ชาดา จี้กระทรวงพลังงานทบทวนโครงสร้างราคา ชี้ประชาชนยังไม่ได้ประโยชน์แท้จริง

ชาดา จี้กระทรวงพลังงานทบทวนโครงสร้างราคา ชี้ประชาชนยังไม่ได้ประโยชน์แท้จริง

ชาดา จี้กระทรวงพลังงานทบทวนโครงสร้างราคา ชี้ประชาชนยังไม่ได้ประโยชน์แท้จริง

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.35 น.

ชาดา จี้กระทรวงพลังงานทบทวนโครงสร้างราคา ชี้ประชาชนยังไม่ได้ประโยชน์จาก ปตท.-พลังงานทดแทนอย่างแท้จริง

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นายชาดา ไทยเศรษฐ์ กล่าวอภิปรายถึงการดำเนินงานของกระทรวงพลังงาน โดยระบุว่า แม้ไม่ต้องการกล่าวถึงรายละเอียดด้านงบประมาณ แต่ต้องการสะท้อนมุมมองของประชาชนที่มีต่อกระทรวงพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานด้านการไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันยังถูกตั้งคำถามอย่างมากว่า การบริหารจัดการด้านพลังงานสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่

นายชาดา กล่าวว่า โครงสร้างราคาน้ำมันของประเทศไทยยังมีความซับซ้อนและไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทั้งราคาหน้าโรงกลั่น ราคาขายส่ง และราคาหน้าสถานีบริการ ทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่า ราคาน้ำมันที่ต้องจ่ายนั้นเกิดจากต้นทุนหรือองค์ประกอบใดบ้าง

“สำหรับประชาชน ราคาน้ำมันที่ลดลงเพียง 50 สตางค์หรือ 1 บาทต่อลิตร ก็ถือว่ามีความหมายต่อค่าครองชีพแล้ว กระทรวงพลังงานจึงต้องกลับไปทบทวนว่า จะสามารถทำให้โครงสร้างราคามีความโปร่งใส เป็นธรรม และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนได้มากกว่านี้หรือไม่” นายชาดา กล่าว

นายชาดา ยังตั้งคำถามถึงบทบาทของ ปตท. ซึ่งภาครัฐถือหุ้นอยู่ในสัดส่วนร้อยละ 51 ว่า ในช่วงที่ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ปตท.สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกช่วยลดภาระค่าครองชีพ หรือเป็นผู้นำในการดึงราคาพลังงานให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมได้มากน้อยเพียงใด

ขณะเดียวกัน ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนว่า ธุรกิจด้านพลังงานอาจกลายเป็นพื้นที่แห่งผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มทุนเอกชน ผู้บริหาร และผู้มีอำนาจในวงการพลังงาน โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสถานีบริการน้ำมันและธุรกิจค้าปลีก ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งสร้างความโปร่งใสและชี้แจงให้สังคมเกิดความเชื่อมั่น

สำหรับนโยบายพลังงานทดแทน นายชาดา ระบุว่า ที่ผ่านมาประโยชน์ส่วนใหญ่ยังตกอยู่กับบริษัทเอกชนหรือกลุ่มทุนที่มีความพร้อมในการลงทุน เช่น โครงการโซลาร์ฟาร์ม ขณะที่ประชาชนทั่วไปยังไม่สามารถเข้าถึงการผลิตและใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีต้นทุนสูง ขั้นตอนยุ่งยาก และติดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ

นายชาดา เสนอว่า รัฐบาลและกระทรวงพลังงานควรปรับแนวทางการส่งเสริมพลังงานทดแทน โดยเปิดโอกาสให้ครัวเรือนและประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง รวมถึงขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบได้อย่างสะดวก เป็นธรรม และไม่ถูกขัดขวางด้วยกลไกที่ซับซ้อน

“พลังงานทดแทนต้องไม่ใช่โอกาสของกลุ่มทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นสิทธิและโอกาสของประชาชนด้วย หากประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้วสามารถลดค่าไฟหรือสร้างรายได้จากไฟฟ้าส่วนเกินได้จริง จึงจะถือว่าเป็นนโยบายที่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง” นายชาดา กล่าว

นายชาดา ยังกล่าวถึงนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า หรือรถอีวี โดยตั้งคำถามว่า หน่วยงานภาครัฐและกระทรวงพลังงานได้นำรถอีวีมาใช้ในหน่วยงานของตนเองอย่างจริงจังแล้วหรือไม่ ทั้งที่ปัจจุบันหน่วยงานราชการทั่วประเทศมีค่าใช้จ่ายในการเช่าและจัดซื้อรถยนต์ รวมถึงค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นจำนวนมากในแต่ละปี

ทั้งนี้ หากภาครัฐทยอยปรับเปลี่ยนรถราชการที่ใช้งานในกรุงเทพมหานครและเขตเมืองมาเป็นรถอีวี ซึ่งมีราคาอยู่ที่ประมาณคันละ 500,000-600,000 บาท อาจช่วยประหยัดงบประมาณค่าน้ำมัน ลดค่าใช้จ่ายระยะยาว และลดปัญหามลพิษทางอากาศได้อย่างเป็นรูปธรรม

“เราไม่ควรพูดเรื่องพลังงานสะอาดหรือรถอีวีเพียงในระดับนโยบาย แต่หน่วยงานของรัฐต้องเป็นตัวอย่างและเริ่มลงมือทำก่อน ต้องคำนวณให้ชัดว่า รถราชการหนึ่งคัน หากเปลี่ยนเป็นรถอีวีแล้วจะประหยัดเงินภาษีประชาชนได้เท่าไร เพราะสุดท้ายแล้วทุกนโยบายต้องตอบให้ได้ว่า ประชาชนได้รับประโยชน์อะไร” นายชาดา กล่าว

ไทย-จีน ลงนาม 2 MOU ด้านการกักกันและสุขลักษณะสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

ไทย-จีน ลงนาม 2 MOU ด้านการกักกันและสุขลักษณะสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

ไทย-จีน ลงนาม 2 MOU ด้านการกักกันและสุขลักษณะสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.07 น.

ไทย–จีน ลงนาม 2 MOU ด้านการกักกันและสุขลักษณะสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เสริมสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับความร่วมมือภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมลงนามในพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดการกักกันและสุขลักษณะสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคที่จะส่งออกจากประเทศไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน กับนางซุน เหมยจวิน รัฐมนตรีว่าการสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ในห้วงการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายหลี่ เฉียง (Li Qiang) นายกรัฐมนตรีจีน และนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน 

พิธีสารดังกล่าวฯ เป็นผลจากการหารือและเจรจาร่วมกันระหว่างกรมประมงและสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สำหรับเป็นกรอบความร่วมมือด้านการตรวจสอบ การกักกัน และสุขลักษณะสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของทั้งสองประเทศ และสนับสนุนการกำกับดูแลการค้าสัตว์น้ำระหว่างไทยและจีนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมืออันใกล้ชิดระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนในการยกระดับระบบการกำกับดูแลด้านสุขอนามัยสัตว์น้ำให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่ทั้งสองฝ่ายกำหนด อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการส่งออกสัตว์น้ำของประเทศไทย และสนับสนุนความร่วมมือด้านการค้าสัตว์น้ำระหว่างทั้งสองประเทศให้มีความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยส่งออกสัตว์น้ำมีชีวิตเพื่อการบริโภค ประมาณ 1,850 ล้านบาท หากลงนามพิธีสารคาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น กว่า 500 ล้านบาท

ในโอกาสเดียวกัน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท พลังงานน้ำ และการชลประทาน (Memorandum of Understanding on Cooperation in the Field of Rural Water, Hydropower and Irrigation) กับนายหลี่ กั๋วอิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

สำหรับบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ครอบคลุมความร่วมมือด้านการจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท การชลประทาน การบริหารจัดการอุทกภัยและภัยแล้ง เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระหว่างสองประเทศ และยกระดับความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำระหว่างไทยและจีนให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม การวิจัยร่วม การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของทั้งสองประเทศ อีกด้วย

“ความร่วมมือระหว่างไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ด้านการเกษตรของทั้งสองประเทศ โดยจะช่วยต่อยอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการน้ำ ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการค้าสัตว์น้ำ เสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ความมั่นคงทางอาหาร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตรไทย เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืนในระยะยาว” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

ทร.เคาะบริษัทต่อ เรือฟริเกต แล้ว รอ ผบ.ทร. อนุมัติ ยังไม่ชัดแถลงเมื่อไหร่

ทร.เคาะบริษัทต่อ เรือฟริเกต แล้ว รอ ผบ.ทร. อนุมัติ ยังไม่ชัดแถลงเมื่อไหร่

ทร.เคาะบริษัทต่อ เรือฟริเกต แล้ว รอ ผบ.ทร. อนุมัติ ยังไม่ชัดแถลงเมื่อไหร่

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.17 น.

ทร.เคาะบริษัทต่อเรือ“ ฟริเกต” แล้ว รอ ผบ.ทร. อนุมัติ ส่งต่อ“ ปลัด กห.”ลงนามจ้าง  ยังไม่ชัดแถลงผลเมื่อไหร่

20 ก.ค. พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์  ผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าวถึงความคืบหน้าในการพิจารณาบริษัทเอกชนต่อเรือฟริเกตลำที่1 ตามแผนงบประมาณปี 2569ว่า “น่าจะได้ข้อสรุปในสัปดาห์นี้”

ทางด้าน พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์  โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า คณะกรรมการคัดเลือกเอกชนจ้างต่อเรือฟริเกจะรายงานผลการพิจารณา ไปยังผู้บัญชาการทหารเรือในสัปดาห์นี้ จากนั้นจะส่งรายงานบริษัทที่รับการคัดเลือกให้ทางปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่ออนุมัติการจ้างตามขั้นตอนกฎหมาย ซึ่งยังไม่ทราบ ระยะเวลาว่าจะเป็นเมื่อใด เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ ทางกองทัพเรือก็จะเป็นผู้พิจารณาในเรื่องการแถลงข่าวให้สื่อมวลชนทราบต่อไป

มีรายงานว่า คณะกรรมการฯได้รายงานผลให้ ผู้บัญชาการทหารเรือรับทราบเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่ ผู้บัญชาการทหารเรือ จะอนุมัติลงนาม เพื่อส่งเรื่องไปยังกองบัญชาการกองทัพไทย และสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมต่อไป โดยขั้นตอนสุดท้ายคือ การอนุมัติของปลัดกระทรวงกลาโหม

ทั้งนี้ กองทัพเรือ จะเป็นหน่วยงานที่พิจารณากำหนดวันแถลงข่าวโดยยึดขั้นตอนตาม ข้อ42ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการซื้อจ้าง ระบุว่า เมื่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐให้ความเห็นชอบ รายงานผลการพิจารณาให้ผู้มีอำนาจ อนุมัติการสั่งซื้อหรือสั่งจ้างแล้ว ให้หัวหน้าเจ้าหน้าที่ประกาศผลผู้ชนะ การซื้อหรือจ้าง ในระบบเครือข่ายสารสนเทศ ตามวิธีการของกรมบัญชีกลางกำหนดและของหน่วยงาน ของรัฐตามระเบียบของกรมบัญชีกลาง และให้ปิดประกาศโดยเปิดเผย หรือ ณ หน่วยงานนนั้นๆ และแจ้งผู้เสนอราคาทุกรายทราบผ่านทางจดหมายอิเลคทรอนิกส์

เกษตรฯ ชูธง องค์กรดิจิทัลอัจฉริยะ นำ AI-Data Hub ปฏิรูปภาคเกษตรเต็มรูปแบบ

เกษตรฯ ชูธง องค์กรดิจิทัลอัจฉริยะ นำ AI-Data Hub ปฏิรูปภาคเกษตรเต็มรูปแบบ

เกษตรฯ ชูธง องค์กรดิจิทัลอัจฉริยะ นำ AI-Data Hub ปฏิรูปภาคเกษตรเต็มรูปแบบ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.56 น.

เกษตรฯ ขับเคลื่อน “องค์กรดิจิทัลอัจฉริยะ” เดินหน้านำ AI-Data Hub ขับเคลื่อนภาคการเกษตร ชูธง Quick Win ยางพารา-ข้าว-ปาล์ม-โคกระบือ ลุยตรวจสอบย้อนกลับรับมาตรการ EUDR เพิ่มมูลค่าสินค้าไทยในตลาดโลก

นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลเทคโนโลยีสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพงศ์ไท ไทโยธิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134 -135 ว่า กระทรวงเกษตรฯ มุ่งมั่นยกระดับไปสู่การเป็น “องค์กรดิจิทัลอัจฉริยะ (Smart & Digital Organization)” ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) เพื่อลดความซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ และส่งมอบบริการที่แม่นยำแก่เกษตรกร โดยปัจจุบันได้เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การประกาศใช้นโยบายการกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance Policy) การเชื่อมโยงระบบ SSO MOAC แล้ว 20 หน่วยงาน และรวบรวมคลังข้อมูลกลาง (MOAC Data Hub) ประมาณ 159 ชุดข้อมูล จาก 22 หน่วยงาน พร้อมทั้งเร่งรวบรวมบริการ E-Service กว่า 233 ระบบ มาไว้บนแพลตฟอร์มกลาง (Single Portal) เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูล ดิน น้ำ ปุ๋ย และการตลาด ได้สะดวกครบจบในจุดเดียว ควบคู่ไปกับการวางกรอบ MOAC Agri AI Framework นำ AI มาช่วยปฏิบัติงานและให้บริการองค์ความรู้เฉพาะทาง พร้อมเร่งขับเคลื่อนโครงการนำร่อง (Quick Win) ในกลุ่มสินค้าเกษตรสำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และโค กระบือ ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2569 เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการเสนอขอจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2571 สำหรับการพัฒนาระบบการให้บริการดิจิทัลอัจฉริยะให้ครอบคลุมสินค้าเกษตรทุกประเภทต่อไป

สรวุฒิ เนื่องจำนงค์

ด้าน นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง (MCIO) ได้สนับสนุนการบูรณาการระบบและข้อมูลร่วมกันภายในหน่วยงาน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ง่าย เพื่อบันทึกข้อมูลการผลิตและตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการรองรับมาตรการ EUDR (European Union Deforestation Regulation) ของยุโรปที่คาดว่าจะบังคับใช้ภายในสิ้นปี 2569 ทั้งนี้ ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตยางพารารายใหญ่จะได้เปรียบทางการค้าอย่างมหาศาล หากสามารถพิสูจน์แหล่งที่มาของสินค้าว่าไม่ได้บุกรุกพื้นที่ป่า นอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกยางพาราไปยังกลุ่มผู้ผลิตล้อรถยนต์และอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกแล้ว ยังส่งผลดีต่อพี่น้องเกษตรกรให้มีโอกาสได้รับราคายางพาราเพิ่มขึ้นถึง 2.5 บาทต่อกิโลกรัม อีกด้วย
ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายด้านเทคโนโลยีเป็นไปอย่างคล่องตัว รวดเร็ว และปลอดภัยสูงสุด ที่ประชุมได้มีมติยกระดับโครงสร้างการทำงานด้วยการปรับลดคณะทำงานจากเดิม 8 ชุด ให้เหลือเพียง 2 คณะทำงานหลัก ได้แก่ 1) คณะทำงานบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีอัจฉริยะด้านการเกษตร และ 2) คณะทำงานบูรณาการด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อเร่งพัฒนาระบบ Cloud คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเกษตรกรอย่างเข้มงวด และวางระบบการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) ให้ถูกต้องตามกฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการใช้นวัตกรรมดิจิทัลสร้างความยั่งยืนและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

สรวุฒิ เนื่องจำนงค์
สรวุฒิ เนื่องจำนงค์
สรวุฒิ เนื่องจำนงค์
สรวุฒิ เนื่องจำนงค์
สรวุฒิ เนื่องจำนงค์
สรวุฒิ เนื่องจำนงค์

สึหศักดิ์ ร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะระหว่างนายกฯไทย กับนายกฯจีน ในโอกาสการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ

สึหศักดิ์ ร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะระหว่างนายกฯไทย กับนายกฯจีน ในโอกาสการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ

สึหศักดิ์ ร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะระหว่างนายกฯไทย กับนายกฯจีน ในโอกาสการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.06 น.

“สึหศักดิ์” ร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะระหว่างนายกฯไทย กับนายกฯจีน ในโอกาสการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง ในโอกาสการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ

ทั้งสองฝ่ายชื่นชมความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างไทย – จีนในทุกระดับ และเห็นพ้องที่จะกระชับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน และได้ประกาศจัดตั้งกลไกการหารือทวิภาคีว่าด้วยความมั่นคงไทย – จีน แบบ 2+2 ระดับรัฐมนตรี โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศเป็นประธานร่วมและจะเพิ่มพูนความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงานสะอาด เศรษฐกิจดิจิทัล และการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ

ในโอกาสเดียวกันนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาค รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน-จีน และกลไกความร่วมมือพหุภาคีต่าง ๆ เพื่อร่วมส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาที่ยั่งยืนของภูมิภาค

อนึ่ง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เข้าร่วมการวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชน การหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน และพิธีการต้อนรับอย่างเป็นทางการและตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ รวมถึงการร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงสำคัญระหว่างหน่วยงานภาครัฐของไทยกับจีน จำนวน 15 ฉบับ ครอบคลุมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การเกษตร สาธารณสุข วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การป้องกันการหลอกลวงทางการเงิน การศึกษา และสื่อมวลชน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือไทย – จีน  และสร้างประโยชน์แก่ประชาชนทั้งสองประเทศในระยะยาวต่อไป
 

‘สุรเดช’ ชี้ ยกเครื่องมาตรการคัดกรอง-พิสูจน์รายได้ หลังถูกโวยปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

'สุรเดช' ชี้ ยกเครื่องมาตรการคัดกรอง-พิสูจน์รายได้ หลังถูกโวยปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

‘สุรเดช’ ชี้ ยกเครื่องมาตรการคัดกรอง-พิสูจน์รายได้ หลังถูกโวยปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.12 น.

‘สุรเดช’ ชี้ ยกเครื่องมาตรการคัดกรอง-พิสูจน์รายได้ หลังถูกโวยปมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  แนะใช้กลไกท้องถิ่นสำรวจ เหตุใกล้ชิดปชช.-ได้ข้อมูลเร็ว เป็นปัจจุบันมากกว่า
 
นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์มาตรการคัดกรองคุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า เป็นอีกครั้งที่ต้องมีการปรับเกณฑ์และเงื่อนไขในการรับสิทธิ สวัสดิการ และการช่วยเหลือของรัฐ ก่อนหน้านี้เคยเกิดปัญหาในช่วงลงทะเบียนรับสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60 : 40 ล่าสุดเรื่องโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งพบว่า มีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในปีนี้ ไปยื่นอุทธรณ์ทวงสิทธิ์ ตัวเลขเมื่อวันที่ 20 ก.ค. มีมากถึง 2.7 ล้านราย เรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือ เรื่องการถือครองรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ ทำให้เสียสิทธิดังกล่าวไป ทั้งที่รถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์บางคันเก่า พัง จอดทิ้งไว้เฉยๆ รวมถึงมีฐานะยากจน หรือกรณีนักศึกษานอกระบบแห่กันลาออก เพราะกลัวว่า จะไม่ได้รับสิทธิ  ซึ่งรัฐบาลพยายามจะแก้ปัญหา โดยการเสนอให้กระทรวงการคลังทบทวนหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็วๆ นี้ 

‘ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมที่รัฐบาลรับฟังเสียงสะท้อน วิพากษ์วิจารณ์ หากแต่เรื่องการพิสูจน์สิทธิ หรือที่บางคนเรียกว่า พิสูจน์ความจน ความแม่นยำ และความครอบคลุมของระบบคัดกรอง การใช้เกณฑ์รายได้ สินทรัพย์ หรือเงื่อนไขการใช้สิทธิทางภาษีเป็นตัวตั้งเพียงอย่างเดียว มักเกิดปัญหาตกหล่นแทบทุกรอบ รวมถึงปัญหาคนจนจริงๆไม่ได้ แต่คนได้จนไม่จริง และแม้เราจะพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อความสะดวก แต่สุดท้ายแล้วก็ยังมีช่องว่างสำหรับประชาชนในพื้นที่ห่างไกลอยู่ดี และทำให้การช่วยเหลือของรัฐไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง’

นายสุรเดช กล่าวว่า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต หรือเกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด ตนจึงอยากเสนอแนะรัฐบาลให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ รวมถึงปรับปรุงระบบคัดกรอง โดยเปลี่ยนจากการวัดรายได้แบบตายตัว มาเป็นการประเมินความเปราะบางแบบรอบด้าน ให้ความสำคัญกับภาระค่าใช้จ่ายจริง และภาวะพึ่งพิงของแต่ละครัวเรือน 

นายสุรเดช กล่าวว่า นอกจากนี้ ต้องเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลภาครัฐ (Big Data) ร่วมกับสถาบันการเงินและท้องถิ่นให้เป็นปัจจุบันที่สุด เพื่อลดภาระให้ประชาชน ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องใช้กลไกท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะในเรื่องการตรวจสอบและรับรองสิทธิ เพื่อเก็บข้อมูล ซึ่งจะมีความแม่นยำมากกว่าส่วนกลาง

‘กระทรวงมหาดไทยที่กำกับดูแลท้องถิ่นคือ เครื่องมือสำคัญของภาครัฐที่นำมาใช้ประโยชน์ในเรื่องนี้ได้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอีก ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายก อบต. นายกเทศมนตรี หรือแม้แต่ อสม. คนเหล่านี้ใกล้ชิดกับชุมชน รู้ข้อมูลแต่ละครัวเรือน อย่างกรณีเรื่องรถยนต์ รถเตอร์ไซค์ สามารถเข้าไปตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว และรายงานข้อมูลเข้ามาเก็บยังภาครัฐได้ เพื่อจะใช้ในโอกาสต่อไป ไม่จำเป็นจะต้องให้ประชาชนเดินทางมายื่นอุทธรณ์ ทำเอกสารอะไรให้ยุ่งยาก ที่จะเป็นภาระกับประชาชน’ นายสุรเดช ระบุ

นายสุรเดช กล่าวว่า ตนเห็นว่า รัฐบาลควรยกระดับบทบาทของบัตรสวัสดิการจากการเป็นเพียงเงินอุดหนุน เงินช่วยเหลือ ค่าครองชีพ ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราวมาใช้เครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยอาจปรับเงื่อนไขการใช้วงเงินให้กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากด้วยการสนับสนุนให้ใช้จ่ายกับร้านค้าชุมชน วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ ซึ่งเป็นมาตรการช่วยเหลือในระยะยาว แทนการไหลเวียนกลับไปสู่กลุ่มทุนขนาดใหญ่

ทบ. เผย ‘เนติวิทย์’ ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร​แล้ว หลังอายุครบ 30 ปี ปลดเป็นกองหนุนชั้น 2

ทบ. เผย ‘เนติวิทย์’ ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร​แล้ว หลังอายุครบ 30 ปี ปลดเป็นกองหนุนชั้น 2

ทบ. เผย ‘เนติวิทย์’ ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร​แล้ว หลังอายุครบ 30 ปี ปลดเป็นกองหนุนชั้น 2

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.

“รองโฆษก ทบ.” เผย”เนติวิทย์” ไม่ต้องกลับมาเกณฑ์ทหาร​แล้ว หลังอายุครบ 30 ปี ถูกปลดเป็นทหารกองหนุนชั้นที่ 2 

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวภายหลัง ศาลพิพากษา จำคุก 6 เดือน นายเนติวิทย์  โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรมการเมือง แสดงอารยะขัดขืนไม่เข้าร่วมกับการบังคับเกณฑ์ทหาร แต่ไม่เคยต้องโทษมาก่อนให้รอการลงโทษ 1 ปี

กรณีนี้จากการสอบถามจากหน่วยบัญชาการรักษาดินแดนทราบว่าจำเลย มีอายุครบ 30 ปี​ ​ ในช่วงการตรวจเลือกทหารปีนี้ ซึ่งตาม พ.ร.บ. ​จะถือว่าพ้นช่วงอายุที่จะต้องเข้าเกณฑ์ทหาร​ ​และจะถูกปลดเป็นทหารกองหนุนชั้นที่ 2

ทั้งนี้ ด้านคดี​​ความ ยังคงเป็นไปตามที่ศาลได้พิพากษาไว้แล้ว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :  ศาลสั่งจำคุก เนติวิทย์ 6 เดือน รอลงอาญา 1 ปี คดีหลีกเลี่ยงไม่เกณฑ์ทหาร

เนติวิทย์ เคลื่อนไหวแล้ว หลังโดนคุก 6 เดือน รอลงอาญา 1 ปี หลีกเลี่ยงไม่เกณฑ์ทหาร

ชัชชาติ จับมือ กอ.รมน. ตั้งคณะทำงานร่วมบูรณาการยกระดับความมั่นคงกรุงเทพฯ

ชัชชาติ จับมือ กอ.รมน. ตั้งคณะทำงานร่วมบูรณาการยกระดับความมั่นคงกรุงเทพฯ

ชัชชาติ จับมือ กอ.รมน. ตั้งคณะทำงานร่วมบูรณาการยกระดับความมั่นคงกรุงเทพฯ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.18 น.

ผู้ว่าฯ “ชัชชาติ” จับมือ กอ.รมน. ตั้งคณะทำงานร่วมบูรณาการยกระดับความมั่นคงกรุงเทพ ลุยจัดระเบียบเมือง ปราบแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย–นอมินี -ทุนเทา-ยาเสพติด

วันที่ 20 ก.ค. 69  เวลา 15.00 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกรุงเทพมหานคร (ผอ.รมน.กทม.) พร้อมคณะ หารือร่วมกับ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พร้อมคณะ ณ ห้องอมรินทร์ ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า) เขตพระนคร เพื่อบูรณาการความร่วมมือด้านความมั่นคงและกำหนดแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

นายชัชชาติ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีความซับซ้อนด้านความมั่นคง จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยที่ประชุมได้กำหนดประเด็นสำคัญเร่งด่วนร่วมกัน 2 เรื่องหลัก ได้แก่ การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวและการกระทำผิดของคนต่างชาติ ครอบคลุมเรื่องทุนเทา การประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย การใช้นอมินี รวมถึงการกระทำผิดเกี่ยวกับการทะเบียนและเอกสารต่าง ๆ เช่นการจดทะเบียนรับลูกที่เป็นประเด็นอยู่ในปัจจุบัน และ การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งส่งผลกระทบต่อเยาวชนและสังคมในวงกว้าง

ทั้งนี้ จะมีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมและคณะทำงานย่อย เพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการ ตัวชี้วัด และติดตามผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยการบูรณาการข้อมูลข่าวสาร การข่าว และการสนธิกำลังระหว่างกรุงเทพมหานคร กอ.รมน. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งพื้นที่กรุงเทพมหานครและเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับพื้นที่อื่นของประเทศ โดยการแก้ไขปัญหาจะใช้ข้อมูลเชิงลึกในการวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์ ไม่จำกัดเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่จะดำเนินการตรวจสอบทุกพื้นที่ที่มีความเสี่ยง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม โดยจะมีการประชุมคณะทำงานร่วมในภาย 2 สัปดาห์นี้

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ด้าน พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ กล่าวว่า กอ.รมน. พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของกรุงเทพมหานครอย่างเต็มที่ โดยจะนำศักยภาพและผู้เชี่ยวชาญจากส่วนกลางเข้ามาเสริมการทำงานของ กอ.รมน.กรุงเทพมหานคร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับมือภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่มีความซับซ้อน พร้อมผลักดันการดำเนินงานตามแผนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในกรุงเทพมหานคร

ในการประชุมครั้งนี้ มี พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รศ.ทวิดา กมลเวชช และนายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นางวรญาณี กลิ่นหอมหวล ผู้อำนวยการสำนักงานปกครองและทะเบียน พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ก้าวกระโดดสู่ยุคดิจิทัล รมว.ศธ. ลงนาม MOU ไทย-จีน ปูทาง AI ยกระดับการศึกษาไทย

ก้าวกระโดดสู่ยุคดิจิทัล รมว.ศธ. ลงนาม MOU ไทย-จีน ปูทาง AI ยกระดับการศึกษาไทย

ก้าวกระโดดสู่ยุคดิจิทัล รมว.ศธ. ลงนาม MOU ไทย-จีน ปูทาง AI ยกระดับการศึกษาไทย

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.01 น.

รมว.ศธ. ร่วมคณะนายกฯ เยือนปักกิ่ง ลงนาม MOU ไทย-จีน ปูทางประยุกต์ใช้ AI เพื่อการศึกษาอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ระหว่าง วันที่ 19–20 กรกฎาคม 2569 ได้เข้าร่วมการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการกับนายกรัฐมนตรี และได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษาปัญญาประดิษฐ์ ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการแห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย และนายหลี่ เฉียง (H.E. Mr. Li Qiang) นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมเป็นสักขีพยาน ทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจดังกล่าวเป็นหนึ่งใน 15 ฉบับ ที่ประเทศไทยได้ลงนามร่วมกับฝ่ายจีนในโอกาสการเยือนครั้งนี้

ประเสริฐ จันทรรวงทอง

บันทึกความเข้าใจดังกล่าวจัดทำขึ้นบนพื้นฐานของความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ และความตระหนักร่วมกันถึงบทบาทสำคัญของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการยกระดับคุณภาพการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการเตรียมความพร้อมของผู้เรียนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต โดยมีสาระสำคัญของความร่วมมือมุ่งเน้นการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนโยบาย มาตรฐาน และประสบการณ์ด้านปัญญาประดิษฐ์ในการศึกษา การร่วมพัฒนาหลักสูตร สื่อการเรียนการสอน และทรัพยากรดิจิทัล ตลอดจนการส่งเสริมการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ โดยคำนึงถึงหลักจริยธรรม ความปลอดภัยของผู้เรียน และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ผ่านการฝึกอบรม การศึกษาดูงาน และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ตลอดจนการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักเรียนและสถานศึกษา

อนึ่ง ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมกับคณะนายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมบริษัท CP Center ณ กรุงปักกิ่ง และเข้าร่วมกำหนดการอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ณ มหาศาลาประชาชน ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย

ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง

ทอ.โชว์แสนยานุภาพ ฉลอง 15 ปี Gripen–SAAB 340 จัดเต็ม ‘คชสารยาตรา’ เดินหน้าแผนจัดหา Gripen E/F เพิ่ม 8 เครื่อง

ทอ.โชว์แสนยานุภาพ ฉลอง 15 ปี Gripen–SAAB 340 จัดเต็ม 'คชสารยาตรา' เดินหน้าแผนจัดหา Gripen E/F เพิ่ม 8 เครื่อง

ทอ.โชว์แสนยานุภาพ ฉลอง 15 ปี Gripen–SAAB 340 จัดเต็ม ‘คชสารยาตรา’ เดินหน้าแผนจัดหา Gripen E/F เพิ่ม 8 เครื่อง

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.05 น.

ทอ.จัดใหญ่ครบรอบ 15 ปีGripen-Saab 340 แสนยานุภาพ “คชสารยาตรา” เคลื่อนขบวนบน Taxiway ด้าน ผบ.ทสส.-ผบ.ทอ. ตอกย้ำพร้อมรบ 3 มิติ ปกป้องอธิปไตย

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 กองทัพอากาศเจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 15 ปี การเข้าประจำการของเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D และเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศ Saab 340  ณ กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมี พล.อ.อุกฤษฏ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด  และ พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ เข้าร่วมพิธี 

นอกจากนี้ยังมีอดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการจัดซื้อกริเพน ร่วมงานด้วย เช่น พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้ริเริ่มโครงการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน , พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง และ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล 

โดยกิจกรรมสำคัญคือการแสดงบินหมู่ของเครื่องบิน Gripen C/D และ Saab 340 การสาธิตสมรรถนะการบินของเครื่องบินขับไล่ Gripen การจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการปฏิบัติภารกิจของกองทัพอากาศ 

ตลอดจนการแสดง Elephant Walk คชสารยาตรา หรือ การเคลื่อนที่ของอากาศยานเป็นขบวนบนทางขับ (Taxiway)  โดยใช้เครื่องบินขับไล่Gripen C/D จำนวน 9 เครื่อง และ Saab 340 จำนวน 5 เครื่อง รวม 14 เครื่อง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความพร้อมรบ และความเป็นหนึ่งเดียวกันในการปฏิบัติภารกิจของกำลังทางอากาศ  ซึ่งกองทัพอากาศชั้นนำในหลายประเทศ จะจัดแสดงในโอกาสสำคัญ

พลเอก อุกฤษฏ์ กล่าวว่า งานฉลองครบรอบ 15 ปี การเข้าประจำการของอากาศยาน Gripen และ SAAB ที่บรรจุเข้าประจำการในกองทัพอากาศ ตั้งแต่ พ.ศ 2554 เป็นต้นมา จนมาถึงปัจจุบันครบรอบ 15 ปีเต็ม 

ทั้งนี้คงไม่ต้องพูดถึงศักยภาพและขีดความสามารถของอากาศยานGripen และ SAAB ว่าเป็นอย่างไร แต่การที่กองทัพอากาศมีวิสัยทัศน์ในปี พ.ศ.2554 ที่จัดหาอากาศยานเข้าประจำการ ทำให้วันนี้มีความพร้อมและมีระบบนิเวศในการปฏิบัติการในลักษณะสงครามยุคใหม่ 

ทั้งนี้สิ่งต่างๆเป็นแนวโน้มของปฏิบัติการรบยุคใหม่ในมิติทางอากาศ “หากไม่มีวิสัยทัศน์ปี 2554 เราก็จะยังไม่มีความพร้อมเหมือนในปัจจุบัน โดยสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ คือ ปัจจุบันกองทัพอากาศได้ริเริ่มดำเนินโครงการจัดหาอากาศยานขับไล่ ระยะที่ 1 ที่ลงนามในสัญญาไปแล้ว จำนวน 4 เครื่อง และโครงการดังกล่าวไม่ได้หยุดเพียงแค่จัดหาอากาศยาน เพียง 4 เครื่อง แต่ระบบนิเวศของการปฏิบัติการสงครามยุคใหม่ไม่ว่าจะเป็นระบบเซ็นเซอร์หรือพื้นฐานอื่นๆที่จะนำเข้าไปสู่การปฏิบัติการข้ามมิติในอนาคตจะมีประสิทธิภาพสูงมากยิ่งขึ้นกว่าปัจจุบัน ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถในการปฏิบัติการรบของอากาศยานของกองทัพไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า  โดยเชื่อว่า ในภูมิภาคนี้ไม่เป็นรองใคร 

ทั้งนี้ หลังจากที่ได้รับฟังข้อมูลจากผู้บัญชาการทหารอากาศ และน้องๆนักบินของกองทัพอากาศโดยที่บรรยายสรุปข้อมูลให้ตนได้ฟังนั้น แสดงให้เห็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ คือ วิสัยทัศน์ การพัฒนาแบบไม่หยุดนิ่ง และการเรียนรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ๆ พัฒนาระบบความรู้ องค์บุคลากร และองค์เครื่องมือ ให้ผสมผสานสอดคล้องกันอย่างต่อเนื่อง จากอดีตจนถึงปัจจุบันและขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าขีดความสามารถของกองทัพอากาศไทยที่จะเป็นหลักประกันในการสร้างความมั่นคงของชาติในอนาคตต่อไป 

โดยเชื่อมั่นเป็นอย่างสูงว่าในอนาคตไทยไม่ได้ยิ่งหย่อนและไม่ได้เป็นสองรองใครในภูมิภาค ส่วนความเป็นรองหรือไม่เป็นรอง คือ ระดับของภาพรวม ทั้งความพร้อมด้านคน ด้านเทคโนโลยี และเทคนิคการทำงานการปฏิบัติการทางทหาร 

ด้าน พลอากาศเอก  ระบุว่า เหตุการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา Gripen C/D มีบทบาทสนับสนุน ปฏิบัติการร่วมสามเหล่าทัพว่า เป็นผลจาก 15 ปีที่ผ่านมา โดยกองทัพอากาศ มุ่งเน้นความเป็นเครือข่าย เชื่อมโยงข้อมูล ทำให้รู้ก่อน เห็นก่อน เข้าใจก่อน ตัดสินใจก่อน และลงมือก่อน ถือเป็นทิศทางที่กองทัพปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วในปีที่ 14 กริพเพน ได้ทำหน้าที่ป้องกันประเทศ คือบทพิสูจน์และพิสูจน์ได้จริงๆ

โดย Gripen และ Sabb 340 เป็นเครื่องบินสองแบบที่อยู่ในภารกิจที่สำคัญมากในสถานการณ์ความขัดแย้ง และอัตราความสำเร็จที่สูงมากเกือบ 100% อาวุธที่ใช้ไม่มากแต่จับเป้าหมายได้ทั้งสิ้น 

เรื่องนี้เบื้องหลังไม่ใช่อาวุธยุทโธปกรณ์ แต่คนที่นำมาใช้สำคัญกว่า และใช้ได้มีประสิทธิภาพแค่ไหน  ซึ่งตลอด 15 ปี บุคลากรของกองทัพอากาศทุกส่วน ได้เชื่อมโยงและส่งข้อมูลถึงกันและกัน เพื่อให้ประชาชนได้มั่นใจว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่กองทัพไทยยังรักษาความพร้อมไว้ทุกเมื่อ และหากมีอริราชศัตรูหรือภัยคุกคามใดๆ ทางกองทัพอากาศก็พร้อม

สำหรับความคืบหน้าในการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน มาทดแทน F-16 ที่กองบิน1 โคราชนั้น พลอากาศเอก เสกสรร ย้ำว่า ในเฟสที่หนึ่งมีความก้าวหน้าตามแผนงานทุกอย่าง ส่วนเฟสที่สองที่ทางกองทัพอากาศต้องเสนองบขอประมาณ เพื่อเป้าหมายในการเซ็นสัญญาจะถูกนำเสนอให้ครบหมดทั้งฝูง เพื่อให้ระยะเวลาการเตรียมความพร้อมนั้นพร้อมให้เร็วที่สุด 

จึงอยากฝากถึงประชาชนว่าสงครามยุคใหม่ไม่ใช่สิ่งที่เป็นตัวตนอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นในอากาศด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างที่นำมาประกอบจะต้องทำให้ไทยมีความเหนือกว่า และเหนือไปกว่านั้นในระบบไร้คนขับ ระบบอัตโนมัติ ก็จะถูกดึงเข้ามาในระบบด้วย ทำให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสีย และลดความเสี่ยง เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจมีประสิทธิภาพสูงสุด ก็ขอให้มั่นใจได้

โดยขณะนี้ได้ประสานและเตรียมการตามกรอบวงรอบที่กองทัพอากาศได้รับ ซึ่งอยู่ในแผนทั้งหมดแล้ว ก็หวังว่าองค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งรัฐบาลจะให้การสนับสนุนโครงการนี้ให้ประสบความสำเร็จ

ทั้งนี้กองทัพอากาศ จัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน C/D  จำนวน 12 เครื่องจาก สวีเดน ในระยะที่ 1 เมื่อปี 2551 จำนวน 6 เครื่อง เข้าประจำการกองบิน 7 สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2554 ในยุคที่ พล.อ.อ.อิทธิพร ศุภวงศ์ เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ 

ระยะที่ 2 ในช่วงปี 2554 อีก 6 เครื่อง โดยได้ปิดโครงการในเดือนกันยายน 2556 หลังจากโครงการต่อเนื่องมานาน 6 ปี ผ่านผู้บัญชาการทหารอากาศมาหลายยุคหลายสมัย ภายใต้เป้าหมายการเป็นกองทัพอากาศชั้นนำในภูมิภาค โดยตลอด 15 ปี ที่ผ่านมีภารกิจดูแลความมั่นคงในภาคใต้ทั้งฝั่งอ่าวไทย อันดามัน และมีบทบาทอย่างมากในเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อปี 2568  

ปัจจุบันกองทัพอากาศ กำหนดแผนจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน E/F จำนวน 12 เครื่อง  ทดแทน F-16 กองบิน 1 จ.นครราชสีมา ที่จะทยอยปลดประจำการ  โดยใช้ชื่อโครงการว่า “บูรพาสันติ” ดำเนินการจัดซื้อในระยะที่ 1 ไปแล้ว 4 เครื่อง วงเงิน 19,500 ล้านบาท 

พร้อมทัังมีแผนจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน E/F ระยะที่ 2 อีก 8 เครื่อง ให้ครบฝูง 12 เครื่อง ในปีงบประมาณ 2571 

สำหรับการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน E/F นับเป็นโครงการสำคัญตามที่ระบุไว้ในสมุดปกขาวกองทัพอากาศ เพื่อทดแทน F-16 กองบิน 1 ที่ใช้งานมากว่า 30 ปี

ตามแพ็กเกจการจัดซื้อกริพเพน E/F จะรวมระบบปฏิบัติการสำคัญ โดยเฉพาะระบบอาวุธอากาศสู่อากาศระยะไกลกว่าสายตา แบบ Meteor  และ ความร่วมมือ เรื่องระบบ Data Link และ การพัฒนาด้านไซเบอร์ รวมถึง offset policy อื่นๆ