พริษฐ์ บี้ ครม. ยืนยันร่างแก้ รธน. หมวด15/1 ย้ำ’แก้ปัญหาปากท้อง-รัฐธรรรมนูญ’ทำคู่ขนานกันได้

พริษฐ์ บี้ ครม. ยืนยันร่างแก้ รธน. หมวด15/1 ย้ำ'แก้ปัญหาปากท้อง-รัฐธรรรมนูญ'ทำคู่ขนานกันได้

พริษฐ์ บี้ ครม. ยืนยันร่างแก้ รธน. หมวด15/1 ย้ำ’แก้ปัญหาปากท้อง-รัฐธรรรมนูญ’ทำคู่ขนานกันได้

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.27 น.

พริษฐ ชี้ หาก ครม. ปล่อยให้ร่าง รธน. เดิมตกไป โดยไม่สัญญาว่าจะยื่นร่าง รธน. ฉบับใหม่เข้ามา แสดงว่า ครม. ไม่จริงใจในการทำตามคำสั่งของประชาชนจากผลประชามติ 

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพตส์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ก พริษฐ์ วัชรสินธุ -ไอติม -Parit Wa charasindhu ระบุว่า หาก ครม. ปล่อยให้ร่าง รธน. เดิมตกไป โดยไม่สัญญาว่าจะยื่นร่าง รธน. ฉบับใหม่เข้ามา แสดงว่า ครม. ไม่จริงใจในการทำตามคำสั่งของประชาชนจากผลประชามติ | หากรัฐบาลเอาปัญหาเศรษฐกิจมาเป็นข้ออ้าง ก็ฟังไม่ค่อยขึ้น เพราะการแก้ปัญหาปากท้อง-รัฐธรรรมนูญทำคู่ขนานกันได้ + การ ออก พ.ร.ก. เงินกู้ ที่เอาเงินเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน เพื่อหวังสอดไส้การตีเช็คเปล่าเรื่องโครงการอื่น ก็ไม่ใช่แนวทางที่เอาปากท้องประชาชนเป็นตัวตั้งอยู่ดี 

เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ประชาชนทั่วประเทศได้เดินเข้าคูหาเพื่อออกเสียงประชามติ ว่าเขาเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

แม้มีประชาชน 11.2 ล้านคน ที่ลงคะแนน “ไม่เห็นชอบ” (ซึ่งเป็นความเห็นที่เราต้องคำนึงถึงและทำความเข้าใจ) แต่การที่มีประชาชนสูงถึง 21.6 ล้านคน ที่ลงคะแนน “เห็นชอบ” สะท้อนให้เห็นชัด ว่าสังคมมีฉันทามติร่วมกันในระดับหนึ่ง (และในระดับที่กว้างกว่าแค่ผู้สนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง) ว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่มีปัญหารุนแรงถึงขั้นที่การแก้ไขรายมาตราอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมาหลังจากประชามติ ผมเชื่อว่าสังคมเรามีแต่เห็นถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2560 ชัดขึ้นกว่าเดิม เช่น

– กกต. ที่ทำงานอย่างเต็มไปด้วยข้อพิรุธ (เช่น การรายงานผลที่ล่าช้า / การนับคะแนนที่ผิดพลาด / การออกแบบบัตรที่มีบาร์โค้ด) แต่กลับไม่มีช่องทางให้ประชาชนยื่นถอดถอน กกต. ได้
– สตง. ที่ยังไม่มีผู้บริหารแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองหรือรับโทษใดๆ 1 ปี หลังเหตุการณ์ตึกถล่ม โดยมีแต่เพียงการปล่อยมิวสิกวิดีโอเพลงใหม่
– คะแนนความโปร่งใสของประเทศ ที่ตกต่ำสุดในรอบ 10+ ปี จนทำให้นายกฯ “อับอาย” และตอกย้ำชัดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันปราบโกงไม่ได้
– ป.ป.ช. ที่ยกคำร้องและออกแถลงการณ์ฟอกขาวให้กับ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ แม้ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่ามีการซุกหุ้นและการขัดกันแห่งผลประโยชน์
– สว. 130+ คน ที่ถูกกล่าวหากรณีการฮั้ว สว. แต่อาจจะกำลังจะถูกฟอกขาวหรือเป่าคดีในเร็วๆนี้ โดย กกต. ที่ สว. เหล่านี้ เป็นคนรับรองให้เข้ามาเอง
– ประธานสภา (วันนอร์) ที่ใช้อำนาจและดุลพินิจของตนเอง 1 วันก่อนยุบสภา เพื่อปัดตกการเข้าชื่อร้องเรียน ป.ป.ช. ของ สส. ฝ่ายค้าน กรณีคลิปหลุดร่วมกันระหว่าง กรรมการ ป.ป.ช. กับ ประธานวันนอร์ เอง

ในเมื่อผลประชามติออกมาชัดเจนว่าประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเป็นผลที่ต้องผูกมัดทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในเชิงกระบวนการ ขั้นตอนถัดไปที่ต้องดำเนินการ คือการผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 เกี่ยวกับกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ผ่านความเห็นชอบ 3 วาระของรัฐสภา

วันนี้ ครม. จึงมี 2 ทางเลือก เพื่อเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ทางเลือกที่ 1 คือการมีมติก่อนวันที่ 14 พ.ค. เพื่อยืนยัน ให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ทั้ง 2 ฉบับ (1 ฉบับของพรรคภูมิใจไทย / 1 ฉบับของพรรคประชาชน) ที่เคยผ่านวาระ 1 ของรัฐสภามาแล้ว ได้ไปต่อ – หากเป็นเช่นนั้น ทั้ง 2 ร่าง ก็จะต้องถูกพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการ ก่อนถูกเสนอกลับมาที่รัฐสภาในวาระ 2 และ 3

ทางเลือกที่ 2 คือการที่ ครม. ไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ทั้ง 2 ฉบับ ซึ่งหมายความว่ากระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะไปต่อได้ ต่อเมื่อมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 เข้ามาใหม่อีกรอบหนึ่ง โดย ครม. สมาชิกรัฐสภา หรือ ภาคประชาชน เพื่อเริ่มพิจารณาในวาระที่ 1

แต่ล่าสุด ดูเหมือนรัฐบาลจะไม่เลือกแม้แต่ทางเลือกเดียว

หาก ครม. ปล่อยให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ที่ค้างจากรัฐสภาชุดที่แล้ว ตกไป โดยไม่มีคำสัญญาว่า ครม. จะเสนอ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 เข้ามาใหม่หรือไม่เมื่อใด สะท้อนชัดว่ารัฐบาลขาดความจริงใจในเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามคำสั่งของประชาชนจากผลประชามติ

ข้ออ้างของรัฐบาลว่า ครม. ไม่สามารถมีมติยืนยันร่าง รธน. เดิมหรือให้คำสัญญาเรื่องการยื่นร่าง รธน. ใหม่ได้ เพราะต้องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจก่อน เป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น เพราะนอกจากการแก้ปัญหาปากท้องและปัญหารัฐธรรมนูญสามารถทำควบคู่กันได้ (โดยแท้จริงแล้วเป็นปัญหามีความเชื่อมโยงกัน) แต่การที่รัฐบาลตัดสินใจออก พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ที่เอาเงินเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน เพื่อหวังสอดไส้การตีเช็คเปล่าเรื่องโครงการด้านการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ก็สะท้อนชัดว่ารัฐบาลทุกวันนี้ ก็ไม่ได้ดำเนินนโยบายโดยยึดการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนเป็นตัวตั้งอยู่ดี

เอกนิติ เผยเบื้องหลัง กล่อม ‘มูดี้ส์’ พลิกเกมสู่ Stable ติด 1 ใน 5 ตลาดเกิดใหม่ รับมือวิกฤตดีที่สุด

เอกนิติ เผยเบื้องหลัง กล่อม 'มูดี้ส์' พลิกเกมสู่ Stable ติด 1 ใน 5 ตลาดเกิดใหม่ รับมือวิกฤตดีที่สุด

เอกนิติ เผยเบื้องหลัง กล่อม ‘มูดี้ส์’ พลิกเกมสู่ Stable ติด 1 ใน 5 ตลาดเกิดใหม่ รับมือวิกฤตดีที่สุด

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.26 น.

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงเบื้องหลังที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง “มูดี้ส์” (Moody’s) ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) และยกให้ไทยเป็น 1 ใน 5 ตลาดเกิดใหม่ที่รับมือวิกฤตโลกได้ดีที่สุดว่า ความสำเร็จนี้เป็นผลต่อเนื่องจากที่ได้เข้าพบ และชี้แจงข้อมูลกับตัวแทน ของมูดี้ส์โดยตรง ในช่วงการประชุม IMF-World Bank ที่สหรัฐอเมริกา เมื่อกลางเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา

โดยมีประเด็นสำคัญในการชี้แจงถึงการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของไทย โดยได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลจะเน้นนโยบายการผลักดันการลงทุนทั้งจากต่างชาติ (FDI) รวมทั้งการลงทุนภายในที่เห็นได้จากการลงทุนภาครัฐ และเอกชนที่เติบโตสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยไม่ได้พึ่งพาแค่นโยบายแจกเงินระยะสั้น

ส่วนประเด็นเรื่องหนี้สาธารณะของไทยที่เพิ่มขึ้น มูดี้ส์ไม่ได้กังวลเรื่องที่รัฐบาลกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้านบาท แต่กังวลเรื่องทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งได้ชี้แจงว่าในช่วงปลายปีก่อนที่รัฐบาลสามารถผลักดัน GDP ในช่วงปลายปี 2568 ให้ฟื้นตัวจาก 0.3% มาเป็น 2.5% ได้สำเร็จมาแล้ว เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง

นายเอกนิติยังกล่าวด้วยว่า ในส่วนของการรักษาวินัยการคลังได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับวินัยการคลัง โดยมีการทำแผนการคลังระยะปานกลางที่ชัดเจน และเริ่มใช้หนี้คืนหน่วยงานรัฐอย่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้เพราะได้ดำเนินการจริง

“ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังได้ประเมินความเสี่ยงและรายงานนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ให้เตรียมใจรับมือหากถูกลดอันดับเครดิต แต่ท้ายที่สุด ด้วยข้อมูลและแผนงานที่ชัดเจน ทำให้มูดี้ส์ยังคงเชื่อมั่นและปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้นจากปีก่อนได้ในที่สุด” นายเอกนิติ ระบุ

เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ชี้ แลนด์บริดจ์ไทยไม่ได้เกิดในสุญญากาศ

เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ชี้ แลนด์บริดจ์ไทยไม่ได้เกิดในสุญญากาศ

เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ชี้ แลนด์บริดจ์ไทยไม่ได้เกิดในสุญญากาศ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.11 น.

เอ็ดดี้ อัษฎางค์ โพสต์เฟซบุ๊ก “แลนด์บริดจ์ไทยไม่ได้เกิดในสุญญากาศ” โดยระบุข้อความดังนี้ 

แลนด์บริดจ์ไทยไม่ได้เกิดในสุญญากาศ

#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

แลนด์บริดจ์ไทยไม่ได้แข่งกับ “ช่องแคบมะละกา” อย่างเดียว แต่แข่งกับ ระบบโลจิสติกส์ของเพื่อนบ้านที่กำลังอัปเกรดตัวเองอย่างหนัก โดยเฉพาะสิงคโปร์และมาเลเซีย
ซึ่งโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)” ไม่สามารถสู้กับ “ระบบนิเวศ (Ecosystem)” ได้

มิติที่มักถูกมองข้ามคือ ไทยไม่ได้แข่งกับช่องแคบมะละกาอย่างเดียว แต่กำลังแข่งกับยุทธศาสตร์ของเพื่อนบ้านด้วย สิงคโปร์ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่กำลังสร้าง Tuas Mega Port เพื่อย้ำสถานะศูนย์กลางเดินเรือโลก ส่วนมาเลเซียก็กำลังผลักดัน ECRL ซึ่งทำหน้าที่คล้ายแลนด์บริดจ์ เชื่อมท่าเรือฝั่งทะเลจีนใต้กับฝั่งช่องแคบมะละกา

ดังนั้น คำถามของไทยจึงไม่ใช่แค่ว่า “เรามีภูมิศาสตร์ดีพอหรือไม่” แต่คือ “เรามีโมเดลธุรกิจดีพอจะชนะระบบของคู่แข่งหรือไม่”
เพราะในโลกโลจิสติกส์ ไม่มีใครเลือกเส้นทางเพราะคำขวัญทางยุทธศาสตร์ เขาเลือกเส้นทางที่เร็วกว่า ถูกกว่า แน่นอนกว่า และให้บริการครบกว่า

เราไม่ได้แข่งกับ “ไอเดีย” แต่แข่งกับ “ระบบที่กำลังเกิดขึ้นจริง”
แลนด์บริดจ์ไทยไม่ได้เกิดในสุญญากาศ

ขณะที่ไทยยังถกเถียงกันเรื่องคุ้มทุน สิ่งแวดล้อม การเวนคืน และรูปแบบการลงทุน สิงคโปร์กำลังยกระดับท่าเรือเดิมให้เป็น mega port อัตโนมัติระดับโลก ส่วนมาเลเซียกำลังสร้างแลนด์บริดจ์ทางรางของตัวเองผ่าน ECRL

แปลว่าไทยไม่ได้แข่งกับ “ข้อจำกัดของช่องแคบมะละกา” เท่านั้น แต่แข่งกับ ยุทธศาสตร์ตอบโต้ของเพื่อนบ้าน
สิงคโปร์ตอบโต้ด้วยการทำให้ตัวเองเป็น hub ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม

มาเลเซียตอบโต้ด้วยการสร้าง land bridge ของตัวเอง
ไทยจึงต้องตอบให้ได้ว่าแลนด์บริดจ์ไทยมี niche อะไรที่ต่างจากสองประเทศนี้

สิงคโปร์ : ไม่ได้นั่งรอให้ไทยมาแย่งเกม

สิงคโปร์กำลังสร้าง Tuas Mega Port เพื่อรวมท่าเรือคอนเทนเนอร์หลักไว้ที่เดียว และวางเป้าให้เป็นท่าเรืออัตโนมัติเต็มรูปแบบที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อเสร็จในช่วงทศวรรษ 2040 จะรองรับได้ประมาณ 65 ล้าน TEUs ต่อปี พร้อม 66 ท่าเทียบเรือ และแนวท่าเรือยาว 26 กม.

ความสำคัญคือ สิงคโปร์ไม่ได้ขายแค่ “ท่าเรือ” แต่ขาย ecosystem ทั้งระบบ เช่น transshipment, bunkering, shipping finance, marine insurance, arbitration, shipbroking, digital port, green fuel และบริการเดินเรือระดับโลก กระทรวงคมนาคมสิงคโปร์ระบุชัดว่า Tuas Port คือเครื่องมือ future-proof สถานะ global hub port ของสิงคโปร์ และจะเสริมทั้ง physical/digital linkages เพื่อเพิ่ม resilience ของ supply chain

ตัวเลขล่าสุดยิ่งชี้ว่าไทยไม่ได้แข่งกับคู่แข่งธรรมดา เพราะปี 2025 สิงคโปร์ทำสถิติปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ 44.66 ล้าน TEUs และยอดขายเชื้อเพลิงเรือ 56.77 ล้านตัน สะท้อนว่ามันยังเป็น “ศูนย์กลางจริง” ไม่ใช่แค่ชื่อเสียงเก่า

สรุปคือ ถ้าแลนด์บริดจ์ไทยจะดึงเรือหรือสินค้าออกจากเส้นทางเดิม ต้องตอบให้ได้ว่า ไทยจะให้บริการได้เร็วกว่า ถูกกว่า แน่นอนกว่า หรือมีมูลค่าเพิ่มมากกว่าสิงคโปร์ตรงไหน
ที่สำคัญคือ โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)” ไม่สามารถสู้กับ “ระบบนิเวศ (Ecosystem)” ได้

มาเลเซีย: มี “แลนด์บริดจ์” ของตัวเองแล้วในชื่อ ECRL

มาเลเซียมีโครงการ East Coast Rail Link หรือ ECRL ซึ่งเป็นทางรถไฟไฟฟ้าระยะทางประมาณ 665 กม. เชื่อม Kota Bharu รัฐกลันตัน ไปถึง Port Klang รัฐสลังงอร์ โดยเชื่อมฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรมลายูกับฝั่งตะวันตก และมุ่งให้เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าหลักด้วยสัดส่วนรองรับสินค้า 70% และผู้โดยสาร 30% โครงการมีกำหนดเสร็จเต็มรูปแบบในเดือนธันวาคม 2027

จุดสำคัญคือ ECRL เชื่อม Kuantan Port ฝั่งทะเลจีนใต้ กับ Northport/Port Klang ฝั่งช่องแคบมะละกา จึงทำหน้าที่คล้ายแลนด์บริดจ์ของมาเลเซียเอง และฝ่ายมาเลเซียระบุว่าเส้นทางนี้อาจลดเวลาการเดินเรือบนเส้นทางสำคัญได้ถึง 2.5 วัน

CNA วิเคราะห์ว่า ECRL อาจเขย่าเส้นทางเดินเรือในภูมิภาค เพราะทำให้สินค้าเคลื่อนจากช่องแคบมะละกาไปทะเลจีนใต้ทางบก แทนที่จะอ้อมเส้นทางแออัดรอบสิงคโปร์ และอาจลดเวลาเดินทางราว 1 วัน แต่ก็ยังต้องพิสูจน์ความคุ้มค่า ต้นทุน การเชื่อมท่าเรือ และข้อจำกัดทางเทคนิค

ที่สำคัญกว่านั้น จีนยังแสดงความสนใจที่จะศึกษาแนวทางเชื่อม ECRL ของมาเลเซียเข้ากับโครงการรถไฟที่จีนหนุนในลาวและไทย เพื่อทำให้แนวคิด Pan-Asia Railway จากคุนหมิงถึงสิงคโปร์เป็นจริง ซึ่งสะท้อนว่า ECRL ไม่ได้เป็นแค่โครงการภายในมาเลเซีย แต่เกี่ยวพันกับยุทธศาสตร์ BRI และการเชื่อมจีนกับอาเซียนแผ่นดินใหญ่ด้วย

จุดแข็ง-จุดอ่อนของไทยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

จุดแข็งของไทยคือภูมิศาสตร์ฝั่งอันดามัน–อ่าวไทย และศักยภาพเชื่อมต่อจีนตอนใต้/ลาว/อีสาน/อาเซียนแผ่นดินใหญ่ ถ้าออกแบบดี ไทยอาจวางตัวเป็นประตูมหาสมุทรอินเดียของ mainland Southeast Asia ได้

แต่จุดอ่อนคือ ไทยยังไม่มี ecosystem ระดับสิงคโปร์ และยังไม่มีโครงข่ายรางข้ามประเทศที่เสร็จจริงแบบที่มาเลเซียกำลังเร่งทำผ่าน ECRL ดังนั้นถ้าไทยสร้างแค่ท่าเรือ ถนน และราง แต่ไม่สร้างบริการต่อเนื่อง เช่น คลังสินค้า ศุลกากรดิจิทัล ประกันภัย shipping finance เขตแปรรูป re-export และอุตสาหกรรมหลังท่าเรือ ไทยจะเป็นแค่ “ทางผ่านราคาแพง” ไม่ใช่ hub จริง

“แลนด์บริดจ์ไทยไม่ได้แข่งกับทะเล แต่มันแข่งกับท่าเรือ ระบบราง เงินทุน เทคโนโลยี และยุทธศาสตร์ของเพื่อนบ้านที่ไม่เคยหยุดนิ่ง”

ดร.ปิติ เตือนไทยรับมือ ‘กับดัก Cebu’ ถอดรหัสแผนกัมพูชา ล้อมกรอบไทยบนเวทีโลก

ดร.ปิติ เตือนไทยรับมือ 'กับดัก Cebu' ถอดรหัสแผนกัมพูชา ล้อมกรอบไทยบนเวทีโลก

ดร.ปิติ เตือนไทยรับมือ ‘กับดัก Cebu’ ถอดรหัสแผนกัมพูชา ล้อมกรอบไทยบนเวทีโลก

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.48 น.

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เผยแพร่บทความ เรื่อง “กับดัก Cebu: ถอดรหัสแผนกัมพูชา ล้อมกรอบไทยบนเวทีโลก”

โดยระบุว่า การประกาศยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ปี 2544 (MOU 2544) โดยรัฐบาลไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่าน (Inflection Point) ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ความมั่นคงและเศรษฐกิจของภูมิภาคอ่าวไทย การฉีกกรอบความร่วมมือที่มีอายุกว่าสองทศวรรษทิ้งไป ไม่ได้นำไปสู่สภาวะสุญญากาศทางการทูตแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม มันกลับเป็นเสมือนเสียงระฆังที่เปิดฉาก “เกมภูมิรัฐศาสตร์ทางทะเล” (Maritime Geopolitics) ระลอกใหม่ ที่ซับซ้อน แหลมคม และอันตรายกว่าเดิม
ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ความเคลื่อนไหวที่สร้างแรงกระเพื่อมมากที่สุดไม่ใช่การเผชิญหน้าทางทหาร แต่คือการปรับกระบวนทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ของกัมพูชา ที่ละทิ้งการเจรจาทวิภาคี (Bilateralism) ที่ตนเองตกเป็นรองในทุกมิติ สู่การเดินเกมระดับภูมิภาคผ่านสิ่งที่เรียกว่า “เซบูโมเดล” (Cebu Model) ซึ่งเป็นการเปิดโต๊ะประชุม 3 ฝ่ายระหว่าง ไทย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ ณ เมืองเซบู

บทวิเคราะห์นี้ ผู้เขียนทดลองจำลองสถาปัตยกรรมทางความคิด แผนการณ์ที่ซ่อนเร้น และเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของพนมเปญ ภายใต้ปฏิบัติการลากไทยขึ้นสู่เวทีโลก เพื่อชิงความได้เปรียบเบ็ดเสร็จในพื้นที่ทับซ้อน (Overlapping Claims Area – OCA) ที่มีมูลค่ามหาศาลทางเศรษฐกิจ

1. อวสานทวิภาคี และปฐมบท “โลกาภิวัตน์ทางกฎหมาย” (Legal Internationalization)

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กัมพูชาตระหนักดีถึงสถานะที่เสียเปรียบของตนเองบนโต๊ะเจรจาสองฝ่าย หากเปรียบเทียบในมิติของขนาดเศรษฐกิจ (GDP) ขีดความสามารถในการฉายอำนาจ (Power Projection) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความพร้อมด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ไทยมีไพ่เหนือกว่าในทุกประตู การที่ไทยมีเครือข่ายท่อก๊าซและโรงแยกก๊าซที่ชายฝั่งภาคตะวันออกพร้อมอยู่แล้ว ทำให้ไทยสามารถกำหนดจังหวะก้าวของการเจรจาได้เสมอ

เมื่อไทยตัดสินใจยกเลิก MOU 2544 กัมพูชาจึงพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการเปลี่ยน “สนามรบ” 

แผนการณ์แรกที่ถูกนำมาใช้คือยุทธศาสตร์ “โลกาภิวัตน์ทางกฎหมาย” (Legal Internationalization) โดยยกระดับข้อพิพาทจากความขัดแย้งของเพื่อนบ้าน ให้กลายเป็นประเด็นระดับนานาชาติที่ต้องใช้กฎกติกาโลกเป็นตัวตัดสินผ่าน อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS)

กัมพูชาได้เริ่มเดินหมากที่แยบยลผ่านกระบวนการ “ประนีประนอมภาคบังคับ” (Compulsory Conciliation) ภายใต้ภาคผนวก 5 ของ UNCLOS แม้พนมเปญจะทราบดีว่าไทยได้ทำคำประกาศสงวนสิทธิตามมาตรา 298 ซึ่งทำให้ไม่สามารถนำเรื่องเขตแดนทางทะเลไปสู่กลไกที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (Binding Decision) อย่างศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลกฎหมายทะเล (ITLOS) ได้ แต่เป้าหมายที่แท้จริงของกัมพูชาไม่ใช่ “คำพิพากษา” แต่คือ “การสร้างบรรทัดฐาน” (Norm Setting)

ผลการพิจารณา และคำตัดสินภายใต้กระบวนการเหล่านี้ แม้จะไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย แต่จะมีน้ำหนักมหาศาลในทางการเมืองระหว่างประเทศ หากรายงานดังกล่าวมีการอ้างอิงถึงความชอบธรรมของเส้นอ้างสิทธิปี 1972 ของกัมพูชาแม้เพียงเสี้ยวเดียว กัมพูชาจะใช้เอกสารฉบับนี้เป็น “อาวุธทางการทูต” เพื่อตีกรอบไทยให้กลายเป็นฝ่ายที่ขัดขืนต่อกฎกติกาโลกทันที

2. ถอดรหัส “เซบูโมเดล”: ทำไมหมากกระดานนี้ต้องเป็นฟิลิปปินส์?

การดึงบุคคลที่สามเข้ามาในสมการความขัดแย้งเป็นยุทธวิธีคลาสสิก แต่การเลือก ฟิลิปปินส์ให้มาเป็นเจ้าภาพและพยานในการเริ่มต้นกระบวนการที่เมืองเซบู ถือเป็นศิลปะขั้นสูงทางการทูต กัมพูชาไม่ได้ต้องการแค่สถานที่ประชุม แต่กำลังแสวงหา “พยานผู้เชี่ยวชาญที่มีเครดิตทางกฎหมายสูงสุดในภูมิภาค”

รัศมีแห่งชัยชนะทางกฎหมายทะเล (The Halo of PCA 2016): ในบริบทของอาเซียน ฟิลิปปินส์คือหัวหอกที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อ UNCLOS อย่างแข็งกร้าวที่สุด ชัยชนะของฟิลิปปินส์เหนือจีนในศาลอนุญาโตตุลาการ (PCA) เมื่อปี 2016 ทำให้มะนิลาได้รับการยอมรับอย่างสูงจากชาติตะวันตก เช่นเดียวกัน คำตัดสินของ PCA ไม่มีผลบังคับทางกฎหมายระหว่างประเทศ จีนเองก็ไม่ได้ยอมรับกระบวนการมาตั้งแต่ต้น แต่ฟิลิปปินส์ก็ใช้คำตัดสินเหล่านี้กดดันจีนในเวทีนานาชาติ ดังนั้นการดึงฟิลิปปินส์มาร่วมวง คือการสร้างภาพลักษณ์ให้กัมพูชาดูเป็น “ผู้พิทักษ์กฎหมายทะเล” และกดดันทางอ้อมให้ไทยต้องระมัดระวังท่าที ไม่ให้ดูเหมือนเป็นผู้รังแกประเทศที่เล็กกว่าเฉกเช่นที่พญามังกรเคยทำในทะเลจีนใต้

นิยามใหม่แห่ง “ผลลัพธ์ที่เป็นธรรม” (Equitable Solution): กัมพูชาหวังจะใช้เวที 3 ฝ่ายนี้ สร้างฉันทามติเชิงหลักการเพื่อลดทอนอิทธิพลของเกาะกูดในการลากเส้นแบ่งเขตแดน โดยใช้มาตรฐานสากลที่ฟิลิปปินส์ยึดถือมาเป็นเครื่องมือเจรจา 

สร้างพหุภาคีนิยมแบบกลุ่มย่อย (Mini-lateralism): นี่คือการตีกรอบความขัดแย้งใหม่ ให้กลายเป็น “ประเด็นความมั่นคงทางทะเลของอาเซียน” การเปิดประตูบานนี้เท่ากับเปิดทางให้มหาอำนาจภายนอกและองค์กรระหว่างประเทศ มีความชอบธรรมที่จะเข้ามาสังเกตการณ์หรือแทรกแซงในอนาคต

3. นาฬิกาที่นับถอยหลัง: Energy Transition และวิกฤต Stranded Assets

ภายใต้เกมการเมืองระหว่างประเทศ แรงขับเคลื่อนที่แท้จริงและทรงพลังที่สุดคือ “เศรษฐศาสตร์พลังงาน” กัมพูชากำลังถูกบีบคั้นด้วยกรอบเวลาแห่งยุค การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition)  

โลกกำลังมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero การลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังถูกตัดลดจากสถาบันการเงินทั่วโลก พนมเปญรู้ดีว่าก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลอ่าวไทย ซึ่งคาดว่ามีมูลค่าหลักล้านล้านบาท มี “หน้าต่างแห่งโอกาสทางเศรษฐกิจ” เหลืออยู่ไม่เกิน 15-20 ปีเท่านั้น หากไม่สามารถนำทรัพยากรเหล่านี้ขึ้นมาใช้ได้ภายในทศวรรษ 2040 ขุมทรัพย์เหล่านี้จะหมดมูลค่าและกลายเป็นเพียง สินทรัพย์ที่ถูกทิ้งร้าง (Stranded Assets) อยู่ใต้ก้นทะเลตลอดกาล

ยุทธศาสตร์ที่เซบูจึงถูกออกแบบมาเพื่อ Decoupling หรือการแยกส่วนประเด็นที่ซับซ้อนออกจากประเด็นที่ทำกำไรได้ กัมพูชาต้องการผลักดันให้เกิด พื้นที่พัฒนาร่วม (Joint Development Area – JDA) ให้เร็วที่สุด โดยแยกขาดจากการเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดน (Delimitation) กัมพูชา (หรือจะให้ชัดเจนกว่า คือ ผู้นำกัมพูชา) ต้องการ “เงินสด” (เพราะพึ่งจะสูญเสียแหล่งรายได้สีเทาขนาดมหาศาลไปเมื่อไม่นานมานี้จากกวาดล้างขบวนการสีเทา) เพื่อนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบนบก และต้องการ “ความมั่นคงทางพลังงาน” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยิ่งไปกว่านั้น กัมพูชาพร้อมที่จะประนีประนอมในข้อตกลงเชิงพาณิชย์ หรือแม้แต่ยอมจ่ายค่าผ่านท่อเพื่อใช้โครงสร้างพื้นฐานของไทย แลกกับการนำก๊าซขึ้นมาเปลี่ยนเป็นเงินตราให้เร็วที่สุด

4. การบริหารจัดการภาพลักษณ์: ชาตินิยมเชิงยุทธศาสตร์ของ ฮุน มาเนต

ในมิติเศรษฐศาสตร์การเมืองภายในประเทศ “เซบูโมเดล” ถูกใช้งานเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) ที่ทรงประสิทธิภาพสำหรับผู้นำรุ่นใหม่อย่าง ฮุน มาเนต

การก้าวขึ้นสู่อำนาจของฮุน มาเนต จำเป็นต้องได้รับการพิสูจน์วิสัยทัศน์ที่แตกต่างจากยุคของบิดา การเปลี่ยนผ่านจากการทูตแบบนักเลงโต มาสู่การทูตเชิงกฎหมายและภาพลักษณ์ที่สากลขึ้น ทำให้ได้รับการยอมรับจากชนชั้นกลางกัมพูชา การที่สามารถดึงให้ฟิลิปปินส์และโลกเข้ามาจับจ้องไทยได้ ถูกกลไกสื่อของรัฐนำเสนอในฐานะ “ชัยชนะทางการทูต” อันยิ่งใหญ่

ชาตินิยมที่ถูกบริหารจัดการ (Managed Nationalism): กัมพูชาใช้การฉีก MOU 2544 ของไทย เป็นเชื้อไฟในการปลุกกระแสชาตินิยมอย่างเป็นระบบ สร้างวาทกรรมว่า “ไทยผู้ยิ่งใหญ่กำลังบีบคั้นกัมพูชา” การสร้างศัตรูร่วมจากภายนอก เป็นกลไกคลาสสิกในการสร้างเอกภาพภายใน ลดทอนแรงเสียดทานทางการเมือง เบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาปากท้อง และรวมศูนย์อำนาจไว้ที่พรรค CPP ได้อย่างแยบยล

5. ภูมิรัฐศาสตร์มหาอำนาจ: การขยับร่มเงาจากปักกิ่ง สู่การแทรกแซงของวอชิงตัน

ประเด็นที่ตอกย้ำความเฉียบคมของ “Cebu Plan” คือการเล่นแร่แปรธาตุกับขั้วมหาอำนาจ (Superpower Balancing) เดิมที กัมพูชามักถูกประชาคมโลกตีตราว่าเป็นรัฐบริวารที่แนบแน่นกับจีน (Client State) ไม่ว่าจะเป็นการให้ทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน หรือความคลุมเครือเรื่องฐานทัพเรือเรียม (Ream Naval Base)

ทว่า การเลือกฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็น “พันธมิตรทางสนธิสัญญาหลักของสหรัฐอเมริกา” (US Treaty Ally) เข้ามาเป็นตัวกลาง สะท้อนภาพการปรับสมดุลใหม่ (Re-balancing) ที่ลึกซึ้ง

ไพ่ดึงอเมริกาตีกรอบไทย: กัมพูชากำลังส่งสัญญาณถึงวอชิงตันว่า พนมเปญพร้อมที่จะกระจายความสัมพันธ์และเปิดพื้นที่ทางการทูตให้ชาติตะวันตก การนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการที่ฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพ ย่อมหมายถึงการเปิดประตูให้สหรัฐฯ เข้ามามีส่วนรับรู้และอาจขยายบทบาทเข้ามาในอ่าวไทย แผนนี้เป็นการสร้าง “เกราะป้องกันตัว” สกัดกั้นไม่ให้ไทยกล้าใช้มาตรการบีบคั้นทางเศรษฐกิจขั้นรุนแรง หรือการแสดงสัญลักษณ์ทางทหารในพื้นที่พิพาท เพราะหากไทยทำเช่นนั้น จะเท่ากับเป็นการท้าทายเครือข่ายพันธมิตรของมหาอำนาจตะวันตกที่กัมพูชาจงใจดึงเข้ามาเป็นพยาน

บทสรุป: กระบวนทัศน์ใหม่บนน่านน้ำที่เชี่ยวกรากของไทย

“Cebu Plan” หรือยุทธศาสตร์กัมพูชาหลังปี 2026 คือการยกระดับศิลปะการเจรจาระหว่างประเทศอย่างสมบูรณ์แบบ กัมพูชากำลังใช้ UNCLOS เป็นดาบ ใช้ความน่าเชื่อถือของฟิลิปปินส์เป็นโล่ ใช้แรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลกเป็นนาฬิกาจับเวลา และใช้ความกระหายทรัพยากรเป็นเหยื่อล่อ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างอำนาจต่อรองเพื่อปันผลประโยชน์ (Monetization) จากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยให้ได้มากที่สุด และเร็วที่สุด

สำหรับประเทศไทย นี่คือบททดสอบเชิงยุทธศาสตร์ที่ท้าทายที่สุดครั้งหนึ่ง การรับมือกับเกมนี้ ไม่สามารถใช้มิติทางทหาร ท่าทีชาตินิยมขวาจัด หรือความเย่อหยิ่งจากขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าได้อีกต่อไป

ไทยจำต้องปรับกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่:

1. ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเล: ต้องแม่นยำในการตีความ UNCLOS โดยเฉพาะมาตรา 74 และ 83 รวมถึงการสงวนสิทธิตามมาตรา 298 ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางกฎหมายภายในประเทศ

 2. ยุทธศาสตร์การสื่อสารระดับโลก (Global Strategic Communication): ต้องช่วงชิงพื้นที่สื่อสารในเวทีสากล ชี้แจงให้ประชาคมโลกเห็นถึงความชอบธรรมในการปกป้องอธิปไตยของไทย โดยไม่ตกหลุมพรางจากการโบ้ยของกัมพูชาว่าไทยเป็น “ผู้รังแก” และกัมพูชาเป็น ”ผู้ถูกรังแก“

3. ความยืดหยุ่นเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง: ต้องหาจุดสมดุลระหว่างการปกป้องเขตแดน กับการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ก่อนที่ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจะกลายเป็นสิ่งไร้ค่า

4. การสกัดกั้นอิทธิพลภายนอก: ต้องดำเนินวิเทโศบายอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อพิพาททวิภาคีทางทะเลนี้ กลายเป็นรอยร้าวที่เปิดทางให้มหาอำนาจขั้วใดขั้วหนึ่ง เข้ามาฝังรากอิทธิพลเหนือผลประโยชน์แห่งชาติในอ่าวไทยได้อย่างถาวร

พื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย ณ วันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของเส้นแบ่งเขตแดนบนแผนที่อีกต่อไป แต่คือกระดานหมากรุกสามมิติ ที่มีเดิมพันเป็นความมั่นคงทางพลังงาน เสถียรภาพทางการเมือง และอำนาจอธิปไตยของชาติในระเบียบโลกใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

อ่านบทขยายความ และแนวทางรับมือของประเทศไทยในฉบับเต็มได้ที่ https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=10163909375482225&id=625882224 
ข้อสงวนสิทธิ์ (Disclaimer): ทัศนะและข้อวิเคราะห์ที่ปรากฏในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของ รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ในฐานะรองศาสตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เท่านั้น มิได้เป็นการวิเคราะห์ แสดงความคิดเห็น หรือสะท้อนจุดยืนในฐานะหรือตำแหน่งงานอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) และมูลนิธิอาเซียน (ASEAN Foundation) แต่อย่างใด

Disclaimer: The views and analyses expressed in this article are solely those of Assoc. Prof. Dr. Piti Srisangnam in his personal capacity as an Associate Professor at the Faculty of Economics, Chulalongkorn University. They do not represent, reflect, or constitute the views or positions of any of his other roles related to ASEAN or the ASEAN Foundation.

เตรียมถุงผ้าให้พร้อม รัฐบาลเดินหน้า ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ เริ่มศุกร์นี้ทั่วประเทศ

เตรียมถุงผ้าให้พร้อม รัฐบาลเดินหน้า ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ เริ่มศุกร์นี้ทั่วประเทศ

เตรียมถุงผ้าให้พร้อม รัฐบาลเดินหน้า ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ เริ่มศุกร์นี้ทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.32 น.

ศุกร์นี้นัดซื้อของถูกทั่วไทย! รัฐบาลเดินหน้า “ไทยช่วยไทย” ลดค่าครองชีพ พาณิชย์ผนึกมหาดไทย–ไปรษณีย์ไทย กระจายสินค้าราคาประหยัด 946 จุด ลดสูงสุด 58% ตั้งเป้าช่วยประชาชนกว่า 4 ล้านคน

วันนี้ (8 พฤษภาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ห้างค้าส่งค้าปลีก ผู้ประกอบการ และแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อกระจายสินค้าจำเป็นราคาประหยัดให้เข้าถึงประชาชนทั่วประเทศอย่างครอบคลุม

ไทยช่วยไทย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลตั้งเป้าช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาทต่อเดือน ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยใช้กลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการนำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายในราคาต่ำกว่าท้องตลาด พร้อมเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้ผู้ประกอบการรายย่อย SMEs สินค้าชุมชน และสินค้า OTOP โดยไม่กระทบต่อกลไกตลาดเดิม

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าราคาประหยัดได้ทุกวันศุกร์ ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” โดยในวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569 นี้ รัฐบาลได้ร่วมมือกับห้างค้าส่งค้าปลีกและผู้ผลิตสินค้า นำสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ แบรนด์รอง และสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันมาลดราคาสูงสุด 25–58% เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน

ไทยช่วยไทย

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังร่วมกับไปรษณีย์ไทยขยายจุดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 946 จุด เพื่อให้ประชาชนในชุมชนและพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงสินค้าได้สะดวกมากขึ้น พร้อมตั้งเป้าให้ประชาชนกว่า 4 ล้านคนได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ที่ทำการไปรษณีย์ ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center : DC) เชื่อมโยงการจำหน่ายทั้งค้าปลีก ค้าส่ง และกระจายผ่านรถเร่หรือรถพุ่มพวง ครอบคลุมกว่า 1,000 ตลาดท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อให้สินค้าราคาประหยัดเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง

สำหรับสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ มีจำนวน 15 รายการ จากผู้ประกอบการ 12 ราย ครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน อาทิ น้ำมันปาล์มตราดอกไม้ ซอสหอยนางรมตราเด็กสมบูรณ์ ผงชูรสตราภูเขา หอยลายกระป๋องตราปุ้มปุ้ย ข้าวหอมปทุมบรรจุถุงขนาด 5 กิโลกรัม ผงซักฟอกตรา Dakko Plus น้ำปลาตราปลาหมึก ปลากระป๋องตรา Super C Chef บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำกุ้งบิ๊กแพค น้ำยาทำความสะอาดพื้นตรามาจิคลีน น้ำยาล้างจานตราซันไลต์ รวมถึงแชมพูและครีมนวดผมตราซันซิล โดยจำหน่ายในราคาลดลงสูงสุด 25–58% เมื่อเทียบกับราคาท้องตลาด

นอกจากจุดจำหน่าย ณ ที่ว่าการอำเภอและไปรษณีย์ไทยแล้ว ประชาชนยังสามารถเลือกซื้อสินค้าไทยช่วยไทยผ่านห้างค้าส่งค้าปลีกชั้นนำ อาทิ แม็คโคร โลตัส บิ๊กซี ท็อปส์ โก โฮลเซลล์ ฟู้ดแลนด์ เดอะมอลล์ และเซเว่นอีเลฟเว่น รวมถึงห้างค้าปลีกท้องถิ่นกว่า 800 สาขาทั่วประเทศ และแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Shopee, Lazada, TikTok, Grab และ Lineman ซึ่งจำหน่ายในราคาเดียวกับหน้าร้าน เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ประชาชนมากยิ่งขึ้น

“สิ่งที่ประชาชนจะได้รับ คือ การเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาประหยัด ลดภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างรายได้และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการรายย่อย สินค้าชุมชน และ SMEs ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าดูแลเศรษฐกิจฐานรากและคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง” นางสาวลลิดา กล่าว

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“การทำหน้าที่ตรวจสอบ หรือวิพากษ์วิจารณ์ใดๆควรตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่เป็นจริง ให้เกียรติผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ ซึ่งการใช้ถ้อยคำเหมารวม ไม่เพียงแต่จะบั่นทอนกำลังใจ แต่ยัง
สร้างความแตกแยกให้สังคมโดยไม่จำเป็น”

นายยงยศ แก้วเขียว

ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย

หนูลั่นยึดประโยชน์ชาติ คุยฮุนมาเนต

หนูลั่นยึดประโยชน์ชาติ  คุยฮุนมาเนต

หนูลั่นยึดประโยชน์ชาติ คุยฮุนมาเนต

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“อนุทิน” ร่วมวงเจรจา 3 ฝ่าย “ฮุน มาเนต” และผู้นำตากาล็อกระหว่างร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบู ฟิลิปปินส์ โดยนายกฯยืนยัน การเจรจาต้องยืนอยู่บนหลักการโดยรักษาอธิปไตยของไทยไว้ รวมทั้งยึดประโยชน์ของคนไทย ขอคนไทยไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม2569 ที่ทางอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนายเอกนัฏพร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี และคณะเดินทางไปยังฐานทัพอากาศ Brigadier General Benito N. Ebuen Air Base (BGBNEAB) เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ระหว่างวันที่ 7 – 9 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยก่อนเดินทางนายกฯให้สัมภาษณ์ถึงการคาดหวังในการร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ ว่า คาดหวังทุกเรื่อง เมื่อไปก็ต้องทําสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย

เมื่อถามว่าเป้าหมายที่จะใช้เวทีอาเซียนนี้สร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยอย่างไร นายกฯ ยิ้ม ก่อนระบุว่า “เดี๋ยวผมพิมพ์แจกให้เลยดีกว่า แน่นอนว่าไม่ได้ไปเที่ยว ไม่ได้ไปพบปะพูดคุยกับผู้นําเพราะความคิดถึง ไปเพื่อทํางานเจรจาหารือ และแถลงจุดยืนของประเทศไทย เพื่อให้ประชาคมอาเซียนได้รับทราบ ถึงนโยบายและสิ่งที่ประเทศไทยจะทํา”

เมื่อถามว่า การไปประชุมครั้งนี้มีโอกาสจะได้เจอกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไงก็ต้องเจอกัน แต่อาจจะไม่ได้คุยกันแบบทวิภาคีสองต่อสอง ซึ่งประเทศฟิลิปปินส์ในฐานะเจ้าภาพ อาจจะมีการจัดเวทีเป็นกลุ่มให้คุยกัน ซึ่งตนเข้าใจว่าอาจจะให้บรรยากาศในที่ประชุมอาเซียนเป็นไปด้วยดี แต่ไม่ต้องกังวล ตนอยู่ในตําแหน่งนายกรัฐมนตรี บริหารสถานการณ์ไทยกัมพูชามาตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเป็นนายกฯ หรือก่อนหน้านั้นตั้งแต่ตอนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดังนั้นตนทราบดีว่า ต้องยืนอยู่บนหลักการ การหารือพูดคุยใด ๆ ก็ตาม ต้องเป็นประโยชน์ และรักษาอธิปไตยของไทยไว้ รวมทั้งประโยชน์ของคนไทย จึงไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้

ต่อมา เมื่อเวลา เวลา 16.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยพร้อมคณะ ได้เดินทางถึงเมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยภารกิจในช่วงค่ำ เวลา 18.00 น. นายกฯ มีกำหนดการเข้าร่วมการหารือสามฝ่าย ระหว่างไทย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ร่วมกับ สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และ นายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เพื่อหารือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือสามฝ่าย นายกฯ และภริยา จะเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ภายใต้กรอบความร่วมมือ Special BIMP-EAGA Summit (Brunei Darussalam-Indonesia-Malaysia-Philippines East ASEAN Growth Area Summit)

“การหารือสามฝ่าย หรือไตรภาคี ไทย – ฟิลิปปินส์ – กัมพูชา นั้น เป็นการดำเนินการโดยประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกการประชุมในครั้งนี้ ซึ่ง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.กต.ที่เดินทางมาก่อนล่วงหน้านั้น ได้เน้นย้ำจุดยืนไทยในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ส่วนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา จะมีการดำเนินการทีละขั้น ค่อยเป็นค่อยไป โดยที่สำคัญคือ การสร้างความไว้ใจ (trust) กันกลับมาใหม่อีกครั้ง” น.ส.รัชดา ระบุ

สำหรับในวันพรุ่งนี้ (8 พ.ค.) นายกฯ มีกำหนดการเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 และการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบเต็มคณะ (Plenary Session) และการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบไม่เป็นทางการ (Retreat Session) และพบหารือทวิภาคีกับผู้นำอาเซียนต่างๆ ด้วย

ภูมิธรรมอ่วม 2อดีตอธิบดีฟ้องม.157 สั่งโยกย้ายไม่เป็นธรรม

ภูมิธรรมอ่วม  2อดีตอธิบดีฟ้องม.157  สั่งโยกย้ายไม่เป็นธรรม

ภูมิธรรมอ่วม 2อดีตอธิบดีฟ้องม.157 สั่งโยกย้ายไม่เป็นธรรม

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ก.พ.ค.มีมติ 6 ต่อ 1 ชี้เมื่อปี’68 ภูมิธรรม-ปลัด มท.โยกย้าย 2 อธิบดี ไม่ชอบด้วย ก.ม.เผยใช้เวลาเพียง 4 วัน หลังจากมอบนโยบาย ไม่ใช่ย้ายเพื่อประโยชน์ต่อราชการ แต่มีวัตถุประสงค์อื่น  ด้านไชยวัฒน์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง เล็งหารือทีมกฎหมายฟ้องภูมิธรรม-ปลัด มท.เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวรวิทย์  สุขบุญ ประธานคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) แถลงผลการประชุม ก.พ.ค.ว่า  จากกรณีเมื่อปี 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในขณะนั้นเสนอรายชื่อให้โยกย้ายนายนฤชาโฆษาศิวิไลซ์อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและนายไชยวัฒน์จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเหตุผลความจำเป็นของราชการ ต่อมาทั้งสอง ได้ร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค.ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการโยกย้ายดังกล่าว เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งทาง ก.พ.ค.มีมติรับเรื่องร้องทุกข์ไว้พิจารณาดำเนินการ

ทั้งนี้ ก.พ.ค.มีคำวินิจฉัยเรื่องดังกล่าว โดยผลการพิจารณา ก.พ.ค.ฝ่ายเสียงข้างมาก 6 เสียง (นายวรวิทย์ สุขบุญ นายภาณุ สังขะวร นายสุรพันธ์ บุรานนท์ นายอติโชค ผลดี นายธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ และนายชำนาญ ทิพยชนวงศ์) พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย เสนอชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้งสอง ต่อนายภูมิธรรม ภายหลังนายภูมิธรรม ได้มอบนโยบายแก่ผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งขณะนั้นผู้ร้องทุกข์ยังดำรงตำแหน่งอธิบดี ทั้ง 2 กรม ต้องนำนโยบายของ รมว.มหาดไทย ไปดำเนินงาน

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของ ก.พ.ค.มีข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายภูมิธรรม ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรองนายกฯ และรมว.มหาดไทย เมื่อวันที่ 3กรกฎาคม 2568 ต่อมาวันที่ 4กรกฎาคม 2568 ได้ประชุมมอบนโยบายที่กระทรวงมหาดไทย และวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ปลัดกระทรวงมหาดไทย กลับเสนอรายชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้งสอง ให้พ้นจากตำแหน่ง จากนั้น รมว.มหาดไทยเสนอเรื่องต่อ ครม.วันที่ 8กรกฎาคม 2568 และ ครม.มีมติเห็นชอบ ซึ่งเป็นเวลาเพียง 4วันแสดงให้เห็นว่าไม่มีระยะเวลาให้ผู้ร้องทุกข์ทั้งสองได้นำนโยบายที่ได้รับมอบหมายไปสู่การปฏิบัติราชการโดยเฉพาะนายไชยวัฒน์ซึ่งเหลือเวลาปฏิบัติราชการไม่ถึง1 เดือนก็จะเกษียณอายุราชการ จึงไม่อาจขับเคลื่อนนโยบายให้สำเร็จได้ และแม้ว่า รมว.มหาดไทย และปลัดกระทรวงมหาดไทยจะมีอำนาจแต่ต้องใช้อำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย

นายวรวิทย์ กล่าวว่า การเสนอชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้งสอง จึงแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ของการกระทำที่มีลักษณะเร่งรีบ อันแฝงไว้ด้วยวัตถุประสงค์อื่นที่มิใช่เหตุผลความจำเป็นของทางราชการ นอกจากนี้แม้การโอนผู้ร้องทุกข์ทั้งสองไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ จะเป็นการโอนให้ไปดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงเช่นกัน แต่เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบหน้าที่ความรับผิดชอบหลักกับลักษณะงานที่ปฏิบัติในด้านต่างๆ แตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่มีหน่วยงานในสังกัด มีหน้าที่เพียงตรวจราชการและให้คำแนะนำการปฏิบัติราชการแก่หน่วยงานต่างๆ ไม่มีอำนาจสั่งการไม่อาจใช้อำนาจบริหารบังคับบัญชาได้

ประธาน ก.พ.ค.กล่าวต่อว่า กรณีจึงเชื่อได้ว่าการแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ทั้งสองมิได้เกิดจากความจำเป็นของทางราชการหรือเหตุผลด้านประสิทธิภาพของทางราชการแต่อย่างใดดังนั้นการโอนผู้ร้องทุกข์ทั้งสอง จึงถือเป็นการลดบทบาทและความสำคัญรวมทั้งความรับผิดชอบของผู้ร้องทุกข์ที่เคยได้รับอยู่ให้ลดน้อยลงและอาจสร้างความเสื่อมเสียต่อเกียรติและชื่อเสียงของผู้ร้องทุกข์ เป็นการกระทำอันมิชอบ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม ตามนัยมาตรา 42และมาตรา 57วรรคสอง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ.2551

นายวรวิทย์ กล่าวอีกว่า แม้การที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยเสนอให้ผู้ร้องทุกข์ทั้งสองพ้นจากตำแหน่งอธิบดี จะเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในเวลาต่อมาว่านายนฤชา ผู้ร้องทุกข์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งดังกล่าวเป็นตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีลักษณะเดียวกัน และนายไชยวัฒน์ ผู้ร้องทุกข์อีกรายเกษียณอายุราชการไปแล้ว ดังนั้นการจะเพิกถอนการแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ทั้งสองจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ เพื่อไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีในหน่วยงานเดิมย่อมไม่เกิดประโยชน์แก่ทางราชการ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ก.พ.ค.ฝ่ายเสียงข้างมาก จึงมีคำวินิจฉัยให้จำหน่ายเรื่องร้องทุกข์ออกจากสารบบ

นายวรวิทย์ กล่าวว่า ก.พ.ค.ฝ่ายเสียงข้างน้อย 1เสียง (นายสิทธิพงษ์ ปึงวงศานุรักษ์) พิจารณาแล้วเห็นว่าการโอนย้ายผู้ร้องทุกข์ทั้งสอง ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ เป็นไปตามขั้นตอนและวิธีการตามนัยมาตรา 57 วรรคหนึ่ง (2) มาตรา 63วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551และกฎ ก.พ.ว่าด้วยการย้าย การโอนหรือการเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งประเภทบริหารในหรือต่างกระทรวงหรือกรม พ.ศ.2567และเป็นการใช้ดุลพินิจในการโอนผู้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้วคำร้องทุกข์ฟังไม่ขึ้น ก.พ.ค.ฝ่ายเสียงข้างน้อยจึงเห็นควรวินิจฉัยให้ยกคำร้องทุกข์ทั้งสอง

ด้านนายไชยวัฒน์เปิดเผยว่า กรณีที่ก.พ.ค.มีมติเสียงข้างมากว่าคำสั่งโยกย้ายให้ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องขอบคุณ ก.พ.ค.ที่ให้ความเป็นธรรม หลังจากจะดำเนินการตามระเบียบกฎหมาย โดยขอปรึกษาทีมกฎหมาย เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและปกป้องชื่อเสียง

เมื่อถามว่าการดำเนินการตามกฎหมายเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม จะทำเพียงคนเดียวหรือควบคู่กับนายนฤชา ด้วย นายไชยวัฒน์กล่าวว่า คงต้องปรึกษาหารือกัน เนื่องจากตนและนายนฤชาถูกคำสั่งลักษณะเดียวกัน ต่อข้อถามว่าการโยกย้ายครั้งนั้น ที่ ก.พ.ค.ระบุว่าย้ายเพราะมีวัตถุประสงค์อื่นไม่ใช่เพื่อประโยชน์ต่อทางราชการ เป็นเพราะสาเหตุใด นายไชยวัฒน์ กล่าวว่า เนื่องจากนายภูมิธรรม เข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย และพวกตนได้รับนโยบายแต่ยังไม่มีเวลาดำเนินการใดๆ ก็กลับถูกโยกย้าย ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ สิ่งเหล่านี้ก็ต้องว่าไปตามเหตุตามผล

เคาะลงทะเบียน25พ.ค. 43ล้านคนเฮ ลุย‘ไทยช่วยไทยพลัส’

เคาะลงทะเบียน25พ.ค.  43ล้านคนเฮ  ลุย‘ไทยช่วยไทยพลัส'

เคาะลงทะเบียน25พ.ค. 43ล้านคนเฮ ลุย‘ไทยช่วยไทยพลัส’

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เคาะลงทะเบียน25พ.ค. 43ล้านคนเฮ ลุย‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เริ่มใช้เดือนมิถุนายน ทูลเกล้าฯพรก.กู้เงิน ปชน.ส่งศาลตีความ อัดยัดไส้-ไม่เร่งด่วน

นายกฯอนุทินเผยลงนามทูลเกล้าฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านแล้ว ไม่หวั่น “ฝ่ายค้าน” จ่อร้องศาลรธน.ตีความ ย้อนคนร้องก็เคยกู้มาก่อนในชื่อ “ไทยเข้มแข็ง” มั่นใจไม่สะดุด ด้าน “ไทยช่วยไทย พลัส” คนไทยรับสิทธิ์ 43 ล้านคน เตรียมเปิดลงทะเบียน25 พฤษภาคมนี้เริ่มใช้จ่ายเฟสแรก1มิ.ย.กับร้านค้าร่วมโครงการและร้านธงฟ้า 1.5 ล้านแห่งทั่วประเทศสภาเดือด ฝ่ายค้าน ตั้งกระทู้สดปมกู้เงิน ขณะที่มติปชน.ส่งศาลรธน.ตีความ ภายใน 11-12 พ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.40 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง(บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์กรณีการล่ารายชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญกรณี รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินฯว่า ตนลงนามทูลเกล้าฯไปเรียบร้อยแล้ว

นายกฯเมินฝ่ายค้านส่งศาลฯตีความ

เมื่อถามว่าหากมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญจะทำให้การทำงานของรัฐบาลสะดุดลงหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนพยายามแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะการลดความเดือดร้อนของประชาชน ถ้าเราเป็นผู้แทนประชาชนต้องรักและคำนึงถึงประโยชน์ประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด

“เรื่องพ.ร.ก.กู้เงิน ตนน่าจะเป็นคนที่ 8 ที่ผ่านมาน่าจะมีการกู้ในลักษณะนี้มาตลอด แม้กระทั่งกลุ่มที่บอกจะไปยื่นที่ศาลก็กู้จำนวนเท่ากันด้วยซ้ำ เขาใช้คำว่าไทยเข้มแข็ง ผมใช้คำว่าไทยช่วยไทย”นายกฯย้ำ

เมื่อถามว่ามั่นใจจะไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า“รัฐบาลทำตามสิ่งที่สัญญาไว้กับประชาชนและดำเนินการตามที่แถลงไว้ทุกประการด้วยเจตนารมณ์ที่สุจริต”

ยันใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดไร้โกง

เมื่อถามว่ารูปแบบการกู้ครั้งนี้ต่างจากการกู้แบบเดิมๆหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าของเราใช้เงินสกุลบาทไม่มีการใช้เงินสกุลต่างประเทศและเมื่อมีผลแล้วเงินกู้ทุกบาททุกสตางค์จะส่งไปถึงประชาชนโดยตรงไม่ได้ผ่านโครงการนั้นโครงการนี้ ประชาชนจะได้รับโดยตรงเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเกิดการจับจ่ายใช้สอยทำให้สภาพคล่องในระบบมีการหมุนเวียนมากขึ้น

“สิ่งที่ผมยืนยันเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับผมๆต้องกำกับดูแลการใช้จ่ายเงินทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนไม่มีรั่วไหล ต้องไม่มีคำว่าโกงและต้องไม่มีคำว่ากระเด็นไปตรงไหน ถ้าจะกระเด็นก็กระเด็นไปที่ประชาชนหรือไม่”นายกฯย้ำ

ลั่นไม่ท้อเจอหลายเรื่องรุมเร้า

เมื่อถามว่าหากมีปัญหาขึ้นมาได้เตรียมแผนสองไว้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า“ไม่ได้เตรียมครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์กับประชาชนไม่ได้แปลกใหม่อะไร เมื่อถึงเวลามีความจำเป็นที่เราคิดว่าควรดำเนินการให้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปในทิศทางที่เราต้องการตรงกับนโยบายที่เราแถลงไว้ก็ดำเนินการไป”เมื่อถามว่าการยื่นคำร้องต่อศาลจะทำให้โครงการไทยช่วยไทยพลัสสะดุดหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า“ไม่เกี่ยวกัน”

เมื่อถามว่านายกฯท้อหรือไม่ที่ช่วงนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลายๆ เรื่อง นายอนุทิน ตอบว่า”ทําไมต้องท้อ ผมเป็นคนจีน มีเชื้อสายจีน ลูกท้อคือผลไม้มงคล กินทุกวันเกิดเลย”

‘ไทยช่วยไทยพลัส’ลงทะเบียน25พค.

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังเปิดเผยรายละเอียดโครงการ“ไทยช่วยไทยพลัส”ว่าจะเป็นการรวมโครงการคนละครึ่งเดิมและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้าไว้ด้วยกัน คาดว่าจะมีผู้ได้รับสิทธิ์ 43ล้านคน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ใช้สิทธิสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการและร้านธงฟ้าที่ใช้แอปพลิเคชันถุงเงินซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 1.4-1.5 ล้านร้านค้าทั่วประเทศ

โดยโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะแบ่งการดำเนินโครงการออกเป็น 2 เฟส ดังนี้เฟสที่ 1 เปิดลงทะเบียนวันที่ 25 พ.ค.2569 โดยเริ่มใช้จ่ายในวันที่ 1 มิ.ย.2569 ให้วงเงินเดือนละ 1,000 บาท นาน 2 เดือน โดยรัฐช่วยสมทบ 60% ประชาชนจ่ายเอง 40% ส่วนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มอีก 700 บาท จากปกติที่ได้รับเดือนละ 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือนเท่ากับประชาชนทั่วไป

ทั้งนี้ สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะต้องเข้ามาลงทะเบียนรับเข้าร่วมโครงการด้วยเช่นกัน โดยกระทรวงการคลังจะมีการตรวจสอบและทบทวนผู้ผ่านเกณฑ์ถือบัตรสวัสดิการอีกครั้ง หลังจากมีการลงทะเบียนล่าสุดเมื่อ 5 ปีที่แล้ว

เฟส2ดีเดย์จ่ายต่อเนื่องก.ค.

“การทบทวนสิทธิครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มคนยากจนที่เคยตกหล่นสามารถลงทะเบียนเข้าสู่ระบบได้ในขณะเดียวกันก็จะทำการคัดกรองผู้ที่เคยถือบัตรสวัสดิการฯแต่ปัจจุบันมีฐานะดีขึ้นหรือรายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว ให้ย้ายไปใช้สิทธิในส่วนของคนละครึ่งแทน เพื่อให้การช่วยเหลือตรงจุดมากที่สุด”

เฟสที่ 2 เริ่มใช้จ่ายต่อเนื่องเดือนก.ค.2569โดยผู้เข้าร่วมได้รับเงินสมทบเดือนละ1,000 บาท 2 เดือน โดยในเฟสนี้จะมีการเริ่มใช้ข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่

นายเอกนิติ กล่าวว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกลุ่มเดิมจะยังคงได้รับสิทธิใน2 เดือนแรกไปก่อนระหว่างรอการตรวจสอบ โดยในเฟสที่ 2 ผู้ที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มอีกเดือนละ 700 บาท อีก 2 เดือน ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ยังสามารถลงทะเบียนในเฟส2 เพื่อให้รัฐสมทบ 60%และจ่ายเอง 40%

สภาเดือด!ปชน.จี้ถามกู้เงิน4แสนล.

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาฯ มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม ช่วงกระทู้ถามสด ซึ่งน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งถามถึงการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ วงเงิน 4 แสนล้านบาท ต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ทั้งนี้ได้มอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงแทน

โดย น.ส.ศิริกัญญา ตั้งคำถามแรกถึงแผนการใช้เงินที่ระบุว่าจะเยียวยาประชาชนที่ไม่ชัดเจน ทั้งนี้ในรายละเอียดพบว่าการใช้เงินกู้จะมี 2 แผ่น คือ แบ่งเป็นแผนละ 2 แสนล้านบาท โดยแผนและวงเงินก้อนแรกเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาค่าใช้จ่ายของประชาชนและเกษตรกร ทั้งนี้ในหลักการตนเห็นด้วยมีเงินเพื่อเยียวยาประชาชนกู้เงินเพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชน

ติดใจเทงบหมดหน้าตักใน4เดือน

“แต่ติดใจวงเงิน และการใช้เงิน ซึ่งพบว่า จะใช้ 1.2 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการ คนละครึ่งพลัส กลุ่มเป้าหมาย 30 ล้านคน และอีก 5.2หมื่นล้านบาท เพื่อเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการ ทั้งนี้ 4 เดือนแรก จะใช้งบประมาณรวม 1.72 แสนล้านบาท เรียกว่ากู้มาจะเทหมดหน้าตัก ภายใน 4 เดือนแจกโครงการคนละครึ่ง 30 ล้านคน นั้นมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเป้าหมายแบบใด วิธีการลงทะเบียนใครลงก่อนได้ก่อน ทำให้ไม่รู้ว่าคนที่ได้รับความช่วยเหลือนั้นเดือดร้อนจริงหรือไม่ แผนการเทหมดหน้าตัก 4 เดือนแรก แจกแบบสุ่ม คนเดือดร้อนไม่ได้ คนได้อาจไม่ได้นั้นเดือดร้อน รัฐบาลมีแผนเยียวยามีวัตถุประสงค์อะไร” น.ส.ศิริกัญญา ระบุ

แจงรัฐจำเป็นกู้รับมือพิษสงคราม

นายภราดรได้ชี้แจงว่ารัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องออกพ.ร.ก.เงินกู้เพราะวิกฤติสงครามตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบหลายระลอก ทั้งต่อพลังงาน ต้นทุนสินค้า เป็นภาระของประชาชนที่ซื้อสินค้าแพง ขณะที่กำลังซื้อหดตัว เมื่อพิจารณาจากงบประมาณปี 2569พบว่ามีงบกลาง เหลือ 2หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่สามารถเยียวยาสถานกรณ์ได้ถ้วนหน้าทั้งหมด ส่วนการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ ทั้งนี้ คาดว่ามีเงินเหลือที่โอนได้เพียง 2-3 หมื่นล้านบาท ทำให้รัฐบาลมีเงินเหลือ 4 หมื่นล้านบาท ทำให้ไม่สามารถเยียวยาประชาชนได้ครบถ้วน

ชี้คนไทยได้รับสิทธิ์43.2ล้านคน

นายภราดรชี้แจงอีกว่าการที่รัฐบาลแบ่งเงินกู้ เป็น 2 ก้อนๆละ 2แสนล้านบาท โดยก้อนแรกจะช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงคราม แต่ที่ถามว่า 2โครงการหลักที่จะเกิดขึ้นคือโครงการ“ไทยช่วยไทยพลัส”แบ่งเป็น 2 ก้อน คือ 1.โครงการคนละครึ่งพลัสที่วางแผนช่วยเหลือ 30 ล้านสิทธิ ให้ 4 เดือนๆ ละ 1,000 บาท เท่ากับ 1 คนใช้เงิน 4,000 บาทและลงทะเบียนใหม่ และ 2.บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีผู้ถือ 13.2ล้านคน จะเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนละ 1,000 ล้านบาท รวมวงเงินที่ใช้ 1.72 แสนล้านบาท ทั้งนี้ที่ถามว่าจะตรงกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ ขอถามตรงๆว่าในประเทศนี้มีใครที่ไม่ได้รับผลกะทบจากสถานการณ์สงคราม ตนเชื่อว่าทุกคนได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ดีในส่วนกลุ่มเปราะบางที่ปัจจุบันได้ 13.2ล้านสิทธิ์ รัฐบาลจะขยายเพิ่มอีก 30 ล้านคน รวมกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ได้รับ เป็น43.2ล้านคน

เชื่อสงครามยืดเยื้องัดมาตรการเร่งด่วน

“เหตุที่รัฐบาลต้องเทหมดหน้าตักเพราะรัฐบาลเชื่อและประเมินสถานการณ์สงครามจาก 4 หน่วยงาน ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลังก่อนหน้านี้ เชื่อว่าสงครามยืดเยื้อระดับกลางไม่จบภายใน 1-2 เดือน อาจจะจบช่วงกลางปีหรือสิ้นปีนี้ ดังนั้นจึงเป็นเหตุที่ต้องช่วย ช่วง 4 เดือน หากไม่เยียวยาได้อย่างทันท่วงที อาจเกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ประชาชนไม่มีเงินในกระเป๋า โดยรัฐบาลไม่อยากเห็นสถานการณ์เกิดขึ้น จึงวางมาตรการเร่งด่วน”นายภราดร กล่าว

ยัดไส้-ไม่เร่งด่วน/ส่อขัดรธน.ม.172

น.ส.ศิริกัญญา ตั้งคำถามที่สอง และให้ข้อสังเกตว่า เป็นภาวะรัฐบาลถังแตก แต่พบว่ามีเจตนายัดไส้โครงการไม่เร่งด่วน คือ ปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท มาในพ.ร.ก.กู้ด่วน ถ้าไม่ทำตอนนี้กระทบความมั่นคงเศรษฐกิจจนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ความจำเป็นเร่งด่วนคืออะไร ทั้งที่ไม่มีรายละเอียด หากจะเปลี่ยนผ่านพลังงานภายในปีเดียว และต้องกู้ในก.ย.70 จะทำได้กี่เปอร์เซ็นต์และทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนหรือไม่ หากรอไปอีก 3 เดือน บรรจุในพ.ร.บ.งบประมาณทำได้ ทั้งนี้ควรทำให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172

ปัดสอดไส้โครงการพลังงาน

จากนั้นนายภราดรชี้แจงว่าสำหรับการรักษาวินัยการเงินการคลังได้ประชุม 4หน่วยงานและมีแผนการคลังระยะปานกลาง ทำรายละเอียดส่วนของเงินกู้ 4 แสนล้านบาทไว้ โดยมีแผนว่าจะแบ่งกู้ 2ปี โดยปีนี้กู้ 2 แสนล้านบาท และปีหน้ากู้ 2 แสนล้านบาท ส่วนพ.ร.บ.งบประมาณปกติได้ทำตัวเลขแล้วทั้งหมดจากประมาณการทำให้เห็นชัดว่า 3-4 ปีนี้เพดานหนี้สาธารณะไม่เกิน 70%ส่วนเรื่องสอดไส้โครงการพลังงาน วงเงิน2แสนล้านบาท ซึ่งที่บอกว่าเร่งด่วนหรือไม่อยู่ที่คนมองวิสัยทัศน์ของคนที่มาบริหารประเทศต่อวิกฤติพลังงานแบบไหน เร่งด่วนหรือไม่

“วันนี้ประชาชนบ่นว่าเสียค่าไฟแพง เพราะไฟฟ้าผลิตมาจากฟอสซิล และแก๊สธรรมชาติที่ราคาแพง ทำให้ค่าไฟแพง ซึ่งประเด็นนี้เป็นร่มเดียวกันที่ตั้งใจลดค่าใช้จ่ายประชาชน เปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยสนับสนุนพลังงานสะอาดที่เน้นพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งนี้ในส่วนของพลังงาน ผมเชื่อว่าในหลากหลายกระทรวงคงมีโครงการเข้ามาหลังจากที่พ.ร.ก.บังคับใช้และผ่านสภาฯจะตั้งกรรมการกลั่นกรองโครงการเพื่อตอบโจทย์ลดภาระใช้พลังงานจึงเป็นโอกาสของประเทศเปลี่ยนถ่ายพลังงาน”นายภราดร ย้ำ

พร้อมชี้แจงอีกว่าเหตุที่ไม่ใช้งบประมาณปี2570เพราะทำไม่ทัน เนื่องจากวันที่ 1พ.ค.สำนักงบประมาณได้ปิดคำขอให้หน่วยงานส่งคำขอแล้ว ทั้งนี้ เมื่อดูในไส้งบประมาณของแต่ละหน่วยงานที่ขอเรื่องเปลี่ยนถ่ายพลังงานนั้นมีไม่มากเพราะเวลาจำกัดจึงต้องใช้โอกาสเปลี่ยนถ่ายพลังงานเพื่อความยั่งยืนของพลังงานสะอาด

ซัดรัฐตีเช็คเปล่า-ปชช.ใช้หนี้

น.ส.ศิริกัญญาตั้งคำถามที่สามว่ารัฐบาลตีเช็คเปล่า กับประชาชนที่เป็นผู้ใช้หนี้ คิดไปทำไปเพราะยังไม่มีโครงการใดๆอยู่ในแผน2และไม่ได้สะท้อนว่าไม่ทำวันนี้ กระทบมั่นคงเศรษฐกิจอย่างรับไม่ได้ ทั้งนี้ พ.ร.ก.ไม่ควรออกพร่ำเพรื่อเพราะการใช้อำนาจฝ่ายบริหารออกเป็นพ.ร.ก.ข้ามหัวสภา หากออกพ.ร.ก.กู้เงินเพื่อเยียวยาตนไม่ติด แต่ออกให้น้อยกว่า2แสนล้านบาท หากจะนำไปทุ่มให้กับโครงการคนละครึ่งมากถึง1.2แสนล้านบาทไม่ต้องออกถึง 2แสนล้านบาท และเก็บกระสุนเพื่อให้ตรงเป้ากับกลุ่มเป้าหมาย

“4 เดือนใช้หมด 2 แสนล้านบาท คิดว่ายังไงมีโอกาสที่สงครามยืดเยื้อ และวิกฤติไม่จบภายใน 4 เดือน แต่กระสุนไม่เหลือให้ช่วยประชาชนที่เดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและอาจกู้ใหม่ไม่ได้ อาจเป็นเม็ดเงินสุดท้ายที่จะออก พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ.กู้เงินได้ ไม่ใช้เพราะจะชนเพดานกู้เงิน 70% เพราะมีต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นทั้งนี้แผนการใช้เงินไม่ชัด แผนการกู้เงินไม่แน่ใจถูกต้องหรือไม่ มีแผนการใช้หนี้เป็นอย่างไรในอนาคต”น.ส.ศิริกัญญา ย้ำ

ยันออกพ.ร.ก.ไม่ขัดรธน.ม.172

นายภราดร ชี้แจงว่าข้อกล่าวหาเช็คเปล่ารุนแรงเกินไป ได้วางแผนอย่างรอบคอบต่อการเปลี่ยนถ่ายพลังงาน นอกจากนั้นการใช้เงินก้อนแรก วงเงิน 1.7แสนล้าน ใน 4 เดือน เพราะรัฐบาลต้องการเยียวยาประชานในช่วงสั้น จำเป็นที่ต้องช่วยประชาชนก่อนเจอภาวะข้าวยากหมากแพง โดยการใช้เงินก้อนดังกล่าวใน 4 เดือนถึงมือประชาชนทุกเม็ด ทุกบาท ทุกสตางค์ ส่วนแผนการกู้จะกู้เงินในประเทศ ดอกเบี้ย 1.3% เท่านั้น ส่วนแผนการใช้หนี้ของรัฐบาล จะใช้ตามปกติ คือ ตั้ง 4% ในงบรายจ่ายประจำปี ใช้เงินต้น 1.5 แสนล้านบาท ส่วนดอกเบี้ยต่างหาก ทั้งนี้การกู้เงิน 4แสนล้านบาทของรัฐบาลเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 มีเหตุผล มีความจำเป็นเร่งด่วน

น.ส.ศิริกัญญากล่าวทิ้งท้ายฝากไปยังรัฐบาลว่าอย่าเอาการเยียวยาประชานเป็นตัวประกัน แล้วยัดไส้โครงการไม่เร่งด่วน เพียงเพื่อหวังผลอื่นใด หากยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความและมีปัญหาต่อการกู้ภายหลัง อย่าเอาการเยียวยาของประชาชนเป็นตัวประกันหรือข้ออ้าง เพราะรัฐบาลเองไม่ยอมแยกการเปลี่ยนผ่านพลังงานออกจาก พ.ร.ก.เงินกู้ ดังนั้นไม่ว่าผลอะไรเกิดขึ้นรัฐบาลจำเป็นต้องรับผิดชอบ

‘ภรณ์’ย้ำปชป.ร่วมปชน.ส่งตีความ

ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ต่อกรณีการร่วมกับพรรคประชาชนเข้าชื่อเพื่อยื่นตีความการออกพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลส่อขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 172ว่าวานนี้ (6 พ.ค.)ได้หารือร่วมกันและพรรคประชาชนบอกว่าขอให้นำเข้าที่ประชุมสส.วันนี้(7พ.ค.)ก่อนจากนั้นจะให้คำตอบ ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียง สส.เข้าชื่อ100คน ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์มี 21เสียงดังนั้นการยื่นเรื่องได้หรือไม่ต้องผ่านด่านพรรคประชาชนก่อนโดยทิศทางแล้วเชื่อว่าจะเห็นไปในทางเดียวกันว่าการออกพ.ร.ก.นั้นไม่เข้าเกณฑ์ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เป็นพ.ร.ก.ฉวยโอกาส

สวน‘เอกนิติ’วิกฤติแตกต่างกัน

นายกรณ์ กล่าวถึงกรณีที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลังระบุว่าก่อนหน้านี้ที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลเคยกู้เงินและถูกยื่นตีความเช่นกันว่าในอดีตที่รัฐบาลออกพ.ร.ก.กู้เงินนั้นเพราะมีวิกฤติที่แตกต่างกัน เช่นปี2541 ที่มีวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2552 มีวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ และปี 2565 มีวิกฤติโควิด ซึ่งวิกฤติแต่ละครั้งมีสิ่งบ่งชี้ว่าจีดีพีติดลบ แต่ปัจจุบันแม้มีปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น เศรษฐกิจโตช้า แต่ยังโตอยู่ และจีดีพีในภาวะสงครามคาดว่าจะขยายตัวได้ 1.5% ขณะเดียวกันนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย แถลงอย่างภาคภูมิใจต่อการจัดอันดับของมูดี้ส์ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนนอกจากนั้นแล้วการเก็บภาษียังเป็นปกติ ไม่มีวิกฤติที่เข้าเกณฑ์ต่อการออกพ.ร.ก.ตามรัฐธรรมนูญ

“พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้คัดค้านการใช้เงิน หรือการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน แต่ทุกอย่างมีกติกาและเหตุผล นายกฯบอกว่าต่างคนต่างหน้าที่ ผมอยู่ฝ่ายค้านต้องดูแลประชาชนเช่นกัน เพราะสิ่งที่รัฐบาลทำนั้นอาจทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก หากประเทศขาดวินัยการเงินการคลังต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเหตุให้เศรษฐกิจล่มสลายได้ จะกลายเป็นเวเนซุเอลา ดังนั้นทุกอย่างที่รัฐบาลทำ ต้องยึดกรอบกฎหมายที่กำหนด ไม่ใช้เงินเกินควร ทำงบขาดดุลได้ แต่ต้องมีข้อจำกัดเพื่อให้ฐานะการคลังยังมั่นคง” นายกรณ์ กล่าว

มติปชน.ร้องศาลฯตีความพ.ร.ก.

ช่วงบ่าย ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวเกี่ยวกับจุดยืนของพรรคประชาชนต่อกรณีคณะรัฐมนตรีมีมติ ออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า ที่ประชุมพรรคประชาชนเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาซึ่งมีการหารือกันอย่างรอบคอบแล้วเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลทำนั้นคือการพยายามสอดไส้ตีเช็คเปล่ากู้เงิน 200,000ล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเอาเงินเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกัน เป็นการมัดรวมมาในการกู้เงิน400,000 ล้านบาท ทั้งๆที่การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้นจริงๆ ต้องใช้เวลาหลายปี ทั้งนี้การออกพ.ร.ก.กู้เงิน ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญระบุชัดว่าต้องเป็นเงื่อนไขทางด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นเราจึงตั้งคำถามว่ามีการกู้ 200,000 ล้านบาทมาใช้ในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้นตกลงแล้วเข้าเงื่อนไขนี้จริงหรือไม่ เพราะเรายังไม่ได้เห็นไส้ใน ทั้งยังมีการมัดรวมกับก้อนเงินเยียวยาของประชาชนอีกพรรคประชาชนจึงพร้อมใช้อำนาจนิติบัญญัติในการเข้าชื่อตามคำร้องที่พรรคประชาชนเป็นคนยกร่างในการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นลำดับถัดไป

ย้ำพรรคฝ่ายค้านร่วมลงชื่อได้

เมื่อถามว่าการเข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญนี้ทำร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่ายินดีที่จะให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคฝ่ายค้านอื่นๆมาร่วมลงชื่อด้วยกันตามกระบวนการก็มีการหารือกับพรรคอื่นๆ อยู่แล้ว แต่ต้องบอกว่าอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้เราต้องใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบมากที่สุดก็คือต้องระมัดระวังการใช้อำนาจตามช่องทางในส่วนนี้ที่จะไม่เป็นการไปขยายขอบเขตการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญด้วยเพราะฉะนั้นในส่วนของตัวคำร้องนั้นพรรคประชาชนจะเป็นแกนหลักในการยกร่างเอง

เล็งส่งศาลรธน.จันทร์-อังคารนี้

เมื่อถามว่าร่างที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะเสร็จทันหรือไม่เนื่องจากจะมีการนำร่างพ.ร.ก.ดังกล่าวเข้าสภาในวันที่ 14 พ.ค.นี้แล้ว นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กระบวนการส่วนนี้ เราได้ประสานพรรคร่วมฯอื่นๆอยู่แล้ว ซึ่งจำเป็นต้องยื่นให้ทันภายในวันจันทร์หรืออังคารที่จะถึงนี้เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญคือยื่นก่อนรัฐสภาจะมีการอนุมัติในวันพฤหัสบดี

นายกฯฉะฝ่ายค้านอย่าตีตนก่อนไข้

ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง(บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์กรณีพรรคฝ่ายค้านออกมาแฉมีบริษัทนอมินีในชื่อ อาม่า กว้านซื้อที่ดินที่จ.ระนองกว่า 500 ไร่ทั้งที่โครงการแลนด์บริดจ์ยังไม่ทันเริ่มจะให้ความมั่นใจประชาชนอย่างไรนายกฯหัวเราะในลำคอก่อนกล่าวว่า ช่วงนี้คิดช่วยเหลือประชาชนดีกว่า ช่วยทำให้ทุกอย่างมันคลายทุกข์ให้ประชาชนในประเทศให้มากที่สุด อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้และโครงการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นพรุ่งนี้ บริบทมันเปลี่ยนไป การศึกษาที่เคยมีมาอยู่บนภูมิรัฐศาสตร์อีกบริบทหนึ่ง ตอนนี้เราต้องหาแนวทางที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ในเรื่องขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งสินค้ายืนบนขาตัวเองได้ ไม่ว่าภูมิภาคไหนมีความขัดแย้งมีการสู้รบหรือมีสงครามเราก็พยายามทำให้ภูมิภาคอาเซียนมีความมั่นคงปลอดภัยเป็นที่สนใจของนานาชาติ พยายามจะเสริมศักยภาพเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไป

ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น-ฟังเสียงปชช.

เมื่อถามว่ามีการปั่นกระแสการให้ต่างชาติเข้ามาเช่าที่ดิน 99 ปี นายอนุทิน กล่าวว่าพอพูดปั่นกันรัฐบาลไม่ฟัง เสียงปั่นไม่เกี่ยว นี่เรื่องแลนด์บริดจ์การลงทุน

เมื่อถามว่าเสียงวิจารณ์ของฝ่ายค้านจะทำให้โครงการสะดุดหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า โครงการยังไม่เริ่มเลย เราก็ศึกษาปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาที่มี นายเอกนิติ นิติทันณ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลังเป็นประธาน เมื่อผลการศึกษาออกมาเราค่อยตัดสินใจบนผลการศึกษาที่เป็นปัจจุบันไม่ได้มีอะไรแปลก ส่วนประเด็นการเช่าที่ดินนั้นยืนยันทุกอย่างอยู่บนผลการศึกษา

เมื่อถามว่า เมื่อผลการศึกษาออกมาแล้วต้องฟังคำแนะนำฝ่ายค้านหรือไม่ นายอนุทินกล่าวสวนทันทีว่า “ฟังเสียงประชาชน ผมกำชับใช้คณะกรรมการมีภาคประชาชนอยู่ด้วย นายเอกนิติก็เห็นชอบและจะเชิญภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมด้วย”

14จว.ใต้จี้รัฐทบทวนแลนด์บริดจ์

วันเดียวกัน ทาวเครือข่ายองค์กรชุมชน 14 จังหวัดภาคใต้ ออกแถลงการณ์เรื่อง รัฐบาลต้องทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์และแนวคิดให้ทุนต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี ดังนี้นโยบายโครงการแลนด์บริดจ์ และการผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SECกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากสังคม ทั้งภาคประชาชน สื่อมวลชล และนักวิชาการ ถึงความไม่คุ้มทุนในการก่อสร้างโครงการ ที่มีงานวิชาการรองรับอย่างชัดเจนว่าวิธีการขนส่งสินค้าแบบถ่ายลำเรือคือวิธีการที่ไม่ได้ดึงความสนในผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์และยังความเสี่ยงที่ไร้อนาคต อาจจะกลายเป็นการยกผืนแผ่นดินภายใต้โครงการแลนด์บริดจ์ระนอง – ชุมพร ร่วม 100,000 ไร่ ให้กับนายทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนมากกว่า 99 ปี ที่ถูกกำหนดไว้ในกฎหมาย SEC

ขณะที่พลเมืองไทยจำนวนมากยังไม่มีที่ทำกินและที่อยู่อาศัย และอีกจำนวนไม่น้อยถูกริดรอนสิทธิ์ด้วยการการประกาศเขตป่าไม้ เขตอุทยานแห่งชาติทับที่ จนไม่สามารถออกถือกรรมสิทธิ์ได้อย่างชอบธรรม โดยอ้างกฎหมายที่มีอยู่หลายฉบับ จนกลายเป็นปัญหาใหญ่เรื้อรังระดับชาติที่เกิดขึ้นในทุกภูมิภาคมานานหลายปี ที่หลายรัฐบาลไม่กล้าแม้แต่จะแก้ไขในเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่พอกับนายทุนต่างชาติจะเข้ามาใช้ที่ดินของพวกเราจำนวนมากนับแสนไร่ กลับง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ พวกเราเครือข่ายขบวนองค์กรสภาองค์กรชุมชนภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลได้โปรดฟังเสียงประชาชน และเสียงของนักวิชาการที่กำลังเสนอให้เห็นถึงความเสี่ยงในโครงการนี้ ซึ่งไม่ใช่แค่การความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่หมายถึงการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและแผ่นดินผืนใหญ่ของภาคใต้ให้กับนายทุนต่างชาตินานนับร้อยปี ด้วยการทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์และยกเลิกแนวคิดให้ทุนต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี ในทันที”

อุบผลสอบสส.ปากพล่อย เท้งปิดเงียบ

อุบผลสอบสส.ปากพล่อย  เท้งปิดเงียบ

อุบผลสอบสส.ปากพล่อย เท้งปิดเงียบ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อุบผลสอบสส.ปากพล่อย เท้งปิดเงียบ อ้างเรื่องภายในปชน. เรืองไกรยื่นปปช.ฟัน

ปชน.ไม่ตรงปก “เท้ง” อ้างดำเนินการทางวินัย “สส.ภัณฑิล” เซ่นปมปากเสียด่ากราดกำนัน- ผญบ.เอี่ยวยาเสพติด แต่ไม่ขอลงในรายละเอียดอ้างเรื่องภายใน  ขณะที่ “เรืองไกร”กัดไม่ปล่อย ร้อง ป.ป.ช.สอบฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ ด้านสภาฯซัดกันเดือดตั้ง 8 กก.กองทุนบำนาญ สส.-สว. ขณะที่“หมอวรงค์”จี้ยกเลิกเอาเปรียบประชาชน

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม นายณัฐพงษ์  เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึง ผลการประชุมคณะกรรมการวินัยพรรคพิจารณาลงโทษนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.ซึ่งอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร พาดพิงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเกี่ยวพันกับการเสพและค้ายาเสพติดว่าในส่วนนี้เป็นกระบวนการภายในพรรคซึ่งมีการประชุมผู้บริหารพรรค เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา ยืนยันว่าเราดำเนินการทางวินัยเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว

เมื่อถามถึงรายละเอียดการลงโทษนายภัณฑิลเป็นอย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การลงโทษทางวินัยเป็นกระบวนการภายในพรรค ตนยืนยันว่าได้ดำเนินการทางวินัยไปแล้ว ส่วนการแสดงความจริงใจต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ถูกพาดพิงก็ยืนยันว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด

ต่อข้อถามถึงการประสานงานไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อแจ้งต่อกำนันผู้ใหญ่บ้านให้นายภัณฑิลเข้าไปขอโทษด้วยตัวเองเป็นอย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์กล่าวว่า วันนี้เนื้อหาหลักที่อยากให้ประชาชนได้รับทราบคือความพยายามของรัฐบาลที่พยายามสอดไส้เงินกู้ 200,000 ล้านบาท ในพ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท มากกว่า ส่วนเรื่องทางวินัยของสส.ภายในพรรคประชาชน พวกเราก็จัดการอยู่

ด้าน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กล่าวว่า ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS ขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบนายภัณฑิลว่าเข้าข่ายมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 (1) และตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ พ.ศ.2561 ข้อ 8 ข้อ 17 ประกอบข้อ 27 หรือไม่ โดยคำร้องไม่มีเอกสารแนบ เพราะมีบันทึกการประชุมสภาฯ เป็นพยานหลักฐานแล้ว รวมทั้งขอให้ ป.ป.ช.นำแนวคำพิพากษาศาลฎีกามาประกอบการตรวจสอบในกรณีนี้ด้วย

ที่รัฐสภา วันเดียวกัน มีการประชุมพิจารณาแต่งตั้งกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ตามมาตรา 8 พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556 รวม 8 คน ได้แก่ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย, นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย,นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, นายประยุทธ ศิริพานิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย,นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม, นายประเสริฐ บุญเรือง อดีตสส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย, น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา อดีต สส.นครปฐม พรคก้าวไกล และ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการพิจารณาแต่งตั้งดังกล่าว นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี อภิปรายเสนอแนะต่อกรรมการกองทุนฯ ตอนหนึ่งว่า ให้พิจารณาความเหมาะสมต่อการอนุมัติเงินสวัสดิการให้กับอดีต สส.และอดีต สว. ว่า กรรมการกองทุนมีทั้งสิ้น 21 คน แบ่งเป็น สส.และ สว.รวมถึงอดีตสมาชิกรัฐสภา มี 17 คน หากรวมเลขาธิการของสภาฯ และวุฒิสภา รวมเป็น 19 คน ส่วนคนนอกมี 2 คน คือปลัดกระทรวงการคลัง และ ผอ.สำนักงบประมาณ ทำให้มีข้อห่วงใยว่ากรรมการจะมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ เอื้อประโยชน์ให้สมาชิกรัฐสภามากเกินจำเป็น

นพ.วรงค์ อภิปรายต่อว่า ปัจจุบัน สส.จ่ายเงินเข้ากองทุนเดือนละ 3,500 บาทต่อเดือน แต่แลกกับสิทธิประโยชน์ที่กองทุนมอบให้กับอดีตสมาชิกรัฐสภา 5 สิทธิประโยชน์ คือ 1.เงินทุนเลี้ยงชีพ หรือ เงินบำนาญ จ่ายรายเดือนตลอดชีวิต  2.รักษาพยาบาลเบิกได้ปีละ 1.3 แสนบาท และกรณีไม่เจ็บป่วย สามารถใช้สิทธิตรวจสุขภาพประจำปีได้ ในวงเงิน 1.3 แสนบาทต่อปี 3.สิทธิช่วยเหลือการศึกษาบุตร โดยในหลักการตนรับได้ แต่เชื่อหรือไม่สิทธิครอบคลุมบุตรที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งมากเกินความจำเป็น 4.กรณีทุพพลภาพ 1.5 หมื่นบาท และ 5.เมื่อถึงแก่กรรม ครอบครัวและลูกได้ 2 แสนบาท จุดที่ประชาชนคลางแคลงใจคือบำนาญ สส.และ สว.หากจ่ายเงินแค่ 1 ปี แล้วเกิดยุบสภา ต้องได้รับการดูแลจนตาย ตนถือว่าสิทธิมากเกินจำเป็น เมื่อรวมกับสิทธิการศึกษาที่ให้กับบุตรที่เรียนโรงเรียนนานาชาติ เป็นสิทธิที่มากเกินความจำเป็น

“เห็น สส.ลาออก บางคนลาออกไปเป็นรัฐมนตรี เมื่อกองทุนไม่ได้จำกัดสิทธิคนเป็นรัฐมนตรีถือว่าลาออก สส.เป็นอดีตสมาชิกทำให้นอกจากได้เงินเดือนรัฐมนตรียังได้เงินบำนาญ สส.อีก ถือว่าเอาเปรียบประชาชน หรือแม้แต่ สส.บางคนลาออกไปลงผู้ว่าฯ กทม.ถ้าได้เป็นนอกจากได้เงินเดือนผู้ว่าฯ กทม.แล้ว ยังได้เงินบำนาญของอดีต สส.หรือ สว.อีก ดังนั้นอยากฝากให้ สส.ที่ไปเป็นกรรมการกองทุนฯ พิจารณาว่าสิทธิอะไรที่มากเกินความจำเป็นอย่าให้มากเกินไป” นพ.วรงค์ กล่าวและว่า ขอเรียกร้องให้ สส.และสว.ชุดปัจจุบัน แสดงเจตนารมณ์ว่าไม่ควรได้รับบำนาญ ถือเป็นจุดเริ่มต้นปฏิรูประบบสภา เพื่อปกป้องผลประโยชน์ประชาชน

ขณะที่ นายสนอง อภิปรายว่า ในฐานะกรรมการกองทุนฯ จะรับข้อเสนอของ นพ.วรงค์ เพื่อบัญญัติหลักเกณฑ์ต่อไป แต่ขอพูดด้วยความสัตย์จริงและเป็นธรรม คนเป็น สส.ไม่ได้รวยทุกคน เคยเห็นอดีต สส.หลายคนตายแล้วไม่มีโลงใส่ ดังนั้นเมื่อมีสวัสดิการเพื่อดูแลให้เหมาะสมกับฐานานุรูป ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะเงินส่วนหนึ่งมาจากการหักเงินเดือนช่วงดำรงตำแหน่ง และเป็นสิทธิแต่ละบุคคลว่าหากคิดว่ามีฐานะดี ไม่เดือดร้อน แจ้งความจำนงขอสละสิทธิรับเบี้ยยังชีพ สส.ซึ่งจะได้รับการประกาศเกียรติคุณ

อย่างไรก็ตาม นพ.วรงค์ ชี้แจงต่อว่า เงินภาษีของประชาชนที่จ่ายเป็นกองทุนฯ ให้อดีตสมาชิกรัฐสภา ปีละ 400-500 ล้านบาท ถือว่าเอาเปรียบประชาชน ทั้งนี้ แม้ว่าสส.ไม่ได้รวยทุกคน แต่พอดูแลตัวเองได้ ตนไม่มีเงินมาก แต่พอดูแลตัวเองได้ เพราะไม่โลภ ไม่คิดเข้ามาโกง ตนพอเพียงกับชีวิต ดังนั้นอย่าวัดว่าใครจนใครรวย แต่วัดที่สำนึกความรับผิดชอบต่อประชาชน

อีกด้านหนึ่ง ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เข้ายื่นหนังสือถึงรมว.ยุติธรรม เรื่องขอให้ยับยั้งคณะกรรมการพิจารณาพักการลงโทษ 3 คณะ ในประเด็นการพิจารณาการกระทำผิดวินัยหรือผิดอาญาระหว่างถูกกุมขังของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโดยมีนายกิตติวิทย์ คงบุญรักษ์ หัวหน้าศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รับเรื่องแทน

นายพิชิต กล่าวว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา กรมราชทัณฑ์ ได้ออกเอกสารชี้แจงเกี่ยวกับการพักโทษนายทักษิณ โดยอ้างว่าไม่ได้กระทำความผิดซ้ำในเวลา 5 ปี ตามเงื่อนไขกฎหมายอาญามาตรา 92 และ 93 ซึ่งทาง คปท.มองว่ากรมราชทัณฑ์อ้างข้อกฎหมายผิด เหมือนการนำคดีแพ่งมาอธิบายคดีอาญา ทั้งที่ควรศึกษาว่าระหว่างที่นายทักษิณมีหมายขังสั่งจำคุกตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2567 มีพฤติการณ์อย่างไร

ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษระดับเรือนจำคลองเปรม ระดับกรม และระดับกระทรวง มีมติให้พักโทษนายทักษิณโดยติดกำไล EM นั้น ต่อมากรมราชทัณฑ์ยืนยันว่ากระบวนการเป็นไปตามกรอบกฎหมาย โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยเฉพาะคำชี้แจงข้อ 3 ที่ระบุว่านายทักษิณต้องโทษ 3 คดี ได้รับพระราชทานอภัยลดโทษเหลือ 1 ปี และศาลฎีกาฯ วินิจฉัยว่าไม่อาจนำช่วงเวลาที่อยู่ รพ.ตำรวจมาหักเป็นวันคุมขังได้ การบังคับโทษ 1 ปี จึงมิใช่การกระทำผิดซ้ำ ตามมาตรา 92 หรือ 93 และไม่ใช่กรณีนักโทษเด็ดขาดที่พ้นโทษแล้ว กลับมากระทำผิดอีกภายใน 5 ปี ทำให้นายทักษิณมีคุณสมบัติครบตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องในฐานะนักโทษเด็ดขาดชั้นกลาง

อย่างไรก็ตาม คปท.เห็นว่าการพิจารณาตามคำชี้แจงข้อ 3 ของกรมราชทัณฑ์ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และอ้างระเบียบกฎหมายไม่ถูกต้อง โดยขาดการนำเอาคำสั่งศาลฎีกาฯ มาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แต่กลับบิดเบือนข้อเท็จจริง ทั้งที่ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาฯ ออกคำสั่ง คือ 1.การส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 55 และกฎกระทรวงฯ 2.การบังคับโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยทราบดีว่าไม่ได้ป่วยวิกฤตฉุกเฉิน และ 3.จำเลยมีส่วนตัดสินใจปฏิเสธการผ่าตัดโรคหัวใจและกระดูกคอ แต่เลือกผ่าตัดนิ้วล็อกและเอ็นไหล่ขวาซึ่งไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เป็นผลให้การรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจขยายเวลาออกไปทั้ง 3 ประเด็นชัดเจนว่านายทักษิณรับรู้และอยู่ในขบวนการบังคับโทษมิชอบ ซึ่งอาจมีโทษอาญาตามมาและเป็นการกระทำผิดวินัยระหว่างต้องขัง ซึ่งผู้ผิดวินัยจะไม่ได้รับการพักโทษตามลักษณะต้องห้ามในการนำตัวออกไปกักขังนอกเรือนจำ ตามประกาศกรมราชทัณฑ์ ข้อ 3 (2) (ข) และ (ค) คือมีประวัติกระทำผิดวินัย หรือเคยกระทำผิดเงื่อนไขหรือผิดอาญาระหว่างถูกกุมขังในสถานที่อื่น

ดังนั้นคณะกรรมการพักโทษทั้ง 3 คณะต้องนำประเด็นนี้มาพิจารณา ไม่ใช่ไปอ้างเรื่องการไม่กระทำความผิดซ้ำตามมาตรา 92 และ 93 ซึ่งการกระทำของกรมราชทัณฑ์อาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่าแม้รัฐมนตรีจะออกมาระบุว่ามีการตรวจสอบรายละเอียดครบถ้วนแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้ตอบข้อสงสัยสำคัญ เรื่องการกระทำผิดระหว่างถูกคุมขัง โดยมองว่ากรมราชทัณฑ์พยายามอธิบายข้อกฎหมายในลักษณะเลี่ยงประเด็นและลดทอนความร้ายแรงของคำสั่งศาลฎีกา

ส่วนแนวทางการเคลื่อนไหว หากท้ายที่สุดนายทักษิณได้รับการพักโทษจริง กลุ่ม คปท.ก็เตรียมยื่นร้องตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กับคณะกรรมการทั้ง 3 ชุด รวมถึงรมว.ยุติธรรม เนื่องจากเห็นว่าได้รับการทักท้วงอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ยังไม่ดำเนินการยับยั้ง

ด้าน นพ.วรงค์ กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ กำลังจะได้รับการพักโทษ ว่าต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นเนื่องจากเป็นการกระทำผิดกฎหมาย และศาลมีคำพิพากษาให้กลับเข้าไปจำคุก จนถึงวันนี้นายทักษิณ ได้จำคุกแล้ว 8 เดือน ถือว่าครบ 2 ใน 3 สามารถได้รับการพักโทษได้ เป็นสิ่งที่นายทักษิณ และคนอื่นๆ ควรได้รับอยู่แล้ว ส่วนตัว ตนโอเคในหลักการ เพราะยึดหลักความถูกต้อง ยึดหลักกฎหมาย เมื่อเขากระทำผิด และรับผิดแล้ว ติดคุกแล้ว เราก็ต้องชื่นชมที่ยอมติดคุก หลังจากนี้ ก็เป็นเรื่องของเขาที่จะวางแผนอนาคต

ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม.สมาชิกครอบครัวชินวัตร นำโดยนายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค พร้อมภรรยา น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือเอม พร้อมสามี และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออิ๊งค์ อดีตนายกฯ และที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย พร้อมสามี เข้าเยี่ยมนายทักษิณ ครั้งที่ 61 ซึ่งเป็นการเยี่ยมครั้งสุดท้าย ก่อนจะได้รับการพิจารณาพักโทษ ท่ามกลางคนเสื้อแดง ที่มาคอยให้กำลังใจ

น.ส.แพทองธารกล่าวว่า จากที่ได้พูดคุยกับคุณพ่อ ท่านรู้สึกดีใจเพราะวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ จะได้รับการพักโทษ โดยทุกคนก็จะมารับ คุณพ่อฝากบอกว่า อยู่มา 241 วันแล้ว และไม่ได้พูดคุยเรื่องการเมืองเลย คุยแต่เรื่องชีวิตและหลานๆ ลูกๆ ส่วนหากออกมาแล้วคุณพ่ออยากทำอะไร ท่านก็ไม่ได้มีอะไร บอกแค่ว่าต้องไปตรวจสุขภาพ ก็คงดูแลเรื่องสุขภาพ สำหรับกรณีมีลุ้นเรื่องไม่ต้องติดกำไล EM สามารถยื่นคำร้องไปยังกรมคุมประพฤติได้นั้น เรื่องนี้คงให้เป็นไปตามกระบวนการ

ส่วนกรณีที่ปัจจุบันยังมีผู้เห็นต่างทางการเมืองออกมาคัดค้านการพักโทษนายทักษิณ โดยระบุว่าหากได้พักโทษจริง จะร้องเอาผิดคณะกรรมการทั้ง 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ก็ขอให้เขาได้ทำตามสิทธิ