SEC Watch ประกาศชุมนุม 4 ส.ค.นี้ หลัง อนุทิน เบี้ยวข้อตกลงแลนด์บริดจ์-แผนแม่บทพัฒนาภาคใต้

SEC Watch ประกาศชุมนุม 4 ส.ค.นี้ หลัง อนุทิน เบี้ยวข้อตกลงแลนด์บริดจ์-แผนแม่บทพัฒนาภาคใต้

SEC Watch ประกาศชุมนุม 4 ส.ค.นี้ หลัง อนุทิน เบี้ยวข้อตกลงแลนด์บริดจ์-แผนแม่บทพัฒนาภาคใต้

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.18 น.

เครือข่าย SEC Watch ร่อนแถลงการณ์ ประกาศชุมนุม 4 ส.ค.นี้ หลัง อนุทิน เบี้ยวข้อตกลงแลนด์บริดจ์-แผนแม่บทพัฒนาภาคใต้

เมื่อวันที่ 28 ก.ค.2569 นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล นักเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อม ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงแถลงการณ์เครือข่ายศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ SEC Watch ฉบับที่2 เรื่อง ประกาศชุมนุมจากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เบี้ยวบันทึกข้อตกลง โดยมีเนื้อหา ระบุว่า “ตามที่มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงระหว่างนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีกับเครือข่ายศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ SEC Watch จำนวน3ข้อ คือ การยกเลิก พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ การยกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์ การตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้

บัดนี้ข้อเรียกร้องทั้ง3ประการที่ลงนามร่วมกันกลับไม่ได้รับการปฏิบัติจากฝ่ายรัฐบาลดังนี้

1.การเบี้ยวข้อตกลงเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่าสามารถนำโครงการแลนด์บริดจ์กลับคืนมาได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งการกล่าวเช่นนี้เป็นการละเมิดข้อตกลงเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ซึ่งระบุว่า การดำรงอยู่หรือสิ้นสุดโครงการให้ขึ้นอยู่กับมติของกรรมการชุดรองนายกเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศและกรรมการชุดการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนภาคใต้ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับความต้องการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี การสื่อสารเช่นนี้เท่ากับว่าบันทึกข้อตกลงนั้นไร้ความหมายสำหรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล

2.การเบี้ยวข้อตกลงว่าด้วยการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ โดยบันทึกข้อตกลงข้อที่3ระบุให้รัฐบาลต้องตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทภาพรวมการพัฒนาภาคใต้เพื่อสร้างทิศทางการพัฒนาที่ถูกต้องนับตั้งแต่การลงนามในบันทึกข้อตกลงในวันที่30มิถุนายน 2569 จนกระทั่งถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ1เดือนยังไม่มีการดำเนินการใดที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้

เมื่อข้อตกลง2ข้อถูกเบี้ยวโดยรัฐบาลจึงเป็นไปได้ว่าข้อตกลงข้อที่1เรื่อง พ.ร.บ.SEC จะถูกเบี้ยวจากรัฐบาลได้เช่นกัน เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นว่าถึงแม้จะมีบันทึกข้อตกลงอย่างเป็นทางการแต่นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยยังกล้าเบี้ยวข้อตกลงที่ลงนามร่วมกับประชาชน ที่ผ่านมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ นายพิพัฒฯ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี จากพรรคเดียวกันพูดไม่ตรงกันและแนวโน้มเช่นนี้จะทำให้ข้อเสนอของประชาชนถูกทิ้งร้างอย่างแน่นอน

เครือข่ายSEC Watch ขอสื่อสารไปยังพี่น้องประชาชนว่า การพัฒนาโครงสร้างการคมนาคมขนส่งจะต้องเกิดขึ้นจากการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาพรวมก่อน จึงจะสามารถตอบคำถามได้ว่า การก่อสร้างเส้นทางขนส่งในรูปแบบไหนที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจภาพรวมของภาคใต้ แต่หากรัฐบาลยังใช้วิธีคิดแบบเดิมนั่นคืออยากสร้างตรงไหนก็เร่งดำเนินการโดยไม่ต้องจัดทำแผนภาพรวม ไม่ต้องตอบคำถามว่าการก่อสร้างเส้นทางขนส่งจะก่อเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประชาชนในภาคใต้อย่างไร แนวทางการทำงานเช่นนี้จะก่อให้เกิดความผิดพลาดเช่นเดิม กรณีโครงการแลนด์บริดจ์จึงควรเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะสำนึกว่า การจัดทำโครงการใดต้องเกิดขึ้นจากข้อเท็จริงไม่ใช่ความต้องการทางการเมือง

ถึงเวลาที่การผลิตโครงการในการพัฒนาภาคใต้ต้องเกิดขึ้นจากการจัดทำแผนที่สอดคล้องกับข้อมูลข้อเท็จจริงและศักยภาพของพื้นที่ ฉะนั้นการเกิดขึ้นของโครงการคมนาคมขนส่งในภาคใต้ต้องมาจากแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ในภาพรวม เพื่อให้เส้นทางคมนาคมขนส่งที่จะเกิดขึ้นเป็นประโยชน์กับคนภาคใต้อย่างแท้จริง

เครือข่าย SEC Watch จึงขอให้รัฐบาลกลับมาเดินอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง โดยสิ่งที่รัฐบาลต้องปฏิบัติคือนายกรัฐมนตรีต้องยอมรับบันทึกข้อตกลงข้อที่2และสั่งการให้ทุกหน่วยดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงในการยุติโครงการแลนด์บริดจ์ที่ลงนามกันไว้และนายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ตามที่ตกลงร่วมกัน

เมื่อประชาชนถูกหักหลังจึงไม่มีทางเลือกอื่นเครือข่าย SEC Watch จึงขอประกาศการชุมนุมเพื่อทวงบันทึกข้อตกลงที่ลงนามกันไว้แล้ว โดยขอประกาศการชุมนุมในวันที่4สิงหาคม2569 เป็นต้นไป ณ.ทำเนียบรัฐบาล
ด้วยจิตคารวะ”

พริษฐ์ แฉต่อ! โกงฮั้ว สว.หนองบัวลำภู จี้ สว.สรชาติ-ทรงศักดิ์ ตอบ 3 คำถาม

พริษฐ์ แฉต่อ! โกงฮั้ว สว.หนองบัวลำภู จี้ สว.สรชาติ-ทรงศักดิ์ ตอบ 3 คำถาม

พริษฐ์ แฉต่อ! โกงฮั้ว สว.หนองบัวลำภู จี้ สว.สรชาติ-ทรงศักดิ์ ตอบ 3 คำถาม

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.12 น.

พริษฐ์ เปิดหลักฐานคดีโกง สว. จากหนองบัวลำภู ปรากฏเส้นเงินจาก สว. สรชาติ ที่ถูกโอนผ่านเลขาฯไปให้ผู้สมัคร สว. อีก 7 คน พร้อมตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่าง สว. สรชาติ กับรองนายกฯ ทรงศักดิ์ ที่ยังรอคำตอบที่ชัดเจน

เมื่อวันที่ 28 ก.ค.2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพตส์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก พริษฐ์ วัชรสินธุ -ไอติม -Parit Wa charasindhu ระบุว่า “เจาะลึกหลักฐานคดีโกง สว. จากหนองบัวลำภู : เส้นเงินจาก สว. สรชาติ ที่ถูกโอนไปให้ผู้สมัคร สว. อีก 7 คน & ความสัมพันธ์ระหว่าง สว. สรชาติ กับรองนายกฯ ทรงศักดิ์ ที่ยังรอคำตอบที่ชัดเจน

เราย้ำมาตลอด ว่าขบวนการโกง สว. ที่กำลังถูกกล่าวหานั้น ไม่ได้หมายถึงเพียงการจัดตั้งเครือข่ายผู้สมัครเพื่อแลกคะแนนกันอย่างเป็นระบบ แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมในการ “จ้าง” คนมาลงสมัคร เพื่อให้มาลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัคร “ตัวจริง” ที่ทางขบวนการได้ล็อกตัวไว้ผ่านโพยใบสั่ง

แน่นอนว่าหลักฐานสำคัญที่สุดที่จะบ่งชี้ถึงพฤติกรรมดังกล่าวคือ “เส้นทางการเงิน” แต่ทุกท่านทราบดีว่าเส้นทางการเงินเป็นหลักฐานที่เราเห็นถึงร่องรอยได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากการจ้างส่วนใหญ่มักทำผ่านเงินสด (ตามที่พยานบุคคลจากนครศรีธรรมราช ภูเก็ต และจังหวัดอื่นๆเคยให้การตรงกัน)

อย่างไรก็ตาม วันนี้ ทางเราได้รับหลักฐานเส้นทางการเงินจากอย่างน้อย 2 จังหวัด

[ หลักฐานเส้นทางการเงิน 1 : สุราษฎร์ธานี (เชื่อมโยงกับ สุบิน ศักดา ผู้ช่วย สส.) ]

เมื่อวันก่อน ทาง iLaw ได้เปิดหลักฐานเส้นทางการเงินของนายสุบิน ศักดา ซึ่งคาดว่าเป็นทีมงานของ สส. พิชัย ชมภูพล (สส. สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย) โดยมีหลักฐานการโอนเงินจาก นายสุบิน ไปสู่ผู้สมัคร สว. ทั้งหมด 10 คน (ยอดรวม 32,000 บาท) ในช่วงวันที่ 15-16 มิ.ย. ซึ่งเป็นช่วง 0-1 วันก่อนการเลือก สว. ระดับจังหวัด (https://shorturl.at/WNzVG)

[ หลักฐานเส้นทางการเงิน 2 : หนองบัวลำภู (เชื่อมโยงกับ สว. สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม) ]

เส้นเงินอีกส่วนที่ผมได้เปิดบนเวทีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงไปถึงนายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ซึ่งปัจจุบันเป็น สว. หนองบัวลำภู จากกลุ่ม 13 โดยได้คะแนนสูงสุดในกลุ่มในการเลือกระดับประเทศ

หากจำได้ บนเวทีวิปฝ่ายค้านครั้งแรกเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน พยานบุคคลจากหนองบัวลำภู (สนั่นชัย) ได้เล่าว่าตนได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการจัดตั้ง-จ้างคนมาลงสมัคร สว. นำโดยนายสรชาติ และได้เล่าว่ามีบางช่วงที่ตนได้ยินนายสรชาติ โทรไปรายงานรองนายกฯ ทรงศักดิ์ ทองศรี (ณ ตอนนั้น เป็น รมช. มหาดไทย) เกี่ยวกับรายชื่อผู้สมัคร สว. ที่ถูกดึงมาอยู่ในขบวนการ

หลักฐานเส้นทางการเงินที่ถูกเปิดนี้ สอดรับกับข้อกล่าวหาของพยานบุคคลดังกล่าว โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้:

1. การโอนเงินจาก “สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม” ไปสู่ “ภัณนิภา ผาสุข” (พยานหลายคนแจ้งตรงกันว่าเป็นเลขา สว. สรชาติ) ยอดรวมทั้งหมด 553,600 บาท (ยอดรวม 51,300 บาท จากธนาคาร A + ยอดรวม 502,300 บาท จากธนาคาร B)

2. การโอนเงินจาก “ภัณนิภา ผาสุข” (เลขา สว. สรชาติ) ไปสู่ ผู้สมัคร สว. หนองบัวลำภู 7 คน ยอดรวมทั้งหมด 105,000 บาท ในช่วง พ.ค.-ส.ค. 2567 ดังต่อไปนี้:
– 1. ธัญญรัตน์ สุวรรณพรหม (ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 9  อ.ศรีบุญเรือง) – 6 ยอด รวมกัน 36,000 บาท
– 2. สุมาลัย ทรงแสงฤทธิ์ (ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 14  อ.ศรีบุญเรือง) – 2 ยอด รวมกัน 3,000 บาท
– 3. สนั่นชัย ช่วยอุดมธนิกิจ (ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 17  อ.ศรีบุญเรือง) – 1 ยอด รวมกัน 1,000 บาท
– 4. ปิยลักษณ์ ศิลาแดง (ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 13  อ.ศรีบุญเรือง) – 3 ยอด รวมกัน 15,000 บาท
– 5. สมภาร สุขอ้วน (ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 19  อ.สุวรรณคูหา) – 2 ยอด รวมกัน 40,000 บาท
– 6. สมศักดิ์ บุญดี (ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 6  อ.ศรีบุญเรือง) – 5 ยอด รวมกัน 5,000 บาท
– 7. สัมฤทธิ์ กองอ้น (ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 2  อ.สุวรรณคูหา) – 1 ยอด รวมกัน 5,000 บาท

ยอดโอนส่วนใหญ่ (95,000 บาท) เกิดขึ้นช่วง พ.ค.-มิ.ย. 2567 ก่อนการเลือกระดับอำเภอและจังหวัด โดยยอดโอนที่เกิดขึ้นในช่วง ส.ค. 2567 หรือหลังการเลือก สว. เสร็จแล้ว (10,000 บาท) สอดรับกับคำบอกเล่าของพยานบุคคลบนเวที (สนั่นชัย) ที่บอกว่าตอนตนได้ถูกแต่งตั้งเป็นผู้ช่วย สว. ตนต้องโอนเงินเดือนบางส่วนกลับให้ “ภัณนิภา ผาสุข” เพื่อไปกระจายต่อให้อดีตผู้สมัคร สว. คนอื่นในขบวนการ

แม้ล่าสุด ทาง สว. สรชาติ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในประเด็นดังกล่าว (https://www.bbc.com/thai/articles/c5y6085rlr6o) แต่ผมเห็นว่าคำชี้แจงของ สว. สรชาติ ยังมีจุดที่ยังไม่ชัดเจน:

1. สว. สรชาติ ให้สัมภาษณ์ว่าคุณภัณนิภาเคยเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้ตนตอนตนลงสมัคร สส. ในปี 2566 แต่คุณภัณนิภาไม่ได้มาร่วมงานกับตนในการเลือก สว. และตนไม่รับรู้ถึงการโอนเงินจากคุณภัณนิภาไปถึงผู้สมัคร สว. คนอื่น

ตอบ: จากข้อมูลที่ปรากฎ ณ เวลานี้ ผมเห็นว่าคำชี้แจงดังกล่าวยังมีจุดที่น่าสงสัย เพราะ:
– 1. หากคุณภัณนิภาเป็นเพียงอดีตผู้ช่วยหาเสียง สส. ในปี 2566 จริง เหตุใดจึงมีหลักฐานการโอนเงินรวมกันเป็นหลักแสนบาท จากคุณสรชาติ ไปที่คุณภัณนิภา (ซึ่งคุณสรชาติยังไม่เคยปฏิเสธหรือชี้แจงเส้นเงินดังกล่าว ซึ่งน่าจะสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่าง 2 คน)
– 2. พยานบุคคลหลายคนพูดตรงกัน ว่าเคยเห็นคุณภัณนิภาติดตามและทำหน้าที่เป็นเสมือนเลขาฯให้กับคุณสรชาติในช่วงของการเลือก สว.
– 3. พยานบุคคล (สนั่นชัย) แจ้งว่าเคยได้รับการประสานงานจากคุณภัณนิภาหลังจากการเลือก สว. เสร็จสิ้นแล้ว ทั้งการประสานเรื่องการแต่งตั้งคุณสนั่นชัยเป็นผู้ช่วย สว. สรชาติ และการประสานเรื่องการให้คุณสนั่นชัยโอนบางส่วนของเงินเดือนผู้ช่วย สว. ที่ได้รับจากสภา กลับไปที่คุณภัณนิภา

2. สว. สรชาติ ให้สัมภาษณ์โดยยอมรับว่า “เป็นเพื่อนท่านทรงศักดิ์ ทองศรี” แต่ยืนยันว่าไม่เคยคุยกันเรื่องการเลือก สว. – อย่างไรก็ตาม สว. สรชาติ ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมไว้อย่างน่าสนใจว่า “ผมไม่เคยคุย[กับคุณทรงศักดิ์]เรื่องฮั้วเลย ผมไม่ได้อยู่ในสารบบเขาตั้งแต่ต้น… อาจเพราะเรารู้มาก เขาก็อาจจะมองว่าควบคุมยากหรือเปล่า”

ตอบ: จากข้อมูลที่ปรากฎ ณ เวลานี้ ผมเห็นว่าคำชี้แจงดังกล่าวยังมีข้อพิรุธที่ต้องสืบต่อ เพราะ:
– 1. สว. สรชาติถูกรับเลือกให้เป็น สว. กลุ่ม 13 โดยได้คะแนนสูงสุดในกลุ่ม (66 คะแนน) – ในเมื่อกลุ่มดังกล่าวมีการกระจายตัวของคะแนนที่คล้ายกับกลุ่มอื่นๆ (คะแนนอันดับ 1-6 เกาะกลุ่มกัน และห่างจากอันดับ 7 อย่างมีนัยสำคัญ) จึงยังยากที่จะเชื่อว่าคุณสรชาติไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการที่ถูกกล่าวหา ในการเลือกระดับประเทศ
– 2. สว. สรชาติ ยังไม่ได้ชี้แจงให้ชัดว่า “สารบบ” ของคุณทรงศักดิ์ ที่คุณสรชาติอ้างว่าไม่ได้เข้าไปอยู่ “ตั้งแต่ต้น” นั้น หมายถึงอะไร? เป็นไปได้หรือไม่ ว่าความหมายที่แท้จริงคือคุณสรชาติ ไม่ได้ร่วมกับขบวนการ “ตั้งแต่ต้น” ในระดับอำเภอหรือจังหวัด แต่ได้เริ่มไปร่วมกับขบวนการดังกล่าวในขั้นตอนการเลือกระดับประเทศ จึงทำให้คุณสรชาติได้รับเลือกด้วยคะแนนสูดสุดในกลุ่มในการเลือกระดับประเทศ

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ผมต้องย้ำว่า ณ ปัจจุบัน เรายังไม่ได้เห็นการชี้แจงจากคุณทรงศักดิ์ในคำถามที่ฝ่ายค้านได้ตั้งไว้เมื่อวันก่อนว่า:

ในช่วงการเลือก สว. (พ.ค.-มิ.ย. 67):
– 1. ท่านรู้จักนายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม แล้วหรือไม่?
– 2. หากรู้จัก ท่านได้โทรติดต่อพูดคุยกันหรือไม่?
– 3. หากคุยกัน ท่านได้คุยกันเรื่อง สว. หรือไม่?

DSI โต้ปล่อยเกียร์ว่าง ลุยสอบ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จ่อเพิ่มผู้ต้องหาทะลุ 8 ราย

DSI โต้ปล่อยเกียร์ว่าง ลุยสอบ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จ่อเพิ่มผู้ต้องหาทะลุ 8 ราย

DSI โต้ปล่อยเกียร์ว่าง ลุยสอบ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จ่อเพิ่มผู้ต้องหาทะลุ 8 ราย

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.52 น.

DSI โต้ปล่อยเกียร์ว่าง คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ยืนยันเดินหน้าสอบสวน รวบรวมหลักฐาน แจงจะพิจารณาคำสั่งฟ้องคดีอาญา ต้องรอดูผลวินิจฉัยชี้ขาดคดี 229 ผู้ถูกกล่าวหา ของบอร์ด กกต.ก่อน ตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษสั่งให้รวมสำนวน DSI กับสำนวนคดีฮั้ว สว.ของ กกต. แย้มคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอ อาจมีผู้ต้องหามากกว่า 8 คนล็อตแรกที่สั่งฟ้องไปก่อนหน้านี้ ขณะที่แหล่งข่าว กกต.เปรยบอร์ด กกต.อาจยืดเวลามีมติคดีออกไปอีก 1 เดือน ราว ก.ย.69

28 กรกฎาคม 2569 รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้าน นำโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือ เป๋า iLaw ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ (iLaw) ได้นำคำให้การของพยานและเอกสารบางส่วนที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มาเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยมีเนื้อหาอ้างถึงการจัดซื้อตั๋วเครื่องบิน การจัดที่พัก การพาผู้สมัครบางส่วนร่วมกิจกรรมบนเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงการประชุมและการจัดทำโพยลงคะแนนเลือก สว.นั้น

คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว.รายงานว่า ตามหลักการสอบสวน หากพยานมีการให้ข้อมูลหรือคำให้การในชั้นสอบสวน รายละเอียดดังกล่าวจะถูกบันทึกไว้เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนคดีอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาดีเอสไอไม่เคยเปิดเผยรายละเอียดภายในสำนวนคดี อีกทั้งพยานหลักฐานของสำนวนดีเอสไอ (อั้งยี่-ฟอกเงิน สว.) และสำนวนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 (ฮั้ว สว.) ก็เป็นพยานหลักฐานชุดเดียวกัน

ดังนั้น โดยเฉพาะสำนวนคดีฮั้ว สว.ซึ่งก่อนหน้านี้คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ได้มีมติดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 229 ราย ซึ่งสำนวนนี้ได้ผ่านการกลั่นกรองไปถึงชั้นคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 และล่าสุดอยู่ในชั้นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว กกต.ก็จะมีทีมงานในการช่วยตรวจสอบสำนวนและรายละเอียดข้อเท็จจริง ถ้อยคำให้การของพยานต่างๆ

รายงานข่าวจากดีเอสไอ เผยอีกว่า ส่วนความคืบหน้าคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอ ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษ โดยได้มีการสอบปากคำพยานเพิ่ม และได้นำเอาเอกสารรายงานธุรกรรมการเงินจากสถาบันธนาคารของผู้เกี่ยวข้องในคดีมาตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ดี จากเดิมในตอนแรกที่ดีเอสไอได้มีการสั่งฟ้องไปทั้งสิ้น 8 ราย ซึ่งประกอบด้วย เครือข่ายพรรคการเมืองใหญ่ 6 ราย และสมาชิกวุฒิสภาตัวจริง 2 รายนั้น อัยการเห็นว่าจำนวนผู้ถูกกล่าวหายังไม่สอดคล้องกับพยานหลักฐาน จึงได้มีการสั่งสอบเพิ่มเติม ขณะนี้มีพยานหลักฐานที่บ่งชี้ได้ว่าในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอ ท้ายสุดอาจมีการสรุปสำนวนดำเนินคดีผู้ต้องหาเพิ่มเติมที่มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับขบวน การเลือกฮั้ว สว.ระดับประเทศ ไม่ได้มีผู้ต้องหาเพียง 8 รายดังเดิม

นอกจากนี้ การที่อัยการได้สั่งให้รวบรวมสำนวนดีเอสไอเข้ากับของสำนวน กกต.ด้วย จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ยังต้องรอผลการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (บอร์ด กกต.) ว่าจะมีความเห็นให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหากี่รายและเป็นรายใดบ้าง และจากฐานความผิดใดบ้าง เพื่อดีเอสไอจะได้นำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาประกอบสำนวน ก่อนสรุปส่งสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.พร้อมเห็นดำเนินคดีให้อัยการคดีพิเศษพิจารณาอีกครั้ง

รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่า การดำเนินการของ กกต.และดีเอสไอ เป็นคนละกระบวนการตามกฎหมาย โดย กกต.พิจารณาความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ขณะที่ดีเอสไอดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานอั้งยี่ ความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง แม้ท้ายสุดผลการพิจารณาของ กกต.จะถูกนำมาประกอบสำนวนคดี แต่ก็ไม่ได้ใช้เป็นข้อยุติของการดำเนินคดีอาญาในส่วนสำนวนของดีเอสไอ ซึ่งยังต้องพิจารณาพยานหลักฐานตามกระบวนการกฎหมาย

“โดยระหว่างนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังคงเดินหน้าสอบปากคำพยาน และรวบรวมเอกสารพยานหลักฐานตามที่อัยการคดีพิเศษมีคำแนะนำ 5 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นการรวมสำนวนเดียวกับกลุ่มร่วมกระทำผิดอื่นๆ ให้นำพยานหลักฐานสำคัญแห่งคดีในสำนวนไต่สวนของ กกต. มาประกอบสำนวนด้วย ทั้งความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่เคยมีมติให้ดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย และความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ที่เคยมีมติไม่ดำเนินคดีทั้ง 229 ราย เนื่องด้วยไม่มีมูลความผิด ก่อนที่ความเห็นของทั้ง 2 คณะอนุกรรมการฯ จะถูกส่งไปยังชั้นคณะกรรมการ กกต.ในตอนนี้ อย่างไรก็ตาม ในการสอบสวนปากคำพยานที่ผ่านมา พยานยังคงยืนยันในหลักฐานเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับขบวนการผู้ถูกกล่าวหา แต่ตามขั้นตอนแล้ว เพื่อความเป็นธรรม คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็มีความจำเป็นต้องรอผลการมีมติของคณะกรรมการ กกต.ที่จะพิจารณาว่าเห็นควรหรือไม่เห็นควรที่จะดำเนินคดีผู้กระทำความผิดรายใดบ้างตามกฎหมายการเลือกตั้ง เพราะการมีมติก็จะต้องมีการยกเหตุผลประกอบการพิจารณา ดังนั้น ความเห็นพิจารณาภายในคณะกรรมการ กกต. ท้ายสุดไม่ว่าจะมีผลอย่างไร ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็จะต้องนำมาประกอบเข้าสำนวนการสอบสวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.เช่นกัน”

ขณะที่ แหล่งข่าวจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่าจากเดิมที่ประธาน กกต.ได้มีการวางกรอบไว้ว่าจะให้มีการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดสำนวนคดีฮั้ว สว.ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.69 ตามที่ได้รับการกลั่นกรองสำนวนและรายละเอียดพฤติการณ์ทางคดี พร้อมความเห็นดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหา ทั้งจากคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่ได้มีการดำเนินคดีไว้ทั้งสิ้น 229 ราย รวมถึงกรณีที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติเสียงส่วนมากไม่ดำเนินคดีกับผู้ใด อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการขยายเวลาการวินิจฉัยชี้ขาดสำนวนคดีฮั้ว สว.ออกไปอีก1 เดือน จากเดิมกำหนดภายใน ส.ค.นี้ หรือราวๆ เดือน ก.ย.69 เนื่องด้วยพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ จึงต้องการให้ทุกกระบวนการของพยานหลักฐานในแต่ละประเด็นเเล้วเสร็จครบถ้วน ซึ่งสามารถขยายเวลาเวลาได้ตามความจำเป็น

รองปลัดฯเซมเบ้ เผยคืบหน้า แก้ปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่น มีการจัดแรงกิ้งคะแนนใหม่ พบ 5,925 ราย แก้คะแนน

รองปลัดฯเซมเบ้ เผยคืบหน้า แก้ปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่น มีการจัดแรงกิ้งคะแนนใหม่ พบ 5,925 ราย แก้คะแนน

รองปลัดฯเซมเบ้ เผยคืบหน้า แก้ปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่น มีการจัดแรงกิ้งคะแนนใหม่ พบ 5,925 ราย แก้คะแนน

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.03 น.

“รองปลัดฯ เซมเบ้”เผยคืบแก้ปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่น แอ็คชั่น 8-9-10 มีการจัดแรงกิ้งคะแนนใหม่ พบ 5,925 ราย แก้คะแนน ส่วนคนที่สุจริตบรรจุไปแล้ว 11,030 คน ไร้ปัญหา สัปดาห์หน้าถก”กสถ.”สรุปวิธีปฏิบัติผู้สอบ 3 กลุ่ม รับมีหารือ”กฤษฎีกา-กรมบัญชีกลาง-อสส.”ขึ้นแบล็คลิสต์”มศว”

28 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และรักษาการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เปิดเผยความคืบหน้า เกี่ยวกับการจัดการปัญหาการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ในแอ็คชั่นที่ 8 ตามที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงว่า จากสิ่งที่ทุกคนรอคอยโดยเฉพาะผู้สอบและญาติในการสอบ 279,949 คน ตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2568 และในภาคใต้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จากผู้สมัครทั้งประเทศ 400,000 คน และมาสอบจริงเกือบ 280,000 คน ซึ่งจาก ประกาศและบรรจุไป 55,193 คน

นายนิรัตน์ กล่าวว่า ในบัญชีดังภายหลังพบว่ามีความผิดปกติ ไม่ได้เป็นไปตามกระบวนการสอบที่ควรเป็น นำไปสู่การยกเลิกผลสอบบัญชีดังกล่าวและนำบัญชีการสอบที่ถูกต้องมาใช้ ซึ่งครั้งนี้ไม่ได้มีการตรวจกระดาษคำตอบใหม่ ซึ่งหลังจากที่ตำรวจและ ป.ป.ช.เข้าไปจับกุมและตรวจสอบ บริษัทคู่สัญญากับ มศว ยืนยันตรงกันว่าตรวจกระดาษคำตอบตั้งแต่วันนั้น คะแนนขึ้นมาวันเดียวกัน ซึ่งมีตัวเลขดิจิตอลซิกเนเจอร์ ระบุเอาไว้ แต่การประชุม กสถ.ที่รับรอง มีการนำบัญชีอื่นมาใช้ในการรับรอง จำนวน 55,193 คน ส่งไปบรรจุตามที่ต่างๆ แต่หลังจากเหตุการณ์ทุจริตปรากฏนำบัญชีที่ถูกต้องที่มีแล้วนำมาใช้เลย หลังตรวจสอบแล้วมีอยู่ 50,064 คน มีผู้สอบด้วยสุจริต 49,268 คน การแก้ไขคะแนน 5,925 คน และในจำนวนนี้มีจำนวนสอบไม่ผ่านเลยเพื่อแก้ให้ผ่าน 5,129 คน และมีคนที่สอบผ่าน แต่ไม่รู้จะแก้คะแนนด้วยเหตุใดอัพแรงกิ้ง 790 คน บัญชีทั้งหมดจะถูกประกาศโดยบัญชีใหม่ที่ไม่ได้มีการตรวจใหม่ เป็นบัญชีเดิมแต่ยังไม่ได้นำมาใช้ ขณะนี้ประธาน กสถ.ได้ลงนามแล้ว ใช้เวลาตั้งแต่วันที่ 17 – 27 กรกฎาคม เป็นเวลา 10 วัน เพราะ สถ.ใช้คนตรวจสอบควบคู่กับเครื่องอีกรอบนึง เพื่อลดความผิดพลาดให้ถูกต้องมากที่สุด อาจจะช้าแต่ทำให้ไม่หยุด

นายนิรัตน์ กล่าวว่า หลังจากนี้แอ็คชั่นที่ 9 จะเรียกประชุม กสถ.อีกครั้ง ในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับผู้สอบแต่ละกลุ่ม หรือกลุ่มที่สอบได้อยู่แล้วแล้วบัญชีที่ประกาศใหม่ไม่ได้กระทบกระเทือนจะทำอย่างไร กลุ่มที่สองกลุ่มที่ต้องเปลี่ยนแปลงจากคะแนนต่ำ ซึ่งไม่ควรได้บรรจุบรรจุไปแล้ว 5,000 กว่ากว่าคน จะมีวิธีแจ้งไปยัง ก. แต่ละจังหวัด และกลุ่มที่สาม ที่สอบผ่านอยู่แล้วแต่ที่มีการแก้คะแนนทั้งทั้งที่ไม่จำเป็น ซึ่งอาจจะล่าช้าแต่ได้ดำเนินมาถึงจุดที่ถูกต้องแล้ว

นายนิรัตน์ ยังกล่าวเกี่ยวกับแนวคิดจากประธานคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ในการขึ้นแบล็คลิสต์ มศว เหตุทำงานไม่เสร็จว่า มีการคุยเรื่องนี้อยู่ เนื่องจากเกิดความเสียหายในวงกว้าง และกระทบกับคนหมู่มาก โดยกำลังหารือสำนักงานกฤษฎีกา กรมบัญชีกลาง สำนักงานอัยการสูงสุด ว่าดำเนินการอย่างไรให้ถูกกฎหมายและเป็นไปตามเป้าหมายพร้อมทั้งป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งกลุ่มที่หนึ่งที่มีคะแนนสอบผ่าน หลังประกาศใหม่ คะแนนไม่ได้เปลี่ยนแปลงรับราชการตามปกติ เพราะเป็นกลุ่มที่มีคะแนนมากอยู่แล้วจำนวนกว่า 10,000 คน ต้องยอมรับว่ามีการจัดแล้งกิ้งใหม่ทำให้ลำดับผลการสอบอาจเปลี่ยนแปลง 11,030 คน ซึ่งมาด้วยความสามารถล้วนๆ สถานะไม่เปลี่ยนรับราชการต่อได้ เพราะไม่ได้มีข้อบกพร่องอะไร

นายนิรัตน์ กล่าวว่า ส่วนที่บรรจุไปแล้วก่อนหน้านี้ 14,988 คน รวมทั้งหมดที่บรรจุไป รวมจำนวนผู้สอบเองและมีการตกแต่งบัญชี แต่จากจำนวนกว่า 5,000 คน ที่คะแนนไม่ถึงตามมาตรฐาน ก็จะหลุดจากการบรรจุข้าราชการเลย หรือหมายถึงการเลือกจ้าง ซึ่งมีผู้สอบไม่ผ่านเลยจำนวน 5,129 คน บรรจุไปแล้วกวาด 3,000 คน ที่จะต้องถูกเพิกถอน

นายนิรัตน์ กล่าวถึงความคืบหน้าในแอ็คชั่นที่ 10 หลัง กสถ.กำหนดวิธีปฏิบัติต่อกลุ่มบุคคลที่สอบทั้ง 3 กลุ่ม จะนำเข้าสู่ ก.กลาง เพื่อรับทราบบัญชีเก่าบัญชีใหม่ และเห็นชอบกับวิธีปฏิบัติหลังจากหลังจากที่นำบัญชีใหม่มาใช้แล้ว ต่อไปจะแจ้งไปยัง ก. จังหวัดต่างๆ พร้อมบัญชีรายชื่อจังหวัดนั้นๆ เท่านั้น ว่าคนที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการต่ออย่างไรบ้าง โดยแจ้งไปยัง อปท. – เทศบาล – อบต.แต่ละแห่ง ว่าจะดำเนินการแต่ละคนด้วยเหตุผลในข้อกฎหมายแตกต่างกันไป

เอาแล้ว! 2 สว.อำนาจเจริญ จ่อแจ้งความ ยิ่งชีพ iLaw กล่าวหาขาดคุณสมบัติ

เอาแล้ว! 2 สว.อำนาจเจริญ จ่อแจ้งความ ยิ่งชีพ iLaw กล่าวหาขาดคุณสมบัติ

เอาแล้ว! 2 สว.อำนาจเจริญ จ่อแจ้งความ ยิ่งชีพ iLaw กล่าวหาขาดคุณสมบัติ

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.23 น.

เอาแล้ว!”สมพาน-แดง” 2 สว.จากอำนาจเจริญ จ่อแจ้งความ”ยิ่งชีพ” กล่าวหา”ขาดคุณสมบัติ” ชี้”กกต.”ปัดตกคำร้องไปนานแล้ว สวนเจ็บ!อย่าสู้คดีด้วยการหาคดีเพิ่ม ข้องใจทำคอนเทนต์มีวัตถุประสงค์ใดแอบแฝงหรือไม่

28 กรกฎาคม 2569 นายสมพาน พละศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จาก จ.อำนาจเจริญ กล่าวถึงกรณีที่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวกล่าวหาตัวเอง และ นางแดง กองมา สว. จาก จ.อำนาจเจริญ ขาดคุณสมบัติการเป็น สว.กลุ่ม 10 ว่า เป็นเรื่องเก่ามากกว่า 2 ปี ที่ตนและนางแดงเคยถูกร้อง กกต.และ กกต.ได้ตีตกคำร้องไปแล้ว เนื่องจากตนมีคุณสมบัติครบถ้วน หากนายยิ่งชีพไม่เชื่อ ให้ไปดูคำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 249/2567 ที่ได้มีคำสั่งยกคำร้อง นางแดง กองมา ที่กล่าวหาว่าไม่มีคุณสมบัติ โดยจากหลักฐานและคำวินิจฉัย ชี้ชัดว่า นางแดง มีประสบการณ์การทำงานในกลุ่มที่สมัคร มาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี และไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นที่ยืนยันได้ว่ามีการกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายตามข้อกล่าวหา

นายสมพาน กล่าวต่อว่า เช่นเดียวกับ คำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 17/2568 ได้มีคำสั่งยกคำร้องตน กรณีที่ถูกกล่าวหาว่าไม่ใช่บุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่า 10 ปี ซึ่งจากพยานหลักฐาน รับฟังได้ว่าผู้ถูกร้องเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ หรือทำงานในกลุ่มผู้ประกอบการอื่นนอกจากกลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมตามกฎหมาย ไม่น้อยกว่าสิบปี

นายสมพาน กล่าวอีกว่า นายยิ่งชีพเป็นนักกฎหมาย ต้องรู้หรือควรจะรู้ว่า กกต.คำวินิจฉัยจบไปแล้ว และต้องตรวจสอบข้อมูลให้ดี อีกอย่างคือ เหตุใดถึงตีความ สว.กลุ่ม 10 คือ “กลุ่มประกอบกิจการอื่นนอกจากกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมตามกฏหมายว่าด้วยการนั้นหรืออื่นๆ ในทำนองเดียวกัน” ว่าหมายถึง “กลุ่มเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ ที่ใหญ่กว่าเอสเอ็มอี” หรือนายยิ่งชีพควรเคารพคำวินิจฉัย กกต.และไม่ควรจะเปิดประเด็นให้สังคมสับสน สงสัยอย่างมีนัยยะแอบแฝง อันอาจเป็นการแสดงความคิดเห็นชี้นำโดยไม่สุจริตสุจริต ทั้งนี้ ตนและนางแดง ได้เตรียมแจ้งความดำเนินคดีกับนายยิ่งชีพ เนื่องจากทำให้เกิดความเสียหายต่อตนเอง ทั้งที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและรับรองโดย กกต.ไปแล้ว ก็ยังจะหยิบมาเปิดประเด็น สร้างความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียง ให้ถูกดูหมิ่นและเกลียดชัง โดยตนคงอาศัยช่องทางการแจ้งความผ่านตำรวจเพราะไม่มีเงินบริจาคช่วยสู้คดีเหมือนกับกลุ่ม iLaw อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเอาใจช่วยสำหรับการเดินทางมาสู้คดีที่อำนาจเจริญ แต่ก็ไม่ควรอย่าหาคดีเพิ่ม เพราะทราบว่าต้องเดินสายอีกหลายจังหวัด

“นายยิ่งชีพเป็นถึงผู้นำจิตวิญญาณของการเมืองบางกลุ่มและเรียนจบกฎหมาย ไม่นึกว่าจะขาดการกลั่นกรองข้อมูล เลยเถิดไปถึงการดูถูกอาชีพคนอื่นทั้งที่นิยามตัวเองว่าเป็นนักประชาธิปไตย จึงไม่รู้ว่ามีทีมงานแนะนำการทำคอนเทนต์ด้อยคุณภาพแบบนี้เพื่อหวังสิ่งใดตอบแทนหรือไม่ ถ้าเป็นทีมงานแนะนำจริง ต้องไล่ออก เพราะทำให้เสียชื่อเสียงไปถึง NGO ต่างชาติที่ให้การสนับสนุนกลุ่ม iLaw ซึ่งนายยิ่งชีพก็ออกมายอมรับเองแล้วว่ารับเงินต่างชาติจริง” นายสมพาน กล่าว

อนุทิน เรียกถกผู้บริหาร มท. ปลุกใช้วิกฤตสร้างศรัทธาประชาชน หลังเจอมรสุมโกงท้องถิ่น

อนุทิน เรียกถกผู้บริหาร มท. ปลุกใช้วิกฤตสร้างศรัทธาประชาชน หลังเจอมรสุมโกงท้องถิ่น

อนุทิน เรียกถกผู้บริหาร มท. ปลุกใช้วิกฤตสร้างศรัทธาประชาชน หลังเจอมรสุมโกงท้องถิ่น

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.14 น.

“อนุทิน”เรียกประชุมผู้บริหาร มท. ปลุกใช้วิกฤตสร้างศรัทธาประชาชน หลังเจอมรสุมโกงท้องถิ่น ชี้ต้องเอาหญ้ากาฝากออกก่อนกลืนหญ้าดีหมด เล็งรีเซ็ตกระทรวงใหม่ ใช้โอกาสนายกฯ ควบ มท.1 สร้างประโยชน์ให้ชาวบ้านเพิ่มขึ้น ยันไม่พกความแค้นในอดีต

28 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เรียกประชุมผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย เพื่อขับเคลื่อนงานของกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารระดับสูง อาทิ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมต่างๆ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ

นายอนุทิน กล่าวว่า ก่อนอื่นขอขอบคุณที่ทุกท่านได้ร่วมกันในนามกระทรวงมหาดไทยไปทำการถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันนี้ ขอให้ความสิริมงคลจงบังเกิดขึ้นแก่ทุกท่านและครอบครัวทุกคน

นายอนุทิน กล่าวว่า ขอมอบนโยบาย และให้ทุกท่านปฏิบัติมาด้วยความเรียบร้อย ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ทั้งนโยบายปราบปรามอาชญากรรม ยาเสพติด สถานบันเทิง สถานบริการ เรื่องการค้ามนุษย์ เรื่องนอมินี ที่ดินต่างๆ มากมาย ซึ่งทุกท่านก็ทำได้เป็นอย่างดี และขอฝากผู้ว่าราชการจังหวัดให้ดูแลความเรียบร้อยในจังหวัดของตนให้ดี

“ผมเข้ามากระทรวงนี้ ต้องเรียนว่าผมไม่เคยเกลียดใครสักคน ผมชอบทุกคน มีความสุขที่ได้พบกับทุกคน เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องขอจริงๆ สิ่งที่ผมมีโอกาสโชคดีมากๆ คือต้องไปพักร้อนอยู่ 3 เดือน ยิ่งเห็นอะไรที่ผมว่าท่านคิดได้ สไตล์การทำงานเป็นอย่างไร ผมรู้หมด ต้องใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ พอจะเข้าเดือนสิงหาคม ตนจะกดปุ่มรีเซ็ต และขอให้ทุกท่านได้ทำงาน ปั้นผลงานอย่างเต็มที่ เพื่อแสดงผลงานต่างๆ ออกมา” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ได้กลับมา เราไม่ได้ติดค้างใคร ต้องเอางานเป็นหลัก วันนี้มีตำแหน่งนายกฯรัฐมนตรี เพิ่มขึ้นมา ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอให้ทุกท่านใช้โอกาสนี้ทำความเจริญมาให้ประชาชน อยู่ดีกินดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และหากอยากทำอะไรเพื่อให้บริการประชาชนมีศักยภาพสูงสุด บอกมาเลย

อีกทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยก็เป็นทีมเดียวกัน จึงไม่มีโอกาสไหนที่จะดีกว่านี้ และพวกนี้ไม่ใช่ลูกเทพ คนที่ผ่านการเลือกตั้งในเขต เป็น สส.เขต ทุกคนผ่านตรงนี้มาหมด ผ่านร้อนผ่านหนาวมา ไม่ใช่ว่าเป็นสมัยแรก ทุกคนมีพื้นที่ของตัวเองชัดเจน มีความแข็งแรงในพื้นที่ของตัวเอง คนเหล่านี้ต่างหากคือคนที่ตนเห็นว่าเข้าใจชีวิตชาวบ้าน และเหมาะสมกับกระทรวงมหาดไทย

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนจะขับเคลื่อนองค์กรนี้ไปให้ได้ดี และให้เกิดความเนื้อเชื่อใจต่อกัน จะประคับประคองกระทรวงนี้ให้ผ่านพ้น แม้ปัญหาจะเยอะแยะไปหมด โดยเฉพาะเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่น สองสัปดาห์นี้ ตนต้องใช้วิญญาณนักปลุกระดมเก่า ปลูกวิญญาณคนกระทรวงนี้เข้ามาจัดการ เพราะเรื่องนี้ร้ายแรงเสียจนมีหน่วยงานอื่นรับเป็นเจ้าภาพอีกเพียบ รวมถึง ป.ป.ช. นี่เรียกว่าสามัคคีกฐิน สามัคคีของทุกคน และสุดท้ายแม่น้ำทั้ง 5 – 6 สายมารวมกันจัดการ

“ขอความร่วมมือทุกท่าน ถ้าทำได้เร็ว ความศรัทธาของประชาชนจะคืนมา อย่าให้หญ้ากาฝากเกิดขึ้น เพราะจะกลืนหญ้าดีหมด หากปล่อยพวกนี้เข้ามาเรื่อย ๆ คนดี ๆ จะอยู่ไม่ได้ อย่าทำให้กระทรวงมหาดไทยเป็น “กระทรวงมหาไถ” ไม่มีการปกป้องใครที่ทำผิดและผมจะรีเซ็ตกระทรวงมหาดไทยใหม่ และยืนยันว่าผมไม่พกความแค้น และการทำงานสามารถชี้แจง อธิบายได้หมด ไม่มีเรื่องส่วนตัว” นายอนุทิน กล่าว

นอกจากนี้ นายอนุทิน ได้มอบหมายปลัดกระทรวงมหาดไทย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดี ประสานผู้ว่าฯ ชายแดนไทย – เมียนมา จัดเตรียมและรายงานข้อมูลในระดับพื้นที่ ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ภัยพิบัติ ยาเสพติด มาประกอบการเตรียมการหารือกับ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ที่มีกำหนดเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 6 – 8 สิงหาคม 2569 นี้

สะเทือน สตช.! รองฯไมค์ อาวุโสอันดับ 1 ร่อนหนังสือยันไม่ขอย้าย ชี้อยู่นี่เกิดประโยชน์กว่า

สะเทือน สตช.! รองฯไมค์ อาวุโสอันดับ 1 ร่อนหนังสือยันไม่ขอย้าย ชี้อยู่นี่เกิดประโยชน์กว่า

สะเทือน สตช.! รองฯไมค์ อาวุโสอันดับ 1 ร่อนหนังสือยันไม่ขอย้าย ชี้อยู่นี่เกิดประโยชน์กว่า

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.44 น.

28 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร. (กมค.) อาวุโสอันดับ 1 ได้มีหนังสือบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด ถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ลงวันที่ 27 ก.ค.2569 มีใจความระบุว่า “เรื่องไม่สมัครใจโอนไปรับราชการยังส่วนราชการอื่น เรียน ผบ.ตร. (ผ่าน ผบช.สกพ.) ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลง 24 ก.ค.69 เรื่องแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ แจ้งว่ามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา พ้นจากตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. ตั้งแต่ 1 ต.ค.69 เป็นต้นไปนั้น

ข้าพเจ้าขอเรียนว่า ตามมาตรา 93 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “การโอนข้าราชการตำรวจไปรับราชการในส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นจะกระทำได้เมื่อเจ้าตัวสมัครใจและส่วนราชการหรือหน่วยงานต้องการจะรับโอนผู้นั้น โดยให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานที่ขอรับโอนทำความตกลงกับ ตร.และข้าฯ มีอายุราชการเหลืออีก 2 ปี งบประมาณโดยตลอตระยะเวลาการรับราชการใน ตร.รวม 37 งบประมาณ จนมีความเจริญก้าวหน้ามาตามลำดับถึงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. ในปัจจบัน ข้าฯ ได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ สายงานสืบสวนสอบสวน งานป้องกันปราบปราม และงานอำนวยการ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและทุ่มเท โดยคำนึงถึงประโยชน์ต่อทางราชการ สังคมและประชาชนเป็นสำคัญ และมีความรู้ความเข้าใจการบริหารงานสำรวจในระดับมหภาค สามารถบูรณาการระหว่างงานสายปฏิบัติการและงานอำนวยการให้ปฏิบัติงานส่งเสริมกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและปลอดภัยมาใช้ในงานตำรวจได้เป็นอย่างตึ ประกอบกับที่ผ่านมา ข้าฯ ไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานในส่วนราชการอื่นใดมาก่อนเลย และระยะเวลาการรับราชการที่เหลืออยู่ หากโอนไปรับราชการในส่วนราชการอื่นไม่นำจะก่อให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่าการรับราชการในสังกัด ตร.ต่อไป

ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและความสอดคล้องการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีตามหลักธรรมาภิบาลแล้ว ข้าฯ จึงขอเรียนยืนยันว่าไม่มีความสามารถรับราชการยังส่วนราชการอื่นใด จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ” หนังสือดังกล่าวระบุ

ศาลเยาวชนฯสั่งยุติคดี ปล่อยตัว ฐาปนา หลังเข้าแผนบำบัดฟื้นฟูที่บ้านกรุณา ครบ 2 ปี 3 เดือน

ศาลเยาวชนฯสั่งยุติคดี ปล่อยตัว ฐาปนา หลังเข้าแผนบำบัดฟื้นฟูที่บ้านกรุณา ครบ 2 ปี 3 เดือน

ศาลเยาวชนฯสั่งยุติคดี ปล่อยตัว ฐาปนา หลังเข้าแผนบำบัดฟื้นฟูที่บ้านกรุณา ครบ 2 ปี 3 เดือน

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.10 น.

28 กรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า ศาลเยาวชนฯ สั่งยุติคดี – ปล่อยตัว “ฐาปนา” หลังเข้าแผนบำบัดฟื้นฟูที่บ้านกรุณาครบ 2 ปี 3 เดือน

เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางนัดฟังผลการปฏิบัติตามมาตรการพิเศษของ “ฐาปนา” (นามสมมติ) ปัจจุบันอายุ 22 ปี เป็นเยาวชนที่ถูกคุมขังจากคดีการวางเพลิงตู้จราจรพญาไท และขว้างปาวัตถุระเบิดในช่วงการชุมนุมดินแดง เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2564

คดีของฐาปนา ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นฝึกอบรมขั้นต่ำ 2 ปี และขั้นสูง 3 ปี ลดลงจากเดิมที่กำหนดไว้ 4 ปี

เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่ช่วงวันที่ 29 เม.ย. 2567 ในวันนี้เขาถูกปล่อยตัวจากศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกรุณา หลังครบกำหนดระยะเวลาการฝึกอบรมขั้นต่ำตามคำสั่งศาล สิ้นสุดการคุมขังเป็นเวลา 2 ปี 3 เดือน

ในวันนี้ 09.00 น. ผู้พิพากษาออกนั่งพิจารณาคดี โดยฐาปนาถูกนำตัวจากบ้านกรุณามาเข้าร่วมนัดฟังคำสั่ง โดยมีที่ปรึกษากฎหมายพร้อมด้วยครอบครัวของฐาปนา และเจ้าหน้าที่โครงการ Freedom Bridge ได้เดินทางไปที่ศาลตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อรอฟังผลคำสั่ง

ศาลอ่านรายงานกระบวนพิจารณา โดยมีใจความสำคัญระบุว่า เกี่ยวกับคดีนี้ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง พิพากษาให้ส่งตัวฐาปนาไปที่ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนกรุงเทพฯ มีกำหนดครบ 4 ปี ปรับ 1,000 บาท ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนกรุงเทพฯ กำหนดขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 3 ปี และปรับ 1,250 บาท และครบกำหนดวันฝึกอบรมขั้นต่ำในวันที่ 26 ก.ค. 2569

ตามรายงานของศูนย์ฝึกอบรมฯ ระบุว่า จำเลยได้เข้าฝึกอบรมจนจบวิชาชีพ 4 หลักสูตร อันได้แก่ วิชาชีพช่างยนต์ 2. อบรมการดูแลผู้สูงอายุเบื้องต้น 3. วิชาชีพดนตรีสากล 4. วิชาชีพศิลปะหลักสูตรสกรีน และปัจจุบันจำเลยได้ฝึกวิชาชีพช่างไฟฟ้า หลักสูตรซ่อมบำรุงเครื่องปรับอากาศ

เห็นว่าจำเลยมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ประพฤติตนอยู่กฎระเบียบของศูนย์ฝึก จึงขอให้ศาลพิจารณาปล่อยตัวจำเลย เมื่อครบกำหนดการฝึกอบรมขั้นต่ำ และขอให้ยกเว้นในส่วนของค่าปรับด้วย

ศาลสอบจำเลยแล้ว เห็นว่าระหว่างการฝึกอบรม จำเลยมีความตั้งใจปรับปรุงตนเอง และเข้ารับการฝึกอบรมด้านวิชาชีพมาด้วยดีโดยตลอด ทั้งได้ร่วมกิจกรรมของศูนย์ฝึกอบรม และปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายสำเร็จเรียบร้อย หากได้รับการปล่อยตัว จำเลยจะตั้งใจนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการประกอบอาชีพต่อไป

ศาลพิเคราะห์รายงานของศูนย์ฝึกอบรมฯแล้วเห็นว่า จำเลยมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ประกอบกับผู้ปกครองประสงค์ที่จะรับตัวจำเลย กลับไปอยู่ตามเดิมและจะส่งเสริมให้จำเลยประกอบอาชีพเป็นกิจจะลักษณะต่อไป ดังนั้น จึงเห็นสมควรให้จำเลยได้ประพฤติตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป

ภายหลังการอ่านคำสั่งเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าหน้าที่ศาลแจ้งว่าจะยังไม่มีการปล่อยตัวฐาปนาออกมาในช่วงเช้านี้ เนื่องจากกำลังจัดการหมายปล่อยอยู่ จึงขอให้ครอบครัวเดินทางมารับตัวในช่วง 13.00 น. แทน

ตามรายงานศูนย์ฝึกอบรมฯ ได้สอดคล้องกับบันทึกเยี่ยม ลงวันที่ 4 ก.ค. 2569 ซึ่งที่ปรึกษากฎหมายได้เข้าเยี่ยมฐาปนา โดยเขาได้แจ้งด้วยสีหน้าสดชื่นว่าตอนนี้เขาจบชั้น ม.6 แล้ว และได้รับวุฒิการศึกษาเรียบร้อย

ฐาปนายังให้ข้อมูลว่าเขาเรียนวิชาชีพทั้งหมดไป 5 วิชาชีพ ได้แก่ ช่างยนต์, ดูแลผู้สูงอายุ, ดนตรี, ตัดผม, ช่างไฟฟ้า แต่ช่างไฟฟ้าจะเรียนจบวันที่ 31 ก.ค. 2569 ซึ่งก็คุยกับทางครูผู้สอนว่าจะสามารถให้เรียนจบก่อนได้หรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุดตอนนี้ออกไปก็จะมีวุฒิ ม.6 แล้ว

“ครูบอกว่าผมเรียนวิชาชีพมากกว่าคนอื่นเลย ไม่ค่อยคิดลบ และคุยกับคนอื่นมากขึ้น ร่วมกิจกรรมกับเพื่อนมากขึ้น เช่นเพื่อนจะชวนออกกำลังกาย วิดพื้น เลยคิดว่าไม่ค่อยเครียดเหมือนช่วงแรก ๆ ที่เข้ามา” ฐาปนากล่าว

สำหรับสิ่งแรกที่จะทำหลังพ้นกำหนดฝึกอบรม เขาตอบชัดเจนว่าอยากไปเจอลูก คิดถึงลูกมาก และหลังจากนั้นก็จะนำเงินที่ได้จากกองทุนที่ช่วยเหลือเขาระหว่างคุมขังส่วนหนึ่ง ไปหามอเตอร์ไซค์มาไว้ขับวิ่งรับงาน อาจจะส่งพัสดุหรือไม่ก็ส่งพวกอาหาร กำลังคิดอยู่ว่าจะเป็นมอไซค์มือหนึ่งหรือมือสองดี

ผลจากการปล่อยตัวดังกล่าว ทำให้จำนวนผู้ต้องขังคดีทางการเมือง ที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนติดตามข้อมูลอยู่ คงเหลือผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 52 คน (เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 29 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน) แยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี 22 คน และผู้ต้องขังคดีถึงที่สุดแล้ว 30 คน

อ่านบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/85264

นายกฯ ลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 ก.ค.69

นายกฯ ลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 ก.ค.69

นายกฯ ลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 ก.ค.69

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.35 น.

นายกฯลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (28 กรกฎาคม 2569) เวลา 08.30 น. ณ ห้องแดง อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ในพระบรมมหาราชวัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและคู่สมรส เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมพิธี


 
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนี้
 
ชุดที่ 1 นายกรัฐมนตรี พร้อมรองนายกรัฐมนตรี ทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้ในนาม “นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี”
 
ชุดที่ 2 นายกรัฐมนตรี ทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้ในนาม “นายกรัฐมนตรีและภริยา”
 
ชุดที่ 3 คู่สมรสรองนายกรัฐมนตรี ทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้ในนาม “คณะคู่สมรสคณะรัฐมนตรี”
 
จากนั้น นายกรัฐมนตรี ลงนามถวายพระพรชัยมงคล ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ฯ เสร็จพิธี

นายกฯ เป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

นายกฯ เป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

นายกฯ เป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.12 น.

นายกฯ เป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569
 
เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (28 กรกฎาคม 2569) เวลา 07.30 น. ณ เวทีใหญ่ ท้องสนามหลวง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 โดยมีประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ประธานวุฒิสภา ประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทหาร ตำรวจพลเรือน ภาคเอกชน และประชาชน เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน


 
เมื่อนายกรัฐมนตรี ถึงบริเวณเวทีใหญ่ ท้องสนามหลวง เดินขึ้นสู่เวที ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วถวายธูปเทียนแพ เปิดกรวยกระทงดอกไม้ 
 
จากนั้น นายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล และกล่าวนำถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ ความว่า 

ข้าพระพุทธเจ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในนามของ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐทั่วประเทศ ต่างมีความปลาบปลื้มปีติเป็นล้นพ้น ที่ได้มาร่วมกันแสดงความจงรักภักดี และถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดี และพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท วันที่ 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2569 นี้

ปวงข้าพระพุทธเจ้า ต่างประจักษ์แจ้ง ในน้ำพระราชหฤทัย อันเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา ของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ที่ทรงมีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระราชวิริยอุตสาหะ นำพาความผาสุกร่มเย็น สู่เหล่าปวงประชาและความวัฒนาสถาพรของประเทศ ทรงดำรงพระองค์เป็นแบบอย่างแก่บรรดาข้าราชการในการปฏิบัติงานของแผ่นดิน ทรงพระกรุณาพระราชทานพระบรมราโชวาทอันทรงคุณค่า ปวงข้าพระพุทธเจ้า จักได้น้อมนำมาประพฤติปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์เพื่อสนองพระราชปณิธานให้สมกับการเป็นข้าของแผ่นดินด้วยความจงรักภักดี ปวงข้าพระพุทธเจ้าจักเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้นี้ไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมสืบไป

ในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้ ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคลและตั้งจิตอธิษฐาน ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล อีกทั้งพลานุภาพแห่งองค์พระสยามเทวาธิราชโปรดอภิบาลประทานพรให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงพระเจริญพร้อมด้วย สิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล พระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญ พระบรมเดชานุภาพ และพระบารมีเกริกไกรแผ่ไพศาล สถิตเป็นมิ่งขวัญปกเกล้า ปวงข้าพระพุทธเจ้าและเหล่าพสกนิกรตราบนิรันดร์กาล 

ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำบรรดา ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ กล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณ ดังต่อไปนี้

“ข้าพระพุทธเจ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล 
ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า จะประพฤติปฏิบัติตนเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน มีความซื่อสัตย์สุจริต เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท มุ่งมั่นแน่วแน่ แก้ไขปัญหาของประเทศชาติและประชาชน สร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่แผ่นดิน และดำเนินชีวิตโดยยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนแห่งศาสนาตามแนวทางพระบรมราโชวาทตลอดไป”

จบแล้ว นายกรัฐมนตรี และผู้ร่วมพิธีร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงสดุดีจอมราชา ต่อจากนั้นนายกรัฐมนตรีกล่าวนำว่า “ทรงพระเจริญ” 3 ครั้ง เป็นอันเสร็จพิธี
 
สำหรับพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 ประกอบไปด้วยกิจกรรมทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยกิจกรรมส่วนกลาง กำหนดจัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณฯ ณ ท้องสนามหลวง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนดำเนินการจัดพิธี และดำเนินการเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐจัดพิธี ณ สถานที่ตั้งของหน่วยงาน กำหนดระหว่างวันที่ 20-28 กรกฎาคม 2569 รวมทั้งเชิญชวนลงนามถวายสัตย์ปฏิญาณฯ ทางเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน http://www.ocsc.go.th ได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569