การดี เผยทดลอง TH-AI Passport คล้ายเวอร์ชั่นฟรีในต่างประเทศ จี้เปิดรายละเอียดสัญญา

การดี เผยทดลอง TH-AI Passport คล้ายเวอร์ชั่นฟรีในต่างประเทศ จี้เปิดรายละเอียดสัญญา

การดี เผยทดลอง TH-AI Passport คล้ายเวอร์ชั่นฟรีในต่างประเทศ จี้เปิดรายละเอียดสัญญา

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

’การดี‘ เผยชิมลางใช้ TH-AI Passport แล้ว ฟังก์ชันหลายส่วนคล้าย AI ฟรีต่างประเทศ พบมีการปรับสัญญาจาก Pay per Use เป็น Pay per Active User ตรวจสอบผู้ใช้งานจริงง่ายขึ้น จี้เปิดสูตรคำนวณราคา-ความโปร่งใสการเบิกจ่าย พร้อมขอปชช. ร่วมติดตาม งบการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ สส.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงความคืบหน้าการติดตามโครงการ TH-AI Passport ว่า ขณะนี้ยังมีข้อมูลสำคัญที่อยู่ระหว่างรอการเปิดเผยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 ประเด็น ได้แก่ 1. สัญญาจ้างฉบับที่มีการแก้ไข ซึ่งเข้าใจว่ายังอยู่ในกระบวนการดำเนินการและยังไม่ได้รับเอกสาร 2. รายชื่อคณะกรรมการตรวจรับโครงการทั้งหมด ซึ่งยังไม่ได้รับเช่นกัน และ 3. คำชี้แจงเกี่ยวกับตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ (KPI) และแนวทางการประมวลผลข้อมูล ซึ่งยังรอคำตอบอยู่
เหตุผลที่ติดตามทั้ง 3 ประเด็นนี้ เพราะเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ ได้แก่ การใช้เงินภาษีประชาชนให้คุ้มค่า การทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการดำเนินงานที่โปร่งใสตรวจสอบได้

นางการดี เปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาตนได้รับอีเมลจากบริษัทผู้พัฒนาโครงการ เพื่อเข้าไปทดลองใช้งาน TH-AI Passport ในเวอร์ชันเริ่มต้น จึงขอขอบคุณที่เปิดโอกาสให้ได้ทดลองใช้งาน โดยจากการทดลองเบื้องต้นพบว่า หน้าตาการใช้งาน (UI) มีความสวยงาม มีฟังก์ชันการใช้งาน รวมถึงระบบการเรียนรู้ด้าน AI ที่ดูครบถ้วน แม้ว่ายังไม่ได้ทดลองใช้ทุกฟังก์ชันก็ตาม สิ่งที่น่าประหลาดใจ คือเมื่อได้หารือกับอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี พบว่า ฟังก์ชันหลายอย่างที่มีอยู่ในระบบนั้น คล้ายกับบริการ AI เวอร์ชันฟรีที่มีให้ใช้งานอยู่แล้วในต่างประเทศ จึงยังไม่เข้าใจว่าทำไมประเทศไทยจึงจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมากกับโครงการดังกล่าว แต่ก็ยังต้องรอข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงการเปิดให้มีการทดสอบใช้งานในวงกว้างมากขึ้น เพื่อให้สามารถประเมินความคุ้มค่าของโครงการได้อย่างรอบด้าน

นางการดี กล่าวต่อว่า ปัจจุบันอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเริ่มเข้าไปทดลองใช้งานระบบมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้สามารถตอบคำถามเรื่องความคุ้มค่าทางการเงินของโครงการได้ชัดเจนขึ้น โดยประเด็นดังกล่าวยังเป็นข้อสงสัยสำคัญที่ต้องได้รับคำอธิบาย ต้องขอบคุณหน่วยงานที่รับฟังข้อเสนอแนะจากภาควิชาชีพ หลังจากที่ผ่านมาได้รวบรวมความคิดเห็นจากสมาคมวิชาชีพต่าง ๆ และจัดส่งเป็นข้อเสนอแนะอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งพบว่ามีการปรับปรุงรายละเอียดบางส่วนของโครงการแล้ว

ซึ่งหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่ได้รับทราบ คือ รูปแบบสัญญาจะมีการปรับจาก Pay per Use มาเป็น Pay per Active User ซึ่งถือเป็นความแตกต่างที่สำคัญ เพราะระบบ Pay per Use จะคำนวณจากการใช้งานหรือโทเคน ซึ่งตรวจสอบได้ยาก ขณะที่ Pay per Active User จะคิดตามจำนวนผู้ใช้งานจริง จึงทำให้เกิดคำถามต่อว่า กระบวนการตรวจรับงานและการเบิกจ่ายงบประมาณจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เกิดความโปร่งใสสูงสุด รวมถึงจะกำหนดอัตราค่าบริการอย่างไรให้เหมาะสมที่สุด

อีกประเด็นที่น่ากังวล คือ รูปแบบของระบบที่รวมทั้งส่วนการเรียนรู้และการใช้งานไว้ด้วยกัน จึงต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าไปใช้งานได้อย่างคุ้มค่า เพราะหากประชาชนจำนวนมากไม่เลือกใช้งานตั้งแต่ต้น ก็จะยิ่งสะท้อนคำถามสำคัญว่า การใช้งบประมาณจำนวนมากจะก่อให้เกิดความคุ้มค่าได้อย่างไร

สำหรับการวัดผลความสำเร็จของโครงการ ดร.การดี ระบุว่า ควรเชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์ด้าน AI ของประเทศอย่างชัดเจน โดยขณะนี้ยังไม่เห็นเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม ทั้งที่โครงการใช้งบประมาณระดับหลายร้อยล้านถึงกว่าพันล้านบาท
หากหน่วยงานเห็นว่าการกำหนด KPI ในช่วงเริ่มต้นเป็นเรื่องยาก และจะรอวัดผลเมื่อโครงการสิ้นสุด ก็อาจทำให้ไม่สามารถเปรียบเทียบผลลัพธ์ได้อย่างถูกต้อง เพราะการประเมินควรมีทั้งข้อมูลก่อนเริ่มโครงการและหลังสิ้นสุดโครงการ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน

นางการดี เสนอให้หน่วยงานใช้ข้อมูลจากรายงานด้าน AI Adoption ของผู้ให้บริการรายใหญ่ เช่น Gemini และ Microsoft ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทย มาเป็นค่าอ้างอิงพื้นฐาน หรือ Baseline เพื่อใช้วัดผลว่า เมื่อใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาทแล้ว ประเทศไทยมีการพัฒนาด้าน AI เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด จุดยืนของตนและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยียังคงเหมือนเดิม คือ หากตั้งแต่ต้นโครงการยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการใช้งบประมาณมีความคุ้มค่า ก็ย่อมเป็นคำถามสำคัญเกี่ยวกับการใช้เงินภาษีของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นประเด็นที่ติดตามมาตั้งแต่เริ่มโครงการ และจะติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด

เมื่อถามว่า ระบบ Pay per Active User มีข้อดีกว่า Pay per Use อย่างไร นางการดี กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าแบบใดดีกว่ากัน แต่ในทางปฏิบัติมองว่า Pay per Active User จะสามารถจัดเก็บข้อมูลและตรวจสอบได้ตรงประเด็นมากกว่า เพราะสามารถกำหนดนิยามของคำว่า Active User ได้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น จะนับผู้ใช้งานรายวัน Daily Active User หรือรายเดือน Monthly Active User รวมถึงวิธีการคำนวณราคาให้สอดคล้องกับจำนวนผู้ใช้งานจริง

ส่วนระบบ Pay per Use ที่คิดค่าบริการตามจำนวนโทเคนนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมีความกังวลว่า จะไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจนว่า มีการใช้โทเคนไปในปริมาณเท่าใด หรือใช้กับงานประเภทใด จึงอาจทำให้การตรวจสอบทำได้ยากกว่า แต่การเปลี่ยนมาใช้ระบบ Pay per Active User อย่างน้อยก็ทำให้เห็นว่า งบประมาณในส่วนของระบบ Generative AI อาจไม่จำเป็นต้องใช้เต็มวงเงินประมาณ 1,500 ล้านบาท หากมีการใช้งานจริงต่ำกว่าที่คาดการณ์ และหากกระบวนการตรวจสอบและการคำนวณค่าใช้จ่ายมีความชัดเจน โปร่งใส ก็อาจทำให้ใช้งบประมาณต่ำกว่าวงเงินที่กำหนดไว้ได้

ทั้งนี้ นางการดี กล่าวย้ำว่า ประเด็นดังกล่าวยังไม่ถือว่าสิ้นสุด เพราะยังมีรายละเอียดอีกหลายส่วนที่ต้องตรวจสอบ และตนพร้อมกับผู้เชี่ยวชาญจะติดตามโครงการนี้ต่อไป เพื่อให้การใช้งบประมาณของรัฐเป็นไปอย่างยุติธรรม โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ส่วนเรื่องต่อมาอยากให้ประชาชนร่วมกันติดตาม ช่องทางการทุจริตอย่างถูกระเบียบ เพราะวันนี้สิ่งที่เราเฝ้าจับตาการทำงาน หรือการไหลของงบประมาณที่จะไม่ได้ผ่านการตรวจสอบของสภา คือในพ.ร.บ. เงินกู้ 200,000 บาท และบัญชีนวัตกรรม แล้วตนเองได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารของสำนักงานนวัตกรรม ก็ให้ความยืนยันว่า ประเด็นนี้เรากำลังแก้ไขในเรื่องของกระบวนการ การที่จะข้อมูลมาใส่ในบัญชีประจำ ให้เป็นนวัตกรรมจริงๆ มีการแจ้งว่าจะทำให้การตรวจสอบนั้นโปร่งใส และไม่ขาดธรรมาภิบาล แต่อย่างไรเราก็ต้องติดตามกันต่อ รวมถึงเรื่องที่มีการพูดถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ข้อมูลที่เห็นเป็นข้อผิดสังเกต มีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ LED เข้ามาเยอะผิดปกติในปี 2026 เมื่อไปดูจะเป็นการเปรียบเทียบได้ยากว่า มีนวัตกรรมอย่างไร เพราะฉะนั้นเราพูดถึงว่าการใช้นวัตกรรมที่เกินความจำเป็น กับการใช้ไฟถนน ไหหมู่บ้าน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องจับตาต่อ สุดท้ายก็จะไปเกี่ยวข้องกับ การใช้เงินภาษีประชาชนเกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่า จึงอยากให้ร่วมกันติดตาม เพราะเราไม่อยากให้มีการทุจริตคอรัปชั่น

นายกฯ ถกกองทัพล่วงหน้า ก่อนเยือนจีน ไม่ปิดกั้นจีนเคลียร์ปมชายแดนไทย-กัมพูชา

นายกฯ ถกกองทัพล่วงหน้า ก่อนเยือนจีน ไม่ปิดกั้นจีนเคลียร์ปมชายแดนไทย-กัมพูชา

นายกฯ ถกกองทัพล่วงหน้า ก่อนเยือนจีน ไม่ปิดกั้นจีนเคลียร์ปมชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.09 น.

นายกฯ เผย ถกกองทัพล่วงหน้า ก่อนเยือนจีน ถามจะฝากประเด็นหารือผู้นำหรือไม่-​ไม่ปิดกั้นจีนเคลียร์ปมชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมเดินหน้าถกเมียนมาแก้ปัญหาน้ำกกปนเปื้อน-ชนกลุ่มน้อย​-ยาเสพติด ย้ำทุกอย่างยึดประโยชน์ชาติ

เมื่อวันที่ 16 ก.ค.2569 ที่กองบัญชาการกองทัพไทย นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายก​รัฐมนตรี​ และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวงมหาดไทย​ กล่าวถึงกรณีการเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ ได้มีการพูดคุยกับกองทัพของไทยก่อนเดินทางหรือไม่ ว่า ได้หารือกันหลายเรื่อง เพราะตนต้องไปพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และ หลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรี​ของจีน มีตั้งแต่ประเด็นทางการค้า เศรษฐกิจ ความร่วมมือและความมั่นคง และการที่ตนเดินทางมาในวันนี้ก็ได้ถามกองทัพ ว่า มีประเด็นใดที่อยากจะฝากไปหารือกับผู้นำระดับสูงของจีนหรือไม่ แต่ในสัปดาห์หน้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน จะเดินทางมาเยือนไทย เรื่องที่พูดคุยก็จะมีความต่อเนื่องกัน 

เมื่อถามว่า จะมีการพูดคุยสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ในการปกป้องชายแดนไทยกัมพูชา นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขอให้เป็นเรื่องของความมั่นคง ไม่สามารถมาพูดสาธารณะได้ 

เมื่อถามว่า หากมีโอกาสเปิดอกพูดคุยกับผู้นำจีน จะมาคุยเรื่องประเด็นชายแดนไทยกัมพูชาด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ประเทศจีนเป็นมหามิตร สนับสนุนเกื้อกูล พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันมาตลอดเวลาอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า หากทางการจีน อยากจะเป็นตัวกลางพูดคุยระหว่างไทยกับกัมพูชา จะทำอย่างไร นายกรัฐมนตรี​ ตอบเพียงแค่ว่า “เราก็ไม่ปิดกั้น” 

เมื่อถามว่า จะมีการพูดคุยเรื่องสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องมีการพูดคุยกันทุกเรื่อง และเรื่องนี้ก็ต้องพูดคุยกับทางเมียนมาด้วย  โดยในต้นเดือนสิงหาคมนี้ ผู้นำเมียนมาก็จะเดินทางมาเยือนไทย และเมื่อวานก็ได้มีการหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของเมียนมา ก็ได้หยิบยกประเด็นนี้ ขึ้นมาหารือด้วย ทั้งเรื่องของการเผาที่ทำให้เกิดฝุ่นควัน เรื่องมลพิษ ชนกลุ่มน้อย และยาเสพติด​ ไปจนถึงความร่วมมือด้านความมั่นคง ในการขจัดยาเสพติด ซึ่งเป็นความร่วมมือร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศ

เมื่อถามว่าจะมีการพูดคุยกับ มิน อ่อง หล่าย ที่จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยด้วยใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  ทุกอย่างจะอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ ของประเทศไทย เพิ่งหากนำไปสู่ผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศร่วมกัน ก็จะหาบทสรุปและบรรลุผลข้อตกลงด้วยความรวดเร็ว 

ปลัด มท. เผย กสถ. นัดประชุมพรุ่งนี้ เพิกถอนบรรจุขรก.ท้องถิ่นล็อตแรก 3,621 ราย

ปลัด มท. เผย กสถ. นัดประชุมพรุ่งนี้ เพิกถอนบรรจุขรก.ท้องถิ่นล็อตแรก 3,621 ราย

ปลัด มท. เผย กสถ. นัดประชุมพรุ่งนี้ เพิกถอนบรรจุขรก.ท้องถิ่นล็อตแรก 3,621 ราย

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.43 น.

’ปลัดมท.‘ แถลงคืบหน้าโกงสอบท้องถิ่น เชือดไก่ให้ลิงดูทันที ไม่รอช้า! ดันเข้าที่ประชุม ’กสถ.‘ ด่วนพรุ่งนี้ ชงฟันเพิกถอนบรรจุกลุ่มแรก 3,621 ราย พฤติการณ์ชัดคะแนนพุ่งผิดปกติ ก่อนส่งไปยังแต่ละจังหวัดที่ลงบรรจุ เตรียมรื้อนับคะแนนใหม่ทั้งหมดทั้งกลุ่ม2-3 พ่วง 9,174 คนที่ผ่านเข้าไปแบบคลีนๆให้หายทุกข์ใจ ประสานดึง ‘หน่วยงานกลาง‘ ร่วมตรวจสอบ ลั่นยึดโปร่งใส เป็นธรรมที่สุด ใครผูกก็ต้องแก้เอง ขออดใจรออีกหน่อย เคลียร์กระจ่างกับสังคม

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา11.10 น. ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) เขตดุสิต กทม. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย แถลงความคืบหน้าผลสอบของ สถ. กรณีการทุจริตสอบข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี2568 ภายหลังที่ประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น(กสถ.) มีมติส่งรายชื่อผู้ที่ได้รับการบรรจุฯ จำนวน 5,814 คน ที่พบคะแนนมีความผิดปกติโดยแบ่งเป็น3กลุ่ม ไปยังคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น(ก.กลาง) พิจารณาเพิกถอนการบรรจุฯในการประชุม ก.กลาง วันที่23ก.ค.นี้ว่า วันนี้ รมว.มหาดไทย มีคำสั่งแต่งตั้งนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ทั้งนี้ตั้งแต่วันนี้(16ก.ค.)เป็นต้นไป เนื่องจากส่วนราชการดังกล่าวที่กำลังมีปัญหา ต้องมีหัวสำหรับการบริหารจัดการเรื่องนี้ให้บรรลุล่วงสำเร็จ ทำให้สิ่งที่ไม่ถูกต้องเกิดความถูกต้องให้เร็วที่สุด

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่วานนี้(15ก.ค.)กสถ.มีมติ สำหรับผู้ที่มีคะแนนผิดปกติ จำนวน 5,814 คน แบ่งเป็น3กลุ่ม ซึ่งทุกคนทราบดี และทุกคนเชื่อมั่นว่าต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด เพราะเป็นการดำเนินการที่อุกอาจ มีการประกาศผลคะแนนแล้ว เกิดความผิดไม่ถูกต้อง ดังนั้นจากที่ตนได้ปรึกษากับนายนิรัตน์ และฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เห็นควรว่าต้องเพิกถอนให้เร็วที่สุด โดยกลุ่มแรก ที่คะแนนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนประมาณ 3,621 ราย จะมีการประชุม กสถ. ในวันพรุ่งนี้(17ก.ค.) ช่วงบ่าย เพื่อที่จะมีมติในการพิจารณาเพิกถอนการบรรจุ เราไม่รออะไรแล้ว อีกทั้งยังเป็นการให้ผู้ที่บริสุทธิ์ที่สอบมาได้ด้วยความถูกต้องจำนวน 9,174คน ที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว แต่อาจถูกสังคมเหมารวมว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือไม่ ได้มาพิสูจน์ตัวเอง ขอให้คนกลุ่มนี้อย่าทุกข์ใจ ขอให้เป็นปกติสุข เขาก็ต้องทำงานต่อไป เพราะเขาเข้ามาด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ถูกต้อง โปร่งใส ดังนั้นเราต้องทำสิ่งนี้ให้กระจ่างแจ้งที่สุด ยืนยันว่าเราจะดำเนินการให้ถูกต้อง โปร่งใสที่สุด

“เมื่อคนบริสุทธิ์9,174คน ไม่ได้ถูกเพิกถอน และในวันพรุ่งนี้หากมีมติให้มีการเพิกถอนการบรรจุกลุ่มแรกที่มีคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน 3,000 กว่าคน หลังจากนั้นเราจะตรวจคะแนนใหม่ทั้งหมด เมื่อกลุ่มคนถูกเพิกถอนการบรรจุไปแล้ว คนที่จะขึ้นมาใหม่จะต้องถูกนับคะแนนใหม่ทั้งหมด ทั้ง400,000กว่าคน เพื่อจัดลำดับใหม่ของผู้ที่สอบแข่งขันได้ ที่จะได้รับการบรรจุในลำดับถัดไป โดยจะดำเนินการให้เร็วที่สุด ขณะนี้ได้ประสานหน่วยงานกลางที่มีหน้าที่ตรวจสอบคะแนนใหม่เพื่อดำเนินการแล้ว” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว 

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า กระทรวงมหาดไทยมาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ที่เกิดขึ้นแล้วเป็นจุดหนึ่งของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ที่ผ่านมาพอเกิดปัญหา แล้วส่งมาให้ส่วนกลางสอบ พอส่วนกลางสอบ ยิ่งมีปัญหาเข้าไปใหญ่ ก็ต้องมีการสังคายนายกใหญ่ เชื่อมั่นว่านายนิรัตน์   จะบริหารเรื่องนี้ได้อย่างดี ด้วยประสบการณ์ยาวนาน มีความอาวุโสสูงสุดในกระทรวงมหาดไทย วันนี้เราต้องการความโปร่งใส ต้องการคนที่ยืนหยัดความถูกต้องมาทำงาน สำหรับผู้ที่มีความผิด กำลังถูกสอบสวนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะมีการพาดพิงไปยังบุคคลอื่นเพิ่มขึ้น เชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่จะมีการประกาศไปเรื่อยๆหากมีหลักฐานชัดเจน ขณะที่คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาต(ป.ป.ช.) ก็จะมีการแถลงด้วย เป็นสิ่งที่จะมาประกอบกันหมด วันนี้ต้องเรียนว่า ผู้ที่ผูกก็ต้องเป็นผู้แก้ 

เมื่อถามถึงกรณีที่จะมีการส่งรายชื่อ5,814คน ให้ก.กลาง พิจารณาเพิกถอนในวันที่23ก.ค.นี้ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ก.กลางมีกำหนดประชุมอยู่แล้วในวันที่23ก.ค. แต่วันนี้เราต้องเพิกถอนให้เร็วที่สุด เพราะเห็นข้อมูลเชิงประจักษ์ว่ามีความผิดปกติ คนที่ดำเนินการเรื่องนี้คือกสถ. ที่มีการประชุมวานนี้(15ก.ค.) แล้วทางรองอธิบดีสถ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ กสถ. ก็ไม่ได้เสนอให้กสถ.เพิกถอนสิ่งที่ตัวเองประกาศไป เพราะฉะนั้นตนจึงเสนอว่าคนที่ผูกก็ต้องแก้ ต้องรับผิดชอบ ต้องสแกนความบริสุทธิ์ของตัวเองด้วย เพราะท่านเป็นคนประกาศรายชื่อเหล่านั้น ก็ต้องแก้รายชื่อเหล่านั้น 

“ผมเป็นคนเสนอให้กลุ่มแรก3,621คนต้องเพิกถอนการบรรจุเลย ต้องไปให้เร็วที่สุด เพราะคนที่บริสุทธิ์มันทุกข์ร้อนอยู่ คนที่เขาเข้ามาแล้วไม่รู้ว่าจะโดนหรือไม่ เป็นความกลุ้มใจที่สุด สื่อก็ยังไม่ค่อยได้พูดถึง9,174คน ผมก็อยากให้ความเชื่อมั่นกลุ่มคนเหล่านี้ให้ได้รับความเป็นธรรมที่สุด ส่วนกลุ่มที่สอง และกลุ่มที่สาม เราจะมีการนับคะแนนใหม่เพื่อมาจัดลำดับใหม่ทั้งหมด เพื่อดูว่าถ้าเขาคะแนนดีอยู่แล้วแล้วถูกอัพขึ้นมา พอนับคะแนนใหม่ เขาอาจจะตกมาก็ได้ แต่ว่าถ้าเขาอยู่ในกระบวนการที่ไม่ถูกต้อง ทางคดีอาญาถ้าสาวถึงก็จะไปถึงตัวเขาเอง ตอนนี้ถ้าเขาทำคะแนนดีอยู่แล้วอยู่ๆมีคนไปอัพให้เขาขึ้น อยู่ๆเราจะให้เขาตก มันต้องมีการสืบสวนและพิสูจน์กันอีก หากตรวจสอบคะแนนใหม่ แล้วมีการจัดลำดับใหม่ แล้วเสร็จคนเหล่านี้ที่ได้รับการจัดลำดับใหม่ก็จะบรรจุแทน” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

ด้านนายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดี สถ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการกสถ. กล่าวเสริมว่า ในขั้นตอนการตรวจนับคะแนนใหม่ขณะนี้ เนื่องจากกระดาษคำตอบข้อเท็จจริงอยู่กับ ป.ป.ช. เราก็จะตรวจสอบจากหลักฐานของ สถ.ที่มี คือจากแฟลชไดร์ฟที่มีการแสดงคำตอบทั้งสิ้นที่มีการสแกนไว้ทั้งหมด ก็จะนำมาเปรียบเทียบความแตกต่างทั้งหมด โดยจะมีคณะกรรมการในการตรวจสอบที่มีความเป็นกลางเข้ามาตรวจสอบกระดาษคำตอบทั้ง800,000แผ่น

ขณะที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า ทาง สถ.จะเป็นแม่งานในการตรวจสอบ โดยอาจจะนำคนกลางที่อาจจะเป็นมหาวิทยาลัยอื่นเข้ามาร่วมตรวจสอบ เพื่อความโปร่งใสเป็นธรรมที่สุดกับคนที่อยู่ในบัญชีทั้ง4000,00คน เราต้องดูจากคะแนนดิบทั้งหมด ขณะนี้ได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขาฯประสานไปยังหน่วยงานกลางที่จะเข้ามาตรวจสอบแล้ว ดังนั้นในวันพรุ่งนี้(17ก.ค.) จะประชุมหลายๆเรื่อง ทั้งการเพิกถอนการบรรจุ การนับคะแนนใหม่ จะดำเนินการให้เร็วที่สุดเพื่อให้ได้หน่วยงานกลางเข้ามาร่วมนับคะแนนใหม่ ยืนยันว่าจำเป็นต้องนับใหม่ มิฉะนั้นจะคาราคาซังอยู่แบบนี้ ทุกคนก็ถามว่าจะเป็นอย่างไร จะมีการบรรจุหรือไม่ ตำแหน่งว่างทำอย่างไร ตำแหน่งว่างก็ต้องว่าง เมื่อคนมันไม่ถูกต้องเราจะให้อยู่ต่อไปมันก็ลำบาก กสถ.ในฐานะกรรมการที่เคยประกาศรายชื่อไปก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน หนีความรับผิดชอบไม่ได้ 

เมื่อถามถึงขึ้นตอนการดำเนินการเพิกถอนการบรรจุกลุ่มแรกจำนวน3,621คน นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า หากมีการเพิกถอนการบรรจุแล้ว จะมีการแจ้งรายชื่อไปยังแต่ละจังหวัดที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวที่ได้รับการบรรจุว่ามีใครบ้าง เพื่อดำเนินการเพิกถอนการบรรจุ ส่วนจะต้องมีการดำเนินคดีทางอาญากับ3,621คนที่ขณะนี้บรรจุเข้ารับราชการไปแล้ว และทำให้กระทรวงมหาดไทย สถ. เสียเวลา เสียงบประมาณหรือไม่นั้น ทางป.ป.ช.สอบสวนอยู่ เชื่อมั่นว่าถ้าอยู่ในความผิดต้องรับโทษทางอาญาควบคู่ ไม่มีใครหนีพ้น หากกระทำความผิด ขณะที่เรื่องเงินเดือนของทั้ง3,621คน จะต้องมีการพิจารณาตามพฤติกรรมว่าการดำเนินการมีบทลงโทษอย่างไร

ส่วนนายนิรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทน อธิบดี สถ. กล่าวว่า ยืนยันว่าจะดำเนินการตรงไปตรงมา กลุ่มบุคคล3,621คน จะมีการประสานกับป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อตรวจสอบว่ามีรายไหนที่รับเป็นคดีไปแล้ว หรืออยู่ในกระบวนการ ส่วนรายไหนที่ตรวจพบใหม่ก็จะประสานข้อมูลว่าจะต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างไร ส่วนรายละเอียดของทั้ง3,621พบว่าอยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคไหนมากที่สุดนั้น ขอยังไม่ตอบในขณะนี้ เนื่องจากต้องไปแยกย่อยก่อน 

เมื่อถามถึงกลุ่มที่ไม่ได้มารายงานตัวจำนวน520คน จะถือว่ามีความผิดปกติหรือไม่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ตามกระบวนการราชการ หากเขาไม่มารายงาน ก็ถือว่าไม่ได้อยู่ในกระบวนการของเรา แต่จะถือว่ามีความผิดปกติหรือไม่อยู่ในชั้นกานสอบสวนของ ป.ป.ช. ตำรวจสอบสวนกลางว่า ทำไมสอบได้ถึงไม่มารายงานตัว แต่ถ้ามีเหตุผลอื่น เช่นได้งานอื่น มันก็ตอบได้ อยู่ที่ตัวเขาเอง ทาง กสถ.จะดูเรื่องการบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ เมื่อมีคะแนนผิดพลาดเราต้องเลิกบรรจุ ส่วนคนอื่นๆที่ไม่มารายงานตัวมันนอกเหนือจาก กสถ.

เมื่อถามว่าในกลุ่มของ3,621คน จะต้องมีการเชือดไก่ให้ลิงดูหรือไม่ เนื่องจากปรากฎหลักฐานชัดว่าผิดปกติ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ก็ในจำนวนนี้ เมื่อมีมติแล้ว ต้องแจ้งไปยังแต่ละจังหวัดตามที่ตนกล่าวไป จากนั้นทางจังหวัดจะแจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ที่เขาได้รับบรรจุ ส่วนที่สังคมข้องใจว่าเหตุใดไม่ประกาศรายชื่อผู้ที่ถูกเพิกถอนผ่านสาธารณะนั้น กฎหมายบอกให้เราแจ้งไปที่จังหวัดที่เขาบรรจุ แต่สื่อมวลชนก็ต้องได้ทราบอยู่แล้วในจำนวน3,621คน ถึงวันนั้นก็จะได้รู้กัน 

เมื่อถามว่ามีบุคคลร้องเรียนเข้ามาว่าในกระบวนการสอบสัมภาษณ์ ภาค ค. มีการกดคะแนนคนอื่นเพื่อให้ผู้ที่จ่ายเงินได้เข้าไป ทางคณะกรรมการภาค ค. อาจรับเงินมาหรือไม่ นายสมประสงศ์ กล่าวว่า ต้องไปดูในข้อเท็จจริงในกระบวนการตรวจสอบของ ป.ป.ช. 

นายอรรษิษฐ์ กล่าวด้วยว่า ยืนยันว่ากระทรวงมหาดไทยไม่นิ่งนอนใจ เราจะไม่ยอมเสียเกียรติภูมิ เราตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบวินัยร้ายแรงภายใน7วัน ไม่ใช่ตรวจสอบแค่5บุคคลที่เป็นผู้บริหารระดับสูบ แต่จะตรวจสอบทั้งกระบวนการว่าใครเกี่ยวข้องอย่างไร เราจะเรียกมาสอบหมด เพราะเรื่องนี้อยู่ในความสนใจ ไม่มีตรงไหนที่ความสงสัยของประชาชนจะเกินกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงของทางกระทรวง เขาก็สงสัยเหมือนกัน ก็ต้องเป็นที่พึ่งประชาชน เพราะทุกคนต้องการความมั่นใจ ตนมีหน้าที่ทำให้ทุกอย่างจบโดยเร็ว ให้คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ทำงานอย่างสบายใจ ได้รู้ว่าถูกต้องเป็นธรรมที่สุด และได้รับการบรรจุต่อไป ขอให้อดใจรออีกหน่อย แต่ละวันมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ แต่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีและรวดเร็ว

นายกฯ ตรวจเยี่ยมกองทัพไทย ย้ำบูรณาการความมั่นคงชายแดน รับมือภัยคุกคามทุกรูปแบบ

นายกฯ ตรวจเยี่ยมกองทัพไทย ย้ำบูรณาการความมั่นคงชายแดน รับมือภัยคุกคามทุกรูปแบบ

นายกฯ ตรวจเยี่ยมกองทัพไทย ย้ำบูรณาการความมั่นคงชายแดน รับมือภัยคุกคามทุกรูปแบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.11 น.

“นายกฯ” ตรวจเยี่ยม”กองทัพไทย” รับมอบ เครื่องหมายต่อต้านการก่อการร้าย ติดตามคืบหน้านโยบายความมั่นคง รับมือภัยคุกคามทุกรูปแบบ  

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ ตรวจเยี่ยมกองทัพไทย พร้อมด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม โดยมี พล.อ.อุกฤษฎ์  บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้การต้อนรับ 

สำหรับการตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบภารกิจ การดำเนินงานที่สำคัญของกองทัพไทย และมอบนโยบายเป็นแนวทางการปฏิบัติงาน โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จากนั้นได้ตรวจแถวกองทหารเกียรติยศผสมสามเหล่าทัพ ลงนามสมุดตรวจเยี่ยม และรับฟังการบรรยายสรุปบทบาท หน้าที่ และการปฏิบัติงานที่สำคัญของกองทัพไทยในการเตรียมกำลังกองทัพไทย การป้องกันราชอาณาจักร และดำเนินการเกี่ยวกับการใช้กำลังทหารตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีการพัฒนาเสริมสร้างความพร้อมในทุกด้าน ให้สามารถเผชิญภัยคุกคามได้ทุกรูปแบบ ทุกมิติ ทุกระดับความขัดแย้ง พร้อมปฏิบัติการร่วมระหว่างเหล่าทัพ ด้วยความประสานสอดคล้อง และมีความทันสมัย สอดรับเทคโนโลยีทางทหารที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงการสนับสนุนนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาลในฐานะของศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน (ศบค.ชด.)ในการบูรณาการหน่วยงานด้านความมั่นคงเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการกระทำผิดกฏหมายตามแนวชายแดน ทั้งทางบก น่านน้ำภายใน และทะเลอาณาเขตของไทย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบเครื่องหมายแสดงความสามารถปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย ประเภทกิตติมศักดิ์ จากผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งเครื่องหมายแสดงความสามารถปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากล เป็นตราสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศ อันหล่อหลอมจากความเสียสละ ความกล้าหาญ ความเพียรพยายาม และการอุทิศตนเพื่อชาติ ด้วยเกียรติ ศักดิ์ศรี และความรับผิดชอบสูงสุด

นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณกองทัพไทย ผู้บังคับบัญชา กำลังพล และเจ้าหน้าที่ทุกนาย ที่ได้ปฏิบัติงานด้วยความเสียสละ วิริยะอุตสาหะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นบูรณาการการทำงานทั้งภายในหน่วยงานสังกัดกองทัพไทย และการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ และดำรงความต่อเนื่องในการเป็นแกนกลางเพื่อบูรณาการความมั่นคง ทั้งในมิติภายในประเทศและระดับนานาชาติ นอกจากนี้ ขอให้ศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน (ศบค.ชด.) ทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการประสานการปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ชายแดนและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืนสืบไป

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีฯ ที่ได้มาตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพไทยในครั้งนี้ และได้ยืนยันถึงความพร้อมของกองทัพไทย ในการปกป้องรักษาเอกราช อธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ รวมทั้งมีความพร้อมในการใช้ศักยภาพของกองทัพเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศ การช่วยเหลือประชาชน ตลอดจนการเป็นกลไกของรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติ เพื่อการเป็นที่ศรัทธาเชื่อมั่น และเป็นที่พึ่งของประชาชน กองทัพไทยจะมุ่งมั่น ทุ่มเท และปฏิบัติงานอย่างสุดความสามารถ เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชนสืบไป

นายกฯ ถกภาคธุรกิจยุโรปกว่า 40 บริษัท ย้ำไทยเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เดินหน้า FTA ไทย-อียู ยกระดับเศรษฐกิจไทย

นายกฯ ถกภาคธุรกิจยุโรปกว่า 40 บริษัท ย้ำไทยเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เดินหน้า FTA  ไทย-อียู ยกระดับเศรษฐกิจไทย

นายกฯ ถกภาคธุรกิจยุโรปกว่า 40 บริษัท ย้ำไทยเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เดินหน้า FTA ไทย-อียู ยกระดับเศรษฐกิจไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.21 น.

นายกฯ หารือนักธุรกิจยุโรปกว่า 40 บริษัท ย้ำไทยเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เดินหน้า FTA ไทย–EU และ OECD ดึงการลงทุน สร้างงาน และยกระดับเศรษฐกิจไทย

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ASEAN Business Council: EU-ABC) และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) ซึ่งมีผู้แทนบริษัทชั้นนำของยุโรปกว่า 40 บริษัท จาก 9 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมยา เวชภัณฑ์ และสุขภาพ การเงิน ธนาคาร และประกันภัย ยานยนต์และอุตสาหกรรม พลังงาน เกษตรและอาหาร เทคโนโลยีและดิจิทัล โรงแรมและการท่องเที่ยว และสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ บริษัท Bayer, Boehringer Ingelheim, Sanofi, Siemens Healthineers, Prudential, Standard Chartered, Robert Bosch, Michelin, Siemens Energy, Danone, SAP และ Kenvue เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และแนวทางยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ยุโรปเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย และการที่บริษัทชั้นนำของยุโรปยังคงลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศ รัฐบาลจึงเดินหน้าเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของไทย เพื่อให้เกิดการลงทุนใหม่ การสร้างงาน และรายได้ที่เพิ่มขึ้นแก่ประชาชน
รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

• พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ทั้งระบบดิจิทัล AI พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่

• ยกระดับระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ ทั้งถนน รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน รวมถึง EEC และ Southern Economic Corridor เพื่อให้การขนส่งสะดวก ต้นทุนลดลง และดึงดูดการลงทุนมากขึ้น

• ปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน ผ่านโครงการ Thailand FastPass และการผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานภาครัฐ เพิ่มความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า ไทยต้องการก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและนวัตกรรมสำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล AI วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เกษตรสมัยใหม่ และอุตสาหกรรมอาหาร พร้อมเดินหน้าผลักดันการเจรจา ความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thailand–EU FTA) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดยุโรปได้มากขึ้น และสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย

ด้านผู้แทนภาคธุรกิจยุโรปยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนที่สำคัญของยุโรป ด้วยศักยภาพด้านทำเลที่ตั้ง ฐานการผลิต และแรงงานที่มีคุณภาพ พร้อมชื่นชมรัฐบาลที่เดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด และการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งสนับสนุนการผลักดัน Thailand–EU FTA และการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย
ผู้แทนภาคธุรกิจยุโรปยังได้เสนอความร่วมมือใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การผลิตและห่วงโซ่อุปทาน การแพทย์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ อาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค การเงินและการลงทุน รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่จะช่วยสร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงานไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยมุ่งสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่กับความยั่งยืน โดยเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ควบคู่กับการปฏิรูปกฎหมายภายใต้แนวคิด Regulatory Guillotine เพื่อลดขั้นตอนและอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ พร้อมปรับปรุงกฎหมายที่ไม่จำเป็นกว่า 7,000 ฉบับ ให้ทันสมัยและเอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น

“เมื่อประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ดีขึ้น จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากต่างประเทศ เกิดการจ้างงาน เพิ่มรายได้ให้แรงงานไทย ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม” นายกรัฐมนตรีกล่าว พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ไทย–สหภาพยุโรป ซึ่งกำลังจะครบรอบ 65 ปี จะยิ่งแน่นแฟ้นและนำมาซึ่งโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายต่อไป

อนุทิน ตั้ง ‘รองเซมเบ้’ รักษาการอธิบดี สถ.

อนุทิน ตั้ง 'รองเซมเบ้' รักษาการอธิบดี สถ.

อนุทิน ตั้ง ‘รองเซมเบ้’ รักษาการอธิบดี สถ.

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.39 น.

“อนุทิน” ลงนามคำสั่งมหาดไทย ตั้ง ‘รองปลัดฯ เซมเบ้ ‘ นั่งรักษาการอธิบดี สถ. มีผลตั้งแต่วันที่  17 ก.ค. เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง 

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569   ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทย ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 1854/2569 เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ระบุว่า ตามที่กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งที่ 1563/2569 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ให้นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ปฏิบัติหน้าที่อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2569 เป็นต้นมา จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม เพื่อความเหมาะสมแก่การรับผิดชอบภารกิจของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 61 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 แต่งตั้ง นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

ทั้งนี้ คำสั่งมีผลตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยลงนามเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569

นายกฯ ย้ำ โกงสอบท้องถิ่น มติเป็นไปตามก.กลาง เป็นไปตามกฎหมาย ทำตามใจไม่ได้

นายกฯ ย้ำ โกงสอบท้องถิ่น มติเป็นไปตามก.กลาง เป็นไปตามกฎหมาย ทำตามใจไม่ได้

นายกฯ ย้ำ โกงสอบท้องถิ่น มติเป็นไปตามก.กลาง เป็นไปตามกฎหมาย ทำตามใจไม่ได้

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.29 น.

นายกฯย้ำโกงสอบท้องถิ่น มติเป็นไปตามก.กลาง ทำตามใจไม่ได้

วันที่ 16 ก.ค. เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใช่หรือไม่ ว่า รายละเอียดเป็นเรื่องของผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบ คณะกรรมการจะมีมติออกมาอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น และเป็นไปตามกฎหมาย ทำตามใจอย่างเดียวไม่ได้

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

อนุทิน บินเซี่ยงไฮ้ ดึงนักลงทุน AI ชูจีนมหามิตร หนุนไทยทุกเรื่อง

อนุทิน บินเซี่ยงไฮ้ ดึงนักลงทุน AI ชูจีนมหามิตร หนุนไทยทุกเรื่อง

อนุทิน บินเซี่ยงไฮ้ ดึงนักลงทุน AI ชูจีนมหามิตร หนุนไทยทุกเรื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.24 น.

“นายกฯ” เยือนจีน มุ่งดึงนักลงทุน เอไอ ชูจีนมหามิตรหนุนไทยทุกเรื่อง พร้อมคุย สี จิ้นผิง ทุกมิติ การค้า-ลงทุน-ความมั่นคง

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงเป้าหมายการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนระหว่างวันที่ 16-20 ก.ค. ว่าการเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ไปร่วม การประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ.2026 ที่นครเซี่ยงไฮ้ และไปเปิดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ที่นครเฉิงตู โอกาสนี้รัฐบาลจีนได้ขอให้ตนเยือนนครปักกิ่งอย่างเป็นทางการ โดยจะได้หารือทวิภาคีกับ นายหลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนจะได้พบกันอีกในหลายเวทีทั้ง การประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) และเอเปค (APEC) เรื่องเอไอเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลให้การสนับสนุนและดูว่าจะให้ความร่วมมือกับประชาคมโลกอย่างไรบ้าง งานที่จะไปครั้งนี้เป็นงานใหญ่มีการกล่าวสุนทรพจน์และพบปะผู้ประกอบการด้านเอไอรายใหญ่ และทำสินค้าประเภทเทคโนโลยีดูว่าเขาจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานอะไรสำหรับเขาได้บ้าง เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นฐานการผลิตได้หรือไม่ 

นายอนุทิน กล่าวว่า โอกาสนี้ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน จะให้ตนและคณะเข้าไปหารือที่นครเซี่ยงไฮ้ด้วยในวันที่ 17 ก.ค. เป็นโอกาสที่ดีที่จะไปสรุปสิ่งที่ได้หารือตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทั้งตอนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเยือน เขาก็ซื้อข้าวเรา เราก็จะไปขอให้เขาสนับสนุนเราทั้งมิติการค้า การลงทุน มิติความมั่นคง การปราบปรามผู้กระทำผิดทางกฎหมาย 
เมื่อถามว่าขอให้ยกตัวอย่างอย่างร่วมมือด้านความมั่นคง เรื่องการกระทำผิดกฎหมายที่จะแก้ไข นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องความมั่นคงต้องไม่ยกตัวอย่าง ต้องพูดกันเป็นระดับทวิภาคี 
เมื่อถามย้ำว่าจะเห็นความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างคืบหน้ามาโดยตลอด ประเทศจีนเป็นมหามิตรที่ให้การสนับสนุนประเทศไทยทุกครั้ง ไม่ว่าจะร้องขอหรือไม่ร้องขอเราก็ต้องพูดหลายเรื่องที่เป็นทั้งความอ่อนไหว ความมั่นคง เรื่องการปราบปรามทุจริตอาชญากรรมผิดกฎหมายและเรื่องการค้าด้วย 

ศุภจี ช่วย คนตัวเล็ก หนุนรายย่อย 10,000 ครัวเรือน ผ่าน โครงการ ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส

ศุภจี ช่วย คนตัวเล็ก หนุนรายย่อย 10,000 ครัวเรือน ผ่าน โครงการ ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส

ศุภจี ช่วย คนตัวเล็ก หนุนรายย่อย 10,000 ครัวเรือน ผ่าน โครงการ ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.22 น.

วานนี้ 15 กรกฎาคม 2569 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวอัปเดตภารกิจสำคัญเพื่อส่งเสริม คนตัวเล็ก ให้มีอาชีพและเป็นเจ้าของธุรกิจ ผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส ซึ่งต่อยอดจากมาตรการลดค่าครองชีพที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมาโดยมีข้อความทั้งหมดว่า

“ในขณะที่กำลังลอยอยู่เหนือเมฆ ระหว่างการเดินทางไป วอชิงตัน ดีซี พอมีเวลาอยู่นิ่งๆ สักพัก เลยอยากอัพเดทเรื่องที่เพิ่งทำ และเป็นเรื่องที่เป็น “โอกาส” ของคนตัวเล็กอีก 10,000 ครอบครัว ที่จะได้เป็น “เจ้าของธุรกิจ” ให้ฟังค่ะ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนออกเดินทางไปสหรัฐฯ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ด้วยความร่วมมือกับหลายๆ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ร่วมกันเปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ซึ่งเป็นการต่อยอดจาก “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ที่เริ่มทำมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน

โครงการนี้เป็นโครงการที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้นำ “แฟรนไชส์” ที่กรมฯ ได้พัฒนามากกว่า 100 แบรนด์ โดยคัดเลือกเฉพาะแฟรนไชส์ขนาดเล็ก (มูลค่าไม่เกิน 100,000 บาท) ที่เริ่มต้นได้ง่ายๆ เพราะอยากให้เข้าถึงพี่น้องประชาชนที่ต้องการสร้างอาชีพ สามารถเข้าร่วมได้โดยง่ายและรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าครองชีพและรายได้กำลังเผชิญความท้าทายอย่างมาก

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

โครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ออกแบบมาให้ตอบโจทย์ได้ครบวงจรที่สุดค่ะ ขออธิบายง่ายๆ แบบนี้นะคะ

ต่อที่ 1 : สำหรับพี่น้องประชาชนที่สนใจอยากหารายได้ เริ่มอาชีพ เป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ท่านเข้าไปที่เว็บไซต์นี้ https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th ซึ่งในนี้ท่านจะได้พบกับธุรกิจ “แฟรนไชส์” กว่า 100 แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จแล้ว พร้อมกับข้อมูลเบื้องต้นให้พิจารณา หลังจากที่เลือกแบรนด์ที่สนใจได้แล้ว ท่านสามารถติดต่อจับคู่กับเจ้าของแฟรนไชส์ได้โดยตรง

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ในส่วนนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จะช่วยสนับสนุนค่าแฟรนไชส์ให้ในอัตรา 50% ของค่าแพ็กเกจ สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อรายค่ะ

ต่อที่ 2 : สำหรับพี่น้องประชาชนที่ไม่มีทุน หรือมีทุนไม่เพียงพอ โครงการนี้ยังเปิดโอกาสให้ท่านยื่นขอสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ ได้จากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และยังสามารถขอวงเงินประกันสินเชื่อได้จากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของแต่ละธนาคารในการพิจารณา

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ต่อที่ 3 : โครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ยังได้รับความร่วมมือจาก “ซีพี แอ็กซ์ตร้า” ในการมอบพื้นที่ 10,000 จุด ฟรีค่าเช่า 6 เดือน อยู่ในบริเวณห้างโลตัสและแม็คโคร กว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงสมาคมตลาดสดไทย ซึ่งมีสมาชิกกว่า 100 ตลาด ให้การสนับสนุนพื้นที่ค้าขายเพิ่มเติมแก่ผู้ประกอบการ เป็นการหาพื้นที่และทำเลค้าขายให้กับพี่น้องประชาชนที่เข้าร่วมโครงการนี้

ต่อที่ 4 : พี่น้องประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ สามารถเชื่อมต่อธุรกิจแฟรนไชส์ของท่าน เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ผ่านแอปพลิเคชั่น “ถุงเงิน” ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาล ช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างรายได้ตั้งแต่เริ่มเปิดกิจการ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

โครงการนี้ เราให้โอกาสทั้งหมด 10,000 ราย เท่ากับเราจะมีอีก 10,000 ครัวเรือน ที่สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจ สร้างรายได้ เลี้ยงตัวเองและครอบครัว ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่า ประเทศไทยมีประชากรตั้งมากมาย ช่วยแค่ 10,000 ครัวเรือนจะไปได้อะไร ก็คงต้องยืนยันคำพูดเดิมที่พูดมาตลอดว่า “ขอแค่เริ่มทำ ไม่ว่าจะเล็กหรือจะใหญ่ ก็ดีกว่าไม่ได้เริ่ม” หลังจากนี้ เราจะติดตามความสำเร็จของ 10,000 ครอบครัวนี้ และจะนำไปต่อยอดปรับปรุงต่อไป และอาจจะนำตัวอย่างความสำเร็จนี้มาเล่าให้ฟังถ้ามีโอกาสนะคะ สุดท้าย ขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับอนาคต “เจ้าของกิจการ” ทั้ง 10,000 ท่าน และขอขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ผนึกความร่วมมือกันในการ “สร้างอาชีพ” ให้กับพี่น้องประชาชน เสริมพลังให้กับ “คนตัวเล็ก” ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง “ทางเลือก” และ “ทางรอด” ในภาวะที่เราต้องรับมือกับวิกฤติซ้อนวิกฤติแบบนี้ค่ะ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 15 กรกฎาคม 2569 #SuphajeeSuthumpunOfficial #SuphajeeSuthumpun #ศุภจีสุธรรมพันธุ์”

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

หลังจากโพสต์ของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ไม่เคยหยุดทำเพื่อประชาชนเลยครับ อนุโมทนาครับ”

“ขอเชิญชวนทุกท่านที่สนใจโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์ สร้างอาชีพ พลัส ” ท่านรองนายกศุภจี สุธรรมพันธุ์ (เริ่มต้นที่ 10,000 ครัวเรือนเท่านั้นก่อนค่ะ ) ท่านใดสนใจเข้าดูที่… https://ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์.dbd.go.th และถ้าสนใจโครงการนี้ท่านจะมีติดตามผลความสำเร็จ (น้องๆของให้พี่แต๋มมำภาระกิจสำเร็จเกินความคาดหมาย ปราศจากหมู่มารขัดขวางนะคะ) ขอให้พี่แต๋มพักผ่อนมากๆ เดินทางปลอดภัย มีสุขภาพแข็งแรง มีความสุขในทุ๊กๆวัน(น้องขอเป็นกำัลังใจและอยู่เคียงตลอดไปคะ) รักพี่แต๋มที่สุดในทุกๆวันคะ”

“น้องๆ กำลังดูตัวอย่างของ TAM model อยู่ค่ะ พี่สร้างภาพใหญ่ให้เราเห็น T think big และตอนนี้พี่กำลังทำ A act small และกำลัง M move right ขอบคุณคำสอนของพี่ที่เน้น execution และกำลังทำให้พวกเราได้เห็นจริงๆ ขอบคุณที่พี่ยืนหยัดที่จะทำสิ่งดีๆ ให้กับประชาชนคนไทย ขอให้พี่แต๋มเดินทางปลอดภัย ทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีค่ะ ขอบคุณพี่แต๋มมากๆ ค่ะ”

“ขอให้ทุกภารกิจสำเร็จลุล่วงอย่างราบรื่น เดินทางปลอดภัยตลอดเส้นทางนะคะ Team Thailand”

“ขอบคุณที่ทำเพื่อประเทศชาตินะคะ อยากให้พี่แต๋มรู้ว่า คนด่า100คนรัก1000000000 อย่าลืมรับพลังบวกจากคนจำนวนมากที่รักและสนับสนุนนะคะ ดูแลสุขภาพด้วยค่ะ”

“เป็นโครงการที่ดีมากๆ ค่ะ ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจที่ส่งให้คุณแต๋มนะคะ”

“ขอบคุณทุกๆโครงการที่พี่แต๋มและทีมกระทรวงพาณิชย์ ทำมาเพื่อพวกเราคนไทยทุกคนนะคะ  #ขอพระเป็นเจ้าคุ้มครองให้ทุกๆการเดินทางของพี่ปลอดภัยตลอดเวลานะคะ”

“โครงการดีมากเลยค่ะพี่แต๋ม”

ศุภจี
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ – Suphajee Suthumpun

สธ.สอบ6รพ. เอี่ยวเครือข่ายพ่อทิพย์ จ่อผิดออกเอกสารเท็จ

สธ.สอบ6รพ. เอี่ยวเครือข่ายพ่อทิพย์ จ่อผิดออกเอกสารเท็จ

สธ.สอบ6รพ. เอี่ยวเครือข่ายพ่อทิพย์ จ่อผิดออกเอกสารเท็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สธ.สอบ6รพ. เอี่ยวเครือข่ายพ่อทิพย์ จ่อผิดออกเอกสารเท็จ

สธ.จับมือตำรวจ เร่งสอบ 6 โรงพยาบาลเอกชน เอี่ยวเครือข่าย “พ่อทิพย์” นำไปสู่การได้สัญชาติไทยของเด็กต่างด้าวชาวจีน ย้ำยังไม่ได้ข้อสรุปโรงพยาบาลกระทำผิดหรือไม่ พร้อมดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังคงเดินหน้าตรวจสอบกรณีการว่าจ้างพ่อคนไทยเป็น “พ่อทิพย์” เพื่อสวมสิทธิให้เด็กต่างด้าวชาวจีน เพื่อให้ได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ โดยพบความผิดปกตินับตั้งแต่การแจ้งเกิด การออกสูติบัตรรวมถึงเอกสารทางทะเบียนราษฎร โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุขเปิดเผยว่าขณะนี้ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้ขอข้อมูลเวชระเบียนจากโรงพยาบาลเอกชน ที่เข้าข่ายต้องสงสัยแล้ว 2 แห่ง จากทั้งหมด 6 แห่งเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมยืนยันว่าการเรียกดูเวชระเบียน ไม่ได้หมายความว่าโรงพยาบาลมีความผิด แต่เป็นการรวบรวมพยานหลักฐานตามขั้นตอน และจนถึงขณะนี้ยังไม่พบโรงพยาบาลของรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

รมว.สาธารณสุข เปิดเผยด้วยว่า ใบรับรองการเกิด เป็นเอกสารสำคัญ ที่ใช้ประกอบการแจ้งเกิดและการขอสัญชาติไทยหากพบว่ามีการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยเฉพาะกรณีแม่เป็นชาวต่างชาติ แต่ระบุพ่อเป็นคนไทย ทั้งที่ไม่ใช่พ่อที่แท้จริง เจ้าหน้าที่จะตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด ด้วยการตรวจดีเอ็นเอ ก่อนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ด้าน นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดี สบส.กล่าวว่า จากการตรวจสอบเวชระเบียนของโรงพยาบาล 2 แห่ง เบื้องต้นพบผู้เข้าข่ายต้องตรวจสอบเพิ่มเติม 4 ราย แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า โรงพยาบาลกระทำความผิด เนื่องจากต้องรอผลการสอบสวนและการรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน ส่วนโรงพยาบาลเอกชนอีก4 แห่ง จะเข้าตรวจสอบในลักษณะเดียวกัน โดยมุ่งตรวจสอบกรณีที่แม่เป็นชาวต่างชาติ และระบุพ่อเป็นคนไทย เพื่อยืนยันว่าผู้ที่มีชื่อในใบแจ้งเกิด เป็นพ่อที่แท้จริงหรือไม่ หากพบว่ามีการแจ้งข้อมูลเท็จ จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิกถอนสัญชาติที่ได้มาโดยมิชอบ พร้อมขยายผลดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ สบส.อยู่ระหว่างทบทวนมาตรการป้องกันช่องโหว่ในการออกใบแจ้งเกิด โดยอาจเพิ่มการตรวจสอบหลักฐานของผู้ที่อ้างเป็นพ่อ เช่น การตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชน ก่อนบันทึกข้อมูลลงในเอกสาร เพื่อป้องกันการแอบอ้างชื่อบุคคลอื่น

ทั้งนี้ หากผลการสอบสวนพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องหรือสถานพยาบาลรู้เห็นเป็นใจในการออกเอกสารอันเป็นเท็จ อาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากพิสูจน์ได้ว่าผู้ประกอบกิจการ หรือผู้ดำเนินการสถานพยาบาล มีส่วนร่วมในการกระทำผิดอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการได้ ซึ่งขณะนี้การสอบสวนยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างละเอียด

ที่รัฐสภา นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวว่า กระบวนการได้มาซึ่งสัญชาติ ที่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นสัญชาติไทย เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ มีการกวาดล้างกลุ่มขบวนพ่อทิพย์ จากการขยายผลโดยทางตำรวจ มีการจับกุมมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาทกระทั่งมีการขยายเส้นเงินไปถึงครอบครัวครอบครัวหนึ่งของผู้ต้องหา โดยเงินไปเข้าบัญชีของภรรยา แต่ปรากฏว่าภรรยา มีลูก 3 คน แต่ 3 คนนั้นกลายเป็นมีสัญชาติไทย มีสื่อบางสำนัก ระบุชื่อโรงพยาบาลไปแล้ว เพิ่มขึ้นจาก 5 แห่ง เป็น 6 แห่ง เป็นโรงพยาบาลเอกชน ย่านพระราม 9 มีรายละเอียดในสูติบัตร ที่ตนได้รับมาจากเจ้าหน้าที่ซึ่งมีเจตนาดี เพื่อไปแจ้งต่อทางตำรวจ เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2566 เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเป็นคนแจ้งเกิดให้ ตนไม่ทราบว่าเป็นบริการแพ็กเกจเหมาของโรงพยาบาลหรือไม่

นายปิยรัฐ กล่าวต่อว่า หนังสือที่นำไปแจ้งเพื่อขอสูติบัตร ไม่มีใบรับรองการเกิด ใบแจ้งเกิด แต่ฝ่ายทะเบียน สำนักงานเขต กลับลงลายมือชื่อ 2 แห่งเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวรับผิดชอบเองทั้งหมด เด็กคนนี้หากยังอยู่ในประเทศไทยคงมีอายุ 2 ขวบแล้ว ส่วนพ่อไทยคนดังกล่าว มีประวัติอาชญากรรมจำนวนมากและขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังติดตามตัวมาดำเนินคดี

“เรื่องนี้รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไปกับเด็กเหล่านี้ เมื่อถอนสัญชาติเขาแล้ว เขายังมีสัญชาติจีนหรือไม่ และยังจะให้พำนักอยู่ในประเทศไทย หรือผลักดันออกนอกประเทศ ยังไม่มีสัญญาณออกมาจากรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไร”นายปิยรัฐ กล่าว