ทวีค้านแยก ก.ท่องเที่ยวและกีฬา หวั่นทำลายพลังสำคัญทางเศรษฐกิจ

ทวีค้านแยก ก.ท่องเที่ยวและกีฬา หวั่นทำลายพลังสำคัญทางเศรษฐกิจ

ทวีค้านแยก ก.ท่องเที่ยวและกีฬา หวั่นทำลายพลังสำคัญทางเศรษฐกิจ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.37 น.

ทวี ค้านแยกการท่องเที่ยว-กีฬา ชี้ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาเป็นพลังสำคัญทางเศรษฐกิจ ทำเงินมหาศาล ติง วัฒนธรรม ไม่ใช่สินค้าประดับตู้โชว์ เพื่อดึงดูดเงินตรา ผ่านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

วันที่ 12 มีนาคม 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า  แยก“ท่องเที่ยว-กีฬา” และรวม “วัฒนธรรม–ท่องเที่ยว” เป็นโจทย์ที่ท้าทายและมีความละเอียดอ่อนสูง 

ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปโครงสร้างราชการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเสนอให้กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา การแยกท่องเที่ยวออก แล้วนำท่องเที่ยวไปอยู่ในกระทรวงวัฒนธรรม หรือ วัฒนธรรม-ท่องเที่ยว จึงมีข้อวิพากษ์ประเด็นนี้เป็นมุมมองจากประสบการณ์ ดังนี้

1. การแยก “ท่องเที่ยว-กีฬา” : เสาหลักที่ทำหน้าที่ได้ดีมาโดยตลอด

ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย ล่าสุดในปี 2568 กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬารายงานว่าสร้างรายได้มหาศาลให้แก่ประเทศกว่า 1.5 ล้านล้านบาท สะท้อนว่ากระทรวงนี้ทำงานได้อย่างสอดประสานและบูรณาการทุกภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความสำเร็จนี้ไม่ได้มีเพียงมิติเงินตรา แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนผ่านระบบกีฬาและการสร้างภาพลักษณ์ประเทศในเวทีโลก การจะแยกโครงสร้างที่ทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนาน รัฐต้องมีคำตอบที่ชัดเจนว่า “ประชาชนจะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างไร?” มิฉะนั้น การปฏิรูปอาจกลายเป็นเพียงการรื้อระบบที่ลงตัวอยู่แล้วให้หยุดชะงัก และทำให้กลไกทางเศรษฐกิจและสังคมที่ประชาชนพึ่งพาต้องอ่อนแรงลง

2. ด้านกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อ “วัฒนธรรม” คือประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรม ดังนั้น ข้อเสนอที่ให้นำงานวัฒนธรรมไปควบรวมกับการท่องเที่ยว จึงเป็นประเด็นที่ต้องฉุกคิดอย่างระมัดระวัง เพราะวัฒนธรรมคือ “ลมหายใจของผู้คน” ไม่ใช่ “สินค้าประดับตู้โชว์” เพื่อดึงดูดเงินตราเพียงอย่างเดียว หากรัฐมองวัฒนธรรมผ่านเลนส์ของ “อุตสาหกรรมท่องเที่ยว” เพียงอย่างเดียว เรากำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่กัดเซาะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  อาทิ

รากเหง้า vs ยอดขาย : เมื่ออัตลักษณ์ถูกประเมินด้วย KPI คุณค่าของคนจะถูกลดทอนเหลือเพียงตัวเลขทางสถิติ

วิถีชีวิต vs การแสดง : วัฒนธรรมอาจถูกทำให้ “เรียบง่าย” เพื่อเอาใจตลาด จนสูญเสียจิตวิญญาณดั้งเดิมและความภาคภูมิใจ

พลเมือง vs ตัวประกอบฉาก : ประชาชนอาจถูกลดทอนฐานะเป็นเพียง “ฉากหลัง” ของการท่องเที่ยว ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 70 ที่คุ้มครองสิทธิในการดำรงวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างสงบสุข

3. การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมนั้นต้องแสวงจุดรวม สงวนจุดต่าง การบริหารพหุวัฒนธรรมไม่ใช่การนำดอกกุหลาบและดอกมะลิมาปั่นรวมกันจนไร้อัตลักษณ์ แต่ต้องใช้แนวคิด “ทฤษฎีดอกไม้หลากสี” ภายใต้หลักการ “แสวงจุดรวม สงวนจุดต่าง” คือการร่วมมือเพื่อเป้าหมายส่วนรวมของชาติ (จุดรวม) แต่ต้องเคารพและรักษาเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์ ความเชื่อ และจิตวิญญาณ (จุดต่าง) ไว้อย่างมีศักดิ์ศรี รัฐต้องเคารพ “กาลเทศะและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์” ของวัฒนธรรม มิใช่ปล่อยให้การท่องเที่ยวเข้าไปทำลายความสงบทางจิตวิญญาณเพียงเพื่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจ

4. คำสุภาษิตที่ว่า “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” ย้ำเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงย่อมมีขึ้นเสมอตามยุคสมัย แต่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งหมายให้ “ดีขึ้นกว่าเดิม” และต้องชอบด้วยเหตุผลตามหลักวิชาการ หลักกฎหมาย หลักจริยธรรม (ยึดมั่นในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์) และหลักความเป็นจริงตามบริบททางสังคม มีเป้าประสงค์สูงสุดเพื่อความผาสุกของประชาชน และความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ โจทย์นี้มีความท้าทายและมีความละเอียดอ่อนสูงมาก

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง

หัวหน้าพรรคประชาชาติ

สภาสูง สั่ง สว. งด-เลื่อน เดินทางเยือนต่างประเทศ ขานรับมาตรการประหยัดพลังงาน

สภาสูง สั่ง สว. งด-เลื่อน เดินทางเยือนต่างประเทศ ขานรับมาตรการประหยัดพลังงาน

สภาสูง สั่ง สว. งด-เลื่อน เดินทางเยือนต่างประเทศ ขานรับมาตรการประหยัดพลังงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.35 น.

“วิปวุฒิสภา” สั่ง สว. งด-เลื่อน เดินทางเยือนต่างประเทศ หนุนมาตรการรัฐบาล รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง พร้อมนัดประชุม 16 – 17 มี.ค. 

วันที่ 12 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ฐานะประธานคณะกรรมาธิการกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ได้นัดประชุมวิปวุฒิสภา เมื่อ 11 มี.ค. เพื่อพิจารณาการบรรจุระเบียบวาระการประชุมวุฒิสภา ในวันที่ 16 -17 มี.ค.    โดยมีวาระพิจารณาสำคัญ คือ ในวันที่ 16 มี.ค. พิจารณาเรื่องด่วน ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภาฝ่ายวุฒิสภาในคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา (ก.ร.)  แทนตำแหน่งที่ว่าง จำนวน 2 คน ขณะที่การประชุมวันที่ 17 มี.ค. จะพิจารณาเรื่องที่กมธ.พิจารณาแล้วเสร็จ 4 เรื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ประชุมวิปวุฒิสภา ได้หารือเกี่ยวกับสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางและผลกระทบต่อประเทศไทยในประเด็นต่าง ๆ และเห็นควรให้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยขอความร่วมมือ กมธ.ปรับเปลี่ยนการประชุมเป็นการประชุมออนไลน์เพื่อลดการเดินทางมาประชุมที่อาคารรัฐสภา และให้งดหรือเลื่อนการเดินทางไปประชุมทวิภาคีและไปเยือนต่างประเทศในช่วงนี้ออกไปก่อน ในส่วนของบุคลากรของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาให้พิจารณาทำงานจากที่บ้าน ตามความจำเป็นและเหมาะสม

สมชัย นำทัพบุกกองปราบ! จี้ถาม ปม กกต. แจ้งจับ อั้งยี่-ม.116 หลังโชว์เจาะระบบบาร์โค้ดเลือกตั้ง

สมชัย นำทัพบุกกองปราบ! จี้ถาม ปม กกต. แจ้งจับ อั้งยี่-ม.116 หลังโชว์เจาะระบบบาร์โค้ดเลือกตั้ง

สมชัย นำทัพบุกกองปราบ! จี้ถาม ปม กกต. แจ้งจับ อั้งยี่-ม.116 หลังโชว์เจาะระบบบาร์โค้ดเลือกตั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.52 น.

“สมชัย-ดร.เรือบิน-ข้าวโพด” รุกถามกองปราบฯ ปม กกต. แจ้งความดำเนินคดี “อั้งยี่-ขัดขวางหน้าที่” หลังพบชื่อว่าถูก กกต.แจ้งความจับ

วันที่ 12 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเวลา 10.00 น. ที่ ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.  ดร.ธรรม์ธีร์ (เรือบิน) สุกโชติรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Big Data, Fintech และ Digital Transformation  นายทรงพล เรืองสมุทร (ข้าวโพด) หัวหน้าช่างภาพ สื่อออนไลน์ SPACEBAR  นัดหมายกันเดินทางมาเข้าพบพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม เพื่อสอบถามความคัดเจนกรณี เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ตัวแทน กกต. แจ้งความดำเนินคดีอาญา ต่อมามีข่าวว่าให้ดำเนินคดีกับบุคคลรวม 6 ราย ในข้อหาความผิดฐานเป็น “อั้งยี่” หรือซ่องโจร , ข้อหาตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ , ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ของ กกต. , กระทำการเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ (ม.116)

ซึ่ง นายสมชัย และ ดร.เรือบิน เปิดเผยว่า การเดินทางมาครั้งนี้เพื่อต้องการความชัดเจนใน 2 ประเด็น คือ 

1.ยืนยันตัวตนและข้อกล่าวหา ต้องการทราบว่าบุคคลทั้ง 6 ที่ปรากฏในข่าว (ซึ่งรวมถึงพวกตน) ถูกแจ้งความจริงหรือไม่ และข้อหาคืออะไร พร้อมขอคัดสำเนาคำร้องเพื่อเตรียมต่อสู้คดี

2.ตรวจสอบที่มาของข้อมูลหลุด เนื่องจาก กกต. ไม่เคยแถลงชื่อผู้ถูกกล่าวหาอย่างเป็นทางการ แต่กลับมีรายชื่อหลุดไปยังสื่อมวลชนหลายสำนักตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ จึงต้องการคำยืนยันจากกองปราบว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ได้รั่วไหลมาจากพนักงานสอบสวน

ซึ่ง นายสมชัย ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า การจำลองการเลือกตั้งเป็นไปเพื่อชี้ให้เห็นจุดอ่อนของระบบบาร์โค้ดที่อาจทำให้ความลับของประชาชนรั่วไหล ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงการเลือกตั้งในอนาคต ไม่ได้เป็นการเปิดเผยว่าใครเลือกใคร

“เราไม่มีนิสัยทำอะไรแล้วไม่กล้ารับ และต้องการทราบว่าใครเป็นคนฟ้อง การปล่อยชื่อออกมาสู่สาธารณะโดยไม่มีการยืนยันจากหน่วยงานรัฐ ทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงอย่างมาก” นายสมชัยระบุ

ทั้งนี้  6 ประชาชน ที่ถูก กกต. เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อดำเนินคดี เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2569 โดยมีข้อกล่าวหาที่ครอบคลุมความผิดหลายฐาน โดยหลักคือความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 มาตรา 66 วรรคสอง ฐานขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. หรือเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อมิให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ฐานนำเข้าหรือส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จที่ส่งผลเสียหายต่อประชาชน ความมั่นคง หรือเป็นข้อมูลลามก ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ยังมีการแจ้งข้อหา ตามประมวลกฎหมายอาญาอีกหลายมาตรา อาทิ มาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง หรือให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี รวมถึงมาตรา 209 ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ หรือเป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมุ่งหมายทำผิดกฎหมาย ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท (หากเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท) และมาตรา 322 ฐานเปิดผนึกหรือเอกสารที่ปิดผนึกของผู้อื่นเพื่อล่วงรู้ข้อความอันน่าจะเกิดความเสียหาย ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

วันวิชิต กับ 2 คำถามค้างคาใจ? อิหร่านยิงเรือมยุรีนารี เตือนล่วงหน้าหรือยัง ชี้ไม่ควรมีลำไหนต้องรับเคราะห์

วันวิชิต กับ 2 คำถามค้างคาใจ? อิหร่านยิงเรือมยุรีนารี เตือนล่วงหน้าหรือยัง ชี้ไม่ควรมีลำไหนต้องรับเคราะห์

วันวิชิต กับ 2 คำถามค้างคาใจ? อิหร่านยิงเรือมยุรีนารี เตือนล่วงหน้าหรือยัง ชี้ไม่ควรมีลำไหนต้องรับเคราะห์

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.35 น.

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เอาดีๆ ตกลงยังไงกันแน่ ไม่อยากให้มีการโบ้ย ว่าเรือมยุรี ติดธงไทย หรือเจ้าของเป็นอินเดีย เพื่อจะรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับอิหร่าน ประมาณว่าเขาเข้าใจผิด หรือเขาจะรู้มั้ยว่าเรือนี้ชาติใด เป็นเจ้าของ ความชัดเจน การประสานพูดจากันต่างหาก ที่คนไทยอยากรู้ว่า

1. อิหร่านได้เตือนมาทางเรือมยุรีแล้วรึยัง

2. ถ้าเตือนแล้ว เรือไทยเราตอบกลับ ประสานเขาไปว่าอย่างไร 

สำคัญที่สุด การยิงเรือทุกลำที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ควรมีเรือลำไหนต้องโดนยิง  นะครับ

ดร.อานนท์ มองอีกมุม ปมเรือมยุรีนารี ถูกอิหร่านยิงถล่ม ไม่ใช่เพราะติดธงไทย?

ดร.อานนท์ มองอีกมุม ปมเรือมยุรีนารี ถูกอิหร่านยิงถล่ม ไม่ใช่เพราะติดธงไทย?

ดร.อานนท์ มองอีกมุม ปมเรือมยุรีนารี ถูกอิหร่านยิงถล่ม ไม่ใช่เพราะติดธงไทย?

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.18 น.

วันที่ 12 มีนาคม 2569 ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า  เรือขนสินค้าแบบเทกอง ที่โดนยิงจมนั้นชื่อ มยุรีนารี โดยที่ IRGC หรือกองทัพความมั่นคงของอิหร่านออกมาแถลงว่าเป็นคนยิงโจมตีเรือสินค้าไทย

ผมก็แปลกใจ

เพราะไทยกับอิหร่านมีความสัมพันธ์อันดีกันมายาวนานกว่า 420 ปี นับแต่รัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม 

เฉกอะหมัด เจ้าพระยาบวรราชนายก ต้นสกุลบุนนาค เป็นสมุหนายกและจุฬานราชมนตรี เป็นคนเปอร์เซียหรืออิหร่าน

การที่ IRGC แถลงแสดงความรับผิดชอบ และอ้างว่าปรามแล้ว เตือนแล้วแต่เรือไทยก็ยังฝืนแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซระหว่างโอมานกับอิหร่าน ย่อมมีนัยยะทางการเมือง

เมื่ออ่านข้อมูลจากครูนก ศาสตราจารย์ ดร.กมลชนก สุทธิวาทนฤพุฒิ ครูของผมที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องพาณิชย์นาวี จึงได้เข้าใจถ่องแท้ว่า

เรือมยุรีนารี นั้นเป็นเรือที่ติดธงไทย แต่แท้จริงแล้วเป็นเรือของบริษัทอินเดีย ต่อมาจากอินเดีย Precious shipping ไม่ใช่ของคนไทยเลยครับ เป็นของคนอินเดีย จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยเฉย ๆ 

และมุ่งหน้าไป ท่าเรือ Kandla  ประเทศอินเดีย ไม่ได้มาไทยนะครับ

(หมายเหตุ อีกสองลำ ที่ถูกยิง ในเวลาใกล้เคียงกัน เป็นเรือของญี่ปุ่น ติดธง Liberia) 

อิหร่านขายน้ำมันให้อินเดียมาเนิ่นนาน โดยใช้เงินรูปีของอินเดีย ไม่ได้ใช้เงินดอลลาร์นะครับ แต่ คำถามคือ นายกรัฐมนตรีโมดิ ของอินเดีย ไปกอดผู้นำอิสราเอลหรือไม่

เรือรบอิหร่านที่ไม่มีอาวุธ ไปร่วมงานสวนสนามในอินเดีย แล้วออกมาถูกเรือดำน้ำของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกายิงทำลายจนจม มีทหารเรืออิหร่านเสียชีวิตมากมายนั้น 

อินเดียมีส่วนรู้เห็นหรือไม่

ข่าวแจ้งว่าอินเดียนิ่งเฉย ไม่ยอมช่วยเหลือเรืออิหร่านที่กำลังจะจม กลายเป็นเรือของศรีลังกาไม่ดูดายและเข้าไปช่วย

พฤติกรรมของอินเดียและโมดิ นายกรัฐมนตรีของอินเดีย ก็อาจจะทำให้อิหร่าน ไม่พอใจ เมื่อเรือของอินเดีย แค่ติดธงไทย แต่ไม่ใช่เรือของไทย จะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านจึงไม่ยอม 

แต่เมื่อจะยังฝืนแล่นต่อไป เพราะคิดว่าเรือติดธงไทย

IRGC ก็เลยต้องยิงเพื่อปราม ไม่ให้ห่ามมากเกินไป

ในวงการพาณิชย์นาวี การติดธงชาติว่าเป็นเรือสัญชาติใด กับประเทศที่เป็นเจ้าของเรือที่แท้จริง เป็นคนละเรื่องกันนะครับ 

ข้อนี้ผมพยายามมองอีกมุม เพื่อ empathy และเข้าใจฝั่งอิหร่านบ้าง ที่เรือมยุรีนารี ถูกยิงนั้น ไม่ใช่เพราะติดธงไทย แต่อาจจะเป็นเพราะเป็นเรือของบริษัทอินเดีย ครับ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เรือไทยหรือเรืออินเดีย? เปิดข้อมูลเชิงลึก เคลียร์ชัดปมดรามาสัญชาติ เรือมยุรีนารี

อนุทิน คุย ทูตออสเตรเลีย ถกปัญหานำเข้านมผง ปัดหารือเรื่องน้ำมัน

อนุทิน คุย ทูตออสเตรเลีย ถกปัญหานำเข้านมผง ปัดหารือเรื่องน้ำมัน

อนุทิน คุย ทูตออสเตรเลีย ถกปัญหานำเข้านมผง ปัดหารือเรื่องน้ำมัน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.57 น.

‘อนุทิน’โพสต์เฟซบุ๊กโต้คุย‘ทูตออสเตรเลีย’ ซื้อขายน้ำมัน ช่วงสงครามตะวันออกกลาง แจงหารือสถานการณ์การค้า-การลงทุน -ปัญหานำเข้านมผงภายใต้ข้อตกลงฯ

วันที่ 12 มีนาคม 2569 เวลา 07.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย  โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเป็นข้อความภาษาอังกฤษ พร้อมภาพน.ส. แอนเจลา แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ภายหลังจากเมื่อวันที่ 11 มี.ค.ผ่านมา มีกระแสข่าวว่าได้พูดคุยหารือถึงเรื่องการซื้อขายน้ำมัน ในช่วงที่มีการสู้รบในตะวันออกกลาง บนตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล  โดยแปลเป็นข้อความภาษาไทยว่า 

วันที่ได้ให้การต้อนรับน.ส.แอนเจลา แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ณ ที่ทำงานของตน เพื่อหารือกันระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน ซึ่งครอบคลุมถึงสถานการณ์ปัจจุบัน การค้า การลงทุน และแนวทางแก้ไขปัญหาที่ค้างอยู่ เช่น ปัญหาการนำเข้านมผงภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีออสเตรเลีย-ไทย ไม่มีการหารือเรื่องการซื้อน้ำมันตามที่ปรากฏในสื่อ.

พรรคส้มไม่สนไฟสงคราม เพ้อหารัฐธรรมนูญ ในวันที่ต้องรับมือวิกฤต

พรรคส้มไม่สนไฟสงคราม เพ้อหารัฐธรรมนูญ ในวันที่ต้องรับมือวิกฤต

พรรคส้มไม่สนไฟสงคราม เพ้อหารัฐธรรมนูญ ในวันที่ต้องรับมือวิกฤต

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.39 น.

ขณะที่สถนการณ์ความตึงเครียดจากสงคราม ระหว่าง สหรัฐ และ อิสราเอล กับอิหร่าน กำลังสร้างความวิตกกังวลให้กับ ผู้คนทั้งโลก ว่ามันจะลุกลาม และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาพลังงาน 

ภาครัฐ ซึ่งแม้จะอยู่ในสถานะของรัฐบาลรักษาการณ์  ที่รอกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ให้เสร็จเรียบร้อย ก็พยายามประคองสถานการณ์ ด้วยการออกมาตรการต่างๆมารองรับ และบรรเทาผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

 แต่ดูเหมือนว่า พรรคฝ่ายค้าน อย่างพรรคประชาชน กลับมองเห็นความสำคัญ ของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นเรื่องเร่งด่วนคอขาดบาดตายกว่าสิ่งใด  ถึงขนาด รีบออกมาดักคอรัฐบาลใหม่ ที่ยังจัดตั้งไม่เสร็จ ทำนองว่าห้ามลืมเด็ดขาด

โดยเมื่อ วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาตอกย้ำหลังการประกาศผลประชามติในราชกิจจานุเบกษาว่า มีประชาชนถึง 21 ล้านเสียงที่ต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมจี้ให้รัฐบาลชุดใหม่ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำเคารพเสียงมหาชนนี้

 การรีบออกมาทวงถามเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่โดยอ้างเรื่องผลการทำประชามติ ในสถานการณ์ที่ผุ้คนกำลังกังวลเรื่อง ราคาน้ำมัน และผลกระทบอื่นๆ ที่จะตามมาอีกมากมายนั้น  เป็นการตอกย้ำอย่างชัดเจนอีกครั้งว่าพรรคการเมืองพรรคนี้ ไร้เดียงสาเพียงใด  การจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง ว่าอะไรเป็นสิ่งที่จะต้องทำเร่งด่วน

 อะไรรอเวลาได้ ในสถานการณ์เช่นนี้

ในขณะที่พรรคประชาชนหมกมุ่นอยู่กับ การจัดทำรัฐธรรมนูญที่พวกเขาคิดว่าเป็นยาวิเศษ  แต่โลกภายนอกกลับกำลังเผชิญกับสัญญาณอันตรายจากสงครามในตะวันออกกลางที่อาจขยายวงกว้าง นักวิเคราะห์เศรษฐกิจทั่วโลกเตือนว่าหากสงครามปะทุรุนแรงจนกระทบช่องแคบฮอร์มุซ และการโจมตีโรงกลั่น และคลังน้ำมันยังดำเนินต่อไป

ราคาน้ำมันดิบ: มีสิทธิ์พุ่งทะลุ 120 – 150 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล  หรือมากกว่านั้น ซึ่งจะกดดันให้เงินเฟ้อในไทยพุ่งสูงขึ้นทันที 3-5%

และเมื่อราคาน้ำมันหน้าปั๊มพุ่งสูงจนกระทบต้นทุนสินค้าทุกชนิด ประชาชนที่ส่งเสียง 21 ล้านเสียงเหล่านั้น อาจจะพบว่า รัฐธรรมนูญใหม่” ที่พรรคประชาชนพยายามหยิบยื่นให้  ไม่สามารถช่วยบรรเทาค่าครองชีพที่พุ่งกระฉูดได้แม้แต่น้อย

ยิ่งเมื่อหันไปดู ตัวเลข “หนี้ครัวเรือน”  ของไทย: ที่ยัง “สูงติดเพดาน” อยู่ในระดับเกือบ 90% ของ GDP ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

สภาวะ เช่นนี้ ทำให้ประชาชนไม่มี “เกราะป้องกัน” เหลือพอจะรับแรงกระแทกจากวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำซ้อนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เลย

การที่พรรคประชาชนยังคงลำดับความสำคัญ ไปที่การทำประชามติและการเลือกตั้ง สสร.  ซึ่งต้องใช้งบประมาณมหาศาลและเวลาอีกนับปี แทนที่จะเสนอ “โรดแมปกู้ชีพเศรษฐกิจ” อย่างเป็นรูปธรรม

สะท้อนถึงการแยกไม่ออกระหว่าง “ความต้องการทางการเมือง”ของตัวเอง  และ “ความจำเป็นทางการดำรงชีวิต” ของประชาชน

การที่ณัฐวุฒิ บัวประทุม ออกมาแสดงท่าทีเชิงรุกในประเด็นรัฐธรรมนูญต่อรัฐบาลใหม่  ในหมู่ด้อมส้มอาจมองว่าเป็นการเดินเกมชิงพื้นที่ความชอบธรรมที่ชาญฉลาด  แต่สำหรับคนทั่วไปแล้ว   นี่คือการเปลือยให้เห็นจุดอ่อนของพรรคประชาชนที่ถูกมองว่าเป็น “นักทฤษฎีในหอคอยงาช้าง” ที่ไม่มีประโยชน์ใดๆในยามบ้านเมืองวิกฤต

หากเกิดวิกฤตพลังงานโลกขึ้นจริง แล้วพรรคประชาชนยังคงใช้เวลาในสภาถกเถียงเรื่องการกระจายอำนาจ หรือที่มาขององค์กรอิสระ  ฯลฯ พวกเขาอาจพบว่าศรัทธาจากมวลชนจะเริ่มสั่นคลอน เพราะความมั่นคงทางปากท้องคือรากฐานเดียวที่รองรับระบอบประชาธิปไตยให้ยืนหยัดอยู่ได้

“พรรคประชาชนต้องเลือกว่าจะเป็น “สถาปนิกที่นั่งแก้แบบบ้าน “ ในขณะที่พายุกำลังมา

 หรือ จะ ร่วมคิด ร่วมทำ ช่วยกันนำพาประชาชนฝ่าคลื่นลมเศรษฐกิจไปให้ได้ก่อน  แล้วค่อยกลับมา ผลักดัน พูดเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็น เรื่องที่รอได้ และไม่มีใครต้องตาย ถ้ามันจะช้าไปอีกสักระยะหนึ่ง

ธนกร สั่งคุมเข้ม! หยุดกิจการ-ห้ามเคลื่อนย้ายกากอุตฯ ป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ธนกร สั่งคุมเข้ม! หยุดกิจการ-ห้ามเคลื่อนย้ายกากอุตฯ ป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ธนกร สั่งคุมเข้ม! หยุดกิจการ-ห้ามเคลื่อนย้ายกากอุตฯ ป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.19 น.

“ธนกร” สั่งคุมเข้ม! หยุดกิจการ–ห้ามเคลื่อนย้ายกากอุตฯ ป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม เหตุเพลิงไหม้โรงงานรีไซเคิลปราจีนฯ 2 แห่ง คาดเสียหายกว่า 20 ล้าน  

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงสถานการณ์เหตุเพลิงไหม้โรงงานคัดแยกของเสีย 2 แห่งซึ่งอยู่ติดกัน เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 69 ที่ผานมา ใน ต.เมืองเก่า อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรีว่า ได้สั่งการให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี (สอจ.ปราจีนบุรี) ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งสนับสนุนข้อมูลเพื่อควบคุมเพลิง และประสานการทำงานกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวต่อว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ฯ รายงานว่า ปัจจุบันสามารถควบคุมเพลิงให้อยู่ในวงจำกัดได้แล้วตั้งแต่เวลา 17.00น. ของวันที่ 11 มี.ค. โดยไม่มีผู้บาดเจ็บและไม่มีผู้เสียชีวิต ซึ่งจากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ต้นเพลิงเริ่มลุกไหม้จากโรงงานบริษัทหนึ่ง ก่อนจะลุกลามไปโรงงานบริษัท ทำให้อาคารโรงงาน เครื่องจักร วัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์ เสียหายทั้ง 2 โรงงาน ประมาณการมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 10 ล้านบาทต่อโรงงาน อย่างไรก็ตาม สันนิษฐานเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรที่ตู้ควบคุมระบบไฟฟ้าของโรงงานบริษัท ทำให้เกิดประกายไฟจนลุกไหม้อาคารทั้งหลัง และลุกลามไปยังอาคารโรงงานของบริษัท ซึ่งตั้งอยู่ติดกัน 

นายธนกร กล่าวอีกว่า เนื่องจากโรงงานทั้งสองเป็นโรงงานลำดับที่ 105 คัดแยกของเสียที่ไม่อันตราย สอจ.ปราจีนบุรี จะประสานกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เพื่อออกคำสั่งฯ ให้โรงงานหยุดประกอบกิจการชั่วคราว โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 พร้อมสั่งห้ามเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรม เพื่อกำจัดและบำบัดได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ รวมทั้งไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง

“ในช่วงฤดูร้อนมักเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานบ่อยครั้ง โดยภายในสัปดาห์เดียวมีกว่า 3 โรงงาน ดังนั้น จึงสั่งการให้ กรอ. ลงพื้นที่สอบสวนอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุและกำหนดมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต” นายธนกร กล่าว
 

อรรถวิชช์ เคลื่อนไหวแล้ว ขอบคุณ พีระพันธุ์ เปิดทางคืนสภา ลั่นจะทำสุดฝีมือ!

อรรถวิชช์ เคลื่อนไหวแล้ว ขอบคุณ พีระพันธุ์ เปิดทางคืนสภา ลั่นจะทำสุดฝีมือ!

อรรถวิชช์ เคลื่อนไหวแล้ว ขอบคุณ พีระพันธุ์ เปิดทางคืนสภา ลั่นจะทำสุดฝีมือ!

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.03 น.

วันที่ 12 มีนาคม 2569 ถายหลังจากที่ นาย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ประกาศลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่อ โดยได้เสนอให้ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค เข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรแทน และมั่นใจอย่างยิ่งว่า อรรถวิชช์เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ พร้อมที่จะทำหน้าที่ดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพรรคและพี่น้องประชาชน (ด่วน! พีระพันธุ์ ลาออก สส. เปิดทาง อรรถวิชช์ เข้าสภาฯ ทำหน้าที่แทน)

ล่าสุด นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ผมศรัทธาในความตั้งใจของพี่พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค นโยบายเสรีพลังงานสะอาดและการปฏิรูปเครดิตบูโร ผมจะทำให้สำเร็จ สส. 2 คนเราก็สู้!

ขอบคุณพี่พีระพันธุ์และกองเชียร์รวมไทยสร้างชาติ ที่ให้โอกาสผมได้ไปทำงานในสภาอีกครั้ง จะทำสุดฝีมือครับ!

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เส้นทางการเมือง อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี จาก สส.ดาวรุ่ง ปชป. สู่ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ รทสช.

ประชาคมแพทย์ สะท้อนภาพอนาคตสาธารณสุขไทย จากการจำกัดเวรพยาบาล 12 ชั่วโมง

ประชาคมแพทย์ สะท้อนภาพอนาคตสาธารณสุขไทย จากการจำกัดเวรพยาบาล 12 ชั่วโมง

ประชาคมแพทย์ สะท้อนภาพอนาคตสาธารณสุขไทย จากการจำกัดเวรพยาบาล 12 ชั่วโมง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.11 น.

วันที่ 12 มีนาคม 2569 แอดมินเพจเฟซบุ๊ก ประชาคมแพทย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จำกัดเวรพยาบาล 12 ชั่วโมง

จุดเริ่มต้นของ “การจำกัดคนไข้” ที่สังคมไทยกำลังจะได้เห็นวันหนึ่ง…คุณอาจพาลูกไปโรงพยาบาลตอนเช้ายืนต่อคิวตั้งแต่ตีสี่เหมือนที่เคยทำแต่เมื่อถึงเคาน์เตอร์ เจ้าหน้าที่อาจบอกคุณว่า“วันนี้คิวเต็มแล้วค่ะ”“ขอทำนัดวันพรุ่งนี้นะคะ”ไม่ใช่เพราะโรงพยาบาลไม่อยากรักษาไม่ใช่เพราะแพทย์หรือพยาบาลใจร้ายแต่เพราะ ระบบรับไม่ไหวแล้วและนโยบายล่าสุดที่กำลังถูกพูดถึงการจำกัดเวรพยาบาลไม่เกิน 12 ชั่วโมงอาจเป็นสัญญาณแรกของความจริงข้อนี้

ปัญหาไม่ใช่การจำกัดเวรแต่คือ “ระบบที่พังอยู่ก่อนแล้ว”ไม่มีใครคัดค้านการลดชั่วโมงทำงานเพราะทุกคนรู้ดีว่าพยาบาลที่ทำงาน 16–20 ชั่วโมงต่อเนื่องย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดพลาดแต่ปัญหาคือระบบสาธารณสุขไทยกำลังขาดพยาบาลอย่างหนักหลายโรงพยาบาลต้องใช้เวรต่อเนื่องOTการดึงคนมาช่วยเวรเพื่อให้ระบบยังเดินต่อได้เมื่อรัฐประกาศ จำกัด OTแต่ไม่เพิ่มจำนวนพยาบาลค่าตอบแทนหรือบุคลากรใหม่ผลลัพธ์จึงไม่ใช่การแก้ Burnoutแต่คือรายได้ลดคนลาออกระบบยิ่งขาดคน

ความจริงที่คนหน้างานรู้ดีแต่ไม่ค่อยมีใครพูดสำหรับพยาบาลจำนวนมากโดยเฉพาะ ลูกจ้างรายวันOT คือรายได้หลักเมื่อรัฐจำกัด OTแต่เงินเดือนพื้นฐานยังเท่าเดิมคำถามง่ายๆคือใครจะอยู่ในระบบต่อเพราะค่าครองชีพไม่ได้ลดลงตามนโยบายสิ่งที่จะเกิดขึ้นจึงคาดเดาได้ทันทีพยาบาลย้ายไปเอกชนย้ายไปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือออกจากวิชาชีพนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ แพทย์ในระบบรัฐมาแล้ว

แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ “จำนวนคนไข้ไม่เคยถูกจำกัด”ในระบบสุขภาพทุกประเทศโรงพยาบาลมีสิ่งที่เรียกว่าCapacityหรือขีดความสามารถสูงสุดของระบบขึ้นอยู่กับจำนวนแพทย์จำนวนพยาบาลเตียงห้องผ่าตัดบุคลากรสนับสนุนเมื่อบุคลากรถูกจำกัดแต่จำนวนผู้ป่วยยังเข้ามา ไม่จำกัดสิ่งที่เกิดขึ้นมีเพียงสองทาง 1. คุณภาพการรักษาลดลง 2. ต้องจำกัดจำนวนผู้ป่วย ทั่วโลกเลือกข้อที่สอง

ภาพอนาคตที่สังคมไทยกำลังจะเห็นหากบุคลากรยังขาดและ OT ถูกจำกัดจริงโรงพยาบาลจำนวนมากอาจต้องเริ่มใช้มาตรการที่คนไทยไม่คุ้นเคย

1. จำกัดจำนวนผู้ป่วยต่อวันเช่นรับผู้ป่วย 120 คนต่อวันเมื่อครบผู้ที่มาเพิ่มจะถูกนัดวันถัดไปหรือแนะนำไปคลินิกอื่น

2. จำกัด Walk-inปัจจุบันคนไทยคุ้นเคยกับการเดินเข้าโรงพยาบาลได้เลยแต่ในอนาคตอาจกลายเป็นนัดหมาย 80 คนWalk-in 40 คนเมื่อ Walk-in เต็มฝ่ายทะเบียนจะต้องบอกคุณว่า“วันนี้คิวเต็มแล้วค่ะ”


3. จำกัดจำนวนผ่าตัดต่อวันห้องผ่าตัดมีขีดจำกัดเช่นห้องผ่าตัด 4 ห้องวิสัญญีแพทย์ 3 คนพยาบาล OR 6 คนเมื่อโควต้าเต็มเคสจะถูกเลื่อนเป็นสัปดาห์หน้าหรือเดือนหน้าหรือปีหน้าต้อกระจก คนสูงอายุก็จะมีระยะเวลาที่ตามัว อยู่นานขึ้นกว่าจะได้ผ่าตัดเคส มะเร็ง ก้อนมะเร็งก็อาจจะใหญ่ขึ้นผู้ป่วยรอไม่ไหว ก็ต้องยอมไปเสียเงิน เอกชน

4.คนที่มีเส้นมีสาย ก็จะพยายามใช้เส้นสายฝากหมอ ฝากพยาบาลฝากคนรู้จักให้ลัดคิวเพราะคิวมีจำนวนจำกัดอาจมี คนหารายได้ ทางนี้เพิ่มขึ้น ในบางแห่งที่ ไม่มีธรรมาภิบาลและ ขาดการกำกับดูแลจาก ผู้อำนวยการเราไม่ได้บอกว่าเป็นทุกแห่งนะครับคนที่ไม่มีเส้นสาย ประชาชนคนยากจนทั่วไปก็จะลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ

5. ส่งผู้ป่วยไปคลินิกชุมชนอบอุ่นผู้ป่วยจำนวนมากอาจถูกแนะนำให้ไปคลินิกชุมชนอบอุ่นหรือคลินิกปฐมภูมิก่อนเพื่อให้โรงพยาบาลรับเฉพาะเคสที่ซับซ้อน

สิทธิฟรีไม่ได้แปลว่าทรัพยากรไม่จำกัดนี่คือความจริงที่ระบบสุขภาพทั่วโลกต้องยอมรับทรัพยากรมีจำกัดเสมอแพทย์จำกัดพยาบาลจำกัดงบประมาณจำกัดแต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาระบบสุขภาพไทยถูกเล่าให้ประชาชนฟังว่าทุกอย่างฟรีและเข้าถึงได้ไม่จำกัดนี่คือจุดที่การเมืองประชานิยมเข้ามามีบทบาทเพราะการพูดว่า“ทุกอย่างฟรี ไม่มีข้อจำกัด”เป็นสิ่งที่ประชาชนชอบฟังแต่ในโลกของความจริงระบบสุขภาพทุกประเทศต้องเลือกระหว่างฟรีทุกอย่างเข้าถึงได้ทันทีคุณภาพสูงสามอย่างนี้พร้อมกันไม่ได้

คำถามที่สังคมต้องเริ่มถามหลายปีที่ผ่านมางบประมาณสุขภาพของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่คำถามสำคัญคือเงินไปอยู่ตรงไหนโดยเฉพาะงบประมาณขนาดใหญ่ในระบบสปสช.สังคมควรถามให้ชัดว่าเงินถูกกระจายไปที่ไหนสัดส่วนที่ถึง “บุคลากรหน้างาน” เท่าไรทำไมโรงพยาบาลจำนวนมากจึงยังขาดพยาบาลอย่างหนักเพราะหากโครงสร้างงบประมาณยังเหมือนเดิมต่อให้มีนโยบายใหม่อีกกี่ฉบับมันก็เป็นเพียงการแก้ที่ปลายเหตุ

ความจริงที่สังคมไทยกำลังปฏิเสธวันนี้หลายคนยังพูดว่า“อย่ามองโลกในแง่ร้าย”“ระบบยังไม่ถึงขั้นนั้น”แต่คนที่ทำงานในโรงพยาบาลรู้ดีว่าสัญญาณเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นแล้วบุคลากรลาออกเวรขาดคนคิวผ่าตัดยาวขึ้นภาระงานเพิ่มขึ้นทุกปีระบบอาจยังไม่ล้มแต่กำลังถูกดันไปถึง ขีดจำกัด

และเมื่อถึงวันนั้นสิทธิฟรีอาจยังอยู่แต่สิ่งที่หายไปคือความสามารถในการเข้าถึงบริการคุณยังมีสิทธิรักษาแต่คุณอาจต้องรอคิวนัดล่วงหน้าหรือถูกบอกว่า“วันนี้คิวเต็มแล้วค่ะ”

เพราะระบบสาธารณสุขไทยไม่ได้กำลังขาดนโยบายมันกำลังขาดความกล้าที่จะพูดความจริงและถ้าความจริงยังไม่ถูกพูดวันหนึ่งสิ่งที่ล่มสลายอาจไม่ใช่แค่ระบบเวรพยาบาลแต่มันคือระบบสาธารณสุขทั้งระบบซึ่งต้องมองให้เป็น บริหารให้เป็นและอย่ากอดประชานิยมจนระบบล่มสลายโดยเฉพาะผู้บริหารจากฝ่ายการเมืองและ สปสช.และกระทรวงสาธารณสุข

แอดมิน ประชาตมแพทย์

12 มีค.2569