ไอซ์ รักชนก ถาม กระทรวงทรัพย์ฯ ใครจ่าย จัดวันเกิด สุชาติ เกณฑ์ขรก.มาร่วมทั้งที่เขาอาจไม่ได้ยินดีที่เกิด

ไอซ์ รักชนก ถาม กระทรวงทรัพย์ฯ ใครจ่าย จัดวันเกิด สุชาติ เกณฑ์ขรก.มาร่วมทั้งที่เขาอาจไม่ได้ยินดีที่เกิด

ไอซ์ รักชนก ถาม กระทรวงทรัพย์ฯ ใครจ่าย จัดวันเกิด สุชาติ เกณฑ์ขรก.มาร่วมทั้งที่เขาอาจไม่ได้ยินดีที่เกิด

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.04 น.

ไอซ์ รักชนก จัดหนัก! ถาม กระทรวงทรัพย์ฯ ใครจ่าย จัดวันเกิด สุชาติ เกณฑ์คนมาร่วมทั้งที่เขาอาจไม่ได้ยินดีที่เกิด พร้อมอวยพร พี่เฮ้ง ทำอะไรไว้ขอให้ได้ตอบแทน

เมื่อวันที่ 15 ก.ค.2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชี่รายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมกำหนดการกิจกรรมอวยพรวันคล้ายวันเกิด นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยระบุว่า “วันนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีงานใหญ่จ้า 

จัด HBD รัฐมนตรี สุชาติ ชมกลิ่น ที่กระทรวงค้า

กำหนดการ
– ปลัดกระทรวงฯ กล่าวอวยพร
– รับชมคลิปวีดีโออวยพรวันเกิด จากกรมอุทยานฯ
– เชิญ รัฐมนตรี สุชาติ ขึ้นเวที ผู้บริหารหน่วยงานมอบของขวัญ
– ปลัดพร้อมอธิบดี อันเชิญเค้กขึ้นเวที

คำถาม
– เป็นเรื่องปกติหรือไม่ ที่ใช้เวลาและสถานีราชการจัดงานวันเกิด ให้รัฐมนตรี ?
– สถานที่ น้ำ ไฟ อุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงอัตรากำลังข้าราชการกระทรวง ทั้งระดับล่างและระดับสูง ที่ควรเอาเวลาทำงานมาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนใช่ไหม แล้วทำไมถึงเอาเวลาที่มีค่านี้ เอามา HBD รัฐมนตรี มีระเบียบราชการข้อไหนรองรับ ? ทุกอย่างมีมูลค่าทั้งสิ้น ใครจ่าย ?
– ให้ข้าราชการตัวเล็กตัวน่อยมาร่วม ระดับกรมหน่วยละ 13คน รัฐวิสาหกิจหน่วยละ 7คน กองหน่วยละ 5คน กลุ่มหน่วยละ 3คน คนเหล่านี้เค้าไม่มีการมีงานทำกันหรืออย่างไร ? เค้าอาจจะไม่ได้ยินดีที่คุณสุชาติเกิด ก็ต้องไป

บังคับขู่เข็ญให้เค้ามาร่วมด้วยอย่างนั้นหรือคะ ?

รบกวนรัฐมนตรีสุชาติและปลัดกระทรวงทรัพชี้แจงด้วย

ปล. สุขสันต์วันเกิดพี่เฮ้งค้า ทำอะไรไว้ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงก็ขอให้ได้สิ่งนั้นตอบแทน”

กห.แจงปม บิ๊กดุลย์ แจ้งความเอาผิดเพจ เผยแพร่ข้อมูลเท็จ-บิดเบือน สร้างความเข้าใจผิด

กห.แจงปม บิ๊กดุลย์ แจ้งความเอาผิดเพจ เผยแพร่ข้อมูลเท็จ-บิดเบือน สร้างความเข้าใจผิด

กห.แจงปม บิ๊กดุลย์ แจ้งความเอาผิดเพจ เผยแพร่ข้อมูลเท็จ-บิดเบือน สร้างความเข้าใจผิด

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.25 น.

กห.แจงปม”บิ๊กดุลย์” แจ้งความเอาผิดเพจ เผยแพร่ข้อมูลเท็จ-บิดเบือน สร้างความเข้าใจผิดต่อสังคม กระทบต่อกระทรวงกลาโหมและความมั่นคงของประเทศ

15 กรกฎาคม 2569 พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจงกรณี พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ได้มอบหมายผู้รับมอบอำนาจเข้าร้องทุกข์ต่อกองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงานผู้มีอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย กรณีมีการเผยแพร่ข้อมูล ภาพ คลิปวิดีโอ และข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จหรือบิดเบือน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่สาธารณชน และอาจส่งผลกระทบต่อกระทรวงกลาโหมและความมั่นคงของประเทศ

กระทรวงกลาโหม ขอยืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าวมิได้มีเจตนาจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต หากแต่เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย เพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และคุ้มครองความน่าเชื่อถือของหน่วยงานของรัฐ ตลอดจนประโยชน์สาธารณะ

กระทรวงกลาโหม ขอย้ำว่า การวินิจฉัยว่าการกระทำใดเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่นั้น เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะดำเนินการตามหลักนิติธรรม โดยผู้ที่ถูกร้องทุกข์ยังคงได้รับสิทธิและความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างครบถ้วน จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ในช่วงที่สถานการณ์ด้านความมั่นคงมีความละเอียดอ่อน กระทรวงกลาโหมขอความร่วมมือจากประชาชนในการใช้วิจารณญาณก่อนรับหรือส่งต่อข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งขอให้ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐและศูนย์แถลงข่าวร่วม (JIC) เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และผ่านการตรวจสอบแล้ว

กระทรวงกลาโหม พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะและคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและเจตนาสุจริต และยืนยันว่าจะดำเนินการทุกประการภายใต้กรอบของกฎหมาย หลักนิติธรรม และความเสมอภาค เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนและปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

ม.รังสิตจัดเวทีใหญ่ วิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์โลกสู่ยุทธศาสตร์ชาติ สีหศักดิ์ ชี้ไทยไม่ควรเลือกข้าง

ม.รังสิตจัดเวทีใหญ่ วิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์โลกสู่ยุทธศาสตร์ชาติ สีหศักดิ์ ชี้ไทยไม่ควรเลือกข้าง

ม.รังสิตจัดเวทีใหญ่ วิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์โลกสู่ยุทธศาสตร์ชาติ สีหศักดิ์ ชี้ไทยไม่ควรเลือกข้าง

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.11 น.

ม.รังสิตจัดเวทีใหญ่ วิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์โลกสู่ยุทธศาสตร์ชาติ“สีหศักดิ์” ชี้ไทยไม่ควรเลือกข้าง แต่ต้องสร้างความแข็งแกร่งจากภายในประเทศ“อาทิตย์ อุไรรัตน์” เตือนโลกเผชิญ Polycrisis ขณะที่เวที Land Bridge ชี้โอกาสจะเกิดได้ ต้องควบคู่ความเป็นธรรมและยุทธศาสตร์ชาติ

วันนี้ที่วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม  สถาบันปฎิรูปประเทศไทย (สปท.) และสถาบันยุทธศาสตร์ความมั่นคงและสันติภาพสุวรรณภูมิ ม.รังสิต ได้จัดสัมมนาวิชาการในหัวข้อ “โอกาสและความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในบริบทภูมิรัฐศาสตร์โลก”  และรับฟังการนำเสนอรายงานทางวิชาการของนักศึกษาปริญญาเอกหลักสูตรผู้นำรุ่นที่ 10  โดยมีการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ“พลวัตภูมิรัฐศาสตร์โลกและอาเซียน: ผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อประเทศไทย” โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 

โดยในช่วงแรก ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ได้กล่าวเปิดงานต้อนรับผู้เข้าร่วมสัมมนาโดยระบุว่า ในนามของมหาวิทยาลัยรังสิต ผมรู้สึกเป็นเกียติและมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาวิชาการในวันนี้ และเหนือสิ่งอื่นใด ผมขอขอบคุณ ฯพณฯ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่กรุณาให้เกียรติมาปาฐกถาพิเศษในเวทีวิชาการของมหาวิทยาลัยรังสิตแม้ว่าท่านจะมีภารกิจสำคัญในการกำกับดูแลนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาล ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความผันผวนจากการแข่งขันของมหาอำนาจ ความขัดแย้งในหลายภูมิภาค และการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก  ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจะกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของตนเองอย่างไร และจะเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสได้อย่างไรโลกในศตวรรษที่ 21 กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกใหม่ การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านการทหาร แต่ขยายไปสู่เศรษฐกิจ เทคโนโลยี พลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ต่างเข้ามาซ้อนทับกัน จนเกิดสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า Polycrisis หรือ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” สิ่งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคหนึ่งของโลก สามารถส่งผลต่ออีกซีกโลกได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว สงครามอาจเริ่มต้นจากปัญหาความมั่นคง แต่ผลกระทบกลับขยายไปสู่ราคาพลังงาน ราคาสินค้า เงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพของประชาชนวันนี้ ภูมิรัฐศาสตร์จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่อยู่บนโต๊ะอาหารของทุกครอบครัว อยู่ในต้นทุนของผู้ประกอบการ และอยู่ในชีวิตประจำวันของประชาชนด้วยเหตุนี้ ความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 จึงไม่อาจหมายถึงเพียงความมั่นคงทางทหาร หากต้องครอบคลุมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงด้านเทคโนโลยี ความมั่นคงทางไซเบอร์ และที่สำคัญที่สุด คือ ความมั่นคงของประชาชน

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว ตอนหนึ่งของการปาฐกถาว่า “เมื่อโลกเปลี่ยนไป การทูตที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะกับทางเขมรที่สุดท้ายเราก็ต้องอยู่ด้วยกันให้ได้  โดบเฉพาะเรื่องการหาจุดสมดุลระหว่างการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากับการกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาว อาทิ การทูตวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย  และการนำองค์ความรู้จากต่างประเทศมาพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่ง

นอกจากนนี้นายสีหศักดิ์ได้กล่าวถึงโอกาสของประเทศไทยบนเวทีโลกว่า ตอนนี้ทุกคนพูดถึงอินโดแปซิฟิก เป็นจุดยุทธศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจไม่ว่าจะจีนหรือ อเมริกา สิ่งที่ไทยควรทำไม่ใช่การเลือกข้าง แต่ต้องสร้างความแข็งแกร่งภายในประเทศในด้านต่างๆ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและเพื่อสร้างโอกาสให้กับประเทศไทยบนเวทีโลก

นายสีหศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมอีกว่าการฑูตที่ดีในยุคปัจจุบันการฑูตที่ประชาชนเข้าใจว่าเรากำลังทำอะไร และประเทศชาติกำลังต่อรองอะไร และประเทศได้ประโยชน์อะไรบ้างจากสิ่งที่ทำมากที่สุด

ขณะที่เวทีเสวนาในช่วงบ่ายมีวงเสวนาในหัวข้อ “อนาคตประเทศไทยบนเส้นทางแลนด์บริดจ์: โอกาส ความท้าทาย และทางเลือก”

โดย ดร. จิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า
Land Bridge ไม่ใช่เพียงโครงการเชื่อมการขนส่งฝั่งตะวันออก–ตะวันตก แต่เป็น Gateway ฝั่งตะวันตกของไทย ที่จะยกระดับประเทศสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค โดยใช้แนวคิด One Port, Two Sites เชื่อมท่าเรือสองฝั่งให้ทำงานเสมือนท่าเรือเดียว เพื่อลดเวลาและต้นทุนการขนส่ง

โครงการดำเนินในรูปแบบ PPP (Public-Private Partnership) เปิดให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนและบริหารโครงการระยะยาว ขณะที่ภาครัฐรับผิดชอบการเวนคืนที่ดินและได้รับส่วนแบ่งผลตอบแทน ช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐและดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่

นอกจากนี้ Land Bridge ยังเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนา SEC (Southern Economic Corridor) เพื่อดึงดูดการลงทุน ย้ายฐานการผลิต และต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมสู่มูลค่าสูง พร้อมส่งเสริม 4 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ เกษตรมูลค่าสูง โลจิสติกส์ การค้า และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน

ขณะที่รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า Land Bridge ไม่ใช่แค่การเชื่อมอ่าวไทย–อันดามัน แต่ต้องเป็น Gateway เชื่อมพื้นที่ตอนใน (Hinterland) ของภูมิภาคออกสู่ทะเลโลก โดยปรับแนวคิดจากการเชื่อม “ซ้าย–ขวา” มาเป็นการดึงศักยภาพการค้าและการลงทุนจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจีนที่ต้องการเส้นทางขนส่งสำรอง

โจทย์สำคัญของไทยคือการเลิกมองกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของทุกการลงทุน แต่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อชายแดนและเครือข่ายระหว่างประเทศก่อน เพราะหากแก้จุดคอขวดได้ การขนส่งสินค้าสู่ตลาดโลกจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต้องเดินตามแผนแม่บทและยุทธศาสตร์ชาติอย่างบูรณาการ ไม่ใช่สร้างแยกเป็นรายโครงการ เพื่อให้ทุกระบบเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค

รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่าโครงการ Land Bridge ต้องมองในมิติภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ใช่แค่โครงการคมนาคม เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมกับการแข่งขันของจีน สหรัฐฯ อินเดีย และรัสเซีย ช่วยเพิ่มทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ของไทย โดยไม่ต้องขุดคลองไทย

โครงการนี้จะยกระดับไทยจากทางผ่านสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์และการเชื่อมโยงภูมิภาค รองรับการค้า การลงทุน และสร้างอำนาจต่อรองในห่วงโซ่อุปทานโลกระยะยาว ไทยควรวางบทบาทเป็น 4C ได้แก่ Crossroad, Connector, Conductor และ Container พร้อมผลักดันนโยบาย Act West เพื่อรักษาความเป็นกลาง เสริมความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ และก้าวสู่การเป็น Middle Power ของภูมิภาค

ด้านนายบรรจง นะแส อดีตนายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย และที่ปรึกษาสมาคมรักษ์ทะเลไทย กล่าวว่า
Land Bridge ไม่ได้เผชิญแค่แรงต้านด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังถูกตั้งคำถามเรื่อง “ความเป็นธรรม” เพราะหากผลประโยชน์ไม่กระจายสู่คนส่วนใหญ่ ความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้น เห็นได้จากการชุมนุมเรียกร้องให้ชะลอ SEC และตั้งคณะกรรมการใหม่ที่มีภาคประชาชนร่วมตัดสินใจ

คำถามสำคัญคือ ประเทศกำลังลงทุนเพื่อขนส่งสินค้าของใคร ขณะที่ทะเล อาหาร อากาศ และการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นทุนแท้ของคนไทย กลับเสี่ยงถูกแลกกับเมกะโปรเจกต์

หากรัฐยังทุ่มงบกับโครงการแสนล้าน ทั้งที่ถนน น้ำ และไฟฟ้ายังไม่ทั่วถึง การพัฒนาเช่นนี้ก็ยากจะเรียกว่าเป็นการพัฒนาเพื่อประชาชน

ศาลฎีกายกคำร้องประกันตัวคดี ม.110 เอกชัย แม้หมอสุภัทร ให้ความเห็นอาการปวดท้อง-น้ำหนักลดเรื้อรัง

ศาลฎีกายกคำร้องประกันตัวคดี ม.110 เอกชัย แม้หมอสุภัทร ให้ความเห็นอาการปวดท้อง-น้ำหนักลดเรื้อรัง

ศาลฎีกายกคำร้องประกันตัวคดี ม.110 เอกชัย แม้หมอสุภัทร ให้ความเห็นอาการปวดท้อง-น้ำหนักลดเรื้อรัง

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.55 น.

15 กรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า ศาลฎีกายกคำร้องประกันตัวคดี ม.110 ‘เอกชัย’ แม้หมอสุภัทร ให้ความเห็นอาการปวดท้อง-น้ำหนักลดเรื้อรัง ควรได้รับการรักษาเฉพาะทางเพื่อคัดกรองโรคร้าย

วันที่ 15 ก.ค. 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องประกันตัว เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมืองและผู้ต้องขังวัย 51 ปี ในคดีที่ถูกกล่าวหาในข้อหา “ประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี” ตามมาตรา 110 หลังจากทนายความยื่นประกันตัวเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา

การยื่นประกันตัวครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 4 ตั้งแต่ถูกคุมขัง ปัจจุบันเอกชัยระบุว่ามีอาการปวดท้องและน้ำหนักลดเรื้อรัง และในคำร้องขอประกันตัวได้อ้างความเห็นทางการแพทย์ของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อคัดกรองภาวะโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรก หรือโรคอื่น ๆ จึงขอให้ส่งตัวเอกชัยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐที่มีศักยภาพ หรือควรให้เอกชัยได้รับการประกันตัว เพื่อรับการรักษาโดยละเอียดด้วยตนเองต่อไป

ศาลฎีการะบุคำสั่งยกคำร้อง ระบุว่า “พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบเหตุผลตามคำร้องของผู้ขอประกันแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ส่วนเหตุผลตามคำร้องที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยมีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว”

ขณะที่เอกชัยถูกขังมามากกว่า 10 แล้ว แม้ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษายกฟ้องคดี จากนั้นศาลอุทธรณ์จะพิพากษากลับ และลงโทษจำคุก 21 ปี 4 เดือน จึงเป็นเหตุให้เอกชัยถูกขังระหว่างชั้นฎีกาตั้งแต่นั้นเรื่อยมา

– ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำคุก 21 ปี 4 เดือน และถูกขังมา 10 เดือนเศษแล้ว หลังถูกขังชั้นฎีกา

เกี่ยวกับคดีที่เอกชัยถูกคุมขัง เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2568 ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ในคดีที่เขาและประชาชนรวม 5 คน ถูกฟ้องในข้อหาตามมาตรา 110 จากกรณีถูกกล่าวหาว่าขัดขวางขบวนเสด็จของพระราชินีที่ผ่านเข้ามาในที่ชุมนุม เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 โดยลงโทษจำคุกเอกชัยถึง 21 ปี 4 เดือน

เอกชัยถูกคุมขังรอบนี้เป็นครั้งที่ 7 ในชีวิตแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้เคยถูกคุมขังมาทั้งในคดีมาตรา 112 กรณีขายซีดีสารคดีของสำนักข่าว ABC และคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กรณีโพสต์เรื่องเพศสัมพันธ์ในเรือนจำ เขากับเพื่อนร่วมคดีรวม 5 คน ได้ถูกย้ายตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรมเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2568

– ยื่นประกันตัวครั้งที่ 4: เอกชัยมีอาการปวดท้อง-น้ำหนักลดเรื้อรัง แพทย์ระบุควรได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อคัดกรองโรคร้าย ขอให้ส่งตัวเอกชัยเข้ารับการรักษา – ให้สิทธิประกันตัว

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2569 ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัวเอกชัยเป็นครั้งที่ 4 (นับตั้งแต่ถูกขัง) พร้อมระบุความเห็นทางการแพทย์ของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ที่ให้ความเห็นจากเวชระเบียนว่า เอกชัยมีอาการปวดท้องและน้ำหนักลดเรื้อรัง จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อคัดกรองภาวะโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรก หรือโรคอื่น ๆ ซึ่งโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่มีศักยภาพในการให้การรักษาตามมาตรฐานทางการแพทย์ จึงขอให้กรมราชทัณฑ์ได้ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลของรัฐที่มีศักยภาพ หรือควรให้เอกชัยได้รับการประกันตัว เพื่อการเข้ารับการตรวจรักษาโดยละเอียดด้วยตนเองต่อไป

ทั้งนี้ ในการยื่นประกันตัวครั้งนี้ ได้เสนอหลักประกันเป็นเงินสดจำนวนหนึ่งล้านบาท หรือตามที่ศาลกำหนด พร้อมกับหากเห็นสมควร ให้ศาลเบิกตัวเอกชัยมาไต่สวนเพื่อตั้งเงื่อนไขในการประกันตัว และยินยอมให้ศาลกำหนดเงื่อนไขใด ๆ

สำหรับคำร้องขอประกันตัวโดยสรุป ยืนยันจำเลยเคลื่อนไหวในทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง บนพื้นฐานของการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ไม่เคยก่อความรุนแรง แม้ว่าจำเลยถูกดำเนินคดีกว่า 30 คดี และเคยถูกจองจำในคดีมาตรา 112, คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ รวมถึงถูกคุมขังในชั้นสอบสวนในคดีนี้ก่อนได้รับการประกันตัว แต่จำเลยไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนี และไม่คิดจะหลบหนี จำเลยต้องการต่อสู้คดีอย่างถึงที่สุด การควบคุมตัวจำเลยไว้ระหว่างการพิจารณา นอกจากจะขัดต่อหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ยังเป็นการคุมขังที่เกินจำเป็นและอาจส่งผลต่อสุขภาพของจำเลยอย่างร้ายแรง

จำเลยเห็นว่า การที่จำเลยได้พักรักษาตัวที่บ้านพักซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกว่าย่อมเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง และเห็นว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาที่ขัดแย้งกัน การที่ถูกปฏิเสธการให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยระหว่างฎีกา จนเป็นเหตุให้สุขภาพตกอยู่ในความเสี่ยง จำเลยควรได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเพื่อสุขภาพอนามัยที่ดีของจำเลย

สำหรับอาการป่วยของเอกชัย ระบุว่าก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกันยายน 2566 จำเลยป่วยเป็นโรคฝีในตับ จากการติดเชื้อในระหว่างคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ในคดีความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ จนถูกส่งตัวรักษาในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลราชวิถี โดยแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์วินิจฉัยว่าติดเชื้อแบคทีเรียจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แม้จำเลยจะพ้นโทษคดีนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 แต่จำเลยยังคงต้องตรวจซีทีแสกนเป็นระยะเพื่อติดตามโรค

ต่อมาในเดือนกันยายน 2568 จำเลยถูกคุมขังในคดีนี้ในเรือนจำคลองเปรมด้วยสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากบ้านพักของจำเลย เป็นผลให้สุขภาพทรุดโทรมลง จำเลยยื่นคำร้องขอตรวจซีทีสแกนต่อเรือนจำคลองเปรมตั้งแต่วันที่ 22 ก.ย. 2568 แต่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย

จนกระทั่งวันที่ 4 มี.ค. 2569 จำเลยเริ่มมีอาการปวดแผลใกล้จุดที่เคยรักษาโรคฝีในตับและปวดเพิ่มขึ้นจากการถูกส่งตัวฉุกเฉินเข้าโรงพยาบาลราชทัณฑ์ในวันที่ 13 มี.ค. 25569 จำเลยได้รับการตรวจอัลตราซาวด์ และผลการตรวจะยังไม่พบความผิดปกติของตับ แต่จำเลยยังคงมีความเสี่ยงต่อการกลับมาของโรคฝีในตับและแพทย์พบอาการใหม่อย่างน้อยสองอาการคือ ต่อมลูกหมากโต และกระบังลมอักเสบ โดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน เห็นได้ชัดว่าสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากบ้านพักของจำเลยและการขาดการตรวจติดตามโลกอย่างต่อเนื่องเป็นสาเหตุที่ทำให้สุขภาพจำเลยทรุดโทรมลง

ทั้งนี้ ในคำร้องประกันตัวระบุว่า นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ครอบครัว ทำความเห็นทางการแพทย์จากการอ่านเวชระเบียนผู้ป่วยในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ของจำเลย โดยมีความเห็นว่า

“เอกชัย หงส์กังวาน ควรได้รับการตรวจรักษาและการวินิจฉัยหาสาเหตุอย่างจริงจังสำหรับอาการปวดท้องเรื้อรังและน้ำหนักลดเรื้อรัง เพื่อคัดกรองภาวะโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรก หรือโรคอื่นใดที่เป็นเป็นสาเหตุได้ จากโรงพยาบาลที่มีแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญหลายแผนก ซึ่งทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่มีศักยภาพในการให้การรักษาอย่างเพียงพอตามมาตรฐานทางการแพทย์ จึงขอให้กรมราชทัณฑ์ได้ส่งต่อเอกชัย ไปทำการตรวจรักษาอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลของรัฐที่มีศักยภาพ อาทิ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ หรือควรให้เอกชัยได้รับการประกันตัว เพื่อการเข้ารับการตรวจรักษาโดยละเอียดด้วยตนเองต่อไป ขอให้ท่านให้ความสำคัญกับการเข้าสิทธิในการรักษาพยาบาลตามมาตรฐานทางการแพทย์ของผู้ต้องขัง อันเป็นสิทธิและความเป็นธรรมที่คนทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียม”

ข้อมูลทางการแพทย์มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. เอกชัยไปพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้องด้านขวา เคยมีประวัติเป็นฝีในตับเมื่อปี 2563 โดยได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถี การรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ในครั้งนี้ หลังจากได้รับตัวไว้นอนรักษาตัว 3 วัน (13-16 มี.ค. 2569) ได้รับการวินิจฉัยก่อนออกจากโรงพยาบาลว่า “Abdominal Pain” หรือ “ปวดท้อง” แปลว่า ยังไม่ได้ตรวจพบสาเหตุที่แท้จริง แพทย์ให้ยากลุ่มโรคกระเพาะ ยาต่อมลูกหมากโต และยาทาผิวแห้ง และระบุว่า “รอผลการตรวจอัลตราซาวด์ (USG) ในวันที่ 23 มี.ค. 2569 (โดยผลอัลตราซาวด์ช่องท้อง ระบุว่า มีตับม้ามโตเล็กน้อย ซึ่งไม่อธิบายภาวะปวดท้อง) ดังนั้น แท้จริงการรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ยังไม่สามารถหาสาเหตุที่เอกชัยปวดท้องได้

2. ภาพรวมของสุขภาพเอกชัย อายุ 50 ปี ส่วนสูง 185 เซนติเมตร น้ำหนักตัว 65 กิโลกรัม ซึ่งน้อยกว่ามาตรฐานปกติมาก ตามมาตรฐานทางการแพทย์ชายที่สูง 185 เซนติเมตร ควรมีน้ำหนักตัวที่ 85 กิโลกรัม ทั้งนี้ น้ำหนักเอกชัยต่ำกว่าเกณฑ์ถึง 20 กิโลกรัม และเอกสารในบันทึกทางการพยาบาล ระบุว่าเอกชัยมีภาวะน้ำหนักลดจาก 72 กิโลกรัม เหลือ 65 กิโลกรัมใน 6 เดือน

สิ่งที่ต้องหาสาเหตุคือ อะไรที่ทำให้เอกชัยมีภาวะน้ำหนักลดลง (Weight loss cause) ในทางการแพทย์นั้น น้ำหนักที่ลดลงเร็วเช่นนี้ ต้องคิดถึงโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็งที่กำลังก่อตัว หรือสภาวะทางสุขภาพจิต

แต่ทั้งนี้ผลการการตรวจประเมินสุขภาพจิตรับใหม่ของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ลงวันที่ 16 มี.ค. 2569 สรุปว่า “การประเมินในปัจจุบัน ไม่พบปัญหาสุขภาพจิต ไม่พบอาการโรคซึมเศร้า ไม่พบแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตาย ไม่พบข้อบ่งชี้อาการทางจิตที่เด่นชัด” เห็นได้ว่าเอกชัยไม่มีปัญหาสุขภาพจิต ดังนั้น สาเหตุที่น้ำหนักลงอย่างรวดเร็ว น่าจะเป็นสาเหตุจากโรคทางกาย ไม่ใช่สาเหตุทางสุขภาพจิต

อย่างไรก็ตาม ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ไม่ได้หาสาเหตุโรคทางกายที่ทำให้น้ำหนักลด โดยเฉพาะโรคมะเร็งอย่างเพียงพอ

3. เมื่อเอกชัยปวดท้องเรื้อรังที่ยังไม่ทราบสาเหตุ ร่วมกับภาวะน้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว 7 กิโลกรัมใน 6 เดือน โดยที่ภาวะฝีในตับเมื่อ 3 ปีที่แล้วได้หายหมดแล้ว (ทราบจากผลการตรวจอัลตราซาวด์ ในวันที่ 23 มี.ค. 2569 ระบุว่า ไม่พบร่องรอยของก้อนในตับ ซึ่งหมายถึงฝีในตับ มีเพียงตับม้ามโตเล็กน้อย)

ในทางการแพทย์ต้องหาสาเหตุว่า อะไรที่ทำให้ปวดท้องเรื้อรังและน้ำหนักลดเรื้อรังร่วมกัน โดยที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพจิต ต้องค้นหาโรคมะเร็งอย่างจริงจัง ก่อนจะสรุปว่าปวดท้องดังกล่าวไม่ใช่โรคมะเร็ง หรือค้นหาลุ่มโรคด้านภูมิคุ้มกันวิทยา หรือการติดเชื้อ เช่นพยาธิ เป็นต้น เมื่อหาไม่พบโรคที่ชัดเจนแล้ว จึงรักษาไปตามอาการ เช่น การให้ยากระเพาะที่ทำอยู่ในปัจจุบันได้ อีกทั้งภาวะต่อมลูกหมากโตที่ระบุนั้น ทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ก็ไม่ได้ตรวจเลือดเพื่อคัดกรองโรคมะเร็งต่อมลูกหมากแต่อย่างใด

หากศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า อาการเจ็บป่วยเหล่านี้ของจำเลยสามารถรักษาได้ในเรือนจำจนปฏิเสธให้ประกันตัวจำเลย จำเลยไม่อาจเห็นพ้องด้วย เนื่องจากในรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ ล้วนให้สิทธิ์ประชาชนผู้ต้องขังรักษาอาการป่วยจากโรงพยาบาลของรัฐ การรักษาพยาบาลของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์นั้นเป็นเพียงการรักษาตามอาการ แต่ไม่ได้วินิจฉัยหาสาเหตุโรคของจำเลย หากจำเลยเป็นโรคร้ายแรง สภาพความเป็นอยู่ และการรักษาพยาบาลที่ล่าช้าอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตของจำเลยได้

ศาลฎีกายกคำร้อง ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม – จำเลยมีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว

ต่อมาในวันที่ 15 ก.ค. 2569 นายประกันไปฟังคำสั่งศาลฎีกา และแจ้งคำสั่งว่ายกคำร้อง โดยศาลระบุว่า “พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบเหตุผลตามคำร้องของผู้ขอประกันแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ส่วนเหตุผลตามคำร้องที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยมีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง”

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงทำให้เอกชัยยังคงถูกขังอยู่ที่เรือนจำคลองเปรมต่อไป ซึ่งจนถึงวันนี้ (15 ก.ค. 2569) เอกชัยถูกขังมาแล้ว 10 เดือนเศษ

*อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/84640

ปลัดมท. เผย กสถ. มีมติชง ก.กลาง ฟันเพิกถอนบรรจุ ขรก.ท้องถิ่น 3 กลุ่มรวม 5,814 คน คะแนนผิดปกติ

ปลัดมท. เผย กสถ. มีมติชง ก.กลาง ฟันเพิกถอนบรรจุ ขรก.ท้องถิ่น 3 กลุ่มรวม 5,814 คน คะแนนผิดปกติ

ปลัดมท. เผย กสถ. มีมติชง ก.กลาง ฟันเพิกถอนบรรจุ ขรก.ท้องถิ่น 3 กลุ่มรวม 5,814 คน คะแนนผิดปกติ

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.14 น.

ปลัดมท. เผย กสถ. มีมติชง ก.กลาง ฟันเพิกถอนบรรจุ ขรก.ท้องถิ่น 3 กลุ่มรวม 5,814 คน คะแนนผิดปกติ ชี้ เลขาฯ กสถ. เอี่ยวถูกสอบ ถอนตัวออกจาก คกก.แล้ว เหตุต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจ

เมื่อวันที่ 15 ก.ค.2569 ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ครั้งที่8/2569 ที่มีการพิจารณาวาระสำคัญ คือการเพิกถอน 5,000 กว่ารายชื่อของผู้ที่ได้รับการบรรจุข้าราชการท้องถิ่น หลังพบคะแนนมีความผิดปกติว่า นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญและมีความห่วงใยต่อกรณีทุจริตการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น พร้อมกำชับให้ดำเนินการเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด และสามารถชี้แจงต่อสาธารณชนได้อย่างชัดเจน ซึ่งในการประชุมครั้งนี้นายวันชัย จันทร์พร ประธาน กสถ. ได้เข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง รวมถึงกรรมการหลายคน ซึ่งที่ประชุมได้รับรายงานผลการตรวจสอบคะแนนดิบและคะแนนที่ประกาศผลจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งดำเนินการร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ท. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) นำคะแนนมาเปรียบเทียบกันจนพบความผิดปกติของผู้สอบรวม 5,814 ราย

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า โดยผู้ที่มีคะแนนผิดปกติทั้ง 5,814 รายแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก คะแนนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนประมาณ 3,621 ราย  กลุ่มที่สองเป็นผู้ที่มีคะแนนดีอยู่แล้วแต่คะแนนเพิ่มขึ้นอีกผิดปกติประมาณ 1,713 ราย  และกลุ่มที่สาม เป็นผู้ที่คะแนนต่างกันเพียง 1 คะแนน แต่เอกสารกระดาษคำตอบไม่ชัดเจน ประมาณ 480 ราย ทั้งนี้ ที่ประชุมฯเห็นควรส่งรายชื่อทั้ง 5,814 ราย ให้คณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น(ก.กลาง) ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมาย เป็นผู้พิจารณาว่าจะดำเนินการเพิกถอนการบรรจุหรือไม่ โดยย้ำว่า ก.กลาง เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องนี้

เมื่อถามว่าการประชุมของคณะกรรมการกลาง 3 ก. ซึ่งประกอบด้วย ก.อบจ. ก.เทศบาล และ ก.อบต. ในวันที่ 23 ก.ค.นี้ จะมีมติเพิกถอนเลยหรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของที่ประชุม หลังได้รับข้อมูลทั้งหมด ขณะที่คำสั่งเพิกถอนในขั้นสุดท้าย จะต้องดำเนินการโดยนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผู้สอบแต่ละรายได้รับการบรรจุ สำหรับการเลื่อนบัญชีสำรองขึ้นมาทดแทนผู้ที่อาจถูกเพิกถอน ต้องดำเนินการตรวจนับคะแนนใหม่ทั้งหมดก่อน เนื่องจากกระดาษคำตอบอยู่กับสำนักงาน ป.ป.ช. และจะต้องยึดข้อเท็จจริงใหม่ที่เกิดขึ้น หากพบความผิดปกติเพิ่มเติมก็สามารถดำเนินคดีได้ ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้รับการบรรจุยังไม่มีผลกระทบ แต่เมื่อมีตำแหน่งว่างจากการเพิกถอน ก็จะบรรจุผู้ที่มีคะแนนถึงเกณฑ์ตามลำดับ

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด่วยว่า ส่วนกรณีผู้ที่ถูกเพิกถอนการบรรจุ จะต้องเรียกคืนเงินเดือนหรือไม่นั้น เป็นอำนาจของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นที่จะพิจารณาดำเนินการต่อไป ขณะที่ผู้ที่ได้รับการบรรจุในรอบปี68 จำนวน 50,000 คน ที่สอบผ่าน ต้องมีการไล่ย้อนตรวจสอบทั้งหมดเลยหรือไม่นั้น จริงๆแล้วไม่ใช่แค่การประกาศผลในครั้งนี้ แต่ทางป.ป.ช.มีการไล่สืบไปเรื่อยๆ และตำรวจได้มีการจับกุมผู้กระทำความผิด โดยอาจจะมีการโยงใยไปในส่วนของอดีตด้วย ก็ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่สืบสวนได้มา โดยหากเกี่ยวข้องกับหน่วยงานใด หรือพบว่าใครเกี่ยวข้อง ป.ป.ช. จะแจ้งไปในหน่วยงานนั้น 

เมื่อถามถึงกรณีเลขานุการ กสถ. ที่ปรากฏชื่อว่าถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวน นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า เป็นการแต่งตั้งก่อนที่ ป.ป.ช. จะปรากฏชื่อ เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว เขาก็ได้ถอนตัวออกจากคณะกรรมการทันที โดยจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้อีกต่อไปต่อไป เพราะเขาต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจ 

โปรดเกล้าฯ ถอดยศ-เรียกคืนเครื่องราชฯ 2 นายทหาร เหตุต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก

โปรดเกล้าฯ ถอดยศ-เรียกคืนเครื่องราชฯ 2 นายทหาร เหตุต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก

โปรดเกล้าฯ ถอดยศ-เรียกคืนเครื่องราชฯ 2 นายทหาร เหตุต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.59 น.

วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดนายทหารสัญญาบัตร สังกัดกองทัพบก จำนวน 2 ราย ออกจากยศทหาร ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยศทหาร

(ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2501 ประกอบระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรจะดำรงอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์ พ.ศ.2507 ข้อ 2 และข้อ 4 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่นายทหารสัญญาบัตรทั้ง 2 ราย ได้รับพระราชทานทุกชั้นตราตามข้อ 6 และข้อ 7 (2) และ (4) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 ดังนี้

1. ร้อยเอก ภูริ เพิกโสภณ ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2566 เนื่องจากต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อประมวลกฎหมายอาญาทหาร ความผิดต่อชีวิต คดีถึงที่สุด เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2566 และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นจัตุรถาภรณ์ช้างเผือก เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญราชการชายแดน

2. ร้อยโท สุรเดช ก้อนทอง ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 เนื่องจากต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ในความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ความผิดต่อชีวิตลหุโทษ คดีถึงที่สุด เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 และเรียกคืนเหรียญราชการชายแดน 

ทั้งนี้ นายทหารสัญญาบัตรทั้ง 2 รายดังกล่าว เป็นผู้ถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว

ประกาศ ณ วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรี

เลขาฯสภา แจงระเบียบ ปธ.รัฐสภา ยกเลิกระเบียบขึ้นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.-สว.

เลขาฯสภา แจงระเบียบ ปธ.รัฐสภา ยกเลิกระเบียบขึ้นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.-สว.

เลขาฯสภา แจงระเบียบ ปธ.รัฐสภา ยกเลิกระเบียบขึ้นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.-สว.

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.22 น.

ไม่สอดคล้องบริบทการเงินประเทศ! “เลขาฯสภา”แจงระเบียบ”ประธานรัฐสภา” ยกเลิกระเบียบขึ้นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.-สว. ยันไร้กระทบเก้าอี้”ผู้ช่วย-คณะทำงานการเมือง” ย้ำเข้มตรวจสอบรัดกุม หลังเจอประเด็นแอบอ้างตำแหน่ง หวั่นกระทบภาพลักษณ์

15 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงระเบียบรัฐสภายกเลิกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการแต่งตั้งผู้ช่วย สส. สว. และผู้ปฏิบัติงานในคณะกรรมาธิการสามัญ และคณะทำงานทางการเมือง ว่า ช่วงเดือน มี.ค.ปี 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภาได้มีมติเห็นชอบให้เพิ่มเงินค่าตอบแทนให้แก่ผู้ช่วยของ สส.และ สว.และที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการสามัญของ สส.และ สว.และคณะทำงานทางการเมืองของประธาน รองประธาน และผู้นำฝ่าย โดยให้ระเบียบนี้มีผลบังคับวันที่ 1 ต.ค.69

นายศิโรจน์ กล่าวต่อว่า เมื่อ นายโสภณ ซารัมย์ เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้มีดำริว่า การขึ้นเงินค่าตอบแทนให้ผู้ช่วย สส. สว. คณะทำงานทางการเมือง และที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการต่างๆ ยังไม่สอดคล้องกับบริบทการเงินของประเทศไทย ประกอบกับปัจจัยต่างๆ จึงขอให้ชะลอและยกเลิกระเบียบในการเพิ่มค่าตอบแทนออกไปก่อน ในที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภาจึงได้เห็นชอบให้ยกเลิกระเบียบตัวเพิ่มเงินค่าตอบแทน ดังนั้น ในปีงบประมาณประจำปี 2570 ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจึงไม่มีการของบประมาณในส่วนนี้

เมื่อถามว่า การยกเลิกค่าตอบแทนไม่ได้หมายความว่ายกเลิกผู้ช่วย สส.และ สว.หรือไม่ นายศิโรจน์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้เป็นเพียงการเพิ่มค่าตอบแทน

เมื่อถามว่า ค่าตอบแทนนี้หากคิดเป็นงบประมาณจำนวนเท่าไหร่ นายศิโรจน์ กล่าวว่า หากเพิ่มค่าตอบแทนได้จะคิดเป็น 20% ของค่าตอบแทนที่ได้รับอยู่เดิม เช่น ผู้ช่วยและผู้ชำนาญการประจำตัว สส.ขณะนี้ได้รับค่าตอบแทนที่ 15,000 บาท ผู้เชี่ยวชาญได้รับค่าตอบแทนที่ 24,000 บาท

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตต่อระเบียบดังกล่าวว่าออกมาในช่วงที่มีบุคคลบางคนมีการอ้างอิงต่อการเป็นผู้ช่วยหรือมีตำแหน่งในสภานั้น นายศิโรจน์ กล่าวว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีนโยบายเรื่องนี้ตั้งแต่เดือน มี.ค.69 และสภาได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนมีมติเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดก่อนเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น และไม่มีนัยยะในเรื่องดังกล่าวเสียงใด

เมื่อถามว่า ขณะนี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีดำริเรื่องการใช้ตำแหน่งในสภา ในการแอบอ้างอย่างไรหรือไม่นั้น นายศิโรจน์ กล่าวว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้เน้นย้ำโดยเฉพาะในตำแหน่งคณะทำงานทางการเมืองของประธานสภา รองประธานสภา ว่าต้องตรวจสอบโดยละเอียด อย่าให้บุคคลดังกล่าวมีประวัติที่ไม่ดีและส่งผลมาถึงการทำงานและภาพลักษณ์ของสภา

ศาล รธน.สั่งชะลอวินิจฉัย บัตรเลือกตั้งติด Barcode-QR Code รอความเห็นผู้เชี่ยวชาญ

ศาล รธน.สั่งชะลอวินิจฉัย บัตรเลือกตั้งติด Barcode-QR Code รอความเห็นผู้เชี่ยวชาญ

ศาล รธน.สั่งชะลอวินิจฉัย บัตรเลือกตั้งติด Barcode-QR Code รอความเห็นผู้เชี่ยวชาญ

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.17 น.

“ศาลรัฐธรรมนูญ”สั่งชะลอวินิจฉัยบัตรเลือกตั้งติด Barcode-QR Code รอความเห็นผู้เชี่ยวชาญ ปม”ผู้ตรวจการแผ่นดิน”ยื่นร้องส่อไม่เป็นความลับ

15 กรกฎาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ประชุมปรึกษาคดีในเรื่องพิจารณาที่ ต. 30/2569 กรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยผู้ร้องระบุว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 คำร้อง เพื่อขอให้พิจารณายื่นคำร้องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.และคณะ (ผู้ถูกร้อง) ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

โดยคำร้องระบุพฤติการณ์ว่า กกต.ได้กำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนของผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนนได้ ส่งผลให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ อันเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาโดยการอภิปรายแล้ว มีคำสั่งให้รอความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญ และเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อนำเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

23 ล้านครัวเรือนเฮ! เอกนัฏ ผ่าตัดใหญ่ค่าไฟทั้งระบบ ดึงค่าไฟฟ้าสาธารณะออก

23 ล้านครัวเรือนเฮ! เอกนัฏ ผ่าตัดใหญ่ค่าไฟทั้งระบบ ดึงค่าไฟฟ้าสาธารณะออก

23 ล้านครัวเรือนเฮ! เอกนัฏ ผ่าตัดใหญ่ค่าไฟทั้งระบบ ดึงค่าไฟฟ้าสาธารณะออก

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.13 น.

23 ล้านครัวเรือนเฮ! “เอกนัฏ”เตรียมผ่าตัดใหญ่โครงสร้างค่าไฟทั้งระบบ หั่นค่าไฟ 200 หน่วยแรกเหลือ 3 บาท เริ่มรอบบิล ส.ค.นี้ พร้อมปลดล็อก Direct PPA รอบใหม่ เผย กพช.ไฟเขียวแยกประเภทผู้ใช้ไฟดาต้าเซนเตอร์ กำหนดอัตราค่าไฟใหม่ให้สะท้อนการใช้ไฟที่มาก ส่วนค่าไฟทางสาธารณะให้เอาออกจากค่าไฟฐานเพื่อลดภาระประชาชน เร่งเดินหน้ารื้อสัญญาชั่วนิรันดร์สร้างความเป็นธรรมสัญญาภาครัฐ

15 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน ว่า ที่ประชุม กพช.มีมติสำคัญในการผ่าตัดโครงสร้างค่าไฟฟ้าครั้งใหญ่เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชนอย่างยั่งยืน และเตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศ

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ในส่วนแรกที่ประชุม กพช.เห็นชอบให้ดำเนินมาตรการลดค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านที่อยู่อาศัยทุกครัวเรือน โดยกำหนดให้อัตราค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรก มีราคาไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งมาตรการนี้จะครอบคลุมประชาชนกว่า 23 ล้านครัวเรือน รวมถึงกลุ่มบ้านเช่าและผู้ใช้ทะเบียนบ้านชั่วคราวด้วย โดยคาดว่ามาตรการนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ได้ทันใน รอบบิลเดือนสิงหาคมนี้ หลังผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจาก กกพ.

“เราไม่ได้แค่ปรับลดค่า FT ตามรอบ 4 เดือน แต่เป็นการรื้อโครงสร้างค่าไฟฐานใหม่ โดยการแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะได้นำออกมาจากค่าไฟฟ้าฐานของกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าเดิมเพื่อนำส่วนต่างมาเป็นส่วนลดให้ประชาชน” นายเอกนัฏ กล่าว

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ที่ประชุม กพช.ยังได้ประกาศนโยบายเปิดตลาดรับซื้อไฟฟ้าสะอาดเสรี (Direct PPA) รอบใหม่ โดยเป็นการรับซื้อแบบไม่มีขีดจำกัด จากเดิมที่เคยจำกัดเฉพาะกลุ่มดาต้าเซนเตอร์ (Data Center) และจำกัดปริมาณเพียง 2,000 เมกะวัตต์ แต่เกณฑ์ใหม่จะเปิดกว้างให้ทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดสามารถซื้อขายได้โดยตรง

“เราจะเปลี่ยนบทบาทให้การไฟฟ้าทำหน้าที่ดูแลระบบโครงข่าย (Grid) เพียงอย่างเดียว ส่วนการซื้อขายจะเป็นเรื่องของคู่สัญญาที่ตัดสินใจได้เองตามกลไกตลาด เพื่อให้เกิดการแข่งขันและไม่มีการผูกขาด ใครผลิตได้ถูกที่สุด ผู้ซื้อก็มีสิทธิ์เลือกซื้อจากรายนั้น” รมว.พลังงาน กล่าว

สำหรับการเข้ามาของกลุ่มดาต้าเซนเตอร์ที่มีการเข้ามาลงทุนมากและต้องการใช้ไฟฟ้ามาก นายเอกนัฏ กล่าวว่า การจัดระเบียบใหม่ในเรื่องนี้จะมีการแยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าในกลุ่มดาต้าเซนเตอร์ ออกมาเป็นการเฉพาะเพื่อให้ราคาค่าไฟฟ้าสะท้อนถึงต้นทุนเชื้อเพลิงไฟฟ้า โดยเฉพาะการนำเข้าก๊าซ LNG จริง โดยเรื่องนี้ต้องอยู่บนหลักการว่าไม่ให้ภาระต้นทุนเชื้อเพลิงราคาแพงถูกผลักไปหาประชาชนผู้ใช้ไฟบ้าน นอกจากนี้ การใช้พลังงานของดาต้าเซนเตอร์จะต้องถูกกำกับดูแลให้ผูกโยงกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างเหมาะสมด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ค่าไฟฟ้าสำหรับกลุ่มดาต้าเซนเตอร์จะอยู่ที่ 5 – 6 บาทต่อหน่วยหรือไม่ รมว.พลังงาน กล่าวว่าหากดูจากราคาค่าเชื้อเพลิง LNG ได้ตามกลไกราคาเชื้อเพลิงในขณะนี้ โดยอัตราค่าไฟของดาต้าเซนเตอร์จะถูกกำหนดให้สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริงของการนำเข้าก๊าซ LNG ซึ่งหากราคา LNG ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น อัตราค่าไฟของกลุ่มนี้ก็มีโอกาสที่จะสูงขึ้นเช่นกัน โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ไปศึกษาอัตราโครงสร้างค่าไฟของผู้ใช้ไฟกลุ่มนี้ซึ่งจะสูงกว่าค่าไฟฟ้าของกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆและที่อยู่อาศัย เนื่องจากผู้ใช้ไฟในกลุ่มนี้ใช้ไฟฟ้าสูงมาก

นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่าที่ประชุม กพช.ยังเห็นชอบตามมติของคณะกรรมการการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานให้ดำเนินการกับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าที่ภาครัฐอุดหนุน (Adder) จากเดิมที่มีราคาสูงถึง 6.50 – 8 บาทต่อหน่วย หรือบางแห่งได้ราคารับซื้อสูงถึง 10 บาทต่อหน่วย โดยสั่งการให้การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง เร่งเจรจายกเลิกสัญญาที่ต่อโดยอัตโนมัติให้กับเอกชน หรือสัญญาชั่วนิรันดร์เพื่อกำหนดวันสิ้นสุดสัญญา และปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าให้สอดคล้องกับราคารับซื้อปัจจุบัน หรือค่า “FiT” ที่ประมาณ 2.16 บาทต่อหน่วย รวมทั้งในอนาคตจะมีการบริหารจัดการค่าพร้อมจ่าย (AP) จากโรงไฟฟ้าสำรองที่มีมากเกินความจำเป็น โดยจะนำไฟฟ้าส่วนเกินนี้ไปขายให้แก่กลุ่มที่ต้องการในราคาที่เหมาะสม เพื่อนำรายได้กลับมาเป็นส่วนลดค่าไฟให้ประชาชนต่อไป

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ในส่วนของพลังงานทางเลือกนั้น กพช.ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ในบ้านพักอาศัยแล้ว โดยมีมติให้รับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินคืนในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย พร้อมสนับสนุนการตั้งศูนย์ One Stop Service เพื่อลดขั้นตอนยุ่งยาก และจัดหามาตรการช่วยเหลือด้านเงินกู้ ส่วนลดเงินดาวน์ และส่วนลดแผงโซลาร์ เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาผลิตไฟฟ้าใช้เองมากขึ้น

ปลดแอก 39 ปี ลอรี่ เผย ข่าวดี แยกค่าไฟสาธารณะ 1.8 หมื่นล้าน ออกจากบิล ปชช. สำเร็จ

ปลดแอก 39 ปี ลอรี่ เผย ข่าวดี แยกค่าไฟสาธารณะ 1.8 หมื่นล้าน ออกจากบิล ปชช. สำเร็จ

ปลดแอก 39 ปี ลอรี่ เผย ข่าวดี แยกค่าไฟสาธารณะ 1.8 หมื่นล้าน ออกจากบิล ปชช. สำเร็จ

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.48 น.

วันนี้ 15 กรกฎาคม 2569 นาย พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน โพสต์เกี่ยวกับค่าไฟสาธารณะ 1.8หมื่นล้าน ออกจากบิลปชช. หลังอุ้มมานานถึง 39 ปี โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “ปลดแอกแล้ว! เอกนัฏ ดึงค่าไฟสาธารณะ 1.8หมื่นล้าน ออกจากบิลปชช. หลังอุ้มมานาน39ปี ผ่านมติ กพช.”

พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ

ก่อนที่ในเวลาต่อมาเจ้าตัวจะเจ้ามาโพสต์ภาพของนายกฯอนุทิน พร้อมข้อความว่า “นายกอนุทิน นำประชุมกพช.วันนี้ ยังมีมติสำคัญ ประเภทผู้ใช้ไฟ: ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่จะมาแบกค่าไฟคนไทย โปรดติดตามครับ”

กระทั่ง นาย พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ ยังได้เข้ามาคอมเมนต์และภาพเพิ่มเติมใต้โพสต์ของตัวเองอีกว่า “แยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน ที่ประชุมเห็นชอบให้แยกต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะ เช่น ไฟถนน ออกจากอัตราที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป และกำหนดเป็นอัตราใหม่โดยเฉพาะ พร้อมมอบหมายให้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อให้จัดเก็บ เงินเข้ากองทุนจากแหล่งใหม่เพิ่มเติม ได้แก่ ผู้ใช้ไฟฟ้า Data Center ผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: DPPA) เงินจากการลดอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่ม (Adder) และโครงการโซลาร์ชุมชน โดยนำเงินดังกล่าวไปใช้ลดค่าไฟฟ้าสาธารณะและลดภาระค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยต่อไปการดำเนินการดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มุ่งสู่พลังงานสะอาด อย่างมั่นคง ปรับโครงสร้างสู่การแข่งขันเสรี ให้ราคาเป็นธรรม”

พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ

หลังจากที่โพสต์ของ พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ทำเอาชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์แสดงความหินกันเป็นจำนวนมาก เช่น 

“และแล้วคุณเอกนัฏก็เคลียร์เรื่องนี้ได้จริงๆ ต้องขอบคุณและบอกว่าคุณเก่งมากสมแล้วที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลกระทรวงพลังงาน และขอชื่นชมทีมงานทุกคนด้วยนะครับ”

“ขอบคุณทีมพลังงานครับ”

“เจ๋ง มันต้องเด็ดขาดแบบนี้”

“30ปีที่ผ่านมา คุณทำได้”

“ไม่เก็บจากประชาชน แล้วใช้งบประมาณแผ่นดินจ่ายเหรอ ก็เท่ากับใช้ภาษีที่เก็บจากประชาชน ไม่กล้าแตะนายทุนพลังงาน”

“ทำดีต้องชื่นชมค่ะ ส่งกำลังใจรัวๆๆ”

“เยี่ยม..คุณขิงจัดการได้รวดเร็วมากเลยค่ะ”

“แจ๋วครับทำดีต้องชม”

“เยี่ยมๆๆๆๆๆๆ ลอรี่ช่วยดูโซลาเซลให้ปชช.ใช้ได้ถูกกว่านี้หน่อยคับ ขอบคุณคับ ^^”

ทำดีมากเลยครับขอบคุณจริงๆ”

พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ
พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ
พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ลอรี่ – พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ