ปกรณ์วุฒิ บุก ป.ป.ช. ขอเปิดสำนวนคดี ศักดิ์สยาม จี้เปิดหลักฐานไต่สวนทั้งหมด

ปกรณ์วุฒิ บุก ป.ป.ช. ขอเปิดสำนวนคดี ศักดิ์สยาม จี้เปิดหลักฐานไต่สวนทั้งหมด

ปกรณ์วุฒิ บุก ป.ป.ช. ขอเปิดสำนวนคดี ศักดิ์สยาม จี้เปิดหลักฐานไต่สวนทั้งหมด

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.01 น.

“ปกรณ์วุฒิ” บุก ป.ป.ช. ขอเปิดสำนวนคดี “ศักดิ์สยาม” จี้เปิดหลักฐานไต่สวนทั้งหมด ชี้ศาลปกครองสูงสุดเคยสั่งเปิดเผยข้อมูลแล้วคดี “นาฬิกาเพื่อน” ไม่มีเหตุให้ต้องยื้ออีก ตั้งข้อสงสัย ป.ป.ช. เมินหลักฐานสำคัญจนยกคำร้องหรือไม่

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เดินทางมายื่นหนังสือเพื่อใช้สิทธิตามมาตรา 9 ของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร 2540 ขอเข้าตรวจดูและขอสำเนาของข้อมูลข่าวสาร ในฐานะผู้เคยร้องเรียนในคดีที่ได้กล่าวหาต่อ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ จงใจปกปิดทรัพย์สิน หจก.บุรีเจริญฯ ซึ่ง ป.ป.ช. ได้มีการยกคำร้องไปก่อนหน้านี้

โดยนายปกรณ์วุฒิ ระบุว่า เอกสารที่ตนขอไปนั้น ประกอบด้วย 1) รายงาน การแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดในสำนวนเรื่องร้องเรียนคดี 2) บันทึกแจ้งข้อกล่าวหาต่อ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ต่อเรื่องร้องเรียนคดี 3) คำชี้แจงของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ยืนชี้แจงพอคณะกรรมการ ป.ป.ช. เกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนคดี 4) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบในเรื่องร้องเรียนคดี 5) รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนคดี และ 6) คำวินิจฉัยหรือมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อคดี

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการขอเอกสารในลักษณะนี้ ตั้งแต่ประมาณปี 2561 ถึง 2562 วีระ สมความคิด และสำนักข่าว The Matter ได้เคยขอเอกสารลักษณะเดียวกันนี้กับสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช. มีคำวินิจฉัยว่าไม่เปิดเผย และต่อมาทั้งสองท่านได้ยื่นต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ซึ่งได้มีคำวินิจฉัยที่ สค.334/2562 ใจความสำคัญระบุว่าการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการไต่สวน ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว ย่อมไม่เป็นอุปสรรคต่อการไต่สวนข้อเท็จจริงของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. การพิจารณาวินิจฉัยความรับผิดชอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่ละคน การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารทางในชั้นการพิจารณาของเจ้าหน้าที่และคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งจะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในการปฎิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม สำนักงาน ป.ป.ช. ก็ยังไม่ยอมเปิดเผย จนสุดท้ายเรื่องไปสู่ศาลปกครอง สำนักงาน ป.ป.ช. ก็ยังหน่วงเวลาต่อไปจนไปถึงปี 2566 กว่าที่จะมีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งยืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ให้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดให้กับผู้ร้อง ใจความสำคัญระบุว่าข้อมูลข่าวสารลับ ที่มีการวินิจฉัยไปแล้ว ให้ถือว่าข้อมูลข่าวสารนั้นถูกยกเลิกชั้นความลับไปแล้ว

ดังนั้น ตนคาดหวังว่าสำนักงาน ป.ป.ช. จะไม่กล่าวอ้างถึง พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ร.บ.ข่าวสารทางราชการที่เป็นชั้นความลับ หรือข้ออ้างอื่นใดก็ตามที่บอกว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการปฎิบัติงานของ ป.ป.ช. เพราะทั้งคณะกรรมการวินิจฉัยของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ และคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด ก็เคยมีแนวคำพิพากษาออกมาไว้แล้วว่าข้อมูลเหล่านี้เปิดเผยได้ และตนคาดหวังว่าจะได้รับข้อมูลเหล่านี้โดยเร็ว เพื่อความโปร่งใสของสำนักงาน ป.ป.ช. และความยึดโยงกับประชาชนในการตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระต่อไป

นายปกรณ์วุฒิ ยังกล่าวต่อไปว่าคดีนี้มีความไม่ชอบมาพากลแน่นอน ตนเป็นหนึ่งในผู้ร้องเรียน ได้เห็นเอกสารหลักฐานในชั้นของศาลรัฐธรรมนูญมาหมดแล้ว แม้ตนจะไม่ได้ยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก แต่อยากทราบว่าเอกสารหลักฐานทั้งหมดที่ ป.ป.ช. ใช้ในการไต่สวนคดีนี้เหมือนหรือต่างกับของศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร หากมีเอกสารหลักฐานบางรายการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้ในการวินิจฉัยคดี แต่ ป.ป.ช. ไม่ได้นำมาใช้ ก็ต้องตั้งคำถามว่าเหตุใด ป.ป.ช. ถึงไม่ใช่หลักฐานนั้น ที่อาจเป็นหลักฐานสำคัญในการพิจารณาไต่สวนคดีนี้

เมื่อข้อกล่าวหาคือการยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือเจตนาของศักดิ์สยามเมื่อปี 2562 เมื่อได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินไปแล้ว ว่าที่ไม่ได้ยื่นบัญชีที่เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนดังกล่าวนั้นเป็นเจตนาในการปกปิดหรือไม่ การพิสูจน์เจตนาของใครคนใดคนหนึ่ง ณ ขณะใดขณะหนึ่ง ต้องพิสูจน์พฤติกรรมก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์ หมายความว่า ป.ป.ช. จะต้องพิสูจน์เจตนาของศักดิ์สยามที่เกิดขึ้น ณ วันที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินเมื่อปี 2562 พฤติกรรมใดที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่สามารถย้อนกลับไปบอกได้ว่าเจตนาเมื่อปี 2562 ของผู้ถูกร้องเป็นอย่างไร การยกคำร้องด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลโดยสิ้นเชิง

นายปกรณ์วุฒิ ยังกล่าวอีกว่า สิ่งที่ต้องตั้งคำถามคือความเป็นอิสระขององค์กรอิสระ ซึ่งสังคมรับทราบถึงระบอบที่เรียกว่าระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งมีความโยงใยในหลายคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีฮั้ว สว. โดยที่ สว. ก็มีอำนาจในการตั้งองค์กรอิสระต่างๆ ก็เป็นเรื่องที่ต้องย้อนกลับมาคิดว่าระบอบนี้จะเป็นการเอื้อให้กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งครองประเทศนี้โดยที่ไม่ได้เป็นไปตามหลักนิติรัฐหรือไม่

ประเสริฐ นั่งหัวโต๊ะ ประชุมทุกภาคส่วน ระดมความคิดเห็นเร่งคลอด พรบ.การศึกษาแห่งชาติ

ประเสริฐ นั่งหัวโต๊ะ ประชุมทุกภาคส่วน ระดมความคิดเห็นเร่งคลอด พรบ.การศึกษาแห่งชาติ

ประเสริฐ นั่งหัวโต๊ะ ประชุมทุกภาคส่วน ระดมความคิดเห็นเร่งคลอด พรบ.การศึกษาแห่งชาติ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.56 น.

“ประเสริฐ” นั่งหัวโต๊ะ ประชุมทุกภาคส่วน -วุฒิสภา-สส.ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน -ภาคเอกชน ระดมความคิดเห็นเร่งคลอด พรบ.การศึกษาแห่งชาติ 

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นเพื่อขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. โดยมี นายสุเทพ  แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ., นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา , นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, และมีผู้วแทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม อาทิ สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จาก พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลผู้ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

 นายประเสริฐกล่าวว่า วันนี้ได้เชิญผู้แทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มาร่วมเวิร์กช็อปและหารือร่วมกัน มีทั้งผู้บริหาร ศธ. ผู้แทนจาก วุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  ตัวแทนพรรคการเมืองทุกพรรค ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น การศึกษาเอกชน  การศึกษาพิเศษ และนักวิชาการ และได้มีการประชุมผ่านระบบออนไลน์ด้วย ทั้งนี้เพื่อรับฟังความคิดเห็น และเปิดโอกาสให้คนที่มาประชุมไม่ทันวันนี้ สามารถนำเสนอข้อความที่เป็นเอกสารเข้ามาได้ในช่วงเวลาที่กำหนด

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า  เดิมได้กำหนดกรอบไว้ 3 ทาง   ทางเลือกที่ 1 เป็นการยืนยันร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…… ซึ่งเคยเข้าครม. ไปแล้ว แต่มีเหตุ ต้องหยุดการพิจารณา เนื่องจากยุบสภา  ทางเลือกที่ 2 คือเอาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ  2542 เข้ามาแก้ไขปรับปรุงใหม่   ทางเลือกที่ 3 ยกร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ขึ้นมาใหม่  ซึ่งแต่ละทางมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้เปิดโอกาสให้มีการเสนอทางเลือกอื่นๆได้อีก ถ้าเห็นว่าดีกว่า

“วันนี้เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยทุกภาคส่วนได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ หลายท่านในที่ประชุมได้เสนอให้มีการตั้งกรรมการชุดพิเศษขึ้นมา เพื่อเร่งขับเคลื่อน พรบ.การศึกษาแห่งชาติ เนื่องจากเป็นความตั้งใจของหลายภาคส่วน ที่มองว่าร่าง พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ได้มีการดำเนินการมานานหลายปีแล้ว ดังนั้น ทุกคนจึงอยากเห็น พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่  ที่เป็น พรบ. การศึกษาแห่งชาติที่มีความพร้อม ภายใต้เวลาที่หวังไว้ว่ารัฐบาลนี้ จะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จ  และทุกฝ่ายได้เห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องเร่งดำเนินการ แต่ต้องได้สาระสำคัญที่ออกมาตรงกับความต้องการของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด”

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ข้อคิดเห็นในวันนี้คณะทำงานจะเร่งสรุป และรอข้อคิดเห็นบางส่วนที่ยังมาไม่ถึงด้วย ก็รอดูว่าจะมีข้อเสนอทางเลือกที่ 4 เพิ่มหรือไม่ 

อย่างไรก็ตาม ภายในเดือน พ.ค.นี้ จะได้ข้อสรุปว่า พรบ.การศึกษาแห่งชาติจะหน้าตาเป็นอย่างไร  ซึ่งวันนี้ที่ประชุมก็เห็นพ้องตรงกันว่าอยากเห็น พรบ.การศึกษานี้คลอดออกมาเร็วที่สุด และภายใต้คุณภาพที่ดีที่สุดด้วย โดยวันนี้ที่ประชุมไม่ได้มีข้อเสนอที่แตกต่างกันมาก แต่มองว่าควรมีหลักการที่ชัดเจนไม่ต้องลงรายละเอียดลึกในตัวร่าง พรบ. ฉบับใหม่นี้ เพราะจะทำให้ปฏิบัติยาก  ตัวรายละเอียดลึกๆขอให้ไปอยู่ในกฎหมายประกอบ ซึ่งตรงนี้ส่วนใหญ่ก็เห็นไปในทิศทางเดียวกัน 

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า วันนี้ตนได้เสนอในที่ประชุมว่า กฏหมายฉบับนี้ ถ้าเข้าสภา ขอให้มีการทำงานคู่ขนานกันในการที่จะพิจารณาทั้งในรูปแบบของกรรมาธิการฯ และกรรมการพิเศษ จะต้องมีการหารือกันในประเด็นที่มีความสำคัญในวงเล็กก่อน  เพื่อให้การทำงานในวงใหญ่ง่ายขึ้น และที่ประชุมก็ยังไม่ได้กำหนดว่าจะใช้ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ของใคร 
 

สกลธี แย้ม 16 พ.ค. ปชป.เปิดตัว ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. มั่นใจมีช่องสู้ ‘ชัชชาติ-ดร.โจ’

สกลธี แย้ม 16 พ.ค. ปชป.เปิดตัว ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. มั่นใจมีช่องสู้ 'ชัชชาติ-ดร.โจ'

สกลธี แย้ม 16 พ.ค. ปชป.เปิดตัว ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. มั่นใจมีช่องสู้ ‘ชัชชาติ-ดร.โจ’

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.42 น.

“สกลธี”เผย 16 พ.ค.  ปชป. เปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลั่นมีช่องสู้“ ชัชชาติ-ดร.โจ ปชน.” ขายภาพ4ปี เปลี่ยนดีขึ้น โว สก. ปชป. ต้องได้มากกว่าเดิมแน่

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 8 พฤษภาคม 2569  ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร(กทม.) ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมการในการเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ผู้สมัคร สก.ได้ครบ 50 เขตแล้ว และจะจัดสัมมนาผู้สมัคร สก.ของพรรคในวัน 11 พ.ค. เพื่อนั่งคุยเรื่องระเบียบและข้อกฎหมายต่าง ๆ ขณะที่ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคเราพร้อม 100% แล้ว ยืนยันว่าส่งลงแข่งแน่นอน โดยจะมีการเปิดตัวในวันที่ 16 พ.ค. ในเวลา 09:30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ของพรรค จะแสดงวิสัยทัศน์ด้วย ซึ่งในวันที่ 12 พ.ค. เวลา 15:00 น. จะมีการจัดเสวนาเรื่อง AI ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อาจจะมาร่วมงานนี้ด้วย

นายสกลธี กล่าวต่อว่า ส่วนนโยบายในการหาเสียงผู้ว่า กทม.และสก.ของพรรค มีหลายส่วนประกอบกัน ทั้งมาจากนโยบายเก่าของตนในครั้งที่แล้ว และนโยบายของพรรค ซึ่ง 4 ปีที่ผ่านมา เราไม่ปฏิเสธว่า การทำงานของผู้ว่าฯ กทม. ทำได้ดี ประชาชนพอใจ แต่คิดว่าก็มีบางส่วนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ หรือเรื่องหลังบ้าน ซึ่งเราแทบจะไม่เห็นเลยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา  อาทิ ระบบขนส่งสาธารณะ, การเก็บขยะ แทนที่จะฝังกลบอย่างเดียว ให้มีการพัฒนาไปในทางอื่น และรวมถึงเรื่องอื่น ๆ ที่อยากเห็นเป็นโครงการใหญ่ที่มีผลต่อชีวิตของคนกรุงเทพฯ   ที่แทบไม่เห็นเลย จะเป็นนโยบายของผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะนำเสนอให้คนกทม.ต่อไป เราจะเสนอความแตกต่างว่า อีก 4 ปีข้างหน้า หากได้ผู้ว่าฯ กทม.จากพรรคประชาธิปัตย์ จะเห็นภาพกรุงเทพฯเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

เมื่อถามว่า จะชูจุดขายของผู้สมัคร สก. พรรคประชาธิปัตย์ สู้กับผู้สมัคร สก.จากพรรคอื่นได้อย่างไร  นายสกลธี กล่าวว่า ตอนนี้เราได้อดีต สก.ปัจจุบัน มา 12 คน และที่เหลืออาจเป็นที่ 2 หรือที่ 3 หากเป็นคนใหม่ ที่อาจจะขยับลงมาจากสนามระดับชาติ คิดว่ากระแสของพรรค และเครดิตของหัวหน้าพรรค จะเป็นแต้มต่อสำคัญที่ผู้สมัคร สก. ของพรรคแต่ละพื้นที่ ต่างจากระดับชาติพอสมควร ทั้งกรณีเขตเลือกตั้งที่เล็กลง ความยึดโยงของผู้สมัครกับประชาชน,จำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ดังนั้น คนที่ทำงานผูกพันกับพื้นที่จะสามารถฝ่ากระแสเข้ามาได้หลายคน

ส่วนพรรคประชาชนที่ส่งนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ลงสมัครผู้ว่า กทม. และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ได้คะแนนมากที่สุดจนทุบสถิติในการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์จะสู้ไหวหรือไม่ นายสกลธี กล่าวว่า  เมื่อดูจากประวัติ ก็โดดเด่น และได้เปรียบอยู่ เพราะในการเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้พื้นที่ในกทม.ทั้งหมด และคงมีต่อเนื่องมาถึงสนามท้องถิ่นด้วย   ส่วนของนายชัชชาติ การเป็นแชมป์เก่า ก็น่ากลัวอยู่แล้ว เพราะประชาชนเห็นการทำงานต่อเนื่องมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แต่ยังมีจุดที่เราสู้ได้อยู่ คือเรื่องการพัฒนากรุงเทพฯ อย่างมีนัยยะ หรือโครงการที่มีผลกระทบกับ กทม.ในทางที่ดี ยังไม่เห็นจุดนี้  จึงยังมีโอกาสให้พรรคประชาธิปัตย์ 

นำเสนอสิ่งที่แตกต่างให้ชาวกรุงเทพฯ  สำหรับ สก. เดิมเราได้ 9 เขต ครั้งนี้ต้องได้มากกว่าเดิม ขึ้นอยู่กับนโยบายต่างๆ  คว่มพร้อม และเครดิตของหัวหน้าพรรคด้วย

เจษฎ์ เผย รัฐบาล เก็บภาษีท่องเที่ยว ถังแตก-สิ้นคิด ซ้ำเติมคนชั้นกลาง

เจษฎ์ เผย รัฐบาล เก็บภาษีท่องเที่ยว ถังแตก-สิ้นคิด ซ้ำเติมคนชั้นกลาง

เจษฎ์ เผย รัฐบาล เก็บภาษีท่องเที่ยว ถังแตก-สิ้นคิด ซ้ำเติมคนชั้นกลาง

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.58 น.

‘เจษฎ์’ เผย รัฐบาล เก็บภาษีท่องเที่ยว “ถังแตก-สิ้นคิด” ซ้ำเติมคนชั้นกลาง แนะเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศแทน

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายเจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนโยบายรัฐบาล ซึ่งเตรียมเก็บเงินคนไทยเดินทางไปต่างประเทศและนักท่องเที่ยว เป็นภาพสะท้อนของรัฐบาลที่อยู่ในภาวะ “ถังแตก” และ “สิ้นคิด” พร้อมเตือนนโยบายดังกล่าวสร้างภาระให้ชนชั้นกลาง ขณะที่กลุ่มคนรวยไม่สะเทือน แนะควรหันไปโฟกัสการดึงดูดเม็ดเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศแทน

นายเจษฎ์ กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน นอกจากเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะที่ไม่สู้ดีแล้ว การกระทำของผู้ที่เข้ามาบริหารประเทศยังสะท้อนให้เห็นถึงภาวะถังแตกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกระแสข่าวเรื่องการเตรียมเก็บเงินคนไทยที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งในอดีตเคยมีความพยายามจัดเก็บเงินในลักษณะนี้มาแล้ว แต่ท้ายที่สุดก็ต้องยกเลิกไปเนื่องจากพิจารณาแล้วว่าไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ

นายเจษฎ์  กล่าวว่า ขอเสนอไปยังรัฐบาลว่า หากต้องการรักษาสภาพคล่องและดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ ควรใช้วิธีการเชิงบวกในการจูงใจมากกว่าการบังคับเก็บเงิน ได้แก่ การส่งเสริมให้คนไทยท่องเที่ยวและใช้สินค้าภายในประเทศให้มากขึ้น ไปจนถึงการสร้างแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยากเดินทางเข้ามาในประเทศไทย และหาแนวทางกระตุ้นให้พวกเขาเกิดการจับจ่ายใช้สอย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนและตกอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง ทำยังไงให้คนต่างชาติอยากมาประเทศไทยเพิ่มขึ้น พอเข้ามาประเทศไทย เขาก็จะมาใช้จ่ายเงิน เราก็ต้องพาให้เขาใช้เงินนั้นใช้เงินนี้ และทำให้เม็ดเงินมันตกอยู่ในประเทศ ส่วนการเก็บเงินแบบนี้ มันแสดงชัดเจนเลยว่ารัฐบาลถังแตก แล้วก็สิ้นคิดด้วย คิดอะไรอย่างอื่นไม่ได้

ดังนั้น ขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจทบทวนและยุติแนวคิดดังกล่าว ให้เปลี่ยนแนวคิด แล้วหาวิธีอื่นในการที่จะสร้างเม็ดเงิน อย่าใช้วิธีนี้

กกต. ประชุมเตรียมความพร้อมเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.- นายกเมืองพัทยา ตั้งเป้าไม่ผิดพลาด

กกต. ประชุมเตรียมความพร้อมเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.- นายกเมืองพัทยา ตั้งเป้าไม่ผิดพลาด

กกต. ประชุมเตรียมความพร้อมเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.- นายกเมืองพัทยา ตั้งเป้าไม่ผิดพลาด

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.52 น.

กกต. ประชุมเตรียมความพร้อมเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.- นายกเมืองพัทยา รับ ความผิดพลาด กปน. เป็นบทเรียน ครั้งนี้อบรมล่วงหน้ากว่าเดือน ตั้งเป้าไม่ผิดพลาด ย้ำการรักษาอุปกรณ์ให้ถูกระเบียบ

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง จัดประชุมเตรียมความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภาเมืองพัทยา และนายกเมืองพัทยา กรณีดำรงตำแหน่งครบวาระ เพื่อชี้แจงแนวทางการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร แนวทางปฏิบัติในการจัดการเลือกตั้ง วิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียง การบริหารหน่วยเลือกตั้ง และการพัฒนาสมรรถนะของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) รวมถึงจำนวนเงินค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง การยื่นบัญชีรายรับและรายจ่าย เพื่อให้บุคลากรสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมั่นใจไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมและซักซ้อมการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งครบวาระที่ทราบกำหนดล่วงหน้า โดยสำนักงาน กกต. กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ประสานการทำงานร่วมกันตลอด เพื่อให้การปฏิบัติงานของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง หรือ กปน. เป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมตั้งเป้าไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด เพราะเชื่อว่าการเลือกตั้งทั้ง 2 พื้นที่จะได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก

นายแสวง ระบุว่า กรุงเทพมหานครมีหน่วยเลือกตั้งกว่า 6,000 หน่วย จำเป็นต้องใช้บุคลากรจำนวนมาก แต่เชื่อมั่นว่าบุคลากรของ กทม. มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่เป็น กปน. จึงไม่น่ามีปัญหาน่ากังวล พร้อมย้ำว่าบัตรเลือกตั้งท้องถิ่นมีระบบป้องกันการปลอมแปลงและมีมาตรการตรวจสอบ แม้จะไม่มีระบบบาร์โค้ดเหมือนการเลือกตั้ง สส. เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งคนละประเภท โดย กกต. มีการพิมพ์บัตรเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เพราะมีการเลือกตั้งเทศบาลและ อบต. อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้มีบัตรเพียงพอ

ส่วนการเฝ้าระวังการหาเสียงเลือกตั้ง นายแสวง กล่าวว่า กฎหมายเลือกตั้งทั้งระดับชาติและท้องถิ่นใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน ขณะนี้ กกต. ติดตามความเคลื่อนไหวของผู้สมัครทั้งการลงพื้นที่และการหาเสียงผ่านสื่อโซเชียล โดยยังไม่พบสิ่งผิดปกติหรือเรื่องน่ากังวล แม้ในพื้นที่เมืองพัทยาจะมีการแข่งขันสูง แต่เชื่อว่าด้วยลักษณะพื้นที่ที่สามารถตรวจสอบได้ง่าย ทั้งจากสื่อมวลชน ประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะทำให้ผู้สมัครต้องระมัดระวังการกระทำที่อาจผิดกฎหมาย

เลขาธิการ กกต. ยืนยันว่า เป้าหมายสำคัญของ กกต. คือการทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตและเป็นธรรม ไม่ได้สนใจว่าใครจะเป็นผู้ชนะ พร้อมย้ำว่าระบบการเลือกตั้งถูกออกแบบให้ประชาชนสามารถร่วมตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้ตลอด หากพบการปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องก็สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้

ส่วนการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการอบรม กปน. ให้เคร่งครัดและเข้าใจรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนกว่าเดิมหรือไม่ เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วปัญหาหลักๆ เกิดจาก กปน. นายแสวง ยอมรับว่า ครั้งที่แล้วหรือทุกๆครั้งถือเป็นบทเรียน ที่มีปัญหา ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของ กปน. ที่อาจเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ครั้งนี้จึงมีการอบรมและเตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ล่วงหน้ากว่า 1 เดือน โดยเฉพาะประธานหน่วยเลือกตั้งที่จะต้องมีความเข้าใจกฎระเบียบอย่างละเอียด สามารถวินิจฉัยได้ว่าอะไรถูกหรือผิด รวมถึงต้องรับฟังข้อทักท้วงจากประชาชน เพราะประชาชนเองก็มีส่วนร่วมในการตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้งเช่นกัน

ขณะที่ผู้สื่อข่าวถามว่า จำเป็นต้องกำชับ กปน. ให้ดูแลรักษาอุปกรณ์ เพื่อไม่ให้มีการนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่ นายแสวง ถามกลับว่า ที่บอกว่านำไปใช้คือใช้อย่างไร ก่อนจะกล่าวต่อถึงการดูแลวัสดุอุปกรณ์เลือกตั้งว่า มีระเบียบกำหนดไว้อย่างชัดเจน และมีการกำชับเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง แม้ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นเลย แต่ทุกความผิดปกติสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ถึงระดับบัตรเลือกตั้งแต่ละใบ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนช่วยเฝ้าระวัง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและน่าเชื่อถือที่สุด 
/////

‘อนุทิน’ร่วมเปิดประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ลุยแก้ปัญหาราคาพลังงาน-ปากท้อง

'อนุทิน'ร่วมเปิดประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48  ลุยแก้ปัญหาราคาพลังงาน-ปากท้อง

‘อนุทิน’ร่วมเปิดประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ลุยแก้ปัญหาราคาพลังงาน-ปากท้อง

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.51 น.

นายกฯ เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 และการประชุมฯ แบบเต็มคณะ เน้นย้ำความร่วมมืออาเซียน มองไปข้างหน้าร่วมกัน พร้อมเสริมความมั่นคงทางพลังงาน อาหาร และความปลอดภัย รับมือความท้าทายระดับโลก

8 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ Hall 2-3 ชั้น 1 ศูนย์การประชุมมักตัน (Mactan Expo) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และภริยา เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 โดยมีผู้นำและผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วม 

หลังจากนั้นเวลา 10.15 น. ณ Hall 1 ศูนย์การประชุมมักตัน นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมและกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 แบบเต็มคณะ (Plenary) โดยมีผู้นำและผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียน เลขาธิการอาเซียน และประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank – ADB) ในฐานะแขกของประธานอาเซียนฯ เข้าร่วม ภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญของถ้อยแถลง ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีต่อฟิลิปปินส์ในโอกาสการเป็นประธานอาเซียน และแสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรี เล มิญ ฮึง ของเวียดนาม ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง พร้อมขอบคุณผู้นำประเทศสมาชิกสำหรับการแสดงความยินดีในโอกาสการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทยอีกครั้ง โดยนายกรัฐมนตรียืนยันความมุ่งมั่นของไทยที่จะการทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศอย่างเต็มที่ เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นเสาหลักของสันติภาพ เสถียรภาพ และความรุ่งเรืองของภูมิภาค

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้เป็นครั้งที่สองในฐานะนายกรัฐมนตรีของไทย และจัดขึ้นในช่วงเวลาที่โลกมีความไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม อาเซียนเคยเผชิญวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง และทุกครั้งสามารถก้าวผ่านและเติบโตอย่างเข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยเชื่อมั่นว่า อาเซียนจะสามารถรับมือกับความท้าทายครั้งนี้ได้อีกครั้ง

ทั้งนี้ อาเซียนจำเป็นต้องคงความเป็นเอกภาพ ปรับตัวได้ และมองไปข้างหน้า โดยหัวข้อการประชุม “Navigating Our Future, Together” มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่า การสร้างความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในยุคนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความเข้มแข็งของอาเซียนกำลังถูกทดสอบจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และวิถีชีวิตของประชาชนในภูมิภาค นายกรัฐมนตรีจึงเสนอแนวทางให้อาเซียนเสริมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้นเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ดังนี้

1. ด้านความมั่นคงทางพลังงาน ความไม่ต่อเนื่องของเส้นทางคมนาคมทางทะเลที่สำคัญ ได้สะท้อนถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก และชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงทางทะเลและเสรีภาพในการเดินเรือ นายกรัฐมนตรีเห็นว่า อาเซียนควรเร่งเสริมสร้างความร่วมมือในเชิงปฏิบัติ อาทิ การผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) การใช้ประโยชน์จากความตกลงด้านความมั่นคงปิโตรเลียมอาเซียน (ASEAN Petroleum Security Agreement) ตลอดจนการเพิ่มการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และเชื้อเพลิงชีวภาพ

2. ด้านความมั่นคงทางอาหาร เป็นประเด็นที่ผู้นำอาเซียนทุกประเทศกล่าวถึงในถ้อยแถลง โดยนายกรัฐมนตรีเห็นว่า ภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและปุ๋ยที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตและราคาสินค้า  อาเซียนจึงควรต่อยอดรูปแบบความร่วมมือที่มีอยู่แล้ว เช่น ความตกลงการค้าข้าวระหว่างไทย–สิงคโปร์ ซึ่งช่วยสร้างความมั่นคงด้านอุปทานในช่วงวิกฤต และพิจารณาขยายแนวทางดังกล่าวไปยังสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างความพร้อมร่วมกันของภูมิภาค ขณะเดียวกัน ไทยในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตอาหารสำคัญของโลก พร้อมมีบทบาทสนับสนุนและเสริมสร้างความร่วมมือของอาเซียนด้านความมั่นคงทางอาหารอย่างเต็มที่

3. การคุ้มครองคนชาติอาเซียน นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า เป้าหมายสูงสุดของอาเซียนคือการดูแลและคุ้มครองประชาชน โดยในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานศูนย์ปฏิบัติการเพื่อประสานการอพยพคนไทยหลายพันคนกลับประเทศ แม้เป็นภารกิจที่ท้าทาย แต่ได้สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของความร่วมมือในอาเซียน

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ความท้าทายในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งด้านพลังงาน อาหาร และความมั่นคงของมนุษย์ อาเซียนจึงจำเป็นต้องพัฒนาแนวทางการสร้างประชาคมให้สอดคล้องกับบริบทโลก

ทั้งนี้ แถลงการณ์ผู้นำอาเซียนต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของประเทศสมาชิกในการรับมือกับความท้าทายอย่างเป็นระบบ โดยประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกประเทศสมาชิกเพื่อผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้อาเซียนยังคงมีบทบาทสำคัญและมีความเข้มแข็งท่ามกลางโลกที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

โดยในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบเต็มคณะ ที่ประชุมได้ตกลงเอกสารพิธีสารเซบูเพื่อแก้ไขกฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงได้ (CEBU Protocol To Amend the Charter of the Association of Southeast Asian Nations) เพื่อแก้ไขกฎบัตรอาเซียนให้ตอบรับกับการเป็นสมาชิกอาเซียนของติมอร์-เลสเต พร้อมร่วมกันรับรองแถลงการณ์ 4 ฉบับ ได้แก่

1. ปฏิญญาผู้นำอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือทางทะเล  (ASEAN Leaders’ Declaration on Maritime Cooperation)

2. แถลงการณ์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยการดำเนินการสำคัญ เพื่อความเข้มแข็งของภูมิภาคในการรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อภูมิภาค  (ASEAN Leaders’ Statement on Priority Actions for Regional Resilience in Response to the Implications of the Situation in the Middle East on the Region)

3. แถลงการณ์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยความร่วมมืออาเซียนในการตอบโต้ภัยพิบัติ: พิธีสารเชิงยุทธศาสตร์อาเซียนสำหรับการจัดการภาวะฉุกเฉิน และการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน (ASEAN  Leaders’ Statement on the ASEAN Convergence on Disaster Response: The ASEAN Strategic Protocol for Emergency and Comprehensive Transformation (ASPECT) Framework

4. ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการเสริมพลังเยาวชนในการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสร้างความเข้มแข็งด้านการรับมือภัยพิบัติ (The ASEAN Declaration on the Empowerment of Youth in Climate Action and Disaster Resilience)

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช.สอบ อนุทิน-เอกนิติ ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช.สอบ อนุทิน-เอกนิติ ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช.สอบ อนุทิน-เอกนิติ ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.41 น.

“ศรีสุวรรณ” ร้อง ป.ป.ช.สอบ “อนุทิน-เอกนิติ” ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน   จงใจใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่   พร้อมตั้งข้อสังเกต เงิน 2 แสนล้านที่ใช้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน    ไม่ถือว่าจำเป็นเร่งด่วน    แต่กลับยัดไส้เข้ามาเอื้อกลุ่มทุนพลังงานหรือไม่

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.   เพื่อขอให้ไต่สวนและมีความเห็นกรณีรัฐบาลออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤต ด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ… เมื่อ 5 พฤษภาคม 2569 อาจไม่เป็นไปตามเงื่อนไขตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ 2560 และมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561    ถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่

ทั้งนี้ ข้ออ้างและเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ใช้กล่าวอ้าง  ว่าไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจที่มีลักษณะซ้อนทับและรุนแรงนั้น  เป็นข้ออ้างที่เกินไปกว่าความจริงมาก เศรษฐกิจของไทยไม่ได้เลวร้ายรุนแรงถึงขนาดนั้น หรือหากจะหาเหตุผลมาอธิบายเพื่อให้มีน้ำหนักในการออก พ.ร.ก.กู้เงินก็ไม่จำเป็นต้องสร้างภาพที่เลวร้ายจนเกินไปก็ได้   เพราะเงินกู้ที่จะนำไปเยียวยาประชาชน 2 แสนล้านบาท ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส 30 ล้านคน วงเงิน 1.2 แสนล้านบาท    และเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 5.2 หมื่นล้านบาท ระยะเวลา 4 เดือน งบรวม 1.72 แสนล้านบาท  เป็นการแจกไปทั่วทั้งคนรวย คนจน โดยไม่แยกแยะให้เฉพาะกลุ่มเปราะบาง จะเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจขนาดใหญ่ มากกว่า SME ใช่หรือไม่

ส่วนเรื่องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน 2 แสนล้านบาท ยังไม่ถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วน ถึงขนาดต้องออกเป็น พ.ร.ก. แต่กลับยัดไส้เข้ามาเพื่อเอื้อธุรกิจกลุ่มทุนพลังงานหรือไม่    ถ้าไม่ทำตอนนี้จะเกิดผลกระทบความมั่นคงทางเศรษฐกิจเชียวหรือ ทั้งๆที่สามารถนำไปใส่ไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ก็ได้ แต่สอดไส้มาอยู่ในการกู้ด่วนมีวัตถุประ สงค์อื่นแอบแฝงแต่ไม่บอกประชาชนหรือไม่

ที่สำคัญการกู้เงินครั้งนี้จะส่งผลให้สถานะหนี้สาธารณะของประเทศถีบตัวสูงขึ้น โดยปัจจุบัน ณ สิ้นเดือน ก.พ.69   หนี้สาธารณะคงค้างอยู่กว่า 12 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.9% ต่อ GDP   และหากมีการกู้เพิ่มอีก 400,000 ล้านบาท   คาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 68.14% ต่อ GDP เมื่อสิ้นปีงบประมาณ 2570 คาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะอยู่ที่ประมาณ 69.44%  ซึ่งแม้จะยังคงอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% ต่อ GDP แต่ทว่าในอนาคตอันใกล้จะเกิดผลกระทบตามมา หากสงครามตะวันออกกลางที่คิดว่าจะจบ อาจจะไม่จบก็ได้ จะเอาแน่เอานอนอะไรกับทรัมป์ไม่ได้ เพราะถ้าทรัมป์ไปก่อสงครามใหม่กับคิวบา กับเกาหลีเหนือ    ไทยก็ต้องกู้และขยายเพดานหนี้สาธารณะออกไปอีกแน่ๆ

ด้วยเหตุดังกล่าว องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงต้องนำความาร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนและมีความเห็นเพื่อเอาผิดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และคณะรัฐมนตรีทุกคน ที่จงใจใช้อำนาจขัดต่อมาตรา 172 แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 ประกอบ มาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561 รวมทั้งเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงด้วยหรือไม่ และควรออกหนังสือเตือนไปยัง ครม.ตามที่กฎหมายกำหนดด้วย

แสวง เผย คดี’ฮั้ว สว.’ ถึงมือ กกต.ใหญ่แล้ว ยันผลเลือกตั้ง5/18 ครบ 100% ท้าเปิดชื่อจังหวัด หน่วยที่อ้างคะแนนไม่ครบ

แสวง เผย คดี'ฮั้ว สว.' ถึงมือ กกต.ใหญ่แล้ว ยันผลเลือกตั้ง5/18 ครบ 100% ท้าเปิดชื่อจังหวัด หน่วยที่อ้างคะแนนไม่ครบ

แสวง เผย คดี’ฮั้ว สว.’ ถึงมือ กกต.ใหญ่แล้ว ยันผลเลือกตั้ง5/18 ครบ 100% ท้าเปิดชื่อจังหวัด หน่วยที่อ้างคะแนนไม่ครบ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.25 น.

“เลขาฯ กกต.” เผย คดี “ฮั้ว สว.” ถึงมือ กกต.ใหญ่แล้ว – ยันผลเลือกตั้ง5/18 ครบ 100% แล้ว ท้าเปิดชื่อจังหวัด หน่วยที่อ้างคะแนนไม่ครบ -เร่งสาง 2,000 สำนวนร้องเรียน

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมเซนทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงความคืบหน้าผลการเลือกตั้งครบ 100% แล้วหรือไม่ ว่า ไม่ใช่ผลการเลือกตั้งแต่เป็นแบบสส. 5/18 ที่ได้ถามไปทางจังหวัด ซึ่งทางจังหวัดได้ยืนยัน ได้ถ่ายและลงในเว็บไซต์ครบหมดแล้ว หาก iLaw มาทวงถามว่าไม่ครบก็ต้องถามว่าที่ไหนจังหวัดไหน

สำหรับผลการตรวจสอบคำร้องสส.นั้น นายแสวง กล่าวว่า ขณะนี้เร่งรัดทุกเรื่อง และ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีการเลือกตั้งครบทุกระดับตั้งแต่การเลือกสว. เลือกตั้งท้องถิ่น รวมถึงเลือกตั้งสส.ทั้งหมดมีเรื่องร้องเรียนกว่า 2,000 เรื่อง ซึ่งเรื่องที่เร่งรัดที่สุดคือคดีที่เกี่ยวกับสว. ที่มีสำนวนใหญ่อยู่ 1 สำนวน ส่วนสำนวนอื่นๆจะมีกรอบระยะเวลา เรื่องคุณสมบัติ 60 วัน นับคะแนนหลังประกาศผล 90 วัน สำหรับสำนวนทั่วไปมีระยะเวลา 1 ปี ต้องพิจารณาว่า จะหยิบสำนวนไหนขึ้นมาพิจารณาก่อน พร้อมยืนยันว่าจะไม่ให้เกินกำหนดเวลา

เมื่อถามว่ากรณีคำร้องการเลือกตั้ง สส.ที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่มีการจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย นายแสวงกล่าวว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบให้สิ้นกระแสความ ซึ่งสำนักงานมีหน้าที่ในการเร่งรัด แต่ผู้ที่ปฏิบัติงานคือคณะกรรม การสืบสวน ยกตัวอย่าง ที่จังหวัดนครราช สีมา มีคณะกรรมการสืบสวน 2 คน แต่ สำนวนเกี่ยวกับการเลือกตั้งมี 300 สำนวน ซึ่งคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งได้รับความร่วมมือน้อยมาก ในการรวบรวมพยานหลักฐาน

ส่วนกรณียายหลานที่มีการซื้อเสียงและเรียกสอบแล้วนั้น ได้มีการสอบสวนครบแล้วเมื่อพบว่าไม่มีการกระทำความผิดความ แต่เป็นการพูดเล่นและโพสต์สนุก เพียงเเต่ตั้งคำถามไว้ว่าเหมาะสมหรือไม่ และกำลังพิจารณาว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร

นายแสวง ยังกล่าวถึงกรณีความคืบหน้า กรณีคดีฮั้วสว.ว่าสำนักงานได้ส่งเอกสาร ทุกอย่างถึง กกต. ใหญ่ตั้งแต่สิ้นเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา หลังจากนี้ต้องดูว่ากกต. จะพิจารณาอย่างไร ใช้เวลาเท่าไหร่ สำนักงานจะรายงานผลให้ทราบเป็นระยะ

ส่วนคดีบัตรเลือกตั้งที่มี QR Code และบาร์โค้ดในศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีการแจ้งชื่อพยานไปแล้ว 5 คน ส่วนคำชี้แจงพยานยังไม่ได้ส่งมา ตามกำหนดภายใน 15 วัน ซึ่งขณะนี้ยังได้รับหนังสือจากศาล เพราะจะต้องนับ 15 ตามคำชี้แจงต่อ โดยสำนักงานให้พยานได้ดูคำพยานว่า ต้องการที่จะชี้แจงเพิ่มเติมหรือไม่

ปชป. เผย ฝ่ายค้าน ผนึกกำลังยื่นตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน ช่วง 11-12 พ.ค. มั่นใจไม่ถูกยื้อเตะถ่วง

ปชป. เผย ฝ่ายค้าน ผนึกกำลังยื่นตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน ช่วง 11-12 พ.ค. มั่นใจไม่ถูกยื้อเตะถ่วง

ปชป. เผย ฝ่ายค้าน ผนึกกำลังยื่นตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน ช่วง 11-12 พ.ค. มั่นใจไม่ถูกยื้อเตะถ่วง

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.59 น.

‘ปชป.’ เผย ‘ฝ่ายค้าน’ ผนึกกำลังยื่นตีความ  ‘พ.ร.ก.กู้เงิน’ จ่อชง ’ปธ.สภาฯ‘ ช่วง 11-12 พ.ค. นี้ มั่นใจไม่ถูกยื้อเตะถ่วง ย้ำไร้เหตุจำเป็นเร่งด่วน ชี้หาก ศาลรธน.ตีตก กระทบ ’คนละครึ่ง‘ รัฐบาลต้องแก้ปัญหา – แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้าชื่อร่วมกันในคำร้องที่จะส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อตีความพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ว่าเข้าข่ายไม่เป็นไปตามเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ทั้งนี้พร้อมจะยื่นต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ในช่วงวันที่ 11-12 พ.ค. นี้ ทั้งนี้ตนได้ประสานไปยังพรรคกล้าธรรมให้ร่วมลงชื่อด้วย แต่เบื้องต้นยังรอการประชุมพรรคกล้าธรรมก่อน อย่างไรก็ดีตนยืนยันว่ารายชื่อของสส.ที่ร่วมลงชื่อคำร้องครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด  อย่างไรก็ดีหลังจากยื่นคำร้องแล้ว เชื่อว่านายโสภณจะส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญโดยเร็ว ซึ่งตามกรอบจะมีเวลา 2-3 วัน ก่อนส่ง ซึ่งเชื่อว่าจะทันก่อนที่สภาฯ จะพิจารณาพ.ร.ก.เงินกู้ ในสัปดาห์หน้าแน่นอน

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ในประเด็นของคำร้องที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตนได้เห็นตัวร่างของพรรคประชาชนแล้วเห็นว่ามีประเด็นที่มีรายละเอียดและข้อกังวลต่อการยื่นกู้เงินดังกล่าว ขณะเดียวกันแล้วในเหตุผลที่รัฐบาลต้องการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้นมีเหตุที่ไม่จำเป็น เนื่องจากวิกฤติที่รัฐบาลอ้างถึง ทั้งเรื่องวิกฤติราคาน้ำมัน ราคาน้ำมันแพง มีวิธีการที่สามารถแก้ไขได้ ผ่านการลดภาษีสรรพสามิต และปรับสูตรคำนวณราคาน้ำมัน

นายกรณ์ กล่าวต่อว่าส่วนที่รัฐบาลระบุว่าต้องการเงินเพื่อใช้ในโครงการคนละครึ่ง ที่จะเร่ิมวันที่ 1 มิ.ย. นี้ นั้น ตนมองว่ารัฐบาลมีวิธีการหลายอย่าง โดยเฉพาะการปฏิบัติตามสิ่งที่นายกฯ เคยแถลงนโยบายต่อรัฐสภา หรือ ตามที่พรรคภูมิใจไทยเคยหาเสียงไว้ คือ การใช้งบประมาณ วงเงิน 4.4 หมื่นล้านบาท ที่สามารถออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ พ.ศ.2569 ได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก. ดังนั้นหากการยื่นตีคความพ.ร.ก.กู้เงิน ทำให้ไม่สามารถใช้เงินในโครงการคนละครึ่ง วันที่ 1 มิ.ย. นี้ได้ เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการและแก้ปัญหาเอง

นายกรณ์ กล่าวต่อว่านอกจากนั้นในวงเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงต่อสภา เมื่อ 7 พ.ค. ที่ระบุว่าจะแบ่งการกู้เงินเป็น 2 ก้อน โดยกู้ปีนี้ 2 แสนล้านบาท และกู้ปี 70 อีก 2 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการเปลี่ยนถ่ายพลังงาน แสดงให้เห็นว่ามีความไม่จำเป็นเร่งด่วนอันหลีกเลี่ยงไม่ได้  ขณะเดียวกันนั้น การใช้งบประมาณเพื่อเปลี่ยนถ่ายไปใช้พลังงานสะอาดนั้นสามารถกำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ได้  ส่วนที่ระบุว่าจะกู้ส่วนที่2 ในปี2570 นั้น ตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้เป็นหัวใจของการออกพ.ร.ก. คือ ความจำเป็นต้องใช้เงินเดี๋ยวนี้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจจะมีปัญหา ดังนั้นจะบอกว่ากู้มากองหรือ ปีหน้าค่อยกู้ไม่ได้ หากทำแบบนั้นแสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นเร่งด่วนระดับที่จะออก พ.ร.ก.ได้ 

“ผมไม่คัดค้านตัวโครงการที่รัฐบาลจะดำเนินการแม้ยังไม่เห็นรายละเอียด แต่เชื่อว่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ แต่การที่กำหนดในพ.ร.ก.กู้เงิน และกำหนดจะกู้ 2แสนล้านบาทในปีหน้า  เท่ากับชี้ให้เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นตามเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนด และการกู้เงินที่เกินความจำเป็นผมกังวลว่าจะมีผลกระทบต่อวินัยการคลัง และกระทบต่อระบบความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้” นายกรณ์ กล่าว  

เมื่อถามว่าหากมีการยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐบาลต้องรอคำวินิจฉัยก่อนให้สภาฯพิจารณาหรือไม่  นายกรณ์ กล่าวว่า ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้หากมีการยื่น ต่อศาลรัฐธรรมนูญก่อนการพิจารณาในรัฐสภา รัฐบาล ต้องรอให้กระบวนการทางศาลรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นก่อนซึ่งไม่เกิน 60 วัน ทั้งนี้หากรัฐบาลมั่นใจว่า สิ่งที่ทำนั้นถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ให้มีการตรวจสอบและไม่ให้มีการวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญ 

เมื่อถามว่าในประเด็นที่ยื่นมั่นใจหรือไม่ว่าจะเข้าเกณฑ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณา นายกรณ์ กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 มีความชัดเจนมากว่า กรณีใดถึงจะเป็นกรณีที่รัฐบาลสามารถออกพ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติมได้ ซึ่งต้องเป็นกรณีปัญหาวิกฤติที่มีผลต่อความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจ  

เมื่อถามว่าหากศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกพ.ร.ก.ดังกล่าว รัฐบาลจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบอยากไร​  นายกรณ์ กล่าวว่า ต้องถามรัฐบาลเพราะไม่ได้มีบทลงโทษ แต่คงเป็นเรื่องความรับผิดชอบทางการเมืองตามความเหมาะสม ซึ่งต้องคิดหนักว่าจะรับผิดชอบอย่างไร

เมื่อถามย้ำว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือไม่ นายกรณ์ กล่าวว่า ตนยังไม่อยากพูดไปถึงจุดนั้น เพียงแค่ต้องการ ป้องกันไม่ให้รัฐบาลข้ามเส้นวินัยการเงินการคลังที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและส่งผลกระทบต่อประชาชนในอนาคต  ทั้งนี้ตนได้แสดงความห่วงใยถึงที่มาของ พ.ร.ก. ซึ่งเรารู้เรื่องการออกพ.ร.ก.ครั้งแรกมาจากนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ซึ่งรับผิดชอบทางด้านกฎหมาย แต่ในวันเดียวกัน ปลัดกระทรวงการคลังให้สัมภาษณ์ว่าไม่รับรู้เรื่องดังกล่าว และยังระบุด้วยว่าวันนี้ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องออกพ.ร.ก. ซึ่งผ่านมาเพียง 3 สัปดาห์ ดังนั้นต้องถามว่าวันนั้นกับวันนี้มีอะไรเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ต้องเร่งรีบในการออกพ.ร.ก.ตอนนี้ โดยที่ไม่ได้มีจุดกำเนิดมาจากกระทรวงการคลัง

“ทุกรัฐบาลจะมีปัญหา ว่าเงินในมือไม่เพียงพอในการที่จะทำในสิ่งที่เขาอยากทำ ซึ่งเป็นเหตุให้เราต้องมีกฎหมายในการกำกับว่าในแต่ละรัฐบาลนั้นสามารถใช้เงินได้เท่าไหร่ ขาดทุนได้เท่าไหร่ไม่เช่นนั้นจะไม่มีข้อจำกัด เพราะถ้าถูกรัฐบาลสามารถใช้เงินเท่าไหร่ก็ได้สถานะ การคลังของประเทศวันนี้ก็ไม่เป็นแบบนี้อนาคตก็มีโอกาสที่จะล่มสลายได้จริง” นายกรณ์ กล่าว

แม่ยก ปชป. ชู 2 มือกระบี่ประชาธิปัตย์ ของดีที่คนไทยมองข้าม!

แม่ยก ปชป. ชู 2 มือกระบี่ประชาธิปัตย์ ของดีที่คนไทยมองข้าม!

แม่ยก ปชป. ชู 2 มือกระบี่ประชาธิปัตย์ ของดีที่คนไทยมองข้าม!

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.46 น.

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นางกาญจนี วัลยะเสวี หรือ ติ๊งต่าง เจ้าของฉายาไฮโซสปอร์ตคลับและแกนนำกลุ่มแม่ยกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า ไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนถึงมองข้ามคนเก่ง คนคุณภาพอย่างทั้ง2ท่านในรูป  … #ดิฉันมั่นใจว่าไม่ได้ตะบี้ตะบันเชียร์ทั้ง2ท่านโดยไม่มีเหตุผล

– มั่นใจว่าถ้าเอานายก รมว.คลัง หรือรมต.คนใดในรบ.นี้มาเทียบ ไม่มีทางเทียบได้  #มั่นใจว่าห่างชั้น

– น่าเสียดายว่าเหตุใดคนไทยไม่ให้โอกาสทั้ง2ท่านนี้มาบริหารประเทศ  รวมทั้งคนคุณภาพอีกมากมายในพรรคประชาธิปัตย์

– อย่างน้อยพรรคปชป.ยังเป็นพรรคที่มีคุณธรรม  ไม่ใช่อยากเข้ามาบริหารประเทศด้วยความละโมบ ต้องการเข้ามาถอนทุน มากอบโกยอย่างหน้าด้านๆ โดยไม่ละอายต่อเสียงคัดค้านของปชช.