15 มิ.ย. นี้ เริ่มวันแรก ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี 4 แพลตฟอร์มหลัก

15 มิ.ย. นี้ เริ่มวันแรก ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี 4 แพลตฟอร์มหลัก

15 มิ.ย. นี้ เริ่มวันแรก ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี 4 แพลตฟอร์มหลัก

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.15 น.

15 มิ.ย. นี้ เริ่มวันแรก! ใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี 4 แพลตฟอร์มหลักแล้ว ร้านเข้าร่วมกว่า 88,000 ร้าน 

วันนี้ 13 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” โดยตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป จะเป็นวันแรกที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิผ่านบริการ ฟู้ดเดลิเวอรี บน 4 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ ShopeeFood, LINE MAN, GrabFood และ Robinhood หลังจากเปิดให้ร้านอาหารทั่วประเทศลงทะเบียนเชื่อมระบบผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีร้านอาหารที่ลงทะเบียนเข้าร่วมบริการฟู้ดเดลิเวอรีและเชื่อมระบบสำเร็จแล้ว 88,198 ร้านค้า สะท้อนถึงความพร้อมของผู้ประกอบการทั่วประเทศในการเข้าร่วมมาตรการของรัฐบาล เพื่อขยายช่องทางการขาย เพิ่มรายได้ และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้มากยิ่งขึ้น

สำหรับประชาชน สามารถใช้สิทธิผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรีได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 ระหว่างเวลา 06.00 – 21.00 น. ของทุกวัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิ ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และช่วยกระจายเม็ดเงินสู่ร้านอาหาร ผู้ประกอบการรายย่อย และเศรษฐกิจชุมชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

ฟู้ดเดลิเวอรี

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ทั้งนี้ บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ยังคงคึกคักอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. มีผู้ได้รับสิทธิแล้ว 26,040,623 คน และมีร้านค้าลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้วกว่า 1,041,907 ร้านค้า ขณะที่ยอดใช้จ่ายสะสมตั้งแต่เปิดโครงการอยู่ที่ 27,125.23 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย 15,737.95 ล้านบาท และ เงินที่ประชาชนร่วมจ่าย 11,387.28 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จแล้ว 24,577,399 คน และมีผู้ใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาทแล้วกว่า 2,189,420 คน

“รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการเปิดใช้สิทธิผ่านฟู้ดเดลิเวอรีจะช่วยเพิ่มความสะดวกให้ประชาชน ขยายโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการรายย่อย และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากได้รวดเร็วและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลค่าครองชีพของประชาชนควบคู่กันไป” นางสาวลลิดา กล่าว.

เป็นกลาง โปร่งใส ยึดหลักกฎหมาย กทม. เข้มเตรียมพร้อมเลือกตั้ง ‘ผู้ว่าฯ กทม.- ส.ก.’

เป็นกลาง โปร่งใส ยึดหลักกฎหมาย กทม. เข้มเตรียมพร้อมเลือกตั้ง ‘ผู้ว่าฯ กทม.- ส.ก.’

เป็นกลาง โปร่งใส ยึดหลักกฎหมาย กทม. เข้มเตรียมพร้อมเลือกตั้ง ‘ผู้ว่าฯ กทม.- ส.ก.’

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.47 น.

กทม.เข้มเตรียมพร้อมเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. ย้ำทุกหน่วยเป็นกลาง โปร่งใส ยึดหลักกฎหมาย ห่วง! หลายเขตจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ส.ก.-ผู้ว่าฯ ไม่เท่ากัน กำชับขั้นตอนแจกบัตรให้ถูกต้องตรงตามสิทธิ กันพลาดกระทบนับคะแนน

วันที่ 13 มิ.ย. 69  นายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ตรวจติดตามการเตรียมความพร้อมด้านการจัดการเลือกตั้งและความมั่นคงทางทะเบียน ณ ห้องประชุม ชั้น 7 สำนักงานเขตประเวศ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 28 มิ.ย. 69 ระหว่างเวลา 08.00–17.00 น. โดยมี ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตประเวศ สำนักงานปกครองและทะเบียน สำนักงานเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ร่วมประชุมและรายงานข้อมูล 

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

รองปลัดกรุงเทพมหานครได้เน้นย้ำข้อสั่งการของปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งท้องถิ่นประจำกรุงเทพมหานคร กำชับให้ข้าราชการและบุคลากรในสังกัดกรุงเทพมหานครปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลางทางการเมือง พร้อมเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการงานทะเบียนและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ 

ที่ประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ทั้งปัญหา อุปสรรค และแนวทางการปฏิบัติงาน ด้านทะเบียน ได้แก่ งานทะเบียนบัตรประจำตัวประชาชน งานทะเบียนราษฎร และงานทะเบียนทั่วไป รวมถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับคนต่างด้าวหรือชาวต่างชาติ อาทิ การจดทะเบียนสมรส การแจ้งเกิด การย้ายเข้า และการย้ายออก ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลด้วยความรอบคอบ และดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

ทั้งนี้ ได้มีการเน้นย้ำ ประเด็นที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มีจำนวนไม่เท่ากัน โดยในหลายพื้นที่ จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. มีมากกว่าจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ส.ก. ซึ่งอาจเป็นจุดอ่อนในขั้นตอนการแจกบัตรเลือกตั้ง ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งเพิ่มความระมัดระวังในการแจกบัตรเลือกตั้งให้ถูกต้องตรงตามสิทธิของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากหากมีการแจกบัตรไม่ตรงกับสิทธิ อาจส่งผลกระทบต่อการนับคะแนนและการบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งได้ โดยได้เน้นย้ำให้สำนักงานเขตทุกแห่งให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว และดำเนินการตรวจสอบอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น

ในส่วนของหน่วยเลือกตั้ง สำนักงานเขตได้ดำเนินการย้ายหน่วยเลือกตั้งที่ตั้งอยู่ในเต็นท์เข้าไปภายในอาคาร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูฝนและอาจมีฝนตกในวันเลือกตั้ง และ ได้กำชับให้มีการประชาสัมพันธ์ แจ้งข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสถานที่เลือกตั้งให้ประชาชนทราบล่วงหน้า รวมทั้งติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์บริเวณหน่วยเลือกตั้งเดิม เพื่อแจ้งตำแหน่งของหน่วยเลือกตั้งแห่งใหม่ให้ประชาชนที่อาจเดินทางมายังสถานที่เดิมในวันเลือกตั้งได้รับทราบด้วย

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

การบรรพชาอุปสมบทในพระสังฆราชูปถัมภ์ ถวายพระกุศลแด่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

การบรรพชาอุปสมบทในพระสังฆราชูปถัมภ์ ถวายพระกุศลแด่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

การบรรพชาอุปสมบทในพระสังฆราชูปถัมภ์ ถวายพระกุศลแด่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.34 น.

โครงการบรรพชาอุปสมบทในพระสังฆราชูปถัมภ์ ถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

เมื่อเวลา 09.00 น.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จออก ณ อาคารภุชงคประทานวิทยาสิทธิ์1 วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ประทานพระวโรกาสให้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี โดยนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้เป็นผู้แทนในนามรัฐบาล พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงคมนาคม เฝ้าถวายสักการะและถวายรายงานเกี่ยวกับโครงการบรรพชาอุปสมบทในพระสังฆราชูปถัมภ์ ถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน ถึงวันที่ 29 มิถุนายน 2569

บรรพชาอุปสมบท

จากนั้น ประทานพระวโรกาสให้ผู้แทนผู้ขอบรรพชาอุปสมบทเฝ้าถวายสักการะและทรงประกอบพิธีปลงผม และมีพระบัญชาโปรดให้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ปฏิบัติหน้าที่แทนพระองค์ ในการประกอบพิธีปลงผม ให้แก่กุลบุตร บริเวณระเบียงพื้นไพที วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม จนครบทั้ง 100 คน

โครงการดังกล่าวจะจัดพิธีบรรพชา ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม จากนั้นจะไปประกอบพิธีอุปสมบทในอีก 4 พระอาราม คือ วัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม วัดเทพศิรินทราวาส และวัดบุรณศิริมาตยาราม ในวันที่ 14 มิถุนายน 2569 โดยพระภิกษุในโครงการจะไปศึกษาพระธรรมวินัยและปฏิบัติธรรม ณ ราชบพิธสถิตมหาสีมาราม สถาบันกรรมฐานศึกษาสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) ในพระสังฆราชูปถัมภ์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี

บรรพชาอุปสมบท
บรรพชาอุปสมบท
บรรพชาอุปสมบท
บรรพชาอุปสมบท
บรรพชาอุปสมบท
บรรพชาอุปสมบท
บรรพชาอุปสมบท
บรรพชาอุปสมบท
บรรพชาอุปสมบท
บรรพชาอุปสมบท
บรรพชาอุปสมบท
บรรพชาอุปสมบท
บรรพชาอุปสมบท
บรรพชาอุปสมบท

ลงทะเบียนแล้วกว่า 11 ล้านราย รัฐบาล เผย ความคืบหน้ายืนยันสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 69

ลงทะเบียนแล้วกว่า 11 ล้านราย รัฐบาล เผย ความคืบหน้ายืนยันสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 69

ลงทะเบียนแล้วกว่า 11 ล้านราย รัฐบาล เผย ความคืบหน้ายืนยันสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 69

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.33 น.

รัฐบาลเผยความคืบหน้าการลงทะเบียนยืนยันสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 69 รายเดิมลงทะเบียนแล้วกว่า 11 ล้านราย แนะอีกกว่า 1 ล้านรายลงทะเบียนให้แล้วเสร็จ ก่อน เวลา 23.00 น. ภายในวันที่ 21 มิ.ย 69

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย ความคืบหน้าการเปิดรับลงทะเบียนยืนยันสิทธิโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (โครงการฯ) ปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 4 – 11 มิถุนายน 2569 ณ เวลา 23.00 น. และมีผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมลงทะเบียนแล้วทั้งสิ้น 11,797,120 ราย และมีผู้ที่ยังไม่ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ 1,376,853 ราย 

พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์

“รัฐบาลขอให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิมาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2569 ภายในเวลา 23.00 น. และขอให้ตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลให้เรียบร้อยก่อนยืนยันการลงทะเบียน สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนยืนยันสิทธิแล้วขึ้นสถานะข้อมูลตามบัตรประชาชนไม่ถูกต้อง คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมมีมติให้ผู้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิที่มีการกรอกข้อมูลเลขบัตรประจำตัวประชาชนถูกต้อง แต่มีการกรอกข้อมูลอื่น ๆ ผิดพลาดเล็กน้อย ให้ถือว่าการลงทะเบียนสมบูรณ์แล้ว และไม่ต้องดำเนินการขอแก้ไขข้อมูลหรือลงทะเบียนใหม่ สำหรับผู้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิที่มีข้อมูลผิดพลาดในสาระสำคัญ จะเร่งดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขข้อมูล“ นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า การประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ กระทรวงการคลังจะประกาศฯ ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์โครงการฯ แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร และสามารถติดตามรายละเอียดและข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโครงการฯ ผ่านเว็บไซต์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และ welfare.mof.go.th หรือช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของกระทรวงการคลัง

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

แฟ้มภาพ

โสภณ เปิดมินิธัญญารักษ์ ผนึก 6 อำเภอ สร้างโมเดลบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดครบวงจร

โสภณ เปิดมินิธัญญารักษ์ ผนึก 6 อำเภอ สร้างโมเดลบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดครบวงจร

โสภณ เปิดมินิธัญญารักษ์ ผนึก 6 อำเภอ สร้างโมเดลบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดครบวงจร

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.19 น.

“โสภณ” เปิดมินิธัญญารักษ์หนองหงส์ ผนึก 6 อำเภอ สร้างโมเดลบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดครบวงจร สู่ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

วันที่ 12 มิถุนายน 2569  นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นประธานในพิธีเปิดอาคาร “มินิธัญญารักษ์” โรงพยาบาลหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงบริการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดในพื้นที่

โสภณ ซารัมย์

นายโสภณ ซารัมย์ กล่าวว่า การเปิดอาคารมินิธัญญารักษ์ โรงพยาบาลหนองหงส์ เป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับระบบการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดในระดับพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวก รวดเร็ว และใกล้บ้านมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันพื้นที่นำร่องโครงการรวมพลังรักศรัทธาแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ 6 อำเภอ มีมินิธัญญารักษ์แบบ LTC ที่โรงพยาบาลพุทไธสงและโรงพยาบาลลำปลายมาศ รวมทั้งมินิธัญญารักษ์แบบ IMC ที่โรงพยาบาลคูเมือง โรงพยาบาลบ้านใหม่ไชยพจน์ โรงพยาบาลนาโพธิ์ และโรงพยาบาลหนองหงส์ ตลอดจนห้องมั่นคงในหลายพื้นที่ เพื่อรองรับการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายโสภณได้เน้นย้ำการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างครบวงจร 4 ด้าน ได้แก่ การป้องกัน การปราบปราม การบำบัดฟื้นฟู และการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในด้านการป้องกัน มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็ก เยาวชน และประชาชน ลดผู้เสพรายใหม่ และสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวและชุมชนในการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด ในด้านการปราบปราม บูรณาการความร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครอง ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดและตัดวงจรเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ ในด้านการบำบัดฟื้นฟู ได้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายการดูแลระหว่าง 6 อำเภอ โดยมีโรงพยาบาลพุทไธสงและโรงพยาบาลลำปลายมาศเป็นพี่เลี้ยงทางวิชาการ สนับสนุนการดำเนินงานมินิธัญญารักษ์ในพื้นที่ พร้อมส่งเสริมการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผู้ผ่านการบำบัด ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดบุรีรัมย์ (สกร.) สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดบุรีรัมย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา อาชีพ และการกลับคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน สำหรับด้านการปรับปรุงกฎหมาย ประธานรัฐสภาได้กล่าวถึงความจำเป็นในการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด รวมถึงสุรา บุหรี่ไฟฟ้า กัญชา และกระท่อม ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยคำนึงการคุ้มครองเด็กและเยาวชน และการลดผลกระทบต่อสังคม

โสภณ ซารัมย์

นอกจากนี้ จังหวัดบุรีรัมย์ยังให้ความสำคัญกับการดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ที่ใช้สารเสพติด ผ่านความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลบุรีรัมย์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ โรงพยาบาลเครือข่าย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดูแลตั้งแต่ระยะฝากครรภ์จนถึงการติดตามเยี่ยมบ้านหลังคลอด เพื่อลดผลกระทบต่อมารดา ทารก และครอบครั

การเปิดอาคารมินิธัญญารักษ์ โรงพยาบาลหนองหงส์ ในครั้งนี้ มีผู้ร่วมกิจกรรม อาทิ นายศักดิ์ ซารัมย์ สส. เขต 6, นายสมบูรณ์ สุธีระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์, นายแพทย์ยุทธนา สุริยะ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์, พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดบุรีรัมย์, รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์, ผู้อำนวยการโรงพยาบาลในพื้นที่เครือข่าย นายอำเภอ สาธารณสุขอำเภอ ผู้กำกับการสถานีตำรวจ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หัวหน้าส่วนราชการ บุคลากรทางการแพทย์ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธี งานนี้สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งการป้องกัน การปราบปราม การบำบัดฟื้นฟู และการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและยั่งยืนต่อไป 

โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์

ยศชนัน นำคณะผู้บริหาร อว. ถวายน้ำสรงพระศพเบื้องหน้าพระรูป เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

ยศชนัน นำคณะผู้บริหาร อว. ถวายน้ำสรงพระศพเบื้องหน้าพระรูป เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

ยศชนัน นำคณะผู้บริหาร อว. ถวายน้ำสรงพระศพเบื้องหน้าพระรูป เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.58 น.

“ยศชนัน” นำคณะผู้บริหาร อว.ถวายน้ำสรงพระศพเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ซึ่งประดิษฐาน ณ ศาลาสหทัยสมาคม

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยนายศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นำคณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวง อว. เข้าถวายน้ำสรงพระศพเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งประดิษฐาน ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อน้อมถวายความอาลัยอย่างหาที่สุดมิได้ โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความอาลัยยิ่งของพสกนิกรชาวไทย

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ใช้คำพิพากษาเป็นอาวุธปิดปาก ทนายเขากระโดง แฉเบื้องหลังเกมการเมือง

ใช้คำพิพากษาเป็นอาวุธปิดปาก ทนายเขากระโดง แฉเบื้องหลังเกมการเมือง

ใช้คำพิพากษาเป็นอาวุธปิดปาก ทนายเขากระโดง แฉเบื้องหลังเกมการเมือง

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.05 น.

’ทนายเขากระโดง‘ แฉเบื้องหลังเกมการเมือง! ใช้ ‘คำพิพากษา’ เป็น ‘ตรายาง’ ไล่เช็กบิล ยันชัด ‘พ.ร.ฎ.ปี 2462 – ส.ค.1’ ไม่ใช่ใบสั่งยึดที่ดินเหมาเข่ง กังขาทำไม ‘ศาลปกครอง’ เดินตาม ม.61 พิสูจน์รายแปลง ไม่ ‘เพิกถอนทันที’ ตอกกลับพวกอวดภูมิชี้นำทำตัวเป็น ‘ศาลเตี้ย’ หวังผลทำลายล้าง ทั้งที่คดียังไม่จบ สวนทางข้อเท็จจริงในศาลบุรีรัมย์

วันนี้ 13 มิ.ย. 2569 นายชนินทร์ แก่นหิรัญ   ทนายความรับผิดชอบคดีเขากระโดง จ.บุรีรัมย์โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัว ระบุว่า บางคนยังพูดเรื่องเขากระโดงวนซ้ำไปซ้ำมา เหมือนอยากให้สังคมเชื่อว่า “ศาลฎีกาตัดสินแล้ว ทุกคนในพื้นที่ 5,083 ไร่ คือผู้บุกรุก และกรมที่ดินต้องเพิกถอนเอกสารสิทธิทั้งหมดทันที” ทั้งที่ถ้ารู้กฎหมายจริง หรือมีสติพอจะอ่านกฎหมายให้ครบ จะรู้ว่านี่คือการพูดแบบตัดตอนจนทำให้สังคมเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง

คำพิพากษาคดีหนึ่งไม่ได้เป็นตรายางปิดปากประชาชนทั้งพื้นที่ โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยเป็นคู่ความในคดีนั้น กฎหมายยังให้สิทธิบุคคลภายนอกพิสูจน์ได้ว่า ตนมีสิทธิที่ดีกว่า หรือมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่แตกต่างจากคดีเดิม คำพิพากษาที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์อาจนำไปใช้ยันบุคคลภายนอกได้ในบางกรณี แต่ไม่ได้หมายความว่าบุคคลภายนอกหมดสิทธิอธิบาย หมดสิทธิโต้แย้ง หรือหมดสิทธิต่อสู้คดีของตนเอง

ถ้าคดีทุกอย่าง “จบแล้ว” อย่างที่บางคนพยายามปั่นคำถามง่าย ๆ คือ แล้วเหตุใดศาลยุติธรรมจึงยังรับฟ้องคดีที่ รฟท. ฟ้องประชาชนเป็นรายแปลงอยู่ในศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เหตุใดศาลยังเปิดกระบวนการให้คู่ความนำพยานหลักฐานเข้าสืบกันต่อไป และเหตุใดศาลปกครองจึงไม่ได้สั่งให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนดทั้งหมดทันที แต่ให้ดำเนินการตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งหมายถึงการตรวจสอบ สอบสวน รับฟังผู้มีส่วนได้เสีย และพิจารณาข้อเท็จจริงตามขั้นตอนของกฎหมาย

ทนายเขากระโดง

คำว่า “กรมที่ดินมีอำนาจเพิกถอน” ไม่ใช่คำเดียวกับ “กรมที่ดินต้องเพิกถอนทันทีโดยไม่ฟังใคร” เพราะถ้าเจ้าหน้าที่รัฐเพิกถอนเอกสารสิทธิของประชาชนโดยไม่ตรวจสอบแนวเขต ไม่พิสูจน์รายแปลง ไม่รับฟังผู้มีส่วนได้เสีย และไม่เดินตามมาตรา 61 นั่นต่างหากคือการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ และจะสร้างความเสียหายทั้งต่อประชาชน ต่อเจ้าหน้าที่ และต่อระบบกฎหมาย

สิ่งที่น่าเสียใจคือ คนจำนวนหนึ่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “สิทธิที่ดีกว่า” ของบุคคลภายนอกคืออะไร ไม่รู้ว่าสำนวนคดีใหม่มีพยานหลักฐานอะไรที่แตกต่างจากคดีเดิม ไม่รู้ว่าที่ดินแปลงใดมีประวัติการออกเอกสารสิทธิอย่างไร ไม่รู้ว่าแนวเขตที่แท้จริงพิสูจน์กันอย่างไร แต่กลับอวดภูมิ ออกความเห็นฟันธง กล่าวหาคนทั้งพื้นที่ว่าเป็นผู้บุกรุก เป็นคนไม่เคารพคำพิพากษา หรือเป็นผู้โกงแผ่นดิน ทั้งที่ตัวเองไม่ได้เป็นโจทก์ ไม่ได้เป็นจำเลย ไม่ได้เห็นสำนวน และไม่ได้รับผลกระทบจากคำพูดของตัวเองเลย

การเรียกร้องความถูกต้องไม่ใช่การปั่นกระแสให้คนเกลียดชังกัน และการเคารพคำพิพากษาไม่ใช่การเอาชื่อศาลไปเป็นอาวุธปิดปากประชาชนที่กฎหมายยังให้สิทธิต่อสู้คดีอยู่ หากใครมั่นใจว่าที่ดินแปลงใดเป็นของ รฟท. ก็ให้นำพยานหลักฐานไปพิสูจน์ในศาล หากเชื่อว่าเอกสารสิทธิใดออกไม่ชอบ ก็ให้พิสูจน์ตามมาตรา 61 ไม่ใช่ใช้เสียงดังในสื่อแทนพยานหลักฐาน แล้วสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและชีวิตของคนอื่น

คดีเขากระโดงต้องจบด้วยข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และคำพิพากษาของแต่ละคดี ไม่ใช่จบด้วยความสะใจของคนที่ไม่รู้สำนวนคดีใหม่ แต่พูดเหมือนรู้ทุกอย่าง ยกเว้นสำนึกของตัวเอง

“อย่าเอาคำว่าเคารพคำพิพากษาถึงที่สุด มาเป็นข้ออ้างในการไม่เคารพสิทธิของคนที่กฎหมายยังให้เขาต่อสู้คดีอยู่”

เปิดมาตรการเด็ดรัฐบาล อนุทิน ปิดวงจรสแกมเมอร์ถึงต้นตอ

เปิดมาตรการเด็ดรัฐบาล อนุทิน ปิดวงจรสแกมเมอร์ถึงต้นตอ

เปิดมาตรการเด็ดรัฐบาล อนุทิน ปิดวงจรสแกมเมอร์ถึงต้นตอ

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.44 น.

ไขคำตอบ อาชญากรรมออนไลน์ลดลงได้อย่างไร? เปิดมาตรการรัฐบาลอนุทิน ปิดวงจรสแกมเมอร์ถึงต้นตอ

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จำนวนบัญชีม้าและอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ลดลงต่อเนื่อง เป็นผลจากการดำเนินมาตรการเข้มข้นของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้คณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ซึ่งเริ่มขับเคลื่อนจริงจังมาตั้งแต่ปีปลาย 2568 ในสมัยรัฐบาลอนุทิน 1 

รัชดา ธนาดิเรก

โดยนายกรัฐมนตรีกำชับแนวทางทำงานกับทุกหน่วยงานว่าให้ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ใครมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ บัญชีม้า เว็บพนันออนไลน์ นอมินีต่างชาติ หรือเครือข่ายฟอกเงิน ต้องถูกตรวจสอบ ไม่ดูชื่อ ไม่ดูเส้นสาย ไม่สนอิทธิพล 

น.ส.รัชดา กล่าวว่า มาตรการที่ดำเนินการครอบคลุมตั้งแต่ต้นทาง ทั้งจัดระเบียบซิมการ์ดให้ลงทะเบียนที่ศูนย์บริการเท่านั้น จำกัดซิมบุคคลธรรมดาไม่เกิน 5 เลขหมายต่อคน ห้ามใช้ SIM BOX หรือ Gateway ที่ไม่ได้ลงทะเบียน ควบคุมเสาสัญญาณชายแดนไม่ให้สัญญาณข้ามแดนผิดกฎหมาย และเปิดระบบบล็อกสายจากต่างประเทศ พร้อมคัดกรองเบอร์ต้องสงสัยแบบเรียลไทม์

ด้านธุรกรรมการเงิน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ยกระดับการตรวจสอบเข้มขึ้น ทั้งการทำ KYC ร่วมกันระหว่าง ก.ล.ต. ธปท. ปปง. และตำรวจไซเบอร์ การพัฒนาระบบ account bureau เพื่อตรวจจับพฤติกรรมเปิดบัญชีผิดปกติ การคุมธุรกรรมเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทต่อวันขึ้นไป และการเชื่อมข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแบบเรียลไทม์ เพื่อตัดตอนนอมินีตั้งแต่ชั้นจดทะเบียนบริษัท

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ทางด้านบัญชีม้า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ระบบ Central Fraud Registry หรือ CFR เป็นฐานข้อมูลกลาง แลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีต้องสงสัยระหว่างภาคการเงินและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ทำให้การตรวจจับ ระงับ และติดตามบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทำได้เร็วขึ้น โดยผลตรวจจับเชิงรุกช่วง ต.ค.2568-พ.ค.2569 พบบัญชีม้าบุคคลธรรมดา 189,887 บัญชี บัญชีนิติบุคคล 10,672 บัญชี และธุรกรรมเกี่ยวข้อง 1,140,731 รายการ ขณะที่บัญชีบุคคลธรรมดาลดลง 76.9% บัญชีนิติบุคคลลดลง 88.4% และธุรกรรมลดลง 66.1%

อาชญากรรมออนไลน์

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

นอกจากนี้ การทำงานไม่ได้หยุดแค่การระงับบัญชี แต่ขยายผลไปถึงทรัพย์สินและผู้บงการ ล่าสุดมีรายงานว่า สำนักงาน ปปง. มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว ซึ่งเชื่อมโยงเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติกลุ่มนายยิม เลียก และนายเบน สมิธ จำนวนกว่า 102 รายการ มูลค่าประมาณ 20,392 ล้านบาท ในจำนวนนี้รวมถึงเงินและหลักทรัพย์ในบริษัทหลักทรัพย์ กว่า 7,720 ล้านบาทด้วย  

“การปราบอาชญากรรมไซเบอร์ต้องตามให้ถึงเส้นเงิน ไม่ใช่จับเฉพาะหน้าฉากหรือผู้เปิดบัญชีรายย่อย เพราะขบวนการเหล่านี้ใช้บริษัท นิติบุคคล บัญชีหลักทรัพย์ และช่องทางการเงินหลายชั้น เพื่อซ่อนทรัพย์และตัดตอนความรับผิด” น.ส.รัชดา กล่าว 

น.ส.รัชดา กล่าวว่า หน่วยงานยังมีปรับระบบรับแจ้งเหตุผ่านศูนย์แก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ ศูนย์ AOC และระบบรับแจ้งความออนไลน์  หรือ TPO ให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลคดี เชื่อมต่อกับสถาบันการเงินผ่าน API เพื่อให้การอายัดธุรกรรมรวดเร็วขึ้น และไม่ปล่อยให้ผู้เสียหายต้องวิ่งหาหลายหน่วยงานเองเหมือนที่ผ่านมาด้วย 

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ในด้านกฎหมายศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) ได้ออกหลักเกณฑ์ประกาศและเพิกถอนรายชื่อบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยช่วง มี.ค.-พ.ค.2569 ดำเนินการได้ 4,129 ราย คิดเป็นวงเงินกว่า 180.09 ล้านบาท พร้อมดำเนินการออกกฎกระทรวงเรื่องการคืนเงินให้ผู้เสียหาย ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 12 ส.ค.2569

ในมิติระหว่างประเทศ ไทยยังเดินหน้าความร่วมมือภายใต้ UN และ UNODC เพื่อเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ ตั้งเป้ายื่นสัตยาบันภายในเดือน ธ.ค.2569 รวมทั้งริเริ่มความร่วมมือในกรอบ APEC ด้านแนวทางต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์

“ตัวเลขบัญชีม้าและคดีไซเบอร์ที่ลดลงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการทำงานหนักต่อเนื่อง ทั้งตัดซิม ปิดบัญชี ไล่เส้นเงิน ยึดทรัพย์ และเชื่อมความร่วมมือระหว่างประเทศ รัฐบาลจะเดินหน้าต่อให้ถึงต้นตอ ผู้กระทำผิดต้องเข้าสู่กระบวนการกฎหมายโดยเด็ดขาด ไม่มีข้อยกเว้น” น.ส.รัชดา กล่าว

กรมพัฒนาที่ดิน ดัน หม่อนไหมสกลนคร นำร่องแก้จน ดัน 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

กรมพัฒนาที่ดิน ดัน หม่อนไหมสกลนคร นำร่องแก้จน ดัน 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

กรมพัฒนาที่ดิน ดัน หม่อนไหมสกลนคร นำร่องแก้จน ดัน 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.17 น.

กรมพัฒนาที่ดิน ดัน“หม่อนไหมอุตสาหกรรม” แก้จนสกลนคร ดัน 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง พื้นที่บ้านด่านตึง ตำบลหลุบเลา อำเภอภูพาน เร่งขับเคลื่อนแก้ปัญหาความยากจนแบบชี้เป้า ระดมเทคโนโลยีชีวภาพฟื้นฟู ที่ดินเสื่อมโทรม ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรสู่วิถีเกษตรยั่งยืน

นายสุรชาติ มาลาศรี ดำรงตำแหน่งเป็น รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ระหว่างการลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ บ้านด่านตึง (หมู่ที่ 4) ตำบลหลุบเลา อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร ว่า จากการลงพื้นที่ในครั้งนี้กรมพัฒนาที่ดินได้วางแนวทางในการศึกษาการแก้ปัญหาให้กับประชาชนในพื้นที่เป้าหมายเพราะพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในกลุ่มคนจนเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน

กรมพัฒนาที่ดิน

ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่า พื้นที่ดังกล่าวมีข้อจำกัดทางกายภาพที่สำคัญ คือสภาพพื้นที่เป็น “ชุดดินปักธงชัย” (กลุ่มชุดดินที่ 40) ซึ่งมีเนื้อดินเป็นดินร่วนปนทราย ความอุดมสมบูรณ์ต่ำเก็บกักน้ำไม่อยู่ และเสี่ยงต่อการชะล้างพังทลาย ภาครัฐจึงได้บูรณาการความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยใช้แผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) รณรงค์ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่จากการปลูกพืชที่ความเหมาะสมเล็กน้อย  มาเป็นการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 35 รายเพื่อสร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่

นอกจากนีักรมพัฒนาที่ดิน ยังได้มีการ ตรวจสอบดินพบว่าสามารถปลูกหม่อนเลี้ยงไหมได้ จึงได้ประสานงานไปยังกรมหม่อนไหม เพื่อสนับสนุนกิ่งชำหม่อนพันธุ์ “สกลนคร 85” จำนวน 1,000 ตัน ซึ่งเป็นพันธ์ุหม่อนที่มีจุดเด่นด้านการให้ผลผลิตใบสูงในสภาพอาศัยน้ำฝนและต้านทานโรค ขณะเดียวกัน กรมพัฒนาที่ดินได้เข้ามาดูแลด้านการจัดการทรัพยากรดินอย่างใกล้ชิด โดยส่งเสริมให้เกษตรกรทำคันดินและปลูกหญ้าแฝกขวางความลาดเทเพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน ควบคู่กับการใช้ ปุ๋ยชีวภาพ พด.12 เพื่อช่วยละลายฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมที่ถูกตรึงอยู่ในดินทรายให้พืชดึงไปใช้ได้ และใช้ สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ผลิตจุลินทรีย์ไตรโคเดอร์มาเพื่อควบคุมโรครากเน่าโคนเน่า 

กรมพัฒนาที่ดิน

อย่างไรก็ตามเบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมให้เกษตรกรนำร่อง เพื่อรับการตรวจประเมินมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP)เพื่อวางทิศทางการพัฒนาให้สามารถปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการต่อไป โดยจะมุ่งเน้นการใช้แนวทาง “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม” 

นายสุรชาติ บอกอีกว่า นอกจากการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแล้ว ยังมีการเตรียมการนำระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) มาประยุกต์ใช้ในโรงเรือนเลี้ยงไหมเพื่อลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว พร้อมทั้งส่งเสริมระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ด้วยการนำมูลไหมที่เหลือทิ้งมาผลิตเป็นปุ๋ยน้ำหมัก เพื่อลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีโดยคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนบ้านด่านตึงอย่างเป็นรูปธรรม

กรมพัฒนาที่ดิน
กรมพัฒนาที่ดิน
กรมพัฒนาที่ดิน
กรมพัฒนาที่ดิน

ธนกร เยี่ยมรพ.ศูนย์การแพทย์ ม.วลัยลักษณ์ มั่นใจ 10 ปีข้างหน้า เป็นศูนย์กลางสาธารณสุขภาคใต้

ธนกร เยี่ยมรพ.ศูนย์การแพทย์ ม.วลัยลักษณ์ มั่นใจ 10 ปีข้างหน้า เป็นศูนย์กลางสาธารณสุขภาคใต้

ธนกร เยี่ยมรพ.ศูนย์การแพทย์ ม.วลัยลักษณ์ มั่นใจ 10 ปีข้างหน้า เป็นศูนย์กลางสาธารณสุขภาคใต้

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.10 น.

“ธนกร” ลงพื้นที่เมืองคอน เยี่ยมโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มั่นใจอนาคตเป็นศูนย์กลางดูแลสุขภาพภาคใต้ ขณะชาวบ้านฝากขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน” ชูโครงการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 นพ.กิตติ รัตนสมบัติ รักษาการแทนผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พร้อมคณะผู้บริหารและบุคลากรทางการแพทย์ ให้การต้อนรับ นายธนกร วังบุญคงชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทยและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในโอกาสเดินทางเข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของโรงพยาบาลอย่างเป็นกันเอง

กิตติ รัตนสมบัติ

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการเยี่ยมชมแบบไม่เป็นทางการ โดยนายธนกรได้พบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลสุขภาพประชาชนอย่างใกล้ชิด ขณะที่คณะผู้บริหารได้นำชมการดำเนินงานในส่วนต่าง ๆ พร้อมนำเสนอศักยภาพด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์และความพร้อมในการให้บริการของโรงพยาบาล ซึ่งกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการรักษาพยาบาลที่สำคัญของภาคใต้

นายธนกรกล่าวว่า โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษ์มีพัฒนาการที่น่าชื่นชมในหลายด้าน ทั้งบุคลากร ระบบบริการ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ แม้ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดบางประการ โดยเฉพาะด้านบุคลากรเฉพาะทางและเครื่องมือทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม แต่เชื่อมั่นว่าหากได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ภายในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า โรงพยาบาลแห่งนี้จะสามารถยกระดับศักยภาพในการดูแลรักษาประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดใกล้เคียงได้อย่างเต็มรูปแบบ และมีบทบาทสำคัญไม่แพ้สถาบันการแพทย์ชั้นนำของภาคใต้

“ผมเห็นถึงความมุ่งมั่นของคณะผู้บริหาร แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทุกคนที่ร่วมกันพัฒนาโรงพยาบาลแห่งนี้ให้เป็นที่พึ่งของประชาชน เชื่อว่าด้วยศักยภาพที่มีอยู่และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จะทำให้โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษ์เป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญของระบบสาธารณสุขไทยในอนาคต” นายธนกรกล่าว

นอกจากนี้ นายธนกรยังเปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยหลายคนสะท้อนว่าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ของรัฐบาลสามารถช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและเพิ่มสภาพคล่องให้กับเศรษฐกิจในระดับชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

กิตติ รัตนสมบัติ

“พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนจำนวนมากฝากขอบคุณนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ผลักดันโครงการไทยช่วยไทย พลัส เพราะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้เงินหมุนเวียนในท้องถิ่นมากขึ้น และช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ในระดับหนึ่ง” นายธนกรกล่าว