ชาวเน็ตแห่ขุดภาพ ‘อนุทิน’ คล้องเหรียญเหนือดวงติดตัว ของ ‘หลวงพ่อโชติ’

10 กันยายน 2569 เวลา 13:27 น.

ชาวเน็ตแห่ขุดภาพ ‘นายกฯ อนุทิน’ คล้องเหรียญเหนือดวงติดตัว ของ ‘หลวงพ่อโชติ’

วันที่ 10 กันยายน 2569 จากกรณี พระวชิรญาณ (อติโชติ ธมฺมวโร) หรือ หลวงพ่อโชติ หรือ นาย อติโชติ อายุ 66 ปี เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้สร้าง “เหรียญเหนือดวง” หรือ เหรียญยกฐานะ อันโด่งดัง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลางจับกุมตัว ตามหมายจับ พร้อมสีกาคนสนิท ในข้อหา “เป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ฯเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ ละเว้นหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริตฯ เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติ ละเว้นโดยมิชอบ และสมคบฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน ภายหลังพบพฤติกรรมเบียดบังเงินวัดไปเป็นของตน ก่อนมอบให้สีกาคนสนิทแปลงสภาพความเสียหายกว่า 92 ล้านบาท พร้อมเปิดภาพกล้องวงจรปิดอือฉาวบนโต๊ะกินข้าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยในโลกออนไลน์แห่แชร์ภาพนาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย คล้องเหรียญเหนือดวงจากวัดพุทไธศวรรย์ติดตัวอยู่เป็นประจำ โดยเป็นภาพเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2566 ในขณะนั้น นายอนุทิน ดำรงตำแหน่งรมว.มหาดไทย ได้นำสร้อยคอมาโชว์บอกว่า นี่คือภูมิปัญญาของคนไทย นี่ซอฟต์พาวเวอร์ของไทย

ปลัดมหาดไทย ‘อรรษิษฐ์’ ชี้ข่าวปล่อยจากภาพ บิดเบือนข้อเท็จจริง มุ่งทำลายภาพลักษณ์ กรณีไหว้นอบน้อมฯ

10 กันยายน 2569 เวลา 12:32 น.

ปลัดมหาดไทย ‘อรรษิษฐ์’ ชี้ข่าวปล่อยจากภาพ บิดเบือนข้อเท็จจริง มุ่งทำลายภาพลักษณ์ กรณีไหว้นอบน้อมฯ

10 ก.ย. 69 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงกรณี นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นำเสนอคลิปต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระ 2-3 เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 69 ซึ่งคลิปดังกล่าว เป็นคลิปที่ถูกบันทึกภาพในขณะที่เดินออกมาเป็นการส่วนตัวเมื่อวันที่ 27 ส.ค. 69 ช่วงที่ตนกำลังยกมือไหว้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ทางขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้กล่าวในลักษณะว่า เป็นการไหว้แบบนบนอบเพราะไม่ถูกย้าย “ตนขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด”

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า การไหว้แบบนอบน้อมในคลิปดังกล่าว หากเป็นการไหว้เพื่อขอบคุณเพราะไม่ถูกย้ายออกจากตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย “ไม่ใช่เลย” เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ตนไม่มากราบขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ตรงทางเดินแบบนั้น มันไม่สมควร เพราะยังมีเวลา มีโอกาส มีสถานที่เหมาะควรอีกมากมาย แต่ไม่ต้องมาทำในขณะนั้นแบบผู้บังคับบัญชาไม่เตรียมตัว จึงขอปฏิเสธว่า “สิ่งนำไปเผยแพร่เป็นข่าวไม่จริงตามข้อเท็จจริงแต่อย่างใดเลยแม้แต่น้อย”

นายอรรษิษฐ์ กล่าวอีกว่า “การที่กราบไหว้แบบนอบน้อม” ท่านนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในคลิปดังกล่าว เป็นการกราบ “ขอโทษแทนคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง และตนเอง” ที่ได้ทำเรื่องบางเรื่องไปโดยพลการ ด้วยสำคัญผิดคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยได้รับทราบ และอนุญาต แล้ว ซึ่งขณะนั้น ตนได้เดินตามลงมาจากชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า จึงสนทนาพูดคุยกับท่าน จนได้ทราบว่า “ท่านนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ยังไม่รับทราบ จึงตกใจ และเราในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา แม้ไม่ได้เป็นความผิดโดยตรง แต่ตนควรแสดงความสำนึกผิดโดยพลันแทนสิ่งที่ผิดพลาด จึงต้อง “รีบกราบขอโทษโดยทันที” แล้วบังเอิญกำลังจะเดินผ่านประตูตึกไทยคู่ฟ้า จึงมีนักข่าวซูมถ่ายภาพนั้นจากระยะไกลไปเผยแพร่ และโยงใยเข้าไปกับเรื่องการโยกย้าย จนเกิดความเข้าใจผิดกระทบต่อภาพลักษณ์ของข้าราชการและกระทรวงมหาดไทย

“ที่ผ่านมา ตนไม่ออกมาแก้ข่าวที่ทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะคิดว่าคงเป็นเรื่องไม่เป็นสาระ แต่เมื่อมีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนำมาอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร อันถือเป็นพื้นที่ “ที่พูดเหตุผลให้คนจำ” และ “ที่ไตร่ตรองเปรียบเทียบคิดครวญใคร่” จึงจำเป็นต้องออกมาชี้แจงต่อสื่อมวลชนและสาธารณชน”

นายอรรษิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเรียนอีกครั้งว่า สำหรับกรณีที่ตนติดตามท่านนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในบางวัน บางภารกิจ เป็นไปเพื่อสนองงานผู้บังคับบัญชา “เพราะท่านจะสั่งงานทุกกรมและรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทยผ่านปลัดกระทรวงมหาดไทย” และขอย้ำว่า “ไม่ใช่ทุกวัน เป็นบางวัน” เพราะตนก็มีงานที่กระทรวงมหาดไทย และมีงานที่ต้องประชุมคณะกรรมการต่าง ๆ ทั้งในฐานะประธานและในฐานะกรรมการ และการออกตรวจตราตามกฎหมายต่าง ๆ ในพื้นที่

“ในการทำงานของตน ตนให้ความสำคัญกับข้อสั่งการและนโยบายของผู้บังคับบัญชาเสมอ และเน้นย้ำผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับในการสนองงานผู้บังคับบัญชาอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยพูดเสมอว่า “ถ้าอยากเดินให้ไกล..ต้องเดินไปด้วยกัน” และต้อง “ทำทันที” ตั้งแต่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน สามารถขับเคลื่อนให้จังหวัดลำพูนเป็นจังหวัดสะอาดที่สุดของประเทศและเป็นจังหวัดแรกในประเทศไทยที่ No Foam ต่อมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตาก สามารถควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดและแนวชายแดนยาวที่สุดในประเทศ ระยะทาง 542 กิโลเมตร เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเมื่อเป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ขับเคลื่อนงานด้วยกลไก “รู้ คิด ดู ทำ” และให้พัฒนากรลงลึกระดับพื้นที่ ไม่ทิ้งของเดิม ต่อยอดสิ่งดี ๆ ทำให้เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็ง ทำงานใกล้ชิดประชาชนที่สุด และเมื่อได้รับตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ได้ขับเคลื่อนเป็นองค์กรความมั่นคงภายใน ปราบปรามการกระทำความผิดสถานบริการด้วยชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง การบำรุงขวัญสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กระทั่งเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เกิดนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทยในปัจจุบัน คือ “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5″

นายอรรษิษฐ์ กล่าวในช่วงท้ายว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำหน้าที่ของตนอย่างตรงไปตรงมาตามที่ผู้บังคับบัญชาได้รับทราบและเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งและให้ทำหน้าที่สำคัญ อันถือเป็นความภาคภูมิใจในชีวิตข้าราชการของตน ที่ได้สืบทอดจิตวิญญาณของครอบครัวตั้งแต่คุณทวด ที่เคยเป็นข้าหลวงเทศาภิบาล ซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทยในอดีต ทั้งนี้ ตนไม่ยึดติดต่อหน้าที่ตำแหน่งหากเป็นไปโดยธรรม แต่จะต่อสู้เมื่อไม่ชอบธรรม และการก้าวสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงถือเป็นความเมตตาและความไว้วางใจของท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ไม่เคยมีการวิ่งเต้น ความใกล้ชิดเกิดขึ้นจากการทำงานในหน้าที่ร่วมกันมาโดยตลอด

สนธิ ยื่น 4 ข้อเรียกร้อง ถึงสถานทูตอิสราเอล ประกาศเดินสายทั่วประเทศ

10 กันยายน 2569 เวลา 12:07 น.

วันที่ 10 กันยายน 2569 นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วยเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และมวลชน เดินทางไปยังสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย อาคารโอเชี่ยน ทาวเวอร์ 2 ถนนสุขุมวิท 21 เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย โดยนัดหมายยื่นหนังสือในเวลา 09.30 น.

ต่อมา เวลาประมาณ 10.15 น. นายสนธิขึ้นเวทีและแจ้งต่อผู้ชุมนุมว่า ทางสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ แจ้งว่าวันนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่ทำงาน แต่พร้อมให้นายสนธิเข้าพบเอกอัครราชทูตอิสราเอลแบบตัวต่อตัวในโอกาสต่อไป

นายสนธิ ระบุว่า สาระสำคัญของจดหมายเรียกร้องให้รัฐบาลอิสราเอลและสถานเอกอัครราชทูตดำเนินมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม โดยนายสนธิกล่าวถึงปัญหาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวและพลเมืองอิสราเอลบางส่วนในประเทศไทย ทั้งการละเมิดกฎหมาย การสร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชน การไม่เคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมถึงกรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับการชำระค่าบริการและการฉ้อโกง

จดหมายยังกล่าวถึงการขยายตัวของศูนย์ชาบัด (Chabad) และการถือครองที่ดินในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา โดยเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการถือครองที่ดิน การดำเนินงานของศูนย์ชาบัด ตลอดจนองค์กรที่เกี่ยวข้องว่าเป็นไปตามกฎหมายไทยหรือไม่

ทั้งนี้ นายสนธิและกลุ่มผู้ชุมนุมได้ยื่นข้อเรียกร้อง 4 ประการ ได้แก่

1.ให้รัฐบาลอิสราเอลควบคุมและกำชับพลเมืองและนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลที่เดินทางเข้าประเทศไทย ให้เคารพกฎหมาย วัฒนธรรม และคนท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด

2.ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ไทยในการดำเนินคดีกับพลเมืองอิสราเอลที่กระทำผิด โดยเรียกร้องไม่ให้มีการใช้สิทธิทางการทูตแทรกแซงกระบวนการดำเนินคดี

3.ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบการถือครองที่ดินใน จ.ฉะเชิงเทรา รวมถึงการดำเนินงานของศูนย์ชาบัดและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ว่าเป็นไปตามกฎหมายไทยอย่างโปร่งใส

4.ให้สถานเอกอัครราชทูตส่งสารไปยังกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลอิสราเอล เรียกร้องให้ยุติการใช้ความรุนแรงต่อพลเรือน โรงพยาบาลและโรงเรียน และปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

นายสนธิระบุว่า ต้องการคำตอบในลักษณะของมาตรการที่นำไปปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่เพียงหนังสือตอบรับตามขั้นตอนทางการทูต พร้อมย้ำว่าคนไทยให้เกียรติผู้มาเยือน แต่ผู้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยต้องเคารพกฎหมายและเจ้าของประเทศ และการเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องอธิปไตยและศักดิ์ศรีของประเทศไทย

หลังอ่านแถลงการณ์ นายสนธิ เปิดเผยว่า วันนี้พวกเราถูกถากถางว่าเป็นม็อบน้ำหมาก จึงขอนัดหมายเดินสายไปทั่วประเทศ เริ่มในเดือน ก.ย.นี้ โดยจะไปที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ภูเก็ต ชลบุรี จันทบุรี ขอนแก่น คนที่ควรกังวลคือรัฐบาล เพราะตนไม่ได้ล้มรัฐบาลแต่มากดดัน พร้อมเรียกร้องให้คนที่เห็นด้วยออกมาร่วมกัน

‘จตุพร’ ชำแหละม็อบ ‘สนธิ’ เตือนอย่ายึดติดกับอดีต บริบทเปลี่ยนไปแล้ว แนะรัฐบาลอย่าปะทะ ต้องสร้าง’สนามผลงาน’

10 กันยายน 2569 เวลา 12:04 น.

จตุพร พรหมพันธุ์

นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน วิเคราะห์การประกาศเคลื่อนไหวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยมองว่า การชุมนุมครั้งนี้ยังไม่มีเงื่อนไขเพียงพอที่จะขยายตัวไปสู่การล้มรัฐบาล เนื่องจากบริบททางการเมือง พฤติกรรมของมวลชน และรูปแบบการสื่อสารเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อ 20 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง

นายจตุพรระบุว่า การชุมนุมแบบปักหลักยืดเยื้อเป็นเวลาหลายเดือนแทบเกิดขึ้นได้ยากในปัจจุบัน แม้บางเหตุการณ์จะสามารถเรียกประชาชนออกมาได้จำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นลักษณะ “มาเร็ว–กลับเร็ว” ไม่ได้อยู่ต่อเนื่องจนสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาล

จตุพร พรหมพันธุ์
แฟ้มภาพ

ดังนั้น การนำภาพความสำเร็จของม็อบพันธมิตรฯ เมื่อเกือบ 20 ปีก่อนมาเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน อาจเป็นการประเมินศักยภาพของการชุมนุมสูงเกินความเป็นจริง

นายจตุพรย้ำว่า ในอดีตนายสนธิไม่ได้เป็นผู้ล้มรัฐบาลทักษิณด้วยตัวเอง ภาคประชาชนทำได้เพียงเปิดประเด็นและสร้างแรงกดดัน ส่วนผู้ปิดเกมคือกองทัพผ่านการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

เช่นเดียวกับการชุมนุมของ กปปส.ที่ไม่สามารถทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์พ้นจากอำนาจได้โดยตรง แม้จะเคลื่อนไหวต่อเนื่องยาวนานถึง 9 เดือน แต่สุดท้ายก็ต้องอาศัยการเข้ายึดอำนาจของกองทัพ
สถานการณ์วันนี้จึงยังไม่มีเหตุผลให้เชื่อว่าเพียงชื่อของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” จะสามารถเรียกคนลงถนนแล้วล้มรัฐบาลได้เหมือนภาพจำในอดีต

การประกาศว่าจะ “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” อาจปลุกอารมณ์ผู้คนได้ในระยะสั้น แต่ยังมีคำถามว่า จะเอาคืนจากใคร เอาคืนด้วยวิธีใด และเมื่อรัฐบาลยังมีเสียงสนับสนุนในสภาเพียงพอ ผู้ชุมนุมต้องการให้การเมืองเดินไปสู่จุดใด

หากไม่พอใจรัฐบาลและต้องการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี ผู้จัดการชุมนุมก็ควรตอบให้ชัดว่า ต้องการสนับสนุนบุคคลใด ซึ่งต้องเป็นบุคคลที่อยู่ในบัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและมีเสียงในสภาสนับสนุนเพียงพอ

แต่หากไม่มีคำตอบที่เป็นไปได้ตามรัฐธรรมนูญ การเคลื่อนไหวก็อาจถูกตั้งคำถามว่า กำลังผลักประเทศเข้าสู่ทางตัน หรือเปิดทางให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอำนาจด้วยวิธีพิเศษกันแน่

นายจตุพรมองว่า ปัญหาทุนเทา ต่างชาติใช้นอมินี และการถือครองที่ดิน เป็นเพียง “ไพ่ใบแรก” ของนายสนธิ แม้เป็นเรื่องที่กระทบความรู้สึกประชาชน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถใช้โค่นรัฐบาลได้ทันที

เหตุผลสำคัญคือรัฐบาลกำลังดำเนินการกับปัญหาเหล่านี้อยู่แล้ว ทั้งการตรวจสอบนอมินี การบังคับใช้กฎหมาย และการเนรเทศชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม

หากรัฐบาลเร่งขยายผล จับกุมผู้กระทำผิด และเปิดเผยผลงานอย่างต่อเนื่อง ข้อกล่าวหาของผู้ชุมนุมก็จะถูกลดทอนน้ำหนักลง จนไม่เหลือเหตุผลเพียงพอสำหรับการปักหลักเคลื่อนไหว

นายจตุพรเสนอว่า รัฐบาลไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้าหรือตอบโต้นายสนธิ เพราะยิ่งตอบโต้ก็ยิ่งยกระดับผู้เคลื่อนไหวให้กลายเป็นคู่ต่อสู้โดยตรงของรัฐบาล

ทางออกที่เหมาะสมคือเปลี่ยนสนามการปะทะเป็นสนามผลงาน เมื่อมีการชี้เป้าปัญหานอมินีหรือทุนเทา รัฐบาลก็ควรส่งตำรวจ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงพาณิชย์ กรมที่ดิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบทันที

หากรัฐบาลทำให้เห็นว่าเอาจริง ม็อบก็จะขาดประเด็นสำหรับขยายผล และกลายเป็นฝ่ายที่ต้องตอบคำถามว่าจะเคลื่อนไหวต่อไปด้วยเหตุผลอะไร

นายจตุพรเห็นว่า ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงต่อไปจะขึ้นอยู่กับผลของคดีสำคัญในวันที่ 14 และ 28 กันยายน มากกว่าการประกาศระดมคนของนายสนธิ

หากผลการพิจารณาไม่ก่อให้เกิดวิกฤตทางกฎหมายหรือแรงกระเพื่อมรุนแรง การเคลื่อนไหวก็อาจไม่พบเชื้อเพลิงใหม่ และไม่สามารถรักษากระแสไว้ได้อย่างต่อเนื่อง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ม็อบครั้งนี้ยังต้องรออาศัยปัจจัยภายนอกมาช่วยขยายสถานการณ์ ไม่ได้มีพลังเพียงพอที่จะกำหนดทิศทางการเมืองด้วยตัวเอง

การวิพากษ์รัฐบาลเป็นสิทธิที่กระทำได้ แต่การเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจต้องมีคำตอบที่รับผิดชอบต่อประเทศ หากผลักรัฐบาลให้พ้นจากอำนาจแล้วไม่มีบุคคลที่สามารถรวบรวมเสียงในสภาขึ้นมาบริหารประเทศได้ ก็จะเกิดสุญญากาศและความขัดแย้งรอบใหม่

ผู้จัดการชุมนุมจึงไม่ควรเสนอเพียงคำขวัญที่สร้างอารมณ์ร่วม แต่ต้องอธิบายปลายทางให้ชัดว่า ต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหา ต้องการยุบสภา หรือกำลังเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงที่อยู่นอกวิถีรัฐธรรมนูญ

มิฉะนั้น คำว่า “เอาประเทศไทยคืนมา” อาจไม่ได้นำประเทศไปสู่ทางออก แต่กลับกลายเป็นการพาประเทศเดินเข้าสู่ทางตัน โดยที่ผู้จัดการชุมนุมเองก็ยังไม่มีคำตอบว่าจะพาประเทศไปทางไหนต่อ

ปิดชนวนความขัดแย้ง อุเทนถวาย-ปทุมวัน ขีดเส้น 90 วัน งดเข้าพื้นที่สองสถาบัน คืนความปลอดภัยสังคม

10 กันยายน 2569 เวลา 11:46 น.

ปิดชนวนความขัดแย้ง! รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาระยะยาว “อุเทนถวาย-ปทุมวัน” ขีดเส้น 90 วัน ย้ายพื้นที่สองสถาบัน คืนความปลอดภัยสังคม

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ออกคำสั่งที่ 120/2569 บังคับใช้มาตรการความปลอดภัยและปรับรูปแบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (เขตพื้นที่อุเทนถวาย) และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน โดยมีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพของนักศึกษา ประชาชน และนักท่องเที่ยว พร้อมแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่ยืดเยื้อมานานอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับคำสั่งดังกล่าว กำหนดให้งดการจัดการเรียนการสอนในเขตพื้นที่อุเทนถวายและสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันเป็นเวลา 90 วัน เพื่อจัดระเบียบความปลอดภัย แต่หากการเตรียมสถานที่แห่งใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ ก็ให้ขยายเวลาออกไปจนกว่าจะมีความพร้อม และในช่วงระหว่างนี้ ให้ทั้งสองสถาบันปรับรูปแบบการเรียนการสอนและการบริหารจัดการที่เหมาะสม เพื่อรองรับการเรียนของนักศึกษา โดยต้องรักษาคุณภาพ มาตรฐานการศึกษา และสิทธิประโยชน์ของนักศึกษาอย่างครบถ้วน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุเพิ่มเติมถึงแนวทางการดำเนินการเป็นรายสถาบันว่า ในส่วนของอุเทนถวายให้ดำเนินการจัดหาและเตรียมความพร้อมสถานที่เรียนแห่งใหม่ของคณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ให้เสร็จสิ้นภายใน 90 วัน เพื่อรองรับการย้ายพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่สถาบันเทคโนโลยีปทุมวันต้องจัดทำแผนเตรียมความพร้อมในระยะยาวสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพื้นที่ เพื่อรองรับการบริหารจัดการที่เป็นระบบในอนาคต และให้ทั้งสองสถาบันรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ทุกๆ 30 วัน เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปตามแผนงาน

สำหรับคำสั่งเร่งด่วนนี้ เกิดขึ้นหลังจากเกิดเหตุกลุ่มนักศึกษาใช้อาวุธทำร้ายร่างกายกันบนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม เมื่อเช้าวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา จนมีผู้บาดเจ็บ 2 ราย และสร้างความวิตกกังวลแก่สังคมอย่างมาก ประกอบกับพื้นที่เขตอุเทนถวายยังอยู่ระหว่างข้อพิพาทการส่งมอบพื้นที่คืนแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดังนั้นรัฐบาลจึงมุ่งแก้ไขสถานการณ์นี้ให้จบลงอย่างจริงจัง บังคับใช้กฎหมายและกรอบเวลาที่ชัดเจน เพื่อคืนความปลอดภัยให้แก่สังคม ควบคู่กับการการศึกษาของนักศึกษาทั้งสองสถาบัน

หมอวรงค์ ชง ตัดงบสตช. 10% ซัดตั้งด่านลอยตบทรัพย์ ส่งส่วยซื้อตำแหน่ง

10 กันยายน 2569 เวลา 11:18 น.

‘หมอวรงค์’ ลั่นตัดงบฯสตช. 10% ซัดด่านลอยตบทรัพย์ ส่งส่วยซื้อตำแหน่ง บี้คืนตำรวจรับใช้ประชาชน ไม่ใช่รับใช้นักการเมือง

วันที่ 10 กันยายน 2569 เมื่อเวลา10.00น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์​ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่สอง เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 และ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้ว เป็นวันที่ 4 เข้าสู่มาตรา 27 ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลสำนักนายกรัฐมนตรี

โดยนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี อภิปรายมาตรา 27 ว่า ตนเสนอขอตัดลดงบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) 10 เปอร์เซ็นต์ ที่อิงอยู่บนฐานพฤติกรรมที่ประชาชนมองว่าตำรวจแย่ๆ บางส่วนรังแกประชาชน บางส่วนรีดไถประชาชน ที่เกิดขึ้นในสตช. ตั้งแต่ระดับปฏิบัติจนถึงผู้บริหารระดับสูง กรรมาธิการเคยถามผู้แทนของสตช.หรือไม่ ที่มาชี้แจงเรื่องการใช้งบประมาณว่า ยังมีการตั้งด่านรีดไถประชาชนอยู่หรือไม่ และจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร ซึ่งด่านของตนหมายถึงการตั้งด่านลอย ด่านสุ่มตรวจ ด่านที่ตั้งโดยไม่มีเหตุผล โดยอ้างปัญหาจราจรเป็นเหตุนำไปสู่การรีดไถประชาชน ซึ่งสิ่งที่ต้องถามคือเมื่อไหร่จะแก้ปัญหาเหล่านี้

“ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะปกป้องประชาชนที่ผิดกฎหมายจราจร เราไม่ได้ต้องการปกป้องคนที่ทำผิด แต่เราต้องการให้ตำรวจยึดกฎหมายอย่างจริงจัง ไม่ใช่เอาช่องโหว่นี้ไปสู่การรีดไถ รูปแบบรีดไถชัดเจนมาก ส่วนใหญ่ใช้เงินสด ถ้าไม่มีเงินสดใช้บัญชีม้า” นพ.วรงค์ กล่าว

นพ.วรงค์ อภิปรายว่า อยากถามกรรมาธิการว่าในฐานะตัวแทนประชาชน รู้สึกหรือไม่ว่าประชาชนเดือดร้อนและถูกรีดไถจากตำรวจ รวมถึงกรรมาธิการเคยถามผู้แทนตำรวจหรือไม่ว่า สตช. ใช้กฎหมายข้อไหนที่ให้ตัวเองมีอำนาจเหนือพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ทางหลวง เรื่องห้าม ตั้งสิ่งกีดขวางบนทางหลวง ตำรวจที่ตั้งด่านเถื่อน ด่านลอย ใช้อำนาจข้อไหน กระบวนการรีดไถของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อกระบวนการส่งส่วย สุดท้ายก็ทำให้เกิดการส่งส่วยไปซื้อขายตำแหน่ง ทุกยุคทุกสมัยเกิดมานานแล้ว แต่ไม่มีใครแก้ไขได้ เผื่อกรรมาธิการได้ประสานกับสตช. ยกเลิกนโยบายตั้งด่านได้แล้ว ตอนนี้เทคโนโลยีไปไกลมาก ตำรวจก็สามารถใช้กล้องวงจรปิดในการจับอัตราความเร็ว และดำเนินการได้ตามขั้นตอนตามกฎหมาย ไม่ต้องต้องมาตากแดดและตากฝน เจออยู่เรื่อยยิ่งช่วงเทศกาล เพราะแรงบันดาลใจในการรีดไถหรือไม่ ตนเคยไปค้นเจอว่า ถ้ามีการปรับประชาชนที่ผิดกฎหมายจราจรตำรวจไม่ได้ส่วนแบ่ง แต่ถ้าปรับเองที่บนทางหลวงตำรวจจะได้ส่วนแบ่ง ต้องเรียกร้องไปยังกรรมาธิการว่า ยกเลิกส่วนแบ่งจราจร อย่างน้อยจะได้ผ่อนหนักเป็นเบาในการตั้งใจรีดไถประชาชน

“เราต้องการให้เป็นตำรวจของประชาชน เป็นที่พึ่งของประชาชน ไม่ใช่เป็นตำรวจของนายหรือนักการเมือง และผมย้ำอีกว่ายกเลิกเสียทีสำหรับนักการเมืองที่ให้ตำรวจรับใช้นักการเมือง เราต้องให้ตำรวจไปรับใช้ประชาชน จึงเป็นเหตุผลที่ผมขอตัดงบเพราะพฤติกรรมของ สตช. 10 เปอร์เซ็นต์” นพ.วรงค์ กล่าว

‘พิพัฒน์’ เมินสนธินำม็อบลงถนน ยัน นายกฯไม่ได้ละเลยปัญหาต่างชาติในไทย

10 กันยายน 2569 เวลา 11:08 น.

“พิพัฒน์” ระบุ “สนธิ” ปลุกม็อบลงถนนเป็นสิทธิ จุดติดหรือไม่ อยู่ที่เหตุผล ยัน นายกฯไม่ได้ละเลยปัญหาต่างชาติในไทย ถ้าทำผิด ดำเนินการตามกม.ไทย 

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 10 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมภายใต้การนำของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในวันนี้ (10 ก.ย.) จะกระทบต่อการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ว่า นายสนธิเชิญชวนลงถนนมาหลายครั้งแล้ว ส่วนวันนี้ที่ไปสถานทูตอิสราเอลจะได้ผลหรือไม่ อยู่ที่เหตุผลที่นายสนธิเชิญคนออกมาร่วมลงถนน ว่าเขามีเหตุผลอะไรในการที่จะไปทำให้ผู้ที่ใช้รถใช้ถนนใน กทม.ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งถ้านายสนธิจะนำม็อบลงถนนแล้วอยู่ในที่ตั้ง ไม่ได้กระทบกับการเดินทางของประชาชนใน กทม.และปริมณฑล ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าไปทำให้มีผลกระทบต่อผู้ใช้รถใช้ถนนจนได้รับความเดือดร้อน สิ่งแรกที่ต้องกระทำคือ ต้องขออนุญาตก่อนตามกฎหมาย ส่วนนายสนธิจะใช้สิทธิหรือใช้อะไรก็เป็นเรื่องของเขา 

ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลไม่ได้ใส่ใจเรื่องการเคลื่อนไหวของนายสนธิใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จะใช้คำว่าไม่ใส่ใจคงไม่ได้ ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ตนเชื่อว่าฝ่ายบริหารต้องใส่ใจในทุกมิติ แต่การใส่ใจตรงนี้ให้น้ำหนักเท่าไหร่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้น ต้องดูน้ำหนักของนายสนธิที่นำชุมนุมมีเท่าไหร่ อยู่ที่ว่าเหตุผลในการลงถนนของเขามีเหตุผลมากพอหรือไม่ ถ้ามีเหตุผลไม่มากพอ ตนเชื่อว่านายสนธิออกมาเชิญชวนก็อาจจะมีบ้าง แต่คงไม่ได้อย่างที่เขาอยากได้ หรืออย่างที่เขาคิด หรือไม่เท่ากับที่เขาไปพูดในแต่ละวัน เดี๋ยวเราก็ได้เห็นภาพเอง 

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่า การที่นายสนธิไปสถานทูตอิสราเอลวันนี้ คงจะไปประท้วงสถานทูตอิสราเอลในเรื่องของเพื่อนๆ ชาวอิสราเอลที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยแล้วอาจจะมีการมาตั้งชุมชน ซึ่งความจริงการตั้งชุมนุม ไม่ใช่เฉพาะอิสราเอล อย่าลืมว่าประเทศไทยไม่ว่าใครก็อยากที่จะมาอยู่ ซึ่งต่างชาติจะได้สิทธิ 1 ในเดือนในการมาเที่ยวประเทศไทย เมื่อเดินทางมาประเทศไทยและแสตมป์พาสปอร์ตก็จะได้สิทธิใน 1 เดือนนี้ ดังนั้น เขาจะไปรวมตัวกันตรงไหน โรงแรมหรืออะไรก็แล้วแต่ถือว่าเป็นสิทธิของเขาในฐานะเป็นนักท่องเที่ยว แต่นักท่องเที่ยวเหล่านี้อย่าทำเลยสิทธิที่คุณได้รับ เช่น ไปทำเรื่องผิดกฎหมายของประเทศไทย ทางราชการก็คงจะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายไทย ที่ผ่านมานายกฯได้มีการผลักดันออกประเทศไปบ้างแล้ว พวกเราก็เห็นอยู่แล้วว่านายกฯไม่เคยละเลยสิ่งใดๆ ถ้าต่างชาติจะทำผิดกฎหมายในประเทศไทยก็ต้องได้รับผลกระทบจากกฎหมายฉบับนั้นๆ ของไทย 

เมื่อถามว่า มองว่าการเคลื่อนไหวของนายสนธิมีนัยซ่อนเร้นอะไรหรือไม่ในทางการเมือง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า บังเอิญเรื่องการเมืองตนไม่ค่อยเก่ง เลยมองไม่ค่อยออก ฉะนั้น ให้คนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางการเมืองมาเป็นผู้วิเคราะห์เอง 

เมื่อถามย้ำว่า วันนี้นายสนธินำกลุ่มผู้ชุมนุมไปสถานทูตอิสราเอล เป็นห่วงจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าเป็นสิทธิที่จะมีการชุมนุม และที่สำคัญคือ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ ได้มีการเชิญเอกอัครราชทูตมาหารือกันแล้วในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น การที่มีคนไปประท้วงก็น่าจะมีการพูดคุยกันแล้ว ซึ่งการประท้วงในบ้านเราไม่ใช่ครั้งแรกที่ไปประท้วงหน้าสถานทูต แต่ทุกครั้งทางเจ้าหน้าที่ก็ดูแลความปลอดภัยมาด้วยดีตลอด นี่คือ เสน่ห์และความน่ารักของประเทศไทยที่เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวทุกมุมโลกมาท่องเที่ยวในประเทศไทย 

โฆษกป้ายแดง สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ย้ำชุมนุมเป็นสิทธิ แต่อย่าเอา ปชช.เป็นเครื่องมือ

10 กันยายน 2569 เวลา 10:51 น.

โฆษก รบ.ป้ายแดงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ก่อนเริ่มทำงาน ย้ำ ชุมนุมเป็นสิทธิ พร้อมรับฟังความเห็นต่าง แต่ขออย่าใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ

เมื่อเวลา 09.09 น.วันที่ 10 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สักการะศาลพระภูมิเจ้าที่ ศาลตาศาลยาย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนปฎิบัติหน้าที่ โดยนายเอกภพ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ถือว่าเป็นการมาทำงานที่สำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ ยินดีที่ได้รู้จักและขอฝากเนื้อฝากตัวกับสื่อมวลชนและประชาชนด้วย ซึ่งการทำงานของเราจะเหมือนที่นายกฯเคยพูดไว้ว่า สั่งวันนี้เสร็จเมื่อวาน ไม่มีเวลาได้หยุด และได้เตรียมแนวทางการทำงานไว้ล่วงหน้าแล้ว

เมื่อถามถึงกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมานัดเคลื่อนไหวทวงคืนประเทศไทย และวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. จะมีการเคลื่อนไหวของโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) และภาคประชาชนในเรื่องฮั้ว สว. นายเอกภพ กล่าวว่า การชุมนุมเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เป็นสิทธิ์โดยชอบธรรมหากการชุมนุมนั้นเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ สิ่งที่ตนและทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีตั้งใจรับฟัง ความอัดอั้นตันใจความไม่สบายใจและความไม่เข้าใจต่างๆ สามารถส่งข้อมูลมาพูดคุยได้ อยากให้เราขับเคลื่อนเรื่องอะไรหรือนำเรื่องอะไรไปบอกใคร อันนี้เป็นหน้าที่ของเราที่ยินดีจะทำ ในส่วนของการเคลื่อนไหวที่มีประเด็นทางการเมือง ที่มีความต้องการผลทางการเมืองบางอย่าง อยากให้ประชาชนดูให้รอบด้าน เพราะการดำเนินการที่หวังผลทางการเมืองอาจจะใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ การออกมาเคลื่อนไหวแล้วมีผลประโยชน์มีคะแนนกับกลุ่มการเมืองนั้น ต้องดูว่ากิจกรรมแต่ละอย่างประชาชนได้ผลหรือประโยชน์อย่างไร

“ที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวทางการเมือง ประชาชน ถูกนำมาเป็นเครื่องมือ หรือประชาชนเสียสละออกมาเคลื่อนไหว มีการเสียชีวิตและบาดเจ็บถูกดำเนินคดี หรือบางคนยังอยู่ในเรือนจำ ตรงนี้ผมคิดว่าคนที่อยู่ในแวดวงการเมือง ต้องตระหนักให้เยอะว่าประชาชนเสียสละมามากพอแล้ว หากคนที่อยู่ในแวดวงการเมืองสามารถพูดคุยกันในระบบ ในสภา ในช่องทางที่มีจุดหมาย มีระเบียบรองรับ น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดกับประเทศชาติ ที่กำลังเผชิญกับภัยที่ใหญ่กว่า คือภัยที่เกิดจากความไม่แน่นอนในโลกใบนี้ ทั้งเรื่องสงคราม การค้า ภัยพิบัติ จึงอยากชวนทุกคนให้ช่วยกัน ขับเคลื่อนประเทศไทยให้ได้อย่างต่อเนื่อง”นายเอกภพ กล่าว

‘สนธิ’มาตามนัด นำมวลชนบุกสถานทูตอิสราเอล

10 กันยายน 2569 เวลา 10:42 น.

วันที่ 10 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น. บรรยากาศบริเวณด้านหน้าอาคารโอเชี่ยนทาวเวอร์ 2 (Ocean Tower ll) ซึ่งสถานทูตอิสราเอลตั้งอยู่ชั้น 25 สุขุมวิท 21 ซอย 3 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร กลุ่มมวลชน ภายใต้แนวคิด “ทวงคืนประเทศไทย”  ทยอยเข้ามาร่วมชุมนุม เพื่อยื่นหนังสือที่สถานทูตอิสราเอล เพื่อเรียกร้องแก้ไขปราบปรามปัญหาทุนต่างชาติอย่างเด็ดขาด หลังครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในไทย และยังใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อเป็นการปกป้องอธิปไตย และผลประโยชน์ของคนไทย รวมถึงผู้ประกอบการที่ทำมาหากินในประเทศไทย

ซึ่งบรรยากาศของมวลชนเป็นไปด้วยความคึกคัก ด้วยการร้องเพลงเอาประเทศไทยของเราคืนมา พร้อมโบกสะบัดธงชาติไทย สวมเครื่องหัวเครื่องแต่งกายที่เป็นลายสีธงชาติไทย

ต่อมา นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้เดินทางมาถึงบริเวณจัดงาน โดยสวมเสื้อยืดคอกลมสีขาวสกรีนข้อความ “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” เมื่อมวลชนเห็นนายสนธิเดินทางมาถึง ต่างส่งเสียงเฮลั่นแสดงออกถึงความดีใจ และให้กำลังใจนายสนธิ

‘กรณ์’ จี้รัฐควรใส่ใจ จัดระเบียบ Social Media-Algorithm แก้ปัญหาผลกระทบต่อเยาวชน

10 กันยายน 2569 เวลา 10:38 น.

วานนี้ 9 กันยายน 2569 กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการจัดระเบียบ Social Media และ Algorithm พร้อมข้อความทั้งหมดว่า “จัดระเบียบ Social Media จัดระบบ Algorithm แก้ปัญหาผลกระทบต่อเยาวชน

เรื่องนี้ยังเป็นประเด็นใหม่ และนักการเมืองยังไม่มั่นใจว่าสังคมต้องการอะไร

กรณ์ จาติกวณิช

เมื่อคืนในการอภิปรายงบประมาณของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผมได้นำเสนอว่ารัฐบาลควรใส่ใจเรื่องนี้

ในการสนทนากับเยาวชน พวกเราสัมผัสได้ถึงความกดดันของเยาวชนซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการใช้ social media แพลตฟอร์มต่างๆ การเสพนานๆ จะมีส่วนทำให้เกิดอารมณ์ที่มาจากการเปรียบเทียบ นำไปสู่อาการ FOMO ปัญหาเรื่องสมาธิ และในบางกรณีมีผลถึงสุขภาพจิต

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่โทรศัพท์ ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่ปัญหาอยู่ที่ algorithm ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้เราไถไม่หยุด เจตนาคือการให้ผู้ใช้ติดอยู่ในแพลทฟอร์มให้นานที่สุด ตรงนี้คือความเสี่ยงต่อผู้เยาว์เป็นพิเศษ

เราต้องเข้าใจก่อนว่า algorithm ที่ว่านี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อประโยชน์ของเรา แต่ออกแบบมาเพื่อประโยชน์ของแพลทฟอร์ม
จึงเป็นเหตุให้หลายประเทศได้ออกมาตรการระดับกฎหมายเพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยผู้เยาว์

ได้ผลหรือไม่อย่างไรยังไม่ชัดเจน แต่เราอาจมีทางเลือกอื่น เพราะล่าสุดที่สหรัฐ ได้มีการรวมกลุ่มโดย 47 รัฐ ฟ้องร้อง Meta (เจ้าของ FB และ Instagram) กล่าวหาว่า Meta จงใจออกแบบ algorithm เพื่อให้ผู้ใช้เสพติด (โดยเฉพาะผู้เยาว์) โดยเรียกความเสียหาย 6 ล้านล้านบาท

สุดท้าย Meta ขอยอมจ่ายค่าเสียหาย 500,000 ล้านบาท และยอมแก้ algorithm เพื่อลดความเสี่ยงให้กับผู้เยาว์ต่อการเสพติด เช่นจำกัดเวลาการใช้วันละ 2 ชั่วโมง ปิดกั้นการใช้ช่วงดึก ปิดไม่ให้ส่ง notification ช่วงเวลาเรียน ฯลฯ

ดูเหมือนอาจจะมีผลบังคับกับ TikTok, X และ YouTube ด้วย

แต่ประเด็นสำคัญคือมาตรการเหล่านี้มีผลต่อการคุ้มครองเยาวชนในอเมริกาเท่านั้น สรุปคือหากเราต้องการเงื่อนไขแบบนี้ เขาทำให้ได้ แต่คงไม่ทำหากเราไม่ร้องขอหากรัฐบาลคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับเยาวชนคนไทย ให้มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น มีสมาธิในการเรียนการใช้ชีวิตมากขึ้น มีโอกาสที่จะถูกชักจูงโดย algorithm ต่างชาติน้อยลง รัฐบาลควรมีท่าทีที่ชัดเจน”

กรณ์ จาติกวณิช

หลังจากที่โพสต์ของ กรณ์ จาติกวณิช เกี่ยวกับ การจัดระเบียบ Social Media และ Algorithm เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“โซเชียลมีเดียมีผลกระทบต่อเยาวชนจริงๆค่ะ ต้องคัดกรองสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเค้า”

“คุณยกประเด็นที่สำคัญมากครับ กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij
อัลกอริทึมในปัจจุบัน โดยเฉพาะหลังจากที่ถูกพัฒนาไปเป็นอัลกอริทึมที่ขับเคลื่อนด้วย AI มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงทั้งชุมชนและแม้กระทั่งวัฒนธรรมได้ เพราะสามารถเลือกป้อนข้อมูลให้กับผู้ใช้งานปลายทางตามสิ่งที่องค์กรเชิงพาณิชย์ต้องการ ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งได้ครับ
อัลกอริทึมลักษณะนี้มีความอันตรายอย่างมาก โดยเฉพาะในสังคมที่มีค่านิยมแบบอนุรักษนิยมและในประเทศกำลังพัฒนา เช่น หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงในสังคมตะวันตกอย่างสหราชอาณาจักร ซึ่งบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมก็มีความเปราะบางและอาจถูกเปลี่ยนแปลงได้ครับ
หากพูดโดยไม่ใช้อารมณ์ ผู้ไม่หวังดีที่สามารถควบคุมอัลกอริทึมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้ อาจกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดการปฏิวัติได้ครับ”

“ทุกสิ่งที่เยาวชนได้รับรู้เรียนรู้ได้ยินได้เห็นได้ฟังโดยไม่ได้ผ่านการคัดกรองหรือตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากผู้ที่มีอำนาจ…ด้วยเยาวชนแต่ละคนภูมิคุ้มกันชีวิตในแต่ละเรื่องแตกต่างกัน..เรื่องนี้จึงน่าเป็นห่วงอย่างมาก…ฝากเยาวชนปชป.ไว้กับพรรคด้วยนะ”

“น่าจะเป็นพรรคแรกที่คิดเรื่องนี้”

“เห็นด้วยมากๆ อยากให้ทำด่วนเลยค่ะ”

“ควรทำอย่างยิ่งครับ”

“ขอบคุณมาก ๆครับ”

“เห็นด้วยค่ะ แทบไม่มีใครสนใจเรื่องนี้เลย”

“ประทีป วีระพัฒนนิรันดร์”

“ขอบคุณมากครับ เห็นด้วยอย่างยิ่ง”

กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij