ด่วน!ปค.สั่งระงับทันที ยกเลิก ปชน.เชื่อมระบบยืนยันตัวตน เซ่นปมข้อมูลสมาชิกรั่วไหล

ด่วน!ปค.สั่งระงับทันที ยกเลิก ปชน.เชื่อมระบบยืนยันตัวตน เซ่นปมข้อมูลสมาชิกรั่วไหล

ด่วน!ปค.สั่งระงับทันที ยกเลิก ปชน.เชื่อมระบบยืนยันตัวตน เซ่นปมข้อมูลสมาชิกรั่วไหล

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.23 น.

15 มีนาคม 2569 สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง เผยแพร่เอกสาร “กรณีข้อมูลของประชาชนเกิดการรั่วไหลในส่วนของข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อตัว-ชื่อสกุล เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล และข้อมูลอื่นๆ เป็นต้น”

ตามที่ปรากฏข่าวสารกรณีพรรคประชาชน ได้ตรวจพบความพยายามจากบุคคลภายนอกในการเข้าถึงข้อมูลในระบบฐานข้อมูลสมาชิกของพรรคโดยไม่ได้รับอนุญาต นั้น

เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นไปตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน สํานักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ขอเรียนชี้แจง ดังนี้

1.การดําเนินการของหน่วยงานรัฐ

(1) กรมการปกครอง โดยสํานักบริหารการทะเบียน ได้แจ้งยกเลิกการให้พรรคประชาชนใช้งานระบบพิสูจน์ และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) รวมถึงใช้โปรแกรมสําหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจําตัวแบบอเนกประสงค์ (Smart Card) ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 เวลา 12.00 น.เป็นต้นไป และได้แจ้งให้จัดส่งข้อมูลเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลให้กรมการปกครองทราบ เพื่อคุ้มครองข้อมูลของประชาชน และดําเนินการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้ถึงความสําคัญของข้อมูล และพิจารณาการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ กับทุกหน่วยงานด้วยนโยบาย การรักษาความลับตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร

(2) กรณีที่มีการนําข้อมูลบัตรประจําตัวประชาชนของประชาชนไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม หรือใช้เกินวัตถุประสงค์ที่กฎหมายกําหนด หรือการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลมิได้จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ที่เหมาะสม หากตรวจพบว่ามีการกระทําความผิด สํานักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง จะพิจารณาเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน หรือร้องเรียนเพื่อให้มีการพิจารณาโทษทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง กับผู้กระทําความผิด ต่อไป

2.กรณีหน่วยงานหรือองค์กรที่ได้รับการอนุญาตให้เชื่อมโยงข้อมูล มีการปล่อยปะละเลยให้มีการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งอาจเข้าข่ายการกระทําผิดกฎหมาย หากปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนโดยไม่ชอบ อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่

(1) พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

– เปิดเผยข้อความหรือตัวเลขซึ่งเป็นข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรโดยมิชอบ

(2) พระราชบัญญัติบัตรประจําตัวประชาชน พ.ศ.2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

– เข้าถึงข้อมูลหรือเปิดเผยข้อมูลที่บันทึกไว้ในหน่วยความจําอันมิใช่ข้อมูลที่ปรากฏอยู่บนบัตรโดยมิได้รับความยินยอมจากผู้ถือบัตร

(3) พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA)

– การเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีฐานกฎหมาย

– โทษ: โทษทางแพ่ง ทางปกครอง และทางอาญา

(4) พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560

– หากมีการนําข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น

(5) กฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายพรรคการเมือง

– หากการได้มาของข้อมูลนําไปใช้เกี่ยวกับการสมัครสมาชิกพรรค หรือกิจกรรมทางการเมืองโดยมิชอบ ทั้งนี้ การพิจารณาความผิดต้องขึ้นอยู่กับ ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏ

3.สิทธิของประชาชนในการฟ้องร้องหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคล

หากมีการนําข้อมูลหน้าบัตรประชาชนของบุคคลไปใช้โดยมิชอบ เช่น บริการทางการเงิน เปิดบัญชีทําธุรกรรมต่างๆ เป็นต้น จนทําให้เจ้าของข้อมูลได้รับความเสียหาย เจ้าของข้อมูลสามารถใช้สิทธิร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในความผิด ที่มีโทษอาญา และมีสิทธิร้องเรียนเพื่อขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ได้แก่

(1) ความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ซึ่งมีโทษจําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน หกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

(2) ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264 – 268 ซึ่งมีโทษจําคุกสูงสุดถึงสิบปี และหรือมีโทษปรับสูงสุดถึงสองแสนบาท

(3) ความผิดเกี่ยวกับการนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตามมาตรา 14 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งมีโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

(4) ความผิดเกี่ยวกับเปิดเผยข้อความหรือตัวเลขซึ่งเป็นข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎร ตามมาตรา 17 ประกอบมาตรา 49 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

(5) หากมีการเปิดเผยข้อมูลที่บันทึกไว้ในหน่วยความจําโดยมิได้รับความยินยอมจากผู้ถือบัตรจะเป็นความผิด ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจําตัวประชาชน พ.ศ.2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

(6) ร้องเรียนต่อสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีอํานาจหน้าที่ในการตรวจสอบการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ตรวจสอบการกระทําที่อาจฝ่าฝืนกฎหมายที่ทําให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นแก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

4.แนวทางการจัดทําบัตรประจําตัวประชาชนใหม่

ในกรณีที่ประชาชนมีความกังวลว่าข้อมูลบนบัตรประชาชนอาจถูกนําไปใช้ในทางมิชอบ สามารถดําเนินการได้ ดังนี้

(1) ติดต่อ สํานักทะเบียนอําเภอ/เขต เพื่อขอทําบัตรประชาชนใหม่

(2) กรณีมีเหตุจําเป็น เช่น ข้อมูลอาจถูกนําไปใช้ในทางมิชอบ เจ้าหน้าที่สามารถพิจารณาดําเนินการออกบัตรใหม่ได้ตามระเบียบแต่ยังคงต้องเสียค่าธรรมเนียมตามที่ระเบียบกฎหมายกําหนด (ค่าธรรมเนียม 100 บาท)

(3) โดยเลขประจําตัวประชาชนยังคงเดิม แต่จะมีเลขหลังบัตร (Laser ID) ใหม่

พิพัฒน์–นิพนธ์ ร่วมทำบุญ 109 ปีเมืองหาดใหญ่ ถวายเป็นพระราชกุศลพระพันปีฯ

พิพัฒน์–นิพนธ์ ร่วมทำบุญ 109 ปีเมืองหาดใหญ่ ถวายเป็นพระราชกุศลพระพันปีฯ

พิพัฒน์–นิพนธ์ ร่วมทำบุญ 109 ปีเมืองหาดใหญ่ ถวายเป็นพระราชกุศลพระพันปีฯ

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.21 น.

“พิพัฒน์–นิพนธ์” ร่วมทำบุญเมืองหาดใหญ่ ตักบาตรพระ 1,109 รูป เนื่องในโอกาส 109 ปีเมืองหาดใหญ่ ถวายเป็นพระราชกุศลพระพันปีฯ

15 มีนาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ร่วมงาน โครงการทำบุญเมืองหาดใหญ่ ตักบาตรพระ 1,109 รูป ภายใต้แนวคิด “109 ปี เมืองหาดใหญ่ รวมใจเติมบุญ หนุนพลัง Soft Power เยียวยามหาอุทกภัย” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ซุ้มประตูไชน่าทาวน์ ถนนศุภสารรังสรรค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ภายในพิธีมี พระเทพวชิรสุตาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดสงขลา เจ้าอาวาสวัดโคกสมานคุณ พระอารามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ขณะที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ทำหน้าที่เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยประชาชนชาวสงขลาและผู้ศรัทธาจำนวนมากร่วมทำบุญตักบาตร บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักและเปี่ยมด้วยความศรัทธา

การจัดงานในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการสืบสานประเพณีอันดีงามของพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นการรวมพลังของชาวหาดใหญ่และจังหวัดสงขลาในการทำความดีร่วมกัน เนื่องในโอกาสครบรอบ 109 ปีเมืองหาดใหญ่ พร้อมทั้งสะท้อนพลังของวัฒนธรรม ศรัทธา และความร่วมมือของประชาชนในการฟื้นฟูเมืองหลังจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ที่ผ่านมา

กิจกรรมดังกล่าวยังช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับเมืองหาดใหญ่ ทั้งในด้านสังคม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของการที่เมืองหาดใหญ่กำลังกลับมามีชีวิตชีวา และพร้อมเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้มาเยือนจากทุกพื้นที่อีกครั้ง.

อ.วันวิชิต แนะรัฐสื่อสารข้อเท็จจริง เชื่อพลังงานไทยยังมั่นคง แม้สถานการณ์ไม่ปกติ

อ.วันวิชิต แนะรัฐสื่อสารข้อเท็จจริง เชื่อพลังงานไทยยังมั่นคง แม้สถานการณ์ไม่ปกติ

อ.วันวิชิต แนะรัฐสื่อสารข้อเท็จจริง เชื่อพลังงานไทยยังมั่นคง แม้สถานการณ์ไม่ปกติ

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.12 น.

15 มีนาคม 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ภายใต้บริบทความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกผันผวนว่า ณ ปัจจุบันประเทศไทยยังมีความมั่นคงทางพลังงาน ถึงจะอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ปกติของปริบทโลกก็ตาม แน่นอน มีผลกระทบ ต่อการให้บริการประชาชนแน่แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตและรัฐบาลยังสามารถรับมือได้ กระนั้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ควรถูกสื่อสารต่อสังคมอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะในประเด็นความไม่แน่นอนของสงครามที่มีแนวโน้มยืดเยื้อและอาจส่งผลกระทบต่อระบบพลังงานโลกในระยะต่อไป

ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุว่า ในช่วงเวลาที่สถานการณ์โลกมีความผันผวน การสื่อสารของภาครัฐมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยควรยึดหลักข้อมูลข้อเท็จจริง อธิบายบริบทเชิงโครงสร้างของระบบพลังงานโลก และทำให้ประชาชนเข้าใจภาพรวมอย่างรอบด้าน เพื่อลดความตื่นตระหนกจากกระแสข่าวในโลกออนไลน์

“สิ่งสำคัญคือรัฐบาลต้องกล้าพูดกับประชาชนว่า ขณะนี้สถานการณ์โลกไม่ปกติ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มรุนแรงและยืดเยื้อ ซึ่งย่อมมีผลต่อเศรษฐกิจและพลังงานทั่วโลก ประเทศต่างๆ จึงต้องเตรียมมาตรการรองรับ” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยรังสิต ยังเห็นว่า การรับมือกับสถานการณ์พลังงานในช่วงเวลานี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลเท่านั้น แต่ประชาชนเองก็ต้องปรับตัวและยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น ทั้งในเรื่องการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการเตรียมรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

“การสื่อสารที่ชัดเจนว่าประเทศกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ไม่ปกติ จะทำให้สังคมเข้าใจและพร้อมปรับตัวมากขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว การรับมือกับวิกฤตระดับโลกจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและประชาชน” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

ทั้งนี้ ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่า หากรัฐบาลสามารถสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โปร่งใส และอธิบายทิศทางการบริหารจัดการพลังงานของประเทศได้อย่างชัดเจน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะ และทำให้สังคมสามารถรับมือกับความผันผวนของสถานการณ์โลกได้อย่างมีสติและเป็นระบบมากขึ้น

สำหรับประชาชนขอให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องระดับโลก จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวัน ได้แก่ ใช้น้ำมันอย่างประหยัด และวางแผนการเดินทางล่วงหน้า , หลีกเลี่ยงการตุนเชื้อเพลิงเกินความจำเป็น ซึ่งอาจสร้างความตื่นตระหนกในสังคม , ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ , ปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานในชีวิตประจำวัน เช่น ใช้ระบบขนส่งสาธารณะ หรือเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

“ประชาชนก็จำเป็นต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก ทั้งในเรื่องพลังงาน เศรษฐกิจ และรูปแบบการใช้ชีวิต ซึ่งอาจต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ใหม่”

ท้ายที่สุด การรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกยุคปัจจุบัน ไม่ใช่ภาระของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐและประชาชน ทั้งในด้านการสื่อสารข้อมูล การใช้พลังงานอย่างมีสติ และการเตรียมพร้อมต่อความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

– 006

ชมสด!ประชุมสภาฯนัดแรก โหวตประธานสภาฯ-รอง ปธ.คนใหม่

ชมสด!ประชุมสภาฯนัดแรก โหวตประธานสภาฯ-รอง ปธ.คนใหม่

ชมสด!ประชุมสภาฯนัดแรก โหวตประธานสภาฯ-รอง ปธ.คนใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.56 น.

15 มีนาคม 2569 การประชุมนัดแรกของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 เริ่มเวลา 09.30 น.โดย นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ประธานสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราว เปิดการประชุม ระบุว่า เป็นครั้งแรกที่ทำหน้าที่ประธานชั่วคราวในการประชุมวันนี้ มีสมาชิกร่วมประชุมครบองค์ประชุม ซึ่งเรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามมาตรา 115 ของรัฐธรรมนูญ

ก่อนจะเปิดให้มีการเสนอชื่อประธานสภาผู้แทนราษฎร โดย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอชื่อ นายโสถณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร จากนั้น นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอชื่อ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคประชาชน ชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร

เหล่าผู้แทนฯดี๊ด๊า ตบเท้าประชุมสภาฯคึกคัก (ประมวลภาพ)

เหล่าผู้แทนฯดี๊ด๊า ตบเท้าประชุมสภาฯคึกคัก (ประมวลภาพ)

เหล่าผู้แทนฯดี๊ด๊า ตบเท้าประชุมสภาฯคึกคัก (ประมวลภาพ)

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.51 น.

เหล่า ’ผู้แทนฯ‘ ดี๊ด๊า ตบเท้าประชุมสภาฯคึกคัก! ’ภูมิใจไทย‘ พรึ่บแต่งโทนน้ำเงินพร้อมเพรียง ขณะที่พรรคอื่นทักทายจับมือกันชื่นมื่น

15 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 09.28น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร  ชุดที่ 27 ปีที่1 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อให้สส. ได้กล่าวปฏิญาณตนก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่และเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาฯ สำหรับบรรยากาศการประชุมก่อนการประชุม  สส.แต่ละพรรคเดินเข้าห้องประชุม ซึ่งเป็นไปด้วยความคึกคัก

โดยพรรคภูมิใจไทยพร้อมใจกันใส่เสื้อโทนสีน้ำเงิน นำทีมโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค เดินเข้าห้องประชุมเคียงคู่มากับนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ ของพรรคภูมิใจไทย พร้อมบรรดาแกนนำพรรค เดินเข้าห้องประชุมอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งจัดโซนให้นั่งพรรคร่วมรัฐบาล จะอยู่ฝั่งซ้ายห้องประชุม ขณะที่ฝ่ายค้านจะอยู่ฝั่งขวาของห้องประชุม 

โดยพรรคภูมิใจไทย ได้นัดกันใส่เสื้อโทนสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีของพรรค นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะสส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เดินนำสส.เข้าสู่ห้องประชุม เคียงข้างมากับนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ แคนดิเดตประธานสภาฯ ของพรรคภูมิใจไทย ได้เดินทักทาย สส.ต่างพรรค โดยมีนายจุลพันธ์ อรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เข้าไปจับมือด้วยความยินดี 

ขณะที่พรรคเพื่อไทย 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้นั่งเคียงคู่กัน นำโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สส.บัญชีรายชื่อ โดยมีสส.พรรคเพื่อไทย เข้าไปถ่ายรูปเป็นระยะๆ

นอกจากนี้แล้วยังพบว่านายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม. พรรคประชาชน ได้เดินเข้าไปจับมือและพูดคุย กับนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย แคนดิเดต รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ของพรรคเพื่อไทยด้วย

อย่างไรก็ตามในส่วนของพรรคกล้าธรรม ที่นั่งอยู่ด้านหน้าห้องประชุม ได้เดินเข้ามาพร้อมกัน โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ ประธานที่ปรึกษาพรรค นำสส.พรรค เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

ธรรมนัส เผยมติกล้าธรรม งดออกเสียงโหวตประธานสภาฯ-รองประธาน

ธรรมนัส เผยมติกล้าธรรม งดออกเสียงโหวตประธานสภาฯ-รองประธาน

ธรรมนัส เผยมติกล้าธรรม งดออกเสียงโหวตประธานสภาฯ-รองประธาน

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.38 น.

“ธรรมนัส”เผยมติ”กล้าธรรม” งดออกเสียงโหวตประธานสภาฯ-รองประธาน กำชับ สส.ศึกษาข้อบังคับก่อนพูด ลั่นทำหน้าที่ให้ดีเพราะคนที่บ้านดูอยู่

15 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 09.20 น.ที่ห้อง 202 อาคารรัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ร่วมเป็นประธานการประชุม สส.เพื่อหารือถึงทิศทางการโหวตประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ

โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกที่เข้าสู่การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เต็มรูปแบบหลังจากที่เมื่อวันที่ 14 มี.ค.ก็ยินดีกับทุกท่านที่มาถึงวันนี้ ทุกคนมีความยากลำบากกว่าจะมาถึงวันนี้ ปฏิญาณตนเมื่อเข้าประชุมสภาเราก็ต้องกล่าวปฏิญาณตนทำหน้าที่ ซึ่งพวกท่านสามารถพูดได้ตลอดเวลา ท่านอยากจะพูดอะไรก็พูดได้แต่ก็ต้องอ่านข้อบังคับให้ดีๆ ตนเป็น สส.มา 3 สมัย ยังจำไม่ได้เลย ต้องทำหน้าที่ให้ดีเพราะคนที่บ้านดูอยู่ว่าเมื่อไหร่ท่านจะกดไมค์พูด ซึ่งก็มีการถ่ายทอดสดทีวีรัฐสภา โดยส่วนใหญ่จะมีการประชุม สส.ในวันพุธและวันพฤหัส ยกเว้นในกรณีที่มีวาระสำคัญ เช่น การประชุม 2 สภา สส.และ สว.

จากนั้นเวลา 09.25 น. ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยภายหลังประชุมพรรคกล้าธรรม ถึงทิศทางการโหวตประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ ว่า ที่ประชุม สส.พรรคกล้าธรรม มีมติงดออกเสียงในการเลือกประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ

เริ่มแล้ว!ประชุมสภาฯนัดแรก โสภณ ชิงดำ พริษฐ์ ศึกเก้าอี้ประธานสภาฯ (ประมวลภาพ)

เริ่มแล้ว!ประชุมสภาฯนัดแรก โสภณ ชิงดำ พริษฐ์ ศึกเก้าอี้ประธานสภาฯ (ประมวลภาพ)

เริ่มแล้ว!ประชุมสภาฯนัดแรก โสภณ ชิงดำ พริษฐ์ ศึกเก้าอี้ประธานสภาฯ (ประมวลภาพ)

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.19 น.

15 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 09.28 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) นัดแรก ที่มีนายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกอาวุโสสูงสุด อายุ90ปี ทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราวของที่ประชุม ทั้งนี้การเปิดประชุมนัดแรกเป็นไปอย่างล่าช้ากว่าเวลาที่นัดหมาย เกือบครึ่งชั่วโมง เนื่องจากรอความพร้อมของสมาชิก ทั้งนี้ เมื่อเปิดประชุมมา นายศิโรจน์ แพทย์พันธ์ุ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อ่านข้อบังคับการประชุมให้นายไพโรจน์ ที่มีอาวุโวสูงสุด ขึ้นมาทำหน้าที่ประธานฯชั่วคราว จากนั้นประธานฯ ได้แจ้งต่อที่ประชุมให้ สส.ทั้ง498 คน ที่ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และผ่านการรายงานตัวต่อสภาฯ ปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามมาตรา 115 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พร้อมกล่าวนำปฏิญาณตน

จากนั้นได้เข้าสู่ระเบียบวาระการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยประธานฯได้แจ้งต่อที่ประชุมถึงขั้นตอนการโหวตเลือกประธานสภาฯตามข้อบังคับการประชุมฯ ที่ผู้ได้รับการเสนอชื่อจะต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์ และเมื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อแสดงวิสัยทัศน์เสร็จสิ้นจะมีการลงมติต่อไป ทั้งนี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนลุกขึ้นเสนอชื่อ นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ โดยมีผู้รับรองถูกต้อง ขณะที่ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอชื่อ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ มีผู้รับรองถูกต้องเช่นกัน

จากนั้น นายโสภณ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า ตนต้องขอบพระคุณพรรคภูมิใจไทย สมาชิกพรรคภูมิใจไทยและสมาชิกที่ได้เสนอชื่อตนในการเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ตนอยู่ในสภานิติบัญญัติตนได้เห็นการทำงานตั้งแต่รุ่นสภารุ่นก่อน ตั้งแต่ยกชาร์จในการทำงานเพื่ออภิปรายให้ข้อมูล จนมาถึงยุคปัจจุบันใช้เอไอ ในการทำงาน ฉะนั้นจากประสบการณ์ที่เห็นก็มีทั้งจุดเด่นและจุดด้อย ตนหวังว่าในสภาชุดนี้จะได้ล้อมรวมเอาประสบการณ์ดีดีในอดีตและความรู้ทันสมัยในสมัยใหม่มาใช้ในการทำงานสภาให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อพี่น้องประชาชน

นายโสภณ กล่าวต่อว่า เราได้ขันอาสาพี่น้องประชาชนมาทำงานเพื่อพัฒนาแก้ปัญหาประเทศนี้โดยอำนาจหน้าที่ของประธานสภาและอำนาจหน้าที่ของสถาบันนิติบัญญัติก็คือสภาผู้แทนแห่งนี้มี 3 ประการ1.นำเรื่องที่พี่น้องประชาชนทุกข์ร้อนมาบอกกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการปรึกษาหารือ การตั้งกระทู้ หรือตั้งญัตติตนอยากเห็นสภานี้ได้ใช้กลไกนี้นำเรื่องทุกข์ร้อนมาบอกกล่าวเพื่อให้ฝ่ายบริหารไปปฏิบัติอย่างเป็นรูป 2.การตรวจสอบระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารอยากเห็นฝ่ายตรวจสอบที่มีคุณภาพและมีความสมดุลย์เป็นเหตุเป็นผลในการทำงานทั้งสองฝ่ายเพื่อพี่น้องประชาชน 3.การบัญญัติกฎหมาย ออกกฏหมาย เราทราบดีว่าขณะนี้สถานการณ์ของโลกอยู่ท่ามกลางวิกฤต ทั้งวิกฤตของการค้าเศรษฐกิจสังคมการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของโลก รวมถึงวิกฤตความขัดแย้งจนนำไปสู่สงคราม ตนอยากเห็นสภาแห่งนี้เป็นหลักฟันฝ่าวิกฤตเหล่านี้ไปเคียงคู่กับรัฐบาล คือใช้กฎหมายใช้นิติบัญญัติในการฝ่าวิกฤต 

“ในอดีตเราได้เห็นการเสนอกฎหมายส่วนใหญ่จะเป็นกฎหมายจากรัฐบาลครั้งนี้ ผมอยากเห็นเสนอกฎหมายที่ออกจากสภาแห่งนี้ให้สภาแห่งนี้เสนอกฎหมายต่างๆ ที่เป็นเครื่องมือสำหรับให้ฝ่ายบริหารไปทำงาน เราได้มีกฎหมายที่ล้าสมัยเป็นจำนวนมากทางไม่สามารถบังคับใช้ได้ทั้งไม่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ผมหวังว่าในสภาชุดนี้ในเรื่องนิติบัญญัติจะต้องสังคยานา กฎหมายเหล่านั้น กฎหมายที่ทันสมัยและเป็นอุปสรรคต่อพี่น้องประชาชนมาสังคายนาปรับปรุงยกเลิกให้เร็วที่สุด ส่วนกฎหมายกฎหมายใหม่ที่จะมานำเสนอเพื่อเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารได้ไปทำงานเป็นกฎหมายที่ต้องทันสมัยเป็นกฎหมายที่ทันกับเหตุการณ์การพัฒนาการของโลกและวิวัฒนาการของประเทศปัญหาของประเทศให้ทัน ไม่ไม่ว่าจะเป็นการค้าต่างประเทศหรือสังคมจะต้องใช้กฎหมายที่ทันสมัยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ” นายโสภณ กล่าว

นายโสภณ กล่าวต่อว่า ในอดีตเราเห็นการเสนอกฎหมายใช้เวลา สมัยประชุมหรือแม้แต่สมัยสภาผู้แทนราษฎรยังไม่สามารถออกกฏหมายได้ ฉะนั้นในความเห็นของตน คิดว่าประชาชนไม่พึงปรารถนา ที่จะให้สภานี้ใช้วาทกรรม เอาชนะกันโดยไม่คำนึงถึงผลที่จะได้รับ ตนคิดว่าประชาชนอยากเห็นการบัญญัติกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือที่จะให้รัฐบาลไปทำอย่างเป็นรูปธรรม ฉะนั้นหวังอย่างยิ่งว่าสมาชิกในสภาแห่งนี้จะได้ร่วมแรงร่วมใจกันในการทำงานในการเสนอกฎหมาย

“สภาแห่งนี้เป็นสภาที่พึ่งที่หวังของประชาชนเป็นต้นแบบถ้าเราไม่สามารถที่จะทำสภาแห่งนี้เพื่อสร้างความศรัทธาเพื่อเป็นเกียรติเป็นศรีให้ ให้เป็นสภาที่สง่างามเราก็ยากที่จะทำให้คำว่าประชาธิปไตย เกิดขึ้นในประชาธิปไตยที่เราต้องการในการที่เราจะนำพาไปพัฒนาประเทศ ในส่วนของตนในฐานะ ที่ได้รับเสนอชื่อ ตนก็ภาวนาที่จะทำงานอย่างเที่ยงธรรมซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพี่น้องประชาชน จรรโลงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” นายโสภณ กล่าว

ขณะที่ นายพริษฐ์ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ตอนหนึ่งว่า ตนเข้าใจดีว่าการเสนอชื่อตนในวันนี้ เป็นการเสนอชื่อที่ไม่ได้คาดหวังให้เป็นผู้ได้รับเลือกเข้าไปให้ทําหน้าที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะตั้งแต่ผลการเลือกตั้ง วันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา พวกเราพรรคประชาชนชัดเจนมาโดยตลอด ว่าเราเคารพสิทธิของพรรคอันดับหนึ่ง ในการเดินหน้าเป็นแกนนําจัดตั้งรัฐบาล และวันนี้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไป ว่าได้รวบรวมเสียงครบเพียงพอแล้ว และคงถูกพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย ในการเลือกประธานสภา แต่ในฐานะแกนนําพรรคฝ่ายค้าน พรรคประชาชนเรามองว่า บทบาทของเราไม่ได้จํากัดอยู่เพียงแค่การตรวจสอบรัฐบาล และการผลักดันกฎหมายในสภาเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบทบาทของการแสดงวิสัยทัศน์ และทิศทางที่เราเห็นว่าประเทศนั้น ควรจะเดินไป เพื่อเป็นข้อเสนอแนะให้รัฐบาลได้รับไว้พิจารณา และเพื่อให้เป็นทางเลือกให้ประชาชนใช้ประกอบการตัดสินใจในอนาคต

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ภารกิจที่สําคัญที่สุดของประธานสภาฯในเวลานี้ คือการกอบกู้ความไว้วางใจ ที่พี่น้องประชาชนมีต่อนักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร แม้สภาผู้แทนราษฎรจะเป็นองค์กรเดียวในระดับชาติที่มาจากการเลือกของประชาชน แต่หลายครั้งสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ก็กลับทําลายศรัทธาของประชาชนไปมากเช่นกัน หากถามว่า แล้วประธานสภาจะสามารถทําอะไรได้ในเรื่องนี้ ข้อบังคับการประชุมสภา ที่ 9(1) บัญญัติว่าประธานสภาต้องวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นกลางระหว่างพรรคการเมืองทุกพรรค ระหว่างสมาชิกทุกคน ใครหรือพรรคไหนทําผิดข้อบังคับประธานสภาก็ต้องตักเตือน หรือใครเสนอญัตติ กฎหมายอะไร ประธานสภาก็ต้องปฏิบัติด้วยมาตรฐานเดียวกัน

นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากอยากให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เป็นองค์กรที่พี่น้องประชาชนฝากความหวังไว้ได้ มี 4 เรื่องสำคัญ ที่ตนเองมองว่า 1.ประธานสภาคนต่อไปจะต้องไม่วางตัวเป็นกลาง ระหว่างการหยุดอยู่กับที่และการเดินไปข้างหน้า อยากเห็นสภาของเราใช้ประโยชน์มากกว่านี้ จากเทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อยกระดับประสิทธิภาพงานฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น การจัดทําระบบฐานข้อมูล ที่รวบรวมคําอภิปรายของ สส.ทั้งในห้องประชุมใหญ่และในห้องประชุมกรรมาธิการ และการเพิ่มความเป็นไปได้ของการประชุมออนไลน์ เพื่อให้สภาสามารถตอบสนองวิกฤตของประชาชนได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น โดยไม่ต้องรอวาระการประชุมปกติ 2.ต้องไม่วางตัวเป็นกลางระหว่างการปกปิดและความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าผู้แทนที่เขาเลือกเข้าไปทํางานและจ่ายเงินเดือนให้นั้น ทํางานคุ้มค่ากับภาษีหรือไม่ เช่นการจัดทําและเผยแพร่แดชบอร์ด เพื่อให้ประชาชนเข้ามาติดตามได้ทันที และการสนับสนุนให้มีการถ่ายทอดสดประชุมคณะกรรมาธิการเช่นเดียวกับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า 3.ต้องไม่วางตัวเป็นกลาง ระหว่างการเผาผลาญ กับการปกป้องภาษีของประชาชน ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน สิ่งสุดท้ายที่ประชาชนอยากเห็น คือการเห็นผู้แทนที่เขาเลือกเข้าไปใช้ภาษีอย่างฟุ่มเฟือย แต่ประธานสภาผู้ควรเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่นํามาใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง และสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นคือ สภาผู้แทนราษฎรที่ไม่ลงทุนกับการตกแต่งสภามากกว่าการแก้ไขปัญหาของประชาชน ดังนั้น หวังว่าประธานสภาคนต่อไป จะลุกขึ้นมาเป็นหัวหอกสําคัญปรับหรือตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่จําเป็น เพื่อประโยชน์ส่วนรวม แม้จะต้องขัดกับสมาชิกในที่นี้ 4.จะต้องไม่วางตัวเป็นกลางระหว่างอํานาจของใครไม่กี่คนกับอํานาจของประชาชน สภาฯชุดไหนที่ไม่ปกป้องอํานาจของประชาชน ความเหมือนกับสภาที่ไม่ปกป้องเหตุผลในการมีอยู่ขององค์กรตนเอง

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ปัจจุบันที่ประชาธิปไตยของเราถูกบีบให้อ่อนแอ อํานาจของประชาชนมีความอ่อนล้า เสียงของประชาชนถูกบีบให้เบาลง ตนเองหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประธานสภาคนถัดไปจะถือธงนํา ในการปกป้องเจตนารมณ์ของประชาชนทุกคน ไม่ให้ถูกขัดขวาง ถูกบิดเบือน โดยอํานาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน และต้องทําทุกวิถีทางเพื่อให้การได้มาขององค์กรอิสระ เป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยกลุ่มการเมือง แต่ไม่เป็นอิสระจากพี่น้องประชาชน ในฐานะตัวแทนจาก สส. 500 คนที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นประธานสภาจะต้อง มีบทบาทสําคัญในการรวมพลังทุกพรรค และสมาชิกทุกคน เพื่อมาตรวจสอบการเลือกตั้งที่ผ่านมา เพื่อทําให้สังคมเชื่อมั่นและมั่นใจว่า การเลือกตั้งครั้งถัดไปจะเสรี เป็นธรรม และโปร่งใส

“นอกจากนี้ ประธานสภาฯคนถัดไปยังต้องทําให้การเดินหน้าจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างมั่นคง รวดเร็ว เปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคน ทุกชุดความคิด เพื่อตอบสนองความต้องการ ที่ได้แสดงออกผ่านการทําประชามติ คําถามที่สําคัญที่สุดในวันนี้ อาจไม่ใช่คําถามว่า ใครเป็นประธานสภา แต่คือคําถามที่ว่า 4 ปีข้างหน้านี้ สภาฯ แห่งนี้จะยืนอยู่ข้างใคร ระหว่างประชาชนผู้ทรงอํานาจสูงสุดในประเทศ กับกลุ่มอํานาจไม่กี่กลุ่ม ที่อาจมีความพยายามในการครอบงําผู้แทนราษฎร” นายพริษฐ์ กล่าว

– 006

อัษฎางค์เตือนนักการเมือง ชำแหละ 6 จุดสลบพังเพราะด้อม นิ่งเฉยเท่ากับดับอนาคตตัวเอง

อัษฎางค์เตือนนักการเมือง ชำแหละ 6 จุดสลบพังเพราะด้อม นิ่งเฉยเท่ากับดับอนาคตตัวเอง

อัษฎางค์เตือนนักการเมือง ชำแหละ 6 จุดสลบพังเพราะด้อม นิ่งเฉยเท่ากับดับอนาคตตัวเอง

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.33 น.

15 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า พังเพราะด้อม | บทวิเคราะห์การตลาดทางการเมือง #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

นอกจากผมจะเรียนรัฐศาสตร์มา และผมก็เรียนบริหารธุรกิจมาด้วย วิชาการตลาดและการสร้างแบรนด์เป็นวิชาที่ผมทำคะแนนได้ดีมาก ดังนั้นผมอยากจะนำปัญหาเรื่องด้อมมาวิเคราะห์ให้ดูว่าเป็นอย่างไร และขอออกตัวก่อนว่า ผมไม่ได้เจาะจงที่ด้อมของใคร แต่พรรคการเมืองและนักการเมืองระดับแนวหน้าแต่ละคนมีด้อมกันทั้งนั้น และด้อมเหล่านี้ให้คุณและโทษไปพร้อมกัน

______________________________________________

ปรากฏการณ์ “ด้อมการเมือง” เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ และเป็น “โรคติดต่อทางการเมือง” ที่ลุกลามไปในหลายกลุ่ม
บทวิเคราะห์การตลาดทางการเมือง: #พังเพราะด้อม เมื่อ Brand Loyalty กลายพันธุ์เป็น Brand Toxicity
ในสมรภูมิการเมืองยุคดิจิทัล นักการเมืองและพรรคการเมืองมีสถานะไม่ต่างจาก “แบรนด์ (Brand)” หรือ “เมน (Main)” ส่วนกลุ่มผู้สนับสนุนระดับฮาร์ดคอร์ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “ด้อม” นั้น คือ “Brand Evangelist” หรือลูกค้าผู้ภักดีขั้นสุดยอด

______________________________________________

คำว่า “เมน” (Main) คืออะไร?
ในวัฒนธรรมแฟนคลับ (Fandom Culture) คำว่า “เมน” ย่อมาจากคำว่า “Main” ในภาษาอังกฤษ แปลว่า “หลัก” หรือ “ตัวหลัก” ครับ
ในวงการบันเทิงหมายถึง ศิลปินหรือดาราคนโปรดอันดับหนึ่งในวงกอดที่แฟนคลับคนนั้นทุ่มเทความรักและสนับสนุนอย่างเต็มที่
ในทางการเมืองและการตลาด เมื่อนำมาใช้ในบริบทนี้ “เมน” จะหมายถึง นักการเมือง พรรคการเมือง หรือผู้นำ ที่กลุ่มผู้สนับสนุน (ด้อม) มอบความจงรักภักดีให้สูงสุด (Brand Loyalty) เป็นศูนย์กลางความศรัทธาที่ด้อมพร้อมจะออกมาปกป้องและตอบโต้ทุกเสียงวิจารณ์

______________________________________________

ในทางทฤษฎีการตลาด การมี Evangelist (ลูกค้าผู้ภักดีขั้นสุดยอด) ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล แต่เมื่อใดก็ตามที่ความภักดี (Brand Loyalty) สูญเสียสมดุลและแปรเปลี่ยนเป็นความคลั่งไคล้ที่ปฏิเสธการตรวจสอบ ปรากฏการณ์ #พังเพราะด้อม จึงอุบัติขึ้น นี่คือวิกฤตทางการสื่อสารที่สามารถทำลายอนาคตของ “เมน” ได้อย่างย่อยยับ
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ขั้วการเมืองใดขั้วหนึ่ง แต่เป็น “พฤติกรรมร่วม” ที่เกิดขึ้นกับฐานแฟนคลับของหลายพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นด้อมสีใดก็ตาม เมื่อความรักทำงานร่วมกับอัลกอริทึม นี่คือกลไกความเสียหายที่แบรนด์การเมืองต้องเผชิญ

1. ดาบสองคมของ “ลูกค้าผู้ภักดีขั้นสุดยอด” (Brand Evangelist)
ในด้านดี “ด้อม” คือกระบอกเสียงที่สร้าง Earned Media มหาศาล ช่วยกระจายผลงาน (Organic Reach) และเป็นเกราะป้องกันแบรนด์ในยามวิกฤต (Crisis Defense)
แต่ “เส้นแบ่ง” ระหว่างผู้สนับสนุนที่ดีกับแฟนคลับที่เป็นพิษ (Toxic Fanbase) อยู่ที่ “การเปิดรับความเห็นต่าง” เมื่อด้อมเริ่มตั้งตนเป็นผู้พิทักษ์ (Gatekeeper) ที่กำหนดว่า “ห้ามวิจารณ์ ห้ามสงสัย ต้องสรรเสริญเท่านั้น” การปกป้องแบรนด์จะกลายเป็นการคุกคาม (Harassment) ต่อบุคคลภายนอกทันที

2. กับดัก Algorithm ที่ขยายความก้าวร้าว
พฤติกรรมก้าวร้าวของด้อมไม่ได้เกิดจากนิสัยส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ถูกหล่อหลอมโดยโครงสร้างของแพลตฟอร์ม โซเชียลมีเดียมีระบบ Algorithm ที่ให้รางวัลกับเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์โกรธหรือความขัดแย้ง เมื่อด้อมรวมหัวกันไป “ถล่ม” ผู้ที่ตั้งคำถาม อัลกอริทึมจะยิ่งดันโพสต์เหล่านั้นให้มองเห็นมากขึ้น ด้อมอาจคิดว่าตนกำลังชนะคดีในโลกออนไลน์ แต่ในความเป็นจริง พวกเขากำลัง “ประจานความคับแคบของแบรนด์” ให้คนทั้งแพลตฟอร์มเห็น

3. กลไกการทำลายล้างภาพลักษณ์แบรนด์
• การปล้นภาพลักษณ์ (Brand Hijacking): แม้ตัวนักการเมืองจะวางตัวเป็นผู้ใหญ่ สุขุม และมีเหตุผล แต่สังคมจะนำพฤติกรรมก้าวร้าวของด้อมมาประทับตราเป็น “ภาพลักษณ์ของนักการเมือง” ทันที แบรนด์ที่เคยดูน่าเชื่อถือจะกลายเป็นแบรนด์ที่เป็นพิษ
• การหดตัวของตลาด: การเติบโตทางการเมืองต้องอาศัยเสียงจากกลุ่มสวิงโหวต แต่ความก้าวร้าวของด้อมคือการสร้างกำแพงที่ผลักไสคนตรงกลางออกไป เพราะไม่มีใครอยากเอาตัวเข้ามาเสี่ยงในสังคมที่แตะต้องไม่ได้
• การทำลายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์: การที่ด้อมพุ่งเป้าโจมตีกระบอกเสียง สื่อ หรือนักวิเคราะห์ที่มีจุดยืนทางอุดมการณ์ใกล้เคียงกัน เพียงเพราะมีข้อสงสัยบางประการ คือการผลักมิตรให้เป็นศัตรู ทำให้แบรนด์โดดเดี่ยวในระยะยาว
• ความเสี่ยงต่อโครงสร้างแบรนด์: ในทางการเมืองมีทั้งแบรนด์บุคคล (นักการเมือง) และแบรนด์องค์กร (พรรคการเมือง) หากแบรนด์บุคคลถูกด้อมทำให้แปดเปื้อน ความเสียหายนั้นสามารถลุกลามไปบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของพรรค (House Brand) ได้ทั้งระบบ

4. กรณีศึกษา: การบริหารจัดการ Fandom
หากมองไปที่อุตสาหกรรม K-Pop ค่ายเพลงตระหนักดีถึงวิกฤต #พังเพราะด้อม พวกเขาจึงมีระบบจัดการที่เด็ดขาด เช่น การออกแถลงการณ์เตือน หรือแบล็กลิสต์แฟนคลับที่คุกคามผู้อื่น เพื่อรักษาสถานะ (Positioning) ของศิลปิน หรือในวงการการเมืองต่างประเทศ ผู้นำที่พึ่งพาฐานแฟนคลับสุดโต่ง (Populisim) มักจะเผชิญทางตันในการบริหารประเทศจริง เพราะฐานแฟนคลับเหล่านั้นสร้างความแตกแยกจนไม่สามารถหลอมรวมเสียงส่วนใหญ่ได้

5. ภาวะวิกฤตจากความเงียบของเมน
เมื่อแฟนคลับสร้างความเสียหายและคุกคามบุคคลอื่น หาก “เมน” เลือกที่จะนิ่งเฉย ไม่มีการออกมาปรามหรือกำหนดมารยาทร่วมกัน (Community Guidelines) ในทางการบริหารภาวะวิกฤต สังคมจะตีความว่านักการเมืองท่านนั้น “เห็นดีเห็นงาม” หรือ “ควบคุมฐานเสียงตัวเองไม่ได้” ซึ่งเป็นการลดทอนภาวะผู้นำลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

6. ทางออกและกลยุทธ์สำหรับนักการเมือง
นักการเมืองที่ชาญฉลาดต้องไม่ปล่อยให้ด้อมนำพาแบรนด์ไปสู่หายนะ “ความเงียบ” เมื่อแฟนคลับไปรังควานผู้อื่น จะถูกตีความว่าเป็นการเห็นพ้อง สิ่งที่ต้องทำคือ…
• การกำหนดกติกาและมารยาทของกลุ่มผู้สนับสนุนอย่างชัดเจน
• การออกมาปฏิเสธพฤติกรรมความรุนแรงหรือการคุกคามอย่างเป็นทางการ โดยเน้นย้ำว่า “เรารับฟังทุกคำวิจารณ์ และไม่สนับสนุนการโจมตีส่วนบุคคล” วิธีนี้ไม่ใช่การหักหลังแฟนคลับ แต่เป็นการดึงสติและยกระดับวุฒิภาวะของกลุ่มผู้สนับสนุน
• เปลี่ยนวัฒนธรรมการเชียร์จากการ “ปกป้องแบบหลับหูหลับตา” เป็นการ “สนับสนุนด้วยข้อเท็จจริงและผลงาน”

บทสรุป

ฐานแฟนคลับที่แข็งแกร่งคือพลัง แต่ฐานแฟนคลับที่ก้าวร้าวและปฏิเสธเหตุผลคือ “มะเร็งร้าย” ที่คอยกัดกินการเติบโต
ปรากฏการณ์ #พังเพราะด้อม เป็นกรณีศึกษาชั้นดีที่นักการตลาดและนักการเมืองต้องตระหนัก ว่าการปล่อยให้ผู้สนับสนุนทำตัวเป็นอันธพาลไซเบอร์ ท้ายที่สุดแล้ว คนที่ต้องจ่ายราคาแพงที่สุด… ก็คือตัวนักการเมืองที่พวกเขาพร่ำบอกว่ารักนั่นเอง

จับตากล้าธรรม งดออกเสียงโหวต โสภณ นั่งประธานสภาฯ

จับตากล้าธรรม งดออกเสียงโหวต โสภณ นั่งประธานสภาฯ

จับตากล้าธรรม งดออกเสียงโหวต โสภณ นั่งประธานสภาฯ

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.27 น.

จับตากล้าธรรม งดออกเสียงโหวต โสภณ นั่งประธานสภาฯ ด้าน สส.หลายคนอยากหนุนแคนดิเดตจากพรรคส้ม

15 มีนาคม 2569 รายงานข่าวจากพรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเผยถึงแนวทางการลงมติโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันเดียวกันนี้ โดยเบื้องต้น สส.ของพรรคจะงดออกเสียงให้กับ นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) หลังจากพรรคภูมิใจไทยมีมติเสนอชื่อพร้อมกับ นางมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 1 อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม สส.พรรคกล้าธรรม หลายคนมีความเห็นไปในแนวทางที่ต้องการโหวตสนับสนุนแคนดิเดตประธานสภาฯ จากพรรคประชาชน (ปชน.) จึงต้องติดตามว่าพรรคกล้าธรรมจะลงมติไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีเอกภาพหรือไม่

รัฐบาลเดินหน้า ผลักดันไทยศูนย์กลางถ่ายทำภาพยนตร์ภูมิภาคเอเชีย

รัฐบาลเดินหน้า ผลักดันไทยศูนย์กลางถ่ายทำภาพยนตร์ภูมิภาคเอเชีย

รัฐบาลเดินหน้า ผลักดันไทยศูนย์กลางถ่ายทำภาพยนตร์ภูมิภาคเอเชีย

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.59 น.

รัฐบาลเดินหน้าผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ของภูมิภาคเอเชีย เตรียมเข้าร่วมงาน FILMART 2026 ระหว่าง 17-20 มีนาคม ณ ฮ่องกง ตั้งเป้าดึงกองถ่ายฮ่องกง – จีน ลงทุนถ่ายทำในไทยกว่า 1,500 ล้านบาท

15 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมร่วมออกคูหานิทรรศการในงาน Hong Kong International Film and TV Market (FILMART) ระหว่างวันที่ 17 – 20 มีนาคม 2569 ณ Hong Kong Convention and Exhibition Centre เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยตั้งเป้าดึงดูดกองถ่ายภาพยนตร์และซีรีส์จากฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย คาดสร้างมูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 1,500 ล้านบาท

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า การเข้าร่วมงานครั้งนี้ กรมการท่องเที่ยวจะนำเสนอข้อมูลศักยภาพของประเทศไทย ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับนานาชาติ พร้อมประชาสัมพันธ์ มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย (Cash Rebate) สูงสุด 30% รวมถึงการขออนุญาตถ่ายทำ และการอำนวยความสะดวกของหน่วยงานภาครัฐ ระบบการให้บริการด้านกองถ่าย สถานที่ถ่ายทำที่หลากหลาย สตูดิโอ อุปกรณ์การถ่ายทำ และบุคลากรด้านการผลิตภาพยนตร์ที่มีความพร้อมในการรองรับกองถ่ายจากทั่วโลก

“สถิติการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ปี 2568 พบว่า กองถ่ายจากฮ่องกงเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยเป็น อันดับที่ 7 สร้างมูลค่าการลงทุนกว่า 302 ล้านบาท ขณะที่กองถ่ายจากสาธารณรัฐประชาชนจีน อยู่ใน อันดับที่ 3 ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 372 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความสนใจของผู้ผลิตคอนเทนต์จากทั้งสองตลาดที่มีต่อประเทศไทย การเข้าร่วมงาน Hong Kong International Film and TV Market (FILMART) ถือเป็นโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์ศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ของภูมิภาคเอเชีย พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้ผลิตภาพยนตร์ ผู้จัดจำหน่ายคอนเทนต์ และผู้ให้บริการด้านการผลิตจากนานาประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดกองถ่ายต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว