ผบ.ทบ. เยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการ หารือความมั่นคงทุกมิติ

ผบ.ทบ. เยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการ หารือความมั่นคงทุกมิติ

ผบ.ทบ. เยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการ หารือความมั่นคงทุกมิติ

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.35 น.

ผบ.ทบ. เยือน สปป.ลาว  หารือความมั่นคงทุกมิติ ด้าน ลาว ขอให้ใช้ความอดทนอดกลั้น แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ยัน ไม่เข้าข้างใคร พร้อมขอไทยผ่อนปรนมาตรการส่งน้ำมันข้ามแดนไปยังลาว

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ​พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วย พลเอก ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และคณะ เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 27–28 กุมภาพันธ์ 2569 ตามคำเชิญของกองทัพประชาชนลาว เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น และยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ

​โดยคณะผู้บัญชาการทหารบกได้เข้าเยี่ยมคำนับและหารือข้อราชการกับ พลตรี วันทอง บุดตะวง รองหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการ กองทัพประชาชนลาว (เทียบเท่า ผบ.ทบ.) ย้ำความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ ที่มีการร่วมมืออย่างใกล้ชิด ผ่านการเยือน การประชุม และการตรวจพื้นที่ชายแดนร่วมกัน สะท้อนถึงความไว้วางใจที่มีต่อกัน

​สำหรับกรณีเหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา ฝ่ายลาวได้ขอให้ใช้ความอดทนอดกลั้นและแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่อนำความสงบสุขกลับคืนสู่ภูมิภาค พร้อมยืนยันไม่เข้าข้างฝ่ายใด และต้องการเห็นความสงบเรียบร้อยและเศรษฐกิจชายแดน พร้อมขอให้ไทยผ่อนปรนมาตรการส่งน้ำมันข้ามแดนไปยังลาว

 ผู้บัญชาการทหารบก ยืนยันพร้อมสนับสนุนความร่วมมือด้านความมั่นคง การศึกษา การฝึกผสม การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และการลาดตระเวนร่วมชายแดน พร้อมเร่งเสนอข้อหารือด้านการค้าชายแดนและการผ่อนปรนมาตรการส่งน้ำมันกับรัฐบาล และทบทวนการปฏิบัติในส่วนที่กองทัพบกรับผิดชอบ   

​ทั้งสองฝ่ายยังได้เห็นพ้องยกระดับกลไกประสานงาน แต่งตั้งผู้ประสานงานหลัก เพิ่มการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และร่วมมือปราบปรามยาเสพติด การลักลอบค้า รวมถึงแก้ปัญหาโดรนล้ำแดน โดยเน้นการประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด

​ท้ายที่สุด ผู้บัญชาการทหารบกย้ำความพร้อมสนับสนุนทุกประเด็นที่หารือ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างสองกองทัพให้มั่นคงและยั่งยืน พร้อมขอบคุณฝ่ายลาวสำหรับความร่วมมือจริงใจและต่อเนื่อง

​จากนั้น ผู้บัญชาการทหารบกได้เข้าเยี่ยมคำนับและหารือข้อราชการกับ พลโท สายใจ กมมะสิด หัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการ (เทียบเท่า ผบ.ทสส.) และรองรัฐมนตรีกระทรวงป้องกันประเทศ ซึ่งระบุว่าการติดต่อประสานงานโดยตรงในช่วงสถานการณ์ที่มีความละเอียดอ่อน มีความสำคัญต่อการป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน และช่วยรักษาเสถียรภาพตามแนวชายแดน

​ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับการจัดทำหลักเขตแดนในพื้นที่ชายแดน การพัฒนาช่องทางสื่อสารเร่งด่วนระหว่างผู้บังคับหน่วยชายแดน การบริหารจัดการปัญหาการลักลอบข้ามแดน และการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงปัญหาโดรนและเครือข่ายออนไลน์ พร้อมยืนยันว่าความร่วมมือระดับพื้นที่คือกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและยั่งยืน

​ต่อมาคณะได้เข้าเยี่ยมคำนับ พลเอก คำเลียง อุทะไกสอน รัฐมนตรีกระทรวงป้องกันประเทศ สปป.ลาว ซึ่งกล่าวต้อนรับและแสดงความชื่นชมต่อความตั้งใจของฝ่ายไทยในการสานต่อความร่วมมือทางทหาร ทั้งสองฝ่ายได้หารือภาพรวมความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์ ทั้งการพัฒนากำลังพล การขยายโอกาสการศึกษาหลักสูตรโรงเรียนเสนาธิการทหารบก การฝึกผสมและการฝึกร่วมหน่วยขนาดเล็ก ความร่วมมือด้านการแพทย์ทหาร และการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและคุณภาพชีวิตประชาชนตามแนวชายแดน

​รัฐมนตรีกระทรวงป้องกันประเทศ สปป.ลาว ย้ำว่า กองทัพทั้งสองประเทศยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่กันมายาวนาน ความร่วมมือที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความโปร่งใส และการเคารพซึ่งกันและกัน จะเป็นหลักประกันความมั่นคงของทั้งสองประเทศ และเป็นแบบอย่างความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียน

​โอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ประจำปี 2569 ให้แก่ พลตรี สมพอน มิดตะพอน เจ้าแขวงพงสาลี ที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบก เมื่อปี 2547 เป็นศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จในสายอาชีพ และยังคงรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมรุ่นอย่างใกล้ชิด การมอบรางวัลครั้งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือด้านการศึกษาทางทหารไทย–ลาว ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

​จากนั้นคณะได้เดินทางไปวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์นักรบนิรนาม เพื่อสดุดีวีรกรรมของทหารและผู้เสียสละชีวิตเพื่อชาติ อันเป็นการแสดงความเคารพต่อความกล้าหาญ ความเสียสละ และคุณูปการที่มีต่อความมั่นคงของประเทศ ก่อนเข้าหารือกับ นาง ครองขนิษฐ รักษ์เจริญ เอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ สปป.ลาว ในประเด็นสำคัญด้านความมั่นคงชายแดน เพื่อให้การขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการเมือง การทูต และความมั่นคงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ลดช่องว่างการประสานงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ ตลอดจนยกระดับกลไกความร่วมมือไทย–ลาว ให้มีความคล่องตัว รวดเร็ว และตอบสนองต่อความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สีหศักดิ์ ตั้งวอร์รูม รับมือตะวันออกกลางระอุ เตือนคนไทยในอิหร่าน-อิสราเอล เร่งออกจากพื้นที่

สีหศักดิ์ ตั้งวอร์รูม รับมือตะวันออกกลางระอุ เตือนคนไทยในอิหร่าน-อิสราเอล เร่งออกจากพื้นที่

สีหศักดิ์ ตั้งวอร์รูม รับมือตะวันออกกลางระอุ เตือนคนไทยในอิหร่าน-อิสราเอล เร่งออกจากพื้นที่

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.59 น.

“สีหศักดิ์” เผย เกาะติดสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมออกประกาศแจ้งเตือนคนไทยในอิหร่านและอิสราเอลเร่งเดินทางออกจากพื้นที่

ตามที่เกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางในปัจจุบัน และมีแนวโน้มว่าความขัดแย้งอาจทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างจนอาจส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของคนไทยที่พำนักอยู่ในภูมิภาคดังกล่าว นั้น 

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการต่าง ๆ ดังนี้

1. กระทรวงฯ ได้ติดต่อสถานเอกอัครราชทูตไทยทุกแห่งในภูมิภาค อย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ และแจ้งพัฒนาการแก่คนไทยในพื้นที่เสมอมา โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ได้ออกประกาศเตือนและให้คำแนะนำคนไทยตั้งแต่ช่วงต้นของสถานการณ์ และได้มี hotline ของสถานเอกอัครราชทูตฯ สำหรับคนไทยด้วยแล้ว 

2. ในวันนี้ ภายหลังเกิดเหตุการณ์ กระทรวงฯ ได้ออกประกาศแจ้งเตือนคนไทยในพื้นที่ แนะนำให้คนไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่เสี่ยงจากผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดดังกล่าว โดยเฉพาะในอิหร่านและอิสราเอลเร่งเดินทางออกจากพื้นที่ รวมถึงขอให้คนไทยที่ไม่มีความจำเป็นพิจารณาทบทวนการเดินทางไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

3. กระทรวงฯ ได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ (War Room) เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตฯ ในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ ของไทยในภูมิภาคทุกแห่ง ได้เตรียมการช่วยเหลือที่จำเป็นแก่คนไทยในพื้นที่ รวมถึงเตรียมแผนอพยพในกรณีจำเป็นไว้แล้วด้วย และได้จัดตั้งศูนย์ 24 ชั่วโมงของกรมการกงสุลเพื่อรับความช่วยเหลือเร่งด่วน (Call Center กรมการกงสุลหมายเลข 0-2572-8442 )

4. กระทรวงฯ จะประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูตต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย เพื่อให้ความคุ้มครองคนไทยในพื้นที่อย่างเต็มที่ รวมถึงประสานกับสมาคมคนไทย ในประเทศต่าง ๆ เพื่อรับทราบสถานการณ์แต่ละแห่ง และให้การช่วยเหลือที่จำเป็นอย่างใกล้ชิดต่อไป

น้าเดช ซัด สมาคมสื่อ-วิชาการ ปม กกต. ฟ้องคนละเมิดกฎหมาย

น้าเดช ซัด สมาคมสื่อ-วิชาการ ปม กกต. ฟ้องคนละเมิดกฎหมาย

น้าเดช ซัด สมาคมสื่อ-วิชาการ ปม กกต. ฟ้องคนละเมิดกฎหมาย

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.46 น.

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ ระดับแนวหน้าของเมืองไทย โพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัว “ยิ่งรัก ยิ่งลุ่มหลง” ระบุว่า ข่าวว่า “สมาคมสื่อออกโรง” เรื่องที่ กกต. ฟ้องผู้ละเมิดกฎหมาย โดยมีอาจารย์สอนกฎหมาย ร่วมวงกับสมาคมด้วย

ผมว่าสังคมนี้แปลก สมาคมสื่อก็แปลก เพราะ กกต. เขาก็ไม่ได้บอกว่าตรวจสอบไม่ได้ แต่การตรวจสอบมันต้องไม่ละเมิดคนอื่น มันต้องตรวจสอบภายใต้กฎหมายกำหนด เมื่อล่วงเกินเขา เมื่อทำผิดกฎหมาย เขาก็ฟ้อง แล้วก็ไปต่อสู้กันตามกระบวนการแค่นั้นเอง

ไม่อย่างนั้นใครสงสัยกระบวนรับจ้างสอนเด็ก ว่ามีการปั่นหัวชักใยเด็กไปในทางผิดหรือไม่ เขาก็ใช้สิทธิในฐานะประชาชนผู้เสียภาษี เข้าไปนั่งฟังพวกมึงสอนเด็ก เอาโทรศัพท์ไปบันทึกตลอดเวลาที่สอน ไปนั่งเฝ้าตอนที่พวกมึงให้คะแนนเด็ก อย่างนี้ได้หรือไม่

หรือเขาสงสัยว่าสื่อจะเสนอเรื่องที่เป็นธรรมหรือไม่ เขาจะไปตรวจสอบขณะที่นั่งเขียนข่าว ขณะที่คุยกับแขกรับเชิญได้ใช่หรือไม่

บ้านไหนเมืองไหนมันต้องมีกฎมีระเบียบทั้งนั้น   เมื่อละเมิดกฎละเมิดระเบียบ ก็ต้องว่ากันไปตามกติกา สมาคม, สถาบัน จะออกมาเต้นเร่าๆทำไมก็ไม่ทราบเหมือนกัน แล้วมีเวลาสื่อเฮงซวยสำรากออกสื่อ สมาคมสื่อไปมุดหัวอยู่ที่ไหนกันเล่าจ๊ะ……ขอเสือกแค่นี้ละจ้ะ

คอมเมนต์สวนเละคาบ้าน ‘ณวัฒน์’แซะไอเดียให้ปั้มแจกมะพร้าวช่วยเกษตกร

คอมเมนต์สวนเละคาบ้าน 'ณวัฒน์'แซะไอเดียให้ปั้มแจกมะพร้าวช่วยเกษตกร

คอมเมนต์สวนเละคาบ้าน ‘ณวัฒน์’แซะไอเดียให้ปั้มแจกมะพร้าวช่วยเกษตกร

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.58 น.

คาบ้านอีกแล้ว! ณวัฒน์แซะไอเดียแจกมะพร้าวน้ำหอมในปั๊ม เจอชาวเน็ตแห่คอมเมนท์สวน

จากกรณี กรมการค้าภายในได้ออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร กรณีราคามะพร้าวน้ำหอมราคาตก โดย 1 ในมาตรการหลายอย่าง คือการเชื่อมโยงมะพร้าวจากเกษตรกรเข้าปั๊มน้ำมัน (PT Susco PTT บางจาก) ในเขต กทม. และปริมณฑล เพื่อแจกมะพร้าวแทนน้ำดื่ม ปรากฎว่าในวันนี้ (28 กุมภาพันธ์) นายณวัฒน์ อิศรไกรศีล ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ตลกดีแนะนำแจกมะพร้าวน้ำหอมแทนน้ำในปั๊มน้ำมัน”

อย่างไรก็ตามโพสต์ดังกล่าวมีผู้มาแสดงความเห็นจำนวนมาก ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ส่วนใหญ่มีความเห็นว่า มาตรการดังกล่าว ถูกต้องและควรสนับสนุน

ส่องานเข้า! ‘สส.พรรคส้ม’เเจกฟรี! ป้ายบ้านเลขที่ให้ชาวบ้าน ทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง เพจดังตั้งคำถามผิด ก.ม.หรือไม่

ส่องานเข้า! ‘สส.พรรคส้ม’เเจกฟรี! ป้ายบ้านเลขที่ให้ชาวบ้าน ทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง เพจดังตั้งคำถามผิด ก.ม.หรือไม่

ส่องานเข้า! ‘สส.พรรคส้ม’เเจกฟรี! ป้ายบ้านเลขที่ให้ชาวบ้าน ทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง เพจดังตั้งคำถามผิด ก.ม.หรือไม่

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.48 น.

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจจักรวาลด้อมส้ม ได้แชร์ภาพและข้อความจากเฟซบุ๊กของนายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สส.นนทบุรี เขต 8 พรรคประชาชน ที่โพสต์ข้อความเชิญชวนผู้ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดนนทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 8 ลงทะเบียนร่วมโครงการ รับแจกป้ายเลขที่บ้าน “บ้านนี้สีส้ม”ฟรี พร้อมภาพ ป้ายบ้านเลขที่ของผู้ที่ลงทะเบียนขอรับ ซึ่งนายนนท์ระบุว่าทุกป้ายทะเบียนบ้านสส.และทีมงานจะนำไปส่งให้กับประชาชนถึงบ้าน โดยทางเพจจักรวาลด้อมส้มตั้งคำถามว่า”ทุกคนคะ ทำไปทำไมอ่ะ แบบติดให้รู้ว่าบ้านนี้เลือกส้มหรือคะ มันจะไม่แตกแยกกันใช่มั้ย บ้านเดียวกันเลือกกันคนละพรรคก็มี

แล้วคนที่ติดเขากลัวคนรู้เปล่าคะว่ากาพรรคอะไรไม่ต้องตั้งกล้อง ไม่ต้องสแกนบาร์โค้ด ไม่ต้องถอดรหัส ” รวมทั้งยังตั้งประเด็นว่า” ผิดกฎหมายมั้ย ให้ของหลังเลือกตั้ง”

ซึ่งเมื่อย้อนไปดูเว็บไซต์พรรคประชาชนได้มีการเผยเเพร่ผลการทำงานของนายนนท์ ในหัวข้อความเคลื่อนไหว ล่าสุดพบว่าวันที่ 10 ธ.ค68ทีมงานหาเสียงของนายนนท์นำป้ายบ้านเลขที่บ้าน พื้นสีส้ม ตัวเลขสีขาวเเจกจ่ายประชาชนในเขต 8 จ.นนทบุรี ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงที่รัฐบาลขัดแย้งกับพรรคประชาชนในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยพรรคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา และนายอนุทินได้มีการประกาศยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค.68 ทำให้การกระทำของนายนนท์ ถูกตั้งคำถามว่าเข้าข่ายเป็นการซื้อเสียงล่วงหน้าหรือไม่

และเมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้น กกต.มีการประกาศรับรองผลในวันที่ 25 ก.พ.69 วันรุ่งขึ้น คือ วันที่26 ก.พ.นายนนท์ ก็ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า”ประกาศ ประกาศ โครงการบ้านนี้สีส้ม กลับมาอีกครั้ง สำหรับโครงการดีๆ สำหรับชาวส้มบ้านแต่ละหลังคือความภูมิใจของครอบ ครัว “เลขที่บ้าน” จึงสำคัญทั้งเพื่อความสะดวกในการติดต่อ หรือจัดส่ง และเป็นหน้าเป็นตาของบ้าน

วันนี้ผมและพรรคประชาชน จึงขอเชิญชวนทุกท่านในนนทบุรี เขต 8 บางบัวทอง ไทรน้อย บางบัวทอง (บางรักพัฒนา บางรักใหญ่ บางคูรัด) ไทรน้อย(หนองเพรางาย ทวีวัฒนา ขุนศรี ไทรใหญ่ ราษฎร์นิยม) โดยให้ลงทะเบียนร่วมโครงการ แจกป้ายเลขที่บ้าน “บ้านนี้สีส้ม” ฟรี อีกครั้ง

จากนั้นวันที่ 27 ก.พ.69 นายนนท์โพสต์ข้อความว่า”ทะยอยทำอยู่นะคร๊าบบบ ยอดทะลุไปเกือบพันหลังคาเรือนแล้วจร้าาาา ซึ่งก็ได้มีเเฟนเพจเข้าไปสอบถามนายนนท์ว่าอาจผิดกฎหมายเพราะคล้ายกรณีนายประสิทธิ์  เเต่นายนนท์ตอบว่า “ตามกฎหมายเลยคร้าบบ” โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า กรณีของนายนนท์สุ่มเสี่ยง เข้าข่ายเป็นการซื้อเสียงล่วงหน้าและจ่ายหลังเลือกตั้งซึ่งอาจผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มาตรา132,133,135,137 ทำให้ได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม เพราะหลักฐานจากการโพสต์เฟซบุ๊กของนายนนท์ พบว่านายนนท์ให้ทีมงานนำป้ายบ้านเลขที่ไปเเจกรอบเเรกวันที่ 10 ธ.ค.68 เเละพรรคประชาชนนำภาพเหล่านั้นมาลงเว็บไซต์ของพรรค  เเละนายนนท์โพสต์ตอบคำถามเเฟนเพจว่า มีการเเจกป้ายบ้านเลขที่รอบเเรกในห้วงเวลาดังกล่าวจริง และต่อมาในรอบสองวันที่ 26 ก.พ. ก็ประกาศรับจองเพื่อผลิตเเจกป้ายบ้านเลขที่ หลังกกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส. 396 เขตเลือกตั้ง ซึ่งนายนนท์คือหนึ่งในจำนวนนั้น

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่เเล้ว นายนนท์ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมอย่างรุนแรงเมื่ออภิปรายเสนอตัดงบประมาณโครงการสร้างขวัญและกำลังใจบุคลากรเผยแผ่พระพุทธศาสนา งบประมาณ 5 ล้านบาท ซึ่งนายนนท์ระบุว่า “ทำไมพระสงฆ์ถึงต้องมีขวัญและกำลังใจในการทำงานด้วยเหรอครับ ผมก็งงนะครับ แล้วบอกว่าเพื่อเดินทางไปสักการะสังเวชนียสถาน ในประเทศอินเดียและเนปาล ก็คือไปสถานที่ที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน ซึ่งเป็นการใช้งบประมาณค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับผู้ได้ประโยชน์ ไปทั้งหมด 100 รูป ตกรูปละ 50,000 บาท ไปทำอะไรครับท่านประธาน ไปกราบครับท่านประธาน ท่านอยู่ประเทศไทย ท่านให้คนอื่นเขากราบไหว้ พอท่านไปประเทศอื่น ท่านกลับไปกราบอะไรก็ไม่รู้” ทำให้ในเวลาต่อมานายนนท์ต้องออกมาโพสต์ขอโทษต่อการอภิปรายดังกล่าว

อนุทิน ตอกกลับ ปวิน ปมควงศุภจี กินข้าวบ้านทูตนิวซีแลนด์ หลังถูกถามไม่โปรโมตสินค้าเกษตรไทย

อนุทิน ตอกกลับ ปวิน ปมควงศุภจี กินข้าวบ้านทูตนิวซีแลนด์ หลังถูกถามไม่โปรโมตสินค้าเกษตรไทย

อนุทิน ตอกกลับ ปวิน ปมควงศุภจี กินข้าวบ้านทูตนิวซีแลนด์ หลังถูกถามไม่โปรโมตสินค้าเกษตรไทย

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.33 น.

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ได้แชร์โพสต์ของ นาย ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์ประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต

ที่โพสต์ว่า อนุทินควงศุภจีเลี้ยงข้าวแขกบ้านแขกเมือง ในยามที่สินค้าเกษตรของไทยราคาตกอย่างน่าใจหาย และในยามที่คนที่ร่วมโต๊ะอาหารเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ ดิชั้นคาดหวังว่าจะเห็นอาหารบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยข้าวไทย ข้าวโพดหวาน และน้ำมะพร้าวหอม แต่ดิชั้นไม่เห็นอะไรเลย ทำไมไม่ฉวยโอกาสนี้ในการ promote สินค้าเกษตรไทยคะ?

โดยนายอนุทิน ระบุว่า ไปทานอาหารที่บ้านทูตนิวซีแลนด์ ท่านทูตจ้างเชฟชาวนิวซีแลนด์ที่มาเปิดร้านอาหารในเมืองไทยและจัดอาหารโดยใช้วัตถุดิบของไทยทั้งหมด มีข้าวเหนียวด้วยครับ ขออภัยที่ไม่ได้แจงรายละเอียด

สภาฯเงียบเหงา สส.รายงานตัว วันนี้ 4 คน สรุปยอด 3 วัน สส.ใหม่ รายงานตัวแล้ว 97 คน

สภาฯเงียบเหงา สส.รายงานตัว วันนี้  4 คน สรุปยอด 3 วัน สส.ใหม่ รายงานตัวแล้ว  97 คน

สภาฯเงียบเหงา สส.รายงานตัว วันนี้ 4 คน สรุปยอด 3 วัน สส.ใหม่ รายงานตัวแล้ว 97 คน

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.33 น.

สภาฯเหงา มีสส.รายงานตัววันเสาร์ 4 คน  สรุปยอด 3 วัน สส.ใหม่ รายงานตัวต่อสภาฯ แล้ว  97 คน

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ บริเวณโถง ชั้น B1 อาคารรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดรับรายงานตัว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 เป็นวันที่ 3  ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง โดยมี  สส.มารายงานตัว จำนวน 4 คน  ซึ่งเป็นพรรคภูมิใจไทย ทั้งหมด ได้แก่ นายล้ำเลิศ พัวพัฒนโชติ สส.สุรินทร์ เขต 6  นายรุ่งโรจน์ ทองศรี สส.บุรีรัมย์ เขต 9 นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน สส.บุรีรัมย์ เขต 7  นายอนุชา สะสมทรัพย์ สส.นครปฐม เขต 5 

ทั้งนี้ สรุปภาพรวมของการรายงานตัว 3 วัน มี สส. มารายงานตัวแล้ว จำนวน 97 คน โดยแบ่งเป็นพรรคการเมือง ดังนี้1. พรรคเพื่อไทย จำนวน 49 คน 2. พรรคภูมิใจไทย จำนวน 36 คน 3. พรรคประชาชาติ จำนวน 4 คน 4. พรรคพลังประชารัฐ จำนวน 4 คน  5.พรรคกล้าธรรม จำนวน 2 คน 6. พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 1 คน และ7. พรรคโอกาสใหม่ จำนวน 1 คน

ขณะนี้มีสส.ที่รายงานตัวแล้ว 97 คน จาก 396 คน ยังคงเหลือ 299 คน ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรยังคงเปิดรับการรายงานตัวของสส.ทุกวัน เริ่มในเวลา 08.30 น. -16.30 น.

ปราชญ์ สามสี ชื่นชม ‘ดร.เจษฎ์-พรรครักชาติ’ กล้าเล่นประเด็น อธิปไตย มากกว่าแค่เกมการเมืองภายใน

ปราชญ์ สามสี ชื่นชม 'ดร.เจษฎ์-พรรครักชาติ' กล้าเล่นประเด็น อธิปไตย มากกว่าแค่เกมการเมืองภายใน

ปราชญ์ สามสี ชื่นชม ‘ดร.เจษฎ์-พรรครักชาติ’ กล้าเล่นประเด็น อธิปไตย มากกว่าแค่เกมการเมืองภายใน

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.42 น.

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ปราชญ์ สามสี” โพสต์ข้อความระบุว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าการเมืองไทยห่างเหินจากเวทีโลกไปมาก เราพูดกันเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล เรื่องเกมในสภา เรื่องกระแสโซเชียลรายวัน แต่ไม่ค่อยได้เห็นพรรคการเมืองออกมายืนพูดอย่างจริงจังในประเด็นระเบียบโลก อธิปไตย หรือกติกาสากลที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศ ภาพของนักการเมืองไทยที่กล้าแสดงความคิดเห็นกับต่างชาติอย่างชัดถ้อยชัดคำ ดูจะเลือนหายไปจากความทรงจำสาธารณะพอสมควร

ล่าสุด รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ได้ออกมาแสดงจุดยืนต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างชัดเจน โดยให้สัมภาษณ์ชื่นชมการดำเนินงานของรัฐบาลในมาตรการเชิงรับที่มุ่งปกป้องอธิปไตยของไทย พร้อมทั้งเสนอให้เร่งการทูตเชิงรุกมากขึ้น ท่านกล่าวถึงความจำเป็นในการดำเนินการตามกรอบอนุสัญญาออตตาวา การเร่งเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยง การประสานงานกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ตลอดจนการผลักดันประเด็นเข้าสู่กลไกของสหประชาชาติในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้ข้อเท็จจริงได้รับการรับฟังในเวทีนานาชาติ ท่าทีดังกล่าวสะท้อนการมองปัญหาในมิติระหว่างประเทศ ไม่ใช่เพียงการตอบโต้ทางการเมืองภายใน

ขณะเดียวกัน พรรครักชาติได้เคลื่อนไหวในประเด็นวัฒนธรรม โดยยื่นหนังสือถึง UNESCO ขอให้ตรวจสอบการขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศกัมพูชาในกรณีที่อาจมีความซ้อนทับกับวัฒนธรรมไทย พร้อมเสนอให้มีการตรวจสอบทางวิชาการอย่างรัดกุม และเปิดพื้นที่การเจรจาระหว่างประเทศอย่างโปร่งใส การดำเนินการดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องเชิงสัญลักษณ์ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนความพยายามปกป้องอัตลักษณ์และศักดิ์ศรีของชาติในกรอบกติกาสากล

สำหรับผม การที่มีพรรคการเมือง—even จะไม่ใช่พรรคใหญ่—ออกมาแสดงออกในประเด็นบ้านเมือง โดยเฉพาะเรื่องอธิปไตยและระเบียบโลก ถือเป็นสัญญาณที่ดี อย่างน้อยที่สุด มันทำให้สังคมไทยได้เห็นว่าการเมืองไม่ได้จำกัดอยู่แค่เกมอำนาจภายใน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการยืนหยัดของประเทศในเวทีระหว่างประเทศด้วย ผมจึงขอชื่นชมทั้ง รศ.ดร.เจษฎ์ และพรรครักชาติ ที่กล้าแสดงจุดยืน และทำให้ประเด็นเหล่านี้กลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณะอีกครั้ง

อดีตผู้พิพากษา วิเคราะห์ 4 ข้อหาจาก กกต. เมื่อการตรวจสอบ ถูกยกระดับเป็น อาชญากรรมร้ายแรง

อดีตผู้พิพากษา วิเคราะห์ 4 ข้อหาจาก กกต. เมื่อการตรวจสอบ ถูกยกระดับเป็น อาชญากรรมร้ายแรง

อดีตผู้พิพากษา วิเคราะห์ 4 ข้อหาจาก กกต. เมื่อการตรวจสอบ ถูกยกระดับเป็น อาชญากรรมร้ายแรง

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.04 น.

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า  วิเคราะห์เจาะลึก 4 ข้อหาจาก กกต.: เมื่อการ “ตรวจสอบ” ถูกยกระดับเป็น “อาชญากรรมร้ายแรง”

จากการที่สำนักงาน กกต. ออกข่าวประชาสัมพันธ์ เมื่อคืนวันที่ 27 ก.พ. 69 ในการแจ้งความดำเนินคดีอาญาข้อหาหนักหลายบทหลายกระทง แก่กลุ่มบุคคลหนึ่ง
 เราสามารถแยกวิเคราะห์ตามลำดับความสำคัญของข้อหาได้ดังนี้ครับ:

ข้อหาหลัก: ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ (พ.ร.ป. กกต. มาตรา 66 วรรคสอง)

วิเคราะห์: กกต. พยายามชี้ว่าการตั้งกล้องและการถอดรหัสทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม

• ข้อโต้แย้งที่แข็งแกร่งที่สุด: การ “ขัดขวาง” ตามกฎหมายต้องมีพฤติกรรมที่ทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานไม่ได้ แต่ในวันเกิดเหตุ กปน. ปฏิบัติหน้าที่จนเสร็จสิ้นโดยไม่มีการสั่งห้ามหรือตักเตือน  การที่เจ้าหน้าที่ “นิ่งเฉย” ตลอดทั้งวันคือหลักฐานว่าไม่มีการขัดขวางเกิดขึ้นจริงในขณะนั้น

• ความโปร่งใสคือหัวใจ: การช่วยกันถ่ายภาพกระบวนการออกเสียงน่าจะเป็นการช่วยให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยโปร่งใส สุจริต และเที่ยงธรรม  ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการแอบถ่ายจากด้านหลังของคูหาเลือกตั้งขณะกาบัตร ซึ่งเป็นข้อต้องห้ามแต่อย่างใด 

• บทสรุป: หากระบบบัตรเลือกตั้งมีช่องโหว่ให้ถอดรหัสได้จริง ปัญหาอยู่ที่ “ตัวบัตร” ไม่ใช่ “ตัวบุคคล” การแจ้งความข้อหานี้จึงอาจเป็นการเบี่ยงประเด็นความบกพร่องขององค์กรเองก็ได้ 

ข้อหารองที่ 1: ความผิดต่อความมั่นคง (ป.อาญา มาตรา 116)

วิเคราะห์: กกต. อ้างว่าการกระทำนี้สร้างความปั่นป่วนและทำให้คนไม่กล้ามาใช้สิทธิ

• ย้อนศร: เจตนาของผู้ถูกกล่าวหาคือการพิสูจน์ระบบเพื่อความโปร่งใส ซึ่งเป็นหัวใจของความมั่นคงในระบอบประชาธิปไตย  การที่ กกต. ใช้ ม.116 ซึ่งเป็นกฎหมายร้ายแรงกับเรื่องบาร์โค้ดบน

บัตรเลือกตั้ง ถูกมองว่าเป็นความพยายามสร้าง “บรรยากาศแห่งความกลัว” (Climate of Fear)  เพื่อไม่ให้เกิดการตรวจสอบในอนาคตหรือไม่

ข้อหารองที่ 2: ฐานเป็นอั้งยี่ (ป.อาญา มาตรา 209)

วิเคราะห์: กกต. พยายามสร้างภาพว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่ “ปกปิดวิธีดำเนินการ” และ “มีมุ่งหมายมิชอบ”

• ความย้อนแย้งขั้นสุด: นิยามของอั้งยี่คือ “องค์กรลับ”  แต่กลุ่มนี้ ตั้งกล้องถ่ายทอดอย่างเปิดเผยในพื้นที่ที่ กกต. อนุญาต มีรูปถ่ายและหลักฐานการทำงานที่ชัดเจนต่อหน้าสาธารณชน

• บทสรุป: การกล่าวหาว่าประชาชนที่ทำงานตรวจสอบรัฐอย่างเปิดเผยเป็น “อั้งยี่” ถือเป็นการตีความกฎหมายที่บิดเบี้ยวและอันตรายต่อสิทธิเสรีภาพอย่างยิ่ง 

ข้อหารองที่ 3: ฐานนำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2)

วิเคราะห์: กกต. อ้างว่าการเผยแพร่เรื่องการถอดรหัสบาร์โค้ดเป็นข้อมูลเท็จที่สร้างความตื่นตระหนก

• ความจริงคือเกราะป้องกัน: หากภาพถ่ายและกระบวนการถอดรหัสนั้นเป็นเรื่องจริง (แต่ไม่เปิดเผย ต่อมาอาจนำมาแสดงเป็นการเลือกตั้งจำลอง) ข้อมูลนั้นย่อม “ไม่เป็นเท็จ” แม้ข้อมูลนั้นอาจจะทำให้ กกต. ต้องเสียหน้า แต่ถ้ามันคือ “ความจริงที่เป็นช่องโหว่ของรัฐ” ประชาชนย่อมมีสิทธิรับรู้เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของคะแนนเสียงตัวเอง

• ย้อนศร: กกต. ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสิ่งที่เขาถอดรหัสมานั้น “เป็นเรื่องโกหก” แต่ถ้าทำได้จริง กกต. เองนั่นแหละที่อาจจะมีความผิดฐานนำระบบที่ไม่ได้มาตรฐานมาใช้กับการเลือกตั้งของชาติ 

บทสรุปภาพรวม: “Maximum Charge” เพื่อการปิดปาก?

การประโคมข้อหาตั้งแต่ ขัดขวางการเลือกตั้ง -> ความมั่นคง -> อั้งยี่ -> พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ คือกลยุทธ์การฟ้องร้องเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับความลำบากในการสู้คดีและเสียชื่อเสียง (Character Assassination)

“หากการตรวจสอบความโปร่งใสถูกตีความเป็นอั้งยี่ และการชี้จุดโหว่ของบัตรเลือกตั้งถูกตีความเป็นภัยความมั่นคง… เรากำลังอยู่ในยุคที่ความผิดไม่ได้อยู่ที่คนอยู่เบื้องหลังการโกง แต่อยู่ที่คนพยายามป้องกันการโกงใช่หรือไม่?” 

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

28/2/69

‘ภูมิธรรม-เพื่อไทย’ ชูทีมผสมรุ่นเก่า ใหม่ ส่งสัญญาณพร้อมทำหน้าที่ นิติบัญญัติ-บริหาร

'ภูมิธรรม-เพื่อไทย' ชูทีมผสมรุ่นเก่า ใหม่ ส่งสัญญาณพร้อมทำหน้าที่ นิติบัญญัติ-บริหาร

‘ภูมิธรรม-เพื่อไทย’ ชูทีมผสมรุ่นเก่า ใหม่ ส่งสัญญาณพร้อมทำหน้าที่ นิติบัญญัติ-บริหาร

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.30 น.

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นายภูมิธรรม เวชยชัย ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อวานนี้ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยทั้ง 3 คน คือศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้นำทีม สส.เขต  ที่ได้รับการเลือกตั้งทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ เข้าไปรายงานตัว ต่อสภาผู้แทนราษฎร

เป็นสัญญาณของความพร้อม ในการทำหน้าที่แทนประชาชน อย่างเต็มความสามารถของพวกเราพรรคเพื่อไทย

ผมคิดว่า​การเมืองในยุคนี้ ไม่ใช่เรื่องของ “วัย” ไม่ใช่เรื่อง​ของ​ “เก่า” หรือ​ “ใหม่” แต่คือเรื่องของ “วิธีคิด”  และ “ความสามารถในการทำงานร่วมกัน”

พรรคเพื่อไทยเชื่อว่า  ประสบการณ์ของคนรุ่นใหญ่ คือทุนทางปัญญาที่ผ่านบททดสอบของเวลา ขณะเดียวกัน พลังและความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ คือแรงขับเคลื่อนที่เท่าทันโลก เท่าทันเทคโนโลยี และเข้าใจความเปลี่ยนแปลง ของสังคมยุคดิจิทัล เมื่อสองพลังนี้ทำงานร่วมกัน การตัดสินใจจะรอบคอบ แต่ไม่ล้าสมัยการขับเคลื่อนนโยบายจะมั่นคง แต่ไม่หยุดนิ่ง

พรรคเพื่อไทยมีความพร้อม ทั้งในด้านการทำงานนิติบัญญัติ ในสภาพร้อมเสนอ แก้ไข และผลักดันกฎหมายที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจ ปากท้อง และความเป็นธรรมของประชาชน

ในขณะเดียวกัน ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลเรามีทีมผู้บริหาร บุคลากร และนโยบายที่ชัดเจน พร้อมทำงานเชิงบริหารอย่าง มืออาชีพ เพื่อให้การตัดสินใจของรัฐเกิดผลเป็นรูปธรรม

ประเทศต้องการทั้ง “ความมั่นคง ของประสบการณ์” และ “ความกล้าคิดของคนรุ่นใหม่”

พรรคเพื่อไทยพร้อมทำหน้าที่เชื่อมสองพลังนี้เข้าด้วยกัน เพื่อพาประเทศก้าวไปข้างหน้า อย่างมั่นคง ทันสมัย และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง