รุทธพล ลั่นจับ 2 ตัวละครสำคัญคดี Forex ครบแล้ว เชื่อ ภาวุธ ไม่หนี

รุทธพล ลั่นจับ 2 ตัวละครสำคัญคดี Forex ครบแล้ว เชื่อ ภาวุธ ไม่หนี

รุทธพล ลั่นจับ 2 ตัวละครสำคัญคดี Forex ครบแล้ว เชื่อ ภาวุธ ไม่หนี

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.09 น.

“รุทธพล” เผย รวบผู้ต้องหาตามหมายจับคดี Forex ครบแล้ว 2 ราย  ชี้ เป็นตัวละครสำคัญ เชื่อ “ภาวุธ” ไม่หนี แจงเรียกสอบปากในช่วงปิดสมัยประชุมสภา เหตุดีเอสไอต้องทำให้เสร็จโดยเร็ว

วันที่ 15 กรกฎาคคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการจับกุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลในคดี Forex ว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้จับกุม น.ส.มัลลิกา มากสลุด ผู้บริหารและกรรมการบริษัท คิวอาร์เอส เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ซึ่งเป็นโบรกเกอร์ของบริษัท คิวอาร์เอส ขณะนี้ได้นำตัวมาดีเอสไอเพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม ถือเป็น 1 ใน 2 หมายจับที่ศาลได้อนุมัติ ตอนนี้จับกุมครบ 2 คนแล้ว 

ผู้สื่อข่าวถามว่า น.ส.มัลลิกา ถือเป็นผู้ต้องหาคนสำคัญเลยหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เป็นโบรกเกอร์ของคิวอาร์เอส ถือเป็นผู้ต้องหาคนสำคัญที่เราจะได้ทำการสอบสวนต่อไป เมื่อถามว่า มีบุคคลต้องติดตามตัวอีกหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตอนนี้เราได้จับกุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับครบแล้ว ส่วนการสอบสวน ทางดีเอสไอมีการสอบสวนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีบุคคลที่ต้องจับกุมเพิ่ม มีเพียงที่ดีเอสไอจะต้องออกหมายเรียกมาสอบสวนและสอบปากคำ รวมถึงตัวนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน 

เมื่อถามว่า กรณีนายภาวุธจะต้องเร่งดำเนินการหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า คงเป็นไปตามขั้นตอนของดีเอสไอว่า จะเรียกส่วนไหนมาสอบก่อนหรือสอบหลัง เมื่อถามย้ำว่า จะไม่มีการหลบหนีใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เชื่อว่า ไม่หลบหนี เพราะนายภาวุธเองก็พร้อมเข้ามายืนยันข้อเท็จจริงอยู่แล้ว และดีเอสไอน่าจะเรียกมาสอบในช่วงปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพราะดีเอสไอต้องสอบสวนผู้ต้องหาต่างๆ ให้แล้วเสร็จโดยเร็วอยู่แล้ว  เมื่อถามย้ำว่า จากที่คุยกับดีเอสไอ หลักฐานไปถึงนายภาวุธหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เรื่องรายละเอียดไม่ทราบจริงๆ ต้องถามดีเอสไอ

ผู้สื่อข่าวถามว่า 22 คนที่ดีเอสไอออกหมายเรียก ยืนยันจะเข้ามาให้ปากคำครบทุกคนใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ยังไม่ทราบ ในเมื่อศาลไม่อนุมัติหมายจับ เราก็ต้องออกหมายเรียก แต่ถ้าเรียกไปแล้วจะมาเลยหรือไม่ ตนคิดว่า ขึ้นอยู่บุคคลที่ได้รับหมายเรียก ส่วนจะเรียกครั้งที่ 1 หรือครั้งที่ 2 คงมีกรอบเวลา 

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตกันว่า เหตุใดจึงดีเอสไอจึงขอออกหมายจับเลย พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เพราะเป็นเงื่อนไขของกฎหมายที่สามารถออกได้ แต่ตนเชื่อว่า ต้องมีพยานหลักฐานพอสมควรจึงขอศาลอนุมัติออกหมายจับ

มวยไทย อาหารไทย ฮอตในยุโรป รัฐบาลต่อยอด สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้เข้าประเทศ

มวยไทย อาหารไทย ฮอตในยุโรป รัฐบาลต่อยอด สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้เข้าประเทศ

มวยไทย อาหารไทย ฮอตในยุโรป รัฐบาลต่อยอด สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้เข้าประเทศ

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.36 น.

มวยไทย อาหารไทย ฮอตในยุโรป รัฐบาลต่อยอดสร้างรายได้เข้าประเทศ

เมื่อวันที่ 15 ก.ค.69 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ามวยไทย อาหารไทย และศิลปวัฒนธรรมไทย เป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ” ที่สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก รัฐบาลจึงเดินหน้าผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นรายได้ การค้า การท่องเที่ยว และการจ้างงาน พร้อมรุกขยายโอกาสในตลาดยุโรป ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและมีความสนใจในวัฒนธรรมไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รัชดา ธนาดิเรก

รัฐบาลบูรณาการการทำงานของหลายหน่วยงาน เพื่อผลักดันมวยไทย อาหารไทย และศิลปวัฒนธรรมไทยสู่เวทีนานาชาติ ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการไทย และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นผลเป็นรูปธรรม คือการส่งเสริม มวยไทย ซึ่งเป็นซอฟต์พาวเวอร์สำคัญของไทย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมมวยไทยในประเทศเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ มีผู้ร่วมกิจกรรมฝึกมวยไทยกว่า 530 คน และมีผู้เข้าชมงานกว่า 20,000 คน โดยมี “บัวขาว บัญชาเมฆ” ร่วมเผยแพร่ศิลปะแม่ไม้มวยไทยและสร้างการรับรู้ถึงเอกลักษณ์ของไทย

บัวขาว บัญชาเมฆ

มากไปกว่านั้น รัฐบาลยังเดินหน้ายกระดับมาตรฐานค่ายมวยไทยในต่างประเทศผ่านระบบ Standard Muaythai Gym (SMG) ปัจจุบันมีค่ายมวยไทยได้รับการรับรองแล้ว 138 แห่งทั่วโลก (ข้อมูล ณ เดือนพฤศจิกายน 2568) ขณะที่ข้อมูลจากการกีฬาแห่งประเทศไทยระบุว่า ปัจจุบันมียิมที่เปิดสอนมวยไทยในทวีปยุโรปประมาณ 4,000 แห่ง สะท้อนความนิยมของมวยไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และก่อให้เกิดความต้องการครูมวยไทย อุปกรณ์กีฬา และสินค้าไทยที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งช่วยต่อยอดการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและการเดินทางมาเรียนมวยไทยในประเทศไทย

อาหารไทย เป็นอีกหนึ่งซอฟต์พาวเวอร์ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลส่งเสริมร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพและความเป็นอาหารไทยแท้ ปัจจุบันมีร้านอาหารไทยได้รับตราสัญลักษณ์กว่า 1,500 ร้าน ใน 72 ประเทศทั่วโลก ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและขยายตลาดให้สินค้า วัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์อาหารไทย

อาหารไทย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ทั้งนี้ สถาบันอาหารคาดการณ์ว่า ปี 2569 มูลค่าการส่งออกอาหารไทยจะอยู่ที่ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท โดยตลาดสหภาพยุโรปมีแนวโน้มขยายตัว 15.9% สูงเป็นอันดับสองรองจากเอเชียใต้ สะท้อนศักยภาพของตลาดยุโรปที่มีความต้องการสินค้าอาหารไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การประชาสัมพันธ์อาหารไทยและร้าน Thai SELECT จึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างการรับรู้และเปิดโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการไทย

ขณะเดียวกัน กระทรวงวัฒนธรรม โดยสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ นำเสนอการแสดงนาฏศิลป์ไทยทั้งรูปแบบดั้งเดิมและร่วมสมัย อาทิ “โนรา” มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยยูเนสโก ในงาน Thailand Grand Festival 2026 ณ กรุงเฮก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ พร้อมจัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านนาฏศิลป์ไทยแก่ชุมชนไทยในต่างแดน เพื่อสร้างความเข้าใจและความผูกพันกับวัฒนธรรมไทยในระดับนานาชาติ

“นายกฯอนุทินได้เน้นย้ำว่า การขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ไม่ใช่แค่การเผยแพร่วัฒนธรรมไทย แต่ต้องมองไปให้ถึงการเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านการท่องเที่ยว การส่งออกสินค้า การสร้างอาชีพ และความประทับใจในความเป็นไทย ต่อยอดขยายโอกาสผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก” นางสาวรัชดา กล่าว

การดี โพสต์ถึง ดีอี ถามปม TH-AI Passport หรือเราไม่ใช่ expert

การดี โพสต์ถึง ดีอี ถามปม TH-AI Passport หรือเราไม่ใช่ expert

การดี โพสต์ถึง ดีอี ถามปม TH-AI Passport หรือเราไม่ใช่ expert

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.08 น.

14 กรกฎาคม 2569 นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เพื่อนๆได้ทดลอง TH-AI Passport แต่ทำไมดีอีไม่ชวน การดี เลย หรือเราไม่ใช่ expert”

ทั้งนี้ มีผู้เข้ามาแสดงความเห็นมากมาย อาทิ “ดูจาก ลุงป้าที่เข้าไปฟังวันที่ DE เปิดรับฟังความคิดเห็น อจ. อ้อ ไม่น่าใช่ กลุ่มเป้าหมายนะคะ” นางการดี ตอบกลับว่า “รุ่นป้าๆนี่แหละ รุ่นเดียวกันเบย” , “แอดจะลองบ้างดีมั้ยครับอาจารย์” นางการดี ตอบกลับว่า “เราต้องเปิดห้องช่วยกันลองกันค่ะพี่แอด ตอนนี้ยังอยู่ในกลุ่มทดลอง เสียใจที่เค้าลืมเรา” และ “เอ้าาาา หนูก็รอรีวิวจาก พี่อ้อ” นางการดี ตอบกลับว่า “ไม่ได้รับเชิญอ่า ทำไมเค้ารักเราไม่เท่ากัน” เป็นต้น

นายกฯร่วมฉลองวันชาติฝรั่งเศส ตอกย้ำมิตรภาพไทย-ฝรั่งเศส กว่า 170 ปี

นายกฯร่วมฉลองวันชาติฝรั่งเศส ตอกย้ำมิตรภาพไทย-ฝรั่งเศส กว่า 170 ปี

นายกฯร่วมฉลองวันชาติฝรั่งเศส ตอกย้ำมิตรภาพไทย-ฝรั่งเศส กว่า 170 ปี

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.24 น.

นายกรัฐมนตรีร่วมเฉลิมฉลองงานวันชาติสาธารณรัฐฝรั่งเศส เสริมสร้างความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยาวนานกว่า 170 ปี ระหว่างไทย-ฝรั่งเศส 

เมื่อเวลา 18.40 น. ที่ฌรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และภริยา เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสวันชาติสาธารณรัฐฝรั่งเศสตามคำเชิญของนายฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ (H.E. Mr. Jean-Claude Poimboeuf) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศสประจำประเทศไทย 

เมื่อเดินทางถึง นายกรัฐมนตรีและภริยาได้รับการต้อนรับจากเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศสประจำประเทศไทยและภริยา ก่อนมอบแจกันดอกไม้แสดงความยินดี และร่วมชมวิดีทัศน์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของฝรั่งเศส รวมทั้งความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศสอันแน่นแฟ้นและยาวนาน

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติในงาน ร่วมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัขร มหาวัชรราชธิดา 

จากนั้น นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมพิธีการอย่างเป็นทางการ โดยมีการบรรเลงเพลงชาติไทยและเพลงชาติสาธารณรัฐฝรั่งเศส พร้อมรับฟังคำกล่าวเปิดงานของเอกอัครราชทูตฯ และกล่าวแสดงความยินดีในนามรัฐบาลไทย โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสวันชาติสาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยเฉพาะในปีนี้ ซึ่งไทยและฝรั่งเศสมีความสัมพันธ์ทางการทูตอันแนบแน่นยาวนานกว่า 170 ปี พร้อมขอบคุณฝรั่งเศสที่ให้การต้อนรับการเสด็จเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ด้วยมิตรไมตรีอันดีอย่างอบอุ่น 

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศสที่เชื่อมโยงกันผ่านมิติทางวัฒนธรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมผ่านนิทรรศการในกรุงปารีส ลา โมด ออง มาเจสเต (La Mode en Majesté) ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่เฉลิมฉลองสัมพันธภาพอันยาวนานของงานหัตถศิลป์ไทย และความคิดสร้างสรรค์ของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่า วัฒนธรรมจะยังคงเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศจากรุ่นสู่รุ่น

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการพบหารือกับประธานาธิบดีเอมานูว์แอล มาครง  ว่า เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศ และช่วยผลักดันการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็ง ผ่านแผนปฏิบัติการร่วมไทย-ฝรั่งเศสปี พ.ศ. 2569-2571 (The Thailand-France Joint Action Plan 2026-2028) ที่เปรียบเสมือนการวางกรอบแนวทางความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทย-ฝรั่งเศส สู่ความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมเต็มรูปแบบ พร้อมย้ำว่าไทยพร้อมเดินเคียงข้างฝรั่งเศสในฐานะเพื่อนและหุ้นส่วนที่สามารถไว้วางใจได้ เพื่อประโยชน์สูงสุดร่วมกันของทั้งสองประเทศในอนาคต 

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสฯ ที่ทุ่มเทในการเสริมสร้างมิตรภาพอันดีระหว่างสองประเทศ พร้อมทั้งอวยพรให้ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ในอนาคต และหวังว่าจะยังคงเป็นมิตรอันทรงคุณค่าของประเทศไทยตลอดไป

เสธ ทบ.รับการเยี่ยมคำนับจากผู้ช่วยทูตทหารรัสเซียประจำประเทศไทย ในโอกาสอำลา เนื่องจากครบวาระ

เสธ ทบ.รับการเยี่ยมคำนับจากผู้ช่วยทูตทหารรัสเซียประจำประเทศไทย ในโอกาสอำลา เนื่องจากครบวาระ

เสธ ทบ.รับการเยี่ยมคำนับจากผู้ช่วยทูตทหารรัสเซียประจำประเทศไทย ในโอกาสอำลา เนื่องจากครบวาระ

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.11 น.

เสธ ทบ.รับการเยี่ยมคำนับจากผู้ช่วยทูตทหารรัสเซียประจำประเทศไทย ในโอกาสอำลา เนื่องจากครบวาระการปฏิบัติหน้าที่ ย้ำสัมพันธ์ไทย-รัสเซียแน่นแฟ้น 129 ปี ขยายความร่วมมือทหาร-เทคโนโลยี AI

14 กรกฎาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.อ.รชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก ให้การต้อนรับ พันเอก อิกอร์ โชโลคอฟ (Colonel Igor Sholokhov) ผู้ช่วยทูตทหารรัสเซียประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคำนับ เพื่ออำลา เนื่องจากครบวาระการปฏิบัติหน้าที่

ในโอกาสนี้ เสนาธิการทหารบก ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับรัสเซียที่มีมาอย่างแน่นแฟ้นในทุกมิติ ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ อีกทั้งมีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับต่างๆ ส่งผลให้เกิดการขยายความร่วมมือระหว่างกันในหลายด้าน อันเป็นรากฐานของความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกัน นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างไทย-รัสเซีย ได้มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากที่มีการลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านการทหาร ในปี 2559 ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการขยายขอบเขตกิจกรรมความร่วมมือระหว่างกันให้มีพลวัตมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ มีความร่วมมือระหว่างสองกองทัพในการสนับสนุนการฝึกศึกษาเพื่อพัฒนากำลังพล ผ่านการสนับสนุนที่นั่งในหลักสูตรต่างๆ อาทิ หลักสูตรนักเรียนนายร้อย หลักสูตรเสนาธิการร่วม หลักสูตรภาษารัสเซีย รวมทั้งความร่วมมือทางทหารและเทคโนโลยีด้านอากาศยานไร้คนขับและระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ การถอดบทเรียนจากการปฏิบัติจริงทั้งด้านยุทธวิธี การวิเคราะห์ข่าวกรอง ตลอดจนความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ เพื่อนำมาพัฒนาหลักนิยมและขีดความสามารถของกองทัพต่อไป

ทั้งนี้ ราชอาณาจักรไทยและสหพันธรัฐรัสเซียมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างแน่นแฟ้นยาวนานกว่า 129 ปี

การเข้าเยี่ยมคำนับในครั้งนี้เป็นไปตามธรรมเนียมการทูตทหารสากลและแสดงถึงไมตรีจิต ซึ่งเสนาธิการทหารบกได้ชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ช่วยทูตทหารรัสเซียประจำประเทศไทยที่ได้เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองกองทัพตลอดระยะเวลาการปฏิบัติงาน

– 006

เจอดีเอ็นเอชัดเจน! ณัฐชา บี้ กรมประมง ตอบให้ชัดปม ปลาหมอคางดำกระป๋อง

เจอดีเอ็นเอชัดเจน! ณัฐชา บี้ กรมประมง ตอบให้ชัดปม ปลาหมอคางดำกระป๋อง

เจอดีเอ็นเอชัดเจน! ณัฐชา บี้ กรมประมง ตอบให้ชัดปม ปลาหมอคางดำกระป๋อง

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.04 น.

เจอดีเอ็นเอชัดเจน! ณัฐชา บี้ กรมประมง ตอบให้ชัดปม ปลาหมอคางดำกระป๋อง ด้าน อธิบดีฯ ยันตรวจแล้ว 3 ครั้งไม่พบ

เมื่อวันที่ 14 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายภราดร ปริศนานันทกุล  รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ใน ฐานะรองประธาน กมธ. คนที่หนึ่ง  ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณาการเสนอของบประมาณของกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  

โดยช่วงหนึ่ง นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร พรรคประชาชน ในฐานะกมธ. ได้ซักถามถึงข้อเท็จจริงของกรณีการนำปลาหมอคางดำผลิตเป็นปลากระป๋องยี่ห้อหนึ่ง

โดยนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง ชี้แจงว่า กรมประมงมีห้องปฏิบัติกาที่จำแนกปลาในกระป๋องได้ ซึ่งจากการนำส่งตัวอย่างของ อย. จำนวน 3 ครั้ง พบว่าเป็นปลานิล ปลาซาร์ดีน และปลาแมคเคอร์เรล โดยได้จำแนกในห้องปฏิบัติการ ดูโครงส้างของปลา โดยระหว่างปลานิล กับ ปลาหมอคางดำ จะมีความห่างของเกล็ดบนลำตัว ซึ่งในห้องปฏิบัติการมีนักวิชาการที่เชี่ยวชาญจำแนกชนิดของปลาปฏิบัติการอยู่

ทำให้นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์  สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ. ซักถามต่อว่าที่บอกว่าใช้ความห่างของเกล็ดบนลำตัวนั้น ตนขอให้ช่วยนำปลากระป๋องที่ถูกอายัดไว้นับหมื่นกระป๋องที่ จ.สมุทรสาคร ไปตรวจในห้องปฏิบัติการของภาครัฐอื่น เช่น กระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรรม เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เพราะจากการตรวจสอบของศูนย์ความเป็นเลิศนานาชาติวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม อาหารทะเล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งตรวจในระดับดีเอ็นเอ พบว่าเป็นดีเอ็นเอของปลาหมอคางดำ 

ทั้งนี้นางฐิติพร ชี้แจงว่า “กรมประมงไม่มีอำนาจอายัด เพราะเป็นหน้าที่ของ อย.” 

ทำให้นายณัฐชา กล่าวขึ้นว่า “ผมไม่ได้ขอให้ไปอายัดปลากระป๋อง แต่ขอให้ขอความร่วมมือจาก อย. ให้นำมาปลากระป๋องที่ยึดไปตรวจอีกครั้งในห้องปฏิบัติการของงรัฐ เพื่อนำเสนอต่อประชาชนด้วยผลตรวจอย่างเป็นทางการ”

ปธ.กมธ.สิ่งแวดล้อม ไล่กวดหน่วยงานราชการสระบุรี ปล่อยนายทุนลอยนวล ปล่อยน้ำเสียส่งกลิ่นฟุ้ง ปลาตาย

ปธ.กมธ.สิ่งแวดล้อม ไล่กวดหน่วยงานราชการสระบุรี ปล่อยนายทุนลอยนวล ปล่อยน้ำเสียส่งกลิ่นฟุ้ง ปลาตาย

ปธ.กมธ.สิ่งแวดล้อม ไล่กวดหน่วยงานราชการสระบุรี ปล่อยนายทุนลอยนวล ปล่อยน้ำเสียส่งกลิ่นฟุ้ง ปลาตาย

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.51 น.

ปธ.กมธ.สิ่งแวดล้อม ไล่กวดหน่วยงานราชการสระบุรี ปล่อยนายทุนอุตสาหกรรม ลอยนวล ปล่อยน้ำเสียส่งกลิ่นฟุ้ง ปลาตาย ชาวบ้านเดือดร้อนนับ 10 ปี รองผู้ว่าฯอ้างไม่มีอำนาจสั่งปิด กรมโรงงานฯ แผ่นเสียงตกร่องกำลังเร่งดำเนินการ สำนักนโยบายและแผนฯ เสือกระดาษ อ่านแต่รายงาน ไม่เคยสุ่มตรวจคุณภาพ

เมื่อวันที่ 14 ก.ค.2569 นางสาวกุลวลี นพอมรบดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสระบุรี พรรคภูมิใจไทย และประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ พร้อมคณะ เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดสระบุรี เพื่อประชุมหารือกับหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดสระบุรี กรณีปัญหาน้ำเน่าเสียจากการประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดสระบุรี

นางสาวกุลวลี ได้สอบถามรองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ถึงการประชุมคณะทำงานป้องกันแะแก้ไขน้ำเสีย และขอให้อุตสาหกรรมจังหวัดในฐานะเลขานุการคณะทำงานฯ ส่งผลการประชุมไปยังคณะกรรมาธิการ เพื่อจะได้พิสูจน์ว่ามีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด

ด้าน ประธานกรรมาธิการการตำรวจ ระบุว่า สถานการณ์น้ำเสียในพื้นที่ยังไม่ดีขึ้น และมีการร้องเรียนไปยังคณะกรรมาธิการชุดต่างๆในสภา ถ้าภายหลังจากที่คณะกรรมาธิการที่ดินฯ ลงพื้นที่ แล้วคุณภาพน้ำยังไม่ดีขึ้นอีก ก็จะมีคณะกรรมาธิการอีกหลายชุดลงมาติดตาม ทั้งคณะกรรมาธิการอุตสาหกรรม คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ และคณะกรรมาธิการการตำรวจ ทั้งนี้ ตนขอบคุณ กรมควบคุมมลพิษและกรมอุตสาหกรรม เพราะทราบว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาได้สั่งหยุดกิจการบางส่วนในผู้ประกอบการบางราย และอีกบางรายได้สั่งให้หยุดกิจการทั้งหมด เพื่อให้สถานการณ์น้ำดีขึ้น แต่วันนี้ก็ยังไม่ดีขึ้น ฉะนั้น สถานการณ์จึงไปไกลกว่าการสั่งปิดบางส่วนแล้ว จึงเป็นที่มาของคณะกรรมาธิการได้ลงมาติดตามสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการได้สอบถามกระบวนการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับการปล่อยน้ำเสียงลงแหล่งน้ำสาธารณะ จนทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยขอให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม ร่วมกับกรมป่าไม้ เปรียบเทียบแผนผังโรงงานผู้ประกอบการสมัยขอประกอบกิจการ กับสภาพปัจจุบัน ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร รวมถึงทางคณะกรรมาธิการยังขอให้รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ช่วยโพสต์ข้อมูลผลตรวจพบสารเคมีและโลหะหนัก ปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำ ทั้งคลองเกตุ คลองเพรียว คลองห้วยแห้ง หนองน้ำเขียว คลองห้วยตะเข้ พร้อมกับเรียกร้องให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยผลตรวจ 2 โรงงาน เพื่อเทียบเคียงกับผลตรวจของกรมควบคุมมลพิษ ว่าเชื่อมโยงกันหรือไม่

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการ ยังได้สอบถามกรณีผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม มีการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ เข้าไปใช้พื้นที่ไม่ตรงกับที่ทำเรื่องขอขยายพื้นที่ และขอให้กรมโรงงานอุตสากรรมแยกประเภทสารพิษประเภทต่างๆ และสำรวจหาสารทั้งในแนวตั้งและแนวนอน ควบคู่ไปกับการใช้สารเรืองแสง เพื่อตรวจหาว่ามีการปล่อยน้ำเสียที่จุดใด

นายเลิศชัย สกลเสาวภาคย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า จังหวัดได้ดำเนินการ ไม่ได้หยุดนิ่ง ได้ขอความร่วมมือจากส่วนกลางเข้ามาตรวจสอบ รวมถึงแจ้งให้อำเภอและอบต.ที่รับผิดชอบอยู่ ดำเนินการ พร้อมกับยืนยันว่าจังหวัดไม่ได้มีอำนาจไปตรวจจับ หรือไปกล่าวหาใคร เพราะเป็นอำนาจของผู้อนุญาต จังหวัดทำหน้าที่เพียงบำบัดทุกข์บำรุงสุข แก้ไขฟื้นฟู จังหวัดทำได้แต่รับเรื่องร้องเรียน ไม่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายใด และทำงานด้วยข้อมูลข้อเท็จจริง

นางสาวรุ่งอรุณ ญาติบรรทุง ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยอมรับว่า เมื่อทางผู้ประกอบการโรงงานทำรายงานมอนิเตอร์ริ่ง ซึ่งกฎหมายกำหนดว่าต้องทำส่งปีละ 2 ครั้ง ทางสำนักงานจะอ่านตามรายงานที่เข้ามา เพราะแต่ละปีมีผู้ประกอบการส่งมากว่า 3,700 โครงการ ฉะนั้น จึงไม่สามารถลงตรวจคุณภาพโรงงานได้ทุกโครงการ และเป็นการลงพื้นที่สุ่มตรวจโดยยึดหลักว่าโรงงานใดมีเรื่องร้องเรียน อย่างไรก็ตาม อำนาจหน้าที่สำนักงานไม่สามารถบังคับโรงงานได้โดยตรง แต่หากพบว่าเมื่อโรงงานไม่ดำเนินการตามEIA จะส่งผลการปฏิบัติตามให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นผู้อนุญาต จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้แจ้งให้ผู้ประกอบการปรับปรุงคุณภาพน้ำที่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด และเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงลักษณะบ่อฝั่งกลบ และ บ่อพักน้ำบำบัด ไปจากEIAเดิม

ในส่วนการชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า โรงงานอุตสาหกรรมรายดังกล่าว แจ้งเปลี่ยนแปลงเพียงครั้งเดียว ส่วนเรื่องเนื้อที่ต้องรังวัด หากพบว่าใช้พื้นที่เกินคำขอ จะสั่งการตามกฎหมายโรงงาน สำหรับการที่จะให้ทางกรมเปิดเผยผลตรวจสารเคมีของโรงงานต่อสาธารณะหรือไม่นั้น จะต้องคำนึงการฟ้องร้องจากเอกชนที่ตามมาด้วย ขณะที่ กรมป่าไม้ แจ้งว่าจากกรณีที่โรงงานบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ได้แจ้งความดำเนินคดีเรียบร้อยแล้ว

ในส่วนของคุณภาพน้ำนั้น รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่าได้เก็บตัวอย่าง 13 จุดเพื่อตรวจสอบน้ำดำผิดปกติ และส่งตรวจโลหะหนัก พบการปนเปื้อนของโลหะหนัก ซึ่งน่าจะมาจากภาคอุตสาหกรรม ส่วนเรื่องตะกอนดินได้เก็บตัวอย่าง พบสารหนูเกินในห้วยตะเข้ และแจ้งกรมโรงงานฯรับทราบแล้ว และคิดว่าเป็นพฤติกรรมลักลอบปล่อยน้ำเสียงเป็นครั้งคราว สำหรับการตรวจน้ำผิวดิน สำนักน้ำบาดาล ได้เก็บตะกอนก้นคลอง และน้ำบ่อบาดาน คาดว่าผลตรวจจะออกในช่วงปลายเดือน ฟากฝั่งกรมชลประทาน มีการเก็บน้ำตัวอย่างไปตรวจเช่นกัน เป็นการวัด 6 ค่าคุณภาพน้ำเชิงชลประทานและการเกษตร พบว่าคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของกรมชลประทาน

ภายหลังการรับฟังคำชี้แจง นางสาวกุลวลี นำคณะกรรมาธิการ ลงพื้นที่ 4 จุด ของตำบลกุดนกเปล้า อำเภอเมืองสระบุรี 

ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่พบท่อปริศนาต่อออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรม มุดลงใต้ดินเพื่อข้ามมาอีกฝั่งถนน รวมถึงพบว่ามีปลาตายในลำน้ำใกล้โรงงาน และจากการตรวจคุณภาพน้ำของกรมชลประทาน พบว่าค่าออกซิเจนตำกว่ามาตรฐาน

ตำรวจจ่อเอาผิด ‘หมวดนัท’ โผล่มั่วไฟไหม้โรงเบียร์ ลั่นหากแอบอ้าง-หิวแสง โดนคดีเด็ดขาด

ตำรวจจ่อเอาผิด 'หมวดนัท' โผล่มั่วไฟไหม้โรงเบียร์ ลั่นหากแอบอ้าง-หิวแสง โดนคดีเด็ดขาด

ตำรวจจ่อเอาผิด ‘หมวดนัท’ โผล่มั่วไฟไหม้โรงเบียร์ ลั่นหากแอบอ้าง-หิวแสง โดนคดีเด็ดขาด

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.31 น.

จากเหตุการณ์สลดไฟไหม้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย และมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ได้เกิดประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์ เมื่อมีชายคนหนึ่งปรากฏตัวในพื้นที่เกิดเหตุ โดยได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และเข้าไปยืนให้ข้อมูลเป็นฉากๆ อย่างใกล้ชิดกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

ต่อมามีการตรวจสอบพบว่า ชายคนดังกล่าวคือ ว่าที่ ร.ท.ชิตพงศ์ ขัตตพงษ์ หรือที่รู้จักในชื่อ “หมวดนัท” ผู้สมัคร ส.ก.เขตพญาไท จากกลุ่มกรุงเทพบินได้

การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ล่าสุด วันนี้ (14 ก.ค. 2569) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีการเข้ามา “มั่วบ้านงาน” ของ ว่าที่ ร.ท.ชิตพงศ์ โดยระบุขั้นตอนการดำเนินการดังนี้ เบื้องต้นทุกคนที่ปรากฏตัวในสถานที่เกิดเหตุ จะถือเป็นพยานบุคคลที่พนักงานสอบสวนต้องเรียกมาสอบปากคำทั้งหมด เจ้าหน้าที่จะเร่งตรวจสอบชายที่แต่งกายคล้ายทหารคนดังกล่าวอย่างละเอียด ว่าเป็นทหารจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงบุคคลภายนอกที่แอบอ้างเข้ามา และข้อมูลต่างๆ ที่ชายคนนี้รายงานต่อนายกรัฐมนตรีและให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน จะถูกนำมาถอดเทปและคัดกรองอย่างละเอียด เพื่อดูเจตนาว่าเป็นการให้ข้อมูลเท็จที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่

บทลงโทษหากพบว่ากระทำผิดจริง

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ได้เน้นย้ำอย่างเด็ดขาดว่า “หากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ใช่เจ้าหน้าที่จริง แต่แอบอ้างแต่งกายเข้ามาเพื่อสร้างสถานการณ์หรือทำไปเพราะความหิวแสง ตำรวจจะพิจารณาข้อกฎหมายทันทีว่าเข้าข่ายความผิดฐานใด และจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดแบบไม่มีข้อยกเว้น”

JIC ไทย ซัดเขมร บิดเบือนข้อเท็จจริง ปมกล่าวหายึดครองพื้นที่

JIC ไทย ซัดเขมร บิดเบือนข้อเท็จจริง ปมกล่าวหายึดครองพื้นที่

JIC ไทย ซัดเขมร บิดเบือนข้อเท็จจริง ปมกล่าวหายึดครองพื้นที่

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.14 น.

“JIC ไทย”ซัดเขมร บิดเบือนข้อเท็จจริง ปมกล่าวหายึดครองพื้นที่ ยืนยันวางกำลังเป็นไปตามข้อตกลงร่วม ย้ำไม่รุกรานประเทศข้างเคียง

14 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) กล่าวปฏิเสธข้อกล่าวหาจากข่าวสารนิเทศของกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ที่อ้างว่ากองทัพไทยใช้กำลัง “ยึดครองพื้นที่อย่างผิดกฎหมาย” จนเป็นเหตุให้ประชาชนชาวกัมพูชาไม่สามารถกลับเข้าที่อยู่อาศัยได้

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า การวางกำลังของไทยเป็นไปตามข้อตกลงร่วมและถ้อยแถลงร่วมที่เกี่ยวข้อง โดยยึดหลักการ “คงการวางกำลัง” (maintain current troop deployments) ตามข้อ 2 ของถ้อยแถลงร่วม เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ทั้งนี้ การดำเนินการของไทยทั้งหมดมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของประชาชน พร้อมยืนยันว่าไทยไม่มีนโยบายรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน และไม่ยอมรับการบิดเบือนการปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยให้กลายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

สำหรับกรณีประชาชนที่ได้รับผลกระทบหรือไม่สามารถกลับเข้าที่อยู่อาศัยได้ พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า จำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างโปร่งใสและเป็นกลาง ทั้งในด้านสาเหตุ จำนวน พื้นที่ และช่วงเวลา ไม่ควรนำข้อมูลหรือตัวเลขจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาใช้กล่าวโทษโดยปราศจากหลักฐานที่พิสูจน์ได้

พล.อ.อ.ประภาส ย้ำว่า ประเทศไทยยึดมั่นในแนวทางสันติ การลดความตึงเครียด และการแก้ปัญหาผ่านกลไกที่ตกลงร่วมกัน พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า “ข้อกล่าวหาไม่ใช่ข้อเท็จจริง และสันติภาพที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนความจริงที่ตรวจสอบได้”

ครม.ไฟเขียว ต่อใบอนุญาตแรงงาน 3 สัญชาติ ลาว-เมียนมา-เวียดนาม อุ้มกำลังผลิต 7.7 แสนคน

ครม.ไฟเขียว ต่อใบอนุญาตแรงงาน 3 สัญชาติ ลาว-เมียนมา-เวียดนาม อุ้มกำลังผลิต 7.7 แสนคน

ครม.ไฟเขียว ต่อใบอนุญาตแรงงาน 3 สัญชาติ ลาว-เมียนมา-เวียดนาม อุ้มกำลังผลิต 7.7 แสนคน

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.50 น.

ครม.เห็นชอบต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงานสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม พร้อมร่างประกาศที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ สานต่อมาตรการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว รักษาความต่อเนื่องของกำลังแรงงานกว่า 7.7 แสนคน พร้อมมอบหมายกรมการจัดหางานเร่งประชาสัมพันธ์ เพื่อให้นายจ้างและแรงงานดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

14 กรกฎาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้แก่คนต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม พร้อมเห็นชอบร่างประกาศที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง รองรับความต้องการกำลังแรงงานของภาคการผลิตและภาคบริการ ตลอดจนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มติดังกล่าวเป็นการสานต่อมาตรการที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 โดยกำหนดแนวทางการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งมาตรการเดิมจะครบกำหนดในวันที่ 11 ธันวาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงงานต่างด้าวจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนดให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด หากไม่มีมาตรการรองรับ อาจส่งผลให้แรงงานมีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กระทบต่อการบริหารจัดการแรงงานของภาครัฐ รวมถึงการดำเนินกิจการของผู้ประกอบการ จึงมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาการอนุญาตให้อยู่และทำงาน เพื่อให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีแรงงานต่างด้าวที่อยู่ภายใต้มาตรการดังกล่าวรวมประมาณ 770,000 คน การต่ออายุใบอนุญาตทำงานในครั้งนี้จึงช่วยให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวสามารถดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายได้อย่างต่อเนื่อง ลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่ยังมีความจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าว และช่วยรักษาความต่อเนื่องของกำลังแรงงานในระบบเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบ 1. ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ และ 2. ร่างประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะ เพื่อให้การดำเนินมาตรการดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกันและเกิดความชัดเจนในการปฏิบัติ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะรัฐมนตรียังมอบหมายให้กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน เร่งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่ผู้ประกอบการ นายจ้าง แรงงานต่างด้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รับทราบหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และระยะเวลาดำเนินการอย่างทั่วถึง อำนวยความสะดวกในการดำเนินการตามกฎหมาย และยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวของประเทศ