัฐมนตรีร่วมคณะถึง 9 คน รวมทั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพ เพื่อสะท้อนความตั้งใจของไทยในการยกระดับความร่วมมือกับเวียดนามในทุกมิติ

ขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

2. เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคีและเป้าหมายการค้าร่วมกันทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านไทย–เวียดนาม โดยประธานาธิบดีเวียดนามเสนอให้รัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศพบปะหารือกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้นผ่านกลไกความร่วมมือต่าง ๆ โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรีร่วมไทย–เวียดนาม (JCR) พร้อมผลักดันยุทธศาสตร์ Three Connects และเป้าหมายการค้าระหว่างกันที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนขยายสู่ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคต นายกฯยืนยันว่าไทยพร้อมสนับสนุนยุทธศาสตร์ Three Connects โดยเฉพาะความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสีเขียวและการบรรลุเป้าหมาย Net Zero พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ามูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศจะบรรลุ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้ภายในปีนี้ และมีโอกาสขยายตัวถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคตอันใกล้

เสริมสร้างความร่วมมือความมั่นคง

4. เสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงและการบังคับใช้กฎหมายประธานาธิบดีเวียดนามเสนอให้มีการพัฒนากลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศ ทั้งในระดับกองทัพ หน่วยงานความมั่นคง และหน่วยงานทางทะเล รวมถึงการพิจารณาจัดทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน และการแก้ไขปัญหาผู้ที่พำนักอยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมายนายกฯกล่าวว่า การที่ รมว.กลาโหมและผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพร่วมเดินทางเยือนเวียดนามครั้งนี้ สะท้อนถึงความจริงจังของไทยในการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง พร้อมเสนอจัดตั้งกลไกหารือ 2+2 ระหว่าง รมว.ต่างประเทศและรมว.กลาโหมของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ไทยยืนยันว่าจะไม่อนุญาตให้มีการใช้ดินแดนไทยเพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านประเทศมิตรและพร้อมการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ รวมทั้งสนับสนุนการจัดประชุมคณะทำงานร่วมในประเด็นดังกล่าวโดยเร็ว

ร่วมจับมือและเติบโตไปด้วยกัน

5. ดูแลและส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนไทยในเวียดนามนายกฯได้สะท้อนข้อห่วงกังวลของภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามมายาวนานกว่า 30 ปี โดยเฉพาะประเด็นการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและคับใช้กฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงกรณีที่บางบริษัทอยู่ระหว่างรอการชำระเงินตามสัญญาประธานาธิบดีเวียดนามยืนยันว่า รัฐบาลเวียดนามให้ความสำคัญกับนักลงทุนไทย ซึ่งล้วนเป็นบริษัทชั้นนำที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนาม พร้อมย้ำว่าจะไม่มีการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลัง และได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รับฟังและเร่งแก้ไขปัญหาของนักลงทุนอย่างใกล้ชิด6. สานต่อสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพไทย–เวียดนามไทยยังพร้อมสนับสนุนนกกระเรียนจำนวน 12 ตัวให้แก่เวียดนามภายในปีนี้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ ความร่วมมือด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ร่วม “จับมือและเติบโตไปด้วยกัน” อย่างเป็นรูปธรรม

พท.ปรับแก้ร่างแก้รธน.ที่มาส.ส.ร.

ที่พรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารพรรค แถลงถึงประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยนายประเสริฐกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยที่ประชุมประเมินสถานการณ์ตรงกันว่า เมื่อพรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรมถอนชื่อจากร่างฉบับของพรรคเพื่อไทย โดยที่ความเห็นของสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยที่นัยยะทางการเมืองที่เกิดขึ้นคือร่างของพรรคเพื่อไทยนี้อาจจะไม่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาตั้งแต่วาระแรก

พรรคเพื่อไทยจึงมีข้อสรุปว่าจะนำร่างเดิมมาปรับเนื้อหาในส่วนที่มาของ ส.ส.ร.โดยนำแนวทางการได้มาของสสร.ฉบับปี 2540และความเห็นในชั้นกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญชุดที่แล้วมาพิจารณา เพื่อให้ ส.ส.ร.ยึดโยงกับประชาชนให้มากที่สุด ยึดในหลักการประชาธิปไตย และมีโอกาสจะผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เพื่อพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนของเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีการแก้ไข จะมีการแถลงให้ทุกท่านทราบอีกครั้งหลังการปรับแก้แล้วเสร็จ

‘ชัชชาติ’แจงคดีเครื่องออกกำลังกาย

ความเคลื่อนไหวการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ร้อนระอุ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่ากทม.เบอร์ 9 พร้อมด้วย น.ส.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่ากทม.ร่วมแถลงชี้แจงถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับผลการสอบสวนวินัยร้ายแรงเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครจำนวน 32 ราย ที่เกี่ยวข้องกับคดีจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายราคาแพงเกินจริงซึ่งระบุว่ามีการเสนอลงโทษวินัยไม่ร้ายแรงด้วยการตัดเงินเดือนเพียงร้อยละ2จนนำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างกว้างขวาง

โดยนายชัชชาติระบุว่าไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ แต่มองเป็นข้อดีที่สังคมให้ความสำคัญกับปัญหาคอร์รัปชันในช่วงการเลือกตั้งซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนให้ กทม. เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

คดียังไม่ยุติ-ตีกลับโทษเบาเกินไป

ยืนยันว่าคดีดังกล่าวยังไม่ได้ข้อยุติและยังไม่มีการลงโทษเจ้าหน้าที่ตามที่มีการกระพือข่าวออกไปโดยข้อเสนอการตัดเงินเดือนร้อยละ 2 หรือประมาณ 600บาทต่อคนนั้น เป็นเพียงข้อเสนอจากคณะกรรมการสอบสวนชุดแรกที่ส่งขึ้นมาเท่านั้นเมื่อเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร(ก.ก.) และฝ่ายบริหาร ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าบทลงโทษดังกล่าวเบาเกินไปและรับไม่ได้จึงได้มีมติตีกลับสำนวนเพื่อให้ไปดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมโดยละเอียด

พร้อมส่งป.ป.ช.ตรวจคู่ขนาน

สอดคล้องกับการชี้แจงของ น.ส.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่ากทม.ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแล ก.ก.โดยตรงที่ระบุว่าผลวินิจฉัยความผิดวินัยไม่ร้ายแรงดังกล่าวถูกเสนอขึ้นมาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมที่ผ่านมาแต่เนื่องจากคณะกรรมการใหญ่ของก.ก.ยังมีข้อสงสัยในสำนวนอีกหลายประเด็น ประกอบกับพิจารณาแล้วเห็นว่าโทษเบาเกินไปจึงสั่งการให้กลับไปสอบสวนใหม่ และย้ำชัดว่าฝ่ายบริหารไม่ได้ยอมรับผลการสอบสวนในรอบแรกและขอให้ภาคประชาชนรอผลการสอบสวนที่ชัดเจนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

นอกจากนี้กทม.ยังได้ดำเนินกระบวนการตรวจสอบคู่ขนานไปกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)เนื่องจาก ป.ป.ช.มีอำนาจตามกฎหมายที่กว้างขวางกว่าโดยเฉพาะในมิติการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ขณะที่ทางกทม.สามารถใช้อำนาจดำเนินการได้เฉพาะภายใต้กรอบวินัยและระเบียบข้อบังคับทางราชการเท่านั้น

โวได้รับโอกาสเร่งตามคดีเต็มที่

วิกฤตการณ์ในครั้งนี้ได้ส่งผลให้กทม.ปรับเปลี่ยนโครงสร้างและระบบการเสนองบประมาณใหม่ทั้งหมดจากเดิมที่บางโครงการอาจขาดความชัดเจนในรายละเอียด ต่อไปจะต้องมีการระบุข้อมูลที่ละเอียดยิบและรอบคอบมากขึ้นเพื่อป้องกันช่องโหว่ทางทุจริตในลักษณะเดิม

นายชัชชาติกล่าวทิ้งท้ายว่า หากได้รับโอกาสและความไว้วางใจให้กลับเข้ามาทำหน้าที่ผู้ว่ากทม.อีกครั้ง จะเดินหน้าเร่งรัดและติดตามคดีนี้อย่างเต็มกำลังความสามารถ เนื่องจากเป็นประเด็นที่กระทบต่อความรู้สึกและความเชื่อมั่นของภาคประชาชน พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณต่อผู้ที่นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเปิดเผยสู่สาธารณะซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดการตรวจสอบ ทบทวนและนำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการทำงานของกทม.ให้มีความโปร่งใสสูงสุดนำไปสู่เป้าหมายการเป็นเมืองที่แคร์ทุกคนอย่างแท้จริง

อนุชาย้ำ5นโยบายพลิกโฉม กทม.

นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5ประกาศความพร้อมในการเป็น“เจ้าภาพ”แก้ไขทุกปัญหาของคนกรุงเทพฯโดยย้ำชัดว่าในยุคของตนจะไม่มีคำว่า“นอกเหนืออำนาจกทม.”อีกต่อไปพร้อมย้ำถึงนโยบายหลัก 5 ด้านภายใต้แนวคิด “เดินทางสะดวก เมืองสะอาด ชีวิตสบาย รายได้ดีขึ้น ตรวจสอบได้ทุกเมื่อ”โดยนโยบายได้ผ่านการศึกษาและเจรจากับภาคส่วนต่างๆจนมั่นใจว่าสามารถปฏิบัติได้จริง ในด้านโครงสร้างพื้นฐานและการจราจรพร้อมผลักดันนโยบาย“ตั๋วร่วม”ที่ตนเคยมีส่วนร่วมร่างกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนใช้บัตรใบเดียวเดินทางได้ทุกระบบขนส่งมวลชนโดยไม่มีการเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน พร้อมมีแนวคิดดึงรถเมล์ขสมก.เข้ามาอยู่ใต้การดูแลของ กทม.และเร่งนำเรือไฟฟ้ามาใช้เป็นฟีดเดอร์(Feeder)อีกทั้งยังเน้นการแก้ปัญหาจราจรและอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดรถไฟ โดยเสนอให้ใช้ระบบ AI เข้ามาควบคุมสัญญาณไฟจราจรแทนการใช้เจ้าหน้าที่กดปุ่มแบบแมนนวล เพื่อป้องกันความผิดพลาดและเน้นความปลอดภัยเป็นหลักรวมถึงประสานกรมการขนส่งทางบกเพื่อบังคับใช้กฎหมายจราจรบริเวณเส้นทึบสีเหลืองอย่างเข้มงวด

สำหรับปัญหาน้ำท่วม นายอนุชา ชี้ว่า กทม.ต้องบริหารจัดการแบบบูรณาการโดยเร่งระบายน้ำลงคูวิภาวดีและอุโมงค์ระบายน้ำบางซื่อให้เร็วที่สุด พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่าย“อุโมงค์ยักษ์”เพื่อผันน้ำลงสู่อ่าวไทย

ลั่นทลายส่วย-ล้างบางคอร์รัปชัน

สำหรับเรื่องการทุจริตซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขต นายอนุชา ยืนยันเสียงแข็งว่า”ส่วยและค่าปากถุงต้องไม่มี”การแต่งตั้งบุคลากรต้องมาจากความรู้ความสามารถ โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้เตรียมแพลตฟอร์มเทคโนโลยี AI ที่ชื่อว่า “ส่องรัฐ”เข้ามาใช้ตรวจสอบความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างและการทำงานของสำนักงานเขต หากพบความผิดปกติหรือความล่าช้า ระบบจะแสดงผลทันที

อ้อนเลือกผู้ว่า-กา.ยกทีมปชป.

นายอนุชายังฝากถึงชาวกรุงเทพฯว่านโยบายทั้ง 5 ด้านจะเกิดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่วันแรก หากตนได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ว่าฯ พร้อมกับมีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(ส.ก.)จากพรรคประชาธิปัตย์ในจำนวนที่มากพอซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคในการประสานงานและการล็อบบี้ในสภากทม. ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อชาวกรุงเทพฯ เป็นไปอย่างราบรื่นและไร้รอยต่อ

“กทม.จากนี้ไปจะไม่มีการพูดว่ามันนอกเหนืออำนาจและปัดทิ้งเราจะประสานต่อและเป็นเจ้าภาพเองจนกว่างานนั้นจะจบสิ้นทุกเรื่องที่เป็นปัญหาจะต้องแก้ไขได้”นายอนุชาย้ำทิ้งท้าย

มัลลิกาบุกเขตดอนเมืองท้าแดดเปรี้ยง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งในพื้นที่เขตดอนเมืองกลับมาคึกคักและทวีความร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่ากทม.เบอร์14พร้อมทีมงาน เดินหน้าลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนเขตดอนเมืองแบบใกล้ชิดชนิดที่ว่าไม่กลัวแดดไม่กลัวร้อนแม้สภาพอากาศจะร้อนระอุทะลุองศาเดือด ดร.มัลลิกา เบอร์ 14 ก็ไม่ได้ถอย จัดเต็มขึ้นรถแห่กระจายเสียงเคลื่อนขบวนเข้าสู่พื้นที่ย่านดอนเมืองโดยจุดแรกพุ่งเป้าไปที่ตลาดฝั่งโขง แหล่งชุมชนและศูนย์รวมเศรษฐกิจสำคัญของชาวดอนเมือง ทันทีที่ไปถึง ดร.มัลลิกา ได้ลงจากรถแห่เข้าไปกราบไหว้ทักทาย พร้อมอ้อนขอคะแนนเสียงจากพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของ ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น มีการเข้ามาขอถ่ายรูปและให้กำลังใจกันอย่างเนืองแน่น

ลุยต่อเส้น”สรงประภา – สรณคมณ์”

จากนั้นขบวนรถแห่ของดร.มัลลิกาเบอร์ 14 ได้เคลื่อนผ่านเข้าสู่ ถนนสรงประภา และเลี้ยวเข้าสู่ ซอยสรณคมณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนหนาแน่นและมีร้านค้าตั้งอยู่เรียงราย โดยตลอดเส้นทางดร.มัลลิกาได้ชูนโยบายเด่นที่เน้นการแก้ปัญหาปากท้อง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวดอนเมือง พร้อมทั้งส่งรอยยิ้มและโบกมือทักทายประชาชนที่ชะโงกหน้าออกมาจากบ้านเรือนและร้านค้าตลอดสองข้างทาง

ดร.มัลลิกากล่าวระหว่างการลงพื้นที่ว่า”อากาศจะร้อนแค่ไหนก็ไม่เป็นอุปสรรคค่ะเพราะความตั้งใจที่จะเข้ามาพัฒนาและรับฟังปัญหาของพี่น้องชาวดอนเมืองนั้นร้อนแรงยิ่งกว่า วันนี้เห็นรอยยิ้มและการต้อนรับของพ่อค้าแม่ค้าและพี่น้องในซอยสรณคมณ์และถนนสรงประภาแล้ว ทำให้มีพลังใจพร้อมทำงานอย่างเต็มที่แน่นอน ขอฝากเบอร์ 14 ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ”

สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำความพร้อมและคะแนนนิยมที่กำลังพุ่งสูงขึ้นในเขตดอนเมือง ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งเขตสมรภูมิเลือกตั้งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

กองทัพ ขอประชาชนอย่าตระหนก ยันยังไม่กระทบความมั่นคง ปมกัมพูชาเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์

กองทัพ ขอประชาชนอย่าตระหนก ยันยังไม่กระทบความมั่นคง ปมกัมพูชาเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์

กองทัพ ขอประชาชนอย่าตระหนก ยันยังไม่กระทบความมั่นคง ปมกัมพูชาเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.20 น.

กองทัพติดตามเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ประเทศเพื่อนบ้าน ย้ำยังไม่กระทบความมั่นคง–ขอประชาชนอย่าตื่นตระหน

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 รายงานข่าวจากกองทัพ ถึงการติดตามสถานการณ์การเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ของประเทศเพื่อนบ้านจากกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพการเคลื่อนย้ายรถถังของประเทศกัมพูชาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จนทำให้ประชาชนบางส่วนเกิดความสนใจและความกังวลต่อสถานการณ์บริเวณชายแดนนั้น กองทัพขอเรียนว่า ทางกองทัพได้ติดตามและเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องผ่านระบบข่าวกรองและการประเมินสถานการณ์ในทุกมิติ

การปรากฏของยุทโธปกรณ์หรือการเคลื่อนย้ายกำลังทางทหารของประเทศต่าง ๆ ถือเป็นข้อมูลที่หน่วยงานด้านความมั่นคงติดตามอยู่เป็นประจำ โดยกองทัพมีข้อมูลและการประเมินสถานการณ์เชิงลึกที่ครอบคลุมมากกว่าข้อมูลที่ปรากฏในสื่อสาธารณะ ทั้งนี้ รายละเอียดบางส่วนไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการรักษาความได้เปรียบด้านการปฏิบัติการและความมั่นคงของประเทศ

“ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า กองทัพได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ แผนเผชิญเหตุ และมาตรการรักษาความมั่นคงในพื้นที่รับผิดชอบไว้อย่างเหมาะสม พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ปัจจุบันยังไม่ปรากฏสิ่งบ่งชี้ที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนแต่อย่างใด จึงขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข้อมูลทางราชการที่เชื่อถือได้ และหลีกเลี่ยงการส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนและความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ผู้ช่วยทูตทหารจีน’ ดอดเข้า ‘กลาโหม’ ยอมรับ ส่งรถถัง T59D ให้กัมพูชา 39 คัน จาก 93 คัน

ราชทัณฑ์ แจงปล่อยตัวคุมประพฤติ-ถอดกำไล EM ทักษิณ เป็นตามขั้นตอนกฎหมายที่กำหนด

ราชทัณฑ์ แจงปล่อยตัวคุมประพฤติ-ถอดกำไล EM ทักษิณ เป็นตามขั้นตอนกฎหมายที่กำหนด

ราชทัณฑ์ แจงปล่อยตัวคุมประพฤติ-ถอดกำไล EM ทักษิณ เป็นตามขั้นตอนกฎหมายที่กำหนด

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.55 น.

‘ราชทัณฑ์’เผย’ทักษิณ’สถานะเป็นบุคคลพ้นโทษโดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย  โดยเรือนจำได้ออกหนังสือ รท.25 หรือใบบริสุทธิ์ให้’ทักษิณฯ’เรียบร้อย แจงปล่อยตัวคุมประพฤติ ‘ทักษิณ’และถอดกำไลEM แล้ว ยันยึดหลักเสมอภาค เป็นไปตามหลักเกณฑ์พระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ 2569 

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 กรมราชทัณฑ์ ออกเอกสารข่าวชี้แจง ว่าตามที่กรมราชทัณฑ์ ได้รับความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ให้พักการลงโทษกรณีปกติ แก่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และปล่อยตัวคุมประพฤติพร้อมติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) จากเรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อวันที่ 11 พฤษภา คม 2579 โดยมีกำหนดระยะเวลาคุมประพฤติรวม 4 เดือน 1 วัน และที่ผ่านมาได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมประพฤติอย่างถูกต้องมาโดยตลอดนั้น กรมราช ทัณฑ์ขอเรียนว่า ได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2569 มีผลใช้บังคับในวันที่ 3 มิถุนายน 2569 นายทักษิณฯ ซึ่งมีสถานะเป็น“ผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ” ตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์ และมิได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขแห่งการพักการลงโทษแต่ประการใด จึงเป็นผู้อยู่ ในข่ายให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไปตามมาตรา 7 โดยมีลักษณะตามมาตรา 8 (2) (ฉ) คือ เป็นผู ้มีอายุไม่ต่ำกว่า 60 ปีบริบูรณ์ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับฯ ซึ่งมีโทษจำคุกตามกำหนดโทษที่จะได้รับต่อไปเหลืออยู่ไม่เกิน 3 ปี นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ 

ทั้งนี้  เพื่อให้การปฏิบัติตามกฎหมายเป็นไปด้วยความถูกต้อง เรียบร้อย และโปร่งใสตามขั้นตอนทางกฎหมาย อาศัยอำนาจตามมาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2569 คำสั่งกระทรวงยุติธรรม เรื่องแต่งตั้งกรรม การทำหน้าที่ตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษ จึงมีมติให้นายทักษิณฯ ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติตามกฎหมาย และกรมคุมประพฤติได้ดำเนินการถอดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว(EM) ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยเรือนจำได้ดำเนินการออก หนังสือสำคัญการปล่อยตัว(รท.25) หรือใบบริสุทธิ์ให้แก่นายทักษิณฯ เป็นที่เรียบ ร้อย 

ดังนั้น นายทักษิณ ชินวัตร จึงมีสถานะเป็นบุคคลพ้นโทษโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์ และสิ้นสุดการอยู่ภายใต้การควบคุมตามโทษทางอาญาและเงื่อน ไขที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เฉกเช่นเดียวกับผู ้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติรายอื่นๆที่มีคุณสมบัติเข้าตามเกณฑ์ของพระราชกฤษฎีกาฉบับ ดังกล่าวทุกประการ  
 

‘ผู้ช่วยทูตทหารจีน’ ดอดเข้า ‘กลาโหม’ ยอมรับ ส่งรถถัง T59D ให้กัมพูชา 39 คัน จาก 93 คัน

'ผู้ช่วยทูตทหารจีน' ดอดเข้า 'กลาโหม' ยอมรับ ส่งรถถัง T59D ให้กัมพูชา 39 คัน จาก 93 คัน

‘ผู้ช่วยทูตทหารจีน’ ดอดเข้า ‘กลาโหม’ ยอมรับ ส่งรถถัง T59D ให้กัมพูชา 39 คัน จาก 93 คัน

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.15 น.

“ผู้ช่วยทูตทหารจีน”  ดอด เข้ากระทรวงกลาโหม โดยไม่นัดหมายล่วงหน้า ยอมรับ ส่งรถถังT59D ให้กัมพูชา  39 คัน จาก 93 คัน ยัน เป็นโครงการช่วยเหลือก่อนเกิดสู้รบ

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 จากกรณีที่มีการนำเสนอคลิป จีนได้ส่งรถถังT59D ให้กัมพูชา จำนวน 39 คัน  และกัมพูชาส่งเข้าพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชานั้น 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ผู้ช่วยทูตทหารจีนประจำประเทศไทย ได้เดินทางเข้ากระทรวงกลาโหม โดยไม่ได้มีการนัดหมายล่วงหน้า โดยมีผู้แทนกระทรวงกลาโหมให้การต้อนรับ เพื่อเข้าพูดคุยในหลายประเด็นเกี่ยวกับความร่วมมือด้านทหาร พร้อมทั้งระบุถึงกรณี จีนส่งรถถัง T59D ให้กัมพูชา จำนวน 39 คัน ซึ่งเป็นล็อตแรก จากทั้งหมดจำนวน 93 คัน รถถัง T-59D กัมพูชาได้รับการช่วยเหลือจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามโครงการความร่วมมือทางทหารในทุกปี 

สำหรับรถถัง T- 59D ที่ สปจ.ส่งมอบให้ กัมพูชาในครั้งนี้ ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาขนาดปืนใหญ่รถถังจากขนาด 100 มม. เป็นขนาด 105 มม. และกล้องมองภาพความร้อนทำให้สามารถมองเห็นเป้าหมายในเวลากลางคืน และระบบป้องกันตัวของรถถัง เพื่อสกัดกั้นภัยคุกคาม เช่น จรวดต่อต้านรถถัง หรือขีปนาวุธนำวิถี 

สำหรับ พล.อ.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม และ พล.อ.ธาราพงษ์ มาลาคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม ติดภารกิจร่วมคณะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว มหาดไทย เยือนประเทศเวียดนาม ระหว่างวันที่ 8-9 มิ.ย.69 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : กองทัพ ขอประชาชนอย่าตระหนก ยันยังไม่กระทบความมั่นคง ปมกัมพูชาเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์

นายกฯ เผยประธานาธิบดีเวียดนาม กราบบังคมทูลเชิญ ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯเยือนเวียดนาม

นายกฯ เผยประธานาธิบดีเวียดนาม กราบบังคมทูลเชิญ ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯเยือนเวียดนาม

นายกฯ เผยประธานาธิบดีเวียดนาม กราบบังคมทูลเชิญ ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯเยือนเวียดนาม

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.41 น.

นายกฯ เผยผลเยือนเวียดนาม พัฒนาความร่วมมือต่อเนื่อง ช่วยคอนเน็กนักธุรกิจสองประเทศ -โชว์ความพร้อมไทยรับนักลงทุน

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ผลการเยือน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามว่า การมาเยือนเวียดนามทำให้มีความต่อเนื่องของสิ่งที่เป็นความร่วมมือของทั้งสองประเทศได้อย่างชัดเจน ได้มาพัฒนายกระดับความสัมพันธ์ในทุกมิติ ทั้งมิติเศรษฐกิจ การลงทุน ความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีและเรื่องความมั่นคง ซึ่งทางรัฐบาลเวียดนามให้เกียรติกับประเทศไทยมาก และแสดงความพร้อมในการกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินมาเยือนประเทศเวียดนาม ซึ่งประธานาธิบดีเวียดนามได้กราบบังคมทูลเชิญไปแล้ว 

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ทุกอย่างเป็นไปด้วยความราบรื่น มีการคอนเน็กนักธุรกิจทั้งไทยและเวียดนามเข้าด้วยกัน ได้มีการพบนักลงทุนนักธุรกิจมากมาย ซึ่งตนได้เปิดโอกาสให้นักลงทุนที่มีความสามารถ ตั้งใจจริง และมีเจตนาแน่วแน่ที่จะลงทุนในประเทศไทยเราได้เห็นความพร้อม และรัฐบาลไทยก็ยืนยันถึงความเต็มที่ในการสนับสนุนภารกิจของเขาให้ประสบผลสำเร็จ อย่างในอาเซียนนี้ประเทศไทยแสวงหาความร่วมมือในด้านต่างๆกับเวียดนามได้และมีความเข้มแข็ง ตนคิดว่าเราจะมีสถานะที่ยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างมั่นคงไม่ต้องไปเกรงกลัวว่าจะไปเสียเปรียบใครสามารถส่งเสียงที่นานาชาติต้องรับฟังและให้เราเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอนาคตของโลกนี้ไปด้วยกัน

นายกฯ เผยผลเยือนเวียดนาม พัฒนาความร่วมมือต่อเนื่อง ช่วยคอนเน็กนักธุรกิจสองประเทศ -โชว์ความพร้อมไทยรับนักลงทุนhttps://t.co/g8qR3YndMp pic.twitter.com/5cuRL9TQIR— แนวหน้าออนไลน์ (@naewna_news) June 9, 2026

กรมที่ดิน โต้ โฉนด เขากระโดง ถูกต้อง พร้อมแจงเหตุผลไม่เพิกถอน 995 แปลง

กรมที่ดิน โต้ โฉนด เขากระโดง ถูกต้อง พร้อมแจงเหตุผลไม่เพิกถอน 995 แปลง

กรมที่ดิน โต้ โฉนด เขากระโดง ถูกต้อง พร้อมแจงเหตุผลไม่เพิกถอน 995 แปลง

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.38 น.

โต้ไร้สิทธิออกโฉนดในที่การรถไฟฯ! ‘กรมที่ดิน’ ยันออกเอกสารสิทธิ ‘เขากระโดง’ ถูกต้อง ดำเนินการตามคำพิพากษาทุกอย่างแล้ว

9 มิ.ย.2569 กรมที่ดิน (ทด.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงอีกครั้งกรณีที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ มีเนื้อหาระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนว่า กรมที่ดินไม่มีสิทธิออกโฉนดที่ดินในที่ดินการรถไฟฯ บริเวณเขากระโดง และอธิบดีกรมที่ดินสามารถเพิกถอนโฉนดที่ดินตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ได้เลยตามคำพิพากษาศาลนั้น กรมที่ดินขอเรียนชี้แจง ดังนี้ 1.ขั้นตอนการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน นั้น เจ้าหน้าที่ต้องแจ้งเจ้าของที่ดินข้างเคียงให้ไปร่วมระวังชี้และรับรองแนวเขตที่ดินของตน โดยที่ดินที่มีแนวเขตติดต่อกับที่ดินของการรถไฟฯ นั้น กรมที่ดินและกรมรถไฟ (เดิม) ได้มีข้อตกลงตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ 0950/2484 ลงวันที่ 14ตุลาคม2485 เรื่อง การรับรองแนวเขตที่ดินที่ติดต่อกับเขตที่ดินของกรมรถไฟ ประกอบหนังสือกรมที่ดิน ที่ 11154/2503 ลงวันที่ 14ธันวาคม2503 เรื่อง การระวังชี้และรับรองแนวเขตที่ดินของการรถไฟฯ หรืออยู่ในความดูแลอารักขาของการรถไฟฯ ดังนั้น ในกรณีที่ที่ดินแปลงที่ขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินมีแนวเขตที่ดินติดต่อกับแนวเขตที่ดินของการรถไฟฯ ผู้แทนการรถไฟฯ มีหน้าที่ในการไประวังชี้และรับรองแนวเขตที่ดินของตน เมื่อทำการรังวัดเรียบร้อยแล้ว ยังมีขั้นตอนการประกาศเพื่อหาผู้คัดค้านมีระยะเวลา 30 วัน หากไม่มีผู้คัดค้านและที่ดินอยู่ในหลักเกณฑ์ที่สามารถออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินได้ เจ้าพนักงานที่ดินก็จะลงนามในหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินและแจกให้เจ้าของที่ดินรับไป 

กรมที่ดิน

ซึ่งข้อเท็จจริงในพื้นที่พิพาทที่การรถไฟฯ อ้างสิทธิ มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 การรถไฟฯ ก็ได้รับรองแนวเขตให้แก่ประชาชนเป็นจำนวนมากถึง 271 แปลง ส่วนการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินอีก 724 แปลง การรถไฟฯ ก็ไม่ได้มาคัดค้านภายในระยะเวลาที่กำหนดแต่อย่างใด การดำเนินการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในพื้นที่บริเวณแยกเขากระโดง ตำบลเสม็ด และตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ จึงเป็นการดำเนินการไปโดยถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายแล้ว ซึ่งหากที่ดินพิพาทเป็นของการรถไฟฯ จริง การรถไฟฯ สามารถไม่รับรองแนวเขตหรือคัดค้านการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินได้ แต่ปรากฏว่า การรถไฟฯ ได้มาลงนามรับรองแนวเขตที่ดินให้กับประชาชน และไม่คัดค้านการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน 

2.การเพิกถอนหรือแก้ไขตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน มีได้ 3 กรณี คือ 2.1กรณีศาลที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแปลงใด เลขที่เท่าใดเป็นการเฉพาะโดยชัดแจ้ง เท่านั้น เจ้าพนักงานที่ดินจึงจะสามารถดำเนินการหมายเหตุการเพิกถอนในโฉนดที่ดินเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลได้เลย (มาตรา61 วรรคแปด) 2.2กรณีที่มีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อย ซึ่งเกิดจากการเขียนหรือพิมพ์ข้อความผิดพลาดที่มีหลักฐานชัดแจ้ง เมื่อผู้มีส่วนได้เสียยินยอมให้แก้ไขเป็นลายลักษณ์อักษร เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจดำเนินการแก้ไขได้โดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาแต่อย่างใด (มาตรา 61 วรรคเจ็ด) 2.3กรณีที่ความปรากฏว่า มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย อธิบดีกรมที่ดินสามารถใช้อำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อดำเนินการสอบสวนว่าเป็นประการใด หากมีหลักฐานชัดแจ้งว่ามีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอธิบดีกรมที่ดินจึงจะสามารถใช้อำนาจเพิกถอนได้ และหากไม่ปรากฏหลักฐานชัดแจ้งว่า เป็นการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยปราศจากข้อสงสัยใด ๆ อธิบดีกรมที่ดินก็สามารถยุติเรื่องเพิกถอนได้ (มาตรา61 วรรคสอง) 

เอกสารข่าวชี้แจงของกรมที่ดิน ระบุต่อว่า กรณีเขากระโดงเป็นกรณีที่ศาลปกครองได้มีคำพิพากษา “ให้อธิบดีกรมที่ดินตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมที่ดิน) มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว และพิจารณาข้อเท็จจริงได้เป็นเช่นใด ย่อมเป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดินที่จะดำเนินการมีคำสั่งตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามที่เห็นสมควร อันเป็นดุลพินิจของอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งศาลไม่อาจก้าวล่วงได้” อธิบดีกรมที่ดินจึงมีคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1195 – 1196/2566 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2566 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ ตามคำพิพากษาศาล คณะกรรมการสอบสวนฯ ได้แสวงหาข้อเท็จจริงในกรณีที่ดินพิพาทเขากระโดง ซึ่งรับฟังจากการรถไฟฯ กล่าวอ้าง คำคัดค้านของราษฎรผู้มีส่วนได้เสีย ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ผลการรังวัดถ่ายทอดแนวเขตที่ดิน และการตรวจสอบสภาพพื้นที่จริงได้พยานหลักฐานที่แตกต่างกันในสาระสำคัญจากคำพิพากษาศาล ซึ่งพยานหลักฐานของการรถไฟฯ ไม่ชัดเจนและไม่สามารถเชื่อถือได้ว่า การรถไฟมีตำแหน่งและขอบเขตของที่ดินอยู่บริเวณไหน เพียงใด จึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินได้ออกทับที่ดินของการรถไฟฯ กรมที่ดินจึงไม่ดำเนินการเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินจำนวน 995 แปลง ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งกรมที่ดินได้รายงานการดำเนินการให้ศาลทราบ และศาลกำหนดให้วันที่ 1กรกฎาคม2568 เป็นวันที่ศาลนั่งพิจารณาคดี ขณะนี้อยู่ระหว่างรอกำหนดนัดฟังคำพิพากษาศาล 

“กรมที่ดินยืนยันว่า การดำเนินการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินของกรมที่ดินในอดีตที่ผ่านมาถูกต้อง ยึดถือกฎหมายและระเบียบปฏิบัติอย่างเคร่งครัด” เอกสารฯ ระบุทิ้งท้าย

กรมที่ดิน
กรมที่ดิน

อนุชา ลงพื้นที่คันนายาว-บึงกุ่ม ชู นโยบายคมนาคมไร้รอยต่อ

อนุชา ลงพื้นที่คันนายาว-บึงกุ่ม ชู นโยบายคมนาคมไร้รอยต่อ

อนุชา ลงพื้นที่คันนายาว-บึงกุ่ม ชู นโยบายคมนาคมไร้รอยต่อ

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.30 น.

“อนุชา เบอร์ 5” ลงพื้นที่คันนายาว-บึงกุ่ม ชูนโยบายคมนาคมไร้รอยต่อ ดันแอป “ส่องรัฐ” บี้ทุจริต กทม. จี้ผู้บริหารชุดเก่าเคลียร์ปมฉาว

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนเพื่อนำเสนอนโยบายและรับฟังปัญหาในพื้นที่เขตคันนายาวและเขตบึงกุ่ม โดยได้นำทีมผู้สมัคร ส.ก.ของพรรค ได้แก่ นายเกษนันท์ เรืองตาบ ผู้สมัคร ส.ก.เขตคันนายาว หมายเลข 1 และ ดร.อาคร ประมงค์ ผู้สมัคร ส.ก.เขตบึงกุ่ม หมายเลข 4 ร่วมเดินรณรงค์หาเสียงบริเวณศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ (Fashion Island) และตลาดนวลจันทร์ 38 (ตลาดวังรุ้งเดิม) โดยได้รับความสนใจจากประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในช่วงเย็นเป็นจำนวนมาก

อนุชา บูรพชัยศรี

นายอนุชา เปิดเผยว่า ปัญหาเร่งด่วนที่พี่น้องประชาชนในเขตคันนายาวและบึงกุ่มสะท้อนออกมามากที่สุด คือปัญหาการจราจรและการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ แม้ว่าปัจจุบันจะมีรถไฟฟ้าโมโนเรลสายสีชมพูเปิดให้บริการแล้ว แต่ในข้อเท็จจริง ประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในซอยลึกหรือตามหมู่บ้านต่าง ๆ ยังได้รับความลำบาก ไม่สามารถเดินทางออกมาเชื่อมต่อรถไฟฟ้าได้อย่างสะดวก

“เป้าหมายสำคัญในอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์และ กทม. คือเราต้องเข้ามาดูเรื่องระบบฟีดเดอร์ (Feeder) หรือระบบขนส่งรองอย่างจริงจัง โดยมีโจทย์ว่า จะทำอย่างไรให้ประชาชนเดินออกจากหน้าบ้านหรือซอยไม่เกิน 100-200 เมตร แล้วสามารถเจอรถโดยสารสาธารณะที่พร้อมพาส่งเข้าสู่ระบบรางหลักได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ ในพื้นที่บึงกุ่มและคันนายาวมีคลองสายหลักอย่างคลองแสนแสบพาดผ่าน แต่ที่ผ่านมายังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ด้านการเดินทางอย่างเต็มที่ กทม. มีเรือไฟฟ้า (EV) อยู่แล้ว แต่ยังปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้นำมาวิ่งครบทั้งระบบ หลังจากนี้จะต้องดึงกลับมาวิ่งเสริมเพื่อเป็นฟีดเดอร์ทางน้ำเชื่อมต่อการเดินทางให้สมบูรณ์” นายอนุชา กล่าว

อนุชา บูรพชัยศรี

นายอนุชา ได้เน้นย้ำถึงบทบาทการเป็นอดีตกรรมาธิการพิจารณากฎหมายตั๋วร่วม โดยระบุว่า ตนเป็นผู้ขับเคลื่อนเรื่องนี้มาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยที่ยังต้องเดินสายเจรจากับกระทรวงคมนาคม (สนข.) และภาคเอกชน ซึ่งในอดีตยอมรับว่าทำได้ยากเพราะเอกชนยังไม่ให้ความร่วมมือ แต่ปัจจุบันกฎหมายลูกใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ดังนั้น ในวาระของผู้ว่าฯ กทม. คนต่อไป กทม. จะต้องเข้าไปเป็นแกนหลักในการผลักดันระบบตั๋วร่วมให้ใช้งานได้จริง “บัตรใบเดียวต้องขึ้นได้ทั้งรถไฟฟ้า BTS, รถไฟใต้ดิน, รถเมล์ และเรือ” โดยจะตั้งระบบหลังบ้านที่เรียกว่า เคลียริ่งเฮาส์ (Clearing House) ขึ้นมาทำหน้าที่จัดสรรและเฉลี่ยรายได้ระหว่างผู้ให้บริการแต่ละรายเอง โดยที่ประชาชนไม่ต้องรับรู้หรือยุ่งยากด้วย ซึ่งระบบนี้จะช่วยยกเว้นค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของคนกรุงเทพฯ ลดลงอย่างมหาศาล

นอกจากนี้ นายอนุชา ยังได้กล่าวถึงประเด็นทางการเมืองและความโปร่งใสในงบประมาณของ กทม. หลังจากที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้แถลงข่าวร่วมกับคณะผู้บริหารชุดเดิมที่พ้นวาระไป เกี่ยวกับผลการสอบสวนข้อร้องเรียนต่าง ๆ ที่ระบุว่า “ยังไม่สิ้นสุด” โดยนายอนุชา ระบุว่า เรื่องนี้ขัดต่อความรู้สึกของพี่น้องประชาชนค่อนข้างมาก เพราะสังคมรอคอยคำตอบมานานพอสมควรแล้ว และหากเกิดการทุจริตคอร์รัปชันขึ้นจริง ผู้บริหารชุดเดิมจำเป็นต้องออกมาชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรยื้อเวลาให้ความเชื่อมั่นของประชาชนลดลงไปเรื่อย ๆ และสังคมกำลังจับตาว่าสุดท้ายแล้วหากผลสอบออกมา ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ จะโยนให้ข้าราชการประจำฝ่ายเดียว หรือมีฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ทั้งนี้ ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการประชุมหารือเพื่อยกระดับการตรวจสอบให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยได้นำแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันและฐานข้อมูล (Database) นวัตกรรมใหม่เข้ามาจับตาการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ

อนุชา บูรพชัยศรี

“เรากำลังป้อนข้อมูลสัญญาทั้งหมดของ กทม. เข้าสู่ระบบ ‘ส่องรัฐ’ เพื่อวิเคราะห์ดูความผิดปกติ เช่น กลุ่มคนที่เข้ามาเอี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างเป็นใคร บริษัทที่ได้รับงานมีหัวคิวหรือมีประวัติอย่างไร เคยส่งมอบอุปกรณ์ประเภทนี้ให้ กทม. มาก่อนหรือไม่ ในราคาเท่าไหร่ โดยเราจะใช้กรณีศึกษาของ กทม. นี้ เป็นโมเดลร่องรอยการปราบทุจริต และเมื่อป้อนข้อมูลเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ทางพรรคจะเปิดแถลงข่าวใหญ่เพื่อรายงานความผิดปกติให้ประชาชนทราบอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง” นายอนุชา กล่าว

อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี

คิดให้ดีหากจะใช้กำลัง อนุทิน ลั่น ไทยไม่เคยรุกล้ำอธิปไตยใคร

คิดให้ดีหากจะใช้กำลัง อนุทิน ลั่น ไทยไม่เคยรุกล้ำอธิปไตยใคร

คิดให้ดีหากจะใช้กำลัง อนุทิน ลั่น ไทยไม่เคยรุกล้ำอธิปไตยใคร

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.48 น.

“นายกฯอนุทิน” ลั่น ไทยไม่เคยรุกล้ำอธิปไตยใคร ไม่ได้ขู่ เตือนคิดให้ดีหากจะใช้กำลังกับไทย หลังสื่อเขมร ตีข่าว “ฮุนเซน” พร้อมทวงคืนแผ่นดิน  ก่อนโต้ภาพ เช็คแฮนด์ “ฮุนมาเนต”  ถามกลับไม่ให้แล้วจะให้เช็คอะไร ยันไม่มีคุยการเมือง – ทวิภาคี 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สื่อกัมพูชานำเสนอภาพเช็คแฮนด์กับฮุนมาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระหว่างเยือนเวียดนาม โดยทันทีที่ สื่อถามถาม นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่ให้เช็กแฮนด์แล้วจะให้เช็กอะไร พร้อมชี้แจงว่าก่อนการประชุมระดับผู้นำ จะมีห้องรับรอง ก่อนจะเดินขึ้นเวที ไม่ว่าใครจะเดินเข้ามา เราก็ต้องจับมือทักทาย ไม่ว่าจะมีกรณีใดใดอยู่กับเขา เราก็ต้องให้เกียรติในฐานะความเป็นผู้นำ ของแต่ละประเทศ เราไม่ได้มีปัญหาอะไร ยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เราไม่ได้มีการพูดคุยกันในระดับทวิภาคี และไม่ได้มีการพูดคุยกันในประเด็นการเมืองใดใด  ส่วนตัวเชื่อว่า ทั้งสองประเทศสามารถรู้สึก ได้ว่าเวลานี้ ยังไม่ใช่เวลาที่ที่จะต้องพูดคุยกัน เพราะยังมีประเด็นต่างๆ ที่แต่ละประเทศจะต้องไปเคลียร์กันให้เรียบร้อยก่อน ก่อนจะนำเรื่องมาสู่โต๊ะประชุม เพื่อเจรจา 

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึง กรณีสื่อเขมร รายงาน ฮุนเซน ออกมา ทวงคืนแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาหรือด้วยการใช้กำลัง นายอนุทินระบุว่า ตนขอยืนยันว่าประเทศไทยไม่เคยไปรุกราน และไม่เคยไปรุกล้ำอธิปไตย ของประเทศอื่นๆ ประเทศไทยยืนอยู่อยู่บนจุดยืนที่ว่า อธิปไตยของเรา เราไม่ยอมให้ใครเข้ามา ก้าวล่วง ลุกล้ำ และสิ่งที่ประเทศไทยดำเนินการเพื่อปกป้องป้องกัน เป็นสิ่งที่ชัดเจนมาก เพื่อปกป้องอธิปไตยของเรา 
เชื่อว่า ต้องคิดดี ๆ ถ้าจะจะมารุกล้ำหรือใช้กำลังกับประเทศไทย ต้องคิดดี ๆ 

ผู้สื่อข่าว จึง ถามว่าพูดไม่ใช่ขู่ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวติดตลก “ไม่กล้าหรอกครับ”

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

เพื่อไทย ปรับสูตร ส.ส.ร. ใหม่ หวังปลดล็อกให้ผ่านความเห็นชอบรัฐสภา

เพื่อไทย ปรับสูตร ส.ส.ร. ใหม่ หวังปลดล็อกให้ผ่านความเห็นชอบรัฐสภา

เพื่อไทย ปรับสูตร ส.ส.ร. ใหม่ หวังปลดล็อกให้ผ่านความเห็นชอบรัฐสภา

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.24 น.

พรรคเพื่อไทย สรุปปรับแก้เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญส่วนที่มา ส.ส.ร. ให้ยึดโยงประชาชนมากที่สุด หวังผ่านความเห็นชอบรัฐสภา

วันที่ 9 มิ.ย. 69 ที่พรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารพรรค แถลงถึงประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยนายประเสริฐกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยที่ประชุมประเมินสถานการณ์ตรงกันว่า เมื่อพรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรมถอนชื่อจากร่างฉบับของพรรคเพื่อไทย โดยที่ความเห็นของสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยที่นัยยะทางการเมืองที่เกิดขึ้นคือร่างของพรรคเพื่อไทยนี้อาจจะไม่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาตั้งแต่วาระแรก 

พรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทย จึงมีข้อสรุปว่า จะนำร่างเดิมมาปรับเนื้อหาในส่วนที่มาของ ส.ส.ร. โดยนำแนวทางการได้มาของสสร.ฉบับปี 2540 และความเห็นในชั้นกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญชุดที่แล้วมาพิจารณา เพื่อให้ ส.ส.ร. ยึดโยงกับประชาชนให้มากที่สุด ยึดในหลักการประชาธิปไตย และมีโอกาสจะผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เพื่อพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต่อไป 

ทั้งนี้ ในส่วนของเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีการแก้ไข จะมีการแถลงให้ทุกท่านทราบอีกครั้งหลังการปรับแก้แล้วเสร็จ 

พรรคประชาชน บุก ป.ป.ช.-กกต. ร้องสอบแชตไลน์หลุด ‘ช่วยน้ำเงิน’ วิโรจน์ จี้ นายกฯ ให้กล้าปลดอธิบดีปกครอง

พรรคประชาชน บุก ป.ป.ช.-กกต. ร้องสอบแชตไลน์หลุด ‘ช่วยน้ำเงิน’  วิโรจน์ จี้ นายกฯ ให้กล้าปลดอธิบดีปกครอง

พรรคประชาชน บุก ป.ป.ช.-กกต. ร้องสอบแชตไลน์หลุด ‘ช่วยน้ำเงิน’ วิโรจน์ จี้ นายกฯ ให้กล้าปลดอธิบดีปกครอง

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.11 น.

พรรคประชาชน ยื่น ป.ป.ช. – กกต. สอบปมแชตไลน์ฉาว อ้าง’อธิบดีกรมการปกครอง’สั่งข้าราชการช่วยพรรคการเมืองตอนเลือกตั้ง แฉมีขรก.น้ำดีโดนกลั่นแกล้งจัดฉากย้าย หากไม่ยอมทำตาม ด้าน’วิโรจน์’ สะกิดนายกฯ เลิกเกรงใจบิ๊กเบื้องหลัง สั่งย้ายด่วนเปิดทางสอบสวน

วันที่ 9 มิถุนายน 5699 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช ) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต และนายภัทรพงศ์ ศุภักษร (ทนายอั๋น บุรีรัมย์) ร่วมยื่นหนังสือถึงเลขาธิการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีแชตไลน์หลุดที่อ้างว่าเป็นของ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งมีข้อความสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาว่า “ให้ช่วยน้ำเงินด้วย” ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งเข้าข่ายข้าราช การวางตัวไม่เป็นกลางและเอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมือง

นายวิโรจน์ ย้ำว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่เรื่องข้อมูลผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆตามที่อธิบดีฯ พยายามชี้แจง แต่คือ มีการพิมพ์ข้อความนี้จริงหรือไม่ ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถตรวจสอบผ่านเบอร์โทรศัพท์ที่ผูกกับไลน์ไอดีได้ภายใน 2 วัน หากประสานตำรวจไซเบอร์และบริษัท ไลน์ ประเทศไทย พร้อมแสดงความกังวลว่ากระบวนการตรวจสอบกันเองของระบบราชการอาจจะล่าช้า แต่เชื่อว่าสุดท้ายความจริงจะปรากฏและผู้กระทำผิดต้องติดคุก


 
นอกจากนี้ นายวิโรจน์ ยังฝากถึงนายกรัฐมนตรีว่า ควรมีความกล้าหาญที่จะสั่งโยกย้ายอธิบดีรายนี้ออกไปก่อน ไม่ควรปล่อยให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ เพียงเพราะเกรงใจ “ผู้สนับสนุนหลัก” ที่อยู่เบื้องหลังอธิบดีท่านนี้”

ด้าน นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต ระบุว่า ในช่วงเลือกตั้งพื้นที่ภูเก็ตสัมผัสได้ถึง “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่มีการสั่งการเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่ระดับรองผู้ว่าฯ นำเงินไปซื้อเสียง จนถึงอธิบดีฯ ส่งไลน์สั่งปลัดจังหวัดและปลัดอำเภอให้ช่วยผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย หากข้าราชการคนไหนไม่ทำตามจะถูกกลั่นแกล้งและโยกย้าย เช่น กรณีจัดฉากว่านายอำเภอเมืองรับสินบนปืนเพื่อหาเรื่องย้ายออก ทั้งนี้ตนจะเดินทางไปร้องเรียนต่อ กกต. ควบคู่กันไปด้วย

ขณะที่ นายภัทรพงศ์ (ทนายอั๋น) ในฐานะทนายความของปลัดจังหวัดภูเก็ต เผยว่า ได้ยื่นฟ้องอธิบดีกรมการปกครองต่อศาลอาญาทุจริตฯ ภาค 8 แล้วในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเรื่องนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ ของสภาฯ ในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ จึงขอท้าให้อธิบดีฯ เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง

ต่อมานายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต และนายภัทรพงศ์ ศุภักษร (ทนายอั๋น บุรีรัมย์) เดินทางมายื่นหนังสือถึงกกต.ให้ตรวจสอบในประเด็นดังกล่าวด้วย และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามกรอบกฎหมายที่ตัวเองมีอยู่ อย่าพยายามยื้อด้วยวิธีต่างๆ เพราะสังคมจับตาอยู่ ต้องทำให้สังคมกระจายโดยเร็วที่สุด