นายกฯ ต้อนรับ รมว.กต.ลิทัวเนีย เยือนไทยในรอบ 22 ปี มุ่งขยายความร่วมมือการค้า-การลงทุน

นายกฯ ต้อนรับ รมว.กต.ลิทัวเนีย เยือนไทยในรอบ 22 ปี มุ่งขยายความร่วมมือการค้า-การลงทุน

นายกฯ ต้อนรับ รมว.กต.ลิทัวเนีย เยือนไทยในรอบ 22 ปี มุ่งขยายความร่วมมือการค้า-การลงทุน

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.03 น.

นายกฯ ต้อนรับ รมว.กต.ลิทัวเนีย เยือนไทยในรอบ 22 ปี มุ่งขยายความร่วมมือการค้า-การลงทุน เทคโนโลยีชั้นสูง และอาหาร เชื่อมโอกาสการลงทุนไทย สู่ตลาดยุโรปและภูมิภาคบอลติก

27 กรกฎาคม 2569 เวลา 15.00 น. ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายแกสตุติส บุดรีส (H.E. Mr. Kestutis Budrys) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐลิทัวเนีย เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยทั้งสองฝ่ายหารืออย่างเป็นกันเองและเป็นมิตร พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ที่จะยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับลิทัวเนียในหลากหลายสาขา

นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลิทัวเนีย ซึ่งเป็นการเยือนระดับรัฐมนตรีต่างประเทศในรอบ 22 ปี พร้อมแสดงความยินดีที่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศกำลังมีพัฒนาการที่สำคัญ โดยเห็นว่าการเยือนครั้งนี้จะช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้กับความร่วมมือทวิภาคี ทั้งในระดับรัฐบาล ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ขณะที่ฝ่ายลิทัวเนียย้ำว่าการเยือนครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจของรัฐบาลลิทัวเนียที่จะขยายบทบาทในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก รวมถึงเพิ่มการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและการทูตกับประเทศไทยและอาเซียน พร้อมเชิญนายกรัฐมนตรีเยือนลิทัวเนียอย่างเป็นทางการในโอกาสต่อไป

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่ามูลค่าการค้าระหว่างไทยและลิทัวเนียยังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับศักยภาพของทั้งสองประเทศ และควรร่วมกันผลักดันให้ภาคเอกชนใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของแต่ละฝ่าย โดยไทยมีศักยภาพด้านอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป ส่วนลิทัวเนียซึ่งเป็นประเทศขนาดใหญ่ในกลุ่มประเทศบอลติกมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล และอุตสาหกรรมนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่และเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนร่วมกัน

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอรับการสนับสนุนจากลิทัวเนียในการผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thailand-EU FTA) รวมถึงสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย ขณะที่ฝ่ายลิทัวเนียยืนยันการสนับสนุนทั้งสองประเด็น พร้อมแบ่งปันประสบการณ์จากการเข้าร่วม OECD และพร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อไทย

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงการขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยลิทัวเนียนำเสนอศักยภาพด้านความมั่นคงไซเบอร์ Data Center โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เทคโนโลยีพลังงาน รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งนายกรัฐมนตรีแสดงความสนใจที่จะส่งเสริมความร่วมมือในด้านเทคโนโลยี การป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ เทคโนโลยีการแพทย์ การวิจัย และสาขา STEM เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองประเทศ

ฝ่ายลิทัวเนียยังได้เชิญชวนไทยเข้าร่วมการประชุมด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพและนวัตกรรมระดับนานาชาติ ในปีหน้า พร้อมผลักดันการจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงานด้านนวัตกรรมของทั้งสองประเทศ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และระบบนิเวศสตาร์ทอัพ โดยเฉพาะการต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ซึ่งลิทัวเนียมีประสบการณ์ในการพัฒนาเทคโนโลยีจากห้องปฏิบัติการสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว

ในด้านอุตสาหกรรม ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานโลก อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการดึงดูดการลงทุน โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าไทยกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมส่งเสริมการเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ และเห็นว่าความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรปจะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการยุโรป รวมถึงลิทัวเนีย เข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทยมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา การวิจัย เทคโนโลยีอาหาร และการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและนักวิจัย เพื่อพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมร่วมกัน รวมทั้งสนับสนุนการเชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจ สตาร์ทอัพ และสถาบันการศึกษาของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า ไทยพร้อมทำงานร่วมกับลิทัวเนียอย่างใกล้ชิดเพื่อผลักดันผลการหารือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และการเชื่อมโยงระหว่างประชาชน พร้อมเชื่อมั่นว่าการเยือนครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการยกระดับความสัมพันธ์ไทย-ลิทัวเนีย และเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ของไทยในตลาดยุโรปและภูมิภาคบอลติกต่อไป

กกต.โต้ข่าวแทรกแซง! ยันพิจารณาคดี สว. โดยอิสระ ลุยเคลียร์สำนวนเสร็จสิ้นเดือน ส.ค.69

กกต.โต้ข่าวแทรกแซง! ยันพิจารณาคดี สว. โดยอิสระ ลุยเคลียร์สำนวนเสร็จสิ้นเดือน ส.ค.69

กกต.โต้ข่าวแทรกแซง! ยันพิจารณาคดี สว. โดยอิสระ ลุยเคลียร์สำนวนเสร็จสิ้นเดือน ส.ค.69

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.30 น.

27 กรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง” โพสต์ข้อความระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เผยแพร่ข่าวเลขที่ 381/2569 วันที่ 27 กรกฎาคม 2569

กกต. ยืนยันใช้อำนาจโดยอิสระ ปราศจากการแทรกแซง พิจารณาคดี สว. ตามกฎหมายและพยานหลักฐาน ด้วยความรอบคอบและโปร่งใส

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอเรียนชี้แจงต่อประชาชนว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างรอบคอบ เพื่อครอบคลุมข้อเท็จจริงทุกประเด็นให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2569 จากนั้นจะมีการนัดประชุม เพื่อลงมติต่อไป

สำนักงาน กกต. ขอเน้นย้ำว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งมิใช่พนักงานไต่สวน แต่มีหน้าที่พิจารณาสำนวนจากข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ตามกฎหมาย โดยใช้ดุลพินิจอย่างอิสระ รอบคอบ และเป็นกลาง เพื่อให้การวินิจฉัยอยู่บนพื้นฐานของพยานหลักฐานและข้อกฎหมายเท่านั้น

ทั้งนี้ การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นไปโดยอิสระ ไม่มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดสามารถชี้นำ แทรกแซง หรือกดดันการใช้ดุลพินิจในการพิจารณาคดีได้ การพิจารณาทุกขั้นตอนยึดมั่นในหลักความเป็นธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบตามกฎหมาย

สำนักงาน กกต. ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งยึดมั่นในหลักนิติธรรม ความเป็นกลาง และการพิจารณาจากพยานหลักฐานเป็นสำคัญ โดยจะดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความรอบคอบ เพื่อให้ผลการวินิจฉัยเป็นที่ยอมรับและสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้งและการบังคับใช้กฎหมายของประเทศ

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง www.ect.go.th หรือบริการสายด่วน 1444

เปิดผลประเมิน TDRI 4 ปี ชัชชาติ แก้ปัญหาระดับเส้นเลือดฝอย เสนอผ่าตัดเส้นเลือดใหญ่ให้ กทม.

เปิดผลประเมิน TDRI 4 ปี ชัชชาติ แก้ปัญหาระดับเส้นเลือดฝอย เสนอผ่าตัดเส้นเลือดใหญ่ให้ กทม.

เปิดผลประเมิน TDRI 4 ปี ชัชชาติ แก้ปัญหาระดับเส้นเลือดฝอย เสนอผ่าตัดเส้นเลือดใหญ่ให้ กทม.

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.14 น.

27 กรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Thailand Development Research Institute (TDRI)” โพสต์ข้อความระบุว่า 4 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯ เปลี่ยนไปแค่ไหน และยังมีโจทย์อะไรที่ต้องทำต่อ ?

ทีดีอาร์ไอประเมินการทำงานของผู้ว่าฯ กทม. ใน 6 ด้าน ได้แก่ ปากท้องของประชาชน การเดินทางและขนส่ง การลดคอร์รัปชัน สิ่งแวดล้อม การศึกษา และสุขภาพ โดยวิเคราะห์ตั้งแต่สภาพปัญหา ผลงานที่ผ่านมา ไปจนถึงข้อเสนอแนะ บนฐานของข้อมูล และหลักวิชาการ

ในสมัยแรก ผู้ว่าฯ ชัชชาติสามารถแก้ปัญหาใกล้ตัว หรือปัญหา “เส้นเลือดฝอยอุดตัน” ได้หลายเรื่อง แต่ทว่าในหลายโครงการยังขาดตัวชี้วัด และการประเมินผลลัพธ์ที่ชัดเจน

โจทย์ของชัชชาติ 2 นอกจากการสานต่องานเดิมแล้ว ยังต้องขยับไปสู่การแก้ปัญหา “เส้นเลือดใหญ่อักเสบเรื้อรัง” ที่ต้องผ่าตัดรักษาให้ถึงต้นตอ ทั้งในด้านการปฏิรูปกฎระเบียบ การลดคอร์รัปชัน การปรับปรุงระบบขนส่ง การยกระดับคุณภาพการศึกษา และสุขภาพ รวมถึงการทำงานร่วมกับสภา กทม. และรัฐบาลส่วนกลาง

ชวนทั้งคนที่เลือกผู้ว่าฯ ชัชชาติ ตลอดจนคนที่ไม่ได้เลือกร่วมกันอ่านบทวิเคราะห์และข้อเสนอสำคัญทั้ง 6 ด้าน ในบทความ “ประเมิน 4 ปีแรกกับโจทย์ใหญ่ของ ‘ชัชชาติ 2’ ข้อเสนอผ่าตัดเส้นเลือดใหญ่ให้กรุงเทพฯ” https://tdri.or.th/…/chadchart-bkk-governor-policy-report/

*บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “ซีรีส์ข้อสังเกตนโยบายช่วงเลือกตั้ง และการประเมินผลงานรัฐบาลและผู้ว่าฯ โดยทีดีอาร์ไอ” อ่านบทความย้อนหลัง (link ในคอมเมนต์)

– รวมบทความในซีรีส์ ข้อสังเกตนโยบายช่วงเลือกตั้ง… และประเมินผลงานรัฐบาล-ผู้ว่าฯ https://tdri.or.th/2023/08/series-of-policy-observations/

– บทความ “ประเมิน 4 ปีแรกกับโจทย์ใหญ่ของ ‘ชัชชาติ 2’ ข้อเสนอผ่าตัดเส้นเลือดใหญ่ให้กรุงเทพฯ” https://tdri.or.th/…/chadchart-bkk-governor-policy-report/

ปล่อยตัว มีชัย ผู้ต้องขังคดี ม.112 หลังเข้าเกณฑ์อภัยโทษฯ สิ้นสุดการคุมขัง 2 ปี

ปล่อยตัว มีชัย ผู้ต้องขังคดี ม.112 หลังเข้าเกณฑ์อภัยโทษฯ สิ้นสุดการคุมขัง 2 ปี

ปล่อยตัว มีชัย ผู้ต้องขังคดี ม.112 หลังเข้าเกณฑ์อภัยโทษฯ สิ้นสุดการคุมขัง 2 ปี

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.00 น.

27 กรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า ปล่อยตัว “มีชัย” ผู้ต้องขังคดี ม.112 หลังเข้าเกณฑ์อภัยโทษฯ สิ้นสุดการคุมขัง 2 ปี

เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2569 “มีชัย” (สงวนนามสกุล) อดีตพนักงานโรงแรมจากเกาะช้างวัย 54 ปี ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 กรณีโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก 2 ข้อความ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำกลางสมุทรปราการ หลังเข้าเกณฑ์ตาม พ.ร.ฎ.อภัยโทษ พ.ศ. 2569 ที่ออกมาในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 สิ้นสุดการคุมขัง 2 ปี

สำหรับคดีนี้ เหตุเกิดจาก ศิวพันธุ์ มานิตย์กุล เป็นผู้ไปแจ้งความกล่าวหาไว้ที่ สภ.บางแก้ว จากกรณีโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก 2 ข้อความ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2563 มีเนื้อหาตั้งคำถามต่อการใช้ภาษีประชาชนของสถาบันกษัตริย์ โดยทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา

ต่อมา เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2567 ศาลได้อ่านคำสั่งขออนุญาตฎีกา โดยพบว่าไม่มีผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับรองฎีกาของจำเลย คดีจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา และต้องบังคับโทษตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทำให้คดีของมีชัยสิ้นสุดลง และทำให้เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่วันนั้น

*ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ถูกคุมขัง มีชัยใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในห้องสมุดของแดน โดยเขาได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่บรรณารักษ์ คอยจัดการระบบหนังสือเพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถหยิบยืมไปอ่านหมุนเวียนกันได้

นอกจากนี้ ในทุกครั้งที่มีโอกาสได้พบทนาย มีชัยยังคงสนใจงานด้านสิทธิมนุษยชน เขามักจะให้เล่าข่าวสารบ้านเมืองให้ฟัง และแสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์โลก อย่างกรณีที่โดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาเป็นสมัยที่ 2 มีชัยก็แสดงความกังวลต่อสถานการณ์งานด้านสิทธิมนุษยชนว่าคงจะกระทบกันไม่น้อยทีเดียว และหวังว่าทุกคนจะยังมีกำลังใจในการทำงาน ขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมกันต่อไป

“มนุษยธรรมอยู่เหนือกฎหมาย สิทธิมนุษยชนใหญ่สุด กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือ ถูกแล้วที่เราให้ความสำคัญกับความเสมอภาคและเสรีภาพมากที่สุด”

ในระหว่างการคุมขังช่วงปี 2568 ครอบครัวของมีชัยได้ประสบปัญหาไม่สามารถจองเยี่ยมญาติใกล้ชิดได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่แจ้งว่าคดีของเขายังไม่สิ้นสุด ทั้งที่เขาถูกคุมขังหลังคดีสิ้นสุดมากว่า 1 ปี 4 เดือนแล้ว

ภายหลังเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 ทนายความได้ติดตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทัณฑปฏิบัติของเรือนจำกลางสมุทรปราการ พบว่าหมายจำคุกคดีถึงที่สุดในคดีของมีชัยยังไม่ได้ส่งมาจากศาล ทำให้ยังมีสถานะเป็นผู้ต้องขังที่คดียังไม่ถึงที่สุดในระบบของเรือนจำ

จากสถานการณ์ดังกล่าว พบว่าหมายจำคุกคดีถึงที่สุดเพิ่งได้ออกมาเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2568 ภายหลังมีการร้องเรียนไป ส่งผลให้มีชัยต้องเผชิญกับการไม่สามารถเจอครอบครัวในช่วงที่เรือนจำเปิดให้เข้าเยี่ยมญาติใกล้ชิดได้ ทั้งยังกระทบต่อสิทธิการเลื่อนชั้นผู้ต้องขัง ซึ่งมีผลต่อการพิจารณาเกณฑ์ได้รับการอภัยโทษ เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมาด้วย

และจากการติดตามเพิ่มเติมเรื่องชั้นนักโทษตั้งแต่ พ.ย. 2568 – เม.ย. 2569 ทำให้ทราบว่าหากมีหนังสือตอบกลับมาจากกรมราชทัณฑ์แล้ว ขั้นตอนถัดไปคือเจ้าหน้าที่จะเสนอให้ผู้บัญชาการเรือนจำกลางสมุทรปราการเซ็นรับทราบ และเจ้าหน้าที่จะทำหนังสือคำสั่งให้ผู้ต้องขังเซ็นเรื่องการปรับชั้นอีกทีหนึ่ง

*ภายหลังการออก พ.ร.ฎ.อภัยโทษฯ ในเดือน มิ.ย. 2569 มีชัยเปิดเผยว่าเขาเพิ่งได้รับทราบจากเจ้าหน้าที่เรือนจำเพียง 2 วันก่อนถึงวันปล่อยตัวว่า เจ้าหน้าที่ได้มีการปรับชั้นนักโทษให้ตามข้อร้องเรียนข้างต้น ทำให้เขาเข้าเกณฑ์อภัยโทษฯ และได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 24 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา ทำให้กรณีของมีชัยไม่ได้มีใครทราบล่วงหน้าเรื่องการถูกปล่อยตัวก่อนหน้านี้

ภายหลังการปล่อยตัว มีชัยเปิดเผยว่าเขายังมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ขอบคุณองค์กรต่าง ๆ และประชาชนที่ให้ความช่วยเหลือมาตลอด “ในช่วงที่ทนายเยี่ยมไม่ได้ เพราะผมเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาด พอทนายไปผลักดันสิทธิให้ผู้ต้องขังเด็ดขาดมีสิทธิเขาพบทนายได้ ทำให้ตอนนี้ในเรือนจำ กลุ่มผู้ต้องขังเด็ดขาดเลยได้มีสิทธิพบทนายกันหมดแล้ว ต้องขอบคุณมาก ๆ”

เขากล่าวปิดท้ายว่าหากมีเรื่องอะไรที่เขาพอช่วยเหลือ หรือผลักดันเรื่องคุณภาพชีวิตเพื่อนผู้ต้องขัง ในเรือนจำ เขายินดีเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสนับสนุนต่อไป

*สำหรับการอภัยโทษดังกล่าว เป็นการอภัยโทษเป็นการทั่วไป ในโอกาสสำคัญในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2569 และจากการติดตามของศูนย์ทนายฯ พบว่ามีผู้ต้องขังการเมืองที่ได้รับการปล่อยตัวจากอภัยโทษฯ 2 ที่ผ่านมา รวม 8 ราย

การดำเนินการรอบที่ 1 เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2569 มีผู้ต้องขังทางการเมืองได้รับการปล่อยตัวไปแล้วจำนวน 6 คน และในรอบที่ 2 นี้ มีผู้ต้องขังจำนวน 2 ราย ได้รับการปล่อยตัว ได้แก่ “หอมแดง” (นามสมมติ) เกษตรกรวัย 59 ปี และ “มีชัย” อดีตพนักงานโรงแรมวัย 54 ปี

ทั้งนี้ ผู้ต้องขังที่เข้าเกณฑ์ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ก็จะได้รับการปล่อยตัว หรือลดหย่อนโทษ โดยไม่ได้เป็นการยื่นขอในลักษณะการอภัยโทษเป็นรายบุคคลแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวจะต้องผ่านการอบรมโครงการโคกหนองนาของทางเรือนจำ และยังต้องติดตามต่อไปว่าจะมีผู้ต้องขังทางการเมืองที่คดีสิ้นสุดแล้วรายอื่นเข้าเกณฑ์การอภัยโทษอีกหรือไม่ โดย พ.ร.ฎ.อภัยโทษ กำหนดให้เรือนจำจัดทำรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับการอภัยโทษในกำหนดภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.ฎ. ใช้บังคับ

ผลจากการปล่อยตัวดังกล่าว ทำให้จำนวนผู้ต้องขังคดีทางการเมืองที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนติดตามข้อมูลอยู่ คงเหลือผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 52 คน (เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 29 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน) แยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี 22 คน และผู้ต้องขังคดีถึงที่สุดแล้ว 30 คน

อ่านบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/85250

นายกฯกำชับ ครม. เร่งแก้ปัจจัยเสี่ยงทางการค้า รับมือมาตรการสหรัฐฯ จี้แรงงาน-พาณิชย์ บังคับใช้ กม.จริงจัง

นายกฯกำชับ ครม. เร่งแก้ปัจจัยเสี่ยงทางการค้า รับมือมาตรการสหรัฐฯ จี้แรงงาน-พาณิชย์ บังคับใช้ กม.จริงจัง

นายกฯกำชับ ครม. เร่งแก้ปัจจัยเสี่ยงทางการค้า รับมือมาตรการสหรัฐฯ จี้แรงงาน-พาณิชย์ บังคับใช้ กม.จริงจัง

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.32 น.

27 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีสหรัฐอเมริกาประกาศใช้อัตราภาษีตามมาตรา 301 กับประเทศคู่ค้ากว่า 60 ประเทศ โดยประเทศไทยถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 12.5 พร้อมย้ำว่า ทุกหน่วยงานไม่ควรมองเพียงตัวเลขอัตราภาษี แต่ต้องเร่งแก้ไขปัจจัยเสี่ยงที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นแรงงานบังคับ (Forced Labor) และกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ซึ่งอาจถูกนำมาใช้เป็นเหตุในการเพิ่มมาตรการทางการค้ากับไทยในอนาคต

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงแรงงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งบังคับใช้กฎหมาย กฎ ระเบียบ และประกาศที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม พร้อมจัดทำบัญชีสินค้าและอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยง พร้อมพัฒนาระบบรับรองแหล่งที่มาและระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อยืนยันว่าสินค้าไทยตลอดห่วงโซ่การผลิตไม่มีความเกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบังคับ และใช้เป็นหลักฐานประกอบการเจรจากับสหรัฐอเมริกาและประเทศคู่ค้าได้

สำหรับประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลัก บูรณาการร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำบัญชีสินค้าและอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยง พร้อมตรวจสอบกำลังการผลิต ปริมาณสินค้าคงเหลือ มาตรการอุดหนุนของรัฐ แหล่งกำเนิดสินค้า และความเสี่ยงจากการสวมสิทธิหรือการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้า

นายกรัฐมนตรี ยังเน้นย้ำว่า การช่วยเหลือผู้ประกอบการต้องมุ่งเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน พัฒนาเทคโนโลยี และเพิ่มมูลค่าสินค้า มากกว่าการสนับสนุนให้ขยายกำลังการผลิตหรือเพิ่มปริมาณสินค้าโดยไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ประเทศไทยถูกกล่าวหาเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานจัดทำมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบ กำหนดผู้รับผิดชอบและกรอบเวลาดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อใช้ประกอบการเจรจากับสหรัฐอเมริกาและลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการและการส่งออกของไทย

‘รองปกรณ์’ โต้เดือด งัดนโยบายรัฐบาลยัน เกษียณก่อนกำหนด ไม่ใช่นโยบายส่วนตัว

'รองปกรณ์' โต้เดือด งัดนโยบายรัฐบาลยัน เกษียณก่อนกำหนด ไม่ใช่นโยบายส่วนตัว

‘รองปกรณ์’ โต้เดือด งัดนโยบายรัฐบาลยัน เกษียณก่อนกำหนด ไม่ใช่นโยบายส่วนตัว

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.32 น.

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  #คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ต่อรัฐสภา
เรื่องปฏิรูประบบราชการ ทั้งโครงสร้างและวิธีทำงาน  รัฐบาลระบุไว้ชัดในนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา (ดังแนบ) นะครับ และผมก็ได้รับมอบหมายให้ทำตามนโยบายนั้นให้เกิดผล

ในระบบรัฐสภา นโยบายที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภานั้นเป็นการแสดง Political will อย่างชัดเจนในแต่ละเรื่อง เพราะเมื่อแถลงไปแล้ว จะต้องถูกติดตามและตรวจสอบจากรัฐสภาและสาธารณชนด้วย
การแสดง Political will ไม่จำเป็นต้องแถลงออกสื่อบ่อย ๆ นะครับ และขอย้ำว่าคือการทำตามที่ได้แถลงไว้ให้เกิดผล 

ดังนั้น ก่อนที่ใครต่อใครจะเขียนข่าวหรือบทวิเคราะห์ในเรื่องนี้ทำนองตำหนิว่ารัฐบาลต้องมี political will ไม่ใช่ให้ปล่อยให้เป็นนโยบายของผมนั้น หรือไม่ก็มุ่งให้เกิดผลทางการเมืองถ่ายเดียว ซึ่งนั่นไม่ดีเลย บ้านเมืองเรามีปัญหาโครงสร้างมากมายที่ต้องแก้ไข ถ้าเห็นพ้องต้องกันว่าต้องแก้ปัญหานั้น ก็ควรมาร่วมไม้ร่วมมือกันจะดีกว่า เป็นความสำเร็จของทุกฝ่าย

แก้เสร็จแล้วค่อยไปทะเลาะกันทางการเมืองต่อไป

พร้อมทั้งโพสต์ภาพ คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ตีกรอบในข้อ 21 การปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐ อย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการปรับบทบาท ภารกิจ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานให้ชัดเจนลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน จัดทำมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดและมาตรการอื่นที่จำเป็นเพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง เปลี่ยนบทบาทภาครัฐเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” ให้เหลือบทบาท

“ผู้ควบคุม* เพียงเท่าที่จำเป็น ควบคู่กับการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ Work from Anywhere เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เร่งรัดให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลดิจิทัลควบคู่กับการปรับระบบประเมินผลที่มุ่งเน้นผลลัพธ์และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นหลัก รวมถึงเป็นการประเมินที่มีความโปร่งโส ตรวจสอบได้ ตลอดจนดำเนินการสตรายจ่ายของภาครัฐที่ไม่จำเป็นและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรง อาทิ การลงทุนในสิ่งปลูกสร้างที่ไม่จำเป็น การศึกษาดูงานต่างประเทศ

ไทยพร้อมมาก เจ้าภาพประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026

ไทยพร้อมมาก เจ้าภาพประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026

ไทยพร้อมมาก เจ้าภาพประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.06 น.

ไทยพร้อมมาก เจ้าภาพประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ตุลาคมนี้ นายกฯย้ำเป็นวาระสำคัญของชาติ เป็นเวทีสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ประเทศ

27 กรกฎาคม 2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 ครั้งที่ 2/2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมเศรษฐกิจการเงินระดับโลก ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ภายหลังการประชุม นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้รับทราบผลการตรวจประเมินความพร้อมของคณะผู้แทนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งเดินทางมาติดตามความพร้อมของประเทศไทยระหว่างวันที่ 17 – 24 กรกฎาคม 2569 โดยผลการประเมินภาพรวมการเตรียมงานยังคงอยู่ในระดับ A ต่อเนื่องจากการประเมินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สะท้อนถึงความพร้อมของประเทศไทยทั้งด้านสถานที่จัดประชุม การต้อนรับ การรักษาความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก และการบริหารจัดการภาพรวม ขณะที่ประเด็นด้านกระบวนการออกวีซ่า ซึ่งเป็นข้อห่วงใยของคณะผู้ประเมิน ได้รับการประสานงานและชี้แจงโดยกระทรวงการต่างประเทศจนเป็นที่พอใจของทั้ง IMF และ World Bank

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกด้าน ทั้งการจัดประชุมด้านสารัตถะ พิธีการและการต้อนรับ ความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก การคมนาคม การประชาสัมพันธ์ การบริหารจัดการสถานที่ รวมถึงกำหนดการกิจกรรมสำคัญตลอดช่วงการประชุม เพื่อให้การเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยเป็นไปอย่างเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบแนวทางการสื่อสารภาพลักษณ์ประเทศไทยผ่าน Thailand Pavilion ภายใต้แนวคิด “New Horizon: 7 Decades of Building Resilience and Empowering People” สะท้อนพัฒนาการของประเทศไทยตลอด 7 ทศวรรษที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งและภูมิคุ้มกันในทุกมิติ พร้อมนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยผ่าน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ Digital Public Infrastructure (DPI), Middle Power, Climate Resilience และ Longevity แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดความร่วมมือกับนานาประเทศในอนาคต

นายกรัฐมนตรีกำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินงานตามแผนงานที่กำหนด โดยบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด ติดตามภารกิจที่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลา พร้อมจัดเตรียมแผนรองรับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งด้านการอำนวยความสะดวก การรักษาความปลอดภัย การคมนาคม การบริหารจัดการเส้นทาง และการดูแลผู้แทนระดับสูงจากต่างประเทศ เพื่อให้การจัดประชุมเป็นไปอย่างราบรื่นตามมาตรฐานสากล

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมกันขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเน้นย้ำว่า ขณะนี้เหลือเวลาเตรียมการก่อนการประชุมเพียง 77 วัน จึงถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งดำเนินงานในทุกมิติอย่างเต็มกำลัง

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพการประชุมฯ ถือเป็นวาระสำคัญของชาติ ที่สะท้อนภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีโลก การได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพครั้งนี้แสดงถึงความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทย จึงขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจอย่างเต็มที่ ใช้โอกาสนี้สร้างความเชื่อมั่นและนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยต่อผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดีของประเทศ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก และร่วมกันเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ

พริษฐ์ สวนทันควัน ร่ายยาว 4 ข้อคาใจ สุขสมรวย ตอบปมฮั้ว สว.

พริษฐ์ สวนทันควัน ร่ายยาว 4 ข้อคาใจ สุขสมรวย ตอบปมฮั้ว สว.

พริษฐ์ สวนทันควัน ร่ายยาว 4 ข้อคาใจ สุขสมรวย ตอบปมฮั้ว สว.

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.01 น.

พริษฐ์ สวนทันควัน ร่ายยาว 4 ข้อคาใจ สุขสมรวย ตอบปมฮั้ว สว.  

เมื่อวันที่ 27 ก.ค.2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีที่นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย โต้กลับปมฝ่ายค้านนำคลิปงานผ้าขาวม้ามาเปิดเป็นหลักฐานบนเวทีเสวนา ฮั้วสว. ว่าอย่านำข้อมูลเก่ามาบิดเบือน โดยนายพริษฐ์ ระบุว่า “เป็นเรื่องดีครับที่ รัฐมนตรี สุขสมรวย ได้ออกมาตอบคำถามที่ฝ่ายค้านตั้งต่อท่านเกี่ยวกับเรื่องคดีโกง สว. – อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าคำตอบของท่าน ยังไม่ได้ทำให้สิ้นข้อสงสัย:

1. ท่านบอกว่างานจัดเลี้ยงที่ท่านจัดที่ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย จ.อำนาจเจริญ ในวันที่ 18 พ.ค. 2567 (จัด 2 วันก่อนการเปิดรับสมัคร สว.) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. เพราะมีการถ่ายทอดสดทั้งงาน โดยไม่มีการพูดถึงเรื่อง สว. บนเวที

ตอบ: หากงานดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. จริง ผมก็เชื่อว่าท่านคงไม่ประกาศกลางเวทีต่อหน้ากล้องที่ถ่ายทอดสดหรอกครับ – แต่เหตุที่หลายคนสงสัย ว่างานดังกล่าวอาจเชื่อมโยงกับการจัดตั้งเครือข่ายผู้สมัคร สว. และอาจมีการพูดกันอย่างไม่เป็นทางการนอกเหนือจากกิจกรรมบนเวที ก็เพราะเราเห็น (เท่าที่ระบุชื่อได้):
– อย่างน้อย 4 คนในงาน ที่กลายมาเป็นผู้สมัคร สว. ไม่กี่วันหลังจัดงาน
– อย่างน้อย 3 คนในงาน ที่ถูกตั้งเป็น ผู้เชี่ยวชาญ-ผู้ชำนาญการ ประจำตัว สว. จากอำนาจเจริญ 2 เดือนหลังจัดงาน

2. ท่านบอกว่า คุณสุพรรณษา วันทนียกุล (น้องสะใภ้ท่าน) ตกรอบในระดับจังหวัด โดยพยายามสื่อว่า หากท่านเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. จริง น้องสะใภ้ท่านคงไม่ตกรอบ

ตอบ: การที่คุณสุพรรณษาตกรอบ ไม่ได้เป็นการยืนยันใดๆเลย ว่าคุณสุพรรณษา เกี่ยวหรือไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการที่ถูกกล่าวหา เพราะเราทราบกันดีว่าขบวนการดังกล่าวจะสำเร็จได้ ต่อเมื่อมีการจัดตั้งหรือจ้างคนจำนวนมากไปสมัคร เพื่อร่วมกันโหวตในระดับอำเภอและระดับจังหวัดให้กับ “ผู้สมัครตัวจริง” ที่ทางขบวนการต้องการให้ผ่านเข้ารอบไปสู่ระดับประเทศ และ (บางส่วน) ถูกเลือกเป็น สว. [ข้อมูลเพิ่มเติม: อำนาจเจริญเป็นจังหวัดขนาดเล็ก (มีประชากรสูงเป็นลำดับที่ 65 จาก 77 จังหวัด) แต่กลับมี สว. ถึง 5 คน (สูงเป็นลำดับที่ 8= จาก 77 จังหวัด)]

3. ท่านบอกว่าเรื่องงานจัดเลี้ยงในวันที่ 18 พ.ค. 2567 เคยมีคนร้องไปที่ กกต. แล้ว และตนไม่เคยถูก กกต. เรียกไปสอบโดยตนเข้าใจว่าเรื่องนี้ยุติไปแล้ว

ตอบ: เรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวกับงานดังกล่าวเป็นการเฉพาะ จะจบลงแล้วหรือไม่-อย่างไร เป็นคนละเรื่องและคนละข้อกล่าวหา กับข้อกล่าวหาว่าท่านเกี่ยวข้องกับขบวนการโกง สว. ร่วมกับผู้ถูกกล่าวหาอีก 220+ คนหรือไม่ ซึ่งเรื่องดังกล่าวกำลังจะถูก กกต. ลงมติชี้ขาดใน 1 เดือนข้างหน้านี้ ว่าจะสั่งฟ้องไปที่ศาลหรือจะยกคำร้อง

4. คำถามที่ผมถามและท่านยังไม่ได้ตอบชัดๆ คือท่านยืนยันได้หรือไม่ ว่าท่านไม่เคยรับรู้หรือสั่งการให้ทีมงานของท่านโอนเงินหรือจ่ายเงินให้ผู้สมัคร สว. ในห้วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการเลือก สว.?

ท้ายสุดนี้ ที่ท่านบอกว่าผมพูดช้าไป 2 ปี

ผมเรียนว่าไม่ช้าหรอกครับ และเหตุที่ผมยังต้องพูดตอนนี้ ก็เพราะคดีนี้ยังไม่จบ แต่สังคมมีความกังวล ว่า กกต. กำลังจะมีมติใน 1 เดือนข้างหน้านี้ เพื่อตัดตอนให้เรื่องของท่านและบุคคลในพรรคท่าน ไปไม่ถึงศาล

หากใครจะช้า ก็คงเป็น กกต. ที่มีหน้าที่ตรวจสอบคดีดังกล่าวและสามารถเข้าถึงข้อมูลหลักฐานได้มหาศาล แต่กลับสอบสวนเรื่องนี้นานกว่า 2 ปี โดยยังไม่ส่งเรื่องไปที่ศาลสักที” 

‘มาร์ค พิตบูล’เปิดหน้าชน! ซัดพรรคประชาชน ปมพฤติกรรม สส.ส้ม เหตุการณ์ภาคใต้

'มาร์ค พิตบูล'เปิดหน้าชน! ซัดพรรคประชาชน ปมพฤติกรรม สส.ส้ม เหตุการณ์ภาคใต้

‘มาร์ค พิตบูล’เปิดหน้าชน! ซัดพรรคประชาชน ปมพฤติกรรม สส.ส้ม เหตุการณ์ภาคใต้

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.43 น.

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 นายณัชพล สุพัฒนะ หรือ มาร์ค พิตบูล หัวหน้าพรรคศรัทธา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า หลายเรื่องผมเคยยืนเคียงข้าง แต่เรื่องนี้ผมขอยืนตรงข้าม และขอเปิดหน้าชนแบบตรงๆ !!

ผมเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศรู้สึกเจ็บปวดกับเหตุการณ์ที่ภาคใต้ แต่ทำไมจึงมี สส. พรรคประชาชนถึงยังกล้าแสดงพฤติกรรมปกป้องโจรแบบท้าทายต่อความรู้สึกของพี่น้องคนไทย 

ขอถามไปยังหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรค และประชาชนที่สนับสนุนพรรคประชาชน ทำไมไม่มีใครกล้าว่ากล่าวตักเตือน  คุณเห็นด้วยกับพฤติกรรมของนายคนนี้ใช่หรือไม่ ?

เพราะการนิ่งเฉยก็คือการสนับสนุน !!

ซึ่งในภาพได้มีข้อความอีกว่า ทำไมพรรคประชาชนถึงออกโรงปกป้องอาชญากร? ประชาชนต้องตื่นรู้ และไม่สนับสนุนพรรคการเมืองที่ปกป้องคนผิด ทำลายความยุติธรรม และบ่อนทำลายประเทศ บิดเบือนกระบวนการยุติธรรม สร้างภาพเพื่อคะแนนเสียง ไร้จุดยินทางศีลธรรม พรรคการเมืองที่ดี ต้องยืนข้างประชาชน ไม่ใช่ยืนข้างอาชญากร!

นายกฯ เยือนอินโดนีเซีย 3-4 ส.ค. กำชับเตรียมข้อมูล มุ่งยกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์-สั่งรับมือภาษีสหรัฐฯ

นายกฯ เยือนอินโดนีเซีย 3-4 ส.ค. กำชับเตรียมข้อมูล มุ่งยกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์-สั่งรับมือภาษีสหรัฐฯ

นายกฯ เยือนอินโดนีเซีย 3-4 ส.ค. กำชับเตรียมข้อมูล มุ่งยกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์-สั่งรับมือภาษีสหรัฐฯ

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.22 น.

นายกฯ เยือนอินโดนีเซีย 3-4 ส.ค.กำชับทุกหน่วยงาน เตรียมข้อมูล มุ่งยกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ พร้อมสั่งรับมือมาตรการการค้าสหรัฐฯ รอบด้าน เพื่อปกป้องการส่งออกไทยในระยะยาว

เมื่อวันที่ 27 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ว่า  นายกรัฐมนตรีได้แจ้งก่อนวาระการประชุม ครม. เกี่ยวกับการเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3-4 ส.ค.นี้

โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งเตรียมประเด็นความร่วมมือและข้อเสนอสำคัญ เพื่อผลักดันความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

นายกฯ ยังสั่งให้ทุกหน่วยงานเร่งรับมือมาตรการการค้าของสหรัฐฯ โดยไม่มองเฉพาะภาษี แต่ให้เร่งแก้ไขปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ทั้งประเด็นแรงงานบังคับ และกำลังการผลิตส่วนเกิน พร้อมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ รับรองแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการเจรจากับประเทศคู่ค้า ลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย และรักษาความสามารถในการแข่งขัน และการส่งออกของประเทศไทยในระยะยาว