‘รัดเกล้า’ ชำแหละงบแท็บเล็ต 1.7 หมื่นล้าน ยอดใช้จริงไม่ถึง 11% จี้ สภาทบทวน ปรับลดงบป้องทุจริต

10 กันยายน 2569 เวลา 10:06 น.

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ในมาตรา 24 งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและความโปร่งใสในโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) หรือโครงการจัดซื้อแท็บเล็ตแจกครูและนักเรียน โดยระบุว่าโครงการดังกล่าวเป็นเมกะโปรเจกต์ผูกพัน 5 ปี มูลค่าสูงถึง 17,305 ล้านบาท ซึ่งเบิกจ่ายไปแล้วกว่า 5,172 ล้านบาท แต่ผลลัพธ์กลับไม่คุ้มค่าเงินภาษีประชาชน

นางรัดเกล้า เปิดเผยข้อมูลสถิติจากระบบแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ (NDLP) ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของโครงการ โดยระบุว่า จากข้อมูลโรงเรียนนำร่อง 100 แห่งที่มีการใช้งานสูงสุด พบว่ามีนักเรียนลงทะเบียนในระบบกว่า 1.5 แสนคน แต่มีผู้ใช้งานจริง (Active Users) เพียง 16,946 คน หรือคิดเป็นประมาณ 11% ขณะที่ครูในระบบ 7,836 คน มีผู้ใช้งานจริงเพียง 542 คน หรือ 6.9% เท่านั้น ที่สำคัญคือสถิติระยะเวลาการเข้าใช้งานเฉลี่ยพบว่า ผู้ใช้กดเข้ามาเพียง 1 นาที 9 วินาที แล้วกดออกจากระบบทันที สะท้อนว่าแพลตฟอร์มไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอนอย่างจริงจัง

รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี

“ดิฉันและทีมงานลงพื้นที่สัมภาษณ์ครูผู้ได้รับแจกแท็บเล็ต ทุกคนดีใจที่ได้ของฟรี แต่เมื่อถามว่าเคยเข้าใช้งานระบบ NDLP ผ่านแท็บเล็ตบ้างหรือไม่ ทุกคนตอบตรงกันว่าไม่เคยเข้าใช้งานเลย โครงการนี้กำลังสร้างภาระให้ครูต้องผลิตสื่ออัปโหลดขึ้นระบบ แต่กลับไม่มีใครนำไปใช้ประโยชน์ร่วมกัน NDLP จึงไม่ต่างอะไรจาก Google Drive ขนาดใหญ่ที่บังคับให้ครูนำข้อมูลไปแขวนไว้เท่านั้น” นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้า ซึ่งระบุว่าสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการศึกษาโดยตรงจากต่างประเทศ และเคยทำวิจัยเรื่องความคุ้มค่าของการใช้แท็บเล็ตเพื่อการศึกษา กล่าวต่อว่า แพลตฟอร์ม เทคโนโลยี หรือ Cloud ไม่ได้รู้จักตัวตนของเด็ก และไม่ได้ช่วยสอนเด็กได้เท่ากับครู แต่โครงการนี้กลับไม่ตอบโจทย์การลดความเหลื่อมล้ำ เพราะจากการกางแผนที่ดูการจัดสรรอุปกรณ์ พบว่าแท็บเล็ตส่วนใหญ่ถูกส่งไปยังโรงเรียนในเมืองใหญ่ที่มีความพร้อมอยู่แล้ว ขณะที่เด็กยากจนพิเศษ โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือเด็กที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา กลับไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ ทั้งที่สิ่งที่เด็กกลุ่มนี้ต้องการคือค่าเดินทางและค่าอาหารเพื่อประคับประคองให้อยู่ในระบบโรงเรียนต่อไปได้

รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี

นอกจากนี้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยังเปิดแผลเรื่องความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง (e-Bidding) โดยยกตัวอย่างการประมูลของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 วงเงินกว่า 588.9 ล้านบาท แต่กลับมีเอกชน ยื่นเสนอราคาเพียงรายเดียว และชนะการประมูลโดยเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเพียง 178,600 บาท หรือประหยัดงบให้รัฐได้เพียง 0.03% เท่านั้น ซึ่งมองว่ารูปการณ์เช่นนี้เสี่ยงต่อการคอร์รัปชันอย่างมาก เนื่องจากการกระจายงบไปยังเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศทำให้ตรวจสอบและไล่จับได้ยาก

พร้อมกันนี้ นางรัดเกล้า ได้ยื่นข้อเสนอ 4 ข้อต่อสภาและกรรมาธิการ

1.จัดสรรงบใหม่ ควรนำงบประมาณที่เหลืออยู่กว่า 1.1 หมื่นล้านบาท ไปลงทุนในจุดที่สร้างทุนมนุษย์ได้จริง เช่น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ดูแลเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบ 4.3 ล้านคน แต่กลับถูกตัดงบ


2.จำแนกงบผูกพัน ทบทวนและแยกแยะส่วนที่เป็นภาระสัญญาเดิมกับส่วนขยายใหม่ หากส่วนใดตัดลดได้ควรรีบตัด


3.ปรับดัชนีชี้วัด (KPI): เลิกวัดความสำเร็จด้วยจำนวนแท็บเล็ตที่แจก แต่ต้องวัดที่ทักษะความรู้และความสามารถในการเข้าสู่การจ้างงานของนักเรียน


4.อุดช่องโหว่ทุจริตเร่งวางระบบตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างกระจายศูนย์เพื่อป้องกันการรั่วไหล

รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี

นอกจากนี้ นางรัดเกล้า ยังได้ฝากคำถามไปยังกรรมาธิการ และส่งสารผ่านสภาไปถึง ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลงานด้านการสร้างทุนมนุษย์ โดยเรียกร้องให้กล้าคิดใหม่ อย่าปล่อยเกียร์ว่าง และอย่าทำให้การปฏิรูปการศึกษากลายเป็นเพียงแค่การเพิ่มอุปกรณ์ในมือครู หรือเป็นเพียงการจัดสรรงบประมาณในลักษณะ “ภูมิใจไทยคิด เพื่อไทยทำ” โดยไร้ประสิทธิภาพ

รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี
รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี
รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี
รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี
รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี
รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี

เริ่มแล้ววันนี้! รัฐบาลชวนชายไทย สมัคร’พลทหารอาสา’ ปี’70  รับราชการ 4 ปี พร้อมสิทธิประโยชน์-โอกาสต่อยอดสู่ทหารอาชีพ

10 กันยายน 2569 เวลา 09:14 น.

เริ่มสมัครวันนี้ 10 ก.ย. 69 เปิดรับสมัคร “พลทหารอาสา” ปี 2570 จำนวน 18,784 อัตรา สมัครใจรับราชการ 4 ปี เลือกผลัด–หน่วยได้ทั่วประเทศ พร้อมสิทธิประโยชน์และโอกาสต่อยอดสู่ทหารอาชีพ

วันที่ 10 กันยายน 2569  นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย รัฐบาลเชิญชวนชายไทยที่มีอายุระหว่าง 18 – 26 ปีบริบูรณ์ ที่มีความสนใจประกอบอาชีพทหารและร่วมปฏิบัติภารกิจสนับสนุนกองทัพ สมัครเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการในรูปแบบ “พลทหารอาสา” ประจำปี 2570 สามารถสมัครได้ผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์ http://rcm.rta.mi.th หรือสมัครด้วยตนเอง ณ หน่วยทหารสังกัดกองทัพบกที่เปิดรับสมัครทั้ง 221 หน่วย รวมทั้งที่สำนักงานสัสดีอำเภอหรือสำนักงานสัสดีจังหวัด ได้ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2569 ถึง 24 มกราคม 2570 โดยกองทัพบกเปิดรับจำนวนทั้งสิ้น 18,784 อัตรา ซึ่งเป็นการคัดสรรกำลังพลเข้าปฏิบัติงานในกองทัพบกรูปแบบใหม่ ทดแทนโครงการ “พลทหารออนไลน์” ตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงกลาโหม โดยผู้สมัครสามารถเลือกผลัดและหน่วยทหารที่ต้องการปฏิบัติงานได้ทั่วประเทศ รวม 221 หน่วย

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า “พลทหารอาสา” คือทหารกองประจำการที่สมัครใจเข้าปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะการทำสัญญาจ้างเป็นระยะเวลา 4 ปี ซึ่งจะได้รับการฝึกและปฏิบัติงานภายในหน่วยเช่นเดียวกับทหารกองประจำการทั่วไป แต่จะได้รับสิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขของโครงการ คือ ได้รับเงินเดือนเริ่มต้น เดือนละ 12,090 บาท และค่าตอบแทนพิเศษ เดือนละ 2,880 บาท (สำหรับเป็นค่าอาหารหรือค่าประกอบเลี้ยง) นอกจากนี้ ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่พลทหารอาสาตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป จะได้รับโควตาในการสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก ในกลุ่มโควตาทหารกองประจำการ ที่กำหนดที่นั่งร้อยละ 80 ของยอดการเปิดรับนักเรียนนายสิบทั้งหมด ในประเภทเดียวกับพลทหารออนไลน์ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 30 ของที่นั่งในโควตาดังกล่าว หรือเท่ากับ 453 อัตรา รวมทั้งการได้รับคะแนนเพิ่มพิเศษในภาควิชาการในการสอบบรรจุเข้าเป็นข้าราชการในกองทัพบก เริ่มต้นที่ร้อยละ 5 ด้วย ซึ่งถือเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงทางรายได้และเปิดโอกาสต่อยอดในเส้นทางทหารอาชีพให้กับผู้สมัครใจเป็นพลทหารอาสา ควบคู่กับการได้รับโอกาสอื่นๆ อาทิ การฝึกทักษะทางวิชาชีพ และการเรียนการสอนผ่านระบบการศึกษานอกเวลา ทำให้ได้รับวุฒิการศึกษาที่สูงขึ้นระหว่างช่วงเข้ารับราชการ

“โอกาสในการรับใช้ชาติ พร้อมโอกาสต่อยอดสู่ทหารอาชีพมาถึงแล้ว รัฐบาลเชิญชวนชายไทยไม่จำกัดวุฒิการศึกษาที่สนใจเข้ารับราชการทหารได้ร่วมสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคง  โดยจะได้รับการดูแลและส่งเสริมโอกาสอย่างครอบคลุม ตลอดจนพัฒนาสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องและเท่าทันต่อสถานการณ์ในยุคปัจจุบัน” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

นายกฯ ร่วมงานเลี้ยงรับรอง พระราชอาคันตุกะ-ผู้นำนานาประเทศ บอกใช้เวลาคุ้มค่า กระชับสัมพันธ์ผู้นำโลก

10 กันยายน 2569 เวลา 08:31 น.

นายกฯร่วมงานเลี้ยงรับรองพระราชอาคันตุกะ–ผู้นำนานาประเทศ หลังเสร็จพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 เผย เป็นโอกาสดีพบผู้นำระดับโลกหลายท่าน บอกแม้ช่วงเวลาสั้นๆ แลกเปลี่ยนความเห็นเกิดประโยชน์สูงสุด

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้แทนพระองค์เข้าร่วมพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ วันที่ 9 ก.ย. 2569 ณ กรุงออสโล ราชอาณาจักรนอร์เวย์

โดยเวลา 17.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองอย่างเป็นทางการ ณ พระราชวังหลวง กรุงออสโล พร้อมด้วยพระราชอาคันตุกะ ประมุขแห่งรัฐ พระบรมวงศานุวงศ์ และผู้แทนระดับสูงจากนานาประเทศ ซึ่งเดินทางมาร่วมถวายพระเกียรติและถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 ทั้งนี้ งานเลี้ยงรับรองมีขึ้นภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีพระบรมศพ ณ มหาวิหารออสโล โดยสมเด็จพระราชาธิบดีโฮกุนที่ 8 แห่งนอร์เวย์ ทรงเป็นเจ้าภาพรับรองพระราชอาคันตุกะและแขกผู้มีเกียรติจากต่างประเทศ

ด้านนายอนุทิน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่าร่วมงานพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำโดยกษัตริย์พระองค์ใหม่แห่งราชอาณาจักรนอร์เวย์ King Haakon VIII ที่พระราชวังหลวงในกรุงออสโล ภายหลังพระราชพิธีฝังพระบรมศพของ King Harald V ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์มาร่วมในพระราชพิธีนี้

นอกจากนี้ยังโพสต์ข้อความเป็นภาษาอังกฤษ พร้อมภาพว่า Attending the Royal Funeral Process of the late King Harald V of Norway provided a great opportunity for me to meet with several world leaders such as Presidents of Georgia, Latvia, Albania, Germany, Estonia, Hungary, Czech Republic, as well as Prime Ministers of France, Norway, Sweden and Morocco. Just to name a few.

Although our encounters were very brief, we made good use of this little time to exchange views on bilateral relations, cooperation, trade and investments and new opportunities that could benefit Thailand and their respective countries together

โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า การได้เข้าร่วมในพระราชพิธีพระบรมศพของสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ ถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้พบปะกับผู้นำระดับโลกหลายท่าน อาทิ ประธานาธิบดีจากจอร์เจีย ลัตเวีย แอลเบเนีย เยอรมนี เอสโตเนีย ฮังการี และสาธารณรัฐเช็ก รวมถึงนายกรัฐมนตรีจากฝรั่งเศส นอร์เวย์ สวีเดน และโมร็อกโก เป็นต้น

แม้จะเป็นการพบปะหารือในช่วงเวลาสั้นๆ แต่เราก็ได้ใช้เวลาดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคี ความร่วมมือด้านต่างๆ การค้าและการลงทุน ตลอดจนโอกาสใหม่ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างประเทศไทยและประเทศของผู้นำเหล่านั้น

นี่คืออภิสิทธิ์ชนแล้วหรือยัง ?’เอ็ดดี้’ ชี้ สส. ส้มโอดหิวข้าวกลางดึกในสภา ควรจัดการปัญหาพื้นฐานด้วยตนเอง

10 กันยายน 2569 เวลา 08:12 น.

เอ็ดดี้

จากกรณีที่สภาถก พ.ร.บ.งบฯ 70 วาระสองวันที่ 2 ภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน เรียกร้องว่าประชุมตอนดึกสส.ไม่มีข้าวกิน ควรมีสวัสดิการให้ จี้ปธ.ทบทวนสวัสดิการ ไปก่อนหน้านี้ จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกโซเชียลไปก่อนหน้านี้

ล่าสุดวันนี้ 10 กันยายน 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงประเด็น อาหารของ ส.ส. รอบดึกในสภา ด้วยข้อความทั้งหมดระบุว่า “ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบในการแก้ปัญหาอาหารของ ส.ส.
#อาหารรอบดึกในสภาส้ม วุฒิภาวะ การพึ่งพาตนเอง และสัดส่วนระหว่างปัญหาส่วนตัวกับปัญหาสาธารณะ
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
______________________________________________

เอ็ดดี้

ภัณฑิลไม่ได้ผิดที่อยากมีอาหารกินตอนประชุมดึก และการเสนอให้ร้านค้าเปิดนานขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องผิด หากมองว่าเป็นข้อเสนอเพื่ออำนวยความสะดวก
แต่จุดที่อยากจะถามคือ ทำไมเรื่องนี้จึงกลายเป็นข้อเรียกร้องต่อประธานสภาในฐานะปัญหา “สวัสดิการ” แทนที่จะเป็นเรื่องที่ ส.ส.สามารถจัดการด้วยตัวเอง
______________________________________________
ประชุมดึก ไม่มีร้านขายอาหาร เป็น “ปัญหาสวัสดิการของ ส.ส.” จริงหรือ?
ไม่มีใครเถียงว่า ส.ส.ต้องกินข้าว และไม่มีใครว่าอะไรหากต้องการให้ร้านค้าในสภาเปิดนานขึ้น
แต่คำถามคือ เรื่องนี้เป็นภาระที่ฝ่ายบริหารสภาต้องจัดการให้ หรือเป็นเรื่องพื้นฐานที่ผู้ใหญ่ซึ่งรู้ล่วงหน้าว่าต้องประชุมถึงดึกสามารถจัดการเองได้?
โดยเฉพาะในยุคที่สามารถเตรียมอาหาร สั่งอาหาร หรือให้ทีมงานจัดหาได้ไม่ยาก
______________________________________________
วันนี้เรามีทั้ง Food Delivery ผู้ช่วย ส.ส. ร้านอาหารรอบพื้นที่ และสามารถเตรียมอาหารล่วงหน้าได้
คนไทยอีกจำนวนมากทำงานจนดึก บางคนทำงานกะกลางคืนทั้งชีวิต เขาก็ต้องบริหารเรื่องอาหารและชีวิตประจำวันของตัวเอง
แต่ ส.ส.คือบุคคลที่อาสาเข้ามาแก้ปัญหาของประชาชนทั้งประเทศ จัดการปัญหาส่วนตัวยังไม่ได้ ต้องยกปัญหาส่วนตัวขึ้นเป็นปัญหาของระบบ
ถ้าแม้แต่ปัญหาอาหารมื้อดึกของตัวเองยังกลายเป็นเรื่องที่ต้องเรียกร้องให้ระบบเข้ามาจัดการ สังคมก็มีสิทธิ์ถามว่า
นี่คือปัญหาเชิงระบบจริง ๆ หรือเป็นเพียงเรื่องที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่สามารถบริหารจัดการด้วยตัวเองได้?
และก่อนเรียกร้องให้รัฐสภาแก้ปัญหานี้ ลองถามคนที่ทำงานโรงพยาบาล โรงงาน โรงแรม ตำรวจ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือพนักงานกะกลางคืนดูบ้างว่า
ทุกคืนที่เขาหิว เขาต้องยื่นญัตติให้ใครจัดการให้หรือไม่?
______________________________________________
พรรคส้มมีจุดยืนที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่อง “อภิสิทธิ์ชน” กับเรื่อง “สองมาตรฐาน” และการที่บุคคลบางกลุ่มได้รับการปฏิบัติเหนือคนทั่วไปมาโดยตลอด
การที่สมาชิกพรรคส้มเรียกเรื่องนี้ว่าเป็น “สวัสดิการของพวกเรา”
“นี่คืออภิสิทธิ์ชนแล้วหรือยัง? และ มันสะท้อนทัศนคติแบบอภิสิทธิ์หรือไม่?
พรรคการเมืองที่วิจารณ์ “อภิสิทธิ์ชน” และเรียกร้องให้ทุกคนอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
วันนี้กลับต้องตอบคำถามเสียเองว่า
เหตุใดเรื่องที่คนทำงานกะดึกทั่วไปต้องจัดการด้วยตัวเอง จึงกลายเป็นเรื่องที่ระบบต้องจัดบริการรองรับเป็นพิเศษเมื่อผู้ประสบปัญหาคือ ส.ส.?
______________________________________________
“ปัญหาปากท้องของตัวเองยังจัดการไม่ได้ แล้วจะจัดการปัญหาปากท้องของประชาชนทั้งประเทศได้อย่างไร?””

เอ็ดดี้

หลังจากที่โพสต์ของ เอ็ดดี้ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ได้ไม่นาน ก็มีชาวเน็ตจำนวนมากต่างก็เข้าไปคแมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“​อาสาเข้ามา​รับใช้ประชาชน​ปัญหาแค่นี้จัดการเองไม่ได้​ ​คน เลือก มัน เข้า มา​เปิด หู เปิด ตา หรือ ยัง”​

“​คำพูดสะท้อนตัวตน”​

“​เห็นด้วยด้วยกับอาจารย์ครับ”​

“​แค่หาข้าวกินยังไม่มีปัญา”​

“​อภิสิทธิ์ชนเหลือเกิน ได้เท่าไรไม่มีพอ ช่างน่าเวทนา”​

“​พฤติกรรมพวกนี้ทำให้ภาพนัรบชุดดำ ทหารชายแดน ตชด. ที่ทำภาระหน้าที่ปกป้องประเทศ ดูแลทุกข์สุขประชาชน ทนตรากตรำแม้แต่เวลากินข้าวยังแทบจะไม่มี ภาชนะไม่มี ตากฝนตากแดดกินเพื่อให้ท้องมีอาหารและมีกำลังปฏิบัติหน้าที่ ก็แค่หาข้าวยัดลงท้องยังไม่มีปัญญา สมัยหน้าอย่าเสนอหน้าอาสาเข้ามาอีก เพราะที่นี่คือที่ทำงานไม่ใช่ที่แดรกข้าวอย่างเดียว”​

“​ขอกดไลค์ล้านครั้งค่ะ”​

“​คุณภาพ ส.ส….ยริหารตัวเองยังไม่เป็น…ทำคอนเท้นไปวันวัน..ถูกใจเค้า.”​

“​ต้องการผู้ช่วย สส.เพิ่มอีกคนเอาไว้ซื้อข้าว”​

เอ็ดดี้
เอ็ดดี้
เอ็ดดี้
เอ็ดดี้

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์

อดีตผู้พิพากษาอาวุโส เตือน ‘ประธานสภา’ คดีศักดิ์สยาม สุ่มเสี่ยงประเวงเวลา-เข้าข่าย ม.157

10 กันยายน 2569 เวลา 07:43 น.

วันที่ 10 กันยายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่าจาก คปท. ถึงดุลพินิจ “โสภณ ซารัมย์”: เมื่อ “การกลั่นกรอง” สุ่มเสี่ยงกลายเป็น “การประวิงเวลา” และภาระความรับผิดชอบตามกฎหมาย

ข่าวการเคลื่อนไหวของ เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล ที่บุกยื่นหนังสือถึง นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 เพื่อทวงถามความคืบหน้าการส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาให้ตั้ง “คณะผู้ไต่สวนอิสระ” ตรวจสอบการประพฤติมิชอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีมีมติยกคำร้องคดีซุกหุ้นของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้กลายเป็นจุดชนวนแฉให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างของกลไกตรวจสอบถ่วงดุลในรัฐธรรมนูญไทยอีกครั้ง

เมื่อย้อนกลับไปมองข้อเท็จจริง สมาชิกรัฐสภา (ทั้ง สส. ฝ่ายค้าน นำโดยพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และ สว. กลุ่มอิสระ) ได้ร่วมกันเข้าชื่อตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ยื่นต่อประธานรัฐสภามาตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2569 แต่เวลาผ่านพ้นไปกว่า 3 เดือน เรื่องดังกล่าวยังคงติดค้างอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาภายใน โดยมีการอ้างว่าอยู่ระหว่างการทำงานของ “คณะกรรมการกลั่นกรอง” ที่ประธานรัฐสภาแต่งตั้งขึ้น

1.”เหตุอันควรสงสัย” ตามมาตรา 236: ขอบเขตดุลพินิจ หรือ การใช้อำนาจเกินขอบเขต?

ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า หากสมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ยื่นคำร้องพร้อมหลักฐาน ให้ประธานรัฐสภาพิจารณาว่า “หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา” ให้เสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ

ความหมายและขอบเขตทางกฎหมายของประโยคนี้ มีหลักการที่ต้องแยกออกจากกันให้เด็ดขาด:

• หน้าที่ประธานรัฐสภา (Gatekeeper): ทำหน้าที่เพียงตรวจสอบเงื่อนไขทางธุรการ ความครบถ้วนของรายชื่อ และเช็กในระดับ “มีเหตุอันควรสงสัย” (Reasonable Suspicion) ว่าคำร้องมีมูลเบื้องต้นหรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องถึงขั้นพิสูจน์จนสิ้นสงสัย

• หน้าที่คณะผู้ไต่สวนอิสระ (Adjudicator): เป็นผู้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญในการไต่สวนหาข้อเท็จจริง ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน และลงลึกในรายละเอียดของคดี

คำชี้แจงจากที่ปรึกษาประธานรัฐสภาที่ว่า “ช้าและถูกต้องถูกระเบียบ ดีกว่าเร่งดำเนินการแล้วเสียหาย” จึงนำมาสู่คำถามใหญ่ว่า คณะกรรมการกลั่นกรองกำลังทำอะไรอยู่?

หากคณะกรรมการชุดดังกล่าวทำการตรวจสอบเพียงแค่ความถูกต้องของเอกสารและฐานอำนาจ ย่อมใช้เวลาไม่นาน แต่หากลงลึกถึงขั้นชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงลึก หรือวินิจฉัยความถูกผิดของ ป.ป.ช. เสียเอง ก็เท่ากับว่าคณะกรรมการกลั่นกรองกำลัง “ก้าวล่วงใช้อำนาจเกินขอบเขต (Ultra Vires)” ไปทำหน้าที่ของคณะผู้ไต่สวนอิสระใช่หรือไม่?

ยิ่งไปกว่านั้น คดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยามไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่มีฐานพยานหลักฐานเชิงลึกและเส้นทางการเงินที่ ศาลรัฐธรรมนูญเคยวางบรรทัดฐานไว้แล้วในคำวินิจฉัยที่ 1/2567 การอ้างว่าต้องใช้เวลามากกว่า 3 เดือนเพื่อพิจารณาว่า “มีเหตุอันควรสงสัยหรือไม่” จึงเป็นระยะเวลาที่ขัดต่อหลักความได้สัดส่วนอย่างยิ่ง

2. ความรับผิดชอบ (Accountability) ของ “โสภณ ซารัมย์”: ทั้งทางการเมืองและทางอาญา

การประวิงเวลาในกรณีนี้ไม่ได้กระทบเพียงแค่เกียรติภูมิของรัฐสภา แต่ยังผูกพันถึงภาระความรับผิดชอบของ นายโสภณ ซารัมย์ ใน 2 มิติสำคัญ:

1)ความรับผิดชอบต่อตำแหน่งประธานรัฐสภา (Conflict of Interest)
นายโสภณ ซารัมย์ ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา โดยมีความสัมพันธ์สังกัดพรรคการเมืองเดียวกับ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ (พรรคภูมิใจไทย) การดึงเรื่องไว้นานกว่า 3 เดือนโดยไม่มีการเปิดเผยองค์ประกอบของคณะกรรมการกลั่นกรอง ไม่เปิดเผยขอบเขตหน้าที่ และไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจน ย่อมทำให้สังคมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสงสัยว่าเป็นการใช้อำนาจเพื่อ “ช่วยเหลือพวกพ้อง” และตัดตอนกระบวนการตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ

2) ความรับผิดชอบทางอาญาและจริยธรรม (Legal Liabilities)
หากประธานรัฐสภาใช้อำนาจดุลพินิจโดยอ้างคณะกรรมการกลั่นกรองเพื่อหน่วงรั้ง หรือมีเจตนาปัดตกคำร้องโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรทางกฎหมาย ทั้งที่มีพยานหลักฐานและคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปรากฏชัดเจน การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่าย:

• ความผิดฐานปฏิบัติหรือเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157): หากถูกพิสูจน์ได้ว่ามีการใช้อำนาจเพื่อถ่วงเวลาหรือช่วยเหลือผู้ถูกร้อง

• การฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง: ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. และศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิทางการเมืองในอนาคต

3. ทางออกเชิงสถาบัน: “ความโปร่งใสคือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด”

สิ่งที่สังคมและ คปท. เรียกร้องในวันนี้ ไม่ใช่การบีบบังคับให้ประธานรัฐสภา “รีบส่งเรื่องโดยไม่ตรวจสอบ” แต่คือการเรียกร้อง ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ (Transparency & Accountability) ในการใช้อำนาจดุลพินิจ

หากประธานรัฐสภาและคณะกรรมการกลั่นกรองบริสุทธิ์ใจในการปฏิบัติหน้าที่ สิ่งที่ต้องทำทันทีเพื่อสลายข้อครหาคือ:

1.เปิดเผยรายชื่อ คณะผู้ทรงคุณวุฒิและองค์ประกอบของคณะกรรมการกลั่นกรอง

2. เปิดเผยขอบเขตอำนาจ ให้ชัดเจนว่าตรวจเฉพาะความสมบูรณ์ทางกฎหมาย ไม่ได้ไต่สวนแข่งกับคณะผู้ไต่สวนอิสระที่ประธานศาลฎีกาจะตั้งต่อไป

3. กำหนดกรอบเวลา (Timeline) ที่ชัดเจนในการลงมติว่าจะส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาหรือไม่

ความล่าช้าที่มีเหตุผลและตรวจสอบได้ คือ ความรอบคอบ

แต่ความล่าช้าที่ไม่เปิดเผยขั้นตอน ไร้กรอบเวลา และเงียบหาย คือ การประวิงเวลา

ถึงเวลาแล้วที่ประธานรัฐสภาต้องเร่งใช้อำนาจตามเจตจำนงของรัฐธรรมนูญ เพื่อพิสูจน์ว่าสถาบันนิติบัญญัติแห่งนี้ทำหน้าที่เพื่อรักษานิติรัฐ ไม่ใช่กลไกคุ้มกันพวกพ้องทางการเมือง!

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

10/9/69

สับเละงบฯมหาดไทย ถล่มทิ้งทวน จัดซื้อแพงเว่อร์10เท่า เสาไฟ-เก้าอี้-เสื้อเกราะ แฉเปิดช่องล็อกสเปก

10 กันยายน 2569 เวลา 06:08 น.

สับเละงบฯมหาดไทย ถล่มทิ้งทวน จัดซื้อแพงเว่อร์10เท่า เสาไฟ-เก้าอี้-เสื้อเกราะ แฉเปิดช่องล็อกสเปก รัฐบาลดาหน้าอัดเท้ง ปลุกม็อบกดดันกกต.

“ภูมิใจไทย” ดาหน้า อัด“เท้ง”ปลุกม็อบกดดันกกต.ก่อนพิจารณาคดีฮั้ว สว.เหมาะสมแล้วหรือ ซัด“ฝ่ายค้าน”มุ่งกดดันต่อเนื่อง หากได้ผลตามต้องการ กลุ่มสว.สำรองได้ประโยชน์เขาเป็นพวกใครเดินขบวนอาทิตย์นี้ อย่าให้กระทบชีวิตปชช. “สว.พิสิษฐ์” ชี้ฝ่ายค้านปลุกม็อบ ไม่มีผลต่อการตัดสินใจของ กกต. สภาถกงบฯ 70 ทิ้งทวน “ฝ่ายค้าน”สส.ปชน.รุมถล่ม‘งบมหาดไทย’จวกปค.ซื้อซอฟต์แวร์ตรวจข้อมูลมือถือ100ล้าน ส่อไม่โปร่งใส- จัดซื้อเสื้อเกราะตัวละ4.6หมื่นสเปกเดียวกับกอ.รมน.แพงกว่า1.5หมื่น อัด“เสาไฟโซลาร์เซลล์”แพงเว่อร์10เท่า รวมถึงจัดซื้อเก้าอี้สเปกเดียวกันสุดแพง เปิดช่องล็อคสเปกขณะที่”สุชาติ”เพื่อไทย ค้านรัฐบาลใช้เงิน 1.55 หมื่นล้านบาท ซื้อประกันภัยพิบัติ ห่วงมีผลประโยชน์ทับซ้อน“หมอวรงค์”อัดงบเยียวยาภัยพิบัติ ซัดรัฐบาลทำประกันภัยพิบัติ1.55หมื่นล้านเบี้ยสูง20%แพงสุดในโลก หวั่นมีคนหวังคอมมิชชั่น

จากกรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า”วันอาทิตย์ 13ก.ย.ก่อนที่ กกต.มีมติคดีโกง สว.ชวนทุกคนร่วมเดิน 11กม.กดดัน กกต.จากหน้า iLaw10โมง ถึงหอศิลป์ฯ ช่วงเย็นครับ”

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชี พรรคภูมิใจไทย(ภท.)โพสต์ข้อความว่า หัวหน้าพรรคการเมืองควรทำเช่นนี้หรือ วิพากษ์วิจารณ์ กกต.ทำได้ เรียกร้องให้ทำงานโปร่งใส-ทำได้ ชุมนุมโดยสงบ-เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่การที่หัวหน้าพรรคการเมืองและผู้นำฝ่ายค้าน เชิญชวนประชาชนเดิน กดดัน กกต.ก่อนพิจารณาคดี สว.เป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามว่า เหมาะสมกับสถานะและความรับผิดชอบของหัวหน้าพรรคการเมืองหรือไม่ โดยเฉพาะหากเป้าหมายไม่ใช่เพียงเรียกร้องให้ กกต.ทำหน้าที่ แต่ต้องการให้ผลการพิจารณาออกมาในทิศทางที่กำหนดล่วงหน้าตรวจสอบองค์กรอิสระได้ แต่ไม่ควรใช้มวลชนกดดันคำวินิจฉัย เพราะคดีต้องตัดสินด้วย กฎหมายและพยานหลักฐาน ไม่ใช่ด้วย กระแสมวลชนหรือแรงกดดันทางการเมือง ยิ่งเป็นหัวหน้าพรรค ยิ่งต้องเคารพหลักนิติรัฐ

‘สิริพงศ์’ซัดฝ่ายค้านกดดันต่อเนื่อง

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคมให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เชิญชวนประชาชนมาร่วมเดินขบวนในวันอาทิตย์ที่ 13ก.ย.เป็นการกดดันคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ในคดีฮั้ว สว.หรือไม่ว่าประเด็นนี้ตนคิดว่าสังคมต้องทำความเข้าใจ วันนี้เราถูกกล่าวหาว่ามีกระบวนการต่างๆ เกี่ยวกับ สว.ตนจึงอยากเชิญชวนให้ประชาชนทำความเข้าใจว่าถ้าวันนี้การดำเนินการของ กกต.ไม่ว่าจะอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าผลออกมาเป็นที่ไม่พอใจของฝ่ายตรงกันข้าม เขาก็จะบอกว่าเป็นเพราะ กกต.ได้รับความกดดันจากรัฐบาล นี่คือคำพูดที่เรามักได้ยินอยู่เป็นประจำ แต่ขณะเดียวกัน วันนี้ฝ่ายค้านทำให้เห็นเลยว่ากำลังกดดัน กกต.โดยการเชิญคนออกมาเดินบนท้องถนน ก่อนหน้านี้ก็มีการทำลักษณะนี้คือ การไปออกกำลังกายที่หน้าสำนักงาน กกต.ซึ่งประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความสำเร็จก็แล้วแต่ ซึ่งเขาบอกว่านี่เป็นการกดดัน กกต.

เตือนลงถนนอย่าทำปชช.เดือดร้อน

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ความพยายามในการกดดัน กกต.ของฝ่ายค้านมีการทำมาอย่างต่อเนื่อง วันนี้ฝ่ายค้านไม่ได้ทำเพียงลำพัง แต่ทำกับเครือข่ายของฝ่ายค้านด้วย ซึ่งการทำในครั้งนั้น อย่างการไปออกกำลังกายหน้าสำนักงาน กกต.อาจจะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง แต่การดำเนินการใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากก็ต้องขอความกรุณา เช่น การที่จะชุมนุมในสถานที่สาธารณะ ไม่ได้รบกวนต่อการสัญจรของประชาชนก็อาจจะทำได้ แต่การที่จะไปปิดถนนหรือเดินขบวนเป็นระยะทางไกลๆ ใช้เวลานานๆ อาจจะกระทบต่อชีวิตของประชาชนก็ต้องขอฝากด้วย ดังนั้น จึงอยากขอว่าความพยายามในการกดดัน กกต.ครั้งนี้ ถ้าผลไม่ออกมาเป็นอย่างที่เขาคาดไว้แล้วมันจะเป็นอย่างไร หรือถ้าผลออกมาเป็นไปอย่างที่เขาคาดหวัง ผลที่ตามมาใครได้ประโยชน์ สมมุติกลุ่ม สว.ต่างๆ ถูกดำเนินคดี ถูกให้ออกไป แล้วใครได้ประโยชน์ คนที่ได้ประโยชน์ย่อมเป็นกลุ่ม สว.สำรอง ซึ่งเป็นพวกของใคร ตรงนี้ขอชวนให้ทุกคนได้คิดว่า สิ่งที่พูดไปทั้งหมดนี้ ตรงไปตรงมาหรือไม่

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่ผู้นำฝ่ายค้านนำขบวนเชิญชวนประชาชนมาร่วมในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย.นี้ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าในการสื่อสารกับประชาชนเขาอาจจะบอกได้ว่าเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ถ้าสำหรับคนที่ติดตามการเมืองมาย่อมรู้คำตอบอยู่แล้วว่า ในการดำเนินการหวังมาซึ่งสิ่งใด

‘พิสิษฐ์’เชื่อปลุกกดดัน’กกต.’ไม่ได้

ขณะที่นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว.ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) แถลงถึงการประชุมในสัปดาห์หน้าตรงกับวันที่ กกต.จะพิจารณาคดีฮั้วสว.ทั้ง 138คน มั่นใจหรือไม่ว่า จะยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ว่าเราไม่ทราบว่าทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประกาศอย่างไร และจะมีผลอย่างไร ขึ้นอยู่กับประเด็นหลัก คือเมื่อกกต.ประกาศรายชื่อแล้วทั้งหมดต้องส่งไปยังศาลฎีกา หากศาลฎีการับก็จะถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยตามกฎหมายอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ในการประชุมกิจการวุฒิสภาได้มีการพูดถึงเรื่องนี้หรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ไม่มี เพราะยังไม่ได้มีการดำเนินการอะไร เรายังไม่ทราบถึงจำนวนที่ชัดเจนแน่นอน เมื่อถามว่า ส่วนตัวได้มีการประเมินว่าการเคลื่อนไหวบนเวทีฝ่ายค้านจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของกกต.หรือไม่นั้น ส่วนตัวคิดว่าไม่น่ามีผลให้กกต.ตัดสินใจไปตามกระบวนการของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะกกต. คงมีหลักการและกฎเกณฑ์ เหตุผล ที่จะปฏิบัติหน้าที่รวมถึงกรอบกฎหมายในการพิจารณาในความผิดต่างๆ ของแต่ละบุคคล

จี้‘โสภณ’ชงศาลไต่สวน’ศักดิ์สยาม‘

เวลา10.20น.ที่รัฐสภา นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) พร้อมคณะ เข้ายื่นหนังสือถึง นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ผ่าน พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา โดย นายพิชิต กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ประธานรัฐสภาส่งคำร้องของ คปท.ที่ยื่นให้ผู้นำฝ่ายค้านและสว.ร่วมกันลงชื่อ เพื่อส่งผลคำวินิจฉัยของปปช.กรณี นายศักดิ์ สยามชิดชอบ ซึ่งตรงข้ามกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน การใช้สิทธิ์สมาชิกรัฐสภาร่วมกันลงชื่อเป็นเจตจำนงของรัฐธรรมนูญที่ให้สมาชิกรัฐสภาเข้ามาตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระ เช่น ปปช.ซึ่งสส.และสว.ได้ลงชื่อเรียบร้อยแล้วและได้ยื่นต่อประธานรัฐสภา ซึ่งหน้าที่ของประธานรัฐสภาคือ การตรวจสอบว่า ลงชื่อครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ ก่อนจะส่งไปยังประธานศาลฎีกาในการตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาตรวจสอบ แต่ประธานรัฐสภากลับไปตั้งกรรมการชุดพิเศษเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง การกระทำแบบนี้เท่ากับทำตัวเป็นผู้พิพากษาเสียเองโดย คปท.เห็นว่า การตั้งกรรมการของประธานรัฐสภาเป็นการถ่วงเวลา ทำลายเจตนารมย์รัฐธรรมนูญที่ให้รัฐสภาตรวจสอบองค์กรอิสระ

สภาถกงบปี 70วาระ2-3ถล่มทิ้งทวน

เมื่อเวลา 10.00น.วันที่ 9 ก.ย.ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2570 วงเงิน 3.78ล้านล้านบาท วาระ2-3 ต่อเนื่องเป็นวันที่สาม มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม เริ่มต้นพิจารณา มาตรา20 กระทรวงมหาดไทยวงเงิน 226,929ล้านบาท

ชน.ซัดซื้อซอฟต์แวร์100ล.ไม่โปร่งใส

โดย สส.พรรคฝ่ายค้าน ได้ลุกอภิปรายกันเป็นส่วนใหญ่ น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กทม. พรรคประชาชนอภิปรายว่าขอเสนอตัดงบโครงการจัดหาระบบวิเคราะห์และสำเนาข้อมูลโทรศัพท์มือถือ เพื่อการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัล วงเงิน 100 ล้านบาท ของกรมการปกครอง เป็นโครงการสำหรับดึงและตรวจข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือเพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐานแต่ไม่สามารถชี้แจงได้ว่า ซอฟต์แวร์ ที่จะซื้อคือผลิตภัณฑ์อะไรแต่กำหนดราคากลางมาแล้ว 100ล้านบาท โดยไปสืบราคาจาก 2บริษัท โดยบริษัทแรกมีรายได้ 0 บาท ที่แจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและบริษัทที่สองมีรายได้ 480,000 บาท ทั้งที่โครงการมีวงเงิน 100 ล้านบาท ช่วงนี้คำว่า“ฮั้ว”เป็นคำที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของคนบางกลุ่มจึงต้องชี้แจงให้ได้อย่างโปร่งใส

ชี้จัดซื้อซ้ำซ้อนกับตำรวจที่มีระบบอยู่แล้ว

ขณะที่เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลทางโทรศัพท์ที่ระบุว่าข้อมูลต้องถูกส่งไปให้ผู้บริการภายนอกประเทศช่วยประมวลผลจึงเป็นห่วงการเข้าถึงข้อมูล เพราะช่วงที่ผ่านมากรมการปกครองมีกระแสข่าวว่ามีข้อมูลหลุด รวมถึงเรื่องความซ้ำซ้อนการทำงาน เพราะปัจจุบันตำรวจและหน่วยงานพิสูจน์หลักฐานมีการตรวจข้อมูลจากโทรศัพท์อยู่แล้ว เหตุใดกรมการปกครองต้องซื้อระบบของตัวเองอีก 100 ล้านบาท งานที่กรมการปกครองทำ มีอะไรที่ระบบของตำรวจทำไม่ได้ หากต่างคนต่างซื้อ คนที่จ่ายเงินคือประชาชน

แฉปค.ซื้อเสื้อเกราะตัวละ4.6หมื่น

น.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนอภิปรายมาตรา20กระทรวงมหาดไทยว่าปีนี้กรมการปกครอง ของบเพื่อขอซื้อเสื้อเกราะกันกระสุนจำนวน 14,814 ตัว วงเงิน 482.8 ล้านบาท ประกอบด้วย เสื้อเกราะสำหรับกองบัญชาการกองรักษาการดินแดนจำนวน 4,977 ตัว ราคาตัวละ 46,000บาท วงเงิน 228.9 ล้านบาท สำหรับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านอีก1,200 ตัว ราคาตัวละ 46,000 บาท วงเงิน 55.2ล้านบาทและเสื้อคออ่อนระดับ3Aอีก 8,637 ตัวราคาตัวละ 23,000 บาท วงเงิน 198.6 ล้านบาท

ชี้สเปกเดียวกอ.รมน.แพงกว่า1.5หมื่น

น.ท.กิตติพงษ์ ยืนยันว่าไม่ได้ติดขัดในการจัดหาเสื้อเกราะให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง แต่สิ่งที่ติดใจคือ ราคาและที่มาของราคา เพราะเสื้อเกราะที่กรมการปกครองซื้อราคาตัวละ46,000บาท ขณะที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.)ซื้อเสื้อเกาะสเปกเดียวกันราคาตัวละ31,000บาท ส่วนต่าง 15,000 บาท ถ้าใช้เงิน 93,000 บาท กรมการปกครองจะซื้อได้เพียง 2 ตัว ขณะที่ กอ.รมน.ซื้อได้ถึง 3 ตัว ถ้าสเปกเหมือนกันจริง คำถามคือ ทำไมประชาชนต้องจ่ายแพงกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะการซื้อเสื้อเกราะ แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในการพิจารณางบประมาณแต่ละปี ที่สินค้าประเภทเดียวกันบางครั้งตราอักษรและสเปกเดียวกัน

“โครงการนี้ยังสะท้อนปัญหาคือคุณภาพใบเสนอราคา จากข้อมูลที่ได้รับในการพิจารณางบประมาณหนึ่งในบริษัทที่ทางหน่วยงานไปสืบราคามาประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการขายเสื้อนักเรียน แต่เสนอใบเสนอราคามาเป็นขายเสื้อเกราะและบริษัทนี้รายได้ทั้งปีรวมกันเพียง12,000 บาทแต่เสื้อเกราะ1 ตัว ราคาตัวละ 46,000บาทหมายความว่าเสื้อเกราะเพียง1 ตัวมีมูลค่าสูงกว่ารายได้ของบริษัททั้งปี”น.ท.กิตติพงษ์ กล่าว

อัดมท.ซื้อเก้าอี้สเปกเดียวกันสุดแพง

นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สส.กทม.พรรคประชาชนอภิปรายว่าสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รับงบ 4,356ล้านบาท จากการตรวจสอบในโครงการจัดซื้อเก้าอี้ใน 11 จังหวัด รวม 1,041 ตัว มีวงเงิน 6 ล้านบาท แต่พบว่าในสถานที่เดียวกัน ครุภัณฑ์แบบเดียวกัน แต่ราคาแตกต่างกัน เช่น ที่ จังหวัดลำพูน จัดซื้อ 205 ตัว แบ่งใช้ 2 ห้อง คือ ห้องปฏิบัติการ 46 ตัว ราคาตัวละ 12,000 บาท และห้องประชุมจามเทวี 80 ตัว ราคาตัวละ 19,500 บาท หรือ จังหวัดแพร่ เพื่อใช้ที่ศาลากลางจังหวัดแห่งใหม่ แบ่งใช้ 2 ห้อง คือห้องจดหมายเหตุ เก้าอี้แบบประธานทั้งหมด 3 ตัว ตัวละ 6,600 บาท และห้องเวียงโกศัย ซื้อเก้าอี้แบบเดียวกัน ราคาตัวละ 5,000 บาท ยังมีการจัดซื้อเก้าอี้แบบทั่วไป ห้องจดหมายเหตุ ซื้อตัวละ 3,000 บาท ทั้งหมด 164 ตัว แต่ห้องเวียงโกศัย ซื้อ 64 ตัว ราคา 2,270 บาท

จังหวัดอ่างทอง จัดซื้อแบ่งเป็น 3ห้อง คือ ห้องป่าโมก ซื้อ 4,000 บาท ห้องโพธิ์ทอง ซื้อ 4,500 บาท และ ห้องสามโก้ ซื้อ 3,800 บาท ส่วนเก้าอี้แบบทั่วไป ห้องป่าโมกซื้อ 2,800 บาท ห้องโพธิ์ทองซื้อ 2,900 บาท ห้องสามโก้ซื้อ 2,600 บาท การจัดซื้อเกิดขึ้นในศาลากลางจังหวัดเดียวกัน แต่ทำไมถึงจัดซื้อในราคาที่ต่างกัน หากนับเฉพาะโครงการที่ตนยกตัวอย่างมา จัดซื้อด้วยราคาที่ถูกสุดเหมือนกัน จะลดงบประมาณได้ถึง 740,000 บาท

แฉเสาไฟโซลาร์เซลล์แพงเว่อร์10เท่า

ขณะที่ นายอิทธิพล ชลธารศิริ สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน อภิปรายถึงโครงการเสาไฟโซลาร์เซลล์ ผ่านบัญชีนวัตกรรมไทย ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ พบว่ามีราคาแพงผิดปกติ 4-10 เท่า ของราคาที่จัดซื้อ เปิดช่องการล็อกสเปกอย่างถูกกฎหมายโดยอปท.หลายแห่งตั้งโครงการจัดซื้อเสาไฟโซลาร์เซลล์ ตามบัญชีนวัตกรรมไทย ราคาต้นละ 6-7หมื่นบาท เทียบกับราคาที่อปท.เคยจัดซื้อเองตามปกติ อยู่ที่ 6,900 -16,500บาทต่อต้น

“ต้นตอปัญหาไม่ได้อยู่ที่เสาไฟ แต่อยู่ที่กลไกบัญชีนวัตกรรมไทยที่เปิดช่องให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อจัดจ้างสินค้าในราคาที่ตั้งไว้ล่วงหน้า ไม่มีการแข่งขัน ซึ่ง วิธีการฮั้วตามบัญชีนวัตกรรมไทยคือ เซลล์จะนำสินค้าไปเสนอนายกอบต. เซลล์บางรายไปถ่ายรูปคู่นายกอบต.เป็นหลักฐานว่า จองสินค้าไว้แล้ว รายอื่นห้ามเข้ามา จากนั้นจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง ไม่ต้องแข่งขันราคา จบที่ราคาเต็มเพดาน ตามราคานวัตกรรม ล็อกสเปกกันสบายๆ ส่วนต่าง4-10 เท่า ทั้งนี้ ป.ป.ช.เคยเตือนตั้งแต่ปี2567ว่า เป็นช่องว่างทางกฎหมายนำไปสู่ตลาดผู้ขายผูกขาด การทุจริตเชิงนโยบาย เอื้อประโยชน์ผู้ขาย ขณะที่สตง.ก็เคยตรวจสอบเสาไฟโซลาร์เซลล์ท้องถิ่น ตามบัญชีนวัตกรรมไทย พบว่ามีราคาแพงเกินจริง” นายอิทธิพล อภิปราย

‘สุชาติ’ขอโยกงบมท.10%ให้‘ปภ.’

เวลา10.30น. นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายขอปรับลดงบประมาณกระทรวงมหาดไทย ลง 10%เป็นเงิน 2.3 หมื่นล้านบาท โดยให้ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ลดรายจ่ายซ้ำซ้อน รายจ่ายโครงการที่ไม่มีผลต่อประชาชนเพื่อนำไปจัดสรรให้กับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่ใช้เงินเพื่อบรรเทาสาธารณภัย ต่อปี 3-4 หมื่นล้านบาท

ค้านใช้เงินหมื่นล.ซื้อประกันภัยพิบัติ

นายสุชาติ ยังอภิปรายว่าตนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง กรณีที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติแนวทางใช้งบ 1.55หมื่นล้านบาท เพื่อซื้อประกันภัยจากบริษัทเอกชน เพราะการบรรเทาสาธารณภัย เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล ทั้งนี้มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นเช่นตอนโควิด ที่มีโครงการประกันภัยโควิด ตรวจพบจ่าย จบ ซึ่งบริษัทประกันภัยเจ๊งไป 4 บริษัท ติดหนี้ประชาชน 4.2หมื่นล้านบาท ในที่สุดสมาคมประกันภัยและรัฐบาลต้องช่วยเหลือ

“ไม่มีบริษัทประกันภัยใดใหญ่พอที่จะประกันครัวเรือนมากถึง 30 ล้านครัวเรือนและภัยพิบัติขนาดใหญ่ เช่นน้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือภัยที่กระทบกับประชาชนจำนวนมาก เป็นความเสี่ยงที่เกิดพร้อมกัน ไม่มีบริษัทประกันภัยไหนทำได้ ทั้งนี้ บริษัทเอกชนมีข้อจำกัด หากเกิดความเสียหายหลายหมื่นล้านบาทหรือหลายแสนล้านบาท รัฐบาลต้องรับผิดชอบซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ประกันสาธารณภัยที่ใหญ่ที่สุด ไม่มีความจำเป็นให้บริษัทรายเล็กใดๆ รับผิดชอบ เพราะเชื่อว่าจะรับผิดชอบไม่ได้”นายสุชาติ ย้ำ

นายสุชาติ อภิปรายอีกว่าหากรัฐจ่ายเงินปีละ1.55หมื่นล้านบาท เงินจะไหลออกจากภาครัฐไม่ว่าภัยพิบัติจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่หากรัฐนำเงินไปตั้งกองทุนสำรองบรรเทาสาธารณภัย ในเวลา 10 ปีจะได้เงิน 1.55แสนล้านบาท หากมีภัยบางปีใช้เงิน 3-4 หมื่นล้านบาท สามารถรองรับได้ ทั้งนี้ เงินจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของประชาชน แต่หากจ่ายค่าประกันภัยเท่ากับจ่ายให้กับเอกชนในสิ่งที่คาดหวัง ตรวจสอบ นับไม่ได้ นอกจากนั้นการซื้อประกันภัยในวงเงิน 1.55หมื่นล้านบาท ถือว่ามากแบบไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย ต้องเกี่ยวข้องกับการคัดเลือกบริษัทกำหนดเงื่อนไขกรมธรรม์ ประเมินความเสี่ยง อาจมีนายหน้าประกันภัยเกี่ยวข้อง

หวั่นมีผลประโยชน์ทับซ้อน

“นายหน้าประกันภัยจ่ายเปอร์เซ็นต์เยอะสำหรับคนที่คิดว่าจะเป็นผู้เลือกบางครั้งจ่ายเป็นพันล้านบาทจึงกังวลว่าจะเกิดต้นทุนค่านายหน้า มีผลประโยชน์ทับซ้อน ความเสี่ยงใช้ดุลยพินิจ เรื่องนี้ต้องการความโปร่งใสมาก และที่สำคัญ กรมธรรม์มีเงื่อนไขมากมีข้อยกเว้น ถึงเวลาเงินคุ้มกันไม่บรรลุวัตถุประสงค์ เช่น กำหนดน้ำท่วม 3 วัน แต่น้ำท่วมแค่ 2 วันประกันไม่จ่ายให้ และมีข้อผิดพลาดจนรัฐบาลอยู่ไม่ได้ แต่ประชาชนยังต้องการความช่วยเหลือ”นายสุชาติ อภิปรายและว่าหากรัฐบาลต้องการบริหารความเสี่ยงควรตั้งระบบเงินสำรองภัยพิบัติของรัฐบาลให้โปร่งใส หลักเกณฑ์ชัดเจนภายใต้การตรวจสอบของสภา เงินที่ไม่ใช้ปีนี้สะสมไปใช้ได้ ตนขอให้รัฐบาลทบทวนซื้อประกันภัยสาธารณะเพราะผู้รับประกันความปลอดภัยของประชาชนที่มีหน้าที่โดยตรง คือ รัฐบาล

“วรงค์”ถล่มงบเยียวยาภัยพิบัติปภ.

เวลา 11.07น.นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี อภิปรายในส่วนมาตรา20 กระทรวงมหาดไทย โดยขอตัดงบประมาณ 10%เน้นสื่อสารไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)พร้อมระบุว่าความรู้สึกของประชาชน ไม่ได้ต้องการการเยียวยา แต่ต้องการไม่ให้เกิดภัยพิบัติดังนั้นภารกิจสำคัญของปภ.คือการป้องกันภัยพิบัติ สิ่งสำคัญที่ตนอยากสื่อสาร คือ ข้อมูลความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติ ฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายราชการต้องการทำเพราะข้อมูลที่ผ่านมาไม่ถูกต้องอาทิเช่นที่นายกฯเคยระบุว่าเราเสียค่าเยียวยาปีละ4 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อมาดูเอกสารจริง ตัวเลขดังกล่าวเป็นการรวมทั้งหมด 4 ปี เมื่อเฉลี่ยออกมาเหลือเพียงปีละ 9,877ล้านบาท แต่การที่นายกรัฐมนตรีออกมาตรการทำประกันภัยพิบัติวงเงิน 15,500ล้านบาท ตนมองว่าไม่สมเหตุสมผล และไม่แฟร์กับประชาชน เพราะเป็นการอ้างอิงจากตัวเลขของปี 2569 ปีเดียว

ซัดรัฐจ่ายเบี้ยสูง20%แพงสุดในโลก

นพ.วรงค์อภิปรายว่าตามหลักวิชาการในเรื่องสัดส่วนเบี้ยประกันต่อทุนประกัน วงเงิน15,500ล้านบาท สัดส่วนทุนประกันอยู่ที่ 75,000 ล้านบาท คิดเป็น 20%เท่ากับว่าภัยพิบัติใหญ่ของประเทศเฉลี่ยจะเกิด 5 ปีต่อ 1ครั้ง ต้องถามว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ นอกจากนี้ค่าเฉลี่ยของทั่วโลก การทำประกันภัยพิบัติในแต่ละประเทศรวมถึงธนาคารโลก มีค่าเฉลี่ยสัดส่วนทุนประกันอยู่ที่ 4-8% แต่รัฐบาลชุดนี้ปล่อยงบออกไป 20%ถือว่าแพงที่สุดในโลก ประเด็น คือ ไม่ควรนำภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในแต่ละปีมาคิดคำนวณ

หวั่นมีคนหวังฟันค่าคอมมิชชั่น

นพ.วรงค์ เสนอว่า รัฐบาลควรทำตามมาตรฐานของหลายประเทศทั่วโลก โดยยกตัวอย่างว่าหากวงเงินประกัน 15,500 ล้านบาทเก็บเข้ากองทุน 5 พันล้านบาท ก็ทำประกันกับบริษัทประกันจะกี่บริษัทก็ได้หากเกิดความเสียหายในวงเงิน 1 หมื่นกว่าล้าน ก็ใช้เงินกองทุนดูแลได้ หลังจากนั้นค่อยให้บริษัทประกันต่างประเทศเข้ามาดูแล ดังนั้น หากยังเดินหน้าในรูปแบบเดิม ก็เท่ากับเอาภาษีประชาชนไปเสียเปรียบ และประชาชนจะมองว่า มีคนบางกลุ่มต้องการคอมมิชชั่นจากการทำประกัน

‘สาทิตย์’ฉะกมธ.ไม่ซัดสถ.โกงสอบ

ต่อมา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในมาตรา 20 งบประมาณกระทรวงมหาดไทยโดยตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570ว่าเหตุใดจึงมุ่งปรับลดงบฯ เพียงแค่รายการครุภัณฑ์ทั่วไป แต่ละเลยการตรวจสอบกรณีการทุจริตและโกงสอบท้องถิ่นครั้งมโหฬารของกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น(สถ.)ที่มีการทุจริต

เปิด3ปมชำแหละโกงสอบท้องถิ่น

โดยแบ่งออกเป็น 3 ข้อหลัก คือ 1.งบฯระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ 277ล้านบาทที่กรม สถ.ขอตั้งงบฯไซเบอร์ และการปกป้องระบบไว้สูง แต่ในปี 2569กลับมีการแฮกข้อมูลและเข้าไปแก้ไขไฟล์ดิจิทัลเกี่ยวกับการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นมากถึง115ครั้ง ที่กมธ.ไม่ได้ซักถามหรือประเมินประสิทธิภาพในส่วนนี้เลย 2.เหตุใดจึงตั้งงบฯเบี้ยประชุมบอร์ดกลางและอนุกรรมการตรวจสอบไว้เกือบ100 ล้านบาท แต่กลับไม่มีการตรวจสอบย้อนหลังว่าในปีที่มีการโกงสอบเข้าเกิดขึ้น มีการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมไปกี่ครั้ง และรัฐบาลเรียกคืนงบเบี้ยประชุมที่จ่ายให้กับชุดที่เกิดการทุจริตหรือไม่ อย่างไร

ซุกเงินค่าสมัครสอบทั่วปท.กว่า175ล้าน

3. คดีโกงสอบ สถ.ที่มีผู้สมัครสอบสูงถึง 438,277ราย กรมสถ.จัดเก็บค่าธรรมเนียมคนละ 400 บาท เป็นเงินนอกงบประมาณกว่า 175.3ล้านบาท แม้จะมีการว่าจ้างมหาวิทยาลัยจัดสอบในวงเงิน 133 ล้านบาท แต่ยังมีเงินส่วนต่างเหลืออีกมหาศาล กลับไม่เคยนำมาแสดงไว้ในรายงานงบประมาณแผ่นดินอย่างเปิดเผย

“การโกงสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ถือเป็นการทำลายระบบคุณธรรมในระบบราชการไทยอย่างร้ายแรง ผมขอเรียกร้องให้กมธ.ลุกขึ้นชี้แจง และเสนอให้ต่อไปนี้ เงินค่าสมัครสอบใดๆและงบจัดสอบในส่วนของท้องถิ่นทั้งหมด ต้องนำกลับเข้ามาอยู่ในระบบเงินงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถตรวจสอบได้ หากกมธ.ไม่มีคำตอบในเรื่องนี้ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้อย่าง น่าผิดหวังมาก” นายสาทิตย์ กล่าว

ชวน’กระตุกงบมท.อื้อฉาวโกงสอบ

ขณะที่นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายมาตรา20งบกระทรวงมหาดไทยว่ากระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงหลักในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชน รับจัดสรรงบฯปี 2570 เป็นวงเงินกว่า 2.27 แสนล้านบาท ปัจจุบันมีข่าวอื้อฉาวเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่น ตนเป็นผู้แทนราษฎรมานานได้เห็นผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งคนดี ซื่อสัตย์สุจริต และคนที่ใช้ไม่ได้ย้ายไปไหน ก็หอบเอาทรัพย์สินราชการไป

ห่วงการเมืองแทรกแซงโยกย้ายขรก.

“สิ่งน่าห่วงที่สุดในยุครัฐบาลปัจจุบันคือการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่ถูกแทรกแซงโดยนักการเมืองจนอดีตผู้ว่าฯปัตตานีจากพรรคภูมิใจไทย ต้องออกมาแฉเองว่าการแต่งตั้งโยกย้ายในยุคนี้มีปัญหา มีการนำข้าราชการอาวุโสน้อยย้ายข้ามหัวข้าราชการที่ตั้งใจทำงาน ทำให้ข้าราชการที่ดีหมดกำลังใจ และทำลายระบบราชการแผ่นดินอย่างสิ้นเชิง การตั้งคนที่เป็นเพียงตัวแทนผลประโยชน์ทางการเมือง ประเทศไม่ได้อะไรเลย ได้แค่พรรคการเมืองเท่านั้น แต่ถ้าตั้งคนดีเข้าไป งบประมาณที่กมธ.ตรากตรำทำงานหนักมาตลอด2เดือนกว่าจึงจะมีประโยชน์และเกิดการบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนได้จริง”นายชวน ระบุ

เตือนกมธ.แก้ก่อนบ้านเมืองเสียหาย

นายชวนอภิปรายอีกว่า เคยทำหนังสือเปิดผนึกส่งถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 เพื่อขอให้กำชับข้าราชการวางตัวเป็นกลาง และสั่งการปราบปรามการซื้อเสียงที่ระบาดหนักทั่วประเทศโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดตรัง บ้านเกิดของบิดาปลัดกระทรวงมหาดไทยแต่ปรากฏว่าไม่ประสบความสำเร็จ เพราะข้าราชการยุคนี้เกรงใจและเกรงกลัวนักการเมืองจนไม่กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง

“ผมไม่มีเวลามาก แต่ขอฝากเตือนกมธ.ว่าอย่าดูดาย หากเราปล่อยให้บ้านเมืองเป็นเช่นนี้ ไม่ใส่ใจเรื่องตัวบุคคลที่เข้ามาบริหาร มุ่งดูแค่ตัวเลขงบประมาณว่าจัดสรรสำเร็จแล้ว ประเทศจะไปต่อไม่ได้จึงขอฝากข้อคิดให้ กมธ.ช่วยกันหาแนวทางแก้ไข เพื่อไม่ให้ระบบราชการและบ้านเมืองเสียหายไปมากกว่านี้”นายชวน อภิปรายย้ำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก ส.ส.ฝ่ายค้านที่สงวนคำแปรญัตติงบกระรวงมหาดไทยได้อภิปรายกันอย่างเต็มที่ซึ่งใช้เวลาอภิปรายนานกว่า 6 ชั่วโมง ก่อนที่ประชุมลงมติเห็นชอบตามกมธ.แก้ไข จากนั้นเวลา 15.23 น. ที่ประชุมได้เริ่มเข้าสู่การพิจารณาในมาตรา 21 งบประมาณกระทรวงยุติธรรม

เจ๊รวย ขอเอ็นจอย เกาะขอบจอชมคอนเสิร์ต อัสนี-วสันต์ ระหว่างอภิปรายงบฯ ปี 70 เสียงดังลั่นไปถึงชั้นลอย

9 กันยายน 2569 เวลา 22:36 น.

9 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 20.50 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระ 2 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3

ทั้งนี้ ระหว่างการพิจารณามาตรา 24 กระทรวงศึกษาธิการ พบว่า นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดแท็บเล็ต เพื่อดูคอนเสิร์ตอัสนี-วสันต์ ซึ่งเสียงของคอนเสิร์ตนั้น ดังไกลมาถึงสื่อมวลชนที่อยู่บนชั้นลอยของห้องประชุมสุริยัน โดยคาดว่า เป็นการชมสด FAREWELL CONCERT อัสนี-วสันต์ “อยากจะย้ำ ชัดๆ ครั้งสุดท้าย” รอบสุดท้ายของการบอกลา วันที่ 9 ก.ย.2569 ผ่านทางแอพ AIS PLAY

ผอ.JIC สวน กัมพูชา ไปอ่านข้อตกลงหยุดยิง และปฏิบัติตามให้ครบถ้วน ก่อนเปิดเจรจาจัดทำเขตแดน

9 กันยายน 2569 เวลา 21:58 น.

ผอ.JIC สวน กัมพูชา ไปอ่านข้อตกลงหยุดยิง และปฏิบัติตามให้ครบถ้วน ก่อนเปิดเจรจาจัดทำเขตแดน สร้างความสงบชายแดนยั่งยืน

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC) กล่าวถึงกรณีฝ่ายกัมพูชาประท้วงไทย โดยกล่าวหาว่าละเมิดอธิปไตยและดำเนินกิจกรรมในดินแดนกัมพูชา ว่า อยากให้ฝ่ายกัมพูชากลับไปทบทวนสิ่งที่ไทยและกัมพูชาได้ตกลงร่วมกัน โดยเฉพาะถ้อยแถลงร่วมลงวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ก่อนที่จะกล่าวหากัน ควรอ่านถ้อยแถลงร่วมให้ครบถ้วน และปฏิบัติตามสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันอย่างจริงจัง สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการรักษาการหยุดยิง ไม่ยั่วยุ ไม่เพิ่มกำลัง ลดความเสี่ยงทางทหาร และทำให้พื้นที่มีความปลอดภัยสำหรับประชาชนทั้งสองประเทศ

กรณีที่กัมพูชาระบุว่าทหารไทยอยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ข้อกล่าวอ้างเรื่องเขตแดน” กับ “แนววางกำลัง” หลังการหยุดยิง โดยทั้งสองฝ่ายมีหน้าที่รักษาสถานะตาม Troop Deployment Line หรือแนววางกำลังของกำลังทหารตามที่ตกลงกัน ฝ่ายไทยยืนยันว่าปฏิบัติอยู่ในแนววางกำลังของไทย ไม่ได้ใช้การหยุดยิงเป็นโอกาสในการรุกคืบหรือเพิ่มกำลัง ดังนั้น ไม่ควรนำคำกล่าวอ้างฝ่ายเดียวเกี่ยวกับเขตแดนมาใช้แทนกระบวนการตรวจสอบและปักปันเขตแดน ซึ่งมีกลไกทวิภาคีรองรับอยู่แล้ว

ส่วนกรณีกัมพูชาต้องการให้เร่งประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) และตั้งข้อสังเกตว่าไทยกำลังถ่วงเวลานั้น ผอ.JIC กล่าวว่า ไทยไม่ได้ปฏิเสธ JBC ตรงกันข้าม ไทยต้องการให้ JBC ทำงานและเกิดผลอย่างแท้จริง แต่ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่สำรวจร่วมกัน สิ่งพื้นฐานที่สุดคือพื้นที่ต้องปลอดภัย ต้องรักษาการหยุดยิง ลดการเผชิญหน้า ไม่ยั่วยุ ไม่เพิ่มกำลัง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องร่วมมือกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดและลดอันตรายในพื้นที่ “ถ้าพื้นที่ยังไม่ปลอดภัย เจ้าหน้าที่เทคนิคจะลงไปทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร”

เมื่อถามว่า ไทยกำลังตั้งเงื่อนไขด้านความมั่นคงก่อนเดินหน้า JBC หรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ไม่ใช่การตั้งเงื่อนไข แต่เป็นการทำให้สิ่งที่ตกลงกันสามารถเกิดขึ้นจริง Security หรือความมั่นคง ไม่ใช่อุปสรรคของ JBC แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ JBC สามารถทำงานได้ เมื่อพื้นที่ปลอดภัย เจ้าหน้าที่จึงสามารถลงสำรวจได้ เมื่อการเผชิญหน้าลดลง การเจรจาก็เดินหน้าได้ และเมื่อความหวาดระแวงลดลง ความไว้ใจก็จะกลับมา นี่คือเหตุผลที่ทุกส่วนของถ้อยแถลงร่วมต้องดำเนินการควบคู่กัน

สำหรับการดำเนินการกับพื้นที่สแกมเมอร์ว่ามีความเกี่ยวข้องกับข้อตกลงชายแดนอย่างไร ผอ.JIC กล่าวว่า อีกเรื่องที่ต้องไม่ลืมคือปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งกระทบต่อประชาชน ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยหรือกัมพูชา แต่มีผู้เสียหายจากหลายประเทศ โดยถ้อยแถลงร่วมมีเจตนารมณ์ให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันลดภัยคุกคามและสร้างความปลอดภัยตามแนวชายแดน ดังนั้น การจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง โปร่งใส และร่วมมือกัน ไม่ควรนำข้อพิพาทเรื่องเขตแดนมาเป็นเหตุให้การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติหยุดชะงัก

ผอ.JIC ย้ำว่า “สิ่งที่ไทยต้องการไม่ซับซ้อน คือควรอ่านถ้อยแถลงร่วมให้ครบ และทำตามที่เราตกลงกัน รักษาการหยุดยิง ไม่ยั่วยุ ไม่เพิ่มกำลัง รักษาแนววางกำลัง ร่วมกันทำให้พื้นที่ปลอดภัย ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด ร่วมปราบปรามสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ แล้วให้ JBC ทำหน้าที่เรื่องเขตแดนตามกลไกที่มีอยู่ หากทั้งสองฝ่ายทำสิ่งเหล่านี้ได้ การเจรจาก็จะเดินหน้าได้”

สำหรับเป้าหมายสุดท้ายของไทย พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า เป้าหมายของไทยไม่ใช่การเอาชนะกันด้วยแถลงการณ์ แต่คือประชาชนของทั้งสองประเทศต้องปลอดภัย และชายแดนต้องกลับมาสงบ ปัญหาเขตแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงยิ่งต้องใช้กลไกทวิภาคี ใช้ข้อเท็จจริง ใช้กฎหมาย และพูดคุยกัน โดยต้องหยุดยิงให้จริง ทำให้พื้นที่ปลอดภัย ปฏิบัติตามข้อตกลง และให้ JBC ทำหน้าที่ นี่คือเส้นทางที่เป็นรูปธรรมที่สุดในการนำไทยและกัมพูชากลับไปสู่ความสงบสุขร่วมกัน

ทั้งนี้ ผอ.JIC สรุปแนวทางของไทยด้วยหลัก “SECURITY → TRUST → JBC → PEACE” หรือ “พื้นที่ปลอดภัย สร้างความไว้ใจ ความไว้ใจทำให้ JBC เดินหน้า และ JBC กับกลไกทวิภาคีจะนำไปสู่สันติสุขของประชาชน” พร้อมย้ำว่า “ปลายทางไม่ใช่ชัยชนะของฝ่ายใด แต่คือความสงบสุขของประชาชนทั้งสองประเทศ”ผอ.JIC กล่าว

เท้งออกตัว ส้มไม่ได้ยึดนนท์ ผวากลุ่มการเมืองต้าน ศึกชิงเก้าอี้นายก อบจ.

9 กันยายน 2569 เวลา 16:15 น.

9 กันยายน 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วันนี้เมื่อการเลือกตั้ง อบจ.นนทบุรี ใกล้เข้ามา ผมได้รับทราบข้อกังวลจากเครือข่ายในพื้นที่ว่า หากอาจารย์เดชรัต สุขกำเนิด ชนะเลือกตั้ง จะทำให้กลุ่มการเมืองในพื้นที่บางกลุ่มเสียเปรียบ เพราะส้มจะเข้ามายึดจังหวัดนนทบุรี

ผมขอยืนยันอีกครั้งในฐานะหัวหน้าพรรคว่า การส่งอาจารย์เดชรัตลงสมัครนายก อบจ.นนทบุรี ไม่ใช่การยึดพื้นที่ ไม่ใช่เพื่อการสร้างฐานทางการเมือง — พวกเราไม่เคยทำการเมืองแบบนั้น

สิ่งเดียวที่พวกเราคาดหวัง คือ ‘โอกาส’ ในการทำงาน ‘โอกาส’ ได้นำนโยบาย ‘New นนท์’ เข้าไปบริหารนนทบุรี ใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนนนท์และคนไทยทั้งประเทศเห็นว่า การเมืองท้องถิ่นที่ดีกับคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นเรื่องเดียวกัน — และเราพร้อมทำงานร่วมกับทุกกลุ่ม ตราบใดที่แนวทางการทำงานกับกลุ่มต่างๆ ไม่ขัดกับหลักการและคุณค่าพื้นฐานของพรรคประชาชน

และผมคิดว่าผู้สมัครนายก อบจ.นนทบุรีทุกคน มีเจตนาทำงานเพื่อประชาชนไม่ต่างจากอาจารย์เดชรัต และมีความปรารถนาที่อยากเห็นนนทบุรีดีขึ้นเช่นเดียวกัน

พวกเราเป้าหมายหนึ่งเดียว คือทำให้พ่อแม่พี่น้องชาวนนทบุรีมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้ครับ

อดิศร สับระบบ มหาดไทย ศักดินา-เจ้าขุนมูลนาย จวกย่อไหว้ อนุทิน ลั่นระบบเลียแข้งเลียขาต้องหมดไป

9 กันยายน 2569 เวลา 16:02 น.

อดิศร โชว์สไลด์ สับระบบ มหาดไทย ศักดินา-เจ้าขุนมูลนาย-พินอบพิเทา จวกย่อไหว้ อนุทิน ลั่นระบบเลียแข้งเลียขาต้องหมดไป ลั่นถ้าผมเป็น มท.1 จะไม่ให้เป็นปลัดฯ

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระ 2 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดยพิจารณาในมาตรา 20 งบประมาณของกระทรวงมหาดไทย

นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายให้มีการปรับลดงบประมาณ เพื่อให้งานกระทรวงมหาดไทยเดินหน้าต่อไป บำบัดทุกข์ บำรุงสุข เป็นสิ่งที่ดี การปรับลดที่กรรมาธิการได้ประชุมกัน 2 เดือน มีการหารือหรือไม่ว่างานกระทรวงมหาดไทยขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วหรือเชื่องช้า “บริหารโดยเป็นเจ้าขุนมูลนาย เป็นศักดินาหรือไม่” การปรับลดหรือการให้งบประมาณแก่กระทรวงมหาดไทย เห็นภาพแล้วเข่าทรุด

จากนั้น นายอดิศร ได้โชว์ภาพสไลด์เป็นภาพของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รับไหว้ที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พร้อมกล่าวว่า ”ผมเบลอภาพ กลัวถูกฟ้อง นั่นนายกรัฐมนตรีแน่นอน มีคนๆหนึ่ง พินอบพิเทานั่งย่อไหว้ นี่คือข้าราชการ เป็นจารีตของกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ ขอบคุณที่ได้อยู่ต่อ พฤติกรรมอย่างนี้ การบริหารตนเพื่อให้เป็นแบบอย่างในการที่จะทำให้กระทรวงมหาดไทยรับใช้ประชาชน ผมเห็นแล้วแทบจะไม่มีความหวัง ผมไม่ได้โทษนายกรัฐมนตรี แต่เห็นคนๆนี้ นายกฯไปไหนเป็นเงาตลอด บริหารที่กระทรวงมหาดไทยหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องพูด เจอข้าหลวง หรือลูกน้องที่พินอบพิเทาเอาใจเจ้านายอย่างนี้ บ้านเมืองจะไปได้อย่างไร ผมอยากให้กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงที่นำการบริหารราชการแผ่นดิน ตัวตรง ศักดิ์ศรีของข้าราชการมี นักการเมืองอยู่ไม่นาน“

นายอดิศร กล่าวต่อว่า แต่ก็มีเรื่องเล่าว่า นักการเมืองบางคนไปอยู่ที่กระทรวงมหาดไทยนานไป ถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรี ต้องมาประชุมสภา พอถึงสภาแล้วลงไม่ได้ คนขับรถเลยบอกว่าท่านครับถึงสภาแล้ว เพราะไม่มีใครเปิดประตูให้ นั่นคือจารีตที่มหาดไทยทำไว้ วันนี้ต้องขออภัยข้าราชการ ขออภัยนายกรัฐมนตรี ระบบศักดินา เจ้าขุนมูลนาย เลียแข้งเลียขา ต้องหมดไปจากมหาดไทย ต้องหมดไปจากประเทศไทย ไม่ทราบว่าจะปรับจะลดอย่างไรเพราะเป็นจริยธรรมอยู่ในตัว ซึ่งหวังว่าจะไม่ได้เห็นภาพนี้อีก ถ้าตนมีโอกาสเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตนจะไม่ให้เป็นปลัดมหาดไทย