ศาล รธน.สั่งชะลอวินิจฉัย บัตรเลือกตั้งติด Barcode-QR Code รอความเห็นผู้เชี่ยวชาญ

ศาล รธน.สั่งชะลอวินิจฉัย บัตรเลือกตั้งติด Barcode-QR Code รอความเห็นผู้เชี่ยวชาญ

ศาล รธน.สั่งชะลอวินิจฉัย บัตรเลือกตั้งติด Barcode-QR Code รอความเห็นผู้เชี่ยวชาญ

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.17 น.

“ศาลรัฐธรรมนูญ”สั่งชะลอวินิจฉัยบัตรเลือกตั้งติด Barcode-QR Code รอความเห็นผู้เชี่ยวชาญ ปม”ผู้ตรวจการแผ่นดิน”ยื่นร้องส่อไม่เป็นความลับ

15 กรกฎาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ประชุมปรึกษาคดีในเรื่องพิจารณาที่ ต. 30/2569 กรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยผู้ร้องระบุว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 คำร้อง เพื่อขอให้พิจารณายื่นคำร้องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.และคณะ (ผู้ถูกร้อง) ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

โดยคำร้องระบุพฤติการณ์ว่า กกต.ได้กำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนของผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนนได้ ส่งผลให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ อันเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาโดยการอภิปรายแล้ว มีคำสั่งให้รอความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญ และเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อนำเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

23 ล้านครัวเรือนเฮ! เอกนัฏ ผ่าตัดใหญ่ค่าไฟทั้งระบบ ดึงค่าไฟฟ้าสาธารณะออก

23 ล้านครัวเรือนเฮ! เอกนัฏ ผ่าตัดใหญ่ค่าไฟทั้งระบบ ดึงค่าไฟฟ้าสาธารณะออก

23 ล้านครัวเรือนเฮ! เอกนัฏ ผ่าตัดใหญ่ค่าไฟทั้งระบบ ดึงค่าไฟฟ้าสาธารณะออก

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.13 น.

23 ล้านครัวเรือนเฮ! “เอกนัฏ”เตรียมผ่าตัดใหญ่โครงสร้างค่าไฟทั้งระบบ หั่นค่าไฟ 200 หน่วยแรกเหลือ 3 บาท เริ่มรอบบิล ส.ค.นี้ พร้อมปลดล็อก Direct PPA รอบใหม่ เผย กพช.ไฟเขียวแยกประเภทผู้ใช้ไฟดาต้าเซนเตอร์ กำหนดอัตราค่าไฟใหม่ให้สะท้อนการใช้ไฟที่มาก ส่วนค่าไฟทางสาธารณะให้เอาออกจากค่าไฟฐานเพื่อลดภาระประชาชน เร่งเดินหน้ารื้อสัญญาชั่วนิรันดร์สร้างความเป็นธรรมสัญญาภาครัฐ

15 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน ว่า ที่ประชุม กพช.มีมติสำคัญในการผ่าตัดโครงสร้างค่าไฟฟ้าครั้งใหญ่เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชนอย่างยั่งยืน และเตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศ

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ในส่วนแรกที่ประชุม กพช.เห็นชอบให้ดำเนินมาตรการลดค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านที่อยู่อาศัยทุกครัวเรือน โดยกำหนดให้อัตราค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรก มีราคาไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งมาตรการนี้จะครอบคลุมประชาชนกว่า 23 ล้านครัวเรือน รวมถึงกลุ่มบ้านเช่าและผู้ใช้ทะเบียนบ้านชั่วคราวด้วย โดยคาดว่ามาตรการนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ได้ทันใน รอบบิลเดือนสิงหาคมนี้ หลังผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจาก กกพ.

“เราไม่ได้แค่ปรับลดค่า FT ตามรอบ 4 เดือน แต่เป็นการรื้อโครงสร้างค่าไฟฐานใหม่ โดยการแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะได้นำออกมาจากค่าไฟฟ้าฐานของกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าเดิมเพื่อนำส่วนต่างมาเป็นส่วนลดให้ประชาชน” นายเอกนัฏ กล่าว

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ที่ประชุม กพช.ยังได้ประกาศนโยบายเปิดตลาดรับซื้อไฟฟ้าสะอาดเสรี (Direct PPA) รอบใหม่ โดยเป็นการรับซื้อแบบไม่มีขีดจำกัด จากเดิมที่เคยจำกัดเฉพาะกลุ่มดาต้าเซนเตอร์ (Data Center) และจำกัดปริมาณเพียง 2,000 เมกะวัตต์ แต่เกณฑ์ใหม่จะเปิดกว้างให้ทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดสามารถซื้อขายได้โดยตรง

“เราจะเปลี่ยนบทบาทให้การไฟฟ้าทำหน้าที่ดูแลระบบโครงข่าย (Grid) เพียงอย่างเดียว ส่วนการซื้อขายจะเป็นเรื่องของคู่สัญญาที่ตัดสินใจได้เองตามกลไกตลาด เพื่อให้เกิดการแข่งขันและไม่มีการผูกขาด ใครผลิตได้ถูกที่สุด ผู้ซื้อก็มีสิทธิ์เลือกซื้อจากรายนั้น” รมว.พลังงาน กล่าว

สำหรับการเข้ามาของกลุ่มดาต้าเซนเตอร์ที่มีการเข้ามาลงทุนมากและต้องการใช้ไฟฟ้ามาก นายเอกนัฏ กล่าวว่า การจัดระเบียบใหม่ในเรื่องนี้จะมีการแยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าในกลุ่มดาต้าเซนเตอร์ ออกมาเป็นการเฉพาะเพื่อให้ราคาค่าไฟฟ้าสะท้อนถึงต้นทุนเชื้อเพลิงไฟฟ้า โดยเฉพาะการนำเข้าก๊าซ LNG จริง โดยเรื่องนี้ต้องอยู่บนหลักการว่าไม่ให้ภาระต้นทุนเชื้อเพลิงราคาแพงถูกผลักไปหาประชาชนผู้ใช้ไฟบ้าน นอกจากนี้ การใช้พลังงานของดาต้าเซนเตอร์จะต้องถูกกำกับดูแลให้ผูกโยงกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างเหมาะสมด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ค่าไฟฟ้าสำหรับกลุ่มดาต้าเซนเตอร์จะอยู่ที่ 5 – 6 บาทต่อหน่วยหรือไม่ รมว.พลังงาน กล่าวว่าหากดูจากราคาค่าเชื้อเพลิง LNG ได้ตามกลไกราคาเชื้อเพลิงในขณะนี้ โดยอัตราค่าไฟของดาต้าเซนเตอร์จะถูกกำหนดให้สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริงของการนำเข้าก๊าซ LNG ซึ่งหากราคา LNG ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น อัตราค่าไฟของกลุ่มนี้ก็มีโอกาสที่จะสูงขึ้นเช่นกัน โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ไปศึกษาอัตราโครงสร้างค่าไฟของผู้ใช้ไฟกลุ่มนี้ซึ่งจะสูงกว่าค่าไฟฟ้าของกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆและที่อยู่อาศัย เนื่องจากผู้ใช้ไฟในกลุ่มนี้ใช้ไฟฟ้าสูงมาก

นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่าที่ประชุม กพช.ยังเห็นชอบตามมติของคณะกรรมการการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานให้ดำเนินการกับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าที่ภาครัฐอุดหนุน (Adder) จากเดิมที่มีราคาสูงถึง 6.50 – 8 บาทต่อหน่วย หรือบางแห่งได้ราคารับซื้อสูงถึง 10 บาทต่อหน่วย โดยสั่งการให้การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง เร่งเจรจายกเลิกสัญญาที่ต่อโดยอัตโนมัติให้กับเอกชน หรือสัญญาชั่วนิรันดร์เพื่อกำหนดวันสิ้นสุดสัญญา และปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าให้สอดคล้องกับราคารับซื้อปัจจุบัน หรือค่า “FiT” ที่ประมาณ 2.16 บาทต่อหน่วย รวมทั้งในอนาคตจะมีการบริหารจัดการค่าพร้อมจ่าย (AP) จากโรงไฟฟ้าสำรองที่มีมากเกินความจำเป็น โดยจะนำไฟฟ้าส่วนเกินนี้ไปขายให้แก่กลุ่มที่ต้องการในราคาที่เหมาะสม เพื่อนำรายได้กลับมาเป็นส่วนลดค่าไฟให้ประชาชนต่อไป

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ในส่วนของพลังงานทางเลือกนั้น กพช.ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ในบ้านพักอาศัยแล้ว โดยมีมติให้รับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินคืนในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย พร้อมสนับสนุนการตั้งศูนย์ One Stop Service เพื่อลดขั้นตอนยุ่งยาก และจัดหามาตรการช่วยเหลือด้านเงินกู้ ส่วนลดเงินดาวน์ และส่วนลดแผงโซลาร์ เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาผลิตไฟฟ้าใช้เองมากขึ้น

ปลดแอก 39 ปี ลอรี่ เผย ข่าวดี แยกค่าไฟสาธารณะ 1.8 หมื่นล้าน ออกจากบิล ปชช. สำเร็จ

ปลดแอก 39 ปี ลอรี่ เผย ข่าวดี แยกค่าไฟสาธารณะ 1.8 หมื่นล้าน ออกจากบิล ปชช. สำเร็จ

ปลดแอก 39 ปี ลอรี่ เผย ข่าวดี แยกค่าไฟสาธารณะ 1.8 หมื่นล้าน ออกจากบิล ปชช. สำเร็จ

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.48 น.

วันนี้ 15 กรกฎาคม 2569 นาย พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน โพสต์เกี่ยวกับค่าไฟสาธารณะ 1.8หมื่นล้าน ออกจากบิลปชช. หลังอุ้มมานานถึง 39 ปี โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “ปลดแอกแล้ว! เอกนัฏ ดึงค่าไฟสาธารณะ 1.8หมื่นล้าน ออกจากบิลปชช. หลังอุ้มมานาน39ปี ผ่านมติ กพช.”

พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ

ก่อนที่ในเวลาต่อมาเจ้าตัวจะเจ้ามาโพสต์ภาพของนายกฯอนุทิน พร้อมข้อความว่า “นายกอนุทิน นำประชุมกพช.วันนี้ ยังมีมติสำคัญ ประเภทผู้ใช้ไฟ: ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่จะมาแบกค่าไฟคนไทย โปรดติดตามครับ”

กระทั่ง นาย พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ ยังได้เข้ามาคอมเมนต์และภาพเพิ่มเติมใต้โพสต์ของตัวเองอีกว่า “แยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน ที่ประชุมเห็นชอบให้แยกต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะ เช่น ไฟถนน ออกจากอัตราที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป และกำหนดเป็นอัตราใหม่โดยเฉพาะ พร้อมมอบหมายให้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อให้จัดเก็บ เงินเข้ากองทุนจากแหล่งใหม่เพิ่มเติม ได้แก่ ผู้ใช้ไฟฟ้า Data Center ผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: DPPA) เงินจากการลดอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่ม (Adder) และโครงการโซลาร์ชุมชน โดยนำเงินดังกล่าวไปใช้ลดค่าไฟฟ้าสาธารณะและลดภาระค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยต่อไปการดำเนินการดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มุ่งสู่พลังงานสะอาด อย่างมั่นคง ปรับโครงสร้างสู่การแข่งขันเสรี ให้ราคาเป็นธรรม”

พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ

หลังจากที่โพสต์ของ พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ทำเอาชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์แสดงความหินกันเป็นจำนวนมาก เช่น 

“และแล้วคุณเอกนัฏก็เคลียร์เรื่องนี้ได้จริงๆ ต้องขอบคุณและบอกว่าคุณเก่งมากสมแล้วที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลกระทรวงพลังงาน และขอชื่นชมทีมงานทุกคนด้วยนะครับ”

“ขอบคุณทีมพลังงานครับ”

“เจ๋ง มันต้องเด็ดขาดแบบนี้”

“30ปีที่ผ่านมา คุณทำได้”

“ไม่เก็บจากประชาชน แล้วใช้งบประมาณแผ่นดินจ่ายเหรอ ก็เท่ากับใช้ภาษีที่เก็บจากประชาชน ไม่กล้าแตะนายทุนพลังงาน”

“ทำดีต้องชื่นชมค่ะ ส่งกำลังใจรัวๆๆ”

“เยี่ยม..คุณขิงจัดการได้รวดเร็วมากเลยค่ะ”

“แจ๋วครับทำดีต้องชม”

“เยี่ยมๆๆๆๆๆๆ ลอรี่ช่วยดูโซลาเซลให้ปชช.ใช้ได้ถูกกว่านี้หน่อยคับ ขอบคุณคับ ^^”

“ทำดีมากเลยครับขอบคุณจริงๆ”

พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ
พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ
พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ลอรี่ – พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ 

พลพีร์ เผย กพช.ไฟเขียว นำค่าไฟทางไฟสาธารณะ พ้นบิลค่าไฟประชาชน

พลพีร์ เผย กพช.ไฟเขียว นำค่าไฟทางไฟสาธารณะ พ้นบิลค่าไฟประชาชน

พลพีร์ เผย กพช.ไฟเขียว นำค่าไฟทางไฟสาธารณะ พ้นบิลค่าไฟประชาชน

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.34 น.

“พลพีร์” เผย กพช.ไฟเขียว นำค่าไฟทางไฟสาธารณะ พ้นบิลค่าไฟปชช. ดึงกำไรดาต้าเซ็นเตอร์ชดเชย เล็งเริ่มรอบบิล ส.ค. 

เมื่อเวลา 11.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ในฐานะกำกับดูแลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 2/2569 ว่า ที่ประชุมมีมติ ปรับเกณฑ์ค่าไฟโดยคิดอัตรา 3 บาทในกลุ่มผู้ใช้ 200 ยูนิตแรก นอกจากนี้ให้ไปคิดค่าไฟโดยจะเก็บจากกลุ่มอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงที่ประชุมมีมติ ให้เอาค่าไฟสาธารณะออกจากบิลของประชาชน ซึ่งรัฐบาลจะไปหาวิธีการบริหารจัดการงบประมาณเอง โดยสิ่งที่เราจะทำคือไปนำมาจากตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ที่จะมีการลงทุนในอนาคต 

นายพลพีร์  กล่าวว่า ที่ประชุม กพช.วันนี้จะส่งมติต่อให้กับคณะคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) รวมถึง 3 การไฟฟ้าจะไปรับฟังความคิดเห็นอีก 15 วัน จากนั้นจะนำไปพิจารณาเรื่องเรทราคา และอีกส่วนที่ได้จากผลประกอบการของดาต้าเซ็นเตอร์ ก็จะนำมาชดเชยกับในส่วนของค่าไฟสาธารณะ ประมาณ 1.8 หมื่นล้าน ก่อนที่จะนำเสนอสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยคิดว่าจะดำเนินการได้เร็วที่สุดภายในรอบบิลเดือนสิงหาคมนี้

เมื่อถามว่า ในส่วนของการนำค่าไฟทางและสาธารณะออกมาโดยที่ไม่เรียกเก็บจากดาต้าเซ็นเตอร์ จะต้องนำงบประมาณส่วนหนึ่งมาใช้ ใช่หรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า ต้องดูว่าจะจัดการตรงนี้อย่างไร โดยการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จะรับไปดูแล ซึ่งดูจากผลกำไรของกิจกรรมต่างๆ  และส่วนหนึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.)จะไปดูแล ส่วนสัดส่วนจะออกมาอย่างไรต้องรอกกพ.เรียกคุยอีกครั้ง จะมาจากการบริหารตรงนี้ โดยที่ประชาชนไม่ต้องมารับผิดชอบ

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องเรทค่าไฟของดาต้าเซนเตอร์ ที่อาจจะแพงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า คณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นจะมีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เป็นประธาน โดยจะพิจารณาจากการลงทุนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และค่าไฟของประเทศอื่นมาประกอบกับมาตรการที่เราคิดว่าจะเป็นอย่างไร โดยต้องพิจารณาข้อดี-ข้อเสีย ซึ่งในส่วนข้อดีจะมีการลงทุนมหาศาล แต่ไม่เกิดการจ้างงาน และใช้ทรัพยากรในไทยเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าเป็นน้ำ-ไฟ หากยิ่งใช้ไฟเยอะต้นทุนการผลิตยิ่งเยอะ ก็หมายความว่า เราใช้แก๊สเยอะขึ้น ราคายิ่งสูงขึ้น ซึ่งต้องมีคนมาดูแลตรงนี้แต่ต้องไม่เป็นภาระกับประชาชน

เปิดประวัติ อุดม สิทธิวิรัชธรรม นั่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

เปิดประวัติ อุดม สิทธิวิรัชธรรม นั่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

เปิดประวัติ อุดม สิทธิวิรัชธรรม นั่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.19 น.

เปิดประวัติ “อุดม สิทธิวิรัชธรรม” นั่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

15 ก.ค.2569 ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเลือก นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

สำหรับ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม เกิดวันที่ 22 พ.ย.2497 ได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ดำรงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2563

ประวัติการศึกษา

นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง (พ.ศ.2517)

เนติบัณฑิตไทย สมัยที่ 28 สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา (พ.ศ.2518)

นิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (พ.ศ.2525) ตำแหน่งหน้าที่สำคัญในอดีต

นายทหารพระธรรมนูญ กองทัพเรือ (25 มี.ค.2519 – 30 ก.ย.2524)

ผู้ช่วยผู้พิพากษา ผู้พิพากษาประจำกระทรวงช่วยทำงานในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัดทุ่งสง และผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดแม่สอด ศาลจังหวัดพิษณุโลก และศาลจังหวัดนครสวรรค์ (1 ต.ค.2524 – 31 ต.ค.2534)

ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำกระทรวง ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำกระทรวงช่วยทำงานในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนครสวรรค์  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดหลังสวน ศาลจังหวัดอุทัยธานี และศาลจังหวัดกำแพงเพชร (1 พ.ย.2534 – 10 เม.ย.2540)

ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา (11 เม.ย.2540 – 2 มิ.ย.2542)

ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 6 (3 มิ.ย.2542 – 1 ต.ค.2549)

ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ภาค 3 (2 ต.ค.2549 – 30 ก.ย.2550)

ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลอุทธรณ์ภาค 5 และประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลอุทธรณ์ภาค 3 (1 ต.ค.2550 – 30 ก.ย.2552)

รองประธานศาลอุทธรณ์ (1 ต.ค.2552 – 30 ก.ย.2554)

อธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 และ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ (1 ต.ค.2554 – 30 ก.ย.2556)

ผู้พิพากษาศาลฎีกา (1 ต.ค.2556 – 30 ก.ย.2557)

ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 (1 ต.ค.2557 – 30 ก.ย.2559)

ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา (1 ต.ค.2559 – 30 ก.ย.2561)

ประธานแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกา (1 ต.ค.2561 – 25 ก.พ.2563)

โสภณ ประกาศยกเลิกระเบียบแต่งตั้งบุคคลช่วยงานสภา-ส.ส.-ส.ว. ฉบับปี 68

โสภณ ประกาศยกเลิกระเบียบแต่งตั้งบุคคลช่วยงานสภา-ส.ส.-ส.ว. ฉบับปี 68

โสภณ ประกาศยกเลิกระเบียบแต่งตั้งบุคคลช่วยงานสภา-ส.ส.-ส.ว. ฉบับปี 68

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.14 น.

ด่วน!”โสภณ” ประกาศยกเลิกระเบียบแต่งตั้งบุคคลช่วยงานสภา-ส.ส.-ส.ว. ฉบับปี 68

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวปไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ ระเบียบรัฐสภายกเลิกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน
ของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2568 พ.ศ. 2569 

โดยที่เป็นการสมควรยกเลิกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2568 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 (2) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการฝ่ายรัฐสภาพ.ศ. 2545 ก.ร. จึงออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้ข้อ 1ระเบียบนี้ให้ไข้ยังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ข้อ 2 ให้ยกเลิกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2568 ประกาศ ณ วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569 นายโสภณ ซารัมย์ประธานรัฐสภา

ศาลรธน.วินิจฉัย 7 ต่อ 2 ชี้ข้อห้ามสมัครเลือกตั้งท้องถิ่น พ้นโทษไม่ถึง 5 ปี ขัดรัฐธรรมนูญ

ศาลรธน.วินิจฉัย 7 ต่อ 2 ชี้ข้อห้ามสมัครเลือกตั้งท้องถิ่น พ้นโทษไม่ถึง 5 ปี ขัดรัฐธรรมนูญ

ศาลรธน.วินิจฉัย 7 ต่อ 2 ชี้ข้อห้ามสมัครเลือกตั้งท้องถิ่น พ้นโทษไม่ถึง 5 ปี ขัดรัฐธรรมนูญ

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.12 น.

ศาลรัฐธรรมนูญมติ 7 ต่อ 2 ชี้ พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่นฯ มาตรา 50 (18) ขัดรัฐธรรมนูญ ส่วนคุณสมบัตินายก อบต.รอด มติเอกฉันท์ไม่ขัดกฎหมายสูงสุด

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญนั่งบัลลังก์วินิจฉัยคำโต้แย้งจากศาลปกครองพิษณุโลกและเชียงใหม่ มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 ชี้บทบัญญัติลักษณะต้องห้ามสิทธิสมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่น กรณีเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดและพ้นโทษยังไม่ถึง 5 ปี ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 26 ขณะที่ปมคุณสมบัตินายก อบต. มติเอกฉันท์ชี้ไม่ขัดกฎหมาย

ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมปรึกษาคดีพิจารณาที่ 34/2568 และเรื่องพิจารณาที่ 40/2568 ซึ่งศาลปกครองพิษณุโลกและศาลปกครองเชียงใหม่ ได้ส่งคำโต้แย้งของผู้ฟ้องคดีในคดีหมายเลขดำที่ 111/2568 และคดีหมายเลขดำที่ 189/2568 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ว่าพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 50 (18) และ พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 58/1 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง หรือไม่

โดยผลการพิจารณาในประเด็นแรก ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 เสียง วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 50 (18) ซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง กรณีต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่า กระทำความผิดตามพ.ร.บ. นี้ไม่ว่าจะได้รับโทษหรือไม่ โดยได้พ้นโทษหรือต้องคำพิพากษามายังไม่ถึง 5 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง มีลักษณะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง นั้น

โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 7 คน ประกอบด้วย นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายวิรุฬห์ แสงเทียน, นายจิรนิติ หะวานนท์, นายนภดล เทพพิทักษ์, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, นายอุดม รัฐอมฤต และนายสราวุธ ทรงศิวิไล ขณะที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย 2 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ วินิจฉัยว่าบทบัญญัติดังกล่าวไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

ส่วนประเด็นที่สอง ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 58/1 ซึ่งกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อาทิ ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี นับถึงวันเลือกตั้งและสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า หรือเคยเป็นสมาชิกสภาตำบล สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกรัฐสภา นั้น ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง

ด่วน! มติเสียงข้างมากเลือก ‘อุดม สิทธิวิรัชธรรม’ นั่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

ด่วน! มติเสียงข้างมากเลือก ‘อุดม สิทธิวิรัชธรรม’ นั่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

ด่วน! มติเสียงข้างมากเลือก ‘อุดม สิทธิวิรัชธรรม’ นั่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.05 น.

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญร่วมกัน 9 คน ระหว่างบุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรง ตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมญกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งยังไม่พ้นจากตำแหน่ง ได้มีมติเลือกนายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ 

ทั้งนี้ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะได้มีหนังสือแจ้งผลการเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญไปยังสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเพื่อขอให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายบัญญัติติติต่อไป

สืบเนื่องมาจากกรณีตามที่วุฒิสภา ในคราวการประชุมครั้งที่ 24 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เมื่อวันอังคารที่23 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมได้ลงมติให้ความเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธธรรมนูญ ตามมาตรา 8 (4) ประกอบมาตรา 12 วรรคสิบ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 จำนวน 1 คน คือ พลตำรวจโทจักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช และให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการจัดให้บคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธธรรมนูญดังกล่าว ประชุมร่วมกับ (1) นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม (2) นายวิรุหห์ แสงเทียน (3) นายจิรนิติ หะวานนท์ (4) นายนภดล เทพพิทักษ์ (5) นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ (6) นายอุดม รัฐอมฤต (7) นายสุเมธ รอยกุลเจริญ และ (8)นายสราวุธ ทรงศิวิไล ซึ่งยังไม่พ้นจากตำแหน่งเพื่อเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญและแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ เพื่อจักได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายบัญญัติติต่อไป

ปกรณ์ เผย รัฐผุดแนวคิด ‘ประกันภัยพิบัติ’ ดึงเอกชนร่วมจ่าย เชื่อประชาชนได้เงินเร็ว-ช่วยลดภาระงบประมาณ

ปกรณ์ เผย รัฐผุดแนวคิด ‘ประกันภัยพิบัติ’ ดึงเอกชนร่วมจ่าย เชื่อประชาชนได้เงินเร็ว-ช่วยลดภาระงบประมาณ

ปกรณ์ เผย รัฐผุดแนวคิด ‘ประกันภัยพิบัติ’ ดึงเอกชนร่วมจ่าย เชื่อประชาชนได้เงินเร็ว-ช่วยลดภาระงบประมาณ

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.28 น.

”ปกรณ์“ เผย รัฐผุดแนวคิด “ประกันภัยพิบัติ” ดึงเอกชนร่วมจ่าย ขณะที่ เบี้ยประกันขึ้นอยู่กับความเสี่ยงแต่ละพื้นที่ เชื่อ ประชาชนได้เงินเร็ว – จำนวนมากกว่ารัฐจ่าย – ช่วยลดภาระด้านงบประมาณ ล่าสุด “มหาดไทย – คลัง – คปภ. – สมาคมประกันวินาศภัย“ คุยเบื้องต้นแล้ว ยึดโมเดลญี่ปุ่น รอสรุปก่อนนำหลักการ ชงครม.เร็วๆนี้

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเหตุภัยพิบัติต่างๆที่ปัจจุบันทวีความรุนแรง และเกิดเหตุถี่ขึ้นว่า รัฐบาลติดตาม และหามาตรการต่างๆเกี่ยวกับเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้ว โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย ศึกษาแนวทางการช่วยเหลือประชาชน นอกเหนือจากแนวทางที่รัฐบาลต้องจ่ายเงินอุดหนุนอย่างเดียว โดยมีเป้าหมายคือทำอย่างไรที่จะทำให้เงินชดเชยที่ให้กับประชาชนสูงขึ้น จึงมีการพูดถึงความร่วมมือกับภาคเอกชนเรื่องการทำประกันภัยภัยพิบัติ ว่าภาคเอกชนจะสามารถเข้ามาช่วยสนับสนุนได้อย่างไร 
     
ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย ได้ศึกษาเรื่องดังกล่าวร่วมกับกระทรวงการคลัง คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และสมาคมประกันวินาศภัยไทย ซึ่งหลักการเบื้องต้นจะเหมือนกับแนวทางของประเทศญี่ปุ่น เกี่ยวกับภัยแผ่นดินไหว น้ำท่วม และวาตภัย ถ้ามีบริษัทเข้ามารับประกันภัยจะช่วยลดภาระด้านงบประมาณส่วนนี้ได้ รวมถึงหากเข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนดเอกชนจะจ่ายเงินได้รวดเร็วกว่าภาครัฐ    

นายปกรณ์ กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นเรื่องที่ทางภาคเอกชนอยากจะทำอยู่แล้ว ขณะที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการได้รับเงินเร็วขึ้น และได้จำนวนเงินมากขึ้น สมมติถ้าเกิดความเสียหาย รัฐสั่งจ่าย 9,000 บาท แน่นอนว่าไม่เพียงพอ เพราะการซ่อมแซมบ้านจะต้องมีค่าใช้จ่ายเยอะกว่านั้น แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่รัฐจะจ่ายได้ขนาดนั้น จึงเป็นที่มาของแนวคิดประกันภัยพิบัติ ซึ่งโมเดลของประเทศญี่ปุ่น กรณีเกิดความเสียหายจากแผ่นดินไหว บริษัทประกันจะจ่ายก่อนด้วยความรวดเร็ว เท่ากับความเสียหายจะได้รับการชดเชยเร็ว ซึ่งแต่ละพื้นที่เบี้ยประกันจะไม่เท่ากัน เพราะมีความเสี่ยงที่จะประสบภัยต่างกัน การให้บริษัทเอกชนเข้ามารับประกันภัย ข้อดีคือการจ่ายเงินจะมีความรวดเร็ว เมื่อเข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนดจะจ่ายได้ทันที
     
“ปัจจุบันเวลาเบิกจ่ายงบประมาณแต่ละครั้งจะมีความยุ่งยาก บางครั้งมีความล่าช้า ทำให้ผู้ประสบภัยเดือดร้อนมาก และได้เงินนิดเดียว เพราะรัฐจ่ายแบบครอบคลุม แต่หากเป็นการจ่ายลักษณะเบี้ยประกันภัยจะมีเพดานการจ่าย จ่ายเพิ่มเติมเท่าไหร่หรือจ่ายปกติเท่าไหร่ หากเกินกว่านั้นบริษัทประกันไม่รับ ก็เป็นส่วนที่ต้องมาดูว่ารัฐจะช่วยได้เท่าไหร่ ซึ่งจำนวนไม่มากแล้ว ถือเป็นการช่วยลดภาระทางการคลัง ยืนยันว่าแนวคิดนี้ไม่ใช่ว่ารัฐไม่ดูแล รัฐยังดูแล แต่เป็นการดูแลที่เป็นประโยชน์มากกว่า“ นายปกรณ์ กล่าว

นายปกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้หน่วยงานที่ได้รับมอบหมายหารือกันเบื้องต้นแล้ว อยู่ในขั้นตอนสรุปตัวเลขเพื่อนำเสนอหลักการต่อครม. ว่าจะใช้แบบเดียวกับของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตนได้เร่งให้ดำเนินการเพื่อจะได้เสนอหลักการต่อที่ประชุม ครม.โดยเร็วที่สุด 

บอร์ดเด็กแห่งชาติ ไฟเขียว เบี้ยเด็กแรกเกิดถ้วนหน้า 600 บาท 0-6 ปี

บอร์ดเด็กแห่งชาติ ไฟเขียว เบี้ยเด็กแรกเกิดถ้วนหน้า 600 บาท 0-6 ปี

บอร์ดเด็กแห่งชาติ ไฟเขียว เบี้ยเด็กแรกเกิดถ้วนหน้า 600 บาท 0-6 ปี

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.18 น.

“ยศชนัน” ประชุม “บอร์ดเด็กแห่งชาติ” ไฟเขียวเบี้ยเด็กแรกเกิดถ้วนหน้า 600 บาท ตั้งแต่ 0-6 ขวบ ชูวาระ “มหัศจรรย์ 2,500 วัน” พร้อมหนุนแผนยุทธศาสตร์เยาวชน 10 ปี

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยผลประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (กดยช.) ครั้งที่ 2/2569 ว่า ประเด็นการส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ประกอบกับภาวะการเกิดที่น้อยลง ดังนั้น เป้าหมายที่สำคัญ คือ การทำให้เด็กและเยาวชนที่เกิดมามีคุณภาพและผลิตภาพ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาจึงต้องก้าวให้ทัน 

นายยศชนัน ย้ำอีกว่า “การส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนต้องมีความครอบคลุมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นมิติด้านสุขภาพทั้งกายและใจ ทักษะชีวิต และทักษะด้านอาชีพในอนาคต ผ่านการจัดสวัสดิการและการให้บริการที่เหมาะสม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเปิดโอกาสอย่างเท่าเทียม”

นอกจากนี้ยังเชื่อมั่นว่าความสำคัญของการพัฒนาต้องเริ่มจาก การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน เพื่อให้พวกเขาได้สะท้อนความต้องการ หรืออุปสรรคที่กระทบต่อการใช้ชีวิตโดยมีผู้ใหญ่คอยหนุนเสริม ผลักดันความต้องการ และขจัดปัญหาอุปสรรคเหล่านั้นให้เด็กและเยาวชนเติบโตไปอย่างมีคุณภาพ

สำหรับวาระสำคัญที่ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ คือการจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดช่วงอายุ 0-6 ปีแบบถ้วนหน้า ในอัตรา 600 บาทต่อคนต่อเดือน โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ซึ่งทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะเร่งนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป นอกจากนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกและลดระยะเวลาการรอคอยของประชาชน ที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้ยกเลิกขั้นตอนการติดประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินอุดหนุน เพื่อลดขั้นตอนการลงทะเบียนและช่วยให้เด็กได้รับสิทธิรวดเร็วยิ่งขึ้น  

อีกหนึ่งมติ คือการขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการเกิดและพัฒนาเด็กไทยคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “มหัศจรรย์ 2,500 วัน” โดยที่ประชุมเห็นชอบให้การพัฒนาเด็กในช่วง 2,500 วันแรกของชีวิตเป็นวาระสำคัญระดับชาติ เพื่อรับมือกับวิกฤตประชากรและยกระดับการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ ซึ่งมาตรการนี้จะเน้นการใช้กลไกชุมชนร่วมดูแล บูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง และสนับสนุนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กปฐมวัยแห่งชาติ (National Early Childhood Data Platform) 

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ 10 ปี ของสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย (พ.ศ. 2568 – 2574) ซึ่งครอบคลุมประเด็นการพัฒนา 6 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 2. การพัฒนาสุขภาวะจิตและสุขภาวะที่ดี 3. การขยายโอกาสด้านการจ้างงาน 4. การรับประกันการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย 5. การรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 6. การป้องกันและตอบสนองต่อความรุนแรงต่อเด็กและเยาวชน 

พร้อมกันนี้ยังได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการผลักดันให้มีผู้แทนเยาวชนเข้าร่วมในกลไกของกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎรอีกด้วย