จนจริงเปล่า? เสียงสะท้อนคนรายได้น้อย ต่อกติกาใหม่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

จนจริงเปล่า? เสียงสะท้อนคนรายได้น้อย ต่อกติกาใหม่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

จนจริงเปล่า? เสียงสะท้อนคนรายได้น้อย ต่อกติกาใหม่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.22 น.

14 มิถุนายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “จนจริงเปล่า ?” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 8 – 10 มิถุนายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน รวมถึงผู้ที่ไม่มีรายได้ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ที่ประชาชนจะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในปี 2569 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือนเกี่ยวกับเกณฑ์ใหม่ในการได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ในปี 2569 พบว่า

1. ต้องไม่เป็น เจ้าของห้องชุดรวมกันทุกแห่ง เกิน 35 ตารางเมตร ตัวอย่าง ร้อยละ 44.81 ระบุว่า เห็นด้วยมาก รองลงมา ร้อยละ 25.57 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 18.17 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 10.69 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 0.76 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

2. ต้องไม่เป็น ผู้มีเงินฝากและสลากออมทรัพย์รวมกันเกิน 100,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 43.66 ระบุว่า เห็นด้วยมาก รองลงมา ร้อยละ 26.49 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 18.02 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 11.53 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 0.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

3. ต้องไม่เป็น เจ้าของบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องแถว และตึกแถว รวมพื้นที่กันทุกแห่งเกิน 25 ตารางวา ตัวอย่าง ร้อยละ 41.99 ระบุว่า เห็นด้วยมาก รองลงมา ร้อยละ 28.02 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 16.41 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 13.05 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

4. ผู้เป็นเกษตรกรต้องไม่มี ที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันเกิน 10 ไร่ ตัวอย่าง ร้อยละ 41.83 ระบุว่า เห็นด้วยมาก รองลงมา ร้อยละ 30.15 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 15.65 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 11.99 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

5. ต้องไม่เป็น ผู้มีรายได้หรือมีการจ่ายเกิน 100,000 บาทต่อปี ตัวอย่าง ร้อยละ 37.40 ระบุว่า เห็นด้วยมาก รองลงมา ร้อยละ 32.37 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 15.11 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 14.89 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

6. ต้องไม่เป็น ผู้มีวงเงินสินเชื่อรวมเกิน 100,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 37.02 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย รองลงมา ร้อยละ 35.11 ระบุว่า เห็นด้วยมาก ร้อยละ 14.50 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 12.90 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 0.47 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

7. ผู้ที่ไม่ได้เป็นเกษตรกร ต้องไม่มีที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันเกิน 1 ไร่ ตัวอย่าง ร้อยละ 38.85 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย รองลงมา ร้อยละ 33.21 ระบุว่า เห็นด้วยมาก ร้อยละ 14.35 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 13.21 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

8. ต้องไม่เป็น นักเรียนและนักศึกษา ตัวอย่าง ร้อยละ 39.99 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย รองลงมา ร้อยละ 30.84 ระบุว่า เห็นด้วยมาก ร้อยละ 15.04 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 13.44 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

9. ต้องไม่เป็น เจ้าของรถยนต์หรือยานพาหนะอื่น ยกเว้นรถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ประเภทละไม่เกิน 1 คัน ตัวอย่าง ร้อยละ 42.06 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย รองลงมา ร้อยละ 29.01 ระบุว่า เห็นด้วยมาก ร้อยละ 15.42 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 12.90 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย และร้อยละ 0.61 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

10. ต้องไม่เป็น บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ ตัวอย่าง ร้อยละ 50.69 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย รองลงมา ร้อยละ 19.30 ระบุว่า เห็นด้วยมาก ร้อยละ 16.34 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 11.91 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย และร้อยละ 1.76 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

– 006

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ส่วนที่มีคนวิจารณ์นโยบายของประธานสภาฯ ที่ให้เคารพธงชาติช่วงเวลา 08.00 น. และ 18.00 น. นั้น ขอถามว่าไม่ดีอย่างไร เพราะเป็นการแสดงความเคารพ ซึ่งธงชาติเป็นสัญลักษณ์ของเอกราช อธิปไตยไทย และรำลึกถึงความเสียสละของบรรพบุรุษ และถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง”

พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ

ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

(2) ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ

การเดินทางไปราชการชั่วคราวตามพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ. 2526 เป็นการเดินทางไปปฏิบัติราชการลักษณะชั่วครั้งชั่วคราว มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนและสามารถปฏิบัติราชการตามคำสั่งดังกล่าวให้แล้วเสร็จได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ และลักษณะงานต้องไม่เป็นงานต่อเนื่องที่ต้องทำตลอดไป

การที่ผู้บังคับบัญชาสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้ฟ้องคดีกรณีถูกกล่าวหาว่า กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง พร้อมทั้งสั่งให้ผู้ฟ้องคดีเดินทางไปปฏิบัติราชการที่ส่วนงานอื่นเป็นการชั่วคราวจนกว่าการดำเนินการทางวินัยจะสิ้นสุดลงหรือมีการสั่งการเปลี่ยนแปลง เช่นนี้ ผู้ฟ้องคดี จะมีสิทธิขอเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในลักษณะชั่วคราวหรือไม่

เรื่องนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า เมื่อครั้งรับราชการ ตำแหน่งนิติกร 7 ว. สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ เขต 2 (ผู้ถูกฟ้องที่ 1) ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ เขต 2 ได้มีคำสั่งสำนักเขตพื้นที่การศึกษา เขต 2 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2549 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยผู้ฟ้องคดี กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ในระหว่างการสอบสวน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้มีหนังสือลงวันที่ 19 มิถุนายน 2550 ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขต 2 แจ้งว่า ให้ส่งตัวผู้ฟ้องคดีไป ปฏิบัติราชการเป็นการชั่วคราวที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ เขต 1 ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไปจนกว่า การดำเนินการทางวินัยจะสิ้นสุดหรือมีการสั่งเปลี่ยนแปลง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ เขต 2 จึงมีหนังสือลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2550 ให้ผู้ฟ้องคดีไปปฏิบัติราชการเป็นการชั่วคราว ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ เขต 1 จนกว่าการดำเนินการทางวินัยสิ้นสุดหรือมีการเปลี่ยนแปลง

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

กทม.สั่งคุ้มเข้มทุกจุด ศึกชิงผู้ว่าฯ ย้ำทุกหน่วยเป็นกลาง ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้

กทม.สั่งคุ้มเข้มทุกจุด ศึกชิงผู้ว่าฯ ย้ำทุกหน่วยเป็นกลาง ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้

กทม.สั่งคุ้มเข้มทุกจุด ศึกชิงผู้ว่าฯ ย้ำทุกหน่วยเป็นกลาง ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กทม.สั่งคุ้มเข้มทุกจุด ศึกชิงผู้ว่าฯ ย้ำทุกหน่วยเป็นกลาง ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ ป้องกันนับคะแนนพลาด ชัชชาติหาเสียงฝั่งธนฯ มัลลิกาโกยแต้มบางแค

กทม.เข้มเตรียมพร้อมเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และ สก. ย้ำทุกหน่วยเป็นกลาง โปร่งใส ยึดหลักกฎหมาย ห่วง! หลายเขตจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สก.-ผู้ว่าฯ ไม่เท่ากัน กำชับขั้นตอนแจกบัตรให้ถูกต้องตรงตามสิทธิกันพลาดกระทบนับคะแนนารเมือง“ชัชชาติ” ลุย 4 ตลาดน้ำฝั่งธนฯ ปลุกเศรษฐกิจริมคลอง ส่วน “มัลลิกา” โกยแต้มบางแค

วันที่ 13 มิ.ย. 2569 นายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ตรวจติดตามการเตรียมความพร้อมด้านการจัดการเลือกตั้งและความมั่นคงทางทะเบียน ณ ห้องประชุม ชั้น 7 สำนักงานเขตประเวศ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 28 มิ.ย. 2569 ระหว่างเวลา 08.00-17.00 น. โดยมี ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตประเวศ สำนักงานปกครองและทะเบียน สำนักงานเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ร่วมประชุมและรายงานข้อมูล

รองปลัดกรุงเทพมหานครได้เน้นย้ำข้อสั่งการของปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งท้องถิ่นประจำกรุงเทพมหานคร กำชับให้ข้าราชการและบุคลากรในสังกัดกรุงเทพมหานครปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลางทางการเมือง พร้อมเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการงานทะเบียนและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยโปร่งใส และมีประสิทธิภาพ

แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ที่ประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ทั้งปัญหา อุปสรรค และแนวทางการปฏิบัติงาน ด้านทะเบียน ได้แก่งานทะเบียนบัตรประจำตัวประชาชน งานทะเบียนราษฎร และงานทะเบียนทั่วไป รวมถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับคนต่างด้าวหรือชาวต่างชาติ อาทิการจดทะเบียนสมรส การแจ้งเกิดการย้ายเข้า และการย้ายออก ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลด้วยความรอบคอบ และดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ ได้มีการเน้นย้ำ ประเด็นที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มีจำนวนไม่เท่ากัน โดยในหลายพื้นที่ จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. มีมากกว่าจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สก. ซึ่งอาจเป็นจุดอ่อนในขั้นตอนการแจกบัตรเลือกตั้ง ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งเพิ่มความระมัดระวังในการแจกบัตรเลือกตั้งให้ถูกต้องตรงตามสิทธิของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากหากมีการแจกบัตรไม่ตรงกับสิทธิ อาจส่งผลกระทบต่อการนับคะแนนและการบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งได้โดยได้เน้นย้ำให้สำนักงานเขตทุกแห่งให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว และดำเนินการตรวจสอบอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น

ในส่วนของหน่วยเลือกตั้ง สำนักงานเขตได้ดำเนินการย้ายหน่วยเลือกตั้งที่ตั้งอยู่ในเต็นท์เข้าไปภายในอาคาร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูฝนและอาจมีฝนตกในวันเลือกตั้ง และได้กำชับให้มีการประชาสัมพันธ์ แจ้งข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสถานที่เลือกตั้งให้ประชาชนทราบล่วงหน้า รวมทั้งติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์บริเวณหน่วยเลือกตั้งเดิม เพื่อแจ้งตำแหน่งของหน่วยเลือกตั้งแห่งใหม่ให้ประชาชนที่อาจเดินทางมายังสถานที่เดิมในวันเลือกตั้งได้รับทราบด้วย

เคาะประตูบ้านเชิญเลือกตั้ง

นางสาวกัญญา อัศวเมฆิน ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า การเลือกตั้งในครั้งนี้ กทม. มุ่งยกระดับความเท่าเทียมให้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม และโปร่งใส โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับประชาชนกลุ่มพิเศษ ล่าสุดได้เปิดตัว MV เพลงรณรงค์เลือกตั้งในรูปแบบ “ล่ามภาษามือ” เพื่อทลายข้อจำกัดและช่วยให้กลุ่มคนพิการทางการได้ยินสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเต็มที่

“เราอยากให้ MV นี้เข้าถึงใจทุกคน และกระตุ้นให้พี่น้องผู้พิการทางการได้ยินออกมาใช้สิทธิกันให้มากที่สุด เพราะนี่คือการพิสูจน์ว่า กทม. จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และขอเชิญชวนทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพลังคนเมืองเลือกคนที่ใช่ในแบบของคุณ” นางสาวกัญญากล่าว

นอกจากนี้ ทุกหน่วยงานในสังกัด กทม. ได้พร้อมใจกันรณรงค์แบบเคาะประตูบ้าน พร้อมจัด Challenge เพลงรณรงค์เลือกตั้งบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อปลุกกระแสและชวนคนเมืองหลวงออกไปใช้สิทธิให้ทุบสถิติการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มา สำหรับประชาชนที่สนใจสามารถรับชม ร่วมแชร์ และร่วมสนุกกับ MV เพลงรณรงค์เลือกตั้งในรูปแบบ“ล่ามภาษามือ” ได้แล้ววันนี้ ทางFacebook Page : กรุงเทพมหานคร

‘มัลลิกา’ลุยบางแค

ด้านบรรยากาศการลงพื้นที่หาเสียงของ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ที่ตลาดในพื้นที่เขตบางแค และเขตธนบุรี เป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนพ่อค้าแม่ค้าออกมาต้อนรับอย่างอบอุ่น ดร.มัลลิกา รับฟังข้อเสนอจากกลุ่มผู้ค้าที่ต้องการให้กรุงเทพมหานครเดินหน้านโยบาย “Street Food Paradise” อย่างจริงจัง เพื่อส่งเสริมการค้าขาย กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้แก่ประชาชน ผู้ค้าหลายรายสะท้อนตรงกันว่า การจัดระเบียบพื้นที่ค้าขายควรดำเนินการควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพ ไม่ใช่การปิดกั้นโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมเสนอให้มีพื้นที่ค้าขายที่ชัดเจน เป็นระเบียบ สะอาด ปลอดภัย และสามารถค้าขายบนทางเท้าได้ในจุดที่เหมาะสม

ส่วนปัญหาการแข่งขันทางการค้าจากผู้ประกอบการต่างชาติ ประชาชนกังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายและการจัดระเบียบแผงค้าอาจกระทบต่อโอกาสประกอบอาชีพของคนไทย ดร.มัลลิกา กล่าวว่า กรุงเทพมหานครต้องเป็นเมืองแห่งโอกาสสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้ค้ารายย่อย ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก พร้อมผลักดันแนวคิด “Street FoodParadise” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อเพิ่มพื้นที่ค้าขายที่เหมาะสม “กรุงเทพฯ ต้องเป็นเมืองที่คนตัวเล็กมีที่ยืน ผู้ค้ารายย่อยต้องมีโอกาสทำมาหากินอย่างสุจริต เราสามารถจัดระเบียบเมืองควบคู่กับการสร้างรายได้ให้
ประชาชนได้ ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งคือรากฐานสำคัญของมหานครแห่งอนาคต”

ชาวบ้านร้องเรียนปัญหาเพียบ

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงเสียงเรียกร้องจากประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ การเพิ่มโอกาสทางอาชีพ และการบริหารจัดการเมืองที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของคนกรุงเทพฯ มากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นแล้ว เหตุการณ์เฉพาะหน้าหน้าที่ประชาชน ดร.มัลลิกา อยากได้ร้องเรียนเรื่องเกี่ยวกับรถเมล์ ขสมก. เรียนที่จะเข้าป้ายโดยอ้างเรื่องมีรถแท็กซี่จอดขวางอยู่จึงทำให้ประชาชนที่รอรถนานหลายชั่วโมงมีโอกาสขึ้นรถเมล์และโดยเฉพาะรถเมล์ปรับอากาศก็ไม่ค่อยชอบที่จะให้ประชาชนที่ลุงไปเบียดรถเมล์เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่รู้สึกน้อยใจมาก

ดร.มัลลิกา จึงตัดสินใจบอกว่าทุกอย่างเป็นอิสระและเสรีภาพของเราและเรามีเงินที่จะจ่ายค่ารถเมล์ต้องสามารถขึ้นได้ จากนั้น ดร.มัลลิกา จึงโบกรถเมล์ ปรับอากาศที่เข้าป้าย และกำชับโดยยกมือไหว้คนขับรถเมล์ว่า ให้ดูแลประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน และให้โอกาสคนที่ยืนรออยู่นาน แม้ถือของพะรุงพะรังก็ขอให้เขาได้มีโอกาสขึ้นด้วยกัน จากนั้นประชาชนที่ถือของหนักรอรถ ก็กระโดดขึ้นรถเมล์ปรับอากาศกันทันที

ชัชชาติลุยฝั่งธนฯ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคน พร้อมทีมงานลงพื้นที่หาเสียง เขตตลิ่งชัน-ภาษีเจริญ-ธนบุรี โดยเดินทางด้วยรถโดยสาร Feeder ไปยังตลาดน้ำสองคลองตลิ่งชัน ก่อนเดินเท้าลงพื้นที่ตลาดน้ำตลิ่งชัน และนั่งเรือหางยาวไปตลาดคลองลัดมะยม ชูแนวทางแก้ปัญหาการคมนาคมและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

นายชัชชาติกล่าวว่า ตลาดชุมชนเป็นหัวใจของเศรษฐกิจฐานราก จากการลงพื้นที่พบว่าผู้ค้าและนักท่องเที่ยวยังเจอปัญหาเดินทางไม่สะดวก แม้ปัจจุบันจะมีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเข้าถึงพื้นที่แล้ว แต่การเชื่อมจากรถไฟฟ้าไปยังตลาดยังเป็นอุปสรรค เช่น ปัญหารถติดถามว่าทำไมรถยังติดอยู่ เพราะว่าขนส่งสาธารณะไม่ดี ถึงแม้เราจะมีรถไฟฟ้าหลายร้อยกิโลเมตรแล้ว แต่ปลายทางจากรถไฟฟ้าเข้าไปถึงจุดหมาย ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องเสริมด้วยการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน พร้อมระบบ Feeder เพื่อจูงใจให้ประชาชนใช้รถขนส่งมวลชนในการเดินมาท่องเที่ยวตลาดในฝั่งธนฯ

นายชัชชาติ ได้เสนอนโยบายพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ปัญหา โดยเฉพาะรถไฟฟ้า เริ่มจากการผลักดันระบบรถไฟฟ้าให้มีราคาเข้าถึงง่ายขึ้น โดยมองว่าปี 2572 ซึ่งเป็นปีที่สัญญาสัมปทานสายสีเขียวหลักสิ้นสุดลง และจะเกิดความเปลี่ยนแปลงสำคัญในการเจรจาต่อรองเพื่อจัดทำ “ตั๋วเดือน” ราคาประหยัดสำหรับคนทำงาน นักเรียน และผู้สูงอายุ พร้อมมุ่งเจรจากับรัฐบาลเพื่อผลักดันระบบตั๋วร่วม ในส่วนของระบบรถเมล์ ยืนยันว่า กทม. จะไม่รับโอนหนี้กว่า 1.5แสนล้านบาท ของ ขสมก. มาแบกรับไว้แต่จะขอเป็นผู้กำกับดูแลเส้นทาง จัดทำป้ายรถเมล์อัจฉริยะที่บอกเวลารอรถได้และเสริมการเดินรถในเส้นทางที่ขาดแคลนโดยไม่แย่งสัมปทานผู้ประกอบการเอกชน “เราไม่อยากเป็น Operator รายใหญ่ แต่เราอยากจะเป็นผู้อำนวยความสะดวก และเป็นคนดูแลเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด”

พัฒนาระบบการขนส่ง

ด้านการพัฒนาระบบขนส่งรองหรือ Feeder เพื่อแก้ไขปัญหาการเดินทางเข้าสู่ชุมชน จะเดินหน้าปรับปรุงทางเท้า จัดระเบียบและทำฐานข้อมูลวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างกว่า 70,000 คันทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงการยกระดับกลุ่มรถสองแถวและรถกะป๊อให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้น และมีแนวคิดพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับเรียกรถกลุ่ม Feeder เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลให้สามารถเดินทางได้ครอบคลุมมากขึ้น

นอกจากนี้ นายชัชชาติยังกล่าวถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนทั้งตลาดน้ำและตลาดชุมชน โดยระบุว่า กทม. จะไม่เข้าไปแทรกแซงการบริหารตลาดโดยตรง แต่จะทำหน้าที่สนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์ เชื่อมโยงการเดินทาง และช่วยจัดทำฐานข้อมูลเพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของพ่อค้าแม่ค้า นอกจากนี้จะใช้ตลาดของ กทม. เองเป็นเกณฑ์มาตรฐาน หรือ Benchmark ในการกำหนดราคาค่าเช่าแผงให้เป็นธรรม เพื่อควบคุมไม่ให้ตลาดอื่นๆ เก็บค่าเช่าแพงจนเกินไป

เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ

“สุดท้ายถ้าพ่อค้าอยู่ไม่รอด ตลาดก็อยู่ไม่รอด… ตัวนี้คือเรื่องสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมือง เพราะว่าเรามีรายเล็กรายน้อย ตลาดชุมชนต่างๆ เรามี SME ถึง 500,000 กว่ารายจ้างงาน 3 ล้านกว่าคน เศรษฐกิจคู่ขนานต้องไปด้วยกัน เศรษฐกิจใหญ่ก็ต้องไป โตใหญ่ไปปุ๊บ เศรษฐกิจเล็กก็โตตาม ผมเชื่อว่านี่เป็นเรื่องสำคัญมากๆ ของ 4 ปีต่อไปในอนาคต”

ทั้งนี้ ในด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับเส้นเลือดฝอย นายชัชชาติมีนโยบายยกระดับตลาดน้ำตลิ่งชัน ตลาดน้ำคลองลัดมะยม วัดจำปา และวัดสะพาน ให้มีมาตรฐานและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวนานาชาติ พร้อมกับชูประเพณีชักพระทางน้ำให้เป็นประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ประจำเขต

นอกจากนี้ ยังมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการส่งเสริมย่านการท่องเที่ยวทั้งทางบกและทางน้ำ ตามแนวคลองภาษีเจริญและคลองบางกอกใหญ่รวมถึงการผลักดันตลาดพลูในเขตธนบุรีให้เป็นย่านสร้างสรรค์เต็มรูปแบบโดยมีแผนก่อสร้างสะพานคนเดินข้ามคลองบางกอกใหญ่เชื่อมต่อชุมชนฝั่งบางกอกใหญ่ให้กลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ ควบคู่ไปกับการดูแลคุณภาพชีวิตและสาธารณสุขในพื้นที่ ด้วยการเปิดให้บริการแผนกผู้ป่วยนอก (OPD)ของโรงพยาบาลพระมงคลเทพมุนี ในเขตภาษีเจริญ เพื่อลดความแออัดของโรงพยาบาลข้างเคียงและให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง

พท.ล่ารายชื่อจ่อแก้รธน.

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย หลังชะลอเพื่อปรับแก้เนื้อหา ภายหลังสส.พรรคภูมิใจไทยถอนรายชื่อว่า ตอนนี้พรรคเพื่อไทยมีคณะทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ดำเนินการอยู่ โดยจะนำเนื้อหาที่มีการร่างเข้าที่ประชุม สส.ของพรรคในสัปดาห์หน้า ถ้าเห็นตรงกันว่าไม่มีอะไรต้องปรับแก้ก็ล่าลายเซ็น สส.เพื่อยื่นเสนอต่อประธานรัฐสภาต่อไป โดยร่างที่กำลังดำเนินการนั้น จะมีการปรับเนื้อหาในส่วนที่หลายฝ่ายกังวล เช่น ประเด็นที่มาของ ส.ส.ร.ไม่ให้ขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ยังคงยึดหลักการความเป็นประชาธิปไตย ให้ได้มากที่สุด

เมื่อถามว่า กรอบเวลาจะดำเนินการยื่นต่อประธานรัฐสภาเมื่อใดนายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตอนนี้ระยะเวลาถือว่ากระชั้น เข้าใจว่าประธานรัฐวางแผนจะบรรจุวาระพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญช่วงปลายเดือนมิ.ย.เราจะดำเนินการให้ทันกับการพิจารณาดังกล่าว

ปัญหาเขากระโดงยังร้อนฉ่า

นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความรับผิดชอบคดีเขากระโดง จ.บุรีรัมย์โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า บางคนยังพูดเรื่องเขากระโดงวนซ้ำไปซ้ำมา เหมือนอยากให้สังคมเชื่อว่า “ศาลฎีกาตัดสินแล้ว ทุกคนในพื้นที่ 5,083 ไร่ คือผู้บุกรุก และกรมที่ดินต้องเพิกถอนเอกสารสิทธิทั้งหมดทันที” ทั้งที่ถ้ารู้กฎหมายจริง หรือมีสติพอจะอ่านกฎหมายให้ครบ จะรู้ว่านี่คือการพูดแบบตัดตอนจนทำให้สังคมเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง

คำพิพากษาคดีหนึ่งไม่ได้เป็นตรายางปิดปากประชาชนทั้งพื้นที่ โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยเป็นคู่ความในคดีนั้น กฎหมายยังให้สิทธิบุคคลภายนอกพิสูจน์ได้ว่า ตนมีสิทธิที่ดีกว่า หรือมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่แตกต่างจากคดีเดิม คำพิพากษาที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์อาจนำไปใช้ยันบุคคลภายนอกได้ในบางกรณี แต่ไม่ได้หมายความว่าบุคคลภายนอกหมดสิทธิอธิบาย หมดสิทธิโต้แย้ง หรือหมดสิทธิต่อสู้คดีของตนเอง

ถ้าคดีทุกอย่าง “จบแล้ว” อย่างที่บางคนพยายามปั่นคำถามง่ายๆ คือ แล้วเหตุใดศาลยุติธรรมจึงยังรับฟ้องคดีที่ ร.ฟ.ท. ฟ้องประชาชนเป็นรายแปลงอยู่ในศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เหตุใดศาลยังเปิดกระบวนการให้คู่ความนำพยานหลักฐานเข้าสืบกันต่อไป และเหตุใดศาลปกครองจึงไม่ได้สั่งให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนดทั้งหมดทันที แต่ให้ดำเนินการตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งหมายถึงการตรวจสอบสอบสวน รับฟังผู้มีส่วนได้เสีย และพิจารณาข้อเท็จจริงตามขั้นตอนของกฎหมาย

คำว่า “กรมที่ดินมีอำนาจเพิกถอน”ไม่ใช่คำเดียวกับ “กรมที่ดินต้องเพิกถอนทันทีโดยไม่ฟังใคร” เพราะถ้าเจ้าหน้าที่รัฐเพิกถอนเอกสารสิทธิของประชาชนโดยไม่ตรวจสอบแนวเขต ไม่พิสูจน์รายแปลง ไม่รับฟังผู้มีส่วนได้เสีย และไม่เดินตามมาตรา 61 นั่นต่างหากคือการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ และจะสร้างความเสียหายทั้งต่อประชาชน ต่อเจ้าหน้าที่ และต่อระบบกฎหมาย

ปั่นกระแสสร้างความชิงชัง

สิ่งที่น่าเสียใจคือ คนจำนวนหนึ่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “สิทธิที่ดีกว่า” ของบุคคลภายนอกคืออะไร ไม่รู้ว่าสำนวนคดีใหม่มีพยานหลักฐานอะไรที่แตกต่างจากคดีเดิม ไม่รู้ว่าที่ดินแปลงใดมีประวัติการออกเอกสารสิทธิอย่างไร ไม่รู้ว่าแนวเขตที่แท้จริงพิสูจน์กันอย่างไร แต่กลับอวดภูมิออกความเห็นฟันธง กล่าวหาคนทั้งพื้นที่ว่าเป็นผู้บุกรุก เป็นคนไม่เคารพคำพิพากษาหรือเป็นผู้โกงแผ่นดิน ทั้งที่ตัวเองไม่ได้เป็นโจทก์ ไม่ได้เป็นจำเลย ไม่ได้เห็นสำนวน และไม่ได้รับผลกระทบจากคำพูดของตัวเองเลย

การเรียกร้องความถูกต้องไม่ใช่การปั่นกระแสให้คนเกลียดชังกัน และการเคารพคำพิพากษาไม่ใช่การเอาชื่อศาลไปเป็นอาวุธปิดปากประชาชนที่กฎหมายยังให้สิทธิต่อสู้คดีอยู่ หากใครมั่นใจว่าที่ดินแปลงใดเป็นของ ร.ฟ.ท. ก็ให้นำพยานหลักฐานไปพิสูจน์ในศาล หากเชื่อว่าเอกสารสิทธิใดออกไม่ชอบก็ให้พิสูจน์ตามมาตรา 61 ไม่ใช่ใช้เสียงดังในสื่อแทนพยานหลักฐาน แล้วสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและชีวิตของคนอื่น

คดีเขากระโดงต้องจบด้วยข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และคำพิพากษาของแต่ละคดี ไม่ใช่จบด้วยความสะใจของคนที่ไม่รู้สำนวนคดีใหม่ แต่พูดเหมือนรู้ทุกอย่าง ยกเว้นสำนึกของตัวเอง

“อย่าเอาคำว่าเคารพคำพิพากษาถึงที่สุด มาเป็นข้ออ้างในการไม่เคารพสิทธิของคนที่กฎหมายยังให้เขาต่อสู้คดีอยู่”

อภิสิทธิ์ ยกย่องพระปรีชา พระองค์ภา ทรงนำ ‘ข้อกำหนดกรุงเทพ’ สู่เวทีสากล

อภิสิทธิ์ ยกย่องพระปรีชา พระองค์ภา ทรงนำ 'ข้อกำหนดกรุงเทพ' สู่เวทีสากล

อภิสิทธิ์ ยกย่องพระปรีชา พระองค์ภา ทรงนำ ‘ข้อกำหนดกรุงเทพ’ สู่เวทีสากล

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.00 น.

วันที่ 13 มิถุนายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความถวายอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ระบุว่า น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ

ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นชื่อกรุงเทพหรือแม้แต่ประเทศไทยอยู่บนคำเรียกกติกาสากล แต่ “ข้อกำหนดกรุงเทพ” หรือ “Bangkok Rules” ซึ่งเป็นข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรฐานที่ไม่ใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง เกิดขึ้นได้ก็ด้วยพระปรีชาและพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทรงทุ่มเททำงานเรื่องนี้มาตั้งแต่โครงการกำลังใจ จนในที่สุดได้รับการรับรองโดยที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ ๖๕ เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ผมโชคดีที่ได้มีโอกาสตามเสด็จและเป็นสักขีพยานในการประกาศมติดังกล่าว ที่กรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในครั้งนั้น คุณูปการจากข้อกำหนดดังกล่าว ไม่เพียงตกแก่บรรดาผู้ต้องขังหญิงในประเทศไทยเท่านั้น แต่ส่งผลไปยังผู้ต้องขังหญิงทั่วโลก

โปรดเกล้าฯ สถาปนาพระเกียรติยศ พระองค์ภา เศวตฉัตร 7 ชั้น-กางกั้นพระโกศ

โปรดเกล้าฯ สถาปนาพระเกียรติยศ พระองค์ภา เศวตฉัตร 7 ชั้น-กางกั้นพระโกศ

โปรดเกล้าฯ สถาปนาพระเกียรติยศ พระองค์ภา เศวตฉัตร 7 ชั้น-กางกั้นพระโกศ

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.10 น.

วันที่ 13 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา ประกาศเรื่อง สถาปนาพระเกียรติยศ

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระอนุสรณ์ถึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ ว่า เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ผู้เปี่ยมด้วยพระจริยวัตรอันงดงาม ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจ ด้วยพระวิริยอุตสาหะ และพระกตัญญกตเวทิตา ฉลองพระเดชพระคุณ เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ก่อให้เกิดประโยชน์แก่บ้านเมืองเป็นที่ประจักษ์แก่ตาแก่ใจของมหาชนทั่วไปทุกหนทุกแห่ง ทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการ ทั้งในด้านกระบวนการยุติธรรม การสาธารณกุศล การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้ด้อยโอกาส และการต่างประเทศ ทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำสาธารณรัฐออสเตรีย ทรงรับปฏิบัติงานที่คณะทูตถาวรแห่งประเทศไทย ประจำองค์การสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์กทรงรับราชการในตำแหน่งอัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการสูงสุด ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย มูลนิธิพัชรสุธาคชานุรักษ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์มูลนิธิภูบดินทร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ในพระบรมราซูปถัมภ์ ตลอดจนรับเป็นพระราชภาระในการดูแลทุกข์สุขของพสกนิกร เป็นอเนกปริยาย

เมื่อเสด็จสิ้นพระชนม์ เป็นเหตุให้พระองค์และประชาชนทุกหมู่เหล่า อาลัยระลึกถึงเป็นอันมากทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์นั้น ทรงพระเกียรติคุณเป็นที่เชิดชูแห่งพระราชวงศ์ควรได้รับพระเกียรติยศใหญ่ยิ่ง โดยอนุโลมตามโบราณราชประเพณี

จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เจ้าพนักงานจัดเศวตฉัตร ๗ ชั้นกางกั้นพระโกศ พระราชทานเป็นเครื่องเฉลิมพระเกียรติยศให้ปรากฏสืบไป

ประกาศ ณ วันที่ ๑๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นปีที่ ๑ด ในรัชกาลปัจจุบัน

ชัชวาล สับยับ ประชุม นบข.นัดแรก ไร้วาระ ไร่ละพัน ไหนว่าจะรวยไม่ไหวแล้ว ปล่อยชาวนาอกหัก

ชัชวาล สับยับ ประชุม นบข.นัดแรก ไร้วาระ ไร่ละพัน ไหนว่าจะรวยไม่ไหวแล้ว ปล่อยชาวนาอกหัก

ชัชวาล สับยับ ประชุม นบข.นัดแรก ไร้วาระ ไร่ละพัน ไหนว่าจะรวยไม่ไหวแล้ว ปล่อยชาวนาอกหัก

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.07 น.

“ชัชวาล” สับยับ “นบข. ”นัดแรกไร้วาระ “ไร่ละพัน” ไหนว่าจะรวยไม่ไหวแล้ว ปล่อยชาวนาอกหัก ซ้ำเติมวิกฤต “ลานีญา ”เมล็ดพันธุ์ขาดแคลนทำต้นทุนการผลิตพุ่ง จี้รัฐบาลรีบทบทวนอย่าปล่อยเกียร์ว่าง จนวิกฤตเกินแก้ 

วันที่ 13 มิถุนายน 2569  นายชัชวาล แพทยาไทย  สส.ร้อยเอ็ด เขต 7 พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) เปิดเผยภายหลังติดตามผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) นัดแรกของรัฐบาล โดยแสดงความผิดหวังอย่างยิ่งที่ที่ประชุมไม่มีการนำวาระมาตรการช่วยเหลือลดต้นทุนการผลิตหรือเงินเยียวยา “ไร่ละพัน” ของปีการผลิต ปี  69/70 เข้าสู่การพิจารณา และไม่มีการชี้แจงความชัดเจนใดๆ แก่ชาวนา มีเพียงการอนุมัติงบจ่ายค้างเดิมของปีที่ผ่านมาเท่านั้น ถือเป็นการมองข้ามความเดือดร้อนและทำให้พี่น้องเกษตรกรหลายสิบล้านครัวเรือนที่ตั้งตารอต้องอกหักไปตามๆ กัน

นายชัชวาล กล่าวว่า การเพิกเฉยของ นบข. ในครั้งนี้ ยิ่งเป็นการซ้ำเติมวิกฤตให้พี่น้องชาวนาอย่างหนัก เนื่องจากปีนี้เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงเกิน 50% ทั้งจากภาวะสงครามในตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงลิ่ว ราคาปุ๋ยเคมีขยับขึ้นจากกระสอบละ 700-800 บาท เป็น 1,500 บาท รวมถึงราคาเมล็ดพันธุ์ที่แพงขึ้นเกือบเท่าตัว การที่รัฐบาลยังคงอ้างธรรมเนียมเดิมว่าการประชุมนัดแรกเป็นเพียงการวางกรอบการทำงาน โดยไม่มีมาตรการระยะสั้นออกมารองรับ จึงเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลกับสถานการณ์วิกฤตในปัจจุบัน

นายชัชวาล  กล่าวว่า  นอกจากนี้ เกษตรกรยังต้องเผชิญกับสถานการณ์ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์สำหรับการเพาะปลูกข้าวในฤดูกาลใหม่อย่างรุนแรง เนื่องจากแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีได้รับความเสียหายหนักจากเอฟเฟกต์ของปรากฏการณ์ลานีญา ที่บิดเบือนสภาพภูมิอากาศจนส่งผลให้เกิดสภาวะฝนทิ้งช่วงอย่างยาวนานในหลายพื้นที่เพาะปลูกหลัก ส่งผลให้ต้นกล้าและแปลงขยายพันธุ์ข้าวแห้งตาย ยอดการเก็บเกี่ยวผลผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพลดฮวบลงอย่างน่าใจหาย ซึ่งถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างระดับใหญ่ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนเป็นวงกว้างตั้งแต่เริ่มต้นฤดูการผลิต

นายชัชวาล กล่าวว่า  วิกฤตการณ์ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์เนื่องจากภัยฝนทิ้งช่วงดังกล่าว นำไปสู่ผลกระทบด้านลบที่น่าเป็นห่วง 3 ประเด็นหลัก คือ 1.การระบาดหนักของกลุ่มเมล็ดพันธุ์เถื่อนและข้าวปลอมปนไม่ได้มาตรฐานในท้องตลาดเนื่องจากพ่อค้าฉวยโอกาสโก่งราคาขายแพง จนกลายเป็นต้นทุนแฝงที่ซ้ำเติม 2.วิกฤตหนี้สินเดิมของชาวนาให้พุ่งสูงขึ้น อีกทั้งยังเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารและ3.การส่งออกข้าวของประเทศในระยะยาว เนื่องจากปัญหาขาดแคลนเมล็ดพันธุ์นี้บวกกับภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วง จะส่งผลให้รอบการปักดำข้าวของชาวนาต้องเลื่อนออกไปไกลกว่าเดิม

นายชัชวาล  กล่าวย้ำว่า รัฐบาลและ นบข. ต้องรีบกลับไปทบทวนและออกมาชี้แจงให้ชัดเจนว่าจะช่วยอย่างไรและเท่าใด เผื่อชาวนาจะได้เตรียมตัวรับมือ ท่ามกลางความล้มเหลวของมาตรการเชิงรุกในการเตรียมความพร้อมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เพราะเมล็ดพันธุ์ข้าวคือต้นทุนหัวใจสำคัญที่สุดในการเริ่มต้นทำนา ถ้ารัฐบาลยังคงปล่อยเกียร์ว่าง ปล่อยให้ชาวนาเผชิญชะตากรรมตามยถากรรม โดยที่โครงการไร่ละพันปีนี้ก็ถูกปัดตก และเมล็ดพันธุ์ข้าวยังมาขาดแคลนหนักซ้ำเติมอีก ปลายปีนี้ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจฐานรากที่ล้มละลายอย่างแท้จริง ซึ่งตนเองจะยืนหยัดทวงถามเรื่องนี้อย่างเข้มข้นต่อไปเพื่อพี่น้องชาวนาไทย 

 “ก่อนหน้านี้ในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ประกาศชัดเจนว่าจะทำให้เกษตรกรร่ำรวย ข้าวหอมมะลิ 18,000 บาท ข้าวขาว 12,000 บาท และสินค้าเกษตรราคาขึ้นทุกตัว แต่ปัจจุบันผลลัพธ์กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง แม้กระทั่งมาตรการช่วยเหลือเยียวยาพื้นฐานเพื่อต่อลมหายใจพี่น้องเกษตรกรอย่างโครงการ “ไร่ละพัน” ก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ”นายชัชวาล กล่าว

ส่องทรัพย์สิน จิรุตม์ กกต.คนใหม่ พ้นจากตำแหน่งจนท.รัฐ รวยกว่า 80 ล้าน

ส่องทรัพย์สิน จิรุตม์ กกต.คนใหม่ พ้นจากตำแหน่งจนท.รัฐ รวยกว่า 80 ล้าน

ส่องทรัพย์สิน จิรุตม์ กกต.คนใหม่ พ้นจากตำแหน่งจนท.รัฐ รวยกว่า 80 ล้าน

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.38 น.

ส่องทรัพย์สิน “จิรุตม์” กกต.คนล่าสุด แจ้งพ้นจากการเป็นจนท.รัฐรวย 80.3 ล้าน ทองคำ-เครื่องเพชรเพียบ

วันนี้ 13 มิ.ย.69 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป ช.)เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของนายจิรุตม์ วิศาลจิตร กกต.คนล่าสุด กรณีพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในตำแหน่งประธานกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย และกรรมการ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 (มหาชน)  โดยนายจิรุตม์ และนางสาวสิริลักษณ์ เจียมจงกล คู่สมรส แจ้งมีทรัพย์สินรวม80,373,609 บาท และมีหนี้สินรวม 1,441,096 บาท เป็นทรัพย์สินของนายจิรุตม์ 47,859,767 บาท

จิรุตม์ วิศาลจิตร

ประกอบด้วยเงินฝาก 9 บัญชี 12,254,631 บาท เงินลงทุนในกองทุนเปิด พันธบัตร และหุ้นรวม 20,151,736 บาท ที่ดิน 5 แปลงในกรุงเทพฯ 7,036,800 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง เป็นบ้านพัก 2 หลังย่านจรัญสนิทวงศ์ กรุงเทพฯ รวม 2.75 ล้านบาท ยานพาหนะ 450,000 บาทสิทธิและสัมปทาน 1,469,198 บาท ทรัพย์สินอื่น 3,747,400 บาท และแจ้งมีรายได้ต่อปีรวม 3.6 ล้านบาทแบ่งเป็นเงินเดือนและเบี้ยประชุม 2.4 ล้านบาท เงินบำนาญ 700,000 บาท ดอกเบี้ยเงินฝาก 350,000 บาทเงินปันผล 150,000 บาท

มีรายจ่ายต่อปีรวม 1,739,000 บาท โดยเป็นค่าอุปโภคบริโภค 800,000 บาท เบี้ยประกันภัย 39,000 บาท ค่าใช้จ่ายเพื่อสังคม 50,000 บาท ค่าสาธารณูปโภคเล่มอื่นๆ 350,000 บาท เงินบริจาค 50,000 บาทค่าเล่าเรียนบุตร 250,000 บาท ค่าท่องเที่ยว 200,000 บาท

จิรุตม์ วิศาลจิตร

ส่วนนางสาวสิริลักษณ์ คู่สมรส ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปบริษัทอาร์แอนด์เจ เทคโนโลยี จำกัด มีทรัพย์สินรวม 32,286,930 บาท แบ่งเป็นเงินสด 300,000 บาท เงินฝาก15 บัญชี 10,122,409 บาท เงินลงทุน 3, 731,533 บาท ที่ดิน 2 แปลงในเขตกรุงเทพฯ 3.43 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านพัก 1 หลังย่านพระราม 2 และห้องชุดแอชตัน จุฬา-สีลมรวม 9,331,169 บาท ยานพาหนะ 2.45 ล้านบาท สิทธิและสัมปทาน 961,817 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่น 1.96 ล้านบาท มีหนี้สินเป็นเงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น 1,441,096 บาท และแจ้งมีรายได้ต่อปีรวม 1.28 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินเดือน 600,000 บาทค่าเช่าคอนโด 320,000 บาท ดอกเบี้ยเงินฝาก 260,000 บาทเงินปันผล 100,000 บาท มีรายจ่ายต่อปีรวม 962,000 บาท  โดยเป็นค่าอุปโภคบริโภค 240,000 บาท ค่าเบี้ยประกันภัย 241,000 บาทค่าผ่อนคอนโด 276,000 บาท ค่าสาธารณูปโภค 200,000 บาท เงินบริจาค 5,000 บาท

ส่วนบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมีทรัพย์สินรวม 226,911 บาท เป็นเงินฝาก 103,500 บาทสิทธิและสัมปทาน 23,411 บาท ทรัพย์สินอื่น 100,000 บาท

จิรุตม์ วิศาลจิตร

สำหรับทรัพย์สินอื่นที่น่าสนใจของทั้งคู่ประกอบด้วย ทองรูปพรรณ (ราคาบาทละ20,000 บาท)รวม 23 บาทมูลค่า 460,000 บาททองคำแท่ง 17 บาทมูลค่า 340,000 บาทแหวนเพชร 2 วงมูลค่า 200,000 บาทพระเครื่อง 55 องค์มูลค่า 500,000 บาททองรูปพรรณ 40 บาท 2 สลึงรวมมูลค่า 810,000 บาท ทองคำแท่ง 35 บาทมูลค่า 700,000 บาท แหวนเพชร 2 วงมูลค่า 200,000 บาทตุ้มหูเพชร 2 คู่มูลค่า 120,000 บาท ทองรูปพรรณ 5 บาทมูลค่า 100,000 บาท หน้าปัดนาฬิกาฝังเพชร 1 วงมูลค่า 30,000 บาท ตุ้มหูไข่มุก 1 คู่มูลค่า 30,000 บาท

นอกจากนี้ ยังแจ้งทรัพย์มรดกที่คู่สมรสได้จากมารดา อาทิ ทองรูปพรรณ(ราคาบาทละ 21,800 บาท) รวม 28 บาท มูลค่า 610,400 บาทจี้ทองคำฝังเพชร 1 ชิ้นมูลค่า 60,000 บาท ชุดสร้อยคอ ตุ้มหูแหวนไพลินฝังเพชร 1 ชุดมูลค่า 250,000 บาท สร้อยคอและสร้อยข้อมือไพลินฝังเพชร 2 เส้น มูลค่า 100,000 บาทแหวนไพลินฝังเพชร 3 วงมูลค่า 110,000 บาทแหวนทับทิมล้อมเพชร 2 วงมือผ้า 100,000 บาทแหวนเพชร 2 วงมูลค่า 280,000 บาท แหวนไพลินหลังเบี้ยล้อมเพชร 1 วง มูลค่า 10,000 บาท แหวนบุษราคัมล้อมเพชร 1 วงมูลค่า 80,000 บาท  ตุ้มหูและแหวนหยกล้อมเพชร 1 ชุดมูลค่า 20,000 บาท ตุ้มหูเพชร 1 คู่มูลค่า 80,000 บาท เป็นต้น

สำหรับประวัติการทำงานย้อนหลัง 5 ปีของนายจิรุตม์ก่อนดำรงตำแหน่งกกต.นั้นตั้งแต่ 1 ต.ค.62-30 ก.ย. 68 ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการขนส่งทางบก 28ม.ค.62-30 ก.ย 62 รองปลัดกระทรวงคมนาคม  1 ต.ค. 61- 27 ม.ค. 62 เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม 16ต.ค.60-30 ก.ย.61เป็นอธิบดีกรมเจ้าท่า และ
20 ก.ย.59-15 ต.ค.60เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม

ส่วนตำแหน่งประธานกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทยนายจิรุตม์เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 2 ม.ค. 67 และรับตำแหน่งกรรมการบริษัทท่าอากาศยานไทยจำกัดมหาชน เมื่อ 30 มกราคม 2567

รองปลัด กทม. ลงพื้นที่สนามหลวง อำนวยความสะดวกปชช. ถวายน้ำสรงพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

รองปลัด กทม. ลงพื้นที่สนามหลวง อำนวยความสะดวกปชช. ถวายน้ำสรงพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

รองปลัด กทม. ลงพื้นที่สนามหลวง อำนวยความสะดวกปชช. ถวายน้ำสรงพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.31 น.

กทม. ตรวจเยี่ยมอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเข้าถวายน้ำสรงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ 

วันที่ 13 มิ.ย. 69 นายไทวุฒิ ขันแก้ว รองปลัดกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อยบริเวณท้องสนามหลวง และอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนภายในอุโมงค์หน้าพระลาน ที่เดินทางมาร่วมในการถวายน้ำสรงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งประดิษฐาน ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง  โดยรองปลัดฯ ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติงานให้เต็มที่ เพื่อให้พระราชพิธีดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติยศสูงสุด

กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.

บูรณาการทุกหน่วยงานดูแลปชช. กทม. เตรียมความพร้อมรองรับภารกิจเคลื่อนพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

บูรณาการทุกหน่วยงานดูแลปชช. กทม. เตรียมความพร้อมรองรับภารกิจเคลื่อนพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

บูรณาการทุกหน่วยงานดูแลปชช. กทม. เตรียมความพร้อมรองรับภารกิจเคลื่อนพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.14 น.

กทม. เตรียมความพร้อมรองรับภารกิจเคลื่อนพระศพ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” บูรณาการทุกหน่วยงานดูแลประชาชนตลอดเส้นทาง

วันที่ 13 มิ.ย. 69 นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ติดตามและกำกับการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานกรุงเทพมหานครในการรองรับภารกิจเคลื่อนพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ไปยังพระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง พร้อมกำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการปฏิบัติงานในทุกมิติ ทั้งด้านสถานที่ ความปลอดภัย การจราจร ความสะอาด และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เพื่อให้การดำเนินภารกิจเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สมพระเกียรติ และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง

กทม.

ในการนี้ กรุงเทพมหานครได้บูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานในสังกัดดำเนินการเตรียมความพร้อมตลอดแนวเส้นทางและบริเวณท้องสนามหลวง โดยสำนักการโยธาได้ปรับปรุงผิวจราจรบริเวณถนนพญาไทและถนนศรีอยุธยา ปรับระดับฝาบ่อสาธารณูปโภค ตลอดจนติดตั้งระบบไฟฟ้าสำหรับเต็นท์กองอำนวยการและรถสุขา เพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

ด้านสำนักสิ่งแวดล้อมร่วมกับสำนักงานเขตที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการตัดแต่งกิ่งไม้ ตัดหญ้า ปรับปรุงภูมิทัศน์ และทำความสะอาดตลอดแนวเส้นทางเคลื่อนพระศพ รวมถึงเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความสะอาดและบริหารจัดการขยะภายในพื้นที่ท้องสนามหลวง ทั้งยังได้จัดเตรียมรถสุขาบริการประชาชนทั้งบริเวณท้องสนามหลวงและตามแนวเส้นทางเคลื่อนพระศพ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางมาร่วมพิธีและเฝ้าฯ ส่งเสด็จ

กทม.

ขณะที่สำนักการจราจรและขนส่งได้ตรวจสอบความพร้อมของระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ตลอดแนวเส้นทางเคลื่อนขบวน ซึ่งสามารถใช้งานได้ตามปกติ เพื่อสนับสนุนการดูแลความปลอดภัยและการบริหารจัดการจราจรตลอดภารกิจ

ส่วนสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่และรถดับเพลิงประจำพื้นที่ท้องสนามหลวง ดูแลความปลอดภัยด้านอัคคีภัย พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยทางน้ำบริเวณท่าช้าง นอกจากนี้ สำนักการแพทย์และสำนักอนามัยได้จัดเตรียมรถพยาบาล Motorlance หน่วยปฐมพยาบาล พร้อมบุคลากรทางการแพทย์ตลอดแนวเส้นทาง

กทม.

สำหรับเส้นทางเคลื่อนพระศพ เริ่มจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ผ่านถนนอังรีดูนังต์ ถนนพระราม 4 ถนนพญาไท ถนนศรีอยุธยา ถนนราชดำเนินนอก ถนนราชดำเนินกลาง และถนนราชดำเนินใน ก่อนเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้บูรณาการการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนภารกิจเคลื่อนพระศพให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สมพระเกียรติ และเกิดความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชน

กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.
กทม.